Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 24/05/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 24/05/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/149579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZdSCkb7ZUt9j4GFEex5aY

  • วอร์มนิ้วรอเลย! 25 พ.ค. ลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ – ฟังเสียงชาวบ้าน แห่ไปธนาคาร

    วอร์มนิ้วรอเลย! 25 พ.ค. ลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ – ฟังเสียงชาวบ้าน แห่ไปธนาคาร

    วอร์มนิ้วรอเลย! 25 พ.ค. ลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ 60/40 ผ่านแอปฯเป๋าตัง รับเงิน 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาท – ฟังเสียงชาวบ้าน แห่ไปธนาคารยืนยันตัวตน เปลี่ยนแปลงข้อมูล

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/P4JHgbG5Pms

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/weekend/463566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jgvZHD538pwoj5xYT2e2k

  • ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เลี่ยงยาก เมื่อเศรษฐกิจไทยโตด้วยการก่อหนี้

    ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เลี่ยงยาก เมื่อเศรษฐกิจไทยโตด้วยการก่อหนี้

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pkhQfNLtjtTuiYWvq85vc

  • ชาวชายแดนสุรินทร์พร้อมลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่องจอมที่ซบเซา

    ชาวชายแดนสุรินทร์พร้อมลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่องจอมที่ซบเซา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/149679&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QMSWoK6GECEhBKJrNvkd4

  • “เป๋าตัง” อัปเกรดระบบ 3 แสนรายการต่อวินาที รอรับลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” | เดลินิวส์

    “เป๋าตัง” อัปเกรดระบบ 3 แสนรายการต่อวินาที รอรับลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” | เดลินิวส์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเปิดลงทะเบียนโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง จำนวน 30 ล้านสิทธิ ซึ่งจะเปิดลงทะเบียนตั้งแต่หกโมงเช้า วันที่ 25 พ.ค.เป็นต้นไป โดยรอบนี้คลังได้ปรับปรุงระบบแอปเป๋าตังให้สามารถรองรับการลงทะเบียนได้สูงสุดถึง 300,000 รายการต่อวินาที ซึ่งเผื่อไว้จากสถิติสูงสุดในรอบที่ผ่านมา จึงมั่นใจว่าระบบการลงทะเบียนจะราบรื่นแน่นอน 

    ทั้งนี้ เวลาการเปิดให้ลงทะเบียน เริ่มตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค. 69 ระหว่างเวลา 06.00-22.00 น. ของทุกวัน หรือจนกว่าจะปิดระบบ เพื่อให้ประชาชนเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.–30 ก.ย. 69 สำหรับคุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิ จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  ณ วันที่ 18 พ.ค. 69 รวมถึงต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีตทุกเฟส โดยโครงการนี้รัฐบาลจะช่วยจ่าย 60% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน รวมสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน และได้รับสิทธิสูงสุดตลอดโครงการ 4,000 บาท โดยไม่สามารถนำยอดเงินที่เหลือไปทบในเดือนถัดไปได้

    รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการลงทะเบียน ประชาชนจะต้องดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น โดยผู้ที่เคยได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง พลัส มาก่อน จะต้องอัปเดตแอปพลิเคชันเป็นเวอร์ชันล่าสุด เปิดใช้งาน จี-วอลเล็ต แล้วกดแบนเนอร์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อกดยอมรับเงื่อนไขและยืนยันการลงทะเบียนซึ่งจะรับทราบผลโดยทันที ส่วนผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อนให้ปฏิบัติตามขั้นตอนเดียวกัน และรอการแจ้งผลตอบกลับผ่านระบบแจ้งเตือนบนแอปพลิเคชันภายใน 3 วัน ก่อนจะเริ่มใช้สิทธิในวันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป

    ขณะที่การลงทะเบียนของกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้า หากเป็นร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส อยู่แล้ว สามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ทันที ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.–30 ก.ย. 69 ส่วนร้านค้าใหม่ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการและมีความสนใจ สามารถเดินทางไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.–31 ก.ค. 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5887847/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FK0XSXHl1z9G8mnlSb9Xj

  • ททท. ปรับเกมท่องเที่ยว ดัน “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” หลังตลาดใกล้โตต่อ

    ททท. ปรับเกมท่องเที่ยว ดัน “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” หลังตลาดใกล้โตต่อ

