Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ยกเลิก‘เอ็มโอยู 44’โหมไฟรักชาติ ถ่วงดุล วิกฤติพลังงาน รัฐบาลติดลบ

    ยกเลิก‘เอ็มโอยู 44’โหมไฟรักชาติ ถ่วงดุล วิกฤติพลังงาน รัฐบาลติดลบ

    ควันหลงการแถลงนโยบายของ“นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล”ในภาพรวม สะท้อนให้เห็นว่าตัวแปรที่สอดแทรกเข้ามา คือ สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ต้องจัดลำดับงบประมาณที่จะใช้สนับสนุนงานด้านต่างๆ ใหม่

    โดยให้ความสำคัญสูงสุดไปที่วิกฤติพลังงาน ที่กระทบเป็นลูกโซ่ ถึงค่าครองชีพประชาชน เศรษฐกิจ และสังคม อันเป็นปัจจัยส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชนโดยตรง รัฐบาลใหม่ของไทย จึงต้องเดินหน้ากอบกู้ความเชื่อมั่นให้ฟื้นกลับมาเร็วที่สุด

    ทำให้นโยบายต่างประเทศ และความมั่นคง ถูกลดระดับความสำคัญลงไป เป็นเพียงสถานการณ์ภาพรวมทั่วไปเท่านั้น ซึ่งอาจมองได้ว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา และฝ่ายไทยคุมพื้นที่ชิงความได้เปรียบทั้งหมด ซึ่งต่างจากก่อนหน้านั้นที่กัมพูชาวางกำลังอยู่ในพื้นที่ของไทย

    ทว่า เนื้อหานโยบายความมั่นคง ยังมีไฮไลต์ที่รัฐบาลได้หาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้ง คือเรื่อง ยกเลิก MOU 44 ตัวชูโรง เรื่องกระแสรักชาติ ซึ่งถูกมองว่า หากเดินหน้าฝ่ายไทยเสี่ยงจะเสียดินแดนอนาคต

    แม้การยกเลิกเอ็มโอยู 44 ไทยจะสามารถทำได้ฝ่ายเดียว ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมติ ครม.หรือกระบวนการทางรัฐสภา แต่จำเป็นต้องเจรจาต่อรอง ให้กัมพูชายอมรับ และหากลไกอื่นมาทดแทน เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง หรือการนำเรื่องเข้าสู่ศาลระหว่างประเทศได้อีกเช่นกัน

    ส่วนเอ็มโอยู 43 ไม่ได้ระบุว่า จะยกเลิก เพราะมีความคืบหน้าเรื่องการจัดทำเขตแดน เป็นเครื่องมือที่ยังมีประโยชน์ในการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ต่างจากเอ็มโอยู 44 ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน

    “เราจะดำเนินการยกเลิกเอ็มโอยู 44 โดยทางกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้เสนอเข้าสู่สภาความมั่นคงแห่งชาติ หลังจากนั้นก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ส่วนเอ็มโอยู 43 ควรดำเนินการให้รอบคอบ เนื่องจากที่ผ่านมามีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง ซึ่งเราเปิดกว้างอยู่แล้ว ประเด็นของผม และกระทรวงต่างประเทศ ไม่ว่าการดำเนินการจะเป็นอย่างไร ควรมีฉันทามติร่วมกัน และเปิดกว้าง” สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ ระบุ

    สำหรับการสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถให้กองทัพ “รัฐบาลอนุทิน” ได้เน้นย้ำเรื่องพัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคง ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

    ปัจจุบัน“กองทัพ”มีหน่วยงานที่มีภารกิจในเรื่องการวิจัย และพัฒนายุทโธปกรณ์ 2 ประเภทหลัก คือ รูปแบบขององค์กรมหาชนและรัฐวิสาหกิจ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และบริษัทอู่ กรุงเทพจำกัด และหน่วยงานราชการ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร

    ที่ผ่านมามียุทโธปกรณ์ภายใต้การดำเนินงานของ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 9 ชนิด ที่ประสบความสำเร็จ เช่น ระบบจรวดหลายลำกล้องนำวิถี ส่งมอบให้แก่กองทัพบก เรืออเนกประสงค์เพื่อความมั่นคงทางทะเล ส่งมอบให้แก่กองทัพเรือ หุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดส่งมอบให้แก่กองกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และอากาศยานไร้คนขับ

