Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กระตุ้นเศรษฐกิจ! รมช.มหาดไทย เปิดงานกาชาดปี 69 ขนทัพสินค้าธงฟ้าดัดหลังค่าครองชีพ เที่ยวฟรี 10 วัน 10 คืน

    กระตุ้นเศรษฐกิจ! รมช.มหาดไทย เปิดงานกาชาดปี 69 ขนทัพสินค้าธงฟ้าดัดหลังค่าครองชีพ เที่ยวฟรี 10 วัน 10 คืน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/149599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P3By6kv3RlxShSLFpoNbp

  • ผ่าแผนพลิกโฉมสองยักษ์ ‘NT-ปณท’ ดันขึ้นแท่นเสาหลัก ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ | เดลินิวส์

    ผ่าแผนพลิกโฉมสองยักษ์ ‘NT-ปณท’ ดันขึ้นแท่นเสาหลัก ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ | เดลินิวส์

    โดยล่าสุดรัฐบาลภายใต้การนำของ “พรรคภูมิใจไทย” ได้ตัดสินใจเพิ่มตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี เพิ่มขึ้น ถือเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ “กระทรวงไอซีที” จนเปลี่ยนมาเป็น “กระทรวงดีอี” ในปัจจุบัน

    ซึ่งผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจาก นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ให้มานั่งเก้าอี้ รมช.ดีอี ก็คือ “แนน-บุณย์ธิดา สมชัย” และยังได้กำกับดูแลสองรัฐวิสาหกิจแถวหน้าของประเทศอย่าง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ถือเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสององค์กรต้องฝ่าพายุการแข่งขันที่รุนแรง ในตลาดโทรคมนาคม และตลาดโลจิสติกส์

    แนนบุณย์ธิดาได้เดินสายมอบนโยบายและแนวทางบริหารงานเชิงรุกให้แก่สองรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงดีอี เพื่อสางปมปัญหาเรื้อรัง พร้อมติดปีกให้ทั้งสององค์กรทรานส์ฟอร์มตัวเองเพื่อให้แข่งขันในตลาดสร้างเม็ดเงินหล่อเลี้ยงองค์กรให้อยู่ได้โดยไม่ขาดทุนจนเป็นภาระกับรัฐบาล สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

    โดยเฉพาะ NT คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเป็นชื่อที่ยิ่งใหญ่และกุมหัวใจหลักด้านการสื่อสารของประเทศ ทว่าในมิติการแข่งขันเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะ “เค้กชิ้นใหญ่”อย่างตลาดโทรศัพท์มือถือ ต้องยอมรับตามตรงว่า NT ไม่สามารถแข่งขันลงไปหั่นราคาซัดกับยักษ์ใหญ่ภาคเอกชนได้อย่างเต็มสูบ

    “รมช.ดีอี” บอกว่า ปัจจุบันอย่าไปคิดว่า  NT จะแข่งขันไม่ได้ ขอให้ดูอย่าง “โนเกีย” ที่ในอดีตเป็น ยักษ์มือถือ แต่เมื่อแข่งขันไม่ได้ ก็หันไปทำ เรื่องโซลูชันระบบหลังบ้าน จึงกลายเป็นยักษ์ใหญ่ท็อป 3 ของโลก จึงได้ให้นโยบายปรับเข็มทิศใหม่ มุ่งเน้นดึงศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลายและสินทรัพย์อาคารสถานที่จำนวนมหาศาลทั่วประเทศ มาแปรเปลี่ยนเป็นบริการเพื่อตอบโจทย์และรองรับงานของภาครัฐ 

    โดยให้จัดทำลิสต์บริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของหน่วยงานรัฐ ว่ารายละเอียดมีบริการใดบ้าง เพื่อดึงเม็ดเงินจากงบประมาณรัฐกลับคืนสู่องค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 69 นี้ ได้มีการประมาณการว่า NT จะขาดทุนกว่า 5,900 ล้านบาท เนื่องจากหมดใบอนุญาตธุรกิจมือถือจาก กสทช.

