Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไมซ์ในงาน “Northern MICE Expo 2026”

    หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไมซ์ในงาน “Northern MICE Expo 2026”

    วันที่ 30 กันยายน 2569 หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ นำโดย ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ร่วมงาน Northern MICE Expo 2026 ภายใต้แนวคิด “เชื่อมโอกาส สร้างธุรกิจ ขับเคลื่อนไมซ์ภาคเหนือ (Northern MICE: Connecting Opportunities, Creating Business)” จัดขึ้นโดย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สสปน. หรือ ทีเส็บ เพื่อเปิดแพลตฟอร์มธุรกิจไมซ์ที่รวบรวมศักยภาพ สินค้า และบริการของภาคเหนือตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แปลงทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นงาน รายได้ การลงทุน และดีลธุรกิจจริง ณ โรงแรม InterContinental Chiang Mai The Mae Ping

    โดยในพิธีเปิดได้มี ดร.สุรัชสานุ์ ทองมี รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และรักษาการผู้อํานวยการ สำนักส่งเสริมการจัดประชุม และนิทรรศการ ภาคเหนือ รายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน และกล่าวเปิดงาน โดย นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกันนี้หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU Northern MICE City Declaration “ปฏิญญาไมซ์ซิตี้ภาคเหนือ” ผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์ของผู้นำ 3 เมืองไมซ์ซิตี้หลัก ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก และเชียงราย ร่วมกับเมืองศักยภาพ และภาคีเครือข่าย MICE Value Chain เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการใช้ไมซ์เป็นกลไกยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างเป็นเอกภาพ

    ไฮไลต์สำคัญของงาน ร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษ “Northern MICE Vision: Shift for Impact and Change for Growth” โดย ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สสปน. ที่มาร่วมวางทิศทางนำอุตสาหกรรมไมซ์สร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    งานในครั้งนี้ขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์สำคัญของ สสปน. ภาคเหนือใน 3 เสาหลักด้วยกัน ได้แก่

    MICE Uplift Destination: เวทีเสวนา “ยกระดับเมืองด้วยอุตสาหกรรมไมซ์” จากผู้แทนภาครัฐ เชียงใหม่ พิษณุโลก และเชียงราย และเอกชนนำโดยคุณกฤษณี ศรีษะทิน กูรูไมซ์ระดับแนวหน้าของไทย ร่วมกับผู้แทนเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO ในภาคเหนือ ถอดรหัสการเปลี่ยนอัตลักษณ์เมืองให้เป็น MICE Assets ที่ตอบโจทย์ผู้ซื้อระดับสากล

    MICE Upskill Business: การบรรยายพิเศษ “โอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรม MICE ภาคเหนือ” โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และเปิดมุมมองการลงทุนใหม่ ๆ ในระบบนิเวศไมซ์ล้านนา

    MICE Upscale People: เวทีเสวนา “Turning CNX to Tech Business Event” ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี ความยั่งยืน (Sustainable MICE) จากหอการค้า และภาคการศึกษามา ร่วมต่อยอดงานประชุมวิชาการและอีเวนต์ธุรกิจภาคเหนือสู่อนาคต โดย ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานกรรมการ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนานี้อีกด้วย

    นอกจากนี้ Northern MICE Expo 2026 ยังขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานไมซ์ผ่าน MICE Marketplace ที่รวมกว่า 50 องค์กรมาร่วมจัดแสดงสินค้าและบริการ พร้อมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ Business Matching (B2B) ระหว่างผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ภาคเหนือ (ทั้งโรงแรม, ศูนย์ประชุม, Organizer, DMC, ชุมชนไมซ์, ผู้ผลิตสินค้าอัตลักษณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) จำนวน 50 ราย กับผู้ซื้อคุณภาพจากทั่วประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจข้ามภูมิภาคและกระจายรายได้สู่ฐานรากอย่างแท้จริง

    และเพื่อเป็นการขับเคลื่อนตลอดจนแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมไมซ์อย่างต่อเนื่อง ทีเส็บได้วาง Roadmap การจัดงาน Northern MICE Expo ให้หมุนเวียนไปจัดในเมืองไมซ์ซิตี้ทั่วภาคเหนือ โดยภายในงานได้มีการประกาศให้ “พิษณุโลกไมซ์ซิตี้” เป็นเมืองเจ้าภาพจัดงาน “Northern MICE Expo 2027” ถือเป็นเมืองไมซ์ยุทธศาสตร์ภาคเหนือตอนล่างที่มีศักยภาพโดดเด่น เป็นศูนย์กลางการค้าบนระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก การขนส่ง การเกษตร และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย รวมถึงมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมระดับมรดกโลก ซึ่งพร้อมเปิดประตูต้อนรับเครือข่ายไมซ์ทั่วภาคเหนือในปี 2570

    งาน Northern MICE Expo จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไม่เพียงประกาศความพร้อมของภาคเหนือในฐานะจุดหมายปลายทางไมซ์คุณภาพระดับโลก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของห่วงโซ่อุปทานไมซ์ทุกภาคส่วน ที่พร้อมเติบโตและสร้างความสำเร็จทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

    NorthernMICEExpo2026 #NorthernMICE #MICEThailand #MICE #TCEB #หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ #CCC25 #YECหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ #YECCM #ChiangmaiForward

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/4159565/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jZmlJ-WNkvqN5x8j6mtOv

  • องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คาดเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบียขยายตัวร้อยละ 4.10 ในปี 2027

    องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คาดเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบียขยายตัวร้อยละ 4.10 ในปี 2027

    องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Cooperation and Development – OECD) คาดการณ์ว่า ในปี 2027 เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียจะเติบโตร้อยละ 4.10 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และประเทศในกลุ่ม G20

    การขยายตัวของเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบียที่คาดการณ์ไว้ สูงกว่าที่ OECD คาดการณ์ว่า GDP โลกและ G20 จะเติบโตร้อยละ 3 ในปี 2027 และยังสูงกว่าอัตราการเติบโตที่คาดการณ์ไว้ของประเทศสมาชิก G7 ทุกประเทศ 

