Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กรมทางหลวงชนบท เสริมการท่องเที่ยว “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หลังเปิดใช้ถนนพุทธภูมิ 4 เลน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เชื่อมสู่แหล่งมรดกโลก ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม

    กรมทางหลวงชนบท เสริมการท่องเที่ยว “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หลังเปิดใช้ถนนพุทธภูมิ 4 เลน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เชื่อมสู่แหล่งมรดกโลก ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม

    กรมทางหลวงชนบท เสริมการท่องเที่ยว “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หลังเปิดใช้ถนนพุทธภูมิ 4 เลน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เชื่อมสู่แหล่งมรดกโลก ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม


    17/08/2569 | 36 |

            นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในทุกภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน เป็นการช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มศักยภาพ ตลอดจนพัฒนาระบบโครงข่ายถนนในจังหวัดให้ครอบคลุมสอดคล้องกับปริมาณความต้องการในการเดินทางของประชาชน ตามนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในส่วนของพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ทช. ได้เปิดใช้ถนนพุทธภูมิ (ถนนสายแยก ทล.4103 – ถนนพุทธภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช) เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถนนสายนี้เป็นสายทางเข้าสู่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของชาวเมืองคอนที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,000 ปี และยูเนสโกได้ประกาศให้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแล้วเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 
     

            ทช. ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศไทยไปสู่ระดับสากล โดยในส่วนของการเดินทาง ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถใช้ถนนพุทธภูมิเพื่อเข้าสู่แหล่งมรดกโลกทางศาสนาและวัฒนธรรม “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ได้อย่างสะดวกปลอดภัย รองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ทช. ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนสายดังกล่าว มีจุดเริ่มต้น กม. ที่ 0+000 บริเวณจุดตัด ทล.4103 – 4+000 บนถนนพุทธภูมิ ระยะทาง 4 กิโลเมตร ก่อสร้างเป็นผิวจราจรแบบคอนกรีต 4 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.25 เมตร (ไป – กลับ) มีไหล่ทางกว้าง 1 – 3 เมตร ตรงกลางเป็นคลองส่งน้ำของกรมชลประทาน พร้อมก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ ความยาว 390 เมตร และมีทางกลับรถ 5 จุด นับเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจของจังหวัด ทั้งในด้านการคมนาคมขนส่ง ด้านการท่องเที่ยว ทั้งยังช่วยคลี่คลายปัญหาการจราจรติดขัดในตัวเมือง แบ่งเบาการจราจรในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชให้สามารถระบายการจราจรออกสู่นอกเมืองได้อย่างคล่องตัว เป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/167712


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/532192&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T0JnmTAOiXl1ivgxs_Qwn

  • เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 ต่ำสุดในอาเซียน พ้นจุดต่ำสุดหรือยัง?

    เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 ต่ำสุดในอาเซียน พ้นจุดต่ำสุดหรือยัง?

    เศรษฐกิจไทย (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า เหลือขยายตัวเพียง 1.9% เหตุไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค พบว่าไทยมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุด สภาพัฒน์ปรับประมาณการ GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 2.2% (ค่ากลาง)

    วันนี้ (17 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขยายตัว 1.9% YoY ชะลอตัวลงจากที่ขยายตัว 2.8% YoY ในไตรมาสแรกของปี 2569 ดังนั้น เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.2% QoQ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

    โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ชะลอตัวมีสาเหตุหลักมาจากเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังนับว่าต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน หลังเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว 8.4% YoY มาเลเซียขยายตัว 6.0% YoY สิงคโปร์ขยายตัว 5.9% YoY อินโดนีเซียขยายตัว 5.3% YoY และฟิลิปปินส์ขยายตัว 2.3% YoY

    วิเคราะห์ ‘ปัจจัยฉุด’ เศรษฐกิจไทยชะลอตัวในไตรมาส 2 ปีนี้

    โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ GDP ไทยไตรมาสล่าสุด ชะลอตัวลงมาจาก (1) การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว โดยขยายตัวเหลือ 1.9% (ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า) เป็นไปตามการลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมาอยู่ที่ระดับ 50.3 (ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส) โดยมีการชะลอตัวในเกือบทุกหมวดสำคัญ ทั้งหมวดบริการ หมวดสินค้าไม่คงทน และหมวดสินค้าคงทน เป็นต้น

