Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนสิงหาคม 2569

    แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนสิงหาคม 2569

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยเดือนสิงหาคมโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากแรงส่งของวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก ทั้งนี้ สินค้ากลุ่มเทคโนโลยีชะลอลงบ้างหลังเร่งไปมากในช่วงก่อน ขณะที่การส่งออกสินค้าอื่น ๆ ปรับเพิ่มขึ้น สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวจีนเป็นสำคัญ ขณะที่รายรับภาคท่องเที่ยวทรงตัวจากเดือนก่อน เนื่องจากจำนวนวันพักสั้นลงตามจำนวนเที่ยวบินระยะไกล (Long haul) ที่ฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง ด้านอุปสงค์ในประเทศปรับเพิ่มขึ้นจากการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการใช้จ่ายหมวดบริการโดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหาร สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับหมวดสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ด้านอุปทานโดยรวมปรับลดลงจากทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมและกิจกรรมในภาคบริการ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวต่อเนื่องตามการเบิกจ่ายของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามราคาอาหารสดที่ปรับเพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่ลดลงเนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะหมวดอาหารสำเร็จรูปที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลการค้าเป็นสำคัญ สำหรับตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามจำนวนผู้ขอรับสิทธิว่างงานที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn

    rn

    30 กันยายน 2569

    rn”}}” id=”text-15d9754198″>

    เศรษฐกิจไทยเดือนสิงหาคมโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากแรงส่งของวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก ทั้งนี้ สินค้ากลุ่มเทคโนโลยีชะลอลงบ้างหลังเร่งไปมากในช่วงก่อน ขณะที่การส่งออกสินค้าอื่น ๆ ปรับเพิ่มขึ้น สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวจีนเป็นสำคัญ ขณะที่รายรับภาคท่องเที่ยวทรงตัวจากเดือนก่อน เนื่องจากจำนวนวันพักสั้นลงตามจำนวนเที่ยวบินระยะไกล (Long haul) ที่ฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง ด้านอุปสงค์ในประเทศปรับเพิ่มขึ้นจากการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการใช้จ่ายหมวดบริการโดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหาร สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับหมวดสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ด้านอุปทานโดยรวมปรับลดลงจากทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมและกิจกรรมในภาคบริการ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวต่อเนื่องตามการเบิกจ่ายของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามราคาอาหารสดที่ปรับเพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่ลดลงเนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะหมวดอาหารสำเร็จรูปที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลการค้าเป็นสำคัญ สำหรับตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามจำนวนผู้ขอรับสิทธิว่างงานที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    30 กันยายน 2569

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260930.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cnMkkTNzZ3vO-f_h1jYn3

  • ปมร้อนฉุด-น้ำซัด‘รัฐบาลดิ่ง’ ‘เศรษฐกิจ-การเมือง’ เดิมพัน’ภท.-น.หนู’

    ปมร้อนฉุด-น้ำซัด‘รัฐบาลดิ่ง’ ‘เศรษฐกิจ-การเมือง’ เดิมพัน’ภท.-น.หนู’

    ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ “รัฐบาลภูมิใจไทย”  แต่สารพัดมรสุมที่กำลังรุมเร้าและกำลังกัดกินความเชื่อมั่นรัฐบาลในเวลานี้    สะท้อนจากผลสำรวจ “นิด้าโพล” หัวข้อคะแนนนิยมทางการเมือง

    • รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล (“หนู”) กำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาทุจริตและสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรง
    • สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นซ้ำรอย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยประเมินความเสียหายเบื้องต้นกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเดิมพันสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา
    • คะแนนนิยมของนายกฯ อนุทิน ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง 3 ไตรมาสซ้อน เหลือเพียง 13.76% ตามผลสำรวจของนิด้าโพล ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลง
    • ฝ่ายค้านเตรียมใช้เวทีสภาฯ ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเดินหน้าตรวจสอบคดีทุจริตต่างๆ เพื่อเขย่าเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของพรรคภูมิใจไทย

    ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ “รัฐบาลภูมิใจไทย”  ทว่าจากสารพัดมรสุมที่กำลังรุมเร้าและกำลังกัดกินความเชื่อมั่นรัฐบาลในเวลานี้  

    ทั้งคดีโกงสว.ที่ถูกตัดจบแบบทิ้งไว้ซึ่งสารพัดคำถาม คดีทุจริตสอบท้องถิ่น หลังพ้นเส้นตาย17ก.ย.ในการคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สอบได้โดยสุจริต ทว่ากระบวนการเอาผิด “ไอ้โม่ง” ตัวการ จนถึงเวลานี้ยังเกิดคำถามจะสามารถสาวไปถึง “ปลาใหญ่” ได้หรือไม่ อย่างไร

    ประจวบเหมาะกับสถานการณ์น้ำที่กำลังรุกคืบ แถมถูกนำไปเปรียบเทียบเหตุการณ์“มหาอุทกภัยหาดใหญ่” จ.สงขลา รวมถึงจังหวัดอื่นๆในพื้นที่ภาคใต้รวม9จังหวัดในช่วง “รัฐบาลอนุทิน1” ที่กำลังวนลูปฉุดความเชื่อมั่นรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัดอีกครั้ง

     สะท้อนจากผลสำรวจ “นิด้าโพล” หัวข้อคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2569” เปิดเผยเมื่อวันที่ 27ก.ย.พบว่าคะแนนนิยมของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  ลดลงอย่างต่อเนื่อง3ไตรมาสซ้อน

    โดยล่าสุดเหลือ13.76%จากไตรมาสแรก 29.40% ไตรมาส2เหลือ21.68%

    ต่างจากแคนดิเดตนายกฯใน “ขั้วรัฐบาล”  อย่าง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คงที่ 11.28% จากไตรมาสแรก 8.08% ไตรมาส2 11.64% 

    ขณะที่แคนดิเดตนายกฯขั้วฝ่ายค้าน อย่าง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  แม้ล่าสุดจะมีคะแนนนิยมลดลงเหลือ 24.72% จากไตรมาสแรก 30.60% ไตรมาส2 เหลือ26.08% แต่ยังคงมีคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่ง

    ปมร้อนฉุด-น้ำซัด‘รัฐบาลดิ่ง’ ‘เศรษฐกิจ-การเมือง' เดิมพัน'ภท.-น.หนู'

    สัญญาณรัฐบาลที่กำลัง “แก้เกม” กลบจุดอ่อน ทั้งจากวิกฤติสื่อสาร รวมถึงระบบการแจ้งเตือนประชาชน จนเป็นเหตุให้สถานการณ์ลุกลามจาก“เอาอยู่” จนต้องยอมรับว่า “เอาไม่อยู่”

    ล่าสุดมติครม.เมื่อวันที่29ก.ย. อนุมัติงบกลาง 4,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกทม. และจังหวัดอื่นๆ รวมถึงอนุมัติโครงการระบายน้ำขนาดใหญ่ “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” วงเงิน 1.6 แสนล้าน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในอนาคต

    นอกจากนี้ยังมีในส่วนของการกันงบประมาณจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนปี 2569 วงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อดูแลและเยียวยาสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. เป็นต้นมา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศรวมถึงกรุงเทพมหานคร

    หรือในส่วนของกทม.ที่เตรียมดัน “แผนระยะยาว” ขยายโครงข่ายอุโมงค์ระบายน้ำ หรือ ทางด่วนน้ำ เช่น โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำไปยังคลองจั่น

    ทว่าสถานการณ์ “มหาอุทกภัย” ที่กำลังวนลูปจาก “รัฐบาลอนุทิน1” สู่ “รัฐบาลอนุทิน2” ในช่วงระยะเวลาห่างกันเพียง1ปี แถมต่างกันตรงที่รอบนี้รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกว่ารอบที่แล้ว ไม่ใช่แค่ “รัฐบาลเฉพาะกิจ”  ที่บริหารประเทศ4เดือนภายใต้ดุลอำนาจที่จำกัด 

    น้ำซัด-“วิกฤติเศรษฐกิจ” กัดกร่อน

    แน่นอน ย่อมตามมาด้วยความ “คาดหวัง” และเดิมพันจากประชาชนที่มีต่อรัฐบาลที่สูงลิบตามไปด้วย ทั้ง “วิกฤติเศรษฐกิจ”  ที่กำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่น

    ล่าสุด   “ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  เปิดเผยการประเมินโดย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากสถานการณ์อุทกภัยช่วงวันที่ 25-29 ก.ย. รวม 5 วัน ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    พบว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ในกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี ขณะที่กรอบประมาณการอยู่ระหว่าง 5,896–20,635 ล้านบาท หรือ 0.03-0.11% ของ GDP ขึ้นอยู่กับพื้นที่น้ำท่วมจริง และความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าว ยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะสามารถประเมินได้ชัดเจนหลังสถานการณ์น้ำลด