    นอกจากนี้ อีกบทบาทที่สำคัญของ NT คือในพาร์ตความมั่นคงระดับชาติ โดยเฉพาะ “ทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ” ผ่านเคเบิลใต้ทะเล โดยมอบหมายให้  NT เร่ง “สร้างสมดุลทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ” 

    “ปัจจุบันทราฟฟิกข้อมูลของไทยผ่านสายเคเบิลใต้น้ำ(Submarine Cable) เพียงร้อยละ 20 ในขณะที่อีกร้อยละ 80 ต้องพึ่งพาโครงข่ายภาคพื้นดิน (Terrestrial) ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน ถือเป็นความเสี่ยงขั้นวิกฤติทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) หากเกิดการปะทะหรือความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน ระบบการสื่อสารของไทยอาจเป็นอัมพาตทันที ขณะเดียวกัน เคเบิลใต้น้ำที่มีอยู่เพียง 7-8 เส้น ก็ชำรุดเสียหายจนใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพจริงแค่ 2-3 เส้นเท่านั้น 

    ยิ่งชนวนเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังระอุ ยิ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าไทยต้องรีบสร้างสมดุลโครงข่ายใหม่ แม้จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงหลักพันล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับ ความมั่นคงไซเบอร์ของประเทศแล้ว ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

    นอกจากนี้ ปัญหา “ต่างคนต่างทำ” บริเวณจุดขึ้นบกโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (International Gateway) ทั้งที่จังหวัดสงขลา 3 แห่ง และสตูล 4 แห่ง ซึ่งพื้นที่สตูลทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติ ทำให้เกิดข้อจำกัดเกี่ยวกับกฎหมาย จึงเตรียมชงนโยบายจำกัดและกำหนดจุดขึ้นบกให้เหมาะสม พร้อมพิจารณาใบอนุญาตประเภทที่ 3 แบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้รัฐควบคุมดูแลได้เบ็ดเสร็จ

    อย่างไรก็ตาม ตามแผนงานของ ..สรรพชัยย์ หุวะนันทน์กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็นที ได้รายงานว่า กลุ่มธุรกิจที่ยังมีศักยภาพ คือ ตัวโครงสร้างพื้นฐาน ท่อ เสาสายดิจิทัลโซลูชัน  เรื่อง คลาวด์ กลางภาครัฐ ฯลฯ ตามแผน 5 ปี ได้ประมาณการว่า เอ็นทีจะขาดทุนประมาณ 5,900 ล้านบาท แต่จากการปรับตัว เน้นหารายได้ใหม่ ลดค่าใช้จ่าย และทรานส์ฟอร์มองค์กร ทำให้ภายใน 2-3 ปี NT จะกลับมามีผลประกอบการเป็นบวกได้

    ข้ามฝั่งมาที่ผู้นำส่งกล่องพัสดุสีแดงอย่าง “ไปรษณีย์ไทย” บริษัทขนส่งแห่งชาติ กำลังเผชิญศึกหนักจากสงครามราคาของค่าย
    โลจิสติกส์ต่างชาติจนแทบไม่เหลือกำไร

    รมช.ดีอีบอกว่า ได้สั่งให้สลัดภาพลักษณ์ผู้ส่งจดหมายเดิม ๆ พลิกโฉมสู่การเป็น พาร์ตเนอร์หลักของทุกกระทรวงโดยให้ฝ่ายนโยบายรวบรวมงานอีเวนต์และมหกรรมแสดงสินค้าของทุกหน่วยงานรัฐเพื่อทำ MOU ให้ไปรษณีย์ไทยเป็นผู้ให้บริการขนส่งรายหลัก  โดยเริ่มจากการจับมือกับกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ขนสินค้า OTOP ทั่วประเทศมาขึ้นแท่นขายบนแพลตฟอร์ม Thailandpostmart ตั้งเป้าแย่งชิงเค้กจากแพลตฟอร์มเอกชนอื่นที่ขายอยู่ 300-400 ล้านบาทต่อปี มาเติมเต็มของไปรษณีย์ไทยที่มียอดขายผ่านแพลตฟอร์มอยู่ 700 ล้านบาท 

    พร้อมเตรียมขยายผลไปยังกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดึงสินค้ากลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสินค้า Made in Thailand เข้าสู่ระบบ โดยชูจุดแข็งเรื่องคุณภาพความพึงพอใจของลูกค้าที่สูงถึง 98%ขนส่งตรงเวลา สินค้าไม่แตกหัก และเข้าถึงทุกตรอกซอกซอย ซึ่งเป็นจุดที่เอกชนรายย่อยทำไม่ได้

