Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้สูงอายุแห่ยืนยันตัวตน เตรียมลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” 6 โมงเช้า 25 พ.ค.

    ผู้สูงอายุแห่ยืนยันตัวตน เตรียมลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” 6 โมงเช้า 25 พ.ค.

    วันนี้ (24 พ.ค.2569) บรรยากาศตามสาขาของธนาคารกรุงไทย ในหลายพื้นที่ช่วงสุดสัปดาห์เป็นไปอย่างคึกคัก หลังประชาชนจำนวนมาก เดินทางเข้ามาติดต่อขอยืนยันตัวตน เพื่อเตรียมลงทะเบียนเข้าร่วม “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 25 พ.ค.2569 โดยประชาชนต่างคาดหวังว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังชะลอตัว

    ที่ จ.กำแพงเพชร ประชาชนจำนวนมากเดินทางมายังธนาคารกรุงไทย สาขาชากังราว เพื่อดำเนินการยืนยันตัวตน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีลูกหลานพามาด้วย หลังไม่สามารถดำเนินการผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยตนเองได้ เนื่องจากมีการเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์จากเบอร์เดิมที่เคยผูกไว้กับระบบ ทำให้ไม่สามารถรับรหัส OTP เพื่อยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันได้ตามขั้นตอนปกติ หลายคนยอมรับว่าไม่ต้องการพลาดสิทธิ์ เพราะมองว่า โครงการนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้

    ขณะเดียวกัน ที่ จ.นครสวรรค์ ร้านจำหน่ายอาหารสัตว์หลายแห่งเริ่มติดป้ายประชาสัมพันธ์เตรียมรองรับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งมีกำหนดเริ่มใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.นี้ ผู้ประกอบการเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นยอดขายและทำให้ประชาชนกล้าจับจ่ายมากขึ้น

    เจ้าของร้านรายหนึ่งเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เคยเข้าร่วม “โครงการคนละครึ่ง” มาแล้ว 2 ครั้ง และทุกครั้งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ส่งผลให้ยอดขายของร้านเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จึงคาดหวังว่าโครงการใหม่จะช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

    ด้านมุมมองทางเศรษฐกิจ นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI ประเมินว่า ประสิทธิภาพของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจลดลงเมื่อเทียบกับ “โครงการคนละครึ่ง” และ “คนละครึ่งพลัส” ในอดีต เนื่องจากแนวคิดของคนละครึ่งใช้หลักตัวคูณทางเศรษฐกิจที่ทำให้เงิน 1 บาทจากภาครัฐสามารถสร้างมูลค่าหมุนเวียนได้มากกว่า 2 บาท หรือประมาณ 2 เท่า แต่สำหรับไทยช่วยไทยพลัส หากรัฐอัดฉีดเงิน 60 บาท เพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจ 100 บาท ตัวคูณทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ประมาณ 1.6 เท่าเท่านั้น

    นักวิชาการยังมองว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อาจทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเลือกเก็บเงินไว้ใช้หนี้หรือสำรองค่าใช้จ่ายจำเป็น มากกว่านำไปจับจ่ายซื้อสินค้า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบางส่วนอาจใช้สินค้าที่มีอยู่ในสต๊อกเดิมออกมาจำหน่าย จึงอาจไม่เกิดการจ้างงานหรือการผลิตใหม่เพิ่มขึ้นมากนัก

    สำหรับประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนได้ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. ของวันที่ 25 – 29 พ.ค. หรือจนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านสิทธิ โดยผู้มีสิทธิ์ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีอายุ 18 ปีขึ้นไป วิธีลงทะเบียนคือเข้าไปที่หน้าแรกของแอปฯ แล้วกดเลือกแบนเนอร์ “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของระบบ

    หลังจากได้รับการยืนยันสิทธิแล้ว ผู้ใช้งานจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet เพื่อใช้สแกนจ่ายกับร้านค้าที่มีแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยสามารถเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.นี้ ครอบคลุมการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการขนส่งสาธารณะ แต่ไม่รวมบริการบางประเภท เช่น นวด สปา ทำเล็บ และทำผม

    อ่านข่าวอื่น :

    สื่อเผยมือยิงทำเนียบขาว พบประวัติป่วยจิตอ้างเป็นพระเยซู-โพสต์ขู่ทำร้าย “ทรัมป์”