    (2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลชะลอตัวลงอย่างมาก เหลือโตเพียง 0.2% (ชะลอลงจาก 3.4% ในไตรมาสก่อนหน้า) เนื่องจากการลดลงของรายจ่ายโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินและค่าตอบแทนแรงงานที่ปรับตัวลดลง 2.8% และ 0.3% ตามลำดับ

    (3) การลงทุนภาครัฐกลับมาหดตัว ปรับตัวลดลง 1.6% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส (เทียบกับการขยายตัว 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า) โดยเฉพาะการลดลงของการลงทุนหมวดเครื่องจักรเครื่องมือและการลงทุนในหมวดก่อสร้าง ตามการลดลงของการก่อสร้างรัฐวิสาหกิจเป็นสำคัญ

    (4) ขณะที่ด้านการผลิต หลายสาขาชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสาขาเกษตรกรรม ขยายตัว 1.5% (ชะลอลงจาก 2.0% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวเพียง 0.1% (ชะลอลงจาก 1.0% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารชะลอตัว โดยขยายตัว 1.5% (ชะลอจาก 2.2% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าชะลอตัว โดยขยายตัว 2.6% (ชะลอลงจาก 3.5% ในไตรมาสก่อน) ขณะที่สาขาก่อสร้างขยายตัวเกือบหยุดนิ่ง โดยขยายตัวเพียง 0.1% (ชะลอลงอย่างรุนแรงจาก 6.2% ในไตรมาสก่อนหน้า)

    เปิด ‘แรงส่ง’ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2: ลงทุนภาคเอกชน-ส่งออก

    แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 จะเผชิญการชะลอตัวในหลายด้าน แต่ยังมีแรงสำคัญ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวถึง 13.4% เร่งตัวขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2555

    ขณะที่การส่งออกสินค้าขยายตัว 17.6% เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญมาจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ขยายตัวสอดคล้องกับกระแสความต้องการในตลาดโลก โดยกลุ่มอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม (ขยายตัว 129%) และชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ขยายตัว 65.5%)

    เศรษฐกิจไทยถึงจุดต่ำสุดหรือยัง

    ดนุชาตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีเศรษฐกิจไทยตอนนี้ผ่านจุดต่ำสุดไปหรือยัง หรือเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ใช่หรือไม่ ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เท่าที่ดูข้อมูลจนถึงตอนนี้ คาดว่าน่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากในครึ่งปีหลัง คาดว่าความรุนแรงของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะเริ่มคลี่คลายลง

    สภาพัฒน์ปรับขึ้นประมาณการ GDP ไทย

    สภาพัฒน์ยังได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ช่วง 2.0-2.5% (โดยมีค่ากลางการประมาณการอยู่ที่ 2.2%) ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนหน้า (ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569) ที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วง 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%)

    โดยสาเหตุสำคัญของการปรับเปลี่ยนประมาณการมาจาก 4 สาเหตุสำคัญ ดังนี้

    • การส่งออกสินค้า โดยสภาพัฒน์ปรับคาดการณ์มูลค่าส่งออกขึ้นเป็น 15.1% (จากเดิมคาดไว้ 9 6%) เนื่องจากทิศทางเศรษฐกิจ และ ปริมาณการค้าโลกปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะความต้องการสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ และ เทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI) ที่ยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
    • นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น โดยปรับคาดการณ์รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 1.65 ล้านล้านบาท (จากเดิมที่คาดไว้ 1.49 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวถึง 10.6% (จากเดิมคาด 6.2%)
    • การลงทุนภาคเอกชน ปรับขึ้นเป็น 9.6% (จากเดิม 3.7%) สอดคล้องกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและเครื่องมือ ตลอดจนความต้องการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุน นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากยอดการขอรับและการออกบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
    • การบริโภคภาคเอกชน ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.6% (จาก 2.4%) สอดคล้องกับการปรับลดประมาณการเงินเฟ้อลงมาอยู่ที่ 1.5-2.0%

    อย่างไรก็ตาม ดนุชากล่าวว่า ประมาณการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภายนอกประเทศที่สำคัญ ความเสี่ยงจากการชะลอตัวมากกว่าที่คาดของเศรษฐกิจและการค้าโลก ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์สูงและธุรกิจ SMEs ที่ยังคงมีความเสี่ยงด้านเครดิตอยู่ในระดับสูงจะเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-q2-lowest-asean/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FJTCsPJLuPnnJ3E9AhRfk