    แม้เศรษฐกิจโลกและการแข่งขันท่องเที่ยวในภูมิภาคจะยังร้อนแรง แต่ตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ยังเป็นแรงขับสำคัญของไทย หลัง 4 เดือนครึ่งแรกปี 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 8.24 ล้านคน โดย “จีน” ยังครองแชมป์ตลาดหลัก พร้อมแรงหนุนจากวันหยุดยาว กระแสคอนเสิร์ต และเทรนด์เที่ยวใกล้แทนญี่ปุ่น ส่งให้ ททท. เร่งปรับเกมสู่ยุค “Value-driven Growth” เน้นดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างรายได้มากกว่าปริมาณคน

    นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-16 พฤษภาคม 2569 ไทยมีนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ หรือกลุ่มเอเชียและแปซิฟิกใต้ เดินทางเข้าประเทศรวม 8.24 ล้านคน แบ่งเป็นตลาดเอเชียตะวันออก 3.73 ล้านคน และตลาดอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ รวม 4.50 ล้านคน

    5 ตลาดหลักที่เดินทางเข้าไทยมากที่สุด ได้แก่ จีน 2.15 ล้านคน มาเลเซีย 1.46 ล้านคน อินเดีย 941,331 คน เกาหลีใต้ 510,000 คน และไต้หวัน 410,785 คน โดย ททท. คาดว่าตลอดปี 2569 ตลาดระยะใกล้จะสร้างนักท่องเที่ยวเข้าไทยได้ราว 21.87 ล้านคน

    “จีน” ยังเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดท่องเที่ยวไทย หลังมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 2.15 ล้านคน เติบโต 18.79% หรือเพิ่มขึ้นกว่า 340,000 คนจากปีก่อน ถือเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคอย่างชัดเจน สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินและที่นั่งบินเข้าไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ขณะที่ “ไต้หวัน” ยังรักษาทิศทางเติบโตได้ดี มีนักท่องเที่ยวสะสม 410,785 คน เพิ่มขึ้น 3.68% และเป็นตลาดที่มีสัดส่วน FIT และ Repeat Visitor สูง โดยทั้งจีนและไต้หวันได้รับแรงหนุนจากช่วงวันหยุดตรุษจีน รวมถึงพฤติกรรม Shift Destination ที่นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนเป้าหมายจากญี่ปุ่นมาเที่ยวไทยมากขึ้น

    ด้าน “อินเดีย” ยังถูกมองเป็นตลาดศักยภาพขนาดใหญ่ หลังมีนักท่องเที่ยวเข้าไทยแล้ว 941,331 คน เพิ่มขึ้น 8.80% ส่วน “เมียนมา” แม้เผชิญข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ภายในประเทศ แต่ยังเติบโตสูงถึง 24.47% หรือราว 291,913 คน โดยส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อรักษาพยาบาล ศึกษาต่อ และติดต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

    ส่วน “ฟิลิปปินส์” มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยแล้ว 244,375 คน เพิ่มขึ้น 2.21% และไทยยังติดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยม Top 10 ของนักท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะฮับท่องเที่ยวสำคัญของเอเชีย

    อีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญของตลาดท่องเที่ยวไทยในปีนี้ มาจากกระแส “Concert Tourism” หลังไทยกลายเป็นจุดหมายจัดคอนเสิร์ต แฟนมีต และแฟนคอนของศิลปิน K-pop และ T-pop ต่อเนื่อง ดึงแฟนคลับจากอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน เดินทางเข้าไทยมากขึ้น โดยเป็นกลุ่มที่มีกำลังใช้จ่ายสูง

    นอกจากนี้ ททท. ยังเดินหน้าทำตลาดเชิงรุก เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ทั้ง Incentive, Golf, Wellness และ Couples ควบคู่โครงการ Thailand Summer Blast ที่สนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำและการตลาดออนไลน์ เพื่อรักษาโมเมนตัมการเดินทางในช่วงฤดูท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม ททท. มองว่าไตรมาส 3 ของปีนี้ ตลาดระยะใกล้อาจทรงตัวถึงขยายตัวเพียงเล็กน้อย แม้จะมีแรงหนุนจากช่วง School Holidays และ Summer Holiday ของหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน เพราะราคาบัตรโดยสารที่ยังสูง อาจทำให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางใกล้บ้านมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันท่องเที่ยวในภูมิภาครุนแรงขึ้นตามไปด้วย

    ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ททท. เตรียมปรับกลยุทธ์จากแนวคิด “Volume Recovery” หรือการเร่งปริมาณนักท่องเที่ยว ไปสู่ “Value-driven Growth” ที่เน้นสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น ทั้งเพื่อเพิ่มรายได้ กระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจท่องเที่ยว และสร้างความได้เปรียบการแข่งขันระยะยาวให้ไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/276180&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O3o-P6o6KFII5Yq1B2Qp9

  • SCB EIC คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 1.7% ชี้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ดันจีดีพีเพิ่ม 0.6%

    SCB EIC คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 1.7% ชี้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ดันจีดีพีเพิ่ม 0.6%

    SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 อยู่ที่ 1.7% (เดิม 1.4%) แต่การเติบโตกระจุกตัวในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกระแส AI และ Digital ประเด็นหลักในการปรับประมาณการครั้งนี้ คือ

    1) พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะมีบทบาทช่วยพยุงเศรษฐกิจปีนี้กลับมาได้ราว 0.6 pp. บนสมมติฐานว่าเม็ดเงินจะแบ่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ปีนี้ 274,000 ล้านบาท คือ แผนงานช่วยเหลือ (เช่น ไทยช่วยไทย พลัส) 198,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพระยะสั้นตั้งแต่เดือน มิ.ย. และแผนงานเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดราว 76,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายสู่เศรษฐกิจได้ในไตรมาสที่ 3-4

    2) การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นตามโมเมนตัมที่ดีในไตรมาสแรก อีกทั้ง ยอดมูลค่าการอนุมัติและการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของ BOI ยังสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับ AI และ Data center

    3) มูลค่านำเข้ามีแนวโน้มสูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งสะท้อนผลของราคานำเข้าที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบโลก

    4) ประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ปรับลดลงอยู่ที่ 31.7 ล้านคน (เดิม 33.2 ล้านคน) ตามจำนวนเที่ยวบินที่ปรับลดลงและตั๋วโดยสารแพงขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัยและความเปราะบางของกำลังซื้อ 

    ทั้งนี้คาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ 1.7% นับว่าชะลอตัวจากปี 2568 ที่ 2.4% และปี 2567 ที่ 2.9% มาก สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิม และแรงกดดันเพิ่มเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2569 มีแนวโน้มเร่งตัวเกินกรอบเป้าหมายอยู่ที่ 3.6% จากที่เคยติดลบ -0.1% ในปีก่อน สะท้อนแรงกดดันจากสงครามที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378977841&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13AyfudDhfBdjw9ZOuZQyR

  • รมช.ดีอี ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    รมช.ดีอี ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดเชียงใหม่
    ติดตามโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของ NT

    วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ บริเวณวัดทรายมูล อำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อติดตามการดำเนินงานของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน เพื่อยกระดับภูมิทัศน์เมือง ความปลอดภัย และคุณภาพการให้บริการประชาชน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายเสกสรรค์ มิตรเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานขายและปฏิบัติการลูกค้า 2 และ นายธนากร ทองใบ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มขายและปฏิบัติการลูกค้าภาคเหนือ คณะผู้บริหาร NT และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ

    โดยมี นายเสกสรรค์ มิตรเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานขายและปฏิบัติการลูกค้า 2  และนายธนากร ทองใบ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มขายและปฏิบัติการลูกค้าภาคเหนือ พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน NT ให้การต้อนรับ  ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ลงพื้นที่บริเวณวัดทรายมูลเมือง รอบคูเมืองด้านใน อำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Single Last Mile ของ NT ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาและจัดระเบียบโครงข่ายสายสื่อสารในพื้นที่เมืองชั้นใน โดยมุ่งเน้นการลดความซ้ำซ้อนของสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงข่าย และยกระดับความเป็นระเบียบเรียบร้อยของภูมิทัศน์เมือง