    ขณะที่การจัดหาและปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งจากผู้ผลิตภายในประเทศ และภายนอกประเทศ จะต้องเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคนไทย เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศเศรษฐกิจ

    โดยทั้งหมดนี้ แต่ละเหล่าทัพก็มีแผนพัฒนาวางไว้อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณปกติ และงบกลางเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ในกรณีที่อาจเกิดการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชารอบ 3 ในอนาคต

    สะท้อนผ่านการชี้แจงของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ที่ระบุว่า ความมั่นคงของชาติ ต้องตั้งอยู่บนความพร้อมรบ โดยกระทรวงกลาโหมจะพัฒนาศักยภาพให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 ในมิติของเทคโนโลยี และหลายมิติเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ

     การจัดหายุทธโธปกรณ์ จัดดำเนินการภายใต้ความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ในลักษณะการพึ่งพาตนเองให้ได้ในระยะยาว เพราะความมั่นคงที่แท้จริง ไม่ใช่การมีอาวุธแต่ต้องมีความสามารถ และควบคุมศักยภาพเสริมสร้างกำลังรบตามนโยบายของรัฐบาล

    ทั้งนี้โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีคือความได้เปรียบ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเป็นผู้สร้าง ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ใช้ เพื่อที่จะไม่ต้องได้รับผลกระทบ ดังนั้นการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ คือการลงทุนเพื่ออธิปไตย และการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสำคัญของรัฐบาลอีกด้าน คือ โครงการทหารอาสา 1 แสนนาย ระยะเวลา 4 ปี เพื่อลดการเกณฑ์ทหาร ซึ่งกระทรวงกลาโหม อยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งทหารและพลเรือน เข้ามาดำเนินการ

    พล.ท.อดุลย์ ย้ำว่า รัฐบาลมุ่งพัฒนากำลังพลสำรอง คือทหารอาสา เพราะมองว่ากองทัพไทยไม่ใช่เพียงแค่กำลังรบ แต่เป็นสถาบันที่สร้างคน รัฐบาลใช้ระบบพัฒนาของทหารอาสาเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี จากระบบที่เคยมองว่าเป็นหน้าที่ และการเสียโอกาส จะยกระดับให้เป็นทหารที่ได้รับโอกาสการพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพและสร้างอนาคต

    “ทุกนโยบายด้านความมั่นคงจะยึดอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติเป็นศูนย์กลาง ความมั่นคงของประเทศไม่ได้เกิดจากอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ความร่วมมือทุกภาคส่วน และกองทัพมีความพร้อมทุกมิติ ยืนยันว่ากระทรวงกลาโหม จะทำหน้าที่เต็มกำลังเพื่อปกป้องประชาธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชน ด้วยหลักการที่ว่าเราจะทำทันที รวมเป็นหนึ่ง จึงชนะ” รมว.กลาโหม กล่าว

    ดังนั้นจะเห็นได้ว่า แม้รัฐบาลจะลดระดับนโยบายความมั่นคงเหลือเพียงภาพรวมกว้างๆ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการยกเลิกเอ็มโอยู 44  โครงการทหารอาสา ลดการเกณฑ์ทหาร

    ในยามที่“รัฐบาลอนุทิน”เผชิญปัญหาวิกฤติพลังงาน สั่นคลอนศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชน ก็ยังมีนโยบายที่เป็นเชื้อไฟ โหมกระแสรักชาติไว้คอยถ่วงดุล จนกว่าจะพลิกฟื้นความเชื่อมั่นและความนิยมกลับคืนมาได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1229693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p9bOtcENGYadVIJflPDPZ

  • ‘สื่อท่องเที่ยวระดับโลก’ ชู ‘สงกรานต์’ ดันไทยขึ้นอันดับ 1 จุดหมายปลายทางนักท่องเที่ยวเดือนเม.ย. | เดลินิวส์

