Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘สันติธาร’ เผยถึงเวลาต้องปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจเดิม หวังสะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% เป็นไปตามคาด

    ‘สันติธาร’ เผยถึงเวลาต้องปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจเดิม หวังสะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% เป็นไปตามคาด

    ‘สันติธาร’ ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ตัวชี้วัดที่ใช้กับอุตสาหกรรมแบบเดิมสะท้อนภาพรวมได้ไม่ครบ หลังอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยร่วงต่ำสุดรอบ 24 ไตรมาส มอง GDP ครึ่งหลังของปีปรับตัวดีขึ้น จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้น

    วันนี้ (17 สิงหาคม) สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ตัวชี้วัดภาคอุตสาหกรรมแบบเดิม เช่น อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate) อาจยังสะท้อนภาพเศรษฐกิจได้ไม่ครบถ้วน จนตัวเลขออกมาในระดับต่ำ

    โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) แถลงเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 พบว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยอยู่ที่ 57.47% ต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส นับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่โรงงานถูกสั่งปิดการผลิตเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19

    ขณะที่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวเพียง 0.1% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ซึ่งชะลอลงจากการขยายตัว 1.0% ในไตรมาส 1 ของปี 2569

    ทั้งนี้ ดร.สันติธารกล่าวว่า กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม กำลังหารือปรับวิธีวัดผลใหม่ ขณะที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เตรียมปรับ KPI การวัดเม็ดเงินลงทุนให้ต่อยอดสู่การวัดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และการเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในประเทศมากขึ้น

    พร้อมกันนี้ ดร.สันติธารยอมรับว่ามีการสวมสิทธิบ้าง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่สาเหตุหลักเพราะจากการลงพื้นที่จริง พบว่าหลายโรงงานในอุตสาหกรรมสมัยใหม่มีการผลิตจริง และมีการจ้างงานคนไทยจริงๆ

    มอง GDP ไตรมาส 3 ดีขึ้น

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในระยะต่อไป ดร.สันติธารมองว่า เศรษฐกิจไตรมาส 3 จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่ได้ดีแบบก้าวกระโดด และคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 จะได้อานิสงส์จากเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยรัฐบาลจะพยายามรักษาโมเมนตัมการลงทุนต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ยังคงมุมมอง GDP ทั้งปีไว้ที่ 2.5% ตามเดิม

    ส่วนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ดร.สันติธารมองว่าเป็นกันชนเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง และช่วยประคองการบริโภคได้ ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อจากผลของต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะสงคราม อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวไม่ได้ตั้งใจกระตุ้นให้การบริโภคกลับมาร้อนแรงขึ้นมากนัก เนื่องจากต้องรักษาสมดุลไม่ให้ระดับอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกินไป

    ทั้งนี้ ดร.สันติธารมองว่า การท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากที่ได้รับผลกระทบหนักในช่วงไตรมาส 2 จากสงครามในตะวันออกกลาง

    โดย ดร.สันติธารเชื่อว่า การท่องเที่ยวจะเริ่มมีเสถียรภาพที่ดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และดีขึ้นในไตรมาส 4 จากงานอีเวนต์ต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งงาน IMF-World Bank Annual Meeting, World Economic Forum งานประชุม Gastech และงานเทศกาลดนตรี Tomorrowland Thailand 2026

    ดันการลงทุนฟื้นเศรษฐกิจ

    สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลอดจนการเข้าถึงสินเชื่อของ SME ที่ยังคงหดจนเป็นปัญหาคาราคาซังในไทย ดร.สันติธารชี้ว่า การลงทุนเพื่ออนาคตสำคัญอย่างมากในการแก้ปัญหาดังกล่าว

    “เราจึงต้องดูแลอุตสาหกรรมเก่า หรืออุตสาหกรรมดั้งเดิม ที่อยู่กับเรามานาน และสร้างการเติบโตมาจนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาป อุตสาหกรรมเบา ให้ปรับตัวได้ อุตสาหกรรมพวกนี้ยังมีความสำคัญ เพียงแต่ต้องปรับตัว ต้องมีการวางระบบอัตโนมัติ แค่เขาอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีอนาคต” ดร.สันติธารกล่าว

    อุตสาหกรรมใหม่ที่มาแรง เปรียบเสมือนบันไดเลื่อนที่พาขึ้นไปอีกชั้นโดยที่ไม่ต้องออกแรงเอง อย่างไรก็ตามบันไดเลื่อนในปัจจุบัน ยังมีทางเดินที่แคบอยู่ ซึ่งรัฐบาลจะขยายบันไดเลื่อนให้กว้างขึ้น เพื่อให้คนไทยมีส่วนร่วมได้มากขึ้น

    ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไม่น่าห่วง แต่ต้องจับตา

    สำหรับประเด็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ดร.สันติธาร แบ่งได้ 3 ส่วน ดังนี้

    ส่วนที่น่าเป็นห่วง มาจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง ไทยจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงรองรับความผันผวนในอนาคต

    ส่วนที่ต้องจับตา การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยในระยะสั้น เป็นธรรมดาที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบขั้นกลางในช่วงแรก เพราะไทยยังผลิตเองไม่ได้ ส่วนในระยะ 2-4 ปีข้างหน้า ไทยควรผลิตเองได้แล้ว หากยังพึ่งพาการนำเข้าอยู่จะถือว่าเป็นปัญหา

    ส่วนที่เป็นผลดี การลงทุนซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ การขาดดุลจึงไม่ได้หมายความว่าประเทศขาดทุนเสมอไป เพราะการขาดดุลจากการลงทุน ช่วยสร้างอนาคตให้กับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/santitharn-adjust-economy-indicators/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VsqlkJziu12uoHnwmDkou

  • ‘คลัง’ ชี้เศรษฐกิจไทยQ3ยังไม่สะเด็ดน้ำ ห่วงน้ำมันพุ่งกระทุ้งเงินเฟ้อ ลุ้นท่องเที่ยวหนุน

    ‘คลัง’ ชี้เศรษฐกิจไทยQ3ยังไม่สะเด็ดน้ำ ห่วงน้ำมันพุ่งกระทุ้งเงินเฟ้อ ลุ้นท่องเที่ยวหนุน

