Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยง Stagflation จากพิษสงครามตะวันออกกลาง คนไทยต้องเตรียมรับมือให้ดี

    • เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำเหลือราว 1.2–1.6% ขณะที่เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation (โตช้าแต่ของแพง)
    • สงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานสูง กระทบต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ไทยซึ่งนำเข้าพลังงานมาก “เปราะบางหนัก”
    • ไทยเสี่ยง “ขาดดุลแฝดสาม” ค่าเงินบาทอ่อน เศรษฐกิจผันผวน ขณะที่รัฐต้องใช้นโยบายช่วยเฉพาะจุดมากขึ้น

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยง Stagflation จากพิษสงครามตะวันออกกลาง คนไทยต้องเตรียมรับมือให้ดี

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังศูนย์วิจัย SCB EIC ปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือเพียง 1.4% ท่ามกลางเงินเฟ้อที่เร่งตัวแตะ 3.2% สูงเกินกรอบเป้าหมาย ธปท. สะท้อนภาพ “โตต่ำ-ของแพง” จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานพุ่งและกระทบห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง

    ปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากวิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยราคาน้ำมันดิบอาจแกว่งตัวสูงถึง 85–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าในประเทศ ขณะที่ไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง จึงตกอยู่ในกลุ่มเปราะบาง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอแต่ค่าครองชีพพุ่ง

    อีกด้านหนึ่ง ไทยยังเผชิญความเสี่ยง “ขาดดุลแฝดสาม” ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และดุลการคลัง จากภาระนำเข้าน้ำมัน เงินทุนไหลออก และมาตรการภาครัฐที่ต้องใช้งบพยุงค่าครองชีพ ซึ่งอาจกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าต่อเนื่อง

    ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว นโยบายดอกเบี้ยกลายเป็นโจทย์ยาก โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.0% แม้เงินเฟ้อสูง เพื่อไม่ซ้ำเติมภาระหนี้ครัวเรือน แต่หากเศรษฐกิจชะลอรุนแรง อาจเห็นการลดดอกเบี้ยลงอีก ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป จากแรงเงินเฟ้อโลกที่ยังไม่คลี่คลาย

    ด้าน กกร. ประเมินสอดคล้องกัน โดยปรับกรอบ GDP ไทยเหลือ 1.2–1.6% และเตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อ อาจกระทบทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว และกำลังซื้อในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่านสัญญาณการใช้ดีเซลที่ลดลง และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มหายไปกว่า 1 ล้านคนในช่วงสั้น

    ขณะที่สภาพัฒน์ประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยไว้หลายระดับ โดยกรณีเลวร้าย หากสงครามยืดเยื้อเกิน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 0.2% และเงินเฟ้อพุ่งแตะ 5.8% สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยควบคู่ค่าครองชีพสูง

    ทั้งนี้ ภาครัฐถูกแนะให้เร่งปรับนโยบายจากการกระตุ้นแบบวงกว้าง ไปสู่มาตรการ “3T” คือช่วยเฉพาะจุด ชั่วคราว และมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพการคลังในช่วงที่หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน 70% ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมเศรษฐกิจโลกตลอดปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862981&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z3dUw-q0EMNanOWhrNzxT

  • รัฐบาลปลื้มสงกรานต์ 2569 เงินสะพัดทั่วประเทศ สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    รัฐบาลปลื้มสงกรานต์ 2569 เงินสะพัดทั่วประเทศ สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.04 น.

    รัฐบาลปลื้ม”สงกรานต์ 2569″ เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    15 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6 – 17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11 – 15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค

    “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน” นางสาวลลิดา กล่าว

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/958693&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0snefmx2vfsK0rc4XUecnp

  • รัฐบาลปลื้ม “สงกรานต์ 2569” เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    รัฐบาลปลื้ม “สงกรานต์ 2569” เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    รัฐบาลปลื้ม “สงกรานต์ 2569” เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง


    15/04/2569 | 72 |

    วันที่ 15 เมษายน 2569 — นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค

    “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน” นางสาวลลิดา กล่าว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/163068


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/494585&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q8dhJNKA7MyiRFOcZXSiR

  • เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยง Stagflation จากพิษสงครามตะวันออกกลาง คนไทยต้องเตรียมรับมือให้ดี

    • เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำเหลือราว 1.2–1.6% ขณะที่เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation (โตช้าแต่ของแพง)
    • สงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานสูง กระทบต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ไทยซึ่งนำเข้าพลังงานมาก “เปราะบางหนัก”
    • ไทยเสี่ยง “ขาดดุลแฝดสาม” ค่าเงินบาทอ่อน เศรษฐกิจผันผวน ขณะที่รัฐต้องใช้นโยบายช่วยเฉพาะจุดมากขึ้น

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยง Stagflation จากพิษสงครามตะวันออกกลาง คนไทยต้องเตรียมรับมือให้ดี

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังศูนย์วิจัย SCB EIC ปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือเพียง 1.4% ท่ามกลางเงินเฟ้อที่เร่งตัวแตะ 3.2% สูงเกินกรอบเป้าหมาย ธปท. สะท้อนภาพ “โตต่ำ-ของแพง” จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานพุ่งและกระทบห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง

    ปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากวิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยราคาน้ำมันดิบอาจแกว่งตัวสูงถึง 85–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าในประเทศ ขณะที่ไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง จึงตกอยู่ในกลุ่มเปราะบาง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอแต่ค่าครองชีพพุ่ง

    อีกด้านหนึ่ง ไทยยังเผชิญความเสี่ยง “ขาดดุลแฝดสาม” ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และดุลการคลัง จากภาระนำเข้าน้ำมัน เงินทุนไหลออก และมาตรการภาครัฐที่ต้องใช้งบพยุงค่าครองชีพ ซึ่งอาจกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าต่อเนื่อง

    ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว นโยบายดอกเบี้ยกลายเป็นโจทย์ยาก โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.0% แม้เงินเฟ้อสูง เพื่อไม่ซ้ำเติมภาระหนี้ครัวเรือน แต่หากเศรษฐกิจชะลอรุนแรง อาจเห็นการลดดอกเบี้ยลงอีก ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป จากแรงเงินเฟ้อโลกที่ยังไม่คลี่คลาย

    ด้าน กกร. ประเมินสอดคล้องกัน โดยปรับกรอบ GDP ไทยเหลือ 1.2–1.6% และเตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อ อาจกระทบทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว และกำลังซื้อในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่านสัญญาณการใช้ดีเซลที่ลดลง และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มหายไปกว่า 1 ล้านคนในช่วงสั้น

    ขณะที่สภาพัฒน์ประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยไว้หลายระดับ โดยกรณีเลวร้าย หากสงครามยืดเยื้อเกิน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 0.2% และเงินเฟ้อพุ่งแตะ 5.8% สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยควบคู่ค่าครองชีพสูง

    ทั้งนี้ ภาครัฐถูกแนะให้เร่งปรับนโยบายจากการกระตุ้นแบบวงกว้าง ไปสู่มาตรการ “3T” คือช่วยเฉพาะจุด ชั่วคราว และมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพการคลังในช่วงที่หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน 70% ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมเศรษฐกิจโลกตลอดปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862981&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z3dUw-q0EMNanOWhrNzxT

  • หนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง 86.7% ต่อ GDP คนไทยเริ่มกู้กินกู้ใช้ ฝ่าเศรษฐกิจเปราะบาง

    หนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง 86.7% ต่อ GDP คนไทยเริ่มกู้กินกู้ใช้ ฝ่าเศรษฐกิจเปราะบาง

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4/2568 มีแรงหนุนหลักจากสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 1.19 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อน สะท้อนว่าครัวเรือนยังจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางรายได้ที่ฟื้นตัวช้า 

    ขณะที่สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์แม้ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

    สำหรับสินเชื่อที่หดตัวจากไตรมาสก่อน ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ ซึ่งยังคงลดลงต่อเนื่อง

    ทั้งนี้เมื่อพิจารณาหนี้ครัวเรือนแยกตามประเภทผู้ให้สินเชื่อ พบว่า สินเชื่อจากสถาบันการเงินเอกชนยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของสินเชื่อภาคครัวเรือนทั้งหมด

    โดยยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของธนาคารพาณิชย์หดตัวราว -2% จากปีก่อน (YOY) หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลหดตัว -0.6% จากปีก่อน ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5

    อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนโดยรวมกลับมาขยายตัวได้จากสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งยังคงเติบโตต่อเนื่องจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐที่มีส่วนพยุงเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ เร่งตัวขึ้นมาก สะท้อนว่าครัวเรือนหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลักที่ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ 

    แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนบางส่วนยังเผชิญปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย และต้องการเสริมสภาพคล่องระยะสั้นผ่านการก่อหนี้เพิ่มเติม ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมภาระหนี้และเพิ่มความเสี่ยงในการชำระหนี้ในระยะข้างหน้า

    มาตรฐานการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังเข้มงวดต่อเนื่อง

    ภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทย

    SCB EIC ประเมินปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น จากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบางท่ามกลางค่าครองชีพที่เร่งตัวเร็ว

    ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มแย่ลงจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

    1. ตลาดแรงงานเปราะบาง

    โดยอัตราการว่างงานของไทยเริ่มเร่งตัวขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2026 สู่ระดับ 0.9% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงงานจบใหม่หางานทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้อัตราว่างงานของผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเร่งตัว

    นอกจากนี้ ในปี 2025 จำนวนผู้มีงานทำในกลุ่มอายุ 15-24 ปีหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนความต้องการจ้างงานแรงงานจบใหม่ที่ลดลง ทำให้แรงงานจบใหม่บางส่วนต้องหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น ซึ่งมักมีความมั่นคงทางรายได้ต่ำกว่าการทำงานในระบบ

    นอกจากนี้จำนวนผู้มีงานทำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2025 ที่การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ช่วง COVID-19

    สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า และภาคการผลิตที่ยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน จำนวนคนทำงานในภาคเกษตรลดลงจากการย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่นที่ให้รายได้สูงกว่า เช่น ภาคบริการ อย่างไรก็ดี ภาคบริการมีขีดจำกัดในการรองรับแรงงาน และงานบางส่วนเป็นงานที่มีรายได้ต่ำ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของแรงงานปรับลดลง

    และปัจจัยเหล่านี้ซ้ำเติมแนวโน้มรายได้ของครัวเรือนในภาพรวมให้มีความเสี่ยงลดลงได้อีกในระยะข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งพบว่า จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลงและจำกัดโอกาสในการจ้างงานใหม่

    2. ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเร่งค่าครองชีพ กดดันรายได้ที่แท้จริง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการจ้างงาน

    โดยราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นมากจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาสินค้าและบริการอื่นๆ SCB EIC ประเมินว่าเงินเฟ้อไทยปี 2026 จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.2% ซึ่งจะกดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงานที่เพิ่งฟื้นกลับมาใกล้เคียงระดับก่อน COVID-19

    เงินเฟ้อสูงจากราคาน้ำมันอาจกดดันรายได้ที่แท้จริงแรงงานไทย 2026

    ภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทย

    ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ กระทบความสามารถในการทำกำไร และอาจจำกัดการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้างในระยะข้างหน้า

    นอกจากนี้ SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากสถานการณ์ดังกล่าว เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เพื่อการก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การส่งออกสินค้าไปตลาดตะวันออกกลางถูกจำกัดลงและแรงงานในธุรกิจกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีจำนวนราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด หากภาคธุรกิจจำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองกิจการท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังสูง แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ้างงานลง ซึ่งอาจซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยในปีนี้

    SCB EIC ระบุว่ามาตรการภาครัฐควรมุ่งบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นอย่างตรงจุดควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

    ในระยะสั้น ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้า (Targeted) โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนเปราะบางและกลุ่มรายได้น้อยที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและพลังงานสูง มาตรการควรออกแบบให้ตรงกลุ่มและมีลักษณะชั่วคราว เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อและลดความจำเป็นที่ครัวเรือนต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเดินหน้ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเปราะบางควบคู่กัน เพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    ในระยะยาว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมุ่งแก้ที่ต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะการยกระดับรายได้และความสามารถในการหารายได้ของครัวเรือน ภาครัฐจึงควรเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการสร้างงานที่มีผลิตภาพสูง และขยายโอกาสในการเข้าถึงอาชีพและแหล่งรายได้ใหม่

    นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงอายุได้ดีขึ้น และส่งเสริมวินัยและภูมิคุ้มกันทางการเงินของครัวเรือน เพื่อช่วยให้ครัวเรือนสามารถรับมือกับความผันผวนของรายได้และค่าครองชีพได้ดีขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาหนี้เพื่อการบริโภค และทำให้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดผลอย่างยั่งยืนมากขึ้น.

    หนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง 86.7% ต่อ GDP คนไทยเริ่มกู้กินกู้ใช้ ฝ่าเศรษฐกิจเปราะบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WyPhtaTnG6iqyD-HQKDuN

  • รัฐบาลปลื้ม สงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วประเทศ สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    รัฐบาลปลื้ม สงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วประเทศ สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    รัฐบาลปลื้ม “สงกรานต์ 2569” เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    วันที่ 15 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค
    “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926762&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KX9euLd8Hjl-6TdLgcWP-

  • IMF เตือน ‘สงครามตะวันออกกลาง’ ฉุดเศรษฐกิจโลก เหลือ 3.1% เสี่ยงวิกฤตพลังงานซ้ำ

    IMF เตือน ‘สงครามตะวันออกกลาง’ ฉุดเศรษฐกิจโลก เหลือ 3.1% เสี่ยงวิกฤตพลังงานซ้ำ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จาก 3.3% เมื่อต้นปี ท่ามกลางแรงกระแทกใหม่จากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนตลาดพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพการเงินโลก พร้อมเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ โลกอาจเผชิญ “วิกฤตพลังงานรอบใหม่” ซ้ำรอยปี 2022

    วันที่ 14 เมษายน 2026 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ รายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2026 ระบุชัดว่า โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เคยขับเคลื่อนด้วยการลงทุนด้านเทคโนโลยี สภาพคล่องทางการเงินที่ผ่อนคลาย และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ กำลังถูก “หยุดลง” อย่างกะทันหันจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอุปทานน้ำมันและก๊าซของโลก

    3 ช่องทาง ‘แรงกระแทก’ ที่กำลังลามทั้งระบบ

    IMF ชี้ว่า ผลกระทบของสงครามครั้งนี้จะส่งผ่านเศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางหลัก

    หนึ่ง ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งขึ้น ซึ่งถือเป็น ‘Negative Supply Shock’ ตามตำราเศรษฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ห่วงโซ่อุปทานสะดุด และเงินเฟ้อเร่งตัว ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคถูกบั่นทอน

    สอง ความเสี่ยงของการเกิด ‘วงจรค่าแรง–ราคา’ หากภาคธุรกิจทยอยขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุน และแรงงานเรียกร้องค่าแรงเพิ่มเพื่อรักษารายได้จริง ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อฝังตัวลึกขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังไม่มั่นคง

    สาม ความผันผวนในตลาดการเงิน เมื่อความเสี่ยงมหภาคเพิ่มขึ้น นักลงทุนอาจปรับพอร์ตอย่างฉับพลัน นำไปสู่การเทขายสินทรัพย์ ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า เงินทุนไหลออก และภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นทั่วโลก

    โลกยังโต…แต่โตช้าลง และเงินเฟ้อกลับมา

    ภายใต้ ‘Reference Forecast’ ที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ 3.1% ในปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 4.4% ซึ่งถือเป็นการหักล้างแนวโน้มเงินเฟ้อขาลงที่โลกพยายามสร้างมาตลอดช่วงหลังโควิด

    อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เลวร้ายลง IMF ประเมินว่าในกรณี Adverse เศรษฐกิจโลกอาจโตเพียง 2.5% และเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเป็น 5.4% ขณะที่ในกรณี Severe ซึ่งรวมถึงการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานอย่างยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกอาจชะลอลงเหลือเพียง 2% และเงินเฟ้อทะลุ 6% ซึ่งใกล้เคียงกับภาวะ Stagflation

    ใครเจ็บหนักที่สุด

    ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและรายได้ต่ำ จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและพื้นที่นโยบายที่จำกัด ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานเองก็ไม่ได้ปลอดภัย เนื่องจากต้องเผชิญความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการส่งออกที่สะดุด

    อีกด้านหนึ่ง ประเทศที่พึ่งพาแรงงานในตะวันออกกลางอาจได้รับผลกระทบจากเงินโอนกลับประเทศ (Remittances) ที่ลดลง ซึ่งจะซ้ำเติมเศรษฐกิจภายในประเทศ

    บทเรียนจากปี 2022: รอบนี้อาจยากกว่าเดิม

    IMF เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับวิกฤตราคาพลังงานปี 2022 หลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งในครั้งนั้น ธนาคารกลางทั่วโลกสามารถใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเพื่อกดเงินเฟ้อลงได้โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง

    แต่ครั้งนี้เงื่อนไขต่างออกไป ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนตัว สภาพคล่องส่วนเกินลดลง และโครงสร้างเศรษฐกิจอาจกลับเข้าสู่ภาวะที่การลดเงินเฟ้อต้องแลกกับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้โจทย์ของผู้กำหนดนโยบายยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    นโยบายต้อง ‘แม่น’ และ ‘มีวินัย’ มากขึ้น

    IMF แนะนำว่า ธนาคารกลางควรสามารถ “มองข้าม” การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในระยะสั้นได้ ตราบใดที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังยึดเหนี่ยวอยู่ แต่หากเริ่มหลุดกรอบ จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา

    ด้านนโยบายการคลัง IMF เตือนให้หลีกเลี่ยงมาตรการแบบเหวี่ยงแห เช่น การอุดหนุนราคาพลังงานทั้งระบบ ซึ่งมีต้นทุนสูงและบิดเบือนกลไกตลาด โดยแนะนำให้ใช้มาตรการช่วยเหลือแบบ “เฉพาะจุด ชั่วคราว และมีเป้าหมายชัดเจน” แทน

    การปล่อยให้ราคาสะท้อนความขาดแคลนยังคงเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน ขณะที่การควบคุมราคาหรือจำกัดการส่งออกมักให้ผลย้อนกลับและซ้ำเติมปัญหาในระยะยาว

    โลกหลายขั้ว กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

    นอกเหนือจากผลกระทบระยะสั้น สงครามครั้งนี้ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโลกสู่ระเบียบใหม่ที่มีหลายขั้วอำนาจมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับความตึงเครียดทางการค้า การแบ่งขั้ว และการลดทอนความร่วมมือระหว่างประเทศ

    IMF เตือนว่า แนวโน้มดังกล่าวอาจลดศักยภาพการเติบโตของโลกในระยะยาว แม้ในอีกด้านหนึ่ง การค้าและห่วงโซ่อุปทานกำลังถูก “จัดเส้นทางใหม่” ผ่านพันธมิตรและภูมิภาคใหม่ ๆ

    บทสรุป: ความเสี่ยงระยะสั้น vs โอกาสระยะยาว

    แม้โลกกำลังเผชิญแรงกระแทกจากสงครามและพลังงาน แต่ IMF ชี้ว่าไม่ควรละสายตาจากปัจจัยบวกในระยะยาว โดยเฉพาะความก้าวหน้าของ AI ที่อาจเป็นตัวขับเคลื่อนผลิตภาพครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก

    อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ไม่ราบรื่น ความเสี่ยงฟองสบู่ในตลาดการเงินและการเปลี่ยนผ่านของตลาดแรงงานยังคงเป็นโจทย์สำคัญ

    สุดท้าย IMF ย้ำว่า ทางออกที่ดีที่สุดในการจำกัดความเสียหายยังคงเป็น “การยุติสงครามโดยเร็ว” ควบคู่กับการรักษาความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะในโลกที่เปราะบางขึ้น ความร่วมมืออาจเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดในการรักษาเสถียรภาพและการเติบโตในระยะยาว

    ABOUT THE AUTHOR

    นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

    บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว THE STANDARD วิทยากรด้านสื่อและการทำคอนเทนต์ออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-middle-east-war-global-economy-energy-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G4zBMXS7SV1vpAQL4mTUZ

  • ‘ลามิน่า’ ฟิล์มกรองแสงที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุด – แนวหน้า

    ‘ลามิน่า’ ฟิล์มกรองแสงที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุด – แนวหน้า

    ลามิน่าฟิล์ม” ครองแชมป์ Thailand’s Most Admired Brand รางวัลแบรนด์ฟิล์มกรองแสงที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 จากผลสำรวจเจาะลึกผู้บริโภคทั่วประเทศ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/958687&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36Y3Bsbn06h9exAct4vscR

  • สงกรานต์เชียงใหม่คึกเฉพาะจุด ภาพรวมท่องเที่ยวซบเซา ต่างชาติวูบเหลือ 10% โรงแรมว่างพุ่ง 40% | เดลินิวส์

    สงกรานต์เชียงใหม่คึกเฉพาะจุด ภาพรวมท่องเที่ยวซบเซา ต่างชาติวูบเหลือ 10% โรงแรมว่างพุ่ง 40% | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 เม.ย. นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ เปิดเผยว่า แม้ภาพตามแหล่งเล่นน้ำสำคัญ เช่น ถนนท่าแพ และบริเวณหน้าศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ชอปปิง เซ็นเตอร์ จะมีผู้คนหนาแน่น แต่เมื่อลงลึกในรายละเอียดพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นคนไทย โดยเฉพาะคนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงประมาณ 10% เท่านั้น

    ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงสงกรานต์ปี 2568 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้ลดลงอย่างมาก โดยปัจจัยหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น ส่งผลให้ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติชะลอการเดินทาง

    นายศุภมิตร ระบุว่า นักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยเลือกเดินทางกลับภูมิลำเนาแทนการท่องเที่ยว ขณะที่บางส่วนกังวลค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องรัดเข็มขัดมากขึ้นในช่วงเทศกาล

    ส่วนตลาดต่างประเทศได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความกังวลด้านความปลอดภัยและการเดินทาง ส่งผลให้ชะลอหรือยกเลิกแผนการเดินทางมายังประเทศไทย อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

    สำหรับภาคธุรกิจโรงแรมพบว่า อัตราการเข้าพักลดลงเฉลี่ย 30-40% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้รายได้ของผู้ประกอบการลดลงตามไปด้วย แม้บางพื้นที่จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่เป็นเพียงจุดกระจุกตัว ไม่ได้กระจายตัวทั่วทั้งจังหวัด

    ในส่วนของปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 นั้น นายศุภมิตร มองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์มากนัก เนื่องจากแนวโน้มสถานการณ์เริ่มคลี่คลายหลังเข้าสู่ช่วงเทศกาล

    อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะโครงการ “ไทยเที่ยวไทย” รวมถึงการจัดโปรโมชั่นร่วมกับสายการบิน เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวภายในประเทศ และเร่งเปิดตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ทดแทนกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรปที่หายไป

    ทั้งนี้ หลังเทศกาลสงกรานต์จะเข้าสู่ช่วงกรีนซีซั่น ซึ่งเดิมเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ตลาดดังกล่าวหายไปอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ตลาดยุโรปยังคงชะลอตัวจากความกังวลด้านค่าใช้จ่ายและความปลอดภัย

    ผู้ประกอบการประเมินว่า การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอาจต้องใช้เวลา โดยเฉพาะหากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังไม่คลี่คลาย รวมถึงราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีจึงจะกลับสู่ภาวะปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5782553/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3l7MeH9BiPruHV9pIcHWQ5

  • ททท. ปลื้ม ‘สงกรานต์ 2569’ คึกคักทั่วไทย นักท่องเที่ยวท่วมท้น เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน

    ททท. ปลื้ม ‘สงกรานต์ 2569’ คึกคักทั่วไทย นักท่องเที่ยวท่วมท้น เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน

    ‘ฐาปนีย์’ ผู้ว่าการ ‘ททท.’ ปลื้มสงกรานต์ไทย 2569 คึกคักทั่วประเทศ นักท่องเที่ยวชาวไทย-ต่างชาติเข้าร่วมงานท่วมท้น คาดสถานการณ์ท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศ สร้างรายได้รวมกว่า 30,350 ล้านบาท

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเสน่ห์ไทยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ในการร่วมกันยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์

    โดย ททท. ขอขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างท่วมท้นในหลายพื้นที่ ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ททท. จะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก

    ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดงานสงกรานต์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น ถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ ททท. จัดทั้งสองงาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน  แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนถึงความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน

    พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน

    ททท. ปลื้ม ‘สงกรานต์ 2569’ คึกคักทั่วไทย นักท่องเที่ยวท่วมท้น เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน

    สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพื้นที่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างสีสันและภาพจำที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ผสานความสนุกสนานกับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว

    ขณะที่บรรยากาศในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงคึกคักไม่แพ้กัน โดยหลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Meaningful Experience)

    ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 10–12 เมษายน 2569 มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80% และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท

    นอกจากนี้การจัดกิจกรรมในพื้นที่ศักยภาพชายแดนใต้ อาทิ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ผ่านการจัดงาน “สุข สนุก สงกรานต์ชายแดนใต้” และ งาน “SUNGAIKOLOK Midnight Songkran 2026” ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนศักยภาพของเมืองชายแดนในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงยามค่ำคืน

    ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

    ททท. เชื่อมั่นว่า เทศกาลสงกรานต์จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก ที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืนแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    ททท. ปลื้ม ‘สงกรานต์ 2569’ คึกคักทั่วไทย นักท่องเที่ยวท่วมท้น เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1229669&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lLy-ju6gZbY_7VzL8xAsd