    ‘สื่อท่องเที่ยวระดับโลก’ ชู ‘สงกรานต์’ ดันไทยขึ้นอันดับ 1 จุดหมายปลายทางนักท่องเที่ยวเดือนเม.ย. | เดลินิวส์

    น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ของประเทศไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างล้นหลาม โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือน เม.ย. 2569 จาก Big 7 Travel สื่อท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพลังของสงกรานต์ไทยที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะ สามารถสร้างประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยความสุข ความอบอุ่น และมิตรภาพให้กับผู้คนจากทั่วโลก โดยสงกรานต์ไทยไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งความสนุกสนาน แต่คือพื้นที่ของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ช่วงเวลาแห่งความสัมพันธ์ของครอบครัวและญาติมิตร รวมทั้งเป็นช่วงเวลาที่คนแปลกหน้าสามารถยิ้มให้กัน แบ่งปันความสุข และสร้างความทรงจำร่วมกันได้อย่างงดงาม นี่คือเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยที่โลกสัมผัสได้จริง

    รมว.วธ. กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท โดยความสำเร็จของสงกรานต์ในปีนี้ ไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เกิดจากคนไทยทั้งประเทศ ที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพและเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และแม้ช่วงวันหยุดหลักของเทศกาลสงกรานต์จะผ่านไปแล้ว แต่เทศกาลสงกรานต์ยังคงจัดอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ ชลบุรี สมุทรปราการ อุทัยธานี และน่าน ซึ่งยังคงมีกิจกรรมทั้งในรูปแบบประเพณีดั้งเดิมและกิจกรรมสร้างสรรค์รองรับนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5783187/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p_9xezc6fnXk-umgZV33N

  • ‘สุรศักดิ์’ รมว.ท่องเที่ยวฯ ป้ายแดงยุค ‘อนุทิน 2’ เร่งควบรวม ‘วัฒนธรรม’ อัดควิกวินปลุกเศรษฐกิจ

    ‘สุรศักดิ์’ รมว.ท่องเที่ยวฯ ป้ายแดงยุค ‘อนุทิน 2’ เร่งควบรวม ‘วัฒนธรรม’ อัดควิกวินปลุกเศรษฐกิจ

    จากแนวคิดของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่ต้องการปรับโครงสร้างใหญ่ 2 กระทรวง ด้วยการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬา เพื่อควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย บูรณาการร่วมกับการบริหารเสน่ห์วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ส่วนงานด้านกีฬาจะแยกออกมาดูแลเฉพาะเป็นอีกกระทรวง เบื้องต้นคาดว่าจะปรับโครงสร้างแล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากรัฐบาล “อนุทิน 2” คิกออฟ

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ กล่าวภายหลังมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานแก่ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานภายในสังกัดเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ว่า สำหรับนโยบายในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยว “ภารกิจเร่งด่วน” ที่จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุดคือ “การปรับโครงสร้างกระทรวง” ด้วยการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬา ย้ายงานด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม อาจใช้ชื่อว่า “กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกตัวออกไป ทำหน้าที่ด้านกีฬา นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะนำมาซึ่งประโยชน์และความชัดเจนในระยะยาวแก่ทั้งภาคท่องเที่ยวและกีฬา

    “การรวมกระทรวงการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อนำต้นทุนทางวัฒนธรรม เช่น อาหาร ซอฟต์พาวเวอร์ เสื้อผ้าไทย เทศกาลประเพณี และโบราณสถาน มาสนับสนุนการท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกันและไร้รอยต่อมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้เข้าประเทศ”

    โดยจะมีการตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาประเด็นต่างๆ อาทิ กฎหมาย อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน และกำลังคน ซึ่งการดำเนินการต้องรวดเร็วแต่รอบคอบ ไม่ต้องการให้เกิดความเร่งรีบจนทิ้งปัญหาค้างคาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับการรวมกระทรวงอื่นๆ

    “เป้าหมายระยะยาวด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลจะผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วง 4 ปีนี้ ให้กลับมามีรายได้รวม 3 ล้านล้านบาทเหมือนในปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด”