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ  ยังประเมินว่า แม้ผลกระทบจากอุทกภัยในกรณีฐาน “ยังไม่รุนแรง” ถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยทั้งปี แต่ “เพิ่มแรงกดดัน” ต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4

    จุดนี้ย่อมกลายเป็น “โจทย์สำคัญ” ที่จะพิสูจน์ว่า ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแทบทุกองคาพยพในเวลานี้  “รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย” จะสามารถ “พลิกเกม” เพื่อกลบจุดอ่อนที่เกิดขึ้นเพื่อประคองความเชื่อมั่นรัฐบาลได้หรือไม่อย่างไร

    ปมร้อนฉุด-น้ำซัด‘รัฐบาลดิ่ง’ ‘เศรษฐกิจ-การเมือง' เดิมพัน'ภท.-น.หนู'

    “การเมือง-นิติสงคราม” รุกคืบ

    ไหนจะ “วิกฤติการเมือง” ที่กำลังรุกคืบในเวลานี้ ทั้งศึกนิติสงครามจาก  “คดีโกงสว.” แม้จะถูกตัดจบตรงที่ “21คนการเมืองสีน้ำเงิน” รอด แต่ยังมี “ดาบสอง” ที่  “พรรคประชาชน” ในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน  ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ดำเนินการเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการพิจารณาคดีที่อาจเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ และเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงอาจขัดต่อกฎหมายหลายประการ เช่น รัฐธรรมนูญ มาตรา 234 พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 172 พ.ร.บ.กกต.มาตรา 69 และ ป.อาญา มาตรา 157

    ขณะที่ “คดีโกงสอบ” ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจาก คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร

    ชุดที่มี “รังสิมันต์ โรม”  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนเป็นประธาน เตรียมใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 หรือ “กฎหมายอำนาจเรียกฯ”  เชิญ “นายกฯอนุทิน” รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องชี้แจงต่อกมธ.ในวันที่8ต.ค. 

    อันที่จริงประเด็นการย้อนเกล็ด “แก้เกม” รัฐบาลรวมถึงครม. ที่ชิ่งเวทีสภาฯ ในลักษณะนี้ก็มีมาแทบทุกยุคทุกสมัยและมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป

    ตัวอย่างในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย เคยมีกรณีที่ “ชวน หลีกภัย” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แก้เกมรัฐบาลที่ไม่มาตอบกระทู้สภาฯ ด้วยการตั้งกระทู้ถามรัฐบาลขอให้ “ตอบในราชกิจจานุเบกษา” จำนวน2กระทู้ ทั้งเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จ.นราธิวาส เมื่อปี 2547  และกระทู้ถามขั้นตอนและกระบวนการในการแต่งตั้งตำแหน่งทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาใช้เวลานานกว่าปกติ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2567

    อีกกรณีคือ “รักชนก ศรีนอก”สส. กทม. พรรคก้าวไกล(ในเวลานั้น) ตั้งกระทู้ถามแบบตอบในราชกิจจาฯ ไปยังนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข   เรื่อง ขอทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาคลินิกเสริมความงามไม่ได้มาตรฐาน เป็นต้น 

    เกมสภาฯที่ต้องจับตาคือ  ในช่วงปลาย ก.ย.-ต้นต.ค. “ฝ่ายค้าน” น่าจะตกผลึกประเด็น  “ยื่นซักฟอกรัฐบาล” ทั้งแบบลงมติ“ไม่ไว้วางใจ”  ตามรัฐธรรมนูญมาตรา151 และอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา152 แน่นอนว่า

    หากมองในแง่เสถียรภาพภายใต้จำนวน “ตั๋วผู้แทน” ที่แต่ละฝ่ายถือในมือเวลานี้ ฝ่ายรัฐบาลถือแต้มต่อในแง่จำนวนตัวเลขที่ทิ้งห่างหลายช่วงตัว 

    ฉะนั้น จุดสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ “เสียงโหวต” ในสภาฯ แต่อยู่ที่ฝ่ายค้านจะสามารถโชว์ฟอร์มในการขยี้สารพัดประเด็นร้อนในเวลานี้ เพื่อเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใดเสียมากกว่า 

    ปมร้อนฉุด-น้ำซัด‘รัฐบาลดิ่ง’ ‘เศรษฐกิจ-การเมือง' เดิมพัน'ภท.-น.หนู'

     จับตาเบิร์ธเดย์68ปี“ครูใหญ่”4ต.ค.

    ขณะที่ “แนวรุก” นอกสภาฯ ที่กำลังหยิบสารพัดปมร้อนต่างๆเหล่านี้เพื่อขยี้แผลรัฐบาล แม้จะมีการประเมินในเชิงลึกว่า เป็นไปเพื่อเช็คกระแส ยังไม่ถึงขั้น “จุดติด” หรือมีพลานุภาพล้มรัฐบาลหรือนำไปสู่จุดเปลี่ยนทางการเมือง  ทว่าหากรัฐบาลยังขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆอาจไม่ส่งผลดีแน่นอน  

    ฉะนั้นภายใต้การวางเกมของ “คีย์แมนสีน้ำเงิน” ต้องจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะวันที่4 ต.ค.นี้ซึ่งจะเป็นวัน เบิร์ธเดย์ครบรอบ68ปี “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ ซึ่งถนนทุกสายจะมุ่งสู่ “บุรีรัมย์”

    นอกเหนือจากสูตรการเมือง “น้ำเงิน-แดง-เขียว” ค้ำเสถียรภาพรัฐบาล ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา 

    จะมีการส่งสัญญาณจาก “ผู้นำหลังม่าน” สีน้ำเงิน ในการพลิกเกมประคองเก้าอี้ “นายกฯหนู” อยู่ครบเทอมตามความตั้งใจหรือไม่อย่างไร? 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1254233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw208mBHYyBrYzmpFswc9j8A

  • บทความลงนามโดยเอกอัครราชทูตจีน ร่วมแสวงหาโอกาสแห่งความร่วมมือ เปิดศักราชใหม่แห่งความรุ่งเรือง | TOPNEWS

    บทความลงนามโดยเอกอัครราชทูตจีน ร่วมแสวงหาโอกาสแห่งความร่วมมือ เปิดศักราชใหม่แห่งความรุ่งเรือง | TOPNEWS

    วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2026 สาธารณรัฐประชาชนจีนจะเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 77 ปีแห่งการสถาปนาประเทศ ตลอดระยะเวลา 77 ปีที่ผ่านมา จีนได้ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการเปิดกว้างและความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง โดยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่างมั่นคง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเกิดการพัฒนาอย่างพลิกโฉม และจีนได้กลายเป็นคู่ค้าสำคัญของกว่า 160 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ขณะเดียวกัน การพัฒนาของจีนยังส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อโลก โดยในปีนี้ มี “หมุดหมายแห่งกาลเวลา” สำคัญหลายประการที่ควรค่าแก่การย้อนรำลึก และข้าพเจ้ายินดีที่จะแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้กับมิตรชาวไทยทุกท่าน

    77 ปีแห่งความมุ่งมั่นบากบั่น เส้นทางการพัฒนาของจีนได้เพิ่มความหลากหลายให้แก่กระบวนการพัฒนาสู่ความทันสมัยของโลก นับตั้งแต่ช่วงแรกของการสถาปนาประเทศ ซึ่งทุกอย่างยังรอคอยการฟื้นฟู ผ่านยุคปฏิรูปและเปิดประเทศที่นำมาซึ่งการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนถึงการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงในยุคใหม่ จีนใช้เวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษในการก้าวผ่านกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องใช้เวลาหลายร้อยปี และสร้าง “สิ่งมหัศจรรย์” ทั้งด้านการพัฒนาเศรษฐกิจที่รวดเร็วและสามารถรักษาเสถียรภาพทางสังคมได้ในระยะยาว จีนยังสามารถขจัดความยากจนขั้นรุนแรงได้สำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ บรรลุเป้าหมายการสร้างสังคมกินดีอยู่ดีอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งสร้างความก้าวหน้าใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในด้านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาสีเขียว ตลอดจนเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาของจีนแสดงให้เห็นว่า ประเทศกำลังพัฒนาสามารถยึดสภาพความเป็นจริงและบริบทของตนเองเป็นพื้นฐาน บวกกับการเรียนรู้จากผลสำเร็จอันดีของอารยธรรมมนุษย์ เพื่อแสวงหาเส้นทางใหม่ในการก้าวสู่ความทันสมัยที่เหมาะสมกับตนเองได้

    ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 5 ปีที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เสนอข้อริเริ่มการพัฒนาระดับโลก ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จีนมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 30 ต่อปี ขณะที่ผลสำเร็จจากความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมได้นำประโยชน์มาสู่ประชาชนในกว่า 120 ประเทศ “การบริหารประเทศแบบจีน” ยังคงช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นอันทรงคุณค่าแก่ประชาคมโลก และเป็นพลังส่งเสริมเสถียรภาพให้แก่โลกอย่างต่อเนื่อง จีนเดินหน้าผลักดันการดำเนินงานตามข้อริเริ่มธรรมาภิบาลโลกอย่างแข็งขัน สถาบันเพื่อการไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศได้เริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการ ขณะที่องค์การความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์โลกและองค์กรอื่น ๆ ได้รับการจัดตั้งขึ้นในประเทศจีน จีนพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายในการพิทักษ์ระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติเป็นแกนกลางอย่างแน่วแน่ สนับสนุนให้กลไกความร่วมมือพหุภาคีระดับภูมิภาคเติบโตอย่างเข้มแข็ง และผลักดันการสร้างระบบธรรมาภิบาลโลกที่มีความเป็นธรรมและสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

    ตลอด 105 ปีแห่งการสานต่อภารกิจและความมุ่งมั่น พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ยึดมั่นในหลักการ “ประชาชนต้องมาก่อน” เสมอมา ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 105 ปีแห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเป็นปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 พรรคคอมมิวนิสต์จีนยึดมั่นในภารกิจการสร้างความผาสุกแก่ประชาชนจีนและสร้างการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของประชาชาติจีนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการศึกษา การรักษาพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ และการจ้างงาน ล้วนยึดการยกระดับความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นจุดเริ่มต้นและจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ผลแห่งการพัฒนาเกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

    โอกาสจากจีนกำลังกลายเป็นผลประโยชน์ที่ประชาชนในประเทศต่าง ๆ สัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจจีนมีความยืดหยุ่นและเข้มแข็ง ตลาดขนาดใหญ่พิเศษของจีนยังคงปลดปล่อยแรงขับเคลื่อนจากภายในอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ “การผลิตอัจฉริยะของจีน” กำลังเผยถึงพลังและความมีชีวิตชีวารูปแบบใหม่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ไม่เพียงเป็นพิมพ์เขียวการพัฒนาของจีนเท่านั้น ยังเป็นการส่งคำเชิญไปยังนานาประเทศให้สร้างร่วมมือและแบ่งปันโอกาสแห่งการพัฒนาของจีน ปัจจุบันจีนดำเนินนโยบายภาษีศุลกากรร้อยละศูนย์แก่ 63 ประเทศ และเป็นประเทศที่มีการนำเข้าสูงเป็นอันดับสองของโลก 17 ปีติดต่อกัน อีกทั้งยังเปิดโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ในสาขาต่าง ๆ แก่ประชาคมโลก อาทิ นิวเคลียร์ฟิวชันแบบควบคุมได้ และ เทคโนโลยีควอนตัม เป็นต้น ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเกิดใหม่ของจีน เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ต่างก็ขยายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในต่างประเทศอย่างแข็งขัน จีนจะยังคงเปิดประตูแห่งความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกันให้กว้างยิ่งขึ้น และสร้างโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการลงทุนของต่างชาติในประเทศจีน

    51 ปีแห่งการร่วมทุกข์ร่วมสุข ความสัมพันธ์จีน–ไทยมีอนาคตที่สดใส นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เดินทางเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ รัฐบาลทั้งสองประเทศได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วย ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีน–ไทยที่มุ่งสู่ความเจริญรุ่งเรือง พร้อมลงนามความตกลงและเอกสารความร่วมมือมากกว่า 10 ฉบับ ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และสาขาอื่น ๆ ทั้งสองฝ่ายจะกระชับการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนา ผลักดันการก่อสร้างโครงการสำคัญ อาทิ รถไฟจีน–ไทย ขยายความร่วมมือในสาขาเกิดใหม่ อาทิ ยานยนต์พลังงานใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานสะอาด ตลอดจนเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง เช่น การพนันออนไลน์ และ สแกมเมอร์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับความร่วมมือรูปธรรมจีน-ไทย และการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

    คำว่า “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นประดุจญาติมิตรระหว่างประชาชนสองประเทศ สะท้อนความมุ่งมั่นที่จะร่วมฝ่าฟันอุปสรรคและความยากลำบาก ตลอดจนความปรารถนาร่วมกันที่จะฟื้นฟูและสร้างความเจริญก้าวหน้า การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายยังคงเติมเต็มพลังและความมีชีวิตชีวาให้แก่สายสัมพันธ์อันพิเศษนี้อย่างต่อเนื่อง เมื่อครอบครัวกลมเกลียว ทุกสิ่งย่อมเจริญรุ่งเรือง จีนพร้อมเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านที่ไทยสามารถไว้วางใจและพึ่งพาได้เสมอ เพื่อให้ผลแห่งความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายเอื้อประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศมากยิ่งขึ้น เสริมสร้างรากฐานแห่งมิตรภาพที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นให้มั่นคง และร่วมกันเปิดอนาคตที่ทั้งสองประเทศจะเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1705867&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00NEamcq20Ca4T4i_6KkUC

  • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดเล็กของจีน ไม่ใด้ช่วยอะไรมากนัก

    มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดเล็กของจีน ไม่ใด้ช่วยอะไรมากนัก

    มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดเล็ก ของจีนช่วยให้บรรลุเป้าหมาย GDP แต่ไม่น่าจะทำได้มากกว่านั้น การบริโภคในประเทศยังอ่อนแอ ผลตอบแทนจากลงทุนต่ำ จีนมุ่งพึ่งพาการส่งออก

    • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของจีนมีเป้าหมายเพื่อรักษาอัตราการเติบโตให้เป็นไปตามเป้าหมายเท่านั้น ไม่ได้มุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจในวงกว้าง และยังไม่สามารถแก้ปัญหาอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอได้
    • มาตรการหลักประกอบด้วยการอุดหนุนดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย, การขยายวงเงินสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารกลางสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานและภาคส่วนเป้าหมาย และการลดอัตราดอกเบี้ยโครงการเงินกู้เสริม (PSL)
    • นักวิเคราะห์มองว่ามาตรการแบบเจาะจงและมีขนาดจำกัดนี้ จะช่วยให้เศรษฐกิจบรรลุเป้าหมายการเติบโตขั้นต่ำได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจจีน เช่น การพึ่งพาการส่งออกสูงได้

    บลูมเบิร์ก รายงานว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของจีนดูเหมือนจะออกมาเพียงเพื่อรักษาอัตราการเติบโตให้เป็นไปตามเป้าหมาย มากกว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจในวงกว้าง ขณะที่ปัญหาอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม  

    หน่วยงานรัฐบาลประกาศมาตรการอุดหนุนดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยและขยายการสนับสนุนจากธนาคารกลางหลังตลาดปิดทำการเมื่อวันอังคาร (29 ก.ย. 69) ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน คณะรัฐมนตรีจีน หรือสภาแห่งรัฐ ให้คำมั่นว่าจะออก “ชุดนโยบายเพิ่มเติมที่มีความเหมาะสมและมีประสิทธิผล” เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมในปีนี้  

    • จีนเลือกช่วยเฉพาะจุดเท่านั้น

    มาตรการดังกล่าวถือเป็นความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 และเพิ่มความเป็นไปได้ที่จีนจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่ 4.5–5% หลังอัตราการเติบโตในไตรมาสก่อนลดลงต่ำกว่าช่วงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ประกาศออกมายังคงเป็นมาตรการแบบเจาะจง สะท้อนความต้องการของผู้กำหนดนโยบายที่จะรักษาเสถียรภาพการเติบโตโดยไม่หันไปใช้การขยายการคลังครั้งใหญ่  

    ดันแคน ริกลีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศจีนจาก Pantheon Macroeconomics กล่าวว่า มาตรการดังกล่าว “น่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตได้มากพอที่จะทำให้เศรษฐกิจแตะขอบล่างของเป้าหมาย” แต่ “จะไม่สามารถแก้ปัญหาความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างของจีนได้ ทั้งอุปสงค์ภายในประเทศที่ซบเซาและการพึ่งพาการส่งออกในระดับสูง” ซึ่งเป็นมุมมองที่นักวิเคราะห์จำนวนมากเห็นสอดคล้องกัน  