    การคาดการณ์ของ OECD เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในอัตรารายปี (annualized rate) ชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.60 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จากร้อยละ 3.60 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 อย่างไรก็ตามมีการระบุว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายประเทศยังคงมีความยืดหยุ่น แม้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สต็อกน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง การเพิ่มขึ้นของอุปทานจากนอกกลุ่มประเทศเศรษฐกิจอ่าวอาหรับ และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ใช้ตามความเหมาะสม ล้วนช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศ G20 จะขยายตัวร้อยละ 3 ในปี 2027 โดยสหรัฐอเมริกาคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.10 ในปี 2027 ประเทศจีนคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 4.20 ประเทศอินเดียคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 6.50 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/kbe0e0vr7zmyfgnc14b8vfqx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GAEzQaCXH6dzjLvEDqkaq

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ ราคาน้ำมัน WTI พุ่งแตะ 90.42 ดอลลาร์ กดดันดาวโจนส์ร่วง 443.87 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 01/10/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ ราคาน้ำมัน WTI พุ่งแตะ 90.42 ดอลลาร์ กดดันดาวโจนส์ร่วง 443.87 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 01/10/69 – สยามรัฐ

    ตลาดการเงินและพลังงานโลกยังคงจับตาทิศทางราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด หลังราคาน้ำมันดิบ WTI ตลาดนิวยอร์กปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง ท่ามกลางความกังวลว่าราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ แม้ข้อมูลเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ จะออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก็ตาม

    ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวก 1.16%

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ปิดตลาดวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่ระดับ 90.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.04 ดอลลาร์ หรือ 1.16% ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ปิดที่ 103.53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 94 เซนต์ หรือ 0.92%

    ราคาน้ำมันได้รับแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามยังไม่มีความคืบหน้าอย่างชัดเจน ส่งผลให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

    แม้กาตาร์จะยังมีความหวังว่าช่องทางการทูตจะนำไปสู่ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่าสหรัฐฯ อาจผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ทำให้ตลาดยังคงกังวลว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันในภูมิภาค

    ตลอดเดือนกันยายน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นประมาณ 14% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ขณะที่ WTI เพิ่มขึ้นประมาณ 5%

    ดาวโจนส์ร่วง 443.87 จุด นักลงทุนกังวลราคาน้ำมันดันเงินเฟ้อ

    ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์ก ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่ 50,906.05 จุด ลดลง 443.87 จุด หรือ 0.86% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,651.54 จุด ลดลง 19.30 จุด หรือ 0.25% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,861.06 จุด เพิ่มขึ้น 63.52 จุด หรือ 0.24%

    บรรยากาศการลงทุนถูกกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ และทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดจับตา

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดส่งสัญญาณชะลอตัว โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ทั่วไปในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.7% และลดลงจากระดับ 3.7% ในเดือนกรกฎาคม

    ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.3% ขณะที่เมื่อเทียบรายเดือนเพิ่มขึ้น 0.2%

    ตัวเลข PCE ถือเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ใช้ประกอบการพิจารณานโยบายการเงิน โดยตลาดยังต้องติดตามทั้งราคาน้ำมัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และข้อมูลเศรษฐกิจชุดใหม่ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยของเฟด

    เช็ก ราคาน้ำมันวันนี้ 1 ต.ค. 69

    สำหรับราคาขายปลีกน้ำมันในกรุงเทพฯ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดยราคาที่ระบุเป็นราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร มีดังนี้

    ปตท. (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 48.93 บาท/ลิตร

    บางจาก (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.88 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 50.05 บาท/ลิตร

    พีที (PT)

    ดีเซล ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 36.44 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 49.43 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.14 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.07 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 36.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการปรับปรุงข้อมูลเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน โดยราคาขายปลีกอาจแตกต่างกันตามพื้นที่และการประกาศของแต่ละผู้ให้บริการ ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาที่หน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/325517&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00XjCoy5GFFfl0Bb4l3wgm

  • ‘หุ้นไทย’ผวาน้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ ดิ่งแรง 35 จุด วอลุ่ม 1.2 แสนล้าน โบรกหวั่นสะเทือน ‘เอสเอ็มอี’  

    ‘หุ้นไทย’ผวาน้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ ดิ่งแรง 35 จุด วอลุ่ม 1.2 แสนล้าน โบรกหวั่นสะเทือน ‘เอสเอ็มอี’  

    “หุ้นไทย” วานนี้ดิ่ง 35 จุด อยู่ที่ 1,559.01 จุด วอลุ่ม 1.21 แสนล้าน “บล.บัวหลวง” ตลาดเริ่มกลับมากังวลผลกระทบน้ำท่วมระยะข้างหน้าทำให้เกิดแรงขายหนัก “บล.พาย” ชี้กลุ่มแบงก์ปรับตัวลงแรง กังวลกระทบเศรษฐกิจและการเติบโตสินเชื่อ “บล.ยูโอบี เคย์เฮียนฯ” หวั่นกระทบกิจกรรมเศรษฐกิจและกำลังซื้อ “บล.กสิกรไทย” ชี้ถูกกดดันขายหุ้นใหญ่ โดยเฉพาะ “กลุ่มแบงก์” ทำฟันด์โฟลว์ไหลออก 4 หมื่นล้าน

    ความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้ (30 ก.ย.2569) ดิ่งแรง 35.29 จุด อยู่ที่ 1,559.01 จุด มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 1.21 แสนล้านบาท หลังนักลงทุนกลับมากังวลในประเด็นน้ำท่วมเริ่มส่งแรงกดดันจากระดับพื้นที่สู่ภาพรวม “เศรษฐกิจ” โดยเฉพาะกลุ่ม SME ค้าปลีก ร้านอาหาร และบริการ ที่เผชิญกิจกรรมทางธุรกิจและกำลังซื้อชะลอตัว ขณะที่ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการยังมีภาระซ่อมแซมและฟื้นฟู ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อ “คุณภาพสินเชื่อ” และ “การเติบโตของเศรษฐกิจ” ในระยะข้างหน้า