    กู้ภัยไทยเดินทางเข้าร่วมภารกิจ ช่วย 7 ชีวิตติดถ้ำในลาว

    ป๊อบ-ปองกูลสวนกลับอมรินทร์ทีวี “คำขอโทษ” ไร้ความเห็นอกเห็นใจเชิงมนุษย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AY7QYyoidU7H5MyO8A8jo

  • กะหล่ำปลีภูทับเบิกราคาดิ่งเหวเหลือโลละ 1 บาท ชาวไร่สิ้นหวังขนทิ้งข้างทาง

    กะหล่ำปลีภูทับเบิกราคาดิ่งเหวเหลือโลละ 1 บาท ชาวไร่สิ้นหวังขนทิ้งข้างทาง

    (24 พ.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นดราม่า “กะหล่ำปลี” บนโลกโซเชียลมีเดียของจังหวัดเพชรบูรณ์ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง หลังมีการส่งต่อคลิปวิดีโอที่กล่าวอ้างเรื่องสารพิษตกค้างในกะหล่ำปลี จนสร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง ล่าสุดเอฟเฟกต์ดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบเชิงพาณิชย์โดยตรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกกะหล่ำปลีบนภูทับเบิก อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์

    ผลจากการที่ผู้บริโภคชะลอการรับซื้ออย่างกะทันหัน ส่งผลให้กลไกตลาดหยุดชะงักและราคารับซื้อหน้าสวนดิ่งลงเหว เหลือเพียงกิโลกรัมละ 1 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการเพาะปลูกหลายเท่าตัว จนเกษตรกรบางรายถึงขั้นตัดสินใจขนผลผลิตไปเททิ้งริมถนน เนื่องจากไม่คุ้มทุนค่าขนส่งและค่าแรงในการเก็บเกี่ยว

    หนึ่งในเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบสะท้อนเสียงด้วยความสิ้นหวังว่าท”ผลกระทบมันเกิดขึ้นจริงแล้วครับ ตอนนี้ราคาตกต่ำมาก ขายไม่ออกเลย กะหล่ำปลีคืออาชีพ คืออนาคตของครอบครัว และคือความหวังเดียวของพวกเราที่ลงแรงไปโดยหวังว่าตอนเก็บขายจะได้กำไรมาจุนเจือบ้าน”

    พร้อมกันนี้ กลุ่มเกษตรกรได้เรียกร้องให้สังคมออนไลน์และผู้บริโภคหยุดแชร์ข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน และอยากให้รับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน เพราะข่าวปลอมในโลกไซเบอร์ได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตปากท้องที่ทำลายชีวิตของชาวไร่ในความเป็นจริงแล้ว

    ตามหลักวิชาการเกษตร การจะชี้วัดว่าพืชผลทางการเกษตรมีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานจนเป็นอันตรายหรือไม่ จำเป็นต้องใช้วิธีการเก็บตัวอย่างเข้าตรวจสกัดในห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อยืนยันผลลัพธ์ที่เป็นวิทยาศาสตร์และมีความแม่นยำสูงสุด ไม่สามารถใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลหรือการทดสอบอย่างง่ายมาตัดสินได้

    ในแง่ของมาตรการเร่งด่วน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรต้องรีบส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจสารตกค้างอย่างโปร่งใส เพื่อออกใบรับรองความปลอดภัยและแถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะโดยเร็วที่สุด เพื่อกู้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้กลับคืนมา ควบคู่ไปกับการเยียวยาและพยุงราคากะหล่ำปลีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ก่อนที่จะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจไปมากกว่านี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NFPrplQco&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AW4qAUjr9uHHKXyMY_lu7

  • ดีเดย์ 25 พ.ค.ยืนยันสิทธิ์-ลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านสิทธิ์  รัฐจ่าย60% คนละ 1,000 บาท 4 เดือน

    ดีเดย์ 25 พ.ค.ยืนยันสิทธิ์-ลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านสิทธิ์ รัฐจ่าย60% คนละ 1,000 บาท 4 เดือน

    วันนี้ ( 24 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (25 พฤษภาคม 2569) เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการร่วมจ่ายระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว

    สำหรับประชาชน สามารถ ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 29 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน โดยต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. และในส่วนของ Food Delivery จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.