  • สศช.ปรับ GDP ปี 69 โต 2.2% ส่งออก-ลงทุนเอกชนหนุน จับตาน้ำมัน ภาษีสหรัฐฯ-หนี้ SME

    สศช.ปรับ GDP ปี 69 โต 2.2% ส่งออก-ลงทุนเอกชนหนุน จับตาน้ำมัน ภาษีสหรัฐฯ-หนี้ SME

    ‘สภาพัฒน์’ เผยเศรษฐกิจไทย ตรมาส2/69 โต 1.9% สูงกว่าคาด หลังส่งออก-ลงทุนเอกชนแรง พร้อมปรับเป้า GDP ปี 69 จาก 2% เป็น 2.2% คาด Q3 ฟื้นตัวดีขึ้น จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง การค้าโลก น้ำแล้ง และหนี้ SME เร่งรัฐอัดลงทุน-ส่งออก

    17 ส.ค.2569-นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ สศช.เคยคาดไว้ราว 1.15% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน แม้เครื่องชี้เศรษฐกิจในประเทศส่วนใหญ่ชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก และหากปรับผลตามฤดูกาล เศรษฐกิจไตรมาส 2 หดตัว 0.2% จากไตรมาสแรก

    สำหรับการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% เพิ่มจาก 10.1% ในไตรมาสแรก และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเครื่องจักร เครื่องมือ คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6% จากที่ขยายตัว 9.4% ในไตรมาสแรก เนื่องจากการลงทุนรัฐวิสาหกิจลดลง 12.2% แม้การลงทุนรัฐบาลยังขยายตัว 4.9% สศช.จึงเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี

    ส่วนด้านการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% โดยการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 14.1% ได้แรงหนุนจากสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคมเพิ่ม 129% และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์เพิ่ม 65% ขณะที่การส่งออกรถยนต์นั่งลดลง 42.4% ส่วนบริการขยายตัว 5.1% สำหรับการส่งออกสินค้าในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัว 17.6%

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าขยายตัวสูงถึง 27.2% จากการนำเข้าน้ำมันดิบ ชิ้นส่วนแผงวงจรรวม และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เพื่อรองรับการผลิตและส่งออก รวมถึงการเร่งนำเข้าพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ราว 12% ของ GDP แต่หากหักผลจากน้ำมันและทองคำ ไทยยังเกินดุลการค้าประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ชะลอจาก 3.3% ในไตรมาสแรก ขณะที่การบริโภคภาครัฐขยายตัวเพียง 0.2% จาก 3.4% สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงเหลือ 50.3 จาก 52.8 อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีแรกการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัว 2.6%

    ด้านภาคการผลิต ภาคเกษตรขยายตัว 1.5% ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 6.1% เป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 6.6% ส่วนภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% และอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 57.47% ขณะที่สาขาที่พักแรมและบริการอาหารขยายตัว 1.5% ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง 3.8% แม้รายได้ต่อทริปปรับเพิ่มขึ้น สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.96% เงินเฟ้อทั่วไป 2.7% เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 279.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และหนี้สาธารณะ 12.9 ล้านล้านบาท หรือ 66.9% ของ GDP

    นายดนุชา กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนจากวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยี แต่ไทยยังมีข้อจำกัดด้าน Supply Chain ต้องนำเข้าสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบจำนวนมาก ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นความเสี่ยง แม้แนวโน้มสถานการณ์เริ่มดีขึ้น โดยต้องจับตาการส่งผ่านต้นทุนจากราคาผู้ผลิต (PPI) ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 8% ไปยังราคาผู้บริโภค จากสถานการณ์ดังกล่าว สศช.ปรับสมมติฐานเศรษฐกิจโลกปี 2569 จาก 2.9% เป็น 3.3% และการค้าโลกจาก 3.6% เป็น 4.3% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบคาดเฉลี่ย 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินบาทอยู่ที่ 32.5-33.5 บาทต่อดอลลาร์

    นอจากนี้ สศช.ปรับประมาณการส่งออกปี 2569 เป็นขยายตัว 2.5-3.5% จากเดิม 1.8-2.8% และนำเข้าเป็น 7-8% จากเดิม 5.3-6.3% โดยยังคงคาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32 ล้านคน รายได้ 1.65 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 จากค่ากลาง 2% เป็น 2.2% หรืออยู่ในช่วง 2-2.5% คาดการบริโภคเอกชนโต 2.6% ลงทุนเอกชน 9.6% ลงทุนภาครัฐ 3.1% ส่งออก 15.1% และนำเข้า 25.5% เงินเฟ้ออยู่ที่ 1.5-2% และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.2% ของ GDP โดยปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจปีนี้ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง และการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ ขณะที่ต้องติดตามมาตรการภาษีและการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด แม้ไทยยังมีความสามารถแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญ

    ส่วนความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของการค้าโลก เงินเฟ้อและภาวะการเงินโลก ปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วม ภาระหนี้ครัวเรือน รวมถึงคุณภาพสินเชื่อ SME โดยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระอยู่ที่ 15.91% และ NPL ของ SME ราว 9% ของสินเชื่อรวม สำหรับแนวทางบริหารเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี สศช.จะเร่งดูแลภาคเกษตรและบริหารจัดการน้ำ รักษาแรงส่งการส่งออกและกระจายตลาด เร่งอำนวยความสะดวกการลงทุนและพัฒนาระบบนิเวศ Data Center เร่งเบิกจ่ายและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงส่งเสริม PPP และ Thailand Future Fund พร้อมเร่ง Energy Transition และลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าที่มีความเสี่ยง ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาส 3 มีแนวโน้มฟื้นตัวจากไตรมาส 2 หลังผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มลดลง โดยยังคงประมาณการ GDP ทั้งปีที่ 2.2%

    นายดนุชา กล่าวว่า ส่วนกรณีอินโดนีเซียพยายามดึงผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นไปลงทุน ไทยยังมีข้อได้เปรียบจากฐานการผลิตและ Supply Chain อุตสาหกรรมยานยนต์ที่สะสมมากว่า 30 ปี จึงเชื่อว่าผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นยังมองไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ ขณะที่มาตรการอำนวยความสะดวกนำเข้าชิ้นส่วนมีเป้าหมายเพื่อรักษาการจ้างงาน การส่งออก และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ มากกว่าการเพิ่มรายได้จากภาษีนำเข้า

    สำหรับการส่งออกรถยนต์นั่งที่ลดลงกว่า 40% คาดว่าเป็นแนวโน้มต่อเนื่องจากมาตรฐานด้านคาร์บอนและการแข่งขันของรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้น แต่รถกระบะ 1 ตัน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยยังขยายตัวราว 50-55% สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานการผลิตไทย ส่วนอุตสาหกรรม EV ในระยะแรก ไทยอาจต้องนำเข้าชิ้นส่วนที่ยังผลิตไม่ได้ เช่น มอเตอร์และระบบขับเคลื่อน ก่อนพัฒนาการผลิตในประเทศและเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อสร้าง Supply Chain EV ให้แข็งแกร่งและเพิ่มมูลค่าการลงทุนในไทยระยะยาว

    สำหรับมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.นั้น  มองว่ายังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน เนื่องจาก GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นข้อมูลในอดีตและเกิดขึ้นก่อนมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจึงยังไม่สะท้อนผลของมาตรการในช่วงหลัง ดังนั้นหลังมาตรการสิ้นสุด ยังไม่ควรเร่งสรุปว่าจะต้องมีมาตรการใหม่ทันที แต่ควรรอดูข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์และผลของมาตรการที่ดำเนินอยู่ ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและตรงเป้าหมายที่สุด

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1051444/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r3XLFdJEB0TdGei1zWt_a

  • เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 โตเพียง 1.9% ต่ำสุดใน 6 ชาติอาเซียน เวียดนามนำโด่ง 8.4%

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 โตเพียง 1.9% ต่ำสุดใน 6 ชาติอาเซียน เวียดนามนำโด่ง 8.4%

    วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 พบว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าโดยปรับผลของฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.2%

    ตัวเลขดังกล่าวทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดใน 6 ประเทศอาเซียนที่ สศช.นำมาเปรียบเทียบ โดยเวียดนามยังเติบโตสูงที่สุดที่ 8.4% ตามด้วยมาเลเซีย 6.0% สิงคโปร์ 5.9% อินโดนีเซีย 5.3% ฟิลิปปินส์ 2.3% และไทย 1.9% ตัวเลขล่าสุดจากหน่วยงานสถิติของแต่ละประเทศสอดคล้องกัน โดยสิงคโปร์รายงาน GDP โต 5.9% มาเลเซีย 6.0% อินโดนีเซีย 5.29% และฟิลิปปินส์ 2.3% ในช่วงเดียวกัน