    • มาตรการที่ประกาศเมื่อวันอังคาร ได้แก่

    – กระทรวงการคลังจะให้เงินอุดหนุนดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้ซื้อบ้านที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดี  

    – ธนาคารกลางจีนขยายวงเงินของโครงการสนับสนุนสินเชื่อสำหรับธนาคาร เพื่อใช้จัดหาเงินทุนให้โครงการโครงสร้างพื้นฐาน และปล่อยกู้แก่ภาคส่วนเป้าหมาย เช่น เทคโนโลยีและธุรกิจขนาดเล็ก  

    – ธนาคารกลางจีนยังลดอัตราดอกเบี้ยระยะหนึ่งปีของโครงการดังกล่าว หรือ โครงการเงินกู้เสริมที่มีหลักประกัน (Pledged Supplementary Lending: PSL) ลง 25 จุดเบสิสพอยต์ เหลือ 1.5%  

    การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเสื่อมถอยลงเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอาจสูญเสียแรงส่งมากขึ้น หลังผลประกอบการทางเศรษฐกิจในไตรมาสสองน่าผิดหวัง นอกจากนี้ยังสะท้อนว่า สองปีหลังจากจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เคยสร้างความคึกคักให้ตลาด อุปสงค์ภายในประเทศของจีนยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะรักษาการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตามที่ผู้นำต้องการ  

    มาตรการที่ประกาศออกมาส่วนใหญ่สอดคล้องกับการคาดการณ์ว่าจะเป็นการสนับสนุนแบบเจาะจง มากกว่าการผ่อนคลายนโยบายในวงกว้าง ก่อนมีการเปิดเผยรายละเอียด นักเศรษฐศาสตร์ของ Macquarie รวมถึงแลร์รี ฮู คาดการณ์ว่าจะมี “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดเล็ก” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำให้เพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายการเติบโต  

    • มุมมองจาก Bloomberg Economics

    “มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาปัญหาในบางภาคส่วนที่ถูกเลือกเป็นเป้าหมาย แต่โดยพื้นฐานแล้วมีขนาดและขอบเขตค่อนข้างจำกัด” เดวิด ควอ และชาง ชู ระบุ  

    เช่นเดียวกับที่ผ่านมา การลงทุนกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่ โดยคาดว่านโยบายการคลังจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก สภาแห่งรัฐของจีนส่งสัญญาณว่า อาจนำโควตาการออกพันธบัตรท้องถิ่นที่ยังไม่ได้ใช้จากปีก่อน ๆ มาใช้  

    นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า รัฐบาลท้องถิ่นจะได้รับอนุญาตให้นำโควตาพันธบัตรที่ยังไม่ได้ใช้มูลค่า 500,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 74,600 ล้านดอลลาร์ มาใช้ ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของโควตาที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมด ระดับดังกล่าวใกล้เคียงกับวงเงินที่รัฐบาลอนุญาตให้ใช้ในปี 2024 และ 2025 ตามลำดับ  

    จ้าวเผิง ซิง นักยุทธศาสตร์อาวุโสด้านจีนของ Australia & New Zealand Banking Group กล่าวว่า รัฐบาลจีนอาจเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ ก่อนที่ประเทศจะเข้าสู่วันหยุดยาวหนึ่งสัปดาห์ตั้งแต่วันพฤหัสบดี เขากล่าวว่า บริบทโดยรวมคือทางการจีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ก่อนการประชุมสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในเดือนหน้า  

    ดันแคน ริกลีย์ จาก Pantheon Macroeconomics กล่าวว่า เนื่องจากช่องว่างระหว่างการเติบโตล่าสุดกับเป้าหมายอย่างเป็นทางการมีเพียง 0.2 จุด (percentage point) เมื่อเทียบกับช่องว่าง 0.3–0.4 จุดในปี 2024 ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจของปีนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่เท่าครั้งก่อน  

    ซิงกล่าวถึงปัจจัยอีกข้อที่จำกัดขนาดของมาตรการว่า “นโยบายการเงินถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยภายนอกประเทศ” กล่าวคือ หากธนาคารกลางจีน (PBOC) ปรับลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่ในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็อาจกดดันให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง และกระตุ้นให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศ  

    ปัญหาคือ มาตรการขนาดค่อนข้างจำกัดนี้ไม่น่าจะทำให้จุดโฟกัสของนโยบาย ซึ่งคือการลดภาระหนี้ของครัวเรือนจีนและรัฐบาลท้องถิ่น เปลี่ยนแปลงไปมากนัก  

    มาตรการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยที่ประกาศเมื่อวันอังคารคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเมืองชั้นรอง เนื่องจากรัฐบาลได้กำหนดเพดานขนาดพื้นที่ใช้สอยและมูลค่าทรัพย์สินสำหรับผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยชุดใหม่ แต่มาตรการนี้ยังห่างไกลจากการอัดฉีดช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างรอบด้าน ขณะที่ภาวะซบเซาในตลาดอสังหาฯ ยังคงบั่นทอนรายได้ของรัฐบาลท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง  

    ซิงและคณะระบุว่า ความเสี่ยงคือรัฐบาลระดับมณฑลและเทศบาลอาจต้องเผชิญกับภาวะ “ต้องใช้นโยบายเข้มงวด ในขณะที่รายได้จากการขายที่ดินลดลงเชิงโครงสร้าง และหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นยังอยู่ในระดับสูง” ซึ่งจะเป็นลักษณะ “ส่งเสริมวัฏจักรเศรษฐกิจ (pro‑cyclical)” กล่าวคือยิ่งทำให้ความอ่อนแอด้านอุปสงค์รุนแรงขึ้น แทนที่จะช่วยบรรเทา  

    มอร์แกน สแตนลีย์เป็นหนึ่งในสถาบันที่คาดว่าอัตราการเติบโตทั้งปีของจีนจะออกมาใกล้ขอบล่างของกรอบเป้าหมาย  

    ติง ชวง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคจีนใหญ่และเอเชียเหนือของ Standard Chartered Plc ให้ความเห็นว่า วิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่าสำหรับการพยุงการเติบโต คือการนำทรัพยากรด้านการคลังของปักกิ่งไปใช้ “เคลียร์หนี้แฝงและหนี้ค้างชำระของรัฐบาล” ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านขาลงของเศรษฐกิจ  

    • การบริโภคอ่อนแอ ลงทุนซบเซา

    ภาวะซบเซาในภาคอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มรายได้ ทำให้อุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแรง โดยการเติบโตของการบริโภคชะลอลงจนเกือบเป็นศูนย์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน การรับรู้ว่ามีโครงการลงทุนที่น่าสนใจค่อนข้างจำกัด (นอกเหนือจากภาคเทคโนโลยีชั้นสูงและการผลิตขั้นสูงที่รัฐบาลให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ) ก็ฉุดให้การใช้จ่ายด้านการลงทุนซบเซาลงเช่นกัน  

    ผลคือ การเติบโตของจีนต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลก นโยบายของปักกิ่งยังคงมุ่งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคเทคโนโลยีภายในประเทศเช่นกัน โดยหนึ่งในด้านที่เจ้าหน้าที่รัฐมุ่งขยายการสนับสนุนสินเชื่อ คือโครงการโครงสร้างพื้นฐาน “หกเครือข่าย” (Six Networks)  

    โครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายล้านล้านหยวนนี้ครอบคลุมระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและดิจิทัล ตั้งแต่ด้านคอมพิวติ้งและโทรคมนาคม ไปจนถึงโลจิสติกส์และเครือข่ายท่อใต้ดิน อย่างไรก็ตาม ซิงจาก ANZ เตือนว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนเหล่านี้อาจอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1254244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gD9Ynr-UWsRq3W5EJLYb2

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 3.48%  ดาวโจนส์ลบ 131.59  จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 30/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 3.48%  ดาวโจนส์ลบ 131.59  จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 30/09/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมันและตลาดหุ้นโลกเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนตัว โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ตลาดนิวยอร์กปิดลดลงกว่า 3% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลง 131.59 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้น นักลงทุนยังจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อและการจ้างงานของสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    สำหรับราคาน้ำมันดิบ WTI ตลาดนิวยอร์กปิดการซื้อขายวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 ที่ระดับ 89.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 3.22 ดอลลาร์ หรือ 3.48% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 2.69 ดอลลาร์ หรือ 2.56% ปิดที่ 102.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    แรงกดดันต่อราคาน้ำมันมาจากสัญญาณการส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่เริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้ตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันตึงตัว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ในภูมิภาคยังมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการผลิตและการขนส่งน้ำมัน ขณะที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงต้นเดือน

    ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันเดียวกัน โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ตลาดปรับตัวลง นักลงทุนยังคงกังวลต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่จะทยอยเปิดเผยในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงาน ซึ่งอาจมีผลต่อมุมมองของตลาดต่อนโยบายอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป

    ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,349.92 จุด ลดลง 131.59 จุด หรือ 0.26% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,670.84 จุด ลดลง 12.85 จุด หรือ 0.17% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,797.54 จุด ลดลง 22.84 จุด หรือ 0.09%

    ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี เพิ่มขึ้นแตะ 5.6206% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2545 ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นแตะ 5.293% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550 การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ทำให้นักลงทุนกังวลว่าต้นทุนการกู้ยืมอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน และอาจกดดันการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น

    สำหรับราคาน้ำมันในประเทศไทยประจำวันที่ 30 กันยายน 2569 ข้อมูลอ้างอิงจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ของสถานีบริการน้ำมันหลัก 4 แห่ง ได้แก่ ปตท. บางจาก PT และเชลล์ โดยข้อมูลที่ระบุในชุดราคานี้อัปเดต ณ วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 05.00 น. และราคาจะเปลี่ยนแปลงตามประกาศของผู้ให้บริการ

    ราคาน้ำมัน ปตท. (PTT) แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 39.57 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา 41.44 บาทต่อลิตร และเบนซิน 48.93 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันบางจาก (Bangchak) แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 30.88 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 39.57 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา 41.44 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม 50.05 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมัน PT ดีเซลอยู่ที่ 41.44 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 อยู่ที่ 36.44 บาทต่อลิตร เบนซิน 49.43 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 39.57 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันเชลล์ (Shell) เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.14 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 40.07 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 40.44 บาทต่อลิตร เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 51.84 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล 41.44 บาทต่อลิตร เชลล์ ดีเซล B20 อยู่ที่ 36.44 บาทต่อลิตร และเชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล 51.84 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันขายปลีกดังกล่าวเป็นราคาน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของแต่ละสถานีบริการ ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาหน้าปั๊มก่อนเติมน้ำมันอีกครั้ง

    ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) — www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/325229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CXHSGLbcHZMMKLtINA4po

  • พายุ 2 ทิศเศรษฐกิจไทย.!

    พายุ 2 ทิศเศรษฐกิจไทย.!

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “พายุสองทิศทาง” ที่โถมเข้ามาจากความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์โลก โฟกัสที่ความ ขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไร้ข้อยุติ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน กลายเป็นตัวขับเคลื่อนเงินเฟ้อฝั่งอุปทาน ที่ยากควบคุมด้วยเครื่องมือทางการเงินแบบเดิม ๆ สถานการณ์นี้สร้าง “รอยปริแตก” ชัดเจนขึ้นกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    โดยเฉพาะสิ่งที่ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรียกว่า “ความไม่เท่ากัน” หรือความลักลั่น ของผลกระทบที่แต่ละภาคส่วนได้รับ..

    ความกังวลสูงสุดเวลานี้ไม่ใช่ตัวเลข GDP ที่ชะลอตัว แต่คือสถานะของ “กลุ่มเปราะบาง” และ “ผู้ประกอบการรายย่อย” หรือ SMEs ที่กำลังเผชิญกับแรงกระแทกหนักกว่าใครเพื่อน เมื่อราคาน้ำมันดีเซลดีดตัวขึ้นจากฐานเดิม 30 บาท สู่ระดับฐานใหม่ 40 บาทต่อลิตร ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่มันซึมลึกเข้าทุกอณูของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับครัวเรือนรายได้สูง ภาระที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นเพียงรายจ่ายส่วนเกินพอจัดการได้ แต่สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและการเดินทางสูงเกือบทั้งหมดของรายได้..

    นี่คือวิกฤตการดำรงชีพที่บีบคั้นสภาพคล่องจนแทบไม่เหลือทางออก

    “ภาคธุรกิจ” เห็นภาพความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนเช่นกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสายป่านยาว มีนวัตกรรม และมีอำนาจในการต่อรองราคาสามารถใช้ “กันชนทางการเงิน” ประคองตัวผ่านวิกฤตไปได้ ในทางตรงกันข้าม SMEs ไทย ส่วนใหญ่ยังติดกับดักการแข่งขันเชิงปริมาณ มีกำไรบางเฉียบและขาดนวัตกรรมที่จะช่วยลดต้นทุนระยะยาว เมื่อเจอทั้งเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและกำลังซื้อภายในประเทศที่หดตัว SMEs จึงเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่สัญญาณไฟสีแดงเริ่มกะพริบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนส่งและท่องเที่ยวที่ต้นทุนพลังงานคือหัวใจหลักของกำไรขาดทุน

    ความท้าทายของภาครัฐคือการแยกแยะว่าวิกฤตรอบนี้เกิดจาก Supply Shock ไม่ใช่ Demand Shock การใช้ยาแรงอย่างการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสกัดเงินเฟ้อในสถานการณ์ที่คนไม่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว อาจกลายเป็นการซ้ำเติมบาดแผล ธปท.จึงส่งสัญญาณชัดว่า นโยบายการคลังควรเป็น “พระเอก” ในการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากกว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือการสร้างงานจะส่งผลยั่งยืนกว่าการแจกเงินเยียวยาเพียงระยะสั้น ที่อาจสร้างฐาน GDP ที่สูงเกินจริงและส่งผลเสียต่อเสถียรภาพในปีถัดไป

    “มิติหนี้ครัวเรือน” การขอความร่วมมือสถาบันการเงินในการ “ปรับโครงสร้างหนี้” ไม่ใช่เพียงการเลื่อนจ่าย แต่ต้องเป็นการปรับให้สอดคล้องกับความสามารถที่แท้จริง มาตรการอย่าง Credit Boost หรือ การลดค่าธรรมเนียม FIDF เพื่อลดต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้โดยตรง เป็นเครื่องมือที่ธปท.พร้อมนำมาใช้เพื่อป้องกัน ไม่ให้หนี้ครัวเรือนกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ในวงกว้าง ซึ่งจะกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายระบบสถาบันการเงินไทยในอนาคต

    สิ่งที่น่ากังวลสุด คือ การคาดการณ์ที่ว่าแม้ความขัดแย้งตะวันออกกลางจะยุติลง แต่ราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตอาจไม่กลับไปอยู่ที่จุดเดิมก่อนเกิดวิกฤต เงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มจะค้างอยู่ระดับ 3-4% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เศรษฐกิจไทยจึงต้องเร่งปรับตัวจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและแรงงานราคาถูก สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เพื่อให้รายได้ของประชาชนเติบโตทันกับค่าครองชีพที่ขยับฐานสูงขึ้นอย่างถาวร

    สิ่งสำคัญคือ “ความรอบคอบ” การก้าวผ่านวิกฤตที่ไม่เท่ากันนี้ ต้องอาศัยการประสานงานระหว่างนโยบายการเงินที่รักษาสมดุลเสถียรภาพและนโยบายการคลัง ต้องฉีดเงินลงไปให้ตรงจุด เพื่อประคองกลุ่มอ่อนแอสุดไม่ให้ล้มหายไป ก่อน ที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ จะกลับมาเดินหน้าได้เต็มกำลังอีกครั้งช่วงปี 2570

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/867571&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jozYkkehXS8ul-IC_scTn

  • จากงานวิจัยสู่ ‘นวัตกรรมชุมชน’ สวทช. ปั้นสินค้าอัตลักษณ์ทุ่งกุลา

    จากงานวิจัยสู่ ‘นวัตกรรมชุมชน’ สวทช. ปั้นสินค้าอัตลักษณ์ทุ่งกุลา

    หากพูดถึง “งานวิจัยวิทยาศาสตร์’ สำหรับใครหลายคนอาจฟังดูไกลตัวและจับต้องยาก แต่สำหรับชาวบ่อพันขัน จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “งานวิจัยที่ดีไม่จำเป็นต้องอยู่แค่บนหิ้งหรือในห้องปฏิบัติการ” แต่สามารถต่อยอดเป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างปากท้องและรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชนได้อย่างแท้จริง

    และต่อไปนี้ จึงเป็นเรื่องราวของการปรับเอางานวิจัยมาเปลี่ยนฐานทุนท้องถิ่นให้กลายเป็น นวัตกรรมชุมชน และสินค้าอัตลักษณ์แห่งดินแดนทุ่งกุลาที่สามารถสร้างเศรษฐกิจฐานรากในภาคอีสานได้อย่างยั่งยืน