    ด้วยยุทธศาสตร์มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” โดยกำหนดทิศทางสำคัญ ได้แก่ การผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถ “ท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน” ด้วยการปรับแนวคิดจากการขายสินค้า (Product-Centric) ไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว (Demand Driven) การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง อาทิ การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ (สายมูเตลู) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีมาตรฐานรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ “เมืองรอง” ผ่านมาตรการส่งเสริมต่างๆ และการยกระดับ “ความปลอดภัย” ด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

    “รัฐบาลมีนโยบายเน้นเป้าหมายรายได้มากกว่าจำนวนคน ไม่เน้นตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่จะให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มยอดการใช้จ่ายต่อหัวให้มากขึ้น และเน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง เพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยจะปรับลดเป้าหมายการท่องเที่ยวของปี 2569 ลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงคราม”

    สุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยู่ระหว่างจัดทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบและรับมือจากสถานการณ์ใน “ตะวันออกกลาง” ที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวอีกทาง

    สำหรับมาตรการ “กระตุ้นการท่องเที่ยวระยะสั้น” (Quick Win) กระทรวงฯ จะต้องเตรียมการและมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในช่วงที่คาดว่าปัญหาจะรุนแรงขึ้นหลังสงกรานต์ อาทิ การฟื้นโครงการที่เคยประสบความสำเร็จในช่วงโควิดระบาดอย่าง “เราเที่ยวด้วยกัน” กลับมาพิจารณาใช้อีกครั้งภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า รวมถึงการนำมาตรการทางภาษีมากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ อาทิ การสนับสนุนการท่องเที่ยวผ่านการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในเมืองรอง ที่จะสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้มากกว่าเมืองหลัก ขณะเดียวกันภาครัฐเตรียมจัดโปรโมชันและมาตรการจูงใจต่างๆ อย่างต่อเนื่องสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

    ด้านการผลักดันการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ” (Travel Fee) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ในอัตรา 300 บาท/คน/ครั้ง สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ เพื่อนำเงินเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว นำไปใช้ในการดูแลและให้บริการนักท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการเดินทาง และนำไปใช้ในโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

    ทั้งนี้ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้กัน อาทิ “ญี่ปุ่น” ที่มีการเก็บ “Sayonara Tax” ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีแผนจะปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมนี้จาก 1,000 เยน เป็น 3,000 เยน ซึ่งไม่ได้ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ

    “นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีศักยภาพ มากกว่าการเน้นเพียงจำนวนคน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และโดยส่วนตัวก็สนับสนุนให้เดินหน้าโครงการนี้ต่อ เพราะเชื่อว่าจะมีผลดีต่อประเทศมากกว่าผลเสีย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1229676&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37HeP7-MvC2BKbOfK-gvx1

  • รัฐบาล ปลื้มสงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วไทย ดันเศรษฐกิจฐานรากฟื้น

    รัฐบาล ปลื้มสงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วไทย ดันเศรษฐกิจฐานรากฟื้น

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6-17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11-15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค

    “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740954&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tJRBRuil0TMf5_3jQl08p

  • ททท. คาดเม็ดเงินสะพัดช่วงสงกรานต์ ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท ต่างชาติหลั่งไหลทั่วไทย

    ททท. คาดเม็ดเงินสะพัดช่วงสงกรานต์ ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท ต่างชาติหลั่งไหลทั่วไทย

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดเม็ดเงินสะพัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียหลั่งไหลเข้าพื้นที่ภาคใต้ผ่านด่านสะเดากว่า 36,000 คน ดันอัตราการเข้าพักพุ่งร้อยละ 80

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 เมษายน 2569 โดยประเมินว่าจะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวรวมทั่วประเทศกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    ในส่วนของตลาดต่างประเทศ คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 5 แสนคน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท ขณะที่ตลาดในประเทศมียอดผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยประมาณ 5 ล้าน 9 แสนคน-ครั้ง ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนกว่า 22,250 ล้านบาท

    สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร การจัดงานที่สวนเบญจกิติ และสวนลุมพินี ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 2 แสนคน โดยเฉพาะงาน Maha Songkran World Water Festival มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบครึ่งหนึ่ง สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในพื้นที่กรุงเทพฯ กว่า 283 ล้านบาท