    นอกจากนี้ รมช.ดีอีชี้ช่องใหม่ให้บุก ตลาดเครื่องประดับและอัญมณีซึ่งไทยเป็นฮับการส่งออกระดับโลก พ่อค้าแม่ค้ากลุ่มนี้กระเป๋าหนักและต้องการระบบขนส่งที่ปลอดภัยสูงสุด เพื่อส่งมอบบริการระดับพรีเมียม ในด้าน ลดต้นทุนพลังงาน ทางกระทรวงดีอีพร้อมหนุนแผนเปลี่ยนผ่านรถจักรยานยนต์ของพี่ไปรฯ กว่า 25,000 ราย ให้เป็นรถไฟฟ้า (EV) พร้อมอุดหนุนดอกเบี้ยราคาถูก ซึ่งหากสั่งซื้อเป็นลอตใหญ่ จะช่วยลดราคาตัวรถลงไปได้อีก ช่วยลดภาระค่าน้ำมันให้พนักงานเดินสายได้อย่างชัดเจน

    สำหรับสินทรัพย์คลังสินค้าและที่ดินทำเลทองที่ถูกปล่อยร้าง ได้เร่งสั่งการให้นำมาเปิดให้เอกชนเช่าทำออฟฟิศหรือจัดอีเวนต์เพื่อแปรสินทรัพย์เป็นทุน ดีกว่าปล่อยให้ทรุดโทรมจนเสียค่ารีโนเวต รวมถึงให้ศึกษาการเปิดตัวบริการระดับพรีเมียมดึงเม็ดเงินเข้ากระเป๋า เช่น การเปิดให้ประมูลเลือกเลขสวยสำหรับระบบ Digital Post ID (รหัสประจำที่อยู่ดิจิทัล) คล้ายกับการประมูลเลขทะเบียนรถยนต์

    การเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ของทั้ง NT และไปรษณีย์ไทย จึงไม่ใช่แค่การพยุงองค์กรรัฐวิสาหกิจให้รอดพ้นจากภาวะขาดทุน แต่เป็นการวางรากฐาน Digital Infrastructure

    สร้างแต้มต่อให้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย.

    จิราวัฒน์ จารุพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5884933/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gCIjkuSD7eF2vGkOdLiu2

  • รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม เข้าพบหารือกับนางกาตริน เปการ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมสาธารณรัฐฝรั่งเศส (Mrs. Catherine Pégard) เพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส และสานต่อสายสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 340 ปี นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมในระดับประชาชน สังคม และภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยฝ่ายไทยได้แสดงเจตนารมณ์ในการยกระดับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านโครงการและกิจกรรมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกระทรวงวัฒนธรรมไทยในการศึกษาต้นแบบการบริหารจัดการวัฒนธรรมระดับโลกของฝรั่งเศส เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ คณะผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรมยังได้พบหารือกับผู้แทนหน่วยงานวัฒนธรรมชั้นนำของฝรั่งเศส อาทิ Comité Colbert, Centre National de la Danse (CND) และ France Muséums เพื่อผลักดันความร่วมมือสำคัญใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ การยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ การแลกเปลี่ยนด้านศิลปะการแสดง ความร่วมมือด้านพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ ฝ่ายไทยเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาว และช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378977797&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mMFENkZV1S0NtZdThcnUO

  • ‘สภาพัฒน์’ ชี้ 4 ความเสี่ยง 6 ประเด็นสำคัญ  บริหารเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

    ‘สภาพัฒน์’ ชี้ 4 ความเสี่ยง 6 ประเด็นสำคัญ บริหารเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  คงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่าจะขยายตัวได้ 1.5 – 2.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2% ทั้งนี้แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาจะขยายตัวได้ 2.8% เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ปีก่อนที่ขยายตัวได้ 2.5% แต่เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง บอกว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ถือว่าขยายตัวได้อย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะการลงทุนรวมที่ขยายตัวได้ 9.9%  และการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวได้กว่า 10.1% ขณะที่การส่งออกก็ยังขยายตัวได้ในระดับที่ดี แต่เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันของเงินเฟ้อ เนื่องมาจากราคาสินค้าที่ทยอยปรับตัวตามต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง โดยเห็นได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐที่ปรับตัวสูงมาก เพราะกังวลปัญหาเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมาก  

    • รับมือวิกฤตปากท้อง

    ส่วนเศรษฐกิจในประเทศจะเริ่มเผชิญกับ “วิกฤตปากท้อง” ที่มาจากราคาสินค้าแพง ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตการปิดกิจการ และการจ้างงานที่ลดลงได้ ซึ่งรัฐบาลได้ป้องกันความเสี่ยงโดยมีการออกโครงการไทยช่วยไทยพลัสมาบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชน

    ‘สภาพัฒน์’ ชี้ 4 ความเสี่ยง 6 ประเด็นสำคัญ  บริหารเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

    ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากสาเหตุของวิกฤตครั้งนี้มาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยปัจจัยความขัดแย้งจากสหรัฐ – อิหร่าน และอิสราเอล ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะจบลงในรูปแบบใด ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลายไปมาก ทำให้ราคาน้ำมันและราคาพลังงาน น่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกนานพอสมควร

    จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูงในปีนี้ “สภาพัฒน์”ระบุว่ามีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ 4 ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง และรัฐบาลควรต้องให้ความสำคัญใน 6 ประเด็นในการบริหารเศรษฐกิจ โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

    • 4 ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจปี 69 

    1.วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกระทบต่อแหล่งผลิตพลังงานและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยที่ 117.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนมีนาคม-เมษายน เมื่อเทียบกับ 67.5 ดอลลาร์ ในช่วงก่อนเหตุการณ์ ส่งผลต่อเนื่องให้ดัชนีผู้ผลิต (PPI) ในเดือนเมษายนเร่งตัวขึ้น 9.1% และกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบสำคัญ เช่น แนฟทา อีเทน และแม่ปุ๋ยยูเรีย ที่จะกระทบต่อต้นทุนการทำเกษตรในระยะต่อไป

    2.การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความผันผวนทางการเงิน โดยต้องติดตามมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะแนวโน้มการกลับมาเก็บภาษีน่าเข้าต่อจีนในระดับสูงหลังวันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 รวมถึงนโยบายดอกเบี้ยสูงยาวนาน (Higher-for-longer) หากเงินเฟ้อกลับมาอยู่ในระดับสูง รวมทั้งความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน รวมทั้งการเฝ้าระวังไวรัสฮันตา (Hantavirus) ที่อาจกระทบการท่องเที่ยว และส่งออกสินค้า หากมีการระบาดในวงกว้าง

    3.หนี้สินครัวเรือนและคุณภาพสินเชื่อ SME  โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP กลับมาเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ท่ามกลางความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ และเป็นปัจจัยที่ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้มีข้อจำกัด

    4.ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ แม้ปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีอยู่ 20.3% แต่คาดการณ์ว่าช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño)  ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภัยแล้งรุนแรงกระทบผลผลิตข้าวนาปี มันสำปะหลัง และข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร

    • กางแผน 6 ประเด็นบริหารเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    ทั้งนี้เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมั่นคง สภาพัฒน์ได้เสนอประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ 6 ด้าน ประกอบด้วย

    1.มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงาน ผ่านการจัดหาแหล่งสำรองที่หลากหลาย และดำเนินมาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted) ต่อกลุ่มพึ่งพิงพลังงานสูง เช่น ภาคขนส่ง ประมง และก่อสร้าง พร้อมทั้งเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดผ่านระบบ Direct PPA และ Smart Grid

    2.เร่งรัดการลงทุนภาคเอกชน โดยดำเนินการผ่านระบบ Thailand Fast Pass เพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ปัญหาอุปสรรคการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยียุคใหม่ เช่น AI และหุ่นยนต์ รวมถึงส่งเสริมให้ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตโลก

    3.ผลักดันการส่งออก โดยเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการสิ่งแวดล้อมอย่างมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) และ กฎหมายของสหภาพยุโรป (EU) ที่ห้ามนำเข้าและส่งออกสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม (EUDR) ของยุโรป พร้อมเร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ปากีสถาน และตุรกี ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อกระจายความเสี่ยงไปสู่ตลาดใหม่

    4.รักษาวินัยการเงินการคลัง  โดยตั้งเป้าเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 90.7%  โดยเป็นงบลงทุนไม่น้อยกว่า 70% และบริหารจัดการเงินกู้แก้ไขวิกฤตพลังงานวงเงิน 400,000 ล้านบาท อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เพื่อรองรับวิกฤต

    5.การดูแลเกษตรกรจากภัยแล้ง โดยเร่งหาแหล่งนำเข้าแม่ปุ๋ยทดแทนตะวันออกกลาง และเตรียมรับมือ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ในครึ่งปีหลังโดยการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูกฤดูกาลใหม่

    และ 6.แก้ไขปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ ดำเนินการเชิงรุกผ่านมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยปรับโครงสร้างหนี้ และยกระดับฐานข้อมูลหนี้สินครัวเรือนให้ครอบคลุมเพื่อการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1235085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g0sVaUhf4iJkjFe1gV6Gz

  • ราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 25/05/69 ทิศทางผันผวน

    ราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 25/05/69 ทิศทางผันผวน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/149581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CLD0ock5uAg_eWqbM2DgZ

  • จับตาตลาดหุ้นสหรัฐฯ โอกาสหรือความเสี่ยงก่อนเปิดตลาด 25/05/69

    จับตาตลาดหุ้นสหรัฐฯ โอกาสหรือความเสี่ยงก่อนเปิดตลาด 25/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/149580&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ylC7_fQCPtqyfaipknmOQ

  • กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มยอด รัฐบาลตีปี๊บ ชวนร้านค้าทั่วประเทศ ร่วม‘ไทยช่วยไทยพลัส’

    กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มยอด รัฐบาลตีปี๊บ ชวนร้านค้าทั่วประเทศ ร่วม‘ไทยช่วยไทยพลัส’

    วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มยอด
    รัฐบาลตีปี๊บ
    ชวนร้านค้าทั่วประเทศ
    ร่วม‘ไทยช่วยไทยพลัส’

    รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มยอดขาย ร้านค้าที่เคยร่วม โครงการยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” 25-30 พ.ค. ส่วนร้านค้าใหม่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 25 พ.ค.-31 ก.ค. ขณะที่สารคามห้างแตก! ชาวบ้านแห่เหมารถข้ามอำเภอนับ 100 ก.ม. ปักหลักรอคิวกรุงไทย ยืนยันตัวตนแอปฯ“เป๋าตัง”รับเงิน“ไทยช่วยไทยพลัส”

    เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ
    รายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเปิดรับสมัครร้านค้าเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการมาก่อน สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

    สำหรับการใช้จ่ายผ่านร้านค้าในโครงการ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา06.00 – 23.00 น. ขณะที่การใช้จ่ายผ่านระบบ Food Delivery จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ร้านค้า

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการสนับสนุนการใช้จ่ายระหว่างภาครัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง และช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนในช่วงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    “รัฐบาลขอเชิญชวนร้านค้าทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายฐานลูกค้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากระดับชุมชน โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ร้านค้ารายเล็กและประชาชนในพื้นที่ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

    วันเดียวกัน ที่บริเวณหน้าศูนย์การค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ได้มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมารวมตัวยืนเข้าแถวรอคิวอย่างเนืองแน่นตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนที่ห้างสรรพสินค้าจะเปิดทำการในเวลา 10.30 น.โดยจุดประสงค์หลักของประชาชนกลุ่มร้อยละ 90 คือการเดินทางมาติดต่อทำธุรกรรมที่ธนาคารกรุงไทย สาขาภายในห้างฯ เพื่อทำการยืนยันตัวตนและแก้ไขปัญหาทางเทคนิคในแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ซึ่งบางรายเจอปัญหาเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์มือถือใหม่ บางรายระบบล็อกเนื่องจากจำรหัสผ่านไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถลงทะเบียนเตรียมรับสิทธิ์โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่าง “โครงการไทยช่วยไทยพลัส”ได้

    จากการตรวจสอบพบว่าประชาชนส่วนใหญ่เดินทางมารอตั้งแต่เวลา 08.00 น. ซึ่งก่อนเวลาห้างเปิดถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยหลายคนยอมรับว่าต้องเดินทางมาจากต่างอำเภอที่ห่างไกล เช่น อำเภอโกสุมพิสัย, อำเภอกุดรัง และอำเภอวาปีปทุม เป็นต้น เนื่องจากธนาคารกรุงไทยสาขาตามต่างอำเภอจะปิดให้บริการในวันเสาร์และอาทิตย์ มีเพียงสาขาในห้างสรรพสินค้าภายในตัวเมืองเท่านั้นที่เปิดทำการ ส่งผลให้ประชาชนที่ไม่มีเวลาในวันธรรมดาจำเป็นต้องหลั่งไหลเข้ามาในเมืองพร้อมๆ กัน