    ในส่วนของร้านค้า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ขณะที่ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า “โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ครอบคลุมร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร รถเข็น Food Delivery ร้าน OTOP และบริการขนส่งสาธารณะ โดยรัฐบาลคาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายในระดับชุมชน และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง

    ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ และสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ช่วยเหลือ (Help Center) สำหรับประชาชน โทร. 0 2111 1122 กด 2 ร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 หรือสอบถามผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ ในวันและเวลาทำการ

    ดีเดย์ 25 พ.ค.ยืนยันสิทธิ์-ลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านสิทธิ์  รัฐจ่าย60% คนละ 1,000 บาท 4 เดือน

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก คือกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และช่วยประคับประคองค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลานี้” รองโฆษกฯ กล่าว

    เปิดขั้นตอนลงยืนยันเข้าร่วมและลงทะเบียนของร้านค้าใหม่ ไทยช่วยไทย พลัส

    สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียนของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ รัฐบาลได้กำหนดแนวทางและขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านจุดตั้งบูธของกระทรวงมหาดไทยร่วมกับธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ โดยแบ่งแนวทางการสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

    1. ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันที

    2. ร้านค้าและผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ต้องลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย โดยต้องมีบัญชีกรุงไทยประเภทบุคคลธรรมดา สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่านเว็บไซต์
    พร้อมดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอรับรองจากหน่วยงานที่กำหนด ที่    ไทยช่วยไทยพลัส.th/howto/merchant และอัปเดตแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ก่อนยื่นเอกสารสมัคร

    3. ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสารสาธารณะ และรถร่วมบริการ สามารถสมัครผ่านการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย

    สำหรับขั้นตอนการสมัครของร้านค้าใหม่ ร้านค้าจะต้องตรวจสอบประเภทกิจการ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และนำเอกสารไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรอง ก่อนนำมายื่นสมัคร ณ จุดให้บริการของธนาคารกรุงไทย เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ระบบจะส่ง SMS แจ้งผล และแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะปรากฏบนแอปฯ ถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้ากดยอมรับเงื่อนไขโครงการและเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น.

    ประเภทร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส

    ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดคุณสมบัติร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ รวมถึงนิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยกิจการต้องสามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อประเภทแฟรนไชส์ หรือธุรกิจรับสินค้าผู้อื่นมาจำหน่ายในลักษณะตัวแทน

    นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการของรัฐที่ผ่านมา เช่น โครงการคนละครึ่ง ระยะต่าง ๆ และโครงการคนละครึ่ง พลัส

    สำหรับประเภทสินค้าและบริการที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้น สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการที่เป็นการชำระเงินล่วงหน้า

    รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากร้านค้าไม่มีข้อมูลการประกอบกิจการอยู่ในฐานข้อมูลภาครัฐ จะต้องได้รับการรับรองว่ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย เพื่อให้การเข้าร่วมโครงการเป็นไปอย่างถูกต้องและป้องกันการสวมสิทธิ

    ในส่วนของการรับชำระเงิน ภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายเข้าบัญชีร้านค้าผ่านระบบแอปฯ ถุงเงินตามระยะเวลาที่กำหนด และกรณีโอนเงินไม่สำเร็จ จะมีการ Retry ทุกวันศุกร์ จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569

    “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการกำกับดูแลความโปร่งใส เพื่อให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอีกกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างทั่วถึง” รองโฆษกฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1235413&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SgYBSARNcS9Xm8YmcwpUV

  • ฮานอยเร่งรื้อถอนบ้านเรือนหลักแสนหลังเพื่อแผนพัฒนาเมือง 100 ปี

    ฮานอยเร่งรื้อถอนบ้านเรือนหลักแสนหลังเพื่อแผนพัฒนาเมือง 100 ปี

    เวียดนามเร่งดำเนินแผนพัฒนาเมืองหลวงฮานอยอย่างรวดเร็ว โดยรื้อถอนแถวบ้านเรือนในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ใช้รถแทรกเตอร์ขุดถนน และทำลายตึกแถวทั้งช่วงตึกเพื่อความก้าวหน้า ขณะที่ไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่กระจัดกระจายทั่วฮานอยในขณะที่เมืองแห่งนี้เร่งดำเนินการต่ออายุเมือง

    แผนยุทธศาสตร์ 100 ปีสู่การพัฒนา

    “แผนแม่บท 100 ปี” สำหรับเมืองหลวงเวียดนามรวมถึงสะพานใหม่ เส้นทางรถไฟใต้ดิน และโครงการพัฒนาริมแม่น้ำ เจ้าหน้าที่ระบุว่าประชาชนหลักแสนคนอาจถูกย้ายถิ่นฐานเพื่อให้ทางