Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลประกาศยุทธศาสตร์ยกระดับการศึกษาและงานวิจัย ปี 2569 เพื่อส่งต่อความสำเร็จสู่การพัฒนาประเทศ ชูโมเดล “MU SYNERGY: Real World Impact in Action” แนวทางการดำเนินงานที่มุ่งปลดล็อกทุกข้อจำกัดของงานวิจัย เน้นลงมือทำจริง และเร่งเปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ 

    พร้อมเปิดความก้าวหน้าของ 5 ไฮไลต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New S-Curve) ได้แก่ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) การสร้างโรงงานยามีชีวิต (ATMU) การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food Industry) และการปฏิรูปการศึกษา(Next-Gen Education) 

    ทั้ง 5 ด้านที่กล่าวมามีศักยภาพในการสร้าง New S-Curve ให้กับประเทศ เสริมโอกาสใหม่ท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลก และช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

    “ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่ยืดเยื้อ และความผันผวนของราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพทั่วโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองโดยในปี 2569 มหาวิทยาลัยมหิดลได้ก้าวเข้าสู่ระยะที่ 2 ของยุทธศาสตร์ ‘Real World Impact’ ภายใต้แนวคิด ‘MU SYNERGY: Real World Impact in Action’ เน้นการลงมือทำจริงและการผนึกกำลังกับภาคเอกชนให้เข้มข้นยิ่งขึ้น”

    ทั้งมุ่งปลดล็อกข้อจำกัดทางวิชาการ ยกระดับความร่วมมือกับภาคเอกชน และเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ช่วยเพิ่มมูลค่า GDP และขับเคลื่อนประเทศ โดยขับเคลื่อนผ่าน 5 เสาหลักที่ออกแบบเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ได้แก่

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวว่า การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะด้านสาธารณสุขของประเทศสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง NVIDIA และ บริษัท สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในการลงทุนเทคโนโลยีประมวลผลประสิทธิภาพสูง NVIDIA H200 เพื่อสร้าง Health Data Lake และระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพหลายมิติ ตั้งแต่ระดับพันธุกรรมจนถึงข้อมูลรายบุคคล การดำเนินการที่ผ่านมา

    อาทิ ระบบวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอดที่มีความแม่นยำสูงถึง 98% ซึ่งปัจจุบันถูกนำไปใช้งานจริงในโรงพยาบาลกว่า 700 แห่ง ทั่วประเทศ ครอบคลุมการดูแลผู้ป่วยกว่า 7.4 ล้านราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 200 ล้านบาท สะท้อนถึงความสำเร็จในการเปลี่ยน Big Health Data ให้เป็นความแม่นยำในการรักษา (Precision Medicine) และยกระดับการแพทย์เชิงป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับการสร้างโรงงานยา (ATMU) เป็นการยกระดับประเทศไทยสู่ “ฐานการผลิตยาชีววัตถุและยีนบำบัดแห่งอนาคต” พลิกโครงสร้างอุตสาหกรรมการแพทย์จากประเทศผู้นำเข้า สู่การเป็นผู้พัฒนาและผลิตเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงด้วยตนเอง ลดการไหลออกของเม็ดเงินจากการนำเข้ายามูลค่าสูง พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อน เช่น มะเร็งและโรคหายาก ในต้นทุนที่เหมาะสมมากขึ้น

    ทั้งนี้ โครงการ ATMU เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัดและบริษัทเอกชนชั้นนำ ภายใต้งบลงทุนกว่า 1,300 ล้านบาท ผ่านการพัฒนาโมเดล Twin Facility ที่เชื่อมงานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ห้องแล็บสู่โรงงานพร้อมกันนี้ ยังเป็นการสร้าง New S-Curve ให้เศรษฐกิจไทยในอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) ที่มีมูลค่าสูงและเติบโตต่อเนื่องในระดับโลก โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง เช่น CAR T-Cell เพื่อวางประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตและพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ของภูมิภาคในอนาคต

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ขณะที่การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) การเปิดพรมแดนใหม่ของระบบสาธารณสุขไทย ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์เพื่อปลดล็อกวิกฤตการขาดแคลนอวัยวะ ที่เป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของการรักษาโรคระยะรุนแรงในประเทศไทยและทั่วโลก 

    โดยมุ่งพัฒนา “ไตหมูตัดต่อยีน” เป็นต้นแบบสำหรับการปลูกถ่ายในมนุษย์ ซึ่งหากสำเร็จ จะเปลี่ยนโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย ให้เข้าถึงการรักษาได้จริง โครงการนี้ไม่เพียงเป็นก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่คือการวางรากฐาน “ระบบอวัยวะทางเลือก” (Alternative Organ Supply) ให้กับประเทศในระยะยาว ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการล้างไตที่สูงกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยหลายแสนราย 

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนชั้นนำ อาทิ เบทาโกร (Betagro) และเอนซีโน (Nzeno) ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ Advanced Genetic Engineering ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน Biosecurity ระดับสูง พร้อมเตรียมจัดตั้งโรงเรือนปลอดเชื้อพิเศษ (DPF) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัย และเป็นก้าวเร่งสู่การทดลองในมนุษย์ระดับคลินิกภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ความก้าวหน้านี้จึงไม่เพียงยกระดับขีดความสามารถทางการแพทย์ของไทย แต่ยังวางตำแหน่งประเทศในฐานะผู้เล่นใหม่ในเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่มีศักยภาพแข่งขันในเวทีโลก

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food Industry) มหาวิทยาลัยมหิดลขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อเศรษฐกิจมูลค่าสูง ต่อยอดจากความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ ผ่านโครงการ ‘SAI Mahidol’ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาพื้นที่ยุทธศาสตร์กว่า 13 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตสารสกัดมูลค่าสูง (Active Ingredients) จากวัตถุดิบไทย โดยเฉพาะเห็ดและสมุนไพร เพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพระดับโลก 

    มีต้นแบบความสำเร็จอย่าง นิวทริโฟล (Nutriflow) ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) นวัตกรรมจากสถาบันโภชนาการที่เทคโนโลยี AdaptiveFlow ช่วยปรับเนื้อสัมผัสให้เหมาะสมกับการเคี้ยวและการกลืน ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและผู้มีข้อจำกัดด้านโภชนาการอย่างตรงจุด ซึ่งปัจจุบันสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมด้วยยอดจำหน่ายสะสมกว่า 21 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 100%ฯลฯ 

    สะท้อนถึงศักยภาพในการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าจากภาคเกษตรสู่ธุรกิจนวัตกรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในระดับสากลในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพและสังคมสูงวัย พร้อมยกระดับห่วงโซ่มูลค่าจากภาคเกษตรสู่ธุรกิจนวัตกรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในระดับสากล

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ด้านการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเศรษฐกิจใหม่ (Next-Gen Education) เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ พร้อมสร้างกำลังคนทักษะสูงที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นปัจจัยชี้ขาดในการดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก โดยในปีนี้มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงระบบผ่านโมเดลการเรียนรู้แบบ CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) ที่ผสานการเรียนเข้ากับการทำงานจริงตั้งแต่วันแรก ทำให้ผู้เรียนไม่เพียงเรียนรู้ แต่ยังทำงานเป็นทันทีที่จบการศึกษา 

    พร้อมกันนี้ ยังเชื่อมโยงกับพันธมิตรระดับโลกกว่า 140 แห่ง เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานบนโจทย์จริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรใหม่ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมและประเทศ ใช้ได้ทันทีในโลกการทำงาน เช่น เป็นครั้งแรกของมหาวิทยาลัยในการเปิดหลักสูตรอนุปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ ที่มุ่งผลิตแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและ Digital Manufacturing หลักสูตรอนุปริญญา สาขาการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีทักษะด้านSustainability และ Environmental Communication และสร้างความพร้อมทำงานแบบ Zero-Day Readiness 

    ขณะเดียวกัน ระบบคลังหน่วยกิต (MU-CBS) ยังถูกออกแบบให้ผู้เรียนสามารถสะสม Skill Portfolio ได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์ตลาดงานที่ต้องการทักษะเฉพาะทางมากกว่าวุฒิการศึกษา แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพบัณฑิตไทย แต่ยังเป็นการ “รีเซ็ตระบบผลิตคนของประเทศ” ให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจโลก และปรับตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น Talent Hub สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

