Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แจกเลยไม่คนละครึ่ง | เดลินิวส์

    แจกเลยไม่คนละครึ่ง | เดลินิวส์

    ภายหลังรัฐบาลประชุม ครม.นัดพิเศษ ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากน้ำมันแพง “สส.ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าววิจารณ์ว่า มาตรการยังจำกัดจำเขี่ย ไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนของประชาชน คนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีการเพิ่มเติมเงินเข้าบัตรเพียง 100 บาท ซึ่งไม่รู้ว่าคำนวณจากอะไร แต่หากเทียบกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้สัดส่วนกับการใช้ใช้น้ำมันและราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น

    ถ้าจะมีอะไรที่ดูเหมือนมีความหวังคงเป็นการช่วยเหลือภาคขนส่ง ทั้งการอุดหนุนราคาน้ำมันสำหรับรถบรรทุก รถโดยสารขนาดเล็ก หรือวินมอเตอร์ไซค์และไรเดอร์ ซึ่งน่าจะบรรเทาและชะลอการขึ้นราคาค่าโดยสารได้อีกสักระยะหนึ่ง น่าผิดหวังที่ทางรัฐบาลมีการอนุมัติงบกลางไปถึง 7,700 ล้านบาท แต่เป็นมาตรการสำหรับการช่วยเหลือค่าครองชีพเฉพาะหน้า เพียงแค่ 3,000 ล้านบาทเท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือเป็นการอนุมัติการเพื่อแก้ไขปัญหาภายในรัฐบาลเอง

    การช่วยเหลือไม่เพียงพอแม้แต่จะอุดหนุนค่าโดยสารตามปกติด้วยซ้ำไป คนละครึ่งพลัสจะช่วยได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับวิธีการและเม็ดเงิน ในยามนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นเวลาที่ต้องเยียวยาค่าครองชีพให้กับประชาชน หลายประเทศก็แจกเงินเลยเพราะถือว่าค่าครองชีพปรับขึ้นแล้ว ก็ต้องช่วยเหลือกันไป โครงการคนละครึ่งเหมาะกับการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า ยามนี้ต้องบอกว่าจะควักอีกครึ่งหนึ่งก็ไม่เหลือเงินแล้ว

    ศิริกัญญา ยกตัวอย่างกลุ่มที่ยังต้องช่วยเหลือ อาทิ กลุ่มผู้ปกครองเด็กและเยาวชนที่กำลังจะเปิดเทอม กลุ่มชาวประมง เป็นกลุ่มตกหล่น ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือในเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ขอให้ช่วยเหลือได้ครอบคลุมก่อน เรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจให้เอามาไว้ที่หลังสุดเร่งเยียวยาประชาชนก่อน มติ ครม. ที่ผ่านมา ดูเหมือนพยายามยัดโครงการเข้ามาเยอะ ๆ รวมถึงโครงการให้สินเชื่อ ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะหน้าด้วยซ้ำไป แต่เป็นการปรับตัวในระยะกลาง

    ระยะยาว ก็เริ่มส่งสัญญาณแล้วว่ารัฐบาลไม่ได้มีเม็ดเงินเพียงพอที่จะใช้ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณเข้าส่วนกลางก็ไม่ได้เร็ว กว่า ครม. จะแล้วเสร็จและออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนขึ้นไป สงครามก็จะอยู่กับเราไปอีกสักพักหนึ่ง ราคาน้ำมันก็จะสูงไปแบบนี้อีกระยะหนึ่ง  

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการประชุมใหญ่พรรค ปชน. ศิริกัญญาบอกว่า เลขาธิการพรรคต้องเลือกใหม่ เพราะ “เลขาติ่ง” ศรายุทธิ์ ใจหลัก ลาออกแล้ว ส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรคจะเลือกใหม่หรือไม่ จะรอความชัดเจนจากคดี 44 สส. ว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร ทีมกฎหมายอยู่ระหว่างทำเรื่องขอคัดสำเนาเอกสารจากศาลฯ คาดว่ากระบวนการที่ศาลจะพิจารณาประทับรับฟ้องหรือไม่นั้น จะใช้เวลาระยะหนึ่ง ยกเว้นศาลจะอ่านเอกสารได้เร็ว “ตำแหน่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรค ปชน. มีบุคคลแล้ว เป็นนักการเมืองในพรรค เป็นที่รู้จัก”

    “สส.กาย” ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์ว่า “สส.ใบพลู” รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรค ปชน. ออกมาพูดถึงเรื่องไอ้โม่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำมัน รัฐบาลก็ไม่ชี้แจงว่าจะเข้าไปแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ถูกพาดพิงและถูกกล่าวหาคือ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลเรื่องนี้มีวิธีการแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร ถ้าคุณยิ่งเงียบประชาชนจะเข้าใจได้ว่าไอ้โม่งกับรัฐบาลคือคนเดียวกัน อยากให้นายกรัฐมนตรีกำชับรัฐมนตรี ที่บอกว่าใช้คนเก่งก็ใช้คนเป็นและสามารถบริหารงานได้อย่างแม่นยำ บริหารสถานการณ์ความรู้สึกของประชาชนให้คลี่คลายเป็นของขวัญปีใหม่ไทย  

    หลังจากที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) แถลงข่าวเรื่องความคืบหน้ากรณีคนร้ายใช้รถยนต์ของ กอ.รมน.นราธิวาส และอาวุธปืนสงครามยิงถล่มรถยนต์ของนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ (ปช.) โดยปฏิเสธว่า กอ.รมน. ไม่ได้อยู่เบื้องหลัง

    และ พล.ท.นรธิป กล่าวกับนักข่าวตอนหนึ่งโดยปิดไมค์ว่า “ถ้าผมทำ ไม่รอด”  จึงถูกตีความอย่างหนักว่า หมายถึงหาก กอ.รมน. และทหารเป็นคนลงมือ รับรองว่า นายกมลศักดิ์ไม่รอด ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการพูดที่ทำลายบรรยากาศการสร้างสันติสุขในพื้นที่ และ พล.ท.นรธิป ยังเหมาะสมจะเป็น มทภ.4 หรือไม่

    พล.ท.นรธิป เปิดเผยว่า การพูดว่าดังกล่าว พูดความสภาพของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า ถ้ามือปืนเป็นมืออาชีพต้องการปลิดชีพ ต้องไม่ใช่การยิงแบบนั้น เป็นประเด็นสำคัญที่ตำรวจต้องสืบสวนสอบสวน ที่ตนกล่าวถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ว่าเคยเป็นเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เคยเป็น อธิบดีกรมสือบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเคยเป็น รมว.ยุติธรรม ทำไมจึงยังแก้ปัญหาของไฟใต้ไม่ได้ เป็นการกล่าวตามข้อเท็จจริงว่า เรื่องไฟใต้ต้องใช้เวลาแก้ปัญหา และที่เรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการลงมาดูข้อเท็จจริงเรื่องที่บีอาร์เอ็น ใช้สถานศึกษา เช่น ปอเนาะและตาดีกา เป็นที่บ่มเพาะเยาวชน เพื่อต้องการชี้ให้เห็นรากเหง้าของปัญหา และที่ทำอยู่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อว่าใครทั้งสิ้น

    “การติดตามผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่อีก 1 คน คือ ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี อดีตนาวิกโยธินหน่วยซีคอน จะพยายามที่จะติดตามจับกุมให้ได้ก่อนวันที่ 16 เม.ย. เตรียมชี้แจงถึงผลของคดีต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ที่จะมาเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามคดีและให้นโยบายดับไฟใต้ ชุดสอบสวนของ ศชต. เปิดเผยเพิ่มเติมว่าคดียิงถล่มรถยนต์ของนายกมลศักดิ์ เป็นเรื่องของการเมืองในพื้นที่ ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เป็นนักการเมืองในพื้นที่ และมีนักการเมืองท้องถิ่นนอกพื้นที่รวมอยู่ด้วย”

    “เสธ.โบว์” กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ทวีตข้อความใน X วิพากษ์การแถลงข่าวว่า คำพูดของ พล.ท.นรธิป อาจถูกตีความได้ว่าไม่สอดคล้องกับหลักการเคารพต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ถูกตีความไปได้ว่า กอ.รมน. จะทำสิ่งใดก็ได้ ไม่ว่าถูกหรือผิดกฎหมายภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคง การสื่อสารของผู้บังคับบัญชาระดับสูง ต้องไม่เปิดช่องให้เกิดความเข้าใจว่ารัฐใช้อำนาจนอกกรอบกฎหมายได้ เมื่อมีคำพูดเช่นนี้จากผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในการดูแลความมั่นคงในพื้นที่ ยิ่งทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนมากยิ่งขึ้น

    สิ่งที่สังคมคาดหวังจาก กอ.รมน. ในตอนนี้คือ การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความยุติธรรม เพื่อเร่งรัดหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี โดยไม่สนใจว่าคนเหล่านั้นจะมีตำแหน่งใน กอ.รมน. หรือมีความสัมพันธ์อย่างไรกับคนใน กอ.รมน. เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย ทัศนคติในลักษณะนี้ มีส่วนต่อการที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี หรือไม่

    “นี่อาจเป็นเวลาที่เราต้องร่วมกันทบทวนวิธีการแก้ปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัดภาคใต้ เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์ปั๊มน้ำมัน 11 จุดระเบิด ในวันที่ 11 ม.ค. 69 (ที่จนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ ทั้งที่มีภาพจากกล้องวงจรปิด) จนมาถึงเหตุการณ์ลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ก็ยังไม่เห็นผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ของ กอ.รมน. อาจไม่ใช่เรื่องเกินจริงหากจะกล่าวว่า ผลการดำเนินงานของ กอ.รมน. ยังไม่สอดคล้องกับทรัพยากรที่ได้รับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5781762/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Lqr_Yyw3UWoZ-tRyQCfPn

  • สถานการณ์การเลือกตั้งระดับรัฐของอินเดีย ปี 2569 และนัยต่อเศรษฐกิจการค้า

    สถานการณ์การเลือกตั้งระดับรัฐของอินเดีย ปี 2569 และนัยต่อเศรษฐกิจการค้า

    สถานการณ์ทางการเมืองที่สำคัญของอินเดียในช่วงเดือนเมษายน 2569 คือการจัดการเลือกตั้งระดับรัฐ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาในระดับพื้นที่ ภายใต้โครงสร้างการปกครองแบบสหพันธรัฐที่ให้อำนาจแก่รัฐบาลของแต่ละรัฐในการกำหนดนโยบายด้านการลงทุน อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ

    การเลือกตั้งในปีนี้จัดขึ้นในรัฐสำคัญของอินเดียตอนใต้ ได้แก่ รัฐทมิฬนาฑู (Tamil Nadu) และเขตสหภาพพิเศษปูดูเชอรี่ (Puducherry) ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อภาคการผลิต การค้า และการลงทุนของประเทศ

    สถานการณ์ล่าสุด

    การเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐในรัฐทมิฬนาฑู มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 23 เมษายน 2569 และกำหนดประกาศผลในวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 โดยมีการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรค Dravida Munnetra Kazhagam (DMK) พรรค All India Anna Dravida Munnetra Kazhagam (AIADMK) พรรค Bharatiya Janata Party (BJP) และพรรค Tamilaga Vettri Kazhagam (TVK)

    ทั้งนี้ การเข้าสู่เวทีการเมืองของนาย Joseph Vijay ในนามพรรค TVK ถือเป็นปัจจัยใหม่ที่เพิ่มความเข้มข้นของการแข่งขัน และอาจนำไปสู่ความเป็นไปได้ของการจัดตั้งรัฐบาลผสม

    สำหรับเขตสหภาพพิเศษปูดูเชอรี่ ได้มีการจัดการเลือกตั้งไปแล้วเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยมีอัตราการใช้สิทธิเลือกตั้งในระดับสูง (ประมาณร้อยละ 90 – 91) และอยู่ระหว่างการรอประกาศผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะเป็นการแข่งขันที่สูสีระหว่างกลุ่มพันธมิตรที่นำโดยพรรค BJP และกลุ่มพันธมิตรที่นำโดยพรรค Indian National Congress

    ในขณะที่รัฐอื่นในเขตอาณาความรับผิดชอบของสำนักงานฯ (สคต. ณ เมืองเจนไน) ได้แก่ รัฐอานธรประเทศ (Andhra Pradesh) รัฐโอดิสสา (Odisha) รัฐฉัตรติสครห์ (Chhattisgarh) และรัฐเตลังคานา (Telangana) ยังไม่มีการเลือกตั้งในปี 2569 เนื่องจากยังอยู่ในวาระของรัฐบาลปัจจุบัน ส่วนหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ (Andaman and Nicobar Islands) ซึ่งเป็นดินแดนสหภาพ ไม่มีการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติรัฐ โดยใช้ระบบบริหารผ่านผู้ว่าการฯ

    ประเด็นสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้

    การเลือกตั้งระดับรัฐในปี 2569 มีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากการเลือกตั้งระดับประเทศ โดยเป็นการแข่งขันที่มุ่งเน้นนโยบายเชิงปฏิบัติในระดับพื้นที่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประชาชน อาทิ นโยบายสวัสดิการ การจ้างงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมอุตสาหกรรม

    นอกจากนี้ ยังสะท้อนแนวโน้มการแข่งขันแบบหลายพรรค (multi-party competition) และการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างทางการเมืองมีความหลากหลายและมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

    ความแตกต่างจากการเลือกตั้งระดับประเทศ (ปี 2567)

    การเลือกตั้งระดับรัฐมุ่งเน้นการกำหนดผู้นำและนโยบายในระดับพื้นที่ โดยเน้นประเด็นด้านสวัสดิการและการพัฒนาในรัฐ ขณะที่การเลือกตั้งระดับประเทศมุ่งกำหนดทิศทางนโยบายมหภาค ความมั่นคง และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยพรรคการเมืองระดับท้องถิ่นมีบทบาทสูงในระดับรัฐ ในขณะที่พรรคระดับชาติมีบทบาทนำในระดับประเทศ

    ความแตกต่างจากการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี (General Election 2024)

    ประเด็น                              การเลือกตั้งระดับรัฐ (2569)                การเลือกตั้งระดับประเทศ (2567)

    วัตถุประสงค์                         เลือกรัฐบาลของรัฐ                            เลือกรัฐบาลกลาง

    ผู้นำ                                   มุขมนตรีของรัฐ (Chief Minister)           นายกรัฐมนตรี

    ประเด็นหลัก                         สวัสดิการท้องถิ่น การพัฒนาในรัฐ           นโยบายเศรษฐกิจมหภาค ความมั่นคง

    พรรคการเมือง                       พรรคท้องถิ่นมีบทบาทสูง                     พรรคระดับชาติ เช่น BJP มีบทบาทนำ

    ผลกระทบ                            กระทบเศรษฐกิจระดับรัฐ                     กระทบเศรษฐกิจทั้งประเทศ

    นโยบายของพรรคการเมือง

    ในรัฐทมิฬนาฑู

    พรรค DMK มุ่งเน้นนโยบายรัฐสวัสดิการ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจดิจิทัล

    โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษา สาธารณสุข และการให้เงินอุดหนุนในรูปแบบต่าง ๆ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาแบบครอบคลุมและต่อเนื่อง

    พรรค AIADMK ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก โดยสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs

    โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านมาตรการลดภาระค่าครองชีพและการส่งเสริมรายได้ ซึ่งมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชน

    พรรค BJP เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    โดยเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลกลาง และมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของรัฐในระยะยาว

    พรรค TVK เน้นความโปร่งใส การต่อต้านการทุจริต และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่

    เน้นประเด็นการต่อต้านการทุจริต ความโปร่งใส และการสร้างโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ แม้ว่านโยบายเชิงรายละเอียดอาจยังไม่ชัดเจนเท่าพรรคการเมืองหลัก แต่ได้รับความสนใจจากประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

    ในเขตปูดูเชอรี่

    การแข่งขันเป็นไปในลักษณะของพันธมิตรทางการเมือง โดย ฝ่าย BJP มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยว รวมถึงการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับนโยบายของรัฐบาลกลาง ขณะที่ ฝ่าย Congress เน้นนโยบายสวัสดิการ การสร้างงานในระดับท้องถิ่น และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