    เพื่อให้เห็นภาพที่กล่าวมานี้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น สวทช. โดย สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ได้จัดกิจกรรม“นวัตกรรมสู่ชุมชน ทุ่งกุลาม่วนซื่น: อยู่ดี มีแฮง สร้างคุณค่า สร้างรายได้” ซึ่งได้นำเสนอการปรับเอาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยบูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดร้อยเอ็ด ชุมชนท่องเที่ยวบ่อพันขัน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานพันธมิตร

    โดยในครั้งนี้ ได้เชื่อมโยงเทคโนโลยีจากทุกศูนย์วิจัยแห่งชาติภายใต้ สวทช. ทั้งเทคโนโลยีการปลูกดอกปทุมมา เทคโนโลยีด้านสิ่งทอ รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล “นวนุรักษ์” มาเป็นกลไกหลักในการจัดเก็บฐานข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศเพื่อยกระดับพื้นที่บ่อพันขัน ให้ก้าวสู่การเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” (Living Museum) พร้อมนำร่องสู่การเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์

    เปิดที่มาและความสำคัญ “ทุนชีวภาพและวัฒนธรรม” ที่พร้อมต่อยอดสู่การขับเคลื่อน เศรษฐกิจชุมชน บ่อพันขัน จ.ร้อยเอ็ด

    ก่อนจะไปถอดบทเรียนความสำเร็จของโครงการทุ่งกุลาม่วนซื่น ที่มาติดอาวุธ “นวัตกรรมชุมชน” ให้กับชาวบ่อพันขัน อยากชวนทุกคนไปรู้ถึงประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาอันล้ำค่าที่สามารถนำมาแปรเปลี่ยนเป็น “ทุนชีวภาพและวัฒนธรรม” ที่พร้อมต่อยอดสู่การขับเคลื่อน เศรษฐกิจชุมชน และเศรษฐกิจ BCG ในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    คณะดูงานเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้การต้มเกลือสินเธาว์โบราณ บ่อเกลือพันขัน จังหวัดร้อยเอ็ด

    ทั้งนี้ พื้นที่บ่อพันขันตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญของ 3 อำเภอในจังหวัดร้อยเอ็ด ได้แก่ อำเภอหนองฮี อำเภอสุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย ซึ่งจากการศึกษาทางประวัติศาสตร์พบว่ามีมนุษย์เข้ามาปักหลักตั้งถิ่นฐาน ทำเครื่องมือเครื่องใช้ ถลุงเหล็ก ทำสัมฤทธิ์ และผลิตภาชนะดินเผามานานกว่า 3,000 ปี โดยในอดีตแร่เหล็กจากเมืองสุวรรณภูมิถือเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ถูกนำไปใช้กระจายทั่วสยามประเทศ

    และจากชื่อ “บ่อพันขัน” ก็ไม่ได้เป็นเพียงบ่อน้ำธรรมดา แต่เป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์โบราณระดับอุตสาหกรรมของเอเชียอาคเนย์ ในอดีตมีชาวบ้านมาตั้งกระท่อมตักขี้ทาจากแผ่นหินทรายแดงไปต้มเกลือมากกว่า 300 ร่องเรือน โดยมีภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างการใช้ “ต้นแกนา” ทั้งการสังเกตตาไม้เพื่อวัดระดับความเค็มของการต้มเกลือและใช้เป็นฟืน

    เกลือสินเธาว์บ่อพันขันที่ต้มด้วยภูมิปัญญาโบราณ ต่อยอดเป็นสินค้าอัตลักษณ์ของชุมชน

    นอกจากนั้น จากการสำรวจโดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล “นวนุรักษ์” ยังได้ค้นพบคลังสมบัติชีวภาพและความหลากหลายทางระบบนิเวศในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นความอุดมสมบูรณ์กลางบึงน้ำจืด เพราะที่นี่มีระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำและบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งหล่อเลี้ยงวิถีชีวิต ชุมชน อาหารพื้นถิ่น และพืชสมุนไพรมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

    และจากการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบร่วมกับชุมชนยังได้พบฐานทุนทรัพยากรในพื้นที่ที่จับต้องได้ อย่างพืชท้องถิ่น ที่สำรวจพบถึง 171 ชนิด เห็ดตามฤดูกาล พบ 27 ชนิด (เช่น เห็ดไค เห็ดตะปู) สายพันธุ์นก ก็มีนกประจำถิ่นและนกอพยพอาศัยอยู่มากถึง 111 ชนิด ขณะที่ ทุนทางวัฒนธรรม ได้มีบันทึกมรดกวิถีชีวิต ความเชื่อ และภูมิปัญญาไว้มากถึง 345 รายการ

    นกจาบคาบินเหนือแหล่งน้ำบ่อพันขัน จุดชมนกบนเส้นทางท่องเที่ยวสีเขียว

    จากทุนชีวภาพและวัฒนธรรมอันรุ่มรวยนี้เอง ที่ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. ได้นำมาต่อยอดกับงานวิจัยของ สวทช. เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่แข็งแกร่ง ซึ่ง คุณวิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงโครงการทุ่งกุลาม่วนซื่นและแนวทางที่ทาง สท. ได้ดำเนินการว่า

    “ผลการดำเนินงานในพื้นที่บ่อพันขัน จ.ร้อยเอ็ด นี้ นับเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญที่ทาง สวทช. ประสบความสำเร็จในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชน ภายใต้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย BCG Model ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ พ.ศ. 2567–2571 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ ยโสธร และมหาสารคาม และกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและการตลาด”

    “และการดำเนินโครงการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดร้อยเอ็ด ชุมชนท่องเที่ยวบ่อพันขัน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานพันธมิตร พร้อมเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากทุกศูนย์วิจัยแห่งชาติภายใต้ สวทช. ทั้งเทคโนโลยีการปลูกดอกปทุมมา เทคโนโลยีด้านสิ่งทอ รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล “นวนุรักษ์” มาเป็นกลไกหลักในการจัดเก็บฐานข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศเพื่อยกระดับพื้นที่บ่อพันขัน ให้ก้าวสู่การเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” (Living Museum) พร้อมนำร่องสู่การเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์”

    ปรับงานวิจัยและนวัตกรรมเกษตร-อาหารแห่งอนาคตมาใช้ เสริมความแข็งแกร่ง สร้างรายได้ให้ชุมชนบ่อพันขันอย่างยั่งยืน

    โดยในการลงพื้นที่ บ่อพันขัน จ.ร้อยเอ็ด ครั้งนี้ มีการนำองค์ความรู้ในการปลูกไม้ดอก “ปทุมมา” ไปเผยแพร่ ซึ่งทีมนักวิชาการจาก สท. สวทช. ได้ทดลองทำแปลงจำลองปลูกดอกปทุมมาหลากหลายสายพันธุ์ให้ชาวบ่อพันขันได้ดูและเรียนรู้ ณ วัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ ซึ่งการถ่ายทอดความรู้นี้ ก็เพื่อให้ชุมชนท่องเที่ยวบ่อพันขันพัฒนาเป็นอาชีพเสริมและกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับนักท่องเที่ยว โดยครอบคลุมตั้งแต่การผลิตหัวพันธุ์ การปลูกเป็นไม้กระถาง และการผลิตไม้ตัดดอกจำหน่าย และในโอกาสนี้ คุณพรนิภา นาเมือง นักวิชาการ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สวทช. ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึง นวัตกรรมชุมชน นี้ว่า

    ทุ่งปทุมมาบานสีชมพู พืชเศรษฐกิจใหม่จากงานวิจัยที่กลายเป็นนวัตกรรมชุมชนแห่งทุ่งกุลา

    “ปทุมมา เป็นไม้ดอกที่ชอบดินร่วนปนทราย ไม่ชอบดินเหนียวที่มีน้ำขังแฉะ ซึ่งสภาพดินในภาคอีสานมีความเหมาะสมกับการปลูกปทุมมาเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น ยังเป็นพืชทางเลือกสร้างรายได้ในช่วงฤดูฝนให้กับเกษตรกรได้ โดยเกษตรกรจะลงมือปลูกช่วงพฤษภาคม และปทุมมาจะเริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถตัดดอกเพื่อขาย ซึ่งตรงกับช่วงฤดูฝนที่เกษตรกรปลูกพืชผักอื่นได้ยากเพราะดินแฉะ และเป็นช่วงที่ตลาดมักขาดแคลนดอกไม้ จึงช่วยสร้างรายได้รายวันให้เกษตรกรหลังหรือระหว่างการทำนา หรือแยกเป็นหน่อลงกระถามเพื่อขายเป็นไม้ดอกไม้ประดับได้”