    “การประกาศ MU SYNERGY: Real World Impact in Action ถือเป็นการยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลจากผู้ผลิตองค์ความรู้ สู่ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมสังคมและเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมหาวิทยาลัยยังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ Real World Impact (ปี 2567-2571) โดยใช้ 3 กลไกหลัก ได้แก่ A1 – Synergistic and Collaborative Innovations (สานภารกิจวิจัย): มุ่งเน้นการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกับภาคเอกชนและเครือข่ายระดับโลก 

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    เพื่อเปลี่ยนงานวิจัย “จากหิ้งสู่ห้าง” ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ A2 – Empowering Learners (เพิ่มอำนาจผู้เรียน): พัฒนาระบบการศึกษาแบบLifelong Learning และการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง (CWIE) เพื่อสร้างกำลังคนทักษะสูงที่พร้อมทำงานได้ทันที A3 – Amplifying Operations (ขยายผลสัมฤทธิ์): ยกระดับการดำเนินงานภายในให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และยั่งยืน เพื่อสนับสนุนภารกิจของมหาวิทยาลัยในทุกมิติ 

    ทั้งนี้เป้าหมายยุทธศาสตร์มุ่งเน้นที่การลงมือทำเพื่อสังคม สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ขยายบทบาทจากสถาบันการศึกษาสู่ศูนย์กลางในการขับเคลื่อนสังคม สร้างผลกระทบที่จับต้องได้ 
    ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เพื่อยกระดับศักยภาพสู่การเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Engine of Growth) ของประเทศ 

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้ 5 เสาหลักของมหาวิทยาลัยมหิดล ยังเกิดจากการผนึกกำลังอย่างใกล้ชิดกับผู้นำภาคธุรกิจระดับประเทศ อาทิ WHA Group สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น สยามไบโอไซเอนซ์ และเบทาโกร ที่ร่วมกันผลักดันให้นวัตกรรมกลายเป็นเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก 

    โดยภายในงาน “MU SYNERGY: Real World Impact in Action” นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้สะท้อนทิศทางสำคัญของเศรษฐกิจไทยถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงนวัตกรรม ทั้งด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และระบบนิเวศอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยหลักในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและดึงดูดการลงทุนระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/656579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01voxh0i5DmP2shTtV6ZJT

  • ททท.คาดท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์เงินสะพัดกว่า 3 หมื่น ล. เพิ่มขึ้น 6% จากปี 68

    ททท.คาดท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์เงินสะพัดกว่า 3 หมื่น ล. เพิ่มขึ้น 6% จากปี 68

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศว่า คึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง ทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000035643&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16bDCCnuQwPhA8FBJoRhct

  • สวัสดี วันสงกรานต์ 2569 ตะลุยเที่ยววัดในกรุงเทพปีใหม่ไทย

    สวัสดี วันสงกรานต์ 2569 ตะลุยเที่ยววัดในกรุงเทพปีใหม่ไทย

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/2w8ZEp12Rg2Q&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y4s73YOJQdSA3cdYPMOxy

  • วิถีส้ม! ‘ไหม’ ค้าน ‘คนละครึ่งพลัส’ ทุบโต๊ะ! เวลานี้ต้องเยียวยา ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ

    วิถีส้ม! ‘ไหม’ ค้าน ‘คนละครึ่งพลัส’ ทุบโต๊ะ! เวลานี้ต้องเยียวยา ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ

    14 เม.ย.2569- นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการเยียวยาและการช่วยเหลือประชาชนว่า มาตรการที่จะเข้ามาช่วยเหลือที่ ครม. เพิ่งประชุมนัดพิเศษจำกัดจำเขี่ย ไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้ เช่น คนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีการเพิ่มเติมเงินเข้าบัตรเพียง 100 บาท ซึ่งไม่รู้ว่าคำนวณจากอะไร แต่หากเทียบกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น สัดส่วนการใช้น้ำมันของผู้มีรายได้น้อยรวมถึงราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น ก็ถือว่าไม่ได้สัดส่วนเป็นอย่างยิ่ง