    ‘คลัง’ ชี้เศรษฐกิจไทย Q3 ยังไม่สะเด็ดน้ำ ห่วงราคาพลังงานผันผวนจากสงครามยืดเยื้อ กระทุ้งเงินเฟ้อขยับ กระทบการบริโภคประชาชน ชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ แค่ช่วยประคองไม่ใช่กระตุ้น ลุ้นไตรมาส 4 ‘ท่องเที่ย-เงินกู้เปลี่ยนผ่าน’ ช่วยหนุนฟื้นตัว

    17 ส.ค. 2569 – นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2569 ยังชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า ยังไม่ได้ก้าวกระโดดพ้นภัย หรือพ้นปัญหา เนื่องจากยังมีความเสี่ยงเรื่องสงครามที่ยังไม่จบ ซึ่งไตรมาสที่ 3 นั้น ถือว่าว่าอยู่ในช่วงวิกฤตระลอกที่ 3 เรื่องกำลังซื้อในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง แม้ว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส จะยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้ และถือเป็นกันชนระดับหนึ่งในเรื่องการประคองการบริโภค แต่คงไม่ใช่การกระตุ้นให้การบริโภคกลับมาแข็งแรงได้เลย เพราะอีกด้านหนึ่งก็ต้องระวัง หากไปกระตุ้นการบริโภคมากเกินไปในสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ก็อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอีกได้ ดังนั้นการเร่งออกมาตรการแต่ละส่วนจึงต้องพิจารณาเพื่อสร้างสมดุลอย่างมีประสิทธิภาพ

    “ตอนแรกประเมินว่าตัวเลขเงินเฟ้อมีความเสี่ยงที่จะแย่ไปกว่านี้ ก็ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ไม่ได้แย่อย่างที่คิด แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ เพราะว่าสงครามยังไม่จบ ส่วนเรื่องกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงนั้น ปัจจุบันยังมีโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ยังดำเนินการอยู่ ก็ถือว่าเป็นกันชนระดับหนึ่งในเรื่องการบริโภค ส่วนหลังจากนี้ ก็จะโครงการใช้เงินกู้ ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่รัฐบาลให้โจทย์ไปว่าโครงการต่าง ๆ จะต้องออกมาเพื่อเป็นการเยียวยา บรรเทาภาระและต้นทุนของประชาชน เช่น การบรรเทาค่าไฟฟ้า ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นอีกส่วนที่ช่วยเหลือเรื่องการบริโภคได้บางส่วนด้วย” นายสันติธาร กล่าว

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2569 น่าจะค่อย ๆ ฟื้นตัวได้ดีขึ้น จากแรงสนับสนุนในเรื่อง ‘การท่องเที่ยว’ หลังจากที่ไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยเสริมจากการจัดกิจกรรมประชุม สัมมนาที่สำคัญ อาทิ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-16 ต.ค. 2569 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมถึง 1.5 หมื่นคน จาก 190 ประเทศทั่วโลก, การจัดประชุม World Economic Forum และการจัดเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ Tomorrow Land ซึ่งทั้งหมดจะมีส่วนช่วยทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยที่เคยแผ่วในไตรมาส 2 เริ่มกลับมาได้บ้าง และมีส่วนช่วยในการประคองเศรษฐกิจในปี 2569

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสริมจากเม็ดเงินของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนของการเปลี่่ยนผ่านพลังงาน ที่จะเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น จะเป็นอีกอานิสงส์สำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2569

    อย่างไรก็ดี กลุ่มที่ยังน่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือ ‘ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี’ เนื่องจากกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งรายได้ที่ลดลง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเป็นภาวะที่เรียกว่า Double Squeeze คือการถูกบีบทั้งจากรายได้ที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1051704/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw297VHwJwEg5MLiz29TAHMJ

  • สภาพัฒน์ฯ ชี้ แม้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี แต่..คนไทยสวนกระแสช้อปเสื้อผ้า-รองเท้าฉ่ำ

    สภาพัฒน์ฯ ชี้ แม้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี แต่..คนไทยสวนกระแสช้อปเสื้อผ้า-รองเท้าฉ่ำ

    สภาพัฒน์ฯ ชี้ แม้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี แต่..คนไทยสวนกระแสช้อปเสื้อผ้า-รองเท้าฉ่ำ

    สภาพัฒน์ฯ ชี้ แม้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี แต่..คนไทยสวนกระแสช้อปเสื้อผ้า-รองเท้าฉ่ำ

    เศรษฐกิจฝืด คนไทยรัดเข็มขัด แต่ไม่หยุดช้อป! สศช.เผยไตรมาส 2 เสื้อผ้า-รองเท้ายังโต เครื่องเรือน-ของแต่งบ้านยังไปต่อ สะท้อนคนไทยเลือกตัดรายจ่าย แต่ยังยอมควักเงินให้สิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิต

    • เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงเหลือ 1.9% สะท้อนกำลังซื้อที่เริ่มแผ่ว
    • คนไทยยังช้อปบางหมวด แม้เศรษฐกิจฝืด แต่การใช้จ่ายกลุ่มเสื้อผ้าและรองเท้าเร่งตัวขึ้น ขณะที่เครื่องเรือนและเครื่องตกแต่งยังขยายตัวต่อเนื่อง
    • สศช.มองเศรษฐกิจปี 2569 โต 2.0 ถึง 2.5% ค่ากลางอยู่ที่ 2.2% และคาดการบริโภคภาคเอกชนทั้งปีขยายตัว 2.6%

    เศรษฐกิจฝืด คนไทยรัดเข็มขัด แต่ไม่หยุดช้อป! สศช.เผยไตรมาส 2 เสื้อผ้า-รองเท้ายังโต เครื่องเรือน-ของแต่งบ้านยังไปต่อ สะท้อนคนไทยเลือกตัดรายจ่าย แต่ยังยอมควักเงินให้สิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิต

    ในชีวิตประจำวัน ‘เสื้อผ้า รองเท้า’ อาจไม่ใช่ปัจจัย 4 ตามนิยามดั้งเดิม แต่เป็นของจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่เครื่องเรือนและเครื่องตกแต่งก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ตั้งแต่การแต่งตัวไปทำงาน ไปจนถึงการจัดบ้านให้น่าอยู่ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวในระดับต่ำ หลายคนจึงน่าจะเลือกชะลอการซื้อของที่ไม่จำเป็น หันมารัดเข็มขัด เก็บเงิน และเก็บสภาพคล่องไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่สำคัญกว่า

    แต่ภาพที่เกิดขึ้นจริงกลับน่าสนใจ เพราะพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทยไม่ได้หดตัวลงทุกหมวด โดยเฉพาะ ‘เสื้อผ้า รองเท้า’ และ ‘เครื่องเรือน เครื่องตกแต่ง’ ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนว่าท่ามกลางกำลังซื้อที่เปราะบาง ผู้บริโภคอาจไม่ได้หยุดใช้เงินทั้งหมด แต่กำลังเลือกใช้จ่ายกับสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตและคุณภาพชีวิตมากขึ้น

    ข้อมูลจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. จากการแถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 ระบุว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียงร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 1.9 จากร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนภาพกำลังซื้อโดยรวมที่เริ่มแผ่วลง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดกลับพบ ‘จุดสวนทาง’ ที่น่าสนใจ โดยการใช้จ่ายหมวดสินค้ากึ่งคงทนขยายตัวร้อยละ 3.9 เร่งขึ้นจากร้อยละ 3.6 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการเร่งตัวของการใช้จ่ายในกลุ่ม ‘เสื้อผ้าและรองเท้า’ ขณะที่การใช้จ่ายกลุ่ม ‘เครื่องเรือนและเครื่องตกแต่ง’ ก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง สวนทางกับภาพเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแรงลง

    สภาพัฒน์ฯ ชี้ แม้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี แต่..คนไทยสวนกระแสช้อปเสื้อผ้า-รองเท้าฉ่ำ

    ยิ่งไปกว่านั้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในไตรมาส 2 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.3 จาก 52.8 ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2565 ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยยังมองเศรษฐกิจด้วยความระมัดระวังมากขึ้น แม้ในอีกด้านหนึ่งจะยังควักเงินซื้อเสื้อผ้า รองเท้า รวมถึงของแต่งบ้านอยู่ก็ตาม

    ภาพดังกล่าวจึงน่าจับตาว่า ในวันที่เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตแรง ผู้บริโภคไทยไม่ได้เลือก ‘ไม่ซื้อ’ เสมอไป แต่อาจกำลังเปลี่ยนจากการใช้จ่ายแบบตามใจ ไปสู่การเลือกซื้อสิ่งที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากกว่า ขณะที่ สศช. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.0–2.5 โดยมีค่ากลางที่ร้อยละ 2.2 และคาดว่าการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 2.6

    คำถามจึงไม่ใช่แค่เศรษฐกิจไทยโตแค่ไหน แต่คือในวันที่เงินในกระเป๋ามีจำกัด คนไทยกำลัง ‘ตัดอะไรทิ้ง’ และ ‘ยอมจ่ายอะไรต่อ’ เพราะตัวเลขการบริโภคในไตรมาส 2 อาจกำลังบอกว่า ต่อให้เศรษฐกิจฝืดแค่ไหน เสื้อผ้า รองเท้า และของแต่งบ้านบางอย่างก็ยังไม่หลุดออกจากลิสต์การใช้จ่ายของคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/864652&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19Te1kuOuvSb1U1PVbxKjn

  • สภาพัฒน์ ชี้ศก.ไทยQ3 เริ่มฟื้น ยันฐานผลิตโตโยต้ายังแน่น-ขอจับตาเศรษฐกิจ ก่อนเคาะไทยช่วยฯ 2

    สภาพัฒน์ ชี้ศก.ไทยQ3 เริ่มฟื้น ยันฐานผลิตโตโยต้ายังแน่น-ขอจับตาเศรษฐกิจ ก่อนเคาะไทยช่วยฯ 2

    สภาพัฒน์ ชี้เกาะติดเศรษฐกิจก่อนเคาะไทยช่วยฯ เฟส 2 ยันไม่ห่วงอินโดฯ ดึงโตโยต้าย้ายฐานผลิต คาด GDP ไตรมาส 3 ดีขึ้น หวังสงครามคลี่คลาย

    เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยถึงการประเมินทิศทาง GDP ไตรมาสที่ 3 ปี 2569 โดยคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ที่เติบโต 1.9% ซึ่งชะลอตัวลงจากไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ที่ขยายตัว 2.8% เนื่องจากสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ชะลอลง เป็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ มองว่าแนวโน้มสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่า GDP เศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ 2.2%

    นายดนุชา กล่าวถึงมุมมองต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนว่า ควรจะดำเนินมาตรการต่อในเฟส 2 หรือไม่นั้น มองว่ายังต้องติดตามตัวเลขทางเศรษฐกิจรายเดือนอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ควรต้องใช้อย่างระมัดระวังและตรงตามเป้าหมายมากที่สุด ประกอบกับขณะนี้ยังมีความเสี่ยงด้านราคาพลังงานที่ผันผวนสูง ทำให้มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพราะจะมีผลในระยะยาว ส่วนการทำมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพยังคงต้องพิจารณาปัจจัยอื่นเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจ

    สำหรับประเด็นภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ประเทศอินโดนีเซียพยายามดึงดูดการลงทุนจากบริษัท โตโยต้า ให้ย้ายฐานการผลิตหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซียนั้น มองว่าประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ร่วมกับโตโยต้าที่ฝังรากลึกและขยายตัวอย่างมากตลอด 30 ปีที่ผ่านมา จึงเชื่อมั่นว่าบริษัทญี่ปุ่นยังคงมองประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง

    ส่วนข้อกังวลว่าการปรับลดภาษีรถยนต์ให้ผู้ที่ลงทุนภายในประเทศจะกระทบต่อรายได้ภาครัฐหรือไม่ นายดนุชา ชี้แจงว่า รายได้จากอากรนำเข้าสินค้าต่างๆ ในปัจจุบันมีสัดส่วนไม่มากแล้ว เนื่องจากไทยมีข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ ดังนั้นเป้าหมายหลักของมาตรการนี้ จึงมุ่งเป้าไปที่การสร้างงาน การส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีในภาพรวมมากกว่าการมองเพียงแค่รายได้ภาษีของภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5850231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tf5Omc-VFw0RgyBj4OuYY

  • เศรษฐกิจไทย Q2 โต 1.9% รั้งท้ายอาเซียน  จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง

    เศรษฐกิจไทย Q2 โต 1.9% รั้งท้ายอาเซียน จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง

    จากนี้ชีวิตและปากท้องของคนไทยจะเดินไปทางไหน? คำถามนี้อาจไม่ได้อยู่แค่ในห้องประชุมของรัฐบาลหรือบนตัวเลขเศรษฐกิจ แต่กำลังสะท้อนกลับมาถึงชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง เพราะเมื่อเศรษฐกิจโตช้า ธุรกิจย่อมระมัดระวังการลงทุน การจ้างงาน และการขยายกิจการ ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนอาจฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ รายได้ของคนทำงาน เกษตรกร และผู้ประกอบการรายเล็กก็ยังต้องเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% และเมื่อปรับผลของฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจไทยลดลง 0.2% จากไตรมาสแรก โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนรวมที่ขยายตัว 9.1% โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตถึง 13.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6%

    ด้านการส่งออกยังเป็นแรงพยุงสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 17.6% ขณะที่ปริมาณการส่งออกขยายตัว 13.7% โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้แรงหนุนจากความต้องการในตลาดโลก

    แต่ภาพอีกด้านกลับน่ากังวล เมื่อการนำเข้าสินค้าเร่งตัวแรงถึง 42.3% และปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้น 27.7% ทำให้ดุลการค้ากลับมาขาดดุลอย่างหนัก และส่งผลต่อเนื่องไปยังดุลบัญชีเดินสะพัด

    ไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ที่ระดับ 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 12% ของ GDP และถือเป็นการขาดดุลสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดุลการค้าขาดดุล 12.1 พันล้านดอลลาร์ หรือ 8.2% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

    ขณะเดียวกัน ดุลบริการ รายได้ การโอน และบริจาค ขาดดุลอีก 5.6 พันล้านดอลลาร์ หรือ 3.8% ของ GDP ส่งผลให้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ไตรมาสที่ทั้งดุลการค้าและดุลบริการขาดดุลพร้อมกัน

    เศรษฐกิจไทย Q2 โต 1.9% รั้งท้ายอาเซียน  จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง

    เมื่อหันไปมองประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นช่องว่างการเติบโตของไทยชัดเจนขึ้น โดยเวียดนามขยายตัวถึง 8.39% มาเลเซีย 6% สิงคโปร์ 5.7% อินโดนีเซีย 5.29% และฟิลิปปินส์ 2.3% ขณะที่ไทยโตเพียง 1.9% ทำให้ไทยรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียนที่นำมาเปรียบเทียบ

    แรงส่งของหลายประเทศในภูมิภาคส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนด้าน AI และการใช้จ่ายภายในประเทศ ขณะที่ไทยยังต้องรับมือกับข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก

    ด้านการท่องเที่ยวยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญ โดยไตรมาส 2 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.557 ล้านคน สร้างรายรับจากการท่องเที่ยว 6.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ภาคเกษตรขยายตัว 1.5% และรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 6.6%

    สำหรับแนวโน้มทั้งปี สภาพัฒน์คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 2.0-2.5% โดยมีค่ากลาง 2.2% จากแรงหนุนของการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาคครัวเรือน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 9.6% การบริโภคครัวเรือน 2.6% และมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 15.1%

    อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือความเสี่ยงจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การค้าโลกที่ผันผวน มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกระทบราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน

    โจทย์ของรัฐบาลจากนี้จึงใหญ่กว่าการทำให้ GDP โต 2.2% เพราะสิ่งที่ต้องเร่งทำคือทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้เร็วขึ้น พร้อมสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กระจายไปถึงประชาชน ขณะเดียวกันต้องรับมือกับสัญญาณขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    เพราะหากเศรษฐกิจไทยยังโตช้ากว่าเพื่อนบ้านต่อเนื่อง สิ่งที่ประชาชนอาจรู้สึกได้ในท้ายที่สุด ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนรายงาน GDP แต่คือรายได้ที่โตไม่ทันรายจ่าย งานที่หายากขึ้น ธุรกิจที่ไม่กล้าลงทุน และกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมาเต็มที่

    นี่จึงเป็นอีกบททดสอบสำคัญของรัฐบาลว่า จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากกับดักโตต่ำ และไม่ปล่อยให้ช่องว่างระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านถ่างกว้างขึ้นไปอีก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/864643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OPXQn9sTNATEXijVmX9Zy

  • สศก. เปิดให้บริการ “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” รู้ล่วงหน้า ข้อมูลไหนออกเมื่อไหร่ ใช้งานง่ายในที่เดียว

    สศก. เปิดให้บริการ “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” รู้ล่วงหน้า ข้อมูลไหนออกเมื่อไหร่ ใช้งานง่ายในที่เดียว

    นายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการ สศก. ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร ให้เข้าถึงง่าย ทันเวลา โปร่งใส และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สศก. จึงได้พัฒนาและปรับปรุงการให้บริการข้อมูลบนเว็บไซต์หลัก พร้อมเปิดให้บริการ “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถรับทราบล่วงหน้าว่า ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรที่ต้องการจะเผยแพร่เมื่อใด และเข้าถึงได้จากช่องทางใด ทำให้ไม่พลาดการติดตามข้อมูลสำคัญด้านเศรษฐกิจการเกษตร

    ปัจจุบัน ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ภาคเกษตรต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการผลิต การตลาด และการค้าระหว่างประเทศ การมีปฏิทินเผยแพร่ข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าถึงง่าย จะช่วยให้ เกษตรกร ใช้ข้อมูลราคา ผลผลิต สถานการณ์ตลาด ประกอบการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตร ขณะที่ ผู้ประกอบการ สามารถประเมินแนวโน้มวัตถุดิบ การค้า และห่วงโซ่อุปทาน ส่วน นักวิเคราะห์ นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป จะมีแหล่งข้อมูลกลางสำหรับติดตามสถานการณ์ภาคเกษตร และ ผู้บริหาร กษ. หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการกำหนดมาตรการและขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับ ปฏิทินดังกล่าว นำเสนอในรูปแบบตารางที่ใช้งานง่าย โดยแสดงข้อมูลสำคัญ ได้แก่ รายการ/สินค้า ความถี่ในการเผยแพร่ ช่วงเวลาเผยแพร่ และผู้ประสานงาน/ช่องทางติดต่อ พร้อมจัดหมวดหมู่ข้อมูลให้เห็นภาพรวมอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 10 หมวดหลัก ได้แก่ ผลพยากรณ์ ข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตร ราคาสินค้าเกษตร สถานการณ์การผลิตและการตลาดรายสัปดาห์ ดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร การนำเข้า–ส่งออก ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ปัจจัยการผลิต ภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร และการคำนวณต้นทุน