    “โดยปทุมมาที่นำมาจัดแสดงมีจำนวน 6 พันธุ์ ประกอบด้วยพันธุ์จากผลงานวิจัยของ สวทช. ได้แก่ สตาร์บิวตี้ (Star Beauty) สตาร์ยูนิเวิร์ส (Star Universe) และสตาร์เพิร์ล (Star Pearl) รวมถึงพันธุ์การค้า ได้แก่ แดงชาโดว์ ลานนาสโนว์ และบ้านไร่เรด สะท้อนการเชื่อมโยงผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ตลอดจนการต่อยอดสู่ตลาดไม้ดอกไม้ประดับและการท่องเที่ยวชุมชน”

    “จุดเด่นของ ปทุมมา ที่เห็นอย่างชัดเจน คือ ปทุมมาเป็นไม้ดอกที่ให้ผลตอบแทนสูง ในปีแรกการปลูกพื้นที่ 1 งาน จะใช้หัวพันธุ์ประมาณ 2,000 หัว โดยเกษตรกรต้องลงทุนค่าหัวพันธุ์ประมาณ 10,000 บาท ค่าปุ๋ย ค่ายา และแรงงานประมาณ 5,000 บาท แต่สามารถสร้างรายได้สูงถึง 80,000 บาทต่อฤดูกาล จากพื้นที่เพียง 1 งาน ส่วนการขยายพันธุ์ ปทุมมา 1 หัว สามารถแตกกอและขยายหัวพันธุ์เพิ่มได้ถึง 4–5 หัว ทำให้ในปีถัดไปเกษตรกรไม่ต้องซื้อหัวพันธุ์ใหม่ ช่วยลดต้นทุนลงได้มาก และยังนำหัวพันธุ์ที่ขยายได้ไปจำหน่ายต่อได้อีกด้วย”

    ดอกปทุมมาบานรอบศาลาวัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ พื้นที่พิพิธภัณฑ์มีชีวิตของชุมชน

    ไม่เพียงแค่องค์ความรู้ในการปลูก ปทุมมาเท่านั้น ที่ สวทช. นำมาเผยแพร่ให้กับชาวบ่อพันขัน เพราะ สท. ยังได้ปรับเอาเทคโนโลยีด้านสิ่งทอไปใช้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของชุมชน ได้แก่ การใช้เอนไซม์ซิลค์โปร (SilkPro) ในกระบวนการลอกกาวไหม การย้อมสีธรรมชาติจากวัตถุดิบในท้องถิ่น การออกแบบลวดลายผ้าอัตลักษณ์ ตลอดจนการประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เช่น ความนุ่มลื่น การป้องกันรังสียูวี การยับยั้งแบคทีเรีย การให้กลิ่นหอม และการสะท้อนน้ำ เป็นต้น

    ทั้งนี้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมยังให้ความสำคัญกับการนำเรื่องราวของพื้นที่มาถ่ายทอดผ่านลวดลายอัตลักษณ์ ได้แก่ ลาย “บ่อพันขัน 1” และลาย “ข้าวปลานาหนองฮี” เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มคุณค่าทางวัฒนธรรม และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการในชุมชน

    ใช้แพลตฟอร์ม “นวนุรักษ์” เป็นเครื่องมือปั้น “นักจัดการข้อมูลชุมชน” สร้างสตอรี่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    และในมิติของการจัดการข้อมูล คุณวัชชิรา บูรณสิงห์ ผู้ช่วยวิจัย เนคเทค สวทช. และหนึ่งในผู้พัฒนานวนุรักษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า

    ทดลองใช้แพลตฟอร์มนวนุรักษ์บนมือถือ ดูแผนที่เส้นทางจักรยานท่องเที่ยวบ่อพันขัน

    “สวทช. ได้นำแพลตฟอร์ม “นวนุรักษ์” (NAVANURAK) มาใช้เป็นเครื่องมือรวบรวมและบริหารจัดการองค์ความรู้ของชุมชน ซึ่งจากการสำรวจพบพืชท้องถิ่น 171 ชนิด เห็ด 27 ชนิด นก 111 ชนิด และทุนวัฒนธรรม 345 รายการ โดยมีหัวใจสำคัญคือการให้ “ชุมชนเป็นเจ้าของข้อมูล” แพลตฟอร์มนี้เข้ามาทำหน้าที่แปลงความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวบุคคล อย่างเรื่องเล่าของปราชญ์ชาวบ้าน ให้ออกมาเป็นข้อมูลที่จับต้อง สืบค้น และนำไปต่อยอดได้”

    “โดยเบื้องหลังความสำเร็จคือการออกแบบระบบให้เอื้อต่อการใช้งานจริง ยกระดับคนในพื้นที่ให้ก้าวสู่การเป็นนักจัดการข้อมูลท้องถิ่น ที่สามารถรวบรวม บันทึก จัดทำพิกัดภูมิศาสตร์ และร้อยเรียงเรื่องราว (Storytelling) ด้วยตนเอง เมื่อข้อมูลถูกเชื่อมโยงกันจึงเกิดเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนเส้นทางท่องเที่ยว “ทุ่งกุลาม่วนซื่น” ซึ่งบูรณาการทรัพยากรธรรมชาติ โบราณคดี ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตเข้าด้วยกัน โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากรและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อผลักดันการจัดการท่องเที่ยวของชุมชนให้ก้าวสู่ความยั่งยืนตามมาตรฐานระดับโลก (GSTC) ต่อไป”

    ถอดบทเรียนจากการสร้าง Storytelling เสริมความน่าสนใจให้ “เส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืน บ่อพันขัน”

    ไม่ใช่แค่การนำงานวิจัยมาต่อยอดเพื่อสร้าง “นวัตกรรมเกษตร-อาหาร” ให้กับชุมชนเท่านั้น สวทช. และพันธมิตรทุกภาคส่วน ยังได้ใช้แนวทาง Storytelling มาสร้างความน่าสนใจให้กับ “การท่องเที่ยวยั่งยืน” ในพื้นที่ บ่อพันขัน จ.ร้อยเอ็ดในหลากหลายมิติด้วย

    พระสงฆ์เล่าเรื่องประวัติศาสตร์บ่อพันขันให้คณะผู้มาเยือน หัวใจของการสร้าง Storytelling ชุมชน

    ไม่ว่าจะเป็นการปั้น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” สร้างคัมภีร์ชุมชน ที่เริ่มต้นจากแนวคิดของ พระปลัด ดร.ขาว คฺตตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ ที่มีความฝันอยากให้พื้นที่บ่อพันขันเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” เพื่อให้ทุกคนเข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์

    โดยชูจุดเด่นของการเป็นแอ่งอารยธรรมที่สำคัญ ซึ่งมีทั้งร่องรอยลานหินตัดขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าใช้สร้างปราสาทขอมโบราณ ตำนานศาลเจ้าปู่ผ่าน และวิถีภูมิปัญญาการต้มเกลือสินเธาว์โบราณ การจัดเก็บเรื่องราวเหล่านี้ลงในระบบนวนุรักษ์ช่วยดึงดูดความสนใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสพื้นที่จริง

    ชุมชนบ่อพันขันนำเสนออาหารถิ่นและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นในกิจกรรมทุ่งกุลาม่วนซื่น

    เพราะก่อนหน้านี้ ในการเก็บข้อมูลอาศัยเพียงการบอกเล่าปากต่อปากผ่านปราชญ์ชุมชน แต่เมื่อระบบนวนุรักษ์เข้ามา ข้อมูลทั้งหมดได้ถูกจัดระเบียบเป็นไฟล์ดิจิทัลที่ค้นหาง่าย ทำให้การประสานงานและจัดทำรายงานส่งหน่วยงานรัฐรวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องตระเวนสอบถามรายบุคคล ข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้เปรียบเสมือน “คัมภีร์ชุมชน” ที่รวบรวมภูมิปัญญาที่เคยถูกมองข้าม นำมาถ่ายทอดสู่เยาวชนรุ่นใหม่ ช่วยลดปัญหาการย้ายถิ่นฐาน และเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน

    ขณะที่ ในมิติเชิงวิชาการ ภก.ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่บ่อพันขัน กล่าวว่า “พื้นที่บ่อพันขันมีศักยภาพระดับภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscape) ที่หล่อหลอมวิถีชีวิต อาหารพื้นถิ่น ภูมิปัญญาสมุนไพร จนกลายเป็นห้องเรียนที่มีชีวิตที่เชื่อมโยงการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมสังคม ข้อมูลองค์ความรู้ในแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ ได้กลายเป็นฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถนำไปออกแบบเป็น เส้นทางท่องเที่ยว 4 รูปแบบ”