    ถ้าจะมีอะไรที่ดูเหมือนมีความหวังคงเป็นการช่วยเหลือภาคขนส่ง ทั้งการอุดหนุนราคาน้ำมันสำหรับรถบรรทุก รถโดยสารขนาดเล็ก หรือวินมอเตอร์ไซค์และไรเดอร์ ซึ่งน่าจะบรรเทาและชะลอการขึ้นราคาค่าโดยสารได้อีกสักระยะหนึ่ง น่าผิดหวังที่รัฐบาลมีการอนุมัติงบกลางไปถึง 7,700 ล้านบาท แต่เป็นมาตรการสำหรับการช่วยเหลือค่าครองชีพเฉพาะหน้าเพียงแค่ 3,000 ล้านบาทเท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือเป็นการอนุมัติเพื่อแก้ไขปัญหาภายในรัฐบาลเอง ที่มีการตั้งงบประมาณวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไว้ไม่เพียงพอ ไม่เพียงพอแม้แต่จะจ่าย 300 บาทปกติ ไม่เพียงพอแม้แต่จะอุดหนุนค่าโดยสารตามปกติด้วยซ้ำไป ดังนั้นความเดือดร้อนของประชาชนจากน้ำมันที่ขึ้นราคา แล้วมีการอนุมัติงบเพียงแค่ 3,000 ล้านในรอบนี้ ถือว่าไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อน

    ผู้สื่อข่าวถามว่ามาตรการคนละครึ่งพลัสจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้ได้อย่างไร นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับวิธีการและเม็ดเงิน แต่ความจริงแล้วเราไม่ได้คาดหวังว่ารัฐบาลจะมาขอรอให้ประชาชนควักอีกครึ่งหนึ่ง ในยามนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นเวลาที่ต้องเยียวยาค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยหลายประเทศก็แจกเงินเลย เพราะถือว่าค่าครองชีพปรับขึ้นแล้ว ก็ต้องมีการช่วยเหลือกันไป โดยโครงการคนละครึ่งเหมาะกับการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า เพราะถ้าต้องให้เราควักเงินมาอีกครึ่งหนึ่ง แต่ยามนี้ต้องบอกว่าจะควักอีกครึ่งหนึ่งก็ไม่เหลือเงินแล้ว

    อยากให้รัฐบาลทบทวน หากจะมีการช่วยเหลือที่มากกว่า 100 บาทในการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ลองพิจารณาอะไรที่ครอบคลุมหมู่คนจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มเปราะบางที่ยังตกหล่นอยู่ รวมไปถึงการช่วยเหลือกลุ่มผู้ปกครองเด็กและเยาวชนที่กำลังจะเปิดเทอมที่ยังไม่ค่อยมีการพูดถึงสักเท่าไร และกลุ่มเกษตรกรและชาวประมงที่เป็นกลุ่มตกหล่น ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือในเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ขอให้ช่วยเหลือได้ครอบคลุมก่อน เรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจให้เอามาไว้หลังสุด เร่งเยียวยาประชาชนก่อน

    เมื่อถามว่าในการประชุม ครม. นัดหน้า คาดหวังให้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานมากขึ้นหรือไม่ หลังแต่ละพรรคเร่งแต่งตั้งข้าราชการการเมือง นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า ก็เป็นกังวลอยู่ว่า ครม. นัดต่อไปจะมีมาตรการอะไรออกมาเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะรอบนี้ดูเหมือนพยายามยัดโครงการเข้ามาเยอะ ๆ รวมถึงโครงการให้สินเชื่อ ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะหน้าด้วยซ้ำไป แต่เป็นการปรับตัวในระยะกลางและระยะยาว ก็เริ่มส่งสัญญาณแล้วว่ารัฐบาลไม่ได้มีเม็ดเงินเพียงพอที่จะใช้ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน

    ขั้นต่อไปต้องมีการออก พ.ร.บ. โอนงบฯ ซึ่งจะไม่เร็ว โดยการเริ่มกระบวนการเอางบมาไว้ที่ส่วนกลางในวันที่ 30 เม.ย. นี้ กว่า ครม. จะแล้วเสร็จและออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนขึ้นไป ทำให้ตอนนี้สถานการณ์ทางการคลังที่จะมีเงินมาเยียวยาช่วยเหลือประชาชน ก็อยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเหมือนกัน

    ส่วนหลังสงกรานต์วิกฤตเศรษฐกิจจะยิ่งหนักขึ้น มองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า คิดว่าวิกฤตจะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีความไม่แน่นอนสูงมาก ปัญหาในตะวันออกกลาง การเจรจาไม่ลุล่วง ผู้นำทั้งสองฝ่ายยังคงเล่นสงครามน้ำลายกันอยู่ ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นว่าสงครามจะจบลงได้ในเวลาอันใกล้เลย ดังนั้นสงครามก็จะอยู่กับเราไปอีกสักพักหนึ่ง ราคาน้ำมันก็จะสูงไปแบบนี้อีกระยะหนึ่ง และจะส่งผลถึงราคาสินค้าอื่น ๆ ด้วยที่ตอนนี้เริ่มเรียงแถวพาเหรดขึ้นราคากันถ้วนหน้าแล้ว เพราะผู้ประกอบการเองก็อั้นไม่ไหวแล้วจริง ๆ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/979909/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VnQQfDPbOCLVe_qnDptf5

  • สิงคโปร์เผย GDP Q1/69 โตเพียง 4.6% คาดสงครามตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจอีก : อินโฟเควสท์

    สิงคโปร์เผย GDP Q1/69 โตเพียง 4.6% คาดสงครามตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจอีก : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ (MTI) เปิดเผยในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสิงคโปร์ ขยายตัว 4.6% ไตรมาส 1/2569 เมื่อเทียบรายปี ชะลอตัวลงจากไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัว 5.7% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 5.9%

    เมื่อเทียบรายไตรมาส GDP ไตรมาส 1 ของสิงคโปร์ หดตัวลง 0.3% ซึ่งย่ำแย่กว่าในไตรมาส 4/2568 ที่มีการขยายตัว 1.3%

    MTI ระบุว่า แม้เศรษฐกิจในไตรมาสแรกยังคงมีความยืดหยุ่น แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

    นอกจากนี้ MTI ระบุว่า ภาคการผลิตขยายตัวเพียง 5% ในไตราส 1 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงอย่างมากจากไตรมาส 4/2568 ที่มีการขยายตัว 11.4% และเมื่อเทียบรายไตรมาส ภาคการผลิตหดตัวลง 4.9% บ่งชี้ว่าภาคส่วนดังกล่าวย่ำแย่ลงอย่างมาก หลังจากมีการขยายตัว 4.5% ในไตรมาส 4/2568

    ส่วนภาคบริการ ขยายตัว 2.3% ในไตรมาส 1 เมื่อเทียบรายปี ชะลอตัวลงจากไตรมาส 4/2568 ที่มีการขยายตัว 2.9% อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบรายไตรมาส ภาคบริการขยายตัว 0.1% ซึ่งฟื้นตัวหลังจากที่หดตัวลง 0.4% ในไตรมาส 4/2568

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585114&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VTuN5jyG6Ge0Fun7fB3Ku

  • “ยศชนัน” สวมเสื้อลายดอก ร่วมเล่นน้ำฉลองสงกรานต์สีลม กระตุ้นเศรษฐกิจ

    “ยศชนัน” สวมเสื้อลายดอก ร่วมเล่นน้ำฉลองสงกรานต์สีลม กระตุ้นเศรษฐกิจ

    “ยศชนัน” สวมเสื้อลายดอก ร่วมเล่นน้ำฉลองสงกรานต์สีลม กระตุ้นเศรษฐกิจ

    “ยศชนัน”สวมเสื้อลายดอก ร่วมเล่นน้ำฉลองสงกรานต์สีลมคึกคัก ชูความหลากหลายกระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำต้องเดินหน้า แม้เผชิญวิกฤตพลังงาน

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะทำงานพรรคเพื่อไทย (พท.) ลงพื้นที่พบปะประชาชนและนักท่องเที่ยวในวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ ที่ถนนสีลม พร้อมสวมเสื้อลายดอกร่วมเล่นสงกรานต์ 

    นายยศชนัน และคณะได้ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่ม LGBTQIA+ ที่เข้ามาฉีดน้ำและร่วมถ่ายรูปเซลฟี่อย่างสนุกสนาน โดยนายยศชนัน ระบุว่าความหลากหลายที่เกิดขึ้นบนถนนสีลมคือจุดแข็งสำคัญของ Soft Power และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่ต้องได้รับการส่งเสริม

    นายยศชนัน ยังระบุว่าแม้ปัจจุบันสถานการณ์พลังงานโลกจะมีความไม่แน่นอนและเป้าหมายความมั่นคงทางพลังงานจะมีความเปราะบาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต แต่รัฐบาลยืนยันว่ากลไกเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ต้องเดินหน้าต่อเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้ประชาชนสามารถปรับตัวได้ในสภาวะที่มีข้อจำกัดเช่นนี้

    คณะทำงานพรรคเพื่อไทย นำโดย นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค, นายชนินทร์ รุ่งเรืองธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรค และ นายธงธรรม เวชยชัย สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยสมาชิกพรรค ได้ร่วมรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการวางแนวทางบริหารจัดการค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่กระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย

    หลังจากร่วมเล่นน้ำเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง นายยศชนัน และคณะ ได้เข้าพูดคุยและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่พนักงานรักษาความสะอาด สำนักงานเขตบางรัก ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่ตลอดช่วงเทศกาล ก่อนที่จะเดินทางกลับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740937&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LFPlFRZVsB_ovwH9SXxry

  • “ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน

    “ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน

    “ณัฐชา” สส.พรรคประชาชน ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน อย่าเงียบตีเนียน

    เมื่อเวลา 09.23 น. วันที่ 14 เมษายน 2569 ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล เจตจอมทอง กรุงเทพฯ ตัวแทนพรรคประชาชน(ปชน.) เข้าร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ไทย อาทิ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ,นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน 

    จากนั้น นายณัฐชาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม(รมว.คมนาคม) ยังไม่ออกมาชี้แจง หลังถูกอภิปรายกรณีน้ำมันดีเซลขาดแคลนและมีราคาแพงในช่วงต้นของสงครามในตะวันออกกลาง ว่า ช่วงสงกรานต์ปีนี้ ถือว่าเป็นช่วงวิกฤตที่ผู้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ผู้สูงวัยคนไทยที่มีมากกว่า 14 ล้านคน ต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจปากท้องค่าครองชีพ การที่รัฐบาลเพิ่มเงินให้ผู้สูงวัยอีก100 บาท/ เดือน ไม่ใช่ทางแก้ไข หรือช่วยให้พ้นวิกฤตปัญหานี้ได้

    “เช่นเดียวกับพี่น้องประชาชนที่เดินทางกลับบ้าน แวะเติมปั๊มน้ำมันครั้งใดก็นึกถึงหน้านายพิพัฒน์ และตลอดช่วงเวลาของการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ออกมาพูดถึง เรื่องไอ้โม่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำมัน เก็งกำไรส่วนต่าง จนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และทำให้น้ำมันขาดแคลน แต่จนถึงขณะนี้ก็ไม่ได้รับการชี้แจงว่ารัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร และจะเข้าไปแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ถูกพาดพิงและถูกกล่าวหาคือนายพิพัฒน์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกฯให้มาดูแลเรื่องนี้ เราอยากฟังเสียงนายพิพัฒน์ว่าจะมีวิธีการแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร พร้อมแก้ไขสถานการณ์ในช่วงสงกรานต์ที่ประชาชนต้องใช้น้ำมันในการเดินทางกลับบ้านมากที่สุดอย่างไร ขอให้ออกมาชี้แจงเถอะครับ มาพูดคุยกับพี่น้องประชาชน อย่าฉวยโอกาสจังหวะเทศกาลเหล่านี้ ที่พี่น้องประชาชนมีความสุข และตีมึนกับสถานการณ์คลุมเครือและไม่ได้แก้ปัญหา คุณต้องออกมาขีดเส้นให้ชัดว่า ไอ้โม่งกักตุนน้ำมันกับคนที่ไปปราบปรามไอ้โม่ง ไม่ใช่พวกเดียวกัน ถ้าคุณยิ่งเงียบพี่น้องประชาชนจะเข้าใจได้ว่า ไอ้โม่งกับรัฐบาลคือคนเดียวกันหรือไม่ อย่างไร”

    นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ในการอภิปรายนายรังสิมันต์ มีการเปิดหลักฐานชัดกลางสภาว่า คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คนที่ถูกเอ่ยชื่อไปในการอภิปราย หรือคนที่ถูกจับตามองอยู่ขณะนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมันที่หายไปอย่างไร นายพิพัฒน์ควรต้องออกมาพูดให้ชัด ส่วนที่มีการโยงไปถึงเรื่องความสัมพันธ์กับเจ้าของน้ำมันที่ถูกจับกุมกับการกู้ยืมเงินและความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่างๆ จะมีหรือไม่มี ก็ควรต้องตอบสังคมให้ได้ ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน หรือมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ว่าเขาไปกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดแบบนี้ ที่นายรังสิมันต์พูดถึงขนาดว่า คลังน้ำมันว่าอยู่จุดใด แล้วคลังน้ำมันนี้มีการเก็บน้ำมันในช่วงขาดแคลนน้ำมันจริงหรือไม่ หลังจากนั้นเมื่อน้ำมันราคาขึ้นแล้ว ได้นำน้ำมันออกจากคลัง และเจ้าของน้ำมันนี้ นายพิพัฒน์ก็รู้จัก นายพิพัฒน์จะใช้สถานการณ์ช่วงเทศกาลสงกรานต์มาใช้ทำให้ความจริงเรื่องนี้ไม่ปรากฏและเงียบลง ตนคิดว่าไม่ยุติธรรมต่อประชาชน จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีกำชับรัฐมนตรีที่บอกว่า ใช้คนเก่ง ใช้คนเป็น และสามารถบริหารงานได้อย่างแม่นยำ อยากให้บริหารสถานการณ์และความรู้สึกของพี่น้องประชาชนให้คลี่คลายเป็นของขวัญปีใหม่ไทยด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926647&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05WT3j9LSpZRDq0c3jxi3N

  • “ศิริกัญญา”ซัดมาตรการรัฐจำกัดจำเขี่ย ไม่ใช่เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ-ต้องเยียวยาค่าครองชีพ| PPTV News

    “ศิริกัญญา”ซัดมาตรการรัฐจำกัดจำเขี่ย ไม่ใช่เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ-ต้องเยียวยาค่าครองชีพ| PPTV News

    ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึง มาตรการเยียวยาและการช่วยเหลือประชาชน
    อัดรัฐมาตรการ “จำกัดจำเขี่ย” บี้ทบทวนเติมเงินบัตรสวัสดิการฯ ไม่เพียงพอ ค้าน “โครงการคนละครึ่งพลัส” ซัด ไม่ใช่เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องเยียวยาค่าครองชีพ บอก อีกครึ่งหนึ่งประชาชนก็ไม่มีต่างจากควักแล้ว ชี้ หลังสงกรานต์วิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง สินค้าพาเหรดขึ้นราคา
    #ศิริกัญญา #โครงการคนละครึ่งพลัส #ค่าครองชีพ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/216279&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RZOp98hcLYCoF5rKgS8Ya

  • “อ.เชน ยศชนัน” ร่วมฉลองสงกรานต์สีลม ย้ำเศรษฐกิจต้องเดินหน้า แม้เผชิญวิกฤตพลังงาน

    “อ.เชน ยศชนัน” ร่วมฉลองสงกรานต์สีลม ย้ำเศรษฐกิจต้องเดินหน้า แม้เผชิญวิกฤตพลังงาน

    “อ.เชน ยศชนัน” รองนายกฯ และรมว.อุดมศึกษาฯ สวมเสื้อลายดอก ถือปืนฉีดน้ำ ร่วมฉลองสงกรานต์สีลมวันสุดท้าย ชูความหลากหลายกระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำเศรษฐกิจต้องเดินหน้า แม้เผชิญวิกฤตพลังงาน

    เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 14 เมษายน 2569 ที่ถนนสีลม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สวมเสื้อลายดอก ถือปืนฉีดน้ำ พร้อมด้วย นายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร และ สก.เขตบางรัก นำคณะทำงานพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่พบปะประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งร่วมเล่นน้ำสงกรานต์ ในวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ที่ถนนสีลม

    บรรยากาศตลอดสองข้างทางเป็นไปอย่างคึกคัก นายยศชนัน ได้ทักทายพ่อค้าแม่ค้าอย่างเป็นกันเอง พร้อมสอบถามสถานการณ์การค้าขายในช่วงเทศกาล และได้ร่วมกิจกรรมสร้างสีสันด้วยการลองทอดลูกชิ้นปลาระเบิด ย่างไส้กรอกอีสาน และเจียวไข่เจียวร่วมกับร้านค้าในพื้นที่ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอย่างต่อเนื่อง

    จากนั้นคณะได้ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่ม LGBTQIA+ ที่เข้ามาฉีดน้ำและร่วมถ่ายรูปเซลฟี่อย่างสนุกสนาน ซึ่งนายยศชนัน ระบุว่าความหลากหลายที่เกิดขึ้นบนถนนสีลมคือจุดแข็งสำคัญของ Soft Power และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่ต้องได้รับการส่งเสริม