    ‘หุ้นไทย’ผวาน้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ ดิ่งแรง 35 จุด วอลุ่ม 1.2 แสนล้าน โบรกหวั่นสะเทือน ‘เอสเอ็มอี’  

    ยิ่งไปกว่านั้น กรมอุตุนิยมวิทยาออกเตือนฝนรอบใหม่ที่จะเข้ามาเพิ่มในช่วง 5-10 ต.ค. ทำให้เกิดความกังวลว่าน้ำท่วมอาจกลับมาซ้ำหรือยืดเยื้อ ส่งผลกดดันแรงขายในกลุ่ม Domestic Play โดยเฉพาะ “กลุ่มธนาคาร” ขณะที่ “เงินทุนต่างชาติ” (Fund Flow) ช่วง ส.ค.-ก.ย. ไหลออกกว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย ส่วนทางกับภูมิภาคเอเซียที่อยู่ในแดนบวก

    นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ก่อนหน้านี้น้ำท่วมกระทบกำไรบริษัทจดทะเบียนจำกัด โดยกลุ่มค้าปลีกได้รับผลกระทบหลัก ขณะที่ไฟแนนซ์กระทบไม่ถึง 2% และกำไรตลาดโดยรวมกระทบไม่ถึง 1% แต่ทว่าตลาดเริ่มกลับมากังวลผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในระยะข้างหน้าอีกครั้ง ทำให้เกิดแรงขาย Domestic Play โดยเฉพาะ KBANK และ TTB จากความเสี่ยงลูกหนี้รายย่อยและเช่าซื้อรถยนต์ชำระหนี้ได้ลดลง ส่งผลกดดันบรรยากาศลงทุนโดยรวม

    สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะสั้น ยังคงความกังวลเกี่ยวกับระดับน้ำที่จะเพิ่มขึ้น รวมถึงแนวโน้มฝนที่อาจตกเพิ่มเติม ล่าสุด มีการประกาศเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ทำให้สถานการณ์ตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์นี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เป็นลักษณะของ Correction จากความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำเหนือที่อาจเข้ามาเพิ่มเติม ประกอบกับคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 5-10 ต.ค. จะมีฝนตกหนักอีกระลอก ทำให้นักลงทุนกังวลว่าอาจเกิดสถานการณ์น้ำท่วมขังซ้ำ

    สำหรับ ผลกระทบกลุ่มธนาคารปรับตัวลงชัดเจน เนื่องจากตลาดกังวลหากเกิดน้ำท่วมซ้ำจะกระทบเศรษฐกิจและการเติบโตสินเชื่อ กลุ่มบริโภคและค้าปลีกยังเผชิญแรงกดดัน แม้ก่อนหน้านี้มีมุมมองการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วมอาจช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แข็งแรง ประชาชนและนักท่องเที่ยวยังมีกำลังซื้อจำกัด จึงอาจไม่ได้เห็นการเร่งซื้อสินค้าซ่อมแซมบ้านในทันที

    ส่วน กลุ่มท่องเที่ยวยังถูกกดดันจากความกังวลสถานการณ์น้ำท่วมและข่าวสารเกี่ยวกับน้ำท่วมอาจทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในรอบนี้ยังเบากว่ามาก โดยในปี 2554 ตลาดหุ้นไทยเคยปรับตัวลดลงถึงประมาณ 25% ขณะที่แม้บางพื้นที่จะเผชิญน้ำท่วมหนัก แต่ในภาพรวมยังไม่ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศในระดับเดียวกับปี 2554

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้น้ำท่วมรอบนี้ยังไม่รุนแรงเท่าปี 2554 หรือปี 2568 แต่สร้างความเสียหายเฉพาะพื้นที่ โดยเฉพาะร้านค้าและ SME กระทบกิจกรรมเศรษฐกิจและกำลังซื้อ และอาจกดดันธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อ SME สูง รวมถึงการบริโภคจากภาระซ่อมแซมที่เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ Bond Yield ที่ย่อตัวกดดันหุ้นธนาคารจากแรงขายทำกำไร ขณะที่ต่างชาติทยอยล็อกกำไร ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ-ไทยที่กว้างและดอกเบี้ยโลกทรงตัวสูง เพิ่มความเสี่ยง Fund Flow ไหลออกต่อเนื่อง

    ด้านกลยุทธ์การลงทุนแนะนำ ลดน้ำหนัก Domestic Play จากความเสี่ยงน้ำท่วมและกำลังซื้ออ่อนแอ ซึ่งอาจกดดันประมาณการกำไร ขณะที่ Global Play ยังมีพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเฉพาะพลังงาน โรงกลั่น ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณปรับลดกำไรและมีมุมมองบวกต่อผลประกอบการระยะยาว

    นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย มองตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ขณะที่ Fund Flow ช่วง ส.ค.-ก.ย. 2569 ไหลออกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท แม้ตั้งแต่ต้นปียังเป็นบวก 3.5 หมื่นล้านบาท โดยระยะถัดไปต้องจับตาความเสี่ยงเงินทุนไหลกลับอินโดนีเซีย หลัง MSCI Indonesia อาจถูกเพิ่มน้ำหนัก

    นอกจากนี้ อีกปัจจัยกดดันมาจาก EPS ตลาดเริ่มมีข้อจำกัดในการปรับขึ้น โดย มอง EPS ปี 2569 ผ่านจุดสูงสุดของรอบการปรับประมาณการบริเวณ 110 บาท และประเมิน EPS ปี 2570 ที่ 105 บาท ต่ำกว่าปีนี้ราว 5% ทำให้ตลาดยังมีความผันผวนในระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม มองการปรับฐานยังเป็นจังหวะทยอยสะสม โดยประเมินแนวรับ SET ที่ 1,565 และ 1,520 จุด พร้อมจับตาทิศทาง Fund Flow ในภูมิภาคเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างไทยและอินโดนีเซีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1254388&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UinMearqm0FfCoPlVzkdT

  • คลังชี้เศรษฐกิจภูมิภาค ส.ค. 69 กำลังซื้อฟื้นยกแผง “ตะวันออก-อีสาน-กทม.” ภาคเอกชนจับจ่ายคึกคักหนุนเชื่อมั่นผู้บริโภค : อินโฟเควสท์

    คลังชี้เศรษฐกิจภูมิภาค ส.ค. 69 กำลังซื้อฟื้นยกแผง “ตะวันออก-อีสาน-กทม.” ภาคเอกชนจับจ่ายคึกคักหนุนเชื่อมั่นผู้บริโภค : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจภูมิภาค เดือนส.ค. 69 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ กทม. และปริมณฑล ขณะที่การท่องเที่ยวขยายตัวยังขยายตัวได้ในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันตก

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจภูมิภาคประจำส.ค. 69 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ กทม. และปริมณฑล ขณะที่การท่องเที่ยวขยายตัวยังขยายตัวได้ในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันตก

    *เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวได้ดี

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 9.5% 43.1% 21.5% และ 14.8% ต่อปี ตามลำดับ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.3

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 18.6% และ 23.2% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 97.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.8

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 0.8% ต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.3% ต่อปี 

    *เศรษฐกิจภาคตะวันออก ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวได้ดี ขณะที่การท่องเที่ยวหดตัว

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 15.4% 16.4% 22.8% และ 9.9% ต่อปี ตามลำดับ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 55.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.4

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 5.4% และ 55.7% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 96.8 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.6

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.4% และ -2.5% ต่อปี ตามลำดับ 

    *เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 11.0% 28.5% 13.6% และ 10.2% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 56.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.7

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 1.7% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -1.8% ต่อปี

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 72.8 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 71.5

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ ทรงตัวสะท้อนจากรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวเล็กน้อยที่ -0.3% ต่อปี 

    *เศรษฐกิจภาคใต้ ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี ขณะที่การท่องเที่ยวหดตัว

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 6.2% 39.4% 17.5% และ 17.1% ต่อปี ตามลำดับ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 49.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 48.1

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 10.6% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -2.5% ต่อปี 

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 77.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 78.7

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.5% และ -2.0% ต่อปี ตามลำดับ

    *เศรษฐกิจภาคเหนือ ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 5.7% 38.8% 28.8% และ 17.7% ต่อปี ตามลำดับ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.9

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 15.8% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -23.7% ต่อปี 

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 87.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.1

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 2.9% และ 3.4% ต่อปี ตามลำดับ 

    *เศรษฐกิจภาคกลาง ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรหดตัว 

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 2.4% 16.3% 20.2% และ 9.8% ต่อปี ตามลำดับ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.1

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -3.7% และ -18.9% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 97.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.8

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 3.5% และ 4.1% ต่อปี ตามลำดับ 

    *เศรษฐกิจภาคตะวันตก ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 37.4% 8.6% และ 7.2% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่หดตัวที่ -8.3% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.1

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 21.4% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -0.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 9.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 97.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.8

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 1.0% และ 0.6% ต่อปี ตามลำดับ

    โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/656988&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ywpbwNBKRS3gin3WJb75E

  • ธปท.ระบุเศรษฐกิจไทย ส.ค.69 ยังทรงตัว แนวโน้มระยะต่อไปฟื้นตัว แต่ยังไม่ทั่วถึง : อินโฟเควสท์

    ธปท.ระบุเศรษฐกิจไทย ส.ค.69 ยังทรงตัว แนวโน้มระยะต่อไปฟื้นตัว แต่ยังไม่ทั่วถึง : อินโฟเควสท์

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนส.ค.69 ทรงตัวจากเดือนก่อน โดยอุปสงค์ต่างประเทศทรงตัวตามการส่งออกสินค้า แม้โดยรวมยังอยู่ในระดับสูงตามแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ของโลก ประกอบกับรายรับภาคท่องเที่ยวทรงตัวจากเดือนก่อน

    อย่างไรก็ดี อุปสงค์ในประเทศปรับเพิ่มขึ้นจากการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากหมวดบริการและสินค้าคงทน สำหรับด้านอุปทาน ปรับลดลงจากทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมและกิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวต่อเนื่อง ตามการเบิกจ่ายของทั้งรัฐบาลกลาง และรัฐวิสาหกิจ

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามราคาอาหารสดที่ปรับเพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่ลดลง เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประกอบกับราคาน้ามันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นตามการทยอยส่งผ่านต้นทุน โดยเฉพาะหมวดอาหารสาเร็จรูป

    • เศรษฐกิจด้านอุปสงค์

    –การบริโภคภาคเอกชน เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน ตามการใช้จ่ายในหมวดบริการ โดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหาร สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยชะลอลงหลังเร่งไปในเดือนก่อนที่มีวันหยุดยาวพิเศษ

    การใช้จ่ายในหมวดสินค้ากึ่งคงทนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามปริมาณการนำเข้าสิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม ด้านการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากทั้งยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ อย่างไรก็ดี หมวดสินค้าไม่คงทนทรงตัว โดยยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งจากที่ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และการใช้ไฟฟ้าปรับลดลง

    ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับดีขึ้นต่อเนื่อง จากมาตรการภาครัฐเป็นสำคัญ แม้ยังมีความกังวลต่อค่าครองชีพ และภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง

    –การลงทุนภาคเอกชน เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศ โดยเฉพาะเครื่องจักรและเครื่องมือไฟฟ้า และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ประกอบกับการนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้นจากหมวดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน

    นอกจากนี้ การลงทุนในหมวดยานพาหนะเพิ่มขึ้น ตามยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง และการนำเข้าเครื่องบิน ขณะที่ยอดจด
    ทะเบียนรถกระบะลดลง อย่างไรก็ตาม การลงทุนหมวดก่อสร้างลดลงเล็กน้อย จากหมวดที่มิใช่ที่อยู่อาศัยในกลุ่มโรงงานในพื้นที่นิคมฯ และอาคารเพื่อการพาณิชย์ ขณะที่การก่อสร้างที่อยู่อาศัยทรงตัว

    –จำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ส่วนหนึ่งจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน ประกอบกับนักท่องเที่ยวอินเดียปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่กลุ่มตลาดระยะไกลทรงตัว หลังเร่งไปในเดือนก่อน

    สำหรับรายรับภาคท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลทรงตัวจากเดือนก่อน โดยค่าใช้จ่ายต่อทริปลดลงจากจำนวนวันพักที่สั้นลง โดยเฉพาะกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ตามจำนวนเที่ยวบินที่เริ่มกลับมาปกติมากขึ้น โดยในเดือน ส.ค. 69 จำนวนเที่ยวบินระยะไกลกลับมาฟื้นตัวได้เกือบเท่าช่วงก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง

    –การส่งออกสินค้า มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลทรงตัวจากเดือนก่อน โดยหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูง ตามแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก โดยการส่งออกชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไปสหรัฐฯ จีน และมาเลเซีย รวมทั้งแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนไปฮ่องกงปรับลดลง อย่างไรก็ดี การส่งออกอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลชนิดโซลิดสเตต (SSD) ไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ หมวดยานยนต์ปรับลดลงตามการส่งออกรถยนต์นั่งไปอาเซียน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ไปอาเซียน สำหรับการส่งออกปิโตรเลียม ปรับเพิ่มขึ้นตามการส่งออกน้ำมันดีเซลไปสิงคโปร์ และมาเลเซีย ประกอบกับหมวดสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามการส่งออกน้ำตาลไปอินโดนีเซีย

    –การนำเข้าสินค้า มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากหมวดเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ และตะวันออกกลาง นอกจากนี้ หมวดสินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน เพิ่มขึ้นตามการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จากอาเซียน และสหราชอาณาจักรเป็นสำคัญ ประกอบกับหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้นตามการนำเข้าโทรศัพท์มือถือจากจีน

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางลดลง ตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไต้หวัน
    สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าในหมวดนี้ที่ปรับลดลง

    –การใช้จ่ายภาครัฐ การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากระยะเดียวกันในปีก่อน จากทั้งรายจ่ายของรัฐบาลกลาง และรัฐวิสาหกิจ โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลาง ขยายตัวตามการเบิกจ่ายค่าจัดการเรียนการสอนของหน่วยงานด้านการศึกษา และรายจ่ายอุดหนุน และค่าจัดบริการด้านสาธารณสุข

    นอกจากนี้ รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง ขยายตัวตามการเบิกจ่ายของหน่วยงานด้านคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค สำหรับรายจ่ายลงทุนรัฐวิสาหกิจ ขยายตัวตามการเบิกจ่ายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค และ
    คมนาคมเป็นสำคัญ

    • เศรษฐกิจด้านอุปทาน

    –การผลิตภาคอุตสาหกรรม ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วลดลงจากเดือนก่อน จากการผลิตอุปกรณ์ในการรับส่งสัญญาณแบบออปติคอลที่ชะลอลง หลังเร่งไปในช่วงก่อน ประกอบกับการผลิตในหมวดฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และคอมพิวเตอร์ รวมถึงหมวดยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์นั่งปรับลดลง สอดคล้องกับการส่งออกที่ลดลง

    อย่างไรก็ดี การผลิตหมวดปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น ตามการสะสมสินค้าคงคลังของผู้ประกอบการ ขณะที่การผลิตในหมวดเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้นตามการผลิตปุ๋ยเคมีและสี จากอุปสงค์ในประเทศที่ปรับดีขึ้น

    –ภาคบริการ เครื่องชี้ภาคบริการที่ไม่รวมการซื้อขายทองคำและขจัดปัจจัยฤดูกาล ลดลงจากเดือนก่อน ตามกิจกรรมในภาคการค้าและการขนส่งสินค้า สอดคล้องกับภาคการผลิต การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการขายส่งเชื้อเพลิงที่ลดลง อย่างไรก็ดี
    กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวปรับดีขึ้น ทั้งธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร รวมถึงธุรกิจขนส่งผู้โดยสาร ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ

    –รายได้เกษตรกร รายได้เกษตรกรขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน จากราคาสินค้าเกษตรที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นสำคัญ โดยเฉพาะราคายางพารา ข้าวขาว มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ตามความต้องการสะสมสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลต่อ
    สถานการณ์เอลนีโญ ประกอบกับผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัว จากทุเรียนจากผลของฐานต่ำในปีก่อน และการขยายพื้นที่
    เพาะปลูก รวมถึงปศุสัตว์โดยเฉพาะสุกร และไก่ ที่ขยายตัวตามการเพิ่มจำนวนแม่พันธุ์ในช่วงก่อนหน้า

    • ภาวะการเงินและเสถียรภาพ

    –ภาวะการเงิน การระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนจากการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิเป็นสำคัญ โดยการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิในเดือน ส.ค. 69 เพิ่มขึ้นจากธุรกิจการค้า และธุรกิจในสาขาการผลิตโลหะ รวมถึงการผลิตยางและพลาสติก ประกอบกับการระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากธุรกิจในสาขาการผลิต และแปรรูปอาหาร และเคมีภัณฑ์ ขณะที่การระดมทุนผ่านตราสารหนี้ปรับลดลง จากธุรกิจกลุ่มพลังงานและอาหาร

    สำหรับต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ในเดือน ก.ย. 69 (ข้อมูลถึง 24 ก.ย.69) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวปรับเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของเดือน ก.ย. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยเคลื่อนไหวผันผวน โดยปรับลดลงในบางช่วงตามแรงซื้อของนักลงทุนในประเทศ และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง

    –อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน ส.ค. และ ก.ย. 69 เคลื่อนไหวตามปัจจัยต่างประเทศเป็นสำคัญ โดยในเดือนส.ค. 69 เงินบาทแข็งค่าตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ชะลอลง ทำให้ตลาดลดการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

    ขณะที่ในเดือน ก.ย. 69 (ข้อมูลถึง 24 ก.ย. 69) เงินบาทกลับมาเฉลี่ยอ่อนค่า ตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลัง Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง และราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุอีกครั้ง

    ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เดือน ส.ค. 69 ทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อน ขณะที่เดือน ก.ย. 69 เฉลี่ยอ่อนค่าลงตามราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้น

    • เสถียรภาพเศรษฐกิจ

    –อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนจากทุกหมวดสำคัญ โดยหมวดอาหารสดเพิ่มขึ้นจากราคาเนื้อสัตว์และไข่ไก่ตามผลผลิตที่ลดลง เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน และต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่หมวดพลังงานเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียด ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้นตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในหมวดอาหารสำเร็จรูป

    –ภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานโดยรวมทรงตัว สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ใกล้เคียงกับเดือนก่อน อย่างไรก็ดี ตลาดแรงงานยังมีความเปราะบาง สะท้อนจากจำนวนผู้ขอรับสิทธิว่างงานตามมาตรา 38 ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ ต้องติดตามตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในกลุ่มที่เผชิญการแข่งขันรุนแรง

    –ดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ตามดุลรายได้ที่กลับมาเกินดุลหลังผ่านช่วงการส่งกลับกำไรและเงินปันผล ขณะที่ดุลการค้าเกินดุลใกล้เคียงเดือนก่อน โดยมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามการส่งออกทองคำ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการนำเข้าน้ำมันดิบ

    • แนวโน้มเศรษฐกิจไทยระยะต่อไป

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปนั้น โฆษก ธปท. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังไม่ทั่วถึง โดยแรงส่งสำคัญมาจากการส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับผลบวกจากวัฎจักรอิเล็กทรอนิกส์ และปัญญาประดิษฐ์ของโลก ขณะที่การบริโภคของครัวเรือน มีแรงสนับสนุนจากมาตรการรัฐ และแนวโน้มรายได้แรงงานที่ปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และราคาสินค้าเกษตร

    ทั้งนี้ ในระยะต่อไปมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่

    1. ความต่อเนื่องของวัฎจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์โลก
    2. พัฒนาการของสงคราม และนโยบายกีดกันการค้าระหว่างประเทศ
    3. ผลของมาตรการรัฐต่อการบริโภค และการลงทุน
    4. ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม และเอลนีโญ
    5. การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

    โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/656950&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gOEXSO6W5xCoi6w0y0enI

  • คลัง ระบุส่งออก-ลงทุนเอกชนฟื้น ดันเศรษฐกิจ ส.ค. แม้ท่องเที่ยวยังชะลอ : อินโฟเควสท์

    คลัง ระบุส่งออก-ลงทุนเอกชนฟื้น ดันเศรษฐกิจ ส.ค. แม้ท่องเที่ยวยังชะลอ : อินโฟเควสท์

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง แถลงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนสิงหาคม 2569 สถานการณ์เศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าและการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่มีสัญญาณดีขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวต่างชาติยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ จำเป็นต้องติดตามทิศทางราคาพลังงาน, ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต และเศรษฐกิจไทย

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการ กองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ในเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนสิงหาคม 2569

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ 53.2 จากระดับ 51.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ผ่อนคลายลง

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือนสิงหาคม 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 24.3% และถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมัน และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 19.5% ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดทวีปออสเตรเลีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอาเซียน (5)

    เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การท่องเที่ยวยังคงชะลอตัว โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนสิงหาคม 2569 มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย จำนวน 22.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.7% ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม ในเดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวน 2.52 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -2.6%

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2.1% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ปาล์มน้ำมัน และหมวดไม้ผล สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 4.4%

    ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 89.7 จากระดับ 90.0 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 53.8 สะท้อนว่าการผลิตอุตสาหกรรมยังอยู่ในภาวะขยายตัว

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 2.53% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 1.44% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 67.5% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

    สำหรับเสถียรภาพภายนอก ยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 283.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/656924&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JXcVtflat4X5-lAzqAab1

  • ร่างก.ม.ใหม่หนุนที่พักรายย่อย ปลดล็อค โฮมสเตย์-บูทีคโฮเทล-แชริ่ง

    ร่างก.ม.ใหม่หนุนที่พักรายย่อย ปลดล็อค โฮมสเตย์-บูทีคโฮเทล-แชริ่ง

    Loading…

    ร่างก.ม.ใหม่หนุนที่พักรายย่อย ปลดล็อค โฮมสเตย์-บูทีคโฮเทล-แชริ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VURA5wame45cuv8SAK9jj

  • ชูแผนพัฒนา14 ดันเศรษฐกิจโต บัตรคนจน11ล.

    ชูแผนพัฒนา14 ดันเศรษฐกิจโต บัตรคนจน11ล.

    นายกฯ เปิดประชุมสภาพัฒน์ ชู  “แผนฉบับ 14” ปลดล็อกข้อจำกัดประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจ-คน-รัฐ รับโลกเปลี่ยนแปลง เดินหน้าสู่ผลลัพธ์จริง “เอกนิติ” เปรียบเข็มทิศประเทศ เปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม ปูพรมไทยโตยั่งยืน คลังเคาะผ่านเกณฑ์รับบัตรคนจนรอบใหม่ 11.25 ล้านราย เริ่มรับสิทธิ 1 ต.ค.นี้ ปลอบใจกลุ่มตกรอบโยกใช้ไทยช่วยไทยพลัส 2  

    ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค  เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 30 กันยายน เวลา 10.00  น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยมีคณะรัฐมนตรี  ปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม/เทียบเท่า รัฐวิสาหกิจ ผู้แทนภาคธุรกิจ กลุ่มองค์กรภาคเอกชน นักวิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วม ทั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14  (พ.ศ.2571-2575) พร้อมเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานและภาคีการพัฒนาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อประกอบการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า

    นายกฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s  Next Agenda” โดยเน้นย้ำว่า แผน 14 ต้องปลดล็อกข้อจำกัดของประเทศไทย ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และเปลี่ยนการพัฒนาให้เป็นรายได้ โอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคมสูงวัย และสภาพภูมิอากาศ โดยเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ สะท้อนว่าการพัฒนาประเทศ คือ ความสามารถของประเทศ ในการทำให้ประชาชนใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งในวันที่สถานการณ์เป็นปกติและในวันที่เกิดวิกฤต

     “ถ้าเรายังใช้วิธีคิดและวิธีทำงานแบบเดิม  ผลลัพธ์ก็จะถดถอย และในขณะที่ประเทศอื่นกำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว การยืนอยู่ที่เดิม ก็เท่ากับการเดินถอยหลัง ฉะนั้นคำถามสำคัญของแผน 14 ไม่ใช่เพียงว่าอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไรในอีก  5 ปีข้างหน้า แต่คืออะไรคือข้อจำกัดที่ทำให้ประเทศไทยไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร และจะปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านั้นอย่างไร” นายกฯ ระบุ

    นายอนุทินกล่าวถึงโอกาสของประเทศไทยว่า  ประเทศที่เชื่อถือได้ มีกติกาชัดเจน มีพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอ มีกำลังคนที่มีทักษะ มีห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และมีรัฐบาลที่ตัดสินใจและแก้ปัญหาได้รวดเร็ว โอกาสคือ สภาวะที่ทั่วโลกกระจายฐานการผลิตและจัดระบบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เป็นโอกาสในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยการลงทุนใหม่ต้องเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างงานที่มีคุณค่า และต้องทำให้คนไทยกับธุรกิจไทยขยับขึ้นไปอยู่ในส่วนที่มี “มูลค่าสูงขึ้น” ของห่วงโซ่การผลิต เราจะไม่แข่งขันด้วยแรงงานราคาถูก หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  แต่จะแข่งขันด้วยคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์  เทคโนโลยี มาตรฐาน และความสามารถของคนไทย ใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และระบบขนส่งโลจิสติกส์ที่ได้เปรียบ

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง กล่าวในวงเสวนาพิเศษหัวข้อ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 จะเป็นเข็มทิศสำคัญของประเทศ โดยมีแพลตฟอร์มคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นเครื่องมือลงมือทำจริงร่วมกับภาคเอกชน เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม กระจายรายได้ลงสู่เศรษฐกิจฐานรากและเอสเอ็มอี นำพาประเทศไทยให้กลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลก ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการเลือกจัดลำดับความสำคัญ ที่เน้นโครงการสร้างผลกระทบสูง และสามารถเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้จริง  แทนที่จะกระจายงบประมาณและกำลังคนไปทำโครงการย่อยๆ นับร้อยโครงการ

    ทั้งนี้ จำเป็นต้องมุ่งเน้น 4 เสาหลักเป้าหมายเศรษฐกิจ คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ,  เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ, การกระจายรายได้และการดูแลสิ่งแวดล้อม ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เครื่องจักรเก่า และแรงงานแก่ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้เร่งซ่อมแซมและเข้มงวดเกี่ยวกับวินัยการคลัง จนสามารถทำให้ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองกลับมาอยู่ในระดับเสถียรภาพมั่นคงได้สำเร็จ ช่วยป้องกันวิกฤตการคลังและสร้างความมั่นใจแก่ตลาดทุน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้น รวมถึงมุ่งเปลี่ยนเงินทุนให้กลายเป็นทักษะความสามารถ โดยนำเอไอเข้ามาเพิ่มผลิตภาพ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส และการใส่เอไอลงในแอปพลิเคชันถุงเงิน ผ่านเอไอนกกระซิบ เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าขนาดเล็กให้สามารถค้าขายออนไลน์ได้จริง

    ขณะเดียวกัน ต้องต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่ S-Curve ใหม่ โดยปรับเปลี่ยนภาคเกษตรกรรมเดิมสู่เกษตรอัจฉริยะ และเร่งแปรรูปอาหารเพื่อตอบโจทย์วิกฤตอาหารโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ที่กำลังเติบโตสูงถึงปีละ 20% จากเทรนด์สังคมสูงวัยที่นิยมเลี้ยงสัตว์ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 และ 2 ของโลก และรัฐบาลยังเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไปสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าและลดผลกระทบภาวะโลกร้อน

    ที่กระทรวงการคลัง นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้มีมติเห็นชอบผลการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 รอบทบทวนสิทธิ ที่เปิดให้ผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติยื่นทบทวนสิทธิได้ระหว่างวันที่ 17 ก.ค.-31 ส.ค.2569 ซึ่งมีผู้ยื่นทบทวนสิทธิ 5.01  ล้านราย โดยจากการตรวจสอบ พบว่ามีผู้ผ่านคุณสมบัติรอบทบทวนสิทธิ 1.75 ล้านราย และเป็นผู้ไม่ผ่านการทบทวนสิทธิทั้งหมด 3.26 ล้านราย

    โดยเมื่อรวมกับผู้ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองในช่วงแรก 9.5 ล้านราย ส่งผลให้มีประชาชนที่ได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 รวมทั้งสิ้น 11.25  ล้านราย และมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองทั้งสิ้น 7.6 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.82 ล้านคน

    สำหรับผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติการคัดกรอง 7.6  ล้านราย สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ได้ เพียงกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 1-15 ต.ค.  2569 ทั้งนี้จะส่งผลให้ยอดผู้ที่ได้รับสิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพิ่มเป็น 30.8 ล้านคน จากปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิอยู่ที่ 26.8 ล้านคน แต่ต้องบอกว่าตัวเลขตรงนี้ยังไม่นิ่ง ยังมีการปรับเปลี่ยนสิทธิจาก 2 โครงการทั้งเพิ่มขึ้นและลดลงได้อีก โดยจะมีตัวเลขที่สรุปออกมาอย่างชัดเจนที่สุดในวันที่ 1 ต.ค.นี้