    รายละเอียดที่แสดงในปฏิทินดังกล่าว ทั้งประเภทข้อมูล ความถี่และช่วงเวลาการเผยแพร่ ผู้ประสานงาน และช่องทางเข้าถึงข้อมูล ถือเป็น Metadata หรือข้อมูลอธิบายชุดข้อมูล ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจลักษณะของข้อมูล และพิจารณาได้ว่าข้อมูลใดเหมาะกับความต้องการ ควรติดตามเมื่อใด และนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร ขณะเดียวกัน การรวบรวมและจัดหมวดหมู่ข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบในลักษณะ Data Catalog หรือบัญชีข้อมูล ยังช่วยให้ค้นหาและเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางการได้สะดวก ลดเวลาและความซ้ำซ้อนในการค้นหา รวมถึงสามารถติดต่อผู้รับผิดชอบได้ตรงจุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Data Governance หรือธรรมาภิบาลข้อมูล ที่ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐเป็นระบบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้ข้อมูลมากยิ่งขึ้น

    ปฏิทินดังกล่าวมีจุดเด่นที่การแสดงรอบการเผยแพร่ข้อมูลอย่างชัดเจน ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส และรายปี ผู้ใช้งานสามารถเลือกติดตามข้อมูลที่ตรงกับความต้องการได้สะดวก รวดเร็ว และนำไปใช้วางแผนล่วงหน้าได้อย่างเหมาะสม รวมถึงมี ตารางทดลองคำนวณต้นทุน เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถประมาณการต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรของตนเองได้บนเว็บไซต์

    ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรไม่เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานทั่วไปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของ สศก. ในฐานะ องค์กรนำในการพัฒนาภาคเกษตรและศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ ที่มุ่งยกระดับการให้บริการข้อมูลภาครัฐให้มีมาตรฐาน โปร่งใส เข้าถึงง่าย และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมแสดงรายชื่อผู้ประสานงานแยกตามหมวดหมู่ข้อมูลและช่องทางติดต่อ เพื่อให้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยตรง รวมทั้งมี               การประเมินความพึงพอใจบนหน้าเว็บไซต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานร่วมแสดงความคิดเห็น และให้ สศก. นำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ สศก. ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าใช้งาน “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” ผ่านเว็บไซต์ www.oae.go.th โดยคลิกเลือกเมนู “ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” ซึ่งภายในหน้าดังกล่าว ได้รวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ หรือเข้าใช้งานปฏิทินฯ ได้โดยตรงที่ https://oae.go.th/home/Agricultural-calendar

    “สศก. มุ่งเน้นการพัฒนาข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรให้เป็นข้อมูลที่เข้าถึงง่าย ใช้ได้จริง ทันเวลา และเผยแพร่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ประชาชน ผู้บริหาร และภาคีเครือข่าย สามารถวางแผนและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการยกระดับบริการข้อมูลภาครัฐ และสนับสนุนการพัฒนาภาคเกษตรไทยให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง” นายชนวัฒน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/1051464/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FI_i5PqGGStCFoNPE9Yed

  • กรมทางหลวงชนบท เสริมการท่องเที่ยว “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หลังเปิดใช้ถนนพุทธภูมิ 4 เลน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เชื่อมสู่แหล่งมรดกโลก ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม

    กรมทางหลวงชนบท เสริมการท่องเที่ยว “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หลังเปิดใช้ถนนพุทธภูมิ 4 เลน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เชื่อมสู่แหล่งมรดกโลก ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม

    กรมทางหลวงชนบท เสริมการท่องเที่ยว “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หลังเปิดใช้ถนนพุทธภูมิ 4 เลน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เชื่อมสู่แหล่งมรดกโลก ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม


    17/08/2569 | 36 |

            นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในทุกภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน เป็นการช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มศักยภาพ ตลอดจนพัฒนาระบบโครงข่ายถนนในจังหวัดให้ครอบคลุมสอดคล้องกับปริมาณความต้องการในการเดินทางของประชาชน ตามนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในส่วนของพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ทช. ได้เปิดใช้ถนนพุทธภูมิ (ถนนสายแยก ทล.4103 – ถนนพุทธภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช) เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถนนสายนี้เป็นสายทางเข้าสู่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของชาวเมืองคอนที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,000 ปี และยูเนสโกได้ประกาศให้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแล้วเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 
     

            ทช. ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศไทยไปสู่ระดับสากล โดยในส่วนของการเดินทาง ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถใช้ถนนพุทธภูมิเพื่อเข้าสู่แหล่งมรดกโลกทางศาสนาและวัฒนธรรม “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ได้อย่างสะดวกปลอดภัย รองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ทช. ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนสายดังกล่าว มีจุดเริ่มต้น กม. ที่ 0+000 บริเวณจุดตัด ทล.4103 – 4+000 บนถนนพุทธภูมิ ระยะทาง 4 กิโลเมตร ก่อสร้างเป็นผิวจราจรแบบคอนกรีต 4 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.25 เมตร (ไป – กลับ) มีไหล่ทางกว้าง 1 – 3 เมตร ตรงกลางเป็นคลองส่งน้ำของกรมชลประทาน พร้อมก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ ความยาว 390 เมตร และมีทางกลับรถ 5 จุด นับเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจของจังหวัด ทั้งในด้านการคมนาคมขนส่ง ด้านการท่องเที่ยว ทั้งยังช่วยคลี่คลายปัญหาการจราจรติดขัดในตัวเมือง แบ่งเบาการจราจรในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชให้สามารถระบายการจราจรออกสู่นอกเมืองได้อย่างคล่องตัว เป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/167712


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/532192&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T0JnmTAOiXl1ivgxs_Qwn

  • เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 ต่ำสุดในอาเซียน พ้นจุดต่ำสุดหรือยัง?

    เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 ต่ำสุดในอาเซียน พ้นจุดต่ำสุดหรือยัง?

    เศรษฐกิจไทย (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า เหลือขยายตัวเพียง 1.9% เหตุไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค พบว่าไทยมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุด สภาพัฒน์ปรับประมาณการ GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 2.2% (ค่ากลาง)

    วันนี้ (17 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขยายตัว 1.9% YoY ชะลอตัวลงจากที่ขยายตัว 2.8% YoY ในไตรมาสแรกของปี 2569 ดังนั้น เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.2% QoQ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

    โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ชะลอตัวมีสาเหตุหลักมาจากเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังนับว่าต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน หลังเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว 8.4% YoY มาเลเซียขยายตัว 6.0% YoY สิงคโปร์ขยายตัว 5.9% YoY อินโดนีเซียขยายตัว 5.3% YoY และฟิลิปปินส์ขยายตัว 2.3% YoY

    วิเคราะห์ ‘ปัจจัยฉุด’ เศรษฐกิจไทยชะลอตัวในไตรมาส 2 ปีนี้

    โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ GDP ไทยไตรมาสล่าสุด ชะลอตัวลงมาจาก (1) การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว โดยขยายตัวเหลือ 1.9% (ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า) เป็นไปตามการลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมาอยู่ที่ระดับ 50.3 (ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส) โดยมีการชะลอตัวในเกือบทุกหมวดสำคัญ ทั้งหมวดบริการ หมวดสินค้าไม่คงทน และหมวดสินค้าคงทน เป็นต้น

    (2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลชะลอตัวลงอย่างมาก เหลือโตเพียง 0.2% (ชะลอลงจาก 3.4% ในไตรมาสก่อนหน้า) เนื่องจากการลดลงของรายจ่ายโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินและค่าตอบแทนแรงงานที่ปรับตัวลดลง 2.8% และ 0.3% ตามลำดับ

    (3) การลงทุนภาครัฐกลับมาหดตัว ปรับตัวลดลง 1.6% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส (เทียบกับการขยายตัว 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า) โดยเฉพาะการลดลงของการลงทุนหมวดเครื่องจักรเครื่องมือและการลงทุนในหมวดก่อสร้าง ตามการลดลงของการก่อสร้างรัฐวิสาหกิจเป็นสำคัญ

    (4) ขณะที่ด้านการผลิต หลายสาขาชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสาขาเกษตรกรรม ขยายตัว 1.5% (ชะลอลงจาก 2.0% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวเพียง 0.1% (ชะลอลงจาก 1.0% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารชะลอตัว โดยขยายตัว 1.5% (ชะลอจาก 2.2% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าชะลอตัว โดยขยายตัว 2.6% (ชะลอลงจาก 3.5% ในไตรมาสก่อน) ขณะที่สาขาก่อสร้างขยายตัวเกือบหยุดนิ่ง โดยขยายตัวเพียง 0.1% (ชะลอลงอย่างรุนแรงจาก 6.2% ในไตรมาสก่อนหน้า)

    เปิด ‘แรงส่ง’ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2: ลงทุนภาคเอกชน-ส่งออก

    แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 จะเผชิญการชะลอตัวในหลายด้าน แต่ยังมีแรงสำคัญ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวถึง 13.4% เร่งตัวขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2555

    ขณะที่การส่งออกสินค้าขยายตัว 17.6% เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญมาจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ขยายตัวสอดคล้องกับกระแสความต้องการในตลาดโลก โดยกลุ่มอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม (ขยายตัว 129%) และชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ขยายตัว 65.5%)

    เศรษฐกิจไทยถึงจุดต่ำสุดหรือยัง

    ดนุชาตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีเศรษฐกิจไทยตอนนี้ผ่านจุดต่ำสุดไปหรือยัง หรือเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ใช่หรือไม่ ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เท่าที่ดูข้อมูลจนถึงตอนนี้ คาดว่าน่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากในครึ่งปีหลัง คาดว่าความรุนแรงของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะเริ่มคลี่คลายลง

    สภาพัฒน์ปรับขึ้นประมาณการ GDP ไทย

    สภาพัฒน์ยังได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ช่วง 2.0-2.5% (โดยมีค่ากลางการประมาณการอยู่ที่ 2.2%) ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนหน้า (ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569) ที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วง 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%)

    โดยสาเหตุสำคัญของการปรับเปลี่ยนประมาณการมาจาก 4 สาเหตุสำคัญ ดังนี้

    • การส่งออกสินค้า โดยสภาพัฒน์ปรับคาดการณ์มูลค่าส่งออกขึ้นเป็น 15.1% (จากเดิมคาดไว้ 9 6%) เนื่องจากทิศทางเศรษฐกิจ และ ปริมาณการค้าโลกปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะความต้องการสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ และ เทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI) ที่ยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
    • นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น โดยปรับคาดการณ์รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 1.65 ล้านล้านบาท (จากเดิมที่คาดไว้ 1.49 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวถึง 10.6% (จากเดิมคาด 6.2%)
    • การลงทุนภาคเอกชน ปรับขึ้นเป็น 9.6% (จากเดิม 3.7%) สอดคล้องกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและเครื่องมือ ตลอดจนความต้องการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุน นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากยอดการขอรับและการออกบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
    • การบริโภคภาคเอกชน ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.6% (จาก 2.4%) สอดคล้องกับการปรับลดประมาณการเงินเฟ้อลงมาอยู่ที่ 1.5-2.0%

    อย่างไรก็ตาม ดนุชากล่าวว่า ประมาณการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภายนอกประเทศที่สำคัญ ความเสี่ยงจากการชะลอตัวมากกว่าที่คาดของเศรษฐกิจและการค้าโลก ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์สูงและธุรกิจ SMEs ที่ยังคงมีความเสี่ยงด้านเครดิตอยู่ในระดับสูงจะเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-q2-lowest-asean/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FJTCsPJLuPnnJ3E9AhRfk

  • สศช.ปรับ GDP ปี 69 โต 2.2% ส่งออก-ลงทุนเอกชนหนุน จับตาน้ำมัน ภาษีสหรัฐฯ-หนี้ SME

    สศช.ปรับ GDP ปี 69 โต 2.2% ส่งออก-ลงทุนเอกชนหนุน จับตาน้ำมัน ภาษีสหรัฐฯ-หนี้ SME

    ‘สภาพัฒน์’ เผยเศรษฐกิจไทย ตรมาส2/69 โต 1.9% สูงกว่าคาด หลังส่งออก-ลงทุนเอกชนแรง พร้อมปรับเป้า GDP ปี 69 จาก 2% เป็น 2.2% คาด Q3 ฟื้นตัวดีขึ้น จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง การค้าโลก น้ำแล้ง และหนี้ SME เร่งรัฐอัดลงทุน-ส่งออก

    17 ส.ค.2569-นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ สศช.เคยคาดไว้ราว 1.15% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน แม้เครื่องชี้เศรษฐกิจในประเทศส่วนใหญ่ชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก และหากปรับผลตามฤดูกาล เศรษฐกิจไตรมาส 2 หดตัว 0.2% จากไตรมาสแรก

    สำหรับการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% เพิ่มจาก 10.1% ในไตรมาสแรก และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเครื่องจักร เครื่องมือ คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6% จากที่ขยายตัว 9.4% ในไตรมาสแรก เนื่องจากการลงทุนรัฐวิสาหกิจลดลง 12.2% แม้การลงทุนรัฐบาลยังขยายตัว 4.9% สศช.จึงเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี

    ส่วนด้านการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% โดยการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 14.1% ได้แรงหนุนจากสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคมเพิ่ม 129% และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์เพิ่ม 65% ขณะที่การส่งออกรถยนต์นั่งลดลง 42.4% ส่วนบริการขยายตัว 5.1% สำหรับการส่งออกสินค้าในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัว 17.6%

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าขยายตัวสูงถึง 27.2% จากการนำเข้าน้ำมันดิบ ชิ้นส่วนแผงวงจรรวม และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เพื่อรองรับการผลิตและส่งออก รวมถึงการเร่งนำเข้าพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ราว 12% ของ GDP แต่หากหักผลจากน้ำมันและทองคำ ไทยยังเกินดุลการค้าประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ชะลอจาก 3.3% ในไตรมาสแรก ขณะที่การบริโภคภาครัฐขยายตัวเพียง 0.2% จาก 3.4% สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงเหลือ 50.3 จาก 52.8 อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีแรกการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัว 2.6%

    ด้านภาคการผลิต ภาคเกษตรขยายตัว 1.5% ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 6.1% เป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 6.6% ส่วนภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% และอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 57.47% ขณะที่สาขาที่พักแรมและบริการอาหารขยายตัว 1.5% ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง 3.8% แม้รายได้ต่อทริปปรับเพิ่มขึ้น สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.96% เงินเฟ้อทั่วไป 2.7% เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 279.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และหนี้สาธารณะ 12.9 ล้านล้านบาท หรือ 66.9% ของ GDP

    นายดนุชา กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนจากวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยี แต่ไทยยังมีข้อจำกัดด้าน Supply Chain ต้องนำเข้าสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบจำนวนมาก ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นความเสี่ยง แม้แนวโน้มสถานการณ์เริ่มดีขึ้น โดยต้องจับตาการส่งผ่านต้นทุนจากราคาผู้ผลิต (PPI) ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 8% ไปยังราคาผู้บริโภค จากสถานการณ์ดังกล่าว สศช.ปรับสมมติฐานเศรษฐกิจโลกปี 2569 จาก 2.9% เป็น 3.3% และการค้าโลกจาก 3.6% เป็น 4.3% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบคาดเฉลี่ย 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินบาทอยู่ที่ 32.5-33.5 บาทต่อดอลลาร์

    นอจากนี้ สศช.ปรับประมาณการส่งออกปี 2569 เป็นขยายตัว 2.5-3.5% จากเดิม 1.8-2.8% และนำเข้าเป็น 7-8% จากเดิม 5.3-6.3% โดยยังคงคาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32 ล้านคน รายได้ 1.65 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 จากค่ากลาง 2% เป็น 2.2% หรืออยู่ในช่วง 2-2.5% คาดการบริโภคเอกชนโต 2.6% ลงทุนเอกชน 9.6% ลงทุนภาครัฐ 3.1% ส่งออก 15.1% และนำเข้า 25.5% เงินเฟ้ออยู่ที่ 1.5-2% และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.2% ของ GDP โดยปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจปีนี้ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง และการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ ขณะที่ต้องติดตามมาตรการภาษีและการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด แม้ไทยยังมีความสามารถแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญ

    ส่วนความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของการค้าโลก เงินเฟ้อและภาวะการเงินโลก ปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วม ภาระหนี้ครัวเรือน รวมถึงคุณภาพสินเชื่อ SME โดยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระอยู่ที่ 15.91% และ NPL ของ SME ราว 9% ของสินเชื่อรวม สำหรับแนวทางบริหารเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี สศช.จะเร่งดูแลภาคเกษตรและบริหารจัดการน้ำ รักษาแรงส่งการส่งออกและกระจายตลาด เร่งอำนวยความสะดวกการลงทุนและพัฒนาระบบนิเวศ Data Center เร่งเบิกจ่ายและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงส่งเสริม PPP และ Thailand Future Fund พร้อมเร่ง Energy Transition และลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าที่มีความเสี่ยง ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาส 3 มีแนวโน้มฟื้นตัวจากไตรมาส 2 หลังผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มลดลง โดยยังคงประมาณการ GDP ทั้งปีที่ 2.2%

    นายดนุชา กล่าวว่า ส่วนกรณีอินโดนีเซียพยายามดึงผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นไปลงทุน ไทยยังมีข้อได้เปรียบจากฐานการผลิตและ Supply Chain อุตสาหกรรมยานยนต์ที่สะสมมากว่า 30 ปี จึงเชื่อว่าผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นยังมองไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ ขณะที่มาตรการอำนวยความสะดวกนำเข้าชิ้นส่วนมีเป้าหมายเพื่อรักษาการจ้างงาน การส่งออก และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ มากกว่าการเพิ่มรายได้จากภาษีนำเข้า