    ทั้งนี้ เมื่อใกล้ถึงเวลาห้างเปิด ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยได้เร่งเดินเท้าออกมาบริหารจัดการระบบคิวที่บริเวณด้านนอก เพื่อลดความแออัดภายในสำนักงาน โดยมีการแจกใบคำร้อง ข้อมูลส่วนตัว เลขประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และให้เขียนกำกับความประสงค์ให้ชัดเจน เช่น จำรหัสไม่ได้ หรือ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ พร้อมชี้แจงว่าจะเรียกคิว
    ให้เข้าใช้บริการภายในธนาคารรอบละ10 คิวเท่านั้น เพื่อความรวดเร็วและปลอดภัย

    จากการสอบถาม นางสมบูรณ์ ชาวบ้านบ้านหวาย อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า ตนเองและเพื่อนบ้านรวม 3 คน ต้องตัดสินใจลงขันรวมเงินกันคนละ 200 กว่าบาท เพื่อเหมารถยนต์จากหมู่บ้านในราคา 700 บาท มารอกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ระยะทางจากบ้านมาถึงตัวเมืองรวม 50 กิโลเมตร หากเดินทางไป-กลับก็ร่วม 100 กิโลเมตร

    สาเหตุที่ต้องดั้นด้นมาเพราะตนเองพึ่งซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่และเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ จึงต้องมาให้ธนาคารช่วยแก้ไขระบบให้ ที่ผ่านมาตนเองเสียสิทธิ์และไม่เคยได้รับเงินเยียวยาจากโครงการใดๆ ของรัฐบาลเลย ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง หรือโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท เนื่องจากโทรศัพท์เครื่องเก่าตกรุ่นและไม่รองรับระบบเทคโนโลยี

    “ถามว่าเงินโครงการไทยช่วยไทยที่รัฐบาลจะแจกให้ใช้คนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน (รวม 4,000 บาท)มันพอไหม ก็บอกตรงๆ เลยว่าไม่พอหรอก แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ถ้าได้เดือนละ 5,000 บาทน่าจะพอพยุงชีพได้ ตอนนี้ค่าใช้จ่ายมันเยอะมาก ของแพงไปหมดทุกอย่าง หันไปดูอาชีพทำนาก็มีแต่จะตาย ค่ารถแพง ค่าแรงแพง ค่าปุ๋ยแพง ค่ารถเกี่ยวข้าวก็แพงขึ้นทุกปี มีแต่อย่างเดียวที่ถูกคือราคาข้าว ขายไม่ได้ราคาเลย ขาดทุนย่อยยับ ทำได้แค่เก็บไว้กินเองใน
    ครัวเรือน จึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลหันมาใส่ใจดูแลประชาชนบ้าง เผื่อเลือกพวกท่านเข้าไปเป็นตัวแทนแล้วก็อย่าเข้าไปเอาแต่เถียงกันในสภาเลย มันน่าเบื่อ ชาวบ้านข้างนอกเขาจะอดตายกันหมดแล้ว” นางสมบูรณ์ กล่าวอย่างอัดอั้น

    ด้าน นางสาวจำปา อายุ 50 ปี ราษฎรบ้านหัวช้าง อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ตนเองเดินทางข้ามอำเภอเข้ามาในเมืองระยะทางไป-กลับรวม 96 กิโลเมตร เนื่องจากโครงการคนละครึ่งในรอบที่ผ่านมาตนลงทะเบียนไม่ทันมารอบนี้พยายามศึกษาจนดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตังมาติดตั้งและทำตามขั้นตอนเองเสร็จหมดแล้ว แต่ปรากฏว่าระบบสมาร์ทโฟนแจ้งข้อความเตือนให้เดินทางมาติดต่อธนาคารกรุงไทยในวันถัดไป ตนจึงต้องยอมเสียเงินเสียเวลาเดินทางมา ยอมรับว่าขั้นตอนระบบดิจิทัลของรัฐบาลมันยุ่งยากมากสำหรับตาสีตาสาที่ทำไม่เป็น แต่หากรอบนี้ระบบมีปัญหาจนต้องเสียสิทธิ์อีกก็คงไม่เป็นไร คงต้องรอลงทะเบียนรอบใหม่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ(บัตรคนจน) แทน