    ในระดับภูมิภาค จังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงเป็นจุดหมายหลักที่ได้รับความสนใจจากเอกลักษณ์การเล่นน้ำกับช้าง ขณะที่พื้นที่ภาคใต้มีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะที่ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้ามาแล้วกว่า 36,000 คน ส่งผลให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 80 สร้างรายได้หมุนเวียนเฉพาะในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท รวมถึงการจัดกิจกรรมในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มตลาดมาเลเซียอย่างมาก

    ททท. ระบุว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวในปีนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก แต่ยังเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์เทศกาลสงกรานต์ไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ที่สามารถส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/461104&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Mrbtetr2aU6v4saqIE3MI

  • สงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 1.29 แสนล้านบาท ททท. คาดรายได้ท่องเที่ยวโต 6% ต่างชาติแห่เข้าไทย 5 แสนคน

    สงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 1.29 แสนล้านบาท ททท. คาดรายได้ท่องเที่ยวโต 6% ต่างชาติแห่เข้าไทย 5 แสนคน

    15 เมษายน 2569 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจราว 129,649 ล้านบาท สะท้อนว่าเทศกาลสำคัญของไทยยังคงมีบทบาทในการกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตามปกติ โดย 42.7% ระบุว่าใช้จ่ายเท่าเดิม และ 20.8% ระบุว่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่บรรยากาศโดยรวมของสงกรานต์ปีนี้ ประชาชน 51.8% มองว่ายังคงสนุกสนานเหมือนเดิม สะท้อนว่ากิจกรรมเทศกาลยังได้รับความสนใจจากประชาชนในวงกว้าง

    สำหรับพฤติกรรมการเดินทาง พบว่า คนไทยส่วนใหญ่เลือกท่องเที่ยวภายในประเทศและในพื้นที่ใกล้บ้าน โดย 56.6% เน้นเที่ยวในจังหวัดของตัวเอง, 5.5% ท่องเที่ยวในประเทศ และ 4.2% กลับบ้านพร้อมวางแผนท่องเที่ยวเพิ่มเติม สะท้อนการกระจายเม็ดเงินลงสู่พื้นที่ต่างจังหวัดและเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ด้านค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ผู้ที่ท่องเที่ยวในประเทศมีการใช้จ่ายประมาณ 8,056 บาทต่อคน ขณะที่ผู้เดินทางไปต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 37,083 บาทต่อคน โดยจุดหมายหลักยังอยู่ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง

    นอกจากนี้ แหล่งเงินที่ประชาชนนำมาใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ ส่วนใหญ่ 54.9% มาจากเงินเดือน รองลงมาคือเงินออม เงินจากผู้ปกครอง เงินกู้ และโบนัส สะท้อนว่าประชาชนยังคงจัดสรรงบประมาณเพื่อร่วมกิจกรรมเทศกาลและการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว

    ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่า ช่วงวันที่ 11-15 เมษายน 2569 จะมีรายได้หมุนเวียนจากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ในจำนวนนี้ คาดว่าตลาดต่างประเทศจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท ส่วนตลาดในประเทศคาดว่าจะมีการเดินทางของคนไทยประมาณ 5.96 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ประมาณ 22,250 ล้านบาท

    ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า สงกรานต์ยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติของการท่องเที่ยว การใช้จ่ายของประชาชน และการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวที่ภาคธุรกิจและบริการได้รับอานิสงส์อย่างชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70151&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27XWvXRaISCUQ7e2THVicl

  • พะเยาไม่เล็ก! ดัน Soft Power สงกรานต์คึกคัก “แบมแบม” ระเบิดเวทีกว๊าน ดึงนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศ | TOPNEWS

    พะเยาไม่เล็ก! ดัน Soft Power สงกรานต์คึกคัก “แบมแบม” ระเบิดเวทีกว๊าน ดึงนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศ | TOPNEWS

    หนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญคือ กว๊านพะเยา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่มีทัศนียภาพงดงาม และเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของจังหวัด ขณะที่ วัดศรีโคมคำ ซึ่งประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง ยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบไหว้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนอัตลักษณ์วิถีล้านนาที่งดงามและทรงคุณค่า