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยยังคงรั้งท้ายกลุ่มเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพราะตลอดปี 2568 เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.4% ต่ำที่สุดในกลุ่มเดียวกัน ขณะที่ในไตรมาสแรกปี 2569 ไทยโต 2.8% เท่ากับฟิลิปปินส์ และอยู่ในอันดับต่ำสุดร่วม ก่อนที่ไตรมาส 2 ไทยจะหลุดลงมาอยู่ท้ายตารางเพียงประเทศเดียว

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอลงมาจากฝั่งการใช้จ่าย โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.9% ลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ 50.3 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 14 ไตรมาส ขณะเดียวกันการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลโตเพียง 0.2% จาก 3.4% ในไตรมาสแรก

    ด้านการลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6% นับเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนด้านเครื่องจักรและการก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจที่ลดลง

    อย่างไรก็ตาม จุดที่ยังเป็นแรงส่งสำคัญคือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% เร่งขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสแรก และถือเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2555 โดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องจักรและเครื่องมือที่ขยายตัว 16.6%

    อีกด้านหนึ่งที่ดูเหมือนแข็งแรงคือการส่งออกสินค้า ซึ่งในไตรมาส 2 มีมูลค่า 99,079 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.28 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทั้งอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และเครื่องจักร แต่การเติบโตของการส่งออกไม่ได้สะท้อนกลับมายังภาคการผลิตไทยมากนัก เพราะสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% จาก 1.0% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 57.47% ต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2563 โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ที่ลดลง 7.2%

    ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้ากลับเพิ่มขึ้นถึง 42.3% เร่งขึ้นจาก 33.2% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 20 ไตรมาส ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าในไตรมาสนี้ถึง 1.21 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.92 แสนล้านบาท) จากที่ขาดดุลเพียง 0.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 9,900 ล้านบาท) ในไตรมาสแรก

    ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยก็ยังมีสัญญาณอ่อนแรง โดยไตรมาส 2 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 6.55 ล้านคน ลดลง 4.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงแรงกว่าไตรมาสแรกที่หดตัว 2.4% อย่างไรก็ตาม รายรับจากการท่องเที่ยวยังเพิ่มขึ้น โดยรายรับรวมจากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติอยู่ที่ 6.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 68.97% ต่ำกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน

    นอกจากนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส มูลค่า 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 5.75 แสนล้านบาท) ขณะที่หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.9% ของ GDP

    แม้เศรษฐกิจไตรมาส 2 จะชะลอตัวเหลือ 1.9% แต่ สศช.ยังคาดว่า เศรษฐกิจไทยตลอดปี 2569 จะขยายตัวในช่วง 2.0-2.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.2% เทียบกับการเติบโต 2.4% ในปี 2568 โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคครัวเรือน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะเดียวกัน สศช.ยังปรับคาดการณ์การลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ขึ้นเป็น 9.6% และคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น 15.1% โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงที่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการในตลาดโลก

    อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านตัวเลขเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ภาพของไตรมาส 2 ยังตอกย้ำโจทย์เดิมของเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน กล่าวคือ ในขณะที่เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซียยังสามารถรักษาการเติบโตระดับ 5-8% ได้ เศรษฐกิจไทยกลับโตไม่ถึง 2% และจากที่เคยอยู่ท้ายตารางร่วมกับฟิลิปปินส์ในไตรมาสแรก รอบนี้ไทยกลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มที่ สศช.นำมาเปรียบเทียบอย่างเต็มตัว

    Tags: , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-quarter-2-thailand-gdp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19lqOhuv9sXv4jUhJui_6G

  • สภาพัฒน์เผยเศรษฐกิจไตรมาส 2 โต 1.9% ลงทุนเอกชนหนุน คาดทั้งปีพุ่ง 2.2%

    สภาพัฒน์เผยเศรษฐกิจไตรมาส 2 โต 1.9% ลงทุนเอกชนหนุน คาดทั้งปีพุ่ง 2.2%

    สภาพัฒน์เผยเศรษฐกิจไตรมาส 2 โต 1.9% ลงทุนเอกชนหนุน คาดทั้งปีพุ่ง 2.2%

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวได้ 1.9% ซึ่งหากพิจารณาเครื่องชี้วัดทั้งในฝั่งภาคการผลิตและภาคการใช้จ่ายจะเห็นสัญญาณการชะลอตัวเกือบทั้งหมด ยกเว้นด้านการส่งออกและการลงทุนที่ยังคงขยายตัวได้ดีมาก 