    “สำหรับเงิน 4,000 บาท จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสในครั้งนี้ มองว่าไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตท่ามกลางสภาวะข้าวของแพง แต่ก็ยังดีที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระได้บ้าง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาได้ อยากเสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินก้อนเดียวรวดเดียว 4,000 บาทเลยจะบริหารจัดการง่ายและดีกว่าการทยอยแบ่งจ่ายรายเดือน” นางสาวจำปา ระบุ

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ตลอดทั้งวันยังคงมีประชาชนจากตำบลและอำเภอต่างๆ ในจังหวัดมหาสารคาม ทยอยเดินทางมาเข้าคิวเพื่อแก้ไขระบบแอปพลิเคชันเป๋าตังกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางธนาคารกรุงไทยสาขาในห้างฯ ยืนยันว่าจะให้บริการประชาชนทุกคนที่มาติดต่ออย่างเต็มกำลังเพื่อไม่ให้ตกหล่นจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐในรอบนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/966376&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14EjDamd0krioSYwwYUWqg

  • ททท. รุกตลาดวัย 50+ ดันท่องเที่ยวคุณภาพกระตุ้นเศรษฐกิจภาคกลาง

    ททท. รุกตลาดวัย 50+ ดันท่องเที่ยวคุณภาพกระตุ้นเศรษฐกิจภาคกลาง

    ททท. รุกตลาดวัย 50+ ดันท่องเที่ยวคุณภาพกระตุ้นเศรษฐกิจภาคกลาง

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการกระตุ้นการท่องเที่ยวในกลุ่มนักท่องเที่ยว Active Senior หรือผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านกำลังซื้อ และความต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    โดยดำเนินการผ่าน Feel Young Travel On – ทริปสดใสหัวใจ Young แจ๋วอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี ชัยนาท นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี เป็นต้น 

    ทั้งนี้ จะมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ เที่ยวใกล้ เดินทางสบาย สุขภาพดี สนุกแบบมีคุณค่า รวมถึงถ่ายทอดแนวคิดการออกไปสัมผัสทุกโมเมนต์ของความสุข หรือ Feel All The Feelings ผ่านการเดินทางที่ตอบโจทย์ทั้งร่างกายและจิตใจ ภายใต้แนวคิดสุขทันทีที่เที่ยวภาคกลาง 

    ททท. รุกตลาดวัย 50+ ดันท่องเที่ยวคุณภาพกระตุ้นเศรษฐกิจภาคกลาง

    สำหรับการดำเนินการภายใต้โครงการดังกล่าว จะมี 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิน Young แจ๋ว โดยจะมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผ่านการคัดสรรร้านอาหาร คาเฟ่ และสถานประกอบการที่มีคุณภาพ เพื่อนำเสนออาหารที่หลากหลาย ทั้งบรรยากาศผ่อนคลายและบริการระดับพรีเมียม สอดคล้องกับแนวคิดการเติมเต็มความสุขในทุกช่วงเวลา

    และเที่ยว Young แจ๋ว ซึ่งจะมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพควบคู่การดูแลสุขภาพ (Well-being Tourism) โดยครอบคลุมบริการด้านที่พัก การเดินทาง และกิจกรรมท่องเที่ยวที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัย ช่วยให้ผู้เดินทางสามารถพักผ่อน ฟื้นฟูร่างกาย และสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่

    การดำเนินโครงการดังกล่าว ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญของ ททท.ภูมิภาคภาคกลาง ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมของกลุ่มนักท่องเที่ยว Active Senior (50+) ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวภายในประเทศ 

    และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/659770&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CenzWqQT_Uzn82wW2_zHN

  • นักวิชาการ มธ.เสนอนายกฯ หารือ ‘มาครง’ ดึงลงทุน ดันไทยสู่สายตาโลก

    นักวิชาการ มธ.เสนอนายกฯ หารือ ‘มาครง’ ดึงลงทุน ดันไทยสู่สายตาโลก

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอนายกฯ หารือ “มาครง-ยูเนสโก” ดึงลงทุนเพิ่ม พร้อมต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ไทย หนุน Creative Economy แนะสร้างความสัมพันธ์ IEA เปิดทางหาแหล่งน้ำมัน

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 22-25 พ.ค. 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ในการสร้างความร่วมมือและต่อยอดการสนับสนุนเชิงเศรษฐกิจ

    ตลอดจนนำเสนอมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากได้พบนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญ อาทิ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ฯลฯ และนักธุรกิจอีกหลากหลายประเทศ

    ในส่วนของประเด็นที่สามารถพูดคุยได้ทันที เช่น การหารือร่วมกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกเพื่อต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งยูเนสโกได้รับรองให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต สุโขทัย เพชรบุรี สุพรรณบุรี เชียงราย สงขลา และน่าน

    โดยตั้งเป้าผลักดันให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยทั้งเมืองหลักและเมืองที่อยู่รอบๆ ในแง่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของประเทศด้วย

    นักวิชาการ มธ.เสนอนายกฯ หารือ 'มาครง' ดึงลงทุน ดันไทยสู่สายตาโลก

    “พิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตและอุตสาหกรรมจะอ่อนไหวต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจไทยจึงกำลังเจ็บหนักจากการเป็นเศรษฐกิจการผลิต การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กลายเป็นอีกเครื่องยนต์ของไทยจึงสำคัญมาก เพราะสิ่งที่ส่งออกจะไม่ใช่สิ่งของ แต่คือวัฒนธรรม หรือความคิดสร้างสรรค์ การเน้นไปที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะทำให้ไทยไม่เจ็บหนักเช่นนี้ในอนาคต” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนการเข้าพบผู้อำนวยการ IEA นั้น ถึงแม้ว่า IEA จะไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาพลังงานโลก แต่การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ IEA จะมีส่วนช่วยในการเปิดประตูให้ไทยเชื่อมโยงไปสู่แหล่งพลังงาน หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้

    ตลอดจนการได้รับคำแนะนำ หรือแนวทางดีๆ ที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อรับมือกลับวิกฤตพลังงาน และช่วยบรรเทาปัญหาพลังงานในประเทศได้

    สำหรับการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade: MRT) ประจำปี 2569 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ค. 2569 ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ควรดำเนินการมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    1. หาช่องทางในการพูดคุยเพื่อผลักดันให้ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ ให้ได้ ไม่ว่าจะผลิตและส่งออก หรือการดึงดูดการลงทุนเข้าในประเทศ

    2. การแสดงจุดยืนและท่าทีทางการเมืองเรื่องความเป็นกลางของไทยในเวทีโลก

    3. การสื่อสารถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแผนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่างๆ เช่น แผนในการใช้เงินกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้เป็นจังหวะที่ทุกประเทศกำลังมองหาพื้นที่ในการลงทุนใหม่ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งทำให้การตัดสินใจลงทุนจะพิจารณาจากพื้นที่ที่ความเสี่ยงน้อย ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว และไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความน่าสนใจ

    ฉะนั้น หากมีการวางมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจชัด ประกอบกับการเชิญชวนนักลงทุนในเวทีโลก จะช่วยให้ไทยสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งหากใช้เวทีนี้ในการตกลง หรือวางแผนในการขับเคลื่อนต่อได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว

    “การเดินทางไปพบปะหารือและร่วมประชุมของรัฐบาลไทยครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญของไทยในการจะขยับนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากทำให้โลกเห็นไทยอยู่ในสายตา ท่ามกลางโลกที่วุ่นวายในปัจจุบัน”

    ทั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำไปสู่ความร่วมมืออื่นๆ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลกจากการมีตำแหน่งแห่งที่ที่ชัดเจนในทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โดยเฉพาะหากสามารถวางตัวได้เหมาะสม และหาสมดุลระหว่างความวุ่นวายทางการเมืองกับโอกาสทางเศรษฐกิจได้ดี”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1235333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FuTqLOmYcdM6UPYztpTzZ

  • รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัคร ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัคร ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัคร ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน

    วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ‘ลลิดา เพริศวิวัฒนา’ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเปิดรับสมัครร้านค้าเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการมาก่อน สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

    สำหรับการใช้จ่ายผ่านร้านค้าในโครงการ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. ขณะที่การใช้จ่ายผ่านระบบ Food Delivery จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ร้านค้า

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการสนับสนุนการใช้จ่ายระหว่างภาครัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง และช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนในช่วงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    “รัฐบาลขอเชิญชวนร้านค้าทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายฐานลูกค้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากระดับชุมชน โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ร้านค้ารายเล็กและประชาชนในพื้นที่ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน” รองโฆษกฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/-2vXXXa4Q&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vi2SsnbdrKnOVsm9SFf6l