    บรรยากาศการท่องเที่ยวทวีความคึกคักขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 กับการจัดงาน “Bubble Wave Phayao 2026” ณ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ซึ่งเป็นกิจกรรมไฮไลต์ช่วงสงกรานต์ โดยมี ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมระบุว่า การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และผลักดันพะเยาสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

    ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ที่การแสดงจากศิลปินชื่อดัง โดยเฉพาะ แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ที่ขึ้นเวทีสร้างความสนุกอย่างใกล้ชิดกับแฟนคลับ เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นจนบรรยากาศบริเวณกว๊านพะเยาคึกคักอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นอกจากนี้ยังมีศิลปินอีกมากมาย อาทิ Atlas, ซานิ และ Dit kitty ร่วมสร้างสีสันตลอดทั้งงาน ภายใต้มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

    สำหรับงาน “Bubble Wave Phayao 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน 2569 รวม 3 วันเต็ม โดยคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำบทบาทของ Soft Power ไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1547726&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s-FS_De9PkRa1r_e4DbR6

  • ผู้ว่าฯ ททท. คาดท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ เงินสะพัดกว่า 3 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    ผู้ว่าฯ ททท. คาดท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ เงินสะพัดกว่า 3 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง ทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปี 2568

    ในส่วนของการจัดงานสงกรานต์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น ถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ ททท. จัดทั้งสองงาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนถึงความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน

    สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพื้นที่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างสีสันและภาพจำที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ผสานความสนุกสนานกับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว

    ขณะที่บรรยากาศในพื้นทีภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงคึกคักไม่แพ้กัน โดยหลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Meaningful Experience)

    ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 10-12 เมษายน 2569 มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80% และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท นอกจากนี้การจัดกิจกรรมในพื้นที่ศักยภาพชายแดนใต้ อาทิ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ผ่านการจัดงาน “สุข สนุก สงกรานต์ชายแดนใต้” และ งาน”SUNGAIKOLOK Midnight Songkran 2026″ ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนศักยภาพของเมืองชายแดนในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงยามค่ำคืน

    ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

    ททท. เชื่อมั่นว่า เทศกาลสงกรานต์จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก ที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืนแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585185&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YVEZowgVAFdzVtMCidvty

  • สงกรานต์อุบลฯ คึกสุดในรอบปี คนทะลักถนนสรรพสิทธิ์ เล่นน้ำไม่หยุด

    สงกรานต์อุบลฯ คึกสุดในรอบปี คนทะลักถนนสรรพสิทธิ์ เล่นน้ำไม่หยุด

    ภูมิภาค

    สงกรานต์อุบลฯ คึกสุดในรอบปี คนทะลักถนนสรรพสิทธิ์ เล่นน้ำไม่หยุด

    วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    บรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวจำนวนมากออกมาเล่นสาดน้ำตามถนนสายหลักและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วทั้งจังหวัด ตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันต่อเนื่องถึงเที่ยงคืน

    เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงวันที่ 13–14 เมษายน บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก ทุกอำเภอมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง นักท่องเที่ยวทั้งในพื้นที่และต่างถิ่นพากันออกมาเล่นน้ำตามถนนสายต่างๆ ในตัวเมืองและอำเภอโดยรอบ พร้อมขบวนรถกระบะบรรทุกน้ำตระเวนสาดน้ำสร้างสีสันอย่างสนุกสนาน

    แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำยอดนิยมอย่าง “หาดพัทยาน้อย” หรือทะเลอีสานใต้ ในพื้นที่บ้านใหม่ภูทอง ต.คันไร่ อ.สิรินธร มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเล่นน้ำคลายร้อนวันละนับหมื่นคน ภายในพื้นที่มีแพอาหารเรียงรายริมอ่างเก็บน้ำ รวมถึงเครื่องเล่นทางน้ำและบริการเช่าแพ รองรับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัย

    ขณะที่ “แก่งสะพือ” อ.พิบูลมังสาหาร กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังระดับน้ำลดลงจนเผยให้เห็นโขดหินกลางลำน้ำมูล กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในช่วงเดือนเมษายน โดยเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหารจัดงาน “มหาสงกรานต์แก่งสะพือ PHIBOON CITY 2026” ตลอดเดือนเมษายน พร้อมพิธีเปิดเมื่อวันที่ 13 เมษายน ท่ามกลางประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างหนาแน่น

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย รวมถึงขบวนแห่สงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่ โดยผู้บริหารท้องถิ่นนำประชาชนร่วมขบวนอย่างคึกคัก ไฮไลต์สำคัญคือขบวน “นางสงกรานต์” ในชุดไทยประยุกต์ที่งดงาม สร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงานตลอดเส้นทาง

    อีกจุดหนึ่งที่ได้รับความนิยมคือ “หาดบุ่งสระพัง” ต.กุดลาด อ.เมืองอุบลราชธานี ซึ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำในแม่น้ำมูล พร้อมนั่งรับประทานอาหารบนแพและพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ

    ส่วนในตัวเมืองอุบลราชธานี บริเวณ “ถนนดอกไม้และสายน้ำ” รอบทุ่งศรีเมือง มีนักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำจำนวนมากตั้งแต่ช่วงบ่าย บรรยากาศชุ่มฉ่ำและสนุกสนาน

    สำหรับถนนยอดนิยมอย่างถนนสรรพสิทธิ์ ซึ่งปิดถนนให้เล่นน้ำตลอดสาย ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ตั้งแต่ตลาดบ้านดู่ถึงโรงเรียนเบญจะมะมหาราช มีนักท่องเที่ยวกว่า 10,000 คนออกมาเล่นน้ำ โดยเฉพาะบริเวณหน้าโรงเรียนอุบลวิทยาคมถือเป็นจุดที่คึกคักที่สุด ส่งผลให้บรรยากาศสงกรานต์ในตัวเมืองเต็มไปด้วยความสนุกสนานต่อเนื่องตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/472745&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WaUYdTfGO54GoNTfxX6qI

  • ปังระดับโลก! สงกรานต์ไทยขึ้นเบอร์ 1 โลก ดันเศรษฐกิจพุ่ง 3 หมื่นล้าน

    ปังระดับโลก! สงกรานต์ไทยขึ้นเบอร์ 1 โลก ดันเศรษฐกิจพุ่ง 3 หมื่นล้าน

    “สงกรานต์ไทย” ดันประเทศไทยขึ้นอันดับ 1 โลกเดือนเมษายน 2569 คาดเงินสะพัดกว่า 3 หมื่นล้านบาท รมว.วธ.ชวนเที่ยวต่อทั่วไทย พร้อมขอบคุณคนไทยทั้งประเทศร่วมเป็นเจ้าภาพต้อนรับโลก – แบรนด์ระดับโลกหยิบ ”ส้มตำ“ ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่แฟชั่น

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 ของประเทศไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างล้นหลาม โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็น จุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2569 จาก Big 7 Travel สื่อท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร

    ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพลังของ “สงกรานต์ไทย” ซึ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก เมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นประเพณีที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะ สามารถสร้างประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยความสุข ความอบอุ่น และมิตรภาพให้กับผู้คนจากทั่วโลก

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “สงกรานต์ไทยไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งความสนุกสนาน แต่คือพื้นที่ของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ช่วงเวลาแห่งความสัมพันธ์ของครอบครัวและญาติมิตร รวมทั้งเป็นช่วงเวลาที่คนแปลกหน้าสามารถยิ้มให้กัน แบ่งปันความสุข และสร้างความทรงจำร่วมกันได้อย่างงดงาม นี่คือเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยที่โลกสัมผัสได้จริง”

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ยังกล่าวว่า ในปีนี้ได้เห็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนการเติบโตของทุนทางวัฒนธรรมของไทยในระดับโลกอย่างชัดเจน โดย Nike แบรนด์กีฬาระดับโลก ได้เปิดตัวรองเท้ารุ่นพิเศษ Nike Dunk Low “Som Tum” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูอาหารไทยอย่าง “ส้มตำ” ถ่ายทอดผ่านการออกแบบที่ผสมผสานอัตลักษณ์ไทยอย่างสร้างสรรค์