    “เฉพาะการลงทุนภาคเอกชนไตรมาสนี้ ขยายตัวสูงถึง 13.4% ซึ่งถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา” 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อปรับผลทางฤดูกาลออกแล้ว พบว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสนี้หดตัวลง 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี เนื่องจากหลายเครื่องชี้วัดสำคัญเริ่มชะลอตัวลง

    บริโภคหดตัว 3.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

    ในด้านการโภคบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวได้ 1.9% ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะในหมวดบริการ กลุ่มโรงแรมและภัตตาคาร รวมถึงบริการด้านขนส่งที่ขยายตัวลดลง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.3 จาก 52.8 ในไตรมาสก่อน 

    ขณะที่การอุปโภคภาครัฐบาลก็ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 0.2% จากเดิม 3.4% จากการลดลงของรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงค่าตอบแทนแรงงาน

    สำหรับการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% แต่การลงทุนภาครัฐกลับหดตัว 1.6% สาเหตุสำคัญมาจากรัฐวิสาหกิจที่มีการชะลอการเบิกจ่ายในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในช่วงถัดไป

    ส่งออกโตพุ่ง 12.5% แต่รถยนต์ดรอป หดตัว 42.4%

    ภาคการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวได้ 12.5% โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวโดดเด่นถึง 14.1% สินค้ากลุ่มที่เติบโตดีคืออุปกรณ์โทรคมนาคมและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยีโลก แต่การส่งออกรถยนต์นั่งหดตัวลงถึง 42.4% เนื่องจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดในต่างประเทศและการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้า

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

    ในส่วนของการนำเข้านั้นขยายตัวสูงถึง 27.2% โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพื่อผลิตเพื่อการส่งออกในอนาคต

    “การนำเข้าที่พุ่งสูงนี้ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาสนี้ขาดดุล 12% ของ GDP ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันและทองคำที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือที่สูงขึ้น แต่หากหักลบรายการน้ำมันและทองคำออก ดุลการค้าจะยังคงเกินดุลประมาณ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ”

    ดัชนีราคาสินค้าเกษตรโตครั้งแรกรอบ 6 ไตรมาส

    ภาคการผลิตในสาขาเกษตรกรรมขยายตัว 1.5% ชะลอลงเล็กน้อยตามการผลิตข้าวเปลือกและปาล์มน้ำมันที่ลดลง แต่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาสที่ 6.1% ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 6.6% ด้านสาขาอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการบริโภคภายในประเทศ และการผลิตยานยนต์ที่ลดลง 7.2% ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงมาอยู่ที่ 57.47%

    สำหรับภาคการท่องเที่ยว สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 1.5% ชะลอลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง 3.8% อย่างไรก็ตาม รายรับต่อคนต่อทริปปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 53,000 บาท

    หนี้สาธารณะไทยพุ่ง 12.9 ล้านล้านบาท

    เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 พบว่าอัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.96% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.7% และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท หรือ 66.9% ของ GDP 

    ประเมินปี 69 จีดีพีไทยโต 2.2%

    สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2569 สภาพัฒน์ได้ปรับประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.2% (ในช่วงร้อยละ 2.0-2.5) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะโตได้ถึง 9.6% และการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว 15.1% ตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและดิจิทัล

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงมีปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจเข้มงวดขึ้น ปัญหาหนี้สินครัวเรือนและคุณภาพสินเชื่อของ SME ที่มี NPLs สูงถึง 9% รวมถึงความผันแปรของสภาพภูมิอากาศจากปรากฏการณ์เอลนีโญและภาวะฝนน้อยที่อาจกระทบต่อภาคเกษตรและการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน

    “สภาพัฒน์จึงเสนอแนวทางการบริหารนโยบาย 5 ด้าน คือ การดูแลภาคเกษตรและเตรียมปัจจัยการผลิต การรักษาแรงส่งภาคส่งออก การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนและการอำนวยความสะดวกผ่านมาตรการต่างๆ เช่น Thailand Fast Pass การเร่งการเบิกจ่ายภาครัฐ และการเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/666639&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iXQNn4PZv-oDXYVpxSMRO