    นายวินิจกล่าวด้วยว่า จากการยื่นทบทวนสิทธิในครั้งนี้ พบข้อมูลเบื้องต้นว่ามีประชาชนที่ถูกนำชื่อไปแอบอ้างกว่า 8,000 ราย อาทิ การครอบครองกรรมสิทธิ์รถยนต์ การนำชื่อไปแอบอ้างเป็นกรรมการบริษัท ร่วมจัดตั้งบริษัท เป็นลูกจ้างบริษัทมีรายได้เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการลดหย่อนภาษี เป็นต้น ซึ่งกระทรวงการคลังได้ประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป เพราะทุกกรณีประชาชนยืนยันว่าถูกแอบอ้างสิทธิและมีการแจ้งความดำเนินคดีอย่างชัดเจน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/1079876/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UP9GCk2BuxMkG7PcuxJnV

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 9 ประจำปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 9 ประจำปี 2569

    ภาพรวมเศรษฐกิจ 

    เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2569 GDP ปรับตัวลดลง -1.5% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นที่ 2.0% ด้านอัตราเงินเฟ้อของชิลีปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.5% ในขณะที่อัตราว่างงานยังอยู่ในระดับสูงที่ 9.5% การนำเข้าโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้น 4.6% ในขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 20.1% โดยสินค้ากลุ่มสินแร่และทองแดงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 30.3% รวมมูลค่า 4.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569 ชิลีมีมูลค่าการค้ารวมกับไทยกว่า 595.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยลดลง -5.3% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รวมมูลค่า 382.2 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 169.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนกรกฎาคม 2569 สคต. ณ กรุงซันติอาโกขอสรุปรายละเอียด ดังนี้ 

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี )

    การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ในภาพรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

    สอดคล้องกับดัชนีค้าปลีกที่เพิ่มขึ้น 2.2% การบริโภคภาคเอกชนของชาวชิลีในภาพรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า-อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค และหมวดสินค้าอาหาร เพิ่มขึ้น 4.0% 3.4% และ 3.3% ตามลำดับ 

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนกรกฎาคม 2569  ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 31.1  มาอยู่ที่ 32.8 เพิ่มขึ้น 5.6%

    2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

    บรรยากาศการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนในชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ในภาพรวมยังคงหดตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) ลดลงจาก 9.7 แสนตารางเมตร มาอยู่ที่ 7.7 แสนตารางเมตร โดยการนำเข้าเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ลดลงเช่นกันที่ –19% 

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับตัวลดลง -4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากระดับ 45.8 มาอยู่ที่ 43.6 ทั้งนี้ หากพิจารณาภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคการค้า (2) ภาคการผลิต และ (3)  ภาคธุรกิจเหมืองแร่ โดยอยู่ที่ 50.9, 44.9 และ 41.7 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

    อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนกรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 9.5% โดยแคว้นที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือแคว้น Biobio และ แคว้น Los Rios ที่ 10.6% 

    image.png

    อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับลดลง มาอยู่ที่ระดับ 3.5% ทั้งนี้ หมวดที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 12 เดือนได้แก่ (1) หมวดร้านอาหารและโรงแรม (2) หมวดการศึกษา และ (3) สุขภาพ โดยเพิ่มขึ้นที่ 6.6%, 5.9% และ 5.1% ตามลำดับ 

    image.png

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

         การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569  มีมูลค่ารวมที่ 73,753 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.1% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่  

    สินค้า

    ม.ค.-ก.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินแร่

    35,620

    46,411

    30.3%

    เคมีภัณฑ์

    4,479

    6,097

    36.1%

    ผลไม้

    5,131

    4,774

    -6.9%

    ปลาแซลมอน

    3,511

    3,722

    6.0%

    เยื่อกระดาษ

    2,346

    2,115

    –9.8%

    เครื่องจักรและส่วนประกอบ

    1,491

    1,680

    12.7%

    ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

    1,290

    1,123

    –12.9%

    การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569  มีมูลค่ารวมที่ 51,768 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.6% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-ก.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    14,537

    14,981

    3.1%

    สินค้าหมวดพลังงาน

    7,965

    9,383

    17.8%

    สินค้าทุน

    11,307

     11,631

    2.9%

     –รถยนต์เชิงพาณิชย์

    1,684

    1,704

    1.2%

     –เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    1,185

    960

    –19.0%

    จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 21,985 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคม – กรกฎาคม 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 382.20 ล้านเหรียญสหรัฐ      (ลดลง -5.33% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)      ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (168.63 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -7.45%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (61.84 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -21.83%) 

    • ปลากระป๋อง (34.50 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -12.19%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (29.05 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 85.94%)

    • อัญมณีและไข่มุก (13.50 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.03%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 872.36 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -2.40%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 382.20 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -5.33%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 299.97 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -3.96%)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 135.74 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -21.04%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 49.19 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง –25.27%)

    ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคม – กรกฎาคม 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 213.05 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -36.68% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)  ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • แซลมอนและอาหารทะเล (48.09 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -31.78%)

    • เยื่อกระดาษ (45.24 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -30.23%)

    • ทองแดง (45.20 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -63.06%) 

    • สินแร่อื่น ๆ (27.26 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -14.85%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (11.78 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง –12.29%)

    สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปเวียดนาม 215.80 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 15.81%)

    • ชิลีส่งออกไปไทย 213.05 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -36.68%)

    • ชิลีส่งออกไปมาเลเซีย 150.86 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -11.21%)

    • ชิลีส่งออกไปอินโดนีเซีย 76.32 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 111.07%)

    • ชิลีส่งออกไปสิงคโปร์ 63.78 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 20.75%)

    มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 595.25 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -19.58%) โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทย มากกว่าส่งออกสินค้ามายังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 169.15 ล้านเหรียญสหรัฐ

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/az5eqe0jrg9fv94jr7ggycmb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IVyAhxr_xtFKxcmrYoL0L