    แนวโน้มทางการเมือง

    จากการประเมินของสื่อและสถาบันวิจัยระหว่างประเทศ พรรค DMK ยังคงมีฐานเสียงที่เข้มแข็งในรัฐทมิฬนาฑู อย่างไรก็ดี การเข้าสู่สนามของพรรค TVK อาจทำให้คะแนนเสียงกระจายตัว และเพิ่มความเป็นไปได้ของการจัดตั้งรัฐบาลผสม

    เหตุผลที่ไทยควรให้ความสำคัญ

    อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง และรัฐต่าง ๆ มีอำนาจในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุนโดยตรง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับรัฐจึงอาจส่งผลต่อโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเข้าถึงตลาดของสินค้าและบริการไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    นัยต่อเศรษฐกิจและการค้า

    ผลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในรัฐทมิฬนาฑู ซึ่งเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมสำคัญ อาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายด้านการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูป

    ทั้งนี้ หากเกิดการจัดตั้งรัฐบาลผสม อาจส่งผลให้การดำเนินนโยบายมีความล่าช้าหรือมีการปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขทางการเมือง

    ข้อเสนอแนะ

    เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นควรพิจารณาดำเนินการตามแนวทาง ดังนี้

    – ปรับยุทธศาสตร์การดำเนินงานสู่ระดับรัฐ (State-focused strategy) โดยมุ่งเน้นรัฐที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการค้า

    – ติดตามและประเมินนโยบายของรัฐบาลในระดับรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย

    – ส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    – สนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดอินเดียในแต่ละรัฐ

    บทสรุป

    การเลือกตั้งระดับรัฐของอินเดียในปี 2569 สะท้อนถึงพลวัตทางการเมืองที่มีความสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะในรัฐทมิฬนาฑูและปูดูเชอรี่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอินเดียตอนใต้

    แม้พรรคการเมืองหลักยังคงมีความได้เปรียบ แต่การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและความหลากหลายทางการเมือง อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการกำหนดกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดอินเดียอย่างเหมาะสม

    References 

    1. Reuters. (2026). India State Elections Coverage and Political Analysis

    2. The Economic Times. (2026). Tamil Nadu and Puducherry Election Updates

    3. BusinessLine (The Hindu Group). (2026). State-Level Economic and Political Developments in India

    4. Election Commission of India. (2026). Official Election Schedule and Procedures

    5. Fitch Solutions (BMI Research). (2026). India Political Risk and State-Level Policy Outlook

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qtslel7qru26g6ucdtrwm51k&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_eyBL2t14xtg7Dnjda-VD

  • สถานการณ์การเพิ่มขึ้นของโรคเบาหวานและภาวะก่อนเบาหวานในกลุ่มวัยทำงานของอินเดีย  และนัยต่อระบบเศรษฐกิจและสาธารณสุข

    สถานการณ์การเพิ่มขึ้นของโรคเบาหวานและภาวะก่อนเบาหวานในกลุ่มวัยทำงานของอินเดีย และนัยต่อระบบเศรษฐกิจและสาธารณสุข

    สถานการณ์ด้านสาธารณสุขของสาธารณรัฐอินเดียในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของโรคเบาหวาน (Diabetes) และภาวะก่อนเบาหวาน (Pre-diabetes) โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรวัยทำงาน ซึ่งถือเป็นกำลังหลักของระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    จากรายงานของสถาบันด้านสาธารณสุขและเครือข่ายโรงพยาบาลชั้นนำของอินเดีย อาทิ Apollo Hospitals ตลอดจนการประเมินของหน่วยงานวิจัยระดับประเทศ พบว่าแนวโน้มดังกล่าวมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านวิถีชีวิตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โรคเบาหวานกลายเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases: NCDs) ที่มีผลกระทบต่อผลิตภาพแรงงาน ต้นทุนด้านสาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

    สถานการณ์และแนวโน้มสำคัญ

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า อินเดียมีผู้ป่วยโรคเบาหวานมากกว่า 77 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 134 ล้านคนภายในปี 2588 (2045) ขณะเดียวกัน มีประชากรกว่า 130 ล้านคนอยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการพัฒนาเป็นโรคเบาหวานในอนาคต

    ทั้งนี้ มีการประเมินว่า ประชากรผู้ใหญ่ในสัดส่วนที่สูงเป็นโรคเบาหวาน และอีกจำนวนมากอยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน โดยมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยยังไม่ได้รับการวินิจฉัย

    แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงหลังปี 2553 เป็นต้นมา ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการขยายตัวของเมือง (Urbanization) และการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการดำรงชีวิตของประชากร

    ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุสำคัญ

    การเพิ่มขึ้นของโรคเบาหวานในกลุ่มวัยทำงานมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบัน โดยปัจจัยสำคัญ ได้แก่

    ž ลักษณะการทำงานที่ต้องนั่งเป็นเวลานาน (Sedentary lifestyle)

    ž การบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสีในปริมาณสูง

    ž ความเครียดจากการทำงานและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

    ž การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการใช้หน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานาน

    ž ปัจจัยทางพันธุกรรมของประชากรเอเชียใต้ที่มีความเสี่ยงสูง

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

    การเพิ่มขึ้นของโรคเบาหวานส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศ กล่าวคือ

    ž ต้นทุนด้านสาธารณสุขเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ž ผลิตภาพแรงงานลดลงจากภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง

    ž ความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคหัวใจ ไตวาย และภาวะสูญเสียการมองเห็น

    ž ภาระต่อระบบสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว

    โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งเป็นกำลังหลักของภาคการผลิตและบริการ อาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    แนวทางการป้องกันและการดูแลรักษา

    แม้โรคเบาหวานจะเป็นปัญหาสำคัญ แต่สามารถป้องกันและควบคุมได้ผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเหมาะสม ได้แก่

    ž การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 30 นาทีต่อวัน

    ž การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

    ž การบริโภคอาหารที่สมดุล เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ผักใบเขียว และโปรตีนคุณภาพ

    ž การลดการบริโภคอาหารแปรรูป น้ำตาล และไขมันในปริมาณสูง

    ž การบริหารจัดการความเครียด และการพักผ่อนอย่างเพียงพอ

    ž การตรวจสุขภาพและคัดกรองโรคอย่างสม่ำเสมอ

    ในด้านการรักษา มีการใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เช่น Metformin รวมถึงการใช้อินซูลินในกรณีจำเป็น ตลอดจนการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ เช่น ระบบติดตามระดับน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่อง (Continuous Glucose Monitoring: CGM) มาใช้มากขึ้น

    ศักยภาพด้านการรักษาในอินเดีย

    อินเดียมีระบบสาธารณสุขที่มีศักยภาพในการรองรับการรักษาโรคเบาหวานได้อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น เมืองเจนไน ซึ่งมีสถานพยาบาลชั้นนำ อาทิ Apollo Hospitals, Fortis Healthcare และ MIOT International ที่ให้บริการด้านการวินิจฉัย การรักษา และการบริหารจัดการโรคอย่างครบวงจร

    โอกาสของประเทศไทยและแนวทางความร่วมมือไทย–อินเดีย

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพเชิงตลาดที่สำคัญสำหรับประเทศไทยในการขยายสินค้าและบริการด้านสุขภาพ ทั้งในมิติของการป้องกันและการรักษาโรค โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรวัยทำงานของอินเดีย ซึ่งมีขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในด้านสินค้า ประเทศไทยมีศักยภาพในการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ อาทิ อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic Index: GI) อาหารฟังก์ชัน เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ รวมถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเสริมที่มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ตลอดจนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาล อุปกรณ์ติดตามสุขภาพ และเทคโนโลยีด้านสุขภาพดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในเขตเมืองของอินเดียที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น

    ในด้านบริการ ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านบริการทางการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical and Wellness Tourism) ซึ่งมีศักยภาพในการดึงดูดผู้ป่วยชาวอินเดียที่ต้องการเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานสูง ตลอดจนสามารถพัฒนาความร่วมมือกับสถานพยาบาลในอินเดียในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases: NCDs) และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