    พร้อมกันนี้ NTได้นำเสนอแนวทางการให้บริการโครงข่ายสื่อสารในพื้นที่ การบริหารจัดการโครงข่ายร่วมระหว่างผู้ให้บริการ รวมถึงแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ในอนาคต นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยังได้ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดูแล พัฒนา และปรับปรุงโครงข่ายสื่อสารของ NT เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ NT ในการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างภูมิทัศน์เมืองที่สวยงาม ปลอดภัย และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3939477/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qdjARl7RXGK9W2mLaJC6P

  • พรุ่งนี้ห้ามพลาด รัฐเปิดลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส 60/40

    พรุ่งนี้ห้ามพลาด รัฐเปิดลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส 60/40

    “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดลงทะเบียนประชาชน–ร้านค้า รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% พรุ่งนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    24 พ.ค. 2569 –  นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (25 พฤษภาคม 2569) เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ

    โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการร่วมจ่ายระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว

    สำหรับประชาชน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 29 กันยายน 2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน โดยต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. และในส่วนของ Food Delivery จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.

    ในส่วนของร้านค้า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ขณะที่ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

    โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ครอบคลุมร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร รถเข็น Food Delivery ร้าน OTOP และบริการขนส่งสาธารณะ โดยรัฐบาลคาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายในระดับชุมชน และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง

    ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ และสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ช่วยเหลือ (Help Center) สำหรับประชาชน โทร. 0 2111 1122 กด 2 ร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 หรือสอบถามผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ ในวันและเวลาทำการ

    รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก คือกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และช่วยประคับประคองค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลานี้

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1001748/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KhmQVstZytecMcDcptwQZ

  • รัฐมนตรีการค้าเอเปคเห็นพ้อง ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ ดันภาคบริการ-การค้าดิจิทัล | เดลินิวส์

    รัฐมนตรีการค้าเอเปคเห็นพ้อง ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ ดันภาคบริการ-การค้าดิจิทัล | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองหนานจิง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ว่ากระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ ว่าผู้เข้าร่วมการประชุม ซึ่งรวมถึงคณะผู้แทนจากเขตเศรษฐกิจเอเปค 21 แห่ง ผู้สังเกตการณ์เอเปค องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา ลึกซึ้ง และสร้างสรรค์ ซึ่งเอื้อให้บรรลุผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

    การประชุมระยะ 2 วันสิ้นสุดลง ด้วยการออกแถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ประจำปี 2569 รวมถึงการรับรองแผนงานเอเปคว่าด้วยบริการที่เป็นนวัตกรรม มีศักยภาพการแข่งขัน และมีความยืดหยุ่น

    หวังกล่าวว่า ที่ประชุมสนับสนุนวิสัยทัศน์ระยะยาวในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก โดยทุกฝ่ายมุ่งส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ผลักดันการปฏิรูปองค์การการค้าโลก พร้อมทั้งกำหนดพิมพ์เขียว สำหรับการพัฒนาภาคส่วนการบริการในช่วงทศวรรษหน้า

    ส่วนผลสำเร็จอื่นที่บรรลุร่วมกันในการประชุม ได้แก่ การบรรลุฉันทามติใหม่เพื่อขยายความร่วมมือการค้าดิจิทัล โดยมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดทำเอกสารกรอบความร่วมมือการค้าดิจิทัลระดับภูมิภาค ตลอดจนการสำรวจมาตรการใหม่ ๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการค้าสีเขียว

    หวังกล่าวว่า ผลลัพธ์เหล่านี้ถือว่า ได้มาอย่างยากลำบากท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความท้าทาย พร้อมเสริมว่า จีนจะเดินหน้าทำงานร่วมกับเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ เพื่อผลักดันการปฏิบัติตามฉันทามติสำคัญที่บรรลุในการประชุมครั้งนี้ ส่งเสริมให้เกิดผลลัพธ์และฉันทามติเพิ่มเติม และมีส่วนสนับสนุนเชิงบวก ต่อการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้

    ทั้งนี้ การประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคเป็นเวทีสำคัญที่มักจัดขึ้นช่วงกลางปีของการประชุมเอเปค เพื่อส่งต่อผลลัพธ์ไปยังการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค อีกทั้งสะท้อนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงในพื้นที่เศรษฐกิจอื่น.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5887611/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nP_6Nv7vk_TRGieED3oLr