  • สภาพัฒน์ เผย ศก.ไทย Q2/69 โต 1.9% แนวโน้ม Q3 ดีขึ้น ปรับคาดการณ์ทั้งปีโต

    สภาพัฒน์ เผย ศก.ไทย Q2/69 โต 1.9% แนวโน้ม Q3 ดีขึ้น ปรับคาดการณ์ทั้งปีโต

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% จากตลาดคาด 1.7% แต่ชะลอลงจาก 2.8%ในไตรมาสแรกของปี 69 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/69 ลดลงจากไตรมาสแรก 0.2%

    ด้านการใช้จ่าย การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเร่งขึ้น การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกสินค้าชะลอตัว ขณะที่การลงทุนภาครัฐลดลง ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขายส่งขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ สาขาขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า และสาขาก่อสร้างชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า

    ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% เมื่อดูเครื่องชี้ทั้งด้านการผลิต และการใช้จ่าย จะเห็นว่าชะลอตัวลงหมด ยกเว้นการส่งออก และการลงทุนที่ขยายตัวได้ดีมาก โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวสูงถึง 13.4% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส นับจากปี 2555 และการส่งออกสินค้าในไตรมาส 2 ที่ขยายตัวได้ดีถึง 14.1% นายดนุชา พิชยนันนท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุ

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. มิ.ย.69) ขยายตัวได้ 2.4%

    ส่วนที่ในไตรมาส 2/69 ดุลบัญชีเดินสะพัด ติดลบ 12% ต่อ GDP นั้น นายดนุชา กล่าวว่า ไทยขาดดุลการค้า และขาดดุลบริการ จึงส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงในช่วงไตรมาส 2/69 โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมัน ซึ่งในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ไทยต้องเร่งนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 117% และเป็นช่วงที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ถ้าหักผลของน้ำมัน กับทองคำออก จะพบว่าดุลการค้าของไทยยังเกินดุล 9 พันล้านดอลลาร์

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในช่วงถัดไป ที่ไทยนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอื่นทดแทน และปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอ จนเริ่มจะมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการในส่วนนี้ได้ เช่น ลดกำลังการผลิตลง และพิจารณานำเข้าในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน แต่ละเดือน ประกอบกับราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัวลดลง ก็เชื่อว่าจะทำให้ดุลการค้าปรับตัวดีขึ้นได้

    โดยรวม ต้องดูเรื่องดุลบริการด้วย เพราะที่กระทบจากค่า freight ค่าประกัน และนักท่องเที่ยวลดลง ปกติดุลบริการจะเพิ่มในไตรมาสสุดท้าย หลังจากที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ แต่ปีนี้อาจไม่เป็นอย่างนั้น เพราะประเทศต่าง ๆ มีปัญหาค่าครองชีพ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไม่สูงอย่างคาด และอาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ -1.2% ต่อ GDP นายดนุชา กล่าว

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3/69 นั้น เลขาธิการสภาพัฒน์ ประเมินว่า สถานการณ์เศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาส 2 เนื่องจากในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยคาดการณ์ทั้งปี 69 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบ 2.0-2.5%

    ช่วงถัดไป มองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าทั้งปีนี้ เศรษฐกิจจะโตได้ 2.2% (ค่ากลาง) นายดนุชา กล่าว

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มองว่า สถานการณ์ต่าง ๆ ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ และรักษาระดับการลงทุนของภาคเอกชน และภาคการส่งออกให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ปริมาณน้ำเริ่มขาดแคลนในบางจุด อีกทั้งติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าที่อาจจะมีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ก็ได้มีการเตรียมการไประดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะการใช้จ่ายจากเม็ดเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในแง่การช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านพลังงานในช่วงถัดไป

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12837336&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26kdleeSCwRcpmKJxgRQNm

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 10.02 น.


    กลยุทธ์ : แรงซื้อหด รอพักตัว
    แนวต้าน : $4,400 , 68,900 บาท
    แนวรับ : $4,300 , 68,000 บาท
    .