    ในเชิงยุทธศาสตร์ ไทยและอินเดียสามารถส่งเสริมความร่วมมือในระดับรัฐต่อรัฐ (State-to-State cooperation) โดยเฉพาะในรัฐที่มีศักยภาพสูง เช่น รัฐทมิฬนาฑู ผ่านการดำเนินความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ การจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพในสถานประกอบการ (Workplace Wellness Program) ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเป็นระบบ

    บทสรุป

    สถานการณ์การเพิ่มขึ้นของโรคเบาหวานและภาวะก่อนเบาหวานในอินเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน สะท้อนถึงความท้าทายด้านสาธารณสุขที่มีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

    ทั้งนี้ แม้ว่าอินเดียจะมีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่เข้มแข็ง แต่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกัน ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ และการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกอย่างเป็นระบบ

    ในอีกมิติหนึ่ง สถานการณ์ดังกล่าวยังเปิดโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทยในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าและบริการด้านสุขภาพ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    แหล่งอ้างอิง

    1. BusinessLine (The Hindu Group). (2026). Health and Lifestyle Trends in India

    2. Reuters. (2026). India Public Health and Diabetes Reports

    3. The Economic Times. (2026). Rising Diabetes Cases and Economic Impact in India

    4. Apollo Hospitals. (2026). Health of the Nation Report

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/w3pm3jezplyf6xa0pv2zpmtn&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aiI18n9r_oMIkPy_7pCfw

  • เร่ง  “คนละครึ่งพลัส” ชูแพ็กเกจใหม่ใหญ่กว่าเดิม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    เร่ง “คนละครึ่งพลัส” ชูแพ็กเกจใหม่ใหญ่กว่าเดิม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/114778&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11TXjMi4gBQVSTKBSM-Y4C

  • บันทึกหน้า 4

    บันทึกหน้า 4

    ทำงานที่บ้าน ลดการเดินทาง แต่ในขณะเดียวกัน เขาขับเครื่องบินส่วนตัวลงพื้นที่แล้วก็ไปยกดาบขอพรให้ “น้ำมันถูกลง” ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน คัดค้าน ‘คนละครึ่งพลัส’ บอกว่า “เวลานี้ต้องเยียวยาประชาชนก่อน หลายประเทศก็แจกเงินเลย เรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจเอาไว้หลังสุด” นี่แหละตรรกะพรรคส้ม ย้อนแย้งตัวเองตลอด ถ้ารัฐบาลแจกเงินก็คงโดนด่าอีกล่ะ เป็นนายกฯ ในยามวิกฤต นอกจากต้องหาแนวทางให้บ้านเมืองรอดแล้ว จะพูด จะทำอะไร ก็มักถูกจับผิดได้ง่ายๆ

    หลังสหรัฐประกาศหยุดยิง 2 สัปดาห์ แต่กำลังจะบานปลายกว่าเดิม เกิดข้อพิพาทกับสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เรียกพระสันตะปาปาว่า “อ่อนแอเรื่องอาชญากรรม และแย่มากในเรื่องนโยบายต่างประเทศ” ก่อนหน้านั้นพระองค์ได้ประณามคำขู่ของทรัมป์ที่จะทำลาย “อารยธรรมทั้งหมด” ในอิหร่าน “ไม่อาจยอมรับได้อย่างยิ่ง” เป็น “การคุกคามต่อประชาชนทั้งชาติ” ส่วนการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ได้เพิ่มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีน ล่าสุด ปธน.สี จิ้นผิง ได้เสนอแนวทางสร้างสันติภาพในตะวันออกกลางระหว่างการพบปะกับ มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด แห่งอาบูดาบี 4 ข้อ 1.หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 2.การพัฒนาโครงสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน 3.การยึดมั่นต่อหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ และ 4.ต้องไม่บังคับใช้แบบเลือกปฏิบัติ จีนคงทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของ ปธน.ทรัมป์ เหมือนคนวิกลจริตที่เป็นภัยอันตรายต่อชาวโลก หากนานาชาติไม่อยากให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 และสงครามนิวเคลียร์ คงต้องช่วยกันหามทรัมป์ลงจากอำนาจโดยด่วน0

    เมื่อโลกเกิดวิกฤตรอบด้าน ประเทศที่โครงสร้างเปราะบางจะได้รับแรงกระแทกมากกว่าใคร ทำให้ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สื่อสารผ่านมือขวานายทุนคนสำคัญคุยกับฝ่ายทหารไทยในเขตกัมพูชา บอกว่า ฮุน เซน มีท่าทีอ่อนลงแล้ว พร้อมบอกว่า เสียใจที่เกิดเรื่องคลิป “อังเคิล” แต่ไม่ได้ยอมรับว่าเป็นคนปล่อยคลิป และเสียใจที่ทำให้เกิดการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังฝากบอกว่าเขาจะลดบทบาทแลกขอแผ่นดินคืนและเปิดด่านอีกครั้ง เช่นเดียวกัน นายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา กล่าวว่า กัมพูชาจะแก้ไขข้อพิพาททางพรมแดนกับประเทศไทยผ่านการหารือโดยตรงและการเจรจาทวิภาคี จากเดิมได้ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลก แต่ กองทัพเรือไทยยืนกรานว่า “ยังคงยึดนโยบายเดิมของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด การจะเปิดด่านหรือไม่ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ครอบคลุมรอบๆ ด้าน เพราะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย โดยเฉพาะยึดเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก” ท่าทีกัมพูชาอ่อนลง เพราะเห็นแล้วว่าแสนยานุภาพของกองทัพไทยเหนือกว่าและต้องพึ่งพาสินค้าไทย ก็ต้องให้กัมพูชาล้างธุรกิจสีเทา-สแกมเมอร์ให้หมดก่อนค่อยมาคุยกัน0

    กรณี พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงผลการสอบสวน น.อ.มนตรี โตประเสริฐ นายทหารสังกัด กอ.รมน. ที่ให้ยืมรถราชการเอาไปก่อเหตุยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ (ปช.) ซึ่งช่วงหนึ่งได้ปิดไมค์ตอบสื่อมวลชนว่า “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ประโยคดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุด พล.ท.นรธิป ชี้แจงว่า “เป็นการพูดในเชิงวิเคราะห์ด้านยุทธวิธีเท่านั้น ผมมองว่าหากเป็นการปฏิบัติการของมืออาชีพที่มีเจตนาเอาชีวิตจริง เป้าหมายไม่ควรจะรอดพ้นไปได้โดยไม่มีรอยขีดข่วน” ก็น่าสงสัยเหมือนกัน 1 ใน 5 ของทีมมือปืน คือ เรือเอกวิโรจน์ เกตุมณี อดีตนาวิกโยธิน หน่วย RECON และเป็นครูฝึกยิงปืนด้วย ไม่น่าทำพลาดหรือแค่จะสั่งสอนเท่านั้น พรรค ปช.ออกแถลงการณ์ จี้คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ไม่ปล่อยคนผิดลอยนวล หวังนายกฯ ลงพื้นที่ 17 เม.ย.นี้ สร้างความยุติธรรมแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ทั้งที่รู้ดีว่าคดีนี้ชนวนเหตุมาจากปมแค้นทางการเมือง มากกว่าปัญหาชายแดนใต้ อยู่ที่ว่าจะสาวถึง “ผู้บงการ” ระดับไหน?…0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/980116/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TIU701-lJDmdTvHGlI235

  • อสังหาฯ จี้

    อสังหาฯ จี้

    สมาคมบ้านจัดสรรชงรัฐบาล “อนุทิน 2” ต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง 0.01% และผ่อนคลาย LTV อีก 1-2 ปี

       ในปี 2569 ตลาดที่อยู่อาศัยไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยากโดยเฉพาะความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติของภาคส่งออก เครื่องยนต์หลักของประเทศ ที่อาจชะลอตัว กดดันให้มีการปรับลดคาดการณ์ GDP ลง ขณะเดียวกันยังซ้ำเติมด้วยแรงกดดันด้านราคาพลังงาน ราคาสินค้า และต้นทุนก่อสร้างที่ทยอยปรับสูงขึ้น

       หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดยเฉพาะภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่ทรงตัวในระดับ สูงยังคงเป็นคอขวดสำคัญ ฉุดรั้งกำลังซื้อ และกระทบต่อการตัดสินใจซื้อรวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในภาพรวมในขณะที่ภาคเอกชน เตรียมเสนอรัฐบาล

       นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรเปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า สมาคมฯเตรียมเสนอมาตรการต่อรัฐบาลอนุทิน2 ซึ่งเป็นข้อเสนอเร่งด่วน ได้แก่ขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาขยายระยะเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% จากเดิมที่จะสิ้นสุดในช่วงกลางปีนี้ ออกไปอีก 1-2 ปี ขณะเดียวกัน ได้เสนอธนาคารแห่งประเทศไทยขยายระยะเวลามาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV (Loan to Value) ซึ่งจะครบกำหนดในช่วงกลางปีนี้ ออกไปอีก 1-2 ปี นอกจากนี้ขอให้กระทรวงมหาดไทย (กรมที่ดิน) ขยายระยะเวลาในกฎหมาย “ทรัพย์อิงสิทธิ” จาก 30 ปี เป็น 60 ปีเป็นการจัดระเบียบการถือครองให้เป็นระบบ โปร่งใส และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายไทย ลดการใช้โครงสร้างนิติกรรมอำพราง เพิ่มภาษีต่างชาติช่วยดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันขอให้ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นระยะเวลา 1-2 ปี เนื่องจากต้นทุนการพัฒนาโครงการที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา การลดภาษีชั่วคราวจะช่วยบรรเทาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง และเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถชะลอการปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัย ส่งผลดีต่อผู้บริโภคและเสถียรภาพของตลาดโดยรวม ทั้งนี้ นายสุนทรมองว่า ข้อเสนอดังกล่าว เป็นมาตรการระยะสั้นถึงกลางที่มุ่ง “พยุงตลาดิกระตุ้นก ลังซื้อิเสริมสภาพคล่อง” ควบคู่กัน

       นอกจากนี้จะเสนอเพิ่มเติม “ข้อเสนอเชิงโครงสร้าง” เพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐบาล โดยมุ่งยกระดับทั้ง “อุปสงคิ์อุปทานิเสถียรภาพระบบการเงิน” ในระยะกลางถึงยาว ดังนี้

       1) มาตรการ Consolidated Debt (การรวมหนี้เพื่อฟื้นศักยภาพผู้ซื้อ) หน่วยงานหลักคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงิน การผลักดันมาตรการ “รวมหนี้” (Consolidated Debt) ให้ครอบคลุมหนี้ที่ไม่มีหลักประกันและหนี้ระยะสั้นอื่น ๆ ของประชาชน ให้นำมารวมเป็นสินเชื่อระยะยาวที่มีภาระผ่อนต่อเดือนลดลง และเอื้อต่อการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพราะปัจจุบันประชาชนจำนวนมากมีภาระหนี้กระจัดกระจาย ส่งผลให้ไม่ผ่านเกณฑ์ DSR (Debt Service Ratio) แม้จะมีกำลังผ่อนจริง การรวมหนี้จะช่วย “คืนความสามารถในการกู้”ให้กับกลุ่ม Real Demand เพิ่มโอกาสการมีที่อยู่อาศัย และลดความเสี่ยงหนี้เสียในระบบโดยรวม

       2) โครงการ Mortgage Guarantees (การค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย)เป็นการเพิ่มบทบาท บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ร่วมกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และสถาบันการเงินเสนอให้จัดตั้งหรือขยายโครงการ “ค้ ประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย” สำหรับผู้มีรายได้ปานกลาง-ล่าง และ First Jobber ที่มีศักยภาพ แต่ขาดเงินดาวน์หรือมีความเสี่ยงด้านเครดิตเพราะกลุ่มดังกล่าวเป็น Real Demand ขนาดใหญ่ แต่ถูกปฏิเสธสินเชื่อในอัตราสูง การมีหน่วยงานรัฐช่วยค้ำประกันบางส่วน จะช่วยลดความเสี่ยงของธนาคาร ทำให้ระบบสินเชื่อเปิดกว้างขึ้น โดยยังคงวินัยทางการเงิน และช่วยให้ตลาดเติบโตอย่างมีคุณภาพ

       3) Green Loan for Green Housing & Low Income Segment Housing (สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสีเขียว และกลุ่ม ชนชั้นกลางล่าง) ถึงธนาคารแห่งประเทศไทย, กระทรวงการคลัง สถาบันการเงิน และ IFC WorldBank ส่งเสริมสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษสำหรับโครงการและผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่ผ่านมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงาน เช่น บ้านประหยัดไฟ บ้านติดตั้ง Solar Roof หรือใช้วัสดุลดคาร์บอนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายพลังงานระยะยาวให้ประชาชนสนับสนุนเป้าหมาย ESG และ Net Zero ของประเทศเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่อยู่อาศัยกลุ่มราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทสอดคล้องกับแนวโน้มการเงินโลกที่ให้ความสำคัญกับ Green Finance และ

       4) การปรับลดขนาดที่ดินจัดสรรขั้นต่ำ (Regulatory Reform)ถึงกรมที่ดิน ภายใต้ กระทรวงมหาดไทยทบทวนและปรับลด “ขนาดแปลงที่ดินขั้นต่ ของ บ้านเดี่ยวบ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ ในโครงการจัดสรร” เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและ ขนาดครอบครัวของคนรุ่นใหม่เพิ่มความคล่องตัวให้ผู้ประกอบการ ช่วยให้เกิด Supply ในระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้นสอดรับกับการพัฒนาเมือง (Urbanization) และการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพลดต้นทุนที่ดินต่อหน่วย ทำให้ราคาบ้านเหมาะสมกับกำลังซื้อ

       ภาพรวมเชิงนโยบายของข้อเสนอเพิ่มเติมทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นการ “แก้เชิงโครงสร้าง” ควบคู่กับมาตรการระยะสั้นก่อนหน้า โดยครอบคลุมทั้งฝั่งประชาชน เพิ่มความสามารถในการซื้อฝั่งสถาบันการเงิน ลดความเสี่ยงฝั่งผู้ประกอบการ เพิ่มความคล่องตัวและลดต้นทุนและเป้าหมายประเทศ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

       นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทยระบุว่า สมาคมเสนอรัฐบาลใหม่ต่ออายุมาตรการดังกล่าวออกไปจนกว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวดีขึ้น รวมถึงการขยายระยะเวลาเช่าทรัพย์อิงสิทธิ จาก 30 ปีเป็น 60 ปี ขณะเดียวกัน ที่ต้องการสนับสนุนคือ การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง50 % เนื่องจากกำลังซื้อหดตัว ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่สูง

       สอดคล้อง นายหัสกร บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า แม้ตลาดที่อยู่อาศัยยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ก็มีปัจจัยบวกที่ช่วยประคองสถานการณ์ โดยเฉพาะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ระดับ 1% ช่วยลดภาระการผ่อนชำระต่อเดือนและทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสกู้ผ่านได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันมีแนวโน้มว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะขยายมาตรการผ่อนคลาย LTV ต่อไป

       ด้านอุปทานใหม่ในตลาดก็เริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายลดการเปิดตัวโครงการใหม่และหันมาเน้นการระบายสต็อกเดิมมากขึ้นช่วยลดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีเสียงสนับสนุนเพียงพอช่วยให้เกิดเสถียรภาพต่อการวางนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยประคับประคองและเพิ่มโอกาสให้ตลาดที่อยู่อาศัยค่อยๆ ฟื้นตัวได้ในระยะถัดไป

       โดยมองว่าในปี 2569 ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อช่วยประคับประคองตลาดให้สามารถผ่านแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศไปได้ จึงอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ควบคู่ไปกับการขยายระยะเวลาผ่อนคลายมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ LTV ออกไปเพิ่มเติม

       เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในตลาด ขณะเดียวกันยังเห็นว่าภาครัฐควรสนับสนุนให้การซื้อที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หรือที่เรียกว่าแนวคิด “ซื้อบ้านแก้หนี้” โดยเปิดโอกาสให้ผู้กู้สามารถนำวงเงินกู้ส่วนเพิ่มประมาณ 10% ซึ่งเดิมกำหนดไว้สำหรับการตกแต่งบ้าน มาปรับวัตถุประสงค์เป็นการปิดหนี้เดิมที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือหนี้ผ่อนรถยนต์ เพื่อเปลี่ยนหนี้ที่ไม่มีหลักประกันให้กลายเป็นหนี้ที่มีบ้านเป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน

       “แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดภาระการผ่อนชำระรายเดือนของประชาชนได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งลดความเสี่ยงการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ในระบบการเงิน โดยเป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้โดยที่ภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมแม้แต่บาทเดียว”

       เช่นเดียวกับค่ายใหญ่ นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ศุภาลัย แสดงความมั่นใจว่าภาครัฐจะต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ เช่น การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม

       ประเด็นสำคัญ ภาคอสังหาริมทรัพย์ผลักดันให้ต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอน และจดจำนองเหลือ 0.01 % มาตรการลดค่าครองชีพ รัฐบาลดำเนินการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ที่มองว่าแนวโน้มการต่ออายุมาตรการมีขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

       นี่คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับฟัง!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470744&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bX9wGiIhNpvO_uYezniob

  • เงินเฟ้อฝรั่งเศสเดือนมี.ค. พุ่ง 1.7% เซ่นพิษราคาพลังงานโลกทะยาน : อินโฟเควสท์

    เงินเฟ้อฝรั่งเศสเดือนมี.ค. พุ่ง 1.7% เซ่นพิษราคาพลังงานโลกทะยาน : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) เปิดเผยเมื่อวันพุธ (15 เม.ย.) ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของฝรั่งเศสในเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากระดับ 0.9% ในเดือนก.พ.

    สาเหตุหลักที่ดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นมาจากราคาพลังงานที่ทะยานขึ้นถึง 7.4% เทียบรายปี (จากที่เคยลดลง 2.9% ในเดือนก.พ.) ซึ่งเป็นผลพวงจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

    สำหรับราคาภาคบริการขยับขึ้นเล็กน้อยแตะระดับ 1.7% เทียบรายปี (เทียบกับ 1.6% ในเดือนก่อนหน้า) ส่วนราคายาสูบเพิ่มขึ้น 3.2% เร่งตัวขึ้นจากที่เพิ่มขึ้น 3% ในเดือนก.พ.

    เมื่อพิจารณาเป็นรายเดือน ดัชนี CPI เดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 1.0% เทียบกับ 0.6% ในเดือนก.พ. โดย INSEE ระบุว่ายังคงเป็นผลจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น 8.9% เทียบรายเดือน (จากที่ขยับขึ้น 0.3% ในเดือนก.พ.) โดยเฉพาะราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ทะยานขึ้นถึง 17.1% ภายในเดือนเดียว (จากที่เพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนก่อนหน้า)

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนมี.ค. ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.1% จากระดับ 0.9% ในเดือนก.พ.

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันแพงอันเกิดจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รัฐบาลฝรั่งเศสได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องที่ให้ลดภาษีเป็นการทั่วไป โดยให้เหตุผลเรื่องข้อจำกัดทางการคลังและประสิทธิภาพของนโยบาย แต่เลือกใช้มาตรการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าไปที่ภาคการขนส่ง เกษตรกรรม และประมงแทน ควบคู่กับการเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจขนาดเล็กผ่านโครงการสินเชื่อที่รัฐค้ำประกัน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585226&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r4OEvawajf3D5Dvbqd2Sw

  • คนไทยอ่วม! แบกเพิ่มต้นทุนชีวิต 3.3 พันบาท/เดือน ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง-ก่อสร้าง กระอักถ้วนหน้า

    คนไทยอ่วม! แบกเพิ่มต้นทุนชีวิต 3.3 พันบาท/เดือน ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง-ก่อสร้าง กระอักถ้วนหน้า

    น้ำมันแพงติดลมบน ซ้ำเติมต้นทุนชีวิตคนไทยพุ่งเฉลี่ยกว่า 3,300 บาทต่อเดือน กำลังซื้อหด เงินเฟ้อจ่อแตะ 5-6% นักวิชาการชี้ “ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง” รับผลกระทบหนักสุด ก่อสร้างแบกอ่วมต้นทุน จี้รัฐขยายอายุสัญญา-คืนค่า K เที่ยวในประเทศหงอย ธุรกิจร้านอาหารลดโอที คนตกงานเพิ่ม ชี้แรงกว่าโควิด

    แรงกระแทกราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 กำลังส่งผ่านผลกระทบไปยังทุกมิติของเศรษฐกิจไทย ทั้งต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อราคาดีเซลขยับจาก 29.94 บาทต่อลิตร ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สู่ระดับกว่า 50 บาทต่อลิตรก่อนหน้านี้(ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 44 บาท) กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่ม “แผ่ว” ลงอย่างชัดเจน

    รองศาสตราจารย์ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การปรับขึ้นของราคาดีเซลกว่า 68% ในช่วงเวลาอันสั้นก่อนหน้านี้(จากระดับ 29.94 บาท ไปอยู่ที่ระดับ 50 บาทต่อลิตร) ได้สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง และกำลังผลักต้นทุนชีวิตของคนไทยให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    คนไทยอ่วม! แบกเพิ่มต้นทุนชีวิต 3.3 พันบาท/เดือน ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง-ก่อสร้าง กระอักถ้วนหน้า

    • แบกเพิ่มค่าครองชีพ 3,300 บาท/เดือน

    จากการประเมินผลกระทบ พบว่า การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันทุก 1% จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าเฉลี่ย 0.2% เมื่อราคาดีเซลเพิ่มขึ้น 68% จึงทำให้ราคาสินค้าโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นราว 14% ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3,317 บาทต่อเดือน ภายใต้รายได้เฉลี่ย 29,030 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้เงินคงเหลือก่อนหักหนี้ลดลงจาก 5,335 บาท เหลือเพียง 1,118 บาท หรือลดลงกว่า 4,200 บาท สะท้อนกำลังซื้อที่หดตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่ภาระหนี้ยังคงอยู่ในระดับเดิม

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ครัวเรือนไทยจำนวนมากต้องเผชิญภาวะ “รายได้เท่าเดิม แต่รายจ่ายพุ่ง” ส่งผลให้ไม่สามารถลดภาระหนี้ และเสี่ยงเข้าสู่ภาวะหนี้เรื้อรังมากขึ้น

    • “ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง” เจ็บหนักสุด

    ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานไม่ได้กระจายเท่ากันในทุกกลุ่มอาชีพ โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ เกษตรกร แรงงานนอกระบบ และภาคขนส่ง ซึ่งในภาคเกษตร โดยเฉพาะชาวนา ต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากทั้งราคาน้ำมันและปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนต่อไร่เพิ่มขึ้น 562.7 บาท จาก 4,833 บาท เป็น 5,395.7 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 11% หากคิดการทำนา 18 ไร่ต่อรอบ จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมากกว่า 10,128 บาท

    ขณะเดียวกัน ชาวนายังต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอีกเดือนละกว่า 3,317 บาท ทำให้ตกอยู่ในภาวะ “ต้นทุนสูง-รายได้ลด” หรือที่เรียกว่า “สภาพแซนวิช” เสี่ยงขาดทุนทั้งระบบ

    ด้านแรงงานนอกระบบ เช่น วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ และไรเดอร์ จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 118 บาทหรือสัปดาห์ละ 829 บาท หรือเดือนละ 3,317 บาท ส่งผลโดยตรงต่อรายได้สุทธิที่ลดลง

    อีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจน คือ “ชนชั้นกลางในเมือง” ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว และประชาชนทั่วไปที่พึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะ โดยข้อมูลพบว่า รถยนต์ดีเซลมีการใช้น้ำมันเฉลี่ยราว 90 ลิตรต่อเดือน ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มจากประมาณ 2,694 บาท เป็น 4,548 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นถึง 1,854 บาทต่อเดือน สะท้อนภาระต้นทุนการเดินทางที่พุ่งขึ้นทันทีตามราคาน้ำมัน