    “ได้แก่ เส้นทางประวัติศาสตร์ เส้นทางสีเขียว เส้นทางสุขภาพ และเส้นทางการศึกษา โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมที่ให้นักท่องเที่ยวลงมือปฏิบัติจริง ทั้งหมดนี้เพื่อยกระดับบ่อพันขันสู่การเป็น “หมู่บ้านฟื้นสร้าง” (Regenerative Village) ที่สร้างสุขภาวะแบบฟื้นสร้าง (Regenerative Well-being) ยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และก้าวเป็นจุดหมายปลายทางด้านการจัดประชุมสัมมนาเชิงนิเวศ (Green MICE)”

    พญานาคริมสะพานบ่อพันขันในงานบุญประเพณี จุดหมายบนเส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตศักดิ์ พุฒจร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า

    “สิ่งที่นักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้ความสำคัญคือ ‘ความเดิมแท้’ (Authenticity) ซึ่งจุดแข็งของบ่อพันขัน คือ ความมุ่งมั่นของชุมชนในการรักษาตัวตนและวิถีชีวิตดั้งเดิมโดยไม่ปรุงแต่ง ผสานกับการนำภูมิปัญญามาต่อยอดสู่การเป็นชุมชนสุขภาวะ (Wellness Community)”

    “และในปัจจุบันทิศทางการท่องเที่ยวโลกได้ปรับเปลี่ยนสู่ การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism) ที่นักท่องเที่ยวต้องมีส่วนช่วยรักษาระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ การที่ สวทช. นำแพลตฟอร์มนวนุรักษ์เข้ามาจัดเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและวิถีวัฒนธรรม จึงเป็นการแปลงภูมิปัญญาที่เคยส่งต่อผ่านคำบอกเล่าให้กลายเป็น ‘หลักฐานเชิงประจักษ์’ (Evidence-based) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก”

    และความน่าสนใจที่นับเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมายัง บ่อพันขัน จ.ร้อยเอ็ด คือ การเป็น “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด” บริเวณโนนขันหมาก พื้นที่นี้จึงเป็นพื้นที่เรียนรู้และจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ตามแนวทางโครงการ Amazing Dark Sky in Thailand โดยมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดและการลดมลภาวะทางแสง พร้อมต่อยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และวิถีชุมชน ได้อย่างน่าประทับใจ

    ผู้บริหาร สวทช. ชุมชน และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมถ่ายภาพบนสะพานบ่อพันขัน จังหวัดร้อยเอ็ด

    ติดตามโมเดลการปรับเอาโครงการวิจัย ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนทั่วไทยอย่างยั่งยืน

    ตามติดภารกิจสานต่อความร่วมมือไทย-จีน พัฒนา นวัตกรรมแก้จน

    “มหาหมอลำเฟสติวัล” @ หนองคาย Soft Power ไทย-สปป.ลาว

    “H-FAME ไบโอดีเซลคุณภาพสูง” นวัตกรรมสู้ วิกฤตพลังงานโลก

    Post Views: 1

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/09/29/bopankan-innovation-for-community-nectec/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14VsDrxoQy6qbWHHkNVBlL

  • “เอกนิติ” ชูลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จับตาเงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    “เอกนิติ” ชูลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จับตาเงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    v.prd:0.0.158

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ก

    ก

    ก

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/en/news/list/163239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2riviprq_BUyu2L_Jq04Q9

  • สบน. ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ให้ สพพ. ผ่านการออก “พันธบัตรเพื่อสังคม” วงเงิน 1,000 ล้านบาท เป็นครั้งแรกขององค์การมหาชน ร่วมสนับสนุนการเงินเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    สบน. ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ให้ สพพ. ผ่านการออก “พันธบัตรเพื่อสังคม” วงเงิน 1,000 ล้านบาท เป็นครั้งแรกขององค์การมหาชน ร่วมสนับสนุนการเงินเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ​นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้ให้แก่สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ. ในการออกพันธบัตรเพื่อสังคม (Social Bond) เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 วงเงิน 1,000 ล้านบาท อายุพันธบัตร 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.13 ต่อปี ซึ่งเป็นการเสนอขายเฉพาะเจาะจงต่อผู้ลงทุนสถาบัน มีจำนวนผู้ลงทุนไม่เกิน 10 ราย โดยมีธนาคารออมสินเป็นผู้จัดจำหน่าย ซึ่งการออกพันธบัตรในครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริม “การเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) ของ สบน.” ที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และถือเป็นครั้งแรกขององค์การมหาชนในประเทศไทยที่ออก Social Bond และสามารถจัดจำหน่ายได้ครบตามเป้าหมายที่วางไว้ ท่ามกลางภาวะตลาดตราสารหนี้ที่มีความท้าทาย โดยได้รับการตอบรับจากนักลงทุนสถาบันการเงินชั้นนำเป็นอย่างดี จึงถือเป็นการยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ​การออกพันธบัตรเพื่อสังคมครั้งนี้ ดำเนินการภายใต้กรอบหลักเกณฑ์การระดมทุนเพื่อสังคม (Social Bond Framework) สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการ ในการจัดทำกรอบการเงินเพื่อสังคมจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank หรือ ADB) และมี DNV (Thailand) Co., Ltd. เป็นผู้ประเมินอิสระ (Second Party Opinion) วัตถุประสงค์หลักของการออกพันธบัตรเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินในการปรับโครงสร้างหนี้ของ สพพ. ในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอันสนับสนุนการเข้าถึงสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อชุมชนในพื้นที่ จำนวน 2 โครงการ ของประเทศเพื่อบ้าน ได้แก่ (1) โครงการพัฒนาถนนหมายเลข 11 (R11) ช่วงครกข้าวดอ – บ้านโนนสะหวัน – สานะคาม – บ้านวัง – บ้านน้ำสัง สปป.ลาว และ (2) โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) สปป.ลาว

    ​ทั้งนี้ สพพ. ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือองค์กรจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “AAA” แนวโน้ม “Stable” (คงที่) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 สะท้อนถึงบทบาทในฐานะที่เป็นองค์กรที่เกี่ยวข้อง กับภาครัฐ (Government-related Entity – GRE) ที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลไทยในระดับ “สูงสุด” และมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายสาธารณะระหว่างประเทศของรัฐบาลไทย และเป็นกลไกหลักของรัฐบาลไทยในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

    ​นายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ความสำเร็จในการเสนอขายพันธบัตรเพื่อสังคมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ สพพ. ในฐานะองค์การมหาชนแห่งแรกที่ออก Social Bond และสะท้อนถึงความไว้วางใจและการสนับสนุนที่นักลงทุนสถาบันมีต่อ สพพ. เป็นอย่างดี อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่หลักของ สพพ. ในการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1060176&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qMyTIqDVn-JQdk09f2h2w

  • สภาพัฒน์ชวนคนไทยร่วมออกแบบอนาคตประเทศ ผ่านแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

    สภาพัฒน์ชวนคนไทยร่วมออกแบบอนาคตประเทศ ผ่านแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

    เศรษฐกิจ

    สภาพัฒน์ชวนคนไทยร่วมออกแบบอนาคตประเทศ ผ่านแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

    วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569, 11.05 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สภาพัฒน์ชวนคนไทยร่วมออกแบบอนาคตประเทศ ผ่านแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” เชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อการจัดทำ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) เพื่อร่วมกำหนดทิศทางประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า

    แผนนี้สำคัญอย่างไร
    แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นกรอบสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ รวมถึงเป็นแนวทางในการจัดสรรงบประมาณและจัดทำโครงการของภาครัฐให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ เปรียบเสมือน “แผนที่” ที่กำหนดจุดหมายสำคัญของประเทศไทยในแต่ละช่วง 5 ปี

    ขณะเดียวกัน แผนพัฒนาฯ เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนทุกคน ทั้งการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย การพัฒนาทักษะเยาวชนและแรงงาน การสร้างสังคมคุณภาพสำหรับผู้สูงอายุ การปฏิรูปภาครัฐและกฎหมายให้ทันสมัย การบริหารทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตลอดจนการส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ

    ปัจจุบัน สภาพัฒน์อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ก่อนที่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 จะสิ้นสุดลงใน พ.ศ. 2570 โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปประกอบการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ
    ประเทศไทยในอนาคตที่คุณอยากเห็นเป็นแบบไหน?

    ร่วมส่งเสียงของคุณผ่านแบบสำรวจออนไลน์ 3 หน้า 5 ข้อ ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมออกแบบอนาคตประเทศไทย

    “ประเทศไทยในฝัน ร่วมผลักดันให้เป็นจริง”

    ร่วมตอบแบบสอบถามและติดตามความก้าวหน้าการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ได้ที่ http://14thplan.nesdc.go.th⁠

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/492380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kGaoKJxCATvLrMSMIlIha