    สำหรับการส่งออกรถยนต์นั่งที่ลดลงกว่า 40% คาดว่าเป็นแนวโน้มต่อเนื่องจากมาตรฐานด้านคาร์บอนและการแข่งขันของรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้น แต่รถกระบะ 1 ตัน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยยังขยายตัวราว 50-55% สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานการผลิตไทย ส่วนอุตสาหกรรม EV ในระยะแรก ไทยอาจต้องนำเข้าชิ้นส่วนที่ยังผลิตไม่ได้ เช่น มอเตอร์และระบบขับเคลื่อน ก่อนพัฒนาการผลิตในประเทศและเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อสร้าง Supply Chain EV ให้แข็งแกร่งและเพิ่มมูลค่าการลงทุนในไทยระยะยาว

    สำหรับมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.นั้น  มองว่ายังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน เนื่องจาก GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นข้อมูลในอดีตและเกิดขึ้นก่อนมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจึงยังไม่สะท้อนผลของมาตรการในช่วงหลัง ดังนั้นหลังมาตรการสิ้นสุด ยังไม่ควรเร่งสรุปว่าจะต้องมีมาตรการใหม่ทันที แต่ควรรอดูข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์และผลของมาตรการที่ดำเนินอยู่ ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและตรงเป้าหมายที่สุด

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1051444/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r3XLFdJEB0TdGei1zWt_a

  • เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 โตเพียง 1.9% ต่ำสุดใน 6 ชาติอาเซียน เวียดนามนำโด่ง 8.4%

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 โตเพียง 1.9% ต่ำสุดใน 6 ชาติอาเซียน เวียดนามนำโด่ง 8.4%

    วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 พบว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าโดยปรับผลของฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.2%

    ตัวเลขดังกล่าวทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดใน 6 ประเทศอาเซียนที่ สศช.นำมาเปรียบเทียบ โดยเวียดนามยังเติบโตสูงที่สุดที่ 8.4% ตามด้วยมาเลเซีย 6.0% สิงคโปร์ 5.9% อินโดนีเซีย 5.3% ฟิลิปปินส์ 2.3% และไทย 1.9% ตัวเลขล่าสุดจากหน่วยงานสถิติของแต่ละประเทศสอดคล้องกัน โดยสิงคโปร์รายงาน GDP โต 5.9% มาเลเซีย 6.0% อินโดนีเซีย 5.29% และฟิลิปปินส์ 2.3% ในช่วงเดียวกัน

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยยังคงรั้งท้ายกลุ่มเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพราะตลอดปี 2568 เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.4% ต่ำที่สุดในกลุ่มเดียวกัน ขณะที่ในไตรมาสแรกปี 2569 ไทยโต 2.8% เท่ากับฟิลิปปินส์ และอยู่ในอันดับต่ำสุดร่วม ก่อนที่ไตรมาส 2 ไทยจะหลุดลงมาอยู่ท้ายตารางเพียงประเทศเดียว

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอลงมาจากฝั่งการใช้จ่าย โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.9% ลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ 50.3 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 14 ไตรมาส ขณะเดียวกันการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลโตเพียง 0.2% จาก 3.4% ในไตรมาสแรก

    ด้านการลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6% นับเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนด้านเครื่องจักรและการก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจที่ลดลง

    อย่างไรก็ตาม จุดที่ยังเป็นแรงส่งสำคัญคือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% เร่งขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสแรก และถือเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2555 โดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องจักรและเครื่องมือที่ขยายตัว 16.6%

    อีกด้านหนึ่งที่ดูเหมือนแข็งแรงคือการส่งออกสินค้า ซึ่งในไตรมาส 2 มีมูลค่า 99,079 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.28 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทั้งอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และเครื่องจักร แต่การเติบโตของการส่งออกไม่ได้สะท้อนกลับมายังภาคการผลิตไทยมากนัก เพราะสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% จาก 1.0% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 57.47% ต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2563 โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ที่ลดลง 7.2%

    ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้ากลับเพิ่มขึ้นถึง 42.3% เร่งขึ้นจาก 33.2% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 20 ไตรมาส ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าในไตรมาสนี้ถึง 1.21 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.92 แสนล้านบาท) จากที่ขาดดุลเพียง 0.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 9,900 ล้านบาท) ในไตรมาสแรก

    ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยก็ยังมีสัญญาณอ่อนแรง โดยไตรมาส 2 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 6.55 ล้านคน ลดลง 4.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงแรงกว่าไตรมาสแรกที่หดตัว 2.4% อย่างไรก็ตาม รายรับจากการท่องเที่ยวยังเพิ่มขึ้น โดยรายรับรวมจากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติอยู่ที่ 6.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 68.97% ต่ำกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน

    นอกจากนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส มูลค่า 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 5.75 แสนล้านบาท) ขณะที่หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.9% ของ GDP

    แม้เศรษฐกิจไตรมาส 2 จะชะลอตัวเหลือ 1.9% แต่ สศช.ยังคาดว่า เศรษฐกิจไทยตลอดปี 2569 จะขยายตัวในช่วง 2.0-2.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.2% เทียบกับการเติบโต 2.4% ในปี 2568 โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคครัวเรือน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะเดียวกัน สศช.ยังปรับคาดการณ์การลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ขึ้นเป็น 9.6% และคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น 15.1% โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงที่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการในตลาดโลก

    อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านตัวเลขเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ภาพของไตรมาส 2 ยังตอกย้ำโจทย์เดิมของเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน กล่าวคือ ในขณะที่เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซียยังสามารถรักษาการเติบโตระดับ 5-8% ได้ เศรษฐกิจไทยกลับโตไม่ถึง 2% และจากที่เคยอยู่ท้ายตารางร่วมกับฟิลิปปินส์ในไตรมาสแรก รอบนี้ไทยกลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มที่ สศช.นำมาเปรียบเทียบอย่างเต็มตัว

    Tags: , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-quarter-2-thailand-gdp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19lqOhuv9sXv4jUhJui_6G