    รองเท้าดังกล่าวมีการใช้โทนสีส้ม เขียว และขาว สื่อถึงมะละกอและพริกขี้หนู พร้อมรายละเอียดที่สะท้อนวิถีชีวิตไทย เช่น ลวดลาย “ครก-สาก” วัสดุถักทอคล้ายกระติ๊บข้าว รวมถึงลายปักภาษาไทยคำว่า “ไนกี้” และกราฟิกถุงข้าวหอมมะลิ ซึ่งถือเป็นการนำวัฒนธรรมไทยเข้าสู่เวทีแฟชั่นระดับโลกอย่างโดดเด่น

    “ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศ แต่สามารถต่อยอดไปสู่ระดับสากล และสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติใหม่ ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมแฟชั่น” รัฐมนตรีฯ กล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความสำเร็จของสงกรานต์ในปีนี้ ไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เกิดจาก ‘คนไทยทั้งประเทศ’ ที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพและเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก”

    “ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่ร่วมกันแสดงออกถึงน้ำใจไมตรี ความเอื้อเฟื้อ และรอยยิ้มแบบไทย รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ‘ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน’ ที่ช่วยสะท้อนอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของชาติได้อย่างงดงาม สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้สงกรานต์ไทยไม่ใช่เพียงเทศกาล แต่เป็นประสบการณ์ที่ตราตรึงใจผู้คนทั่วโลก”

    รัฐมนตรีฯ กล่าวด้วยว่า แม้ช่วงวันหยุดหลักของเทศกาลสงกรานต์จะผ่านไปแล้ว แต่เทศกาลสงกรานต์ยังคงจัดอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดชลบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดน่าน ซึ่งยังคงมีกิจกรรมทั้งในรูปแบบประเพณีดั้งเดิมและกิจกรรมสร้างสรรค์รองรับนักท่องเที่ยว

    ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมมีแนวทางยกระดับการจัดประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นและมีศักยภาพสูง จำนวน 18 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมทั้งเมืองอัตลักษณ์และเมืองน่าเที่ยว เพื่อสร้างจุดขายใหม่ทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยยังคงรักษาคุณค่า ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นให้สอดคล้องกับบริบทร่วมสมัย ประกอบด้วย 5 เมืองอัตลักษณ์ (จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชลบุรี จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดนครศรีธรรมราช) 13 เมืองน่าเที่ยว (จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดน่าน จังหวัดหนองคาย จังหวัดเชียงราย จังหวัดพัทลุง จังหวัดภูเก็ต จังหวัดลพบุรี จังหวัดสงขลา และจังหวัดกาญจนบุรี) และ 5 พื้นที่หลักในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเดอะพรอมานาด เทอมินอล 21 พระราม 3 เทอมินอล 21 อโศก เซ็นทรัลปิ่นเกล้า และถนนข้าวสาร รวมถึงวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และ 50 วัด 50 เขต ทั่วกรุงเทพฯ

    “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์ของสงกรานต์ไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ยังคงจัดต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันสืบสานวัฒนธรรม และเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลระดับโลกที่ประเทศไทยภาคภูมิใจ”

    กระทรวงวัฒนธรรมยืนยันจะเดินหน้าส่งเสริมและยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของไทยให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    #สงกรานต์ไทย #สงกรานต์2569 #ThailandSongkran #เที่ยวไทย #ท่องเที่ยวไทย #เศรษฐกิจไทย #วัฒนธรรมไทย #UNESCO #สงกรานต์โลก #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวท่องเที่ยว #ข่าววันนี้ #นักท่องเที่ยวต่างชาติ #SoftPowerไทย #SoftPower #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #CreativeEconomy #NikeSomTum #ส้มตำ #แฟชั่นโลก #ThailandSoftPower #ไทยแลนด์ #เทศกาลสงกรานต์ #WorldDestination #TourismThailand #AmazingThailand #กระทรวงวัฒนธรรม #ซาบีดาไทยเศรษฐ์ #SoftPowerThailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/141649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ulUc1LUhM5kPN90D87odr