    ด้านนโยบาย นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมเศรษฐกิจว่า แม้ปัจจุบันสถานการณ์พลังงานโลกจะมีความไม่แน่นอนและเป้าหมายความมั่นคงทางพลังงานจะมีความเปราะบาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต แต่รัฐบาลยืนยันว่ากลไกเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ต้องเดินหน้าต่อเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้ประชาชนสามารถปรับตัวได้ในสภาวะที่มีข้อจำกัดเช่นนี้

    ทางด้านคณะทำงานพรรคเพื่อไทย นำโดย นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค, นายชนินทร์ รุ่งเรืองธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรค และ นายธงธรรม เวชยชัย สส. บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยสมาชิกพรรค อาทิ นายฉัตริน จันทร์หอม, นายเอนกชัย เรืองรัตนากร และนายสหัสวรรษ วีระมงคลกุล ได้ร่วมรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการวางแนวทางบริหารจัดการค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่กระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย

    นายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภา กทม. ได้ย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการพื้นที่กิจกรรมให้มีความปลอดภัยและรองรับคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกรุงเทพมหานคร

    ก่อนจบกิจกรรมหลังจากร่วมเล่นน้ำเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง นายยศชนัน และคณะได้เข้าพูดคุยและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่พนักงานรักษาความสะอาด สำนักงานเขตบางรัก ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่ตลอดช่วงเทศกาล ก่อนที่จะเดินทางกลับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926656&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R3IeZM4eAHXjEf0YFirjj

  • ไทยเบฟ ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับสำนักงาน กปร.  ‘โครงการพัฒนาเศรษกิจฐานรากระดับอำเภอ’ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    ไทยเบฟ ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับสำนักงาน กปร. ‘โครงการพัฒนาเศรษกิจฐานรากระดับอำเภอ’ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    ไทยเบฟ ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับสำนักงาน กปร. ‘โครงการพัฒนาเศรษกิจฐานรากระดับอำเภอ’ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.37 น.

    Tag :

    บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) ขอความร่วมมือและความอนุเคราะห์จาก สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอ ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ”

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยเบฟมุ่งมั่นพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการจัดตั้ง บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด) ดำเนินงานในระดับประเทศและในทุกจังหวัด และในปีนี้ไทยเบฟได้ขยายการดำเนินงานเพื่อชุมชนผ่านการริเริ่ม “โครงการด้วยจงรักและภักดี” สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เนื่องในปีมหามงคล พุทธศักราช ๒๕๖๙ – ๒๕๗๐

    พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้นโดยมี นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ พร้อมด้วย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา ให้เกียรติมาร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหารสำนักงาน กปร. และไทยเบฟ ผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตร และ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมในงานดังกล่าว ณ ห้องหนุมาน 1 สำนักงาน กปร.

    สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า “ความร่วมมือนี้นับเป็นมิติสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กปร. และภาคเอกชน โดยมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้และผลสำเร็จจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการสนับสนุนข้อมูลให้แก่พื้นที่ที่มีการดำเนินการของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยสำนักงาน กปร. พร้อมสนับสนุนการให้ความรู้ และการอบรมเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทั้ง ๖ ศูนย์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงาน กปร. ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ขอขอบคุณ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริไปขยายผล เพื่อเสริมศักยภาพของชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในมิติต่าง ๆ ให้เกิดความต่อเนื่องอย่างยั่งยืน”

    นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไทยเบฟ น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยมุ่งหมายเพื่อ ‘สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข’

    ไทยเบฟได้ดำเนิน โครงการด้วยจงรักและภักดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน ๙๒๘ บริษัท โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 ภาคส่วน ประกอบด้วย การผลิต การค้าและการบริการ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอและสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น (Drive Local to Global and Bring Global Back Locally)

    การผสานความร่วมมือกับ สำนักงาน กปร. ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อน้อมนำองค์ความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในทุกภูมิภาคของประเทศ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ตามภูมิสังคมอย่างเหมาะสมครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของคนในชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของชุมชนได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน”

    ทั้งนี้ ไทยเบฟ มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และร่วมผลักดันศักยภาพชุมชนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการ “สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” อย่างยั่งยืน

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/958584&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HH45MWEFU-BFwfyIt2t3v