    ขณะที่ผู้ใช้รถโดยสาร เรือด่วน และเรือคลองแสนแสบ แม้ค่าโดยสารจะถูกควบคุม แต่ยังมีแนวโน้มปรับขึ้นราว 10% ส่งผลให้ค่าเดินทางเพิ่มจาก 1,100 บาท เป็น 1,210 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้น 110 บาท ซึ่งแม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก แต่เมื่อรวมกับค่าครองชีพด้านอื่นที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน ทำให้ครัวเรือนต้องลดการใช้จ่ายด้านอื่นลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ส่วนผู้ประกอบการค้าปลีกและพ่อค้าแม่ค้า ต้องเผชิญต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง ทำให้รายได้หดตัว กลายเป็นแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน

    • เงินเฟ้อจ่อ 5-6% สินค้า-ขนส่งขึ้นแรง

    แรงกดดันจากราคาน้ำมันเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหมวดอาหารที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 12-18% และหมวดขนส่งที่เพิ่มขึ้น 15-25% ขณะที่หมวดวัสดุก่อสร้างและบริการได้รับผลกระทบในระดับรองลงมา โดยเพิ่มขึ้น 3-12% ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มอยู่ที่ 4.9-5.8% แรงเงินเฟ้อดังกล่าวจะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในระยะถัดไป

    • ชาวนากระอักหยุดทำนาชั่วคราว

    สอดคล้องกับ นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่เผยว่า จากราคาน้ำมันดีเซลก่อนหน้านี้อยู่ที่ระดับประมาณ 30 บาทต่อลิตร ปัจจุบันพุ่งขึ้นมาอยู่ในระดับเกือบ 50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนของชาวนา ทั้งค่ารถไถนา ค่าสูบน้ำ ค่าปุ๋ยเคมี ค่าเกี่ยวข้าว ค่าขนส่ง และค่าอื่น ๆ พุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของชาวนาเดิมเคยเฉลี่ยที่ 6,500-7,000 บาทต่อไร่ เวลานี้เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 7,000 บาทต้น ๆ ต่อไร่ ยอมรับว่าตอนนี้ชาวนาเริ่มไปไม่ไหว

    “เวลานี้ชาวนาในหลายพื้นที่ได้หยุดทำนา เพราะแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นมากไม่ไหว ขณะที่ชาวนาส่วนใหญ่ได้ผลผลิตไม่ถึง 1 ตันต่อไร่ ขายได้แค่ 5,000-6,000 บาทต่อตัน ทั้งนี้ผมขอรัฐบาลเร่งด่วนใน 5 เรื่องคือ 1. ราคาน้ำมัน 2. ราคาปุ๋ยและยาที่ต้องลดลง 3. มีแหล่งน้ำเพียงพอ 4. มีเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกร และ 5. ราคาข้าวชาวน่าต้องอยู่ได้ และมีกำไรบ้าง” นายปราโมทย์ กล่าว

    • คนไทยจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มวันละ 1.4 พันล้าน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากราคาน้ำมันดีเซลพุ่งจากระดับประมาณ 30บาทต่อลิตรก่อนช่วงเกิดสงคราม เพิ่มเป็น 50 บาทต่อลิตร (+68%) ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องจากต้นทุนขนส่งที่เพิ่มทันที

    ผู้ประกอบการระบุ ค่าขนส่งเพิ่ม 20-40% ดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น หมู ไข่ น้ำมันปาล์ม และเครื่องปรุง ปรับขึ้นเฉลี่ย 10-30% ขณะที่ร้านอาหารรายย่อย เช่นร้านขายข้าวแกง และร้านอาหารตามสั่งจำเป็นต้องขึ้นราคา 5-10 บาทต่อจาน หรือปรับลดปริมาณเพื่อประคองยอดขาย ด้านผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เผชิญแรงกดดันหนัก เหตุค่าอาหารกินสัดส่วนรายได้สูง ทำให้เริ่มลดการบริโภค และหันไปเลือกสินค้าราคาถูกลง ส่งผลให้กำลังซื้อโดยรวมอ่อนตัว

    ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยว่า จากสถานการณ์น้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเพียง 1 เดือน ทำให้ประชาชนแบกรับภาระเพิ่มค่าน้ำมันราว 1,400 ล้านบาทต่อวัน หรือ 42,000 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งนี้ในทุก 1 บาทที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นต่อลิตร จะดันเงินเฟ้อสูงขึ้นราว 0.3%

    • คนรากหญ้าอ่วมควักจ่ายเพิ่ม

    แหล่งข่าวร้านโชห่วยรายหนึ่ง ย่านบางกะปิ เผยว่า การปรับราคาสินค้าขึ้นในครั้งนี้กระทบมาก เพราะมีการปรับราคาในหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม เบียร์ ของใช้ ข้าวสาร อาหารแห้ง ซึ่งร้านค้าเองก็ได้รับผลกระทบ ประชาชนเองก็ได้รับผลกระทบ เพราะสินค้าบางประเภทขาดแคลน ไม่มีจำหน่าย หรือมีจำหน่ายก็ราคาสูงขึ้น เช่น ถุงพลาสติก น้ำดื่ม น้ำปลา น้ำตาล น้ำมันปาล์ม

    สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนต้องจ่ายเงินซื้อสินค้ามากขึ้น แต่ได้ของเท่าเดิม ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ที่น้ำมันราคาแพง ของขาดตลาด เนื้อหมู เนื้อไก่ราคาสูงขึ้น แน่นอนว่าย่อมทำให้ร้านค้าต่างๆ อยู่ไม่ได้ ก็ต้องปรับราคาสินค้าขึ้นไปอีก กระทบกับประชาชนเพิ่มขึ้นอีก

    ด้านร้านอาหารตามสั่ง “เจ๊เกศ” กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนขึ้นจำนวนมาก จากเดิมที่ซื้อของเข้าร้านทุกวันเฉลี่ย 5,000-6,000 บาท วันนี้ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเป็น 7,000-8,000 บาท ขณะที่รายได้ที่เข้ามายังเฉลี่ย 10,000-11,000 บาทเท่าเดิม หากหักค่าแรงแม่ค้าไปก็แทบไม่เหลือกำไรแล้ว ทำให้ร้านค้าเองก็อยู่ไม่ได้ หากไม่ปรับราคาขึ้น ซึ่งวันนี้ร้านเองยอมรับว่า ต้องปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 5-10 บาทต่อเมนู เช่น ข้าวผัดกระเพราไก่ จาก 45 บาท/กล่อง เป็น 50 บาท/กล่อง หากสั่งไข่ดาวเพิ่มก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 10 บาท เป็นต้น

    • รับเหมาปาดเหงื่อต้นทุนวัสดุก่อสร้างขยับยกแผง

    ด้านภาคก่อสร้างได้รับผลกระทบรุนแรงจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง มีผลต่อต้นทุนค่าก่อสร้างพุ่งสูงจากราคาน้ำมัน โดยนางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่าผลพวงสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากทั้งสภาพคล่องที่มีจำกัด สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ และต้นทุนวัสดุก่อสร้างขยับราคาต่อเนื่องตามต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง ทำให้ผู้รับเหมาหลายรายขอคำปรึกษาว่าจะรับงานต่อไปดีหรือไม่

    ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ยางมะตอยและ Asphalt Concrete ปรับขึ้นมากกว่า 1.5 เท่า, เหล็กเส้น ปรับเพิ่มประมาณ 4–4.5 บาท/กิโลกรัม(กก.) จากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ราคา 19-20 บาท/กก. ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 25 บาท/กก. (ยังไม่รวมค่าขนส่ง) โดยราคาเปลี่ยนแปลงแทบรายวัน บางช่วงโรงงานงดเสนอราคา, ปูนซีเมนต์ผสมเสร็จ (Ready-mix) ปรับขึ้น 300-450 บาท/ลบ.ม. จากเฉลี่ย 2,300 บาท เป็นประมาณ 2,700 บาท/ลูกบาศก์เมตร ส่วนสีทาอาคาร (สีน้ำ) ปรับขึ้นราว 30%, สีน้ำมัน ปรับขึ้นราว 40% และ วัสดุก่อสร้างอื่นๆ ปรับขึ้นไม่น้อยกว่า 15%

    • ต้นทุนขนส่งพุ่ง กระทบซัพพลายเชน

    ขณะที่ค่าขนส่งรถเทรลเลอร์ 30 ตัน ในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 78,000 บาท/เที่ยว เส้นทางเกาะสมุยแตะ 90,000 บาท/เที่ยว หรือปรับเพิ่มเฉลี่ยประมาณ 30,000 บาท/เที่ยว ขณะเดียวกันผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ประสบปัญหาขาดแคลนทั้งวัตถุดิบและรถขนส่ง ส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด

    จากการสำรวจประกาศของ ผู้ผลิตรายใหญ่และสมาคมวิชาชีพในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พบว่าบริษัทน้อยใหญ่ต่างพากันออกหนังสือแจ้งปรับขึ้นราคาสินค้าและค่าบริการ โดยอ้างเหตุผลที่ตรงกันคือต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอยู่ระหว่างการขอความช่วยเหลือรัฐบาลทั้งในเรื่องการขยายอายุสัญญา และการคืนค่า K

    • มู้ดท่องเที่ยวหงอยทัวร์ปรับราคา

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ย ว(แอตต้า) กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบให้การท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่จากสภาวะทางเศรษฐกิจและต้นทุนการเดินทางที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ไม่นิ่งและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนในทุกส่วน ทั้งค่าภาษีน้ำมัน ค่าขนส่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในโรงแรมและร้านอาหารปรับตัวสูงตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาแพ็กเกจทัวร์อาจต้องปรับเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/656588&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lLOn0iutZxgQ1ZH8YzwaF

  • ทิศทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาในปี ค.ศ. 2026 | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    ทิศทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาในปี ค.ศ. 2026 | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    ทิศทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาในปี ค.ศ. 2026 

    ทิศทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาในปี ค.ศ. 2026 

    เวเนซุเอลาเผชิญกับความยากลำบากหลายประการ จากการบริหารภายใต้รัฐบาลที่นำโดยนิโคลัส มาดูโร ในช่วงปีค.ศ. 2014-2020 จีดีพีลดลงอย่างรุนแรงถึงร้อยละ 75 นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2022 เป็นต้นมา สกุลเงินโบลิวาร์สูญเสียมูลค่าไปมากกว่าร้อยละ 9,000 ประเทศติดอยู่ในวงจรภาวะเงินเฟ้อรุนแรงมาอย่างยาวนาน นโยบายการยึดกิจการของเอกชนให้เป็นของรัฐบาล รวมทั้งการคว่ำบาตรจากนานาชาติ ความเหลื่อมล้ำและการโยกย้ายถิ่นฐานของประชากร ส่งผลให้เวเนซุเอลาจมอยู่กับภาระหนี้สินมหาศาล ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจทิศทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา ในปีค.ศ. 2026 ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3, 4]

    ในปีค.ศ. 2026 นี้ การคว่ำบาตรจากต่างชาติที่เคยเป็นมาอย่างยาวนานเริ่มได้รับการผ่อนปรนลงบ้าง แม้จะเป็นการผ่อนปรนอย่างมีเงื่อนไข หลังจากที่นิโคลัส มาดูโร ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง และถูกควบคุมตัวโดยสหรัฐอเมริกา กระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาได้ผ่อนปรนการคว่ำบาตรภาคพลังงาน โดยอนุญาตให้บริษัทพลังงานข้ามชาติดำเนินกิจการด้านน้ำมันและก๊าซในเวเนซุเอลาต่อไป และอนุญาตให้บริษัทต่างชาติทำสัญญาการลงทุนในโครงการน้ำมันและก๊าซกับบริษัทของเวเนซุเอลาได้ 

    การผ่อนปรนดังกล่าวส่งผลให้การส่งออกและการค้าขายน้ำมันของเวเนซุเอลาเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ต้องถูกหักส่วนลด และส่งออกน้ำมันไปยังสหรัฐอเมริกาได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เวเนซุเอลากลับไม่มีอิสระในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจของตนเอง เพราะรายได้จากการขายน้ำมันถูกกำหนดให้ต้องฝากไว้ในบัญชีของกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกา และถูกจำกัดให้ใช้ได้เพียงการซื้อสินค้าของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เวเนซุเอลายังต้องคอยแก้ไขปัญหาจากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระงับสิทธิถอนเงินพิเศษ (SDRs) ของเวเนซุเอลามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 

    จากปัญหาต่าง ๆ ที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนาน หากเราพิจารณาถึงทิศทางความเป็นไปในปีค.ศ. 2026 จะเห็นได้ว่าเวเนซุเอลากำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจ แม้จะฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ยังมีความเปราะบาง เป็นที่คาดการณ์ว่าจีดีพีของเวเนซุเอลาอาจมีการเติบโตประมาณร้อยละ 12-12.1 เป็นสัญญาณดีของการฟื้นตัว หลังจากเศรษฐกิจหดตัวมานานหลายปี โดยเศรษฐกิจจะดีขึ้นได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันที่ได้รับโอกาสมากยิ่งขึ้น การผ่อนปรนการคว่ำบาตรมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้บริษัทยักษ์ใหญ่เริ่มสนใจลงทุน 

    เวเนซุเอลามีทิศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น หากเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า แต่ทั้งนี้ เวเนซุเอลายังต้องจัดการกับปัญหาการเมืองซึ่งขาดเสถียรภาพ ทำให้ต่างชาติเห็นอย่างชัดเจนว่าประเทศพร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตย และยังต้องคอยแก้ไขปัญหาอัตราเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ ค่าเงินที่สูญเสียมูลค่า และการถูกควบคุมด้วยนโยบายของสหรัฐอเมริกา สิ่งที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา และแนวโน้มความเป็นไปของเศรษฐกิจในวันข้างหน้า ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่เราคงต้องคอยติดตามกันต่อไป 

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] Al Jazeera. (February 20, 2026). IMF warns Venezuela’s economy and humanitarian situation is ‘quite fragile’. https://www.aljazeera.com/news/2026/2/20/imf-warns-venezuelas-economy-and-humanitarian-situation-is-quite-fragile

    [2] Americas Quarterly. (April 6, 2026). Venezuela’s economy is accelerating, but will depend on more than oil. https://www.americasquarterly.org/article/venezuelas-economy-is-accelerating-but-will-depend-on-more-than-oil/

    [3] Moleiro, A. (March 27, 2026). Venezuela’s economy trapped between paralysis and inflation. https://english.elpais.com/economy-and-business/2026-03-27/venezuelas-economy-trapped-between-paralysis-and-inflation.html

    [4] Uchoa, P. (January 29, 2026). Latin America at Davos 2026: From building trust, to Venezuela and trade insights. https://www.weforum.org/stories/2026/01/latin-america-davos-2026-trade-venezuela-trust/

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/uncategorized/venezuela-economic/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zTItn_TaiWju3QfLaCwqt

  • ขุนคลังสหรัฐฯ เมิน IMF หั่นเป้าเศรษฐกิจ ยันสหรัฐฯ โตต่อได้ 3-3.5% แม้สงครามอิหร่านพ่นพิษ : อินโฟเควสท์

    ขุนคลังสหรัฐฯ เมิน IMF หั่นเป้าเศรษฐกิจ ยันสหรัฐฯ โตต่อได้ 3-3.5% แม้สงครามอิหร่านพ่นพิษ : อินโฟเควสท์

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง และมีลุ้นโตได้ถึง 3% หรือ 3.5% ในปีนี้ แม้จะได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านก็ตาม

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวเพียง 3.1% ในปี 2569 จากเดิมคาดการณ์ในเดือนม.ค.ที่ระดับ 3.3% โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ทั้งยังคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีการขยายตัว 2.3% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570

    เบสเซนต์มองว่า การที่ IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกนั้นเป็นการตื่นตูมเกินไป

    นอกจากนี้ ขุนคลังสหรัฐฯ ยังให้ความเห็นเรื่องภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยระบุว่าอาจมีการนำกลับมาใช้ในระดับเดิมภายในเดือนก.ค.นี้ หลังจากศาลฎีกาตัดสินเมื่อเดือนก.พ.ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการสั่งเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกโดยอ้างกฎหมายฉุกเฉิน

    เบสเซนต์กล่าวว่า “ภาษีนำเข้าอาจกลับมาอยู่ที่ระดับเดิมได้ในช่วงต้นเดือนก.ค.” เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังผลักดันตัวเลือกต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือการใช้อำนาจตรวจสอบตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585214&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zHYtynlkJWLlUsu1CTbb0