    ทองคำเริ่มชะลอแรงซื้อ หลังปัจจัยเศรษฐกิจหมดแรงกระตุ้น หลังตลาดรับรู้ตัวเลขสำคัญทั้ง Nonfarm และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไปแล้ว ช่วงนี้ทองคำจึงมีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามปัจจัยทางเทคนิคมากขึ้น โดยตลาดเริ่มหันไปจับตาการประชุม Jackson Hole วันที่ 27–29 สิงหาคม เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มถูกตลาดรับรู้ไปมากแล้ว ทำให้หากไม่มีสถานการณ์ใหม่เข้ามา ทองอาจขาดแรงผลักดันให้ขึ้นต่อในระยะสั้น
    .

    ด้านปัจจัยพื้นฐานยังมีแรงพยุงอยู่ โดยเฉพาะแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังเดินหน้าสะสมทองเพื่อกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์ ขณะที่เงินบาทที่กลับมาอ่อนค่าเหนือ 33 บาทต่อดอลลาร์ก็ช่วยหนุนราคาทองคำในประเทศ แม้ทองโลกจะเริ่มพักตัวก็ตาม อย่างไรก็ตาม หากทองคำขึ้นทดสอบบริเวณ $4,450–4,500 ซึ่งเป็นโซนแนวต้านสำคัญ อาจเห็นแรงขายทำกำไรออกมา ดังนั้นช่วงนี้จึงต้องระวังการไล่ซื้อบริเวณราคาสูง
    .

    ด้านเทคนิค ทองคำยังไม่เสียโครงสร้างขาขึ้น แต่โมเมนตัมเริ่มชะลอ แนวรับแรกอยู่ที่ $4,300 หรือ 68,000 บาท หากยืนได้ มีโอกาสแกว่งสะสมกำลังและกลับขึ้นทดสอบ $4,400 อีกครั้ง แต่หากหลุดลงมา แนวรับถัดไปอยู่บริเวณ $4,200–4,100 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม กลยุทธ์ช่วงนี้จึงเน้นรอพักตัว ไม่ไล่ราคา และติดตามสัญญาณจาก Jackson Hole เป็นตัวชี้ทิศทางรอบใหม่ของทองคำในช่วงปลายเดือน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-17-aug-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14IRlWJuLmrzzn8swycn3Q

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 2 โต 1.1% ต่ำกว่าคาด ผลกระทบจากสงคราม

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 2 โต 1.1% ต่ำกว่าคาด ผลกระทบจากสงคราม

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 2 ขยายตัว 1.1% ต่ำกว่าคาด ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน สหรัฐที่ดันราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของครัวเรือนและบริษัทญี่ปุ่น 

    ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นในไตรมาส 2 ขยายตัว 1.1% แบบคำนวณเป็นรายปี (annualized) ต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะโต 2% โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง แต่ถูกกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนตัวลง

    ตัวเลขดังกล่าวเปรียบเทียบกับอัตราการเติบโต 2.1% ในไตรมาสก่อนหน้า

    ภาวะเศรษฐกิจไตรมาสนี้ถือเป็นไตรมาสแรกที่สะท้อนผลกระทบของสงครามอิหร่านอย่างเต็มที่ ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจและครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น

    • ส่งออกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ด้านโครงสร้างการเติบโต การส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยมูลค่าการส่งออกของญี่ปุ่นออกมาดีกว่าคาดในทั้งสามเดือนของไตรมาส อย่างไรก็ดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า มากกว่าจะมาจากปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว

    เมื่อต้นเดือนนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้เผยแพร่ประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจ และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปีงบประมาณ 2026 (สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2027) เล็กน้อย จาก 0.5% เป็น 0.6%

    “เศรษฐกิจญี่ปุ่นคาดว่าจะยังคงเติบโตในระดับปานกลาง แม้จะอยู่ในทิศทางชะลอตัวลง” ธนาคารกลางระบุ โดยชี้ไปที่ราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านลบดังกล่าวน่าจะถูกชดเชยบางส่วนจากมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาภาระค่าเชื้อเพลิงสำหรับภาคครัวเรือน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากมีบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากที่มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LcMNUXIL1dP6CzKuR5r-p

  • แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 17/08/69 ดาวโจนส์กดดันจากยอดค้าปลีกอ่อนแอ-หุ้นชิปถูกขาย

    แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 17/08/69 ดาวโจนส์กดดันจากยอดค้าปลีกอ่อนแอ-หุ้นชิปถูกขาย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/167943&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v8zHCi6EROpUf_ntXwDNH

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (17 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (17 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (17 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (17 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.83 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.78 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.84 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.47 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.84 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.54 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (17 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/666606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16xAz2ilMCAe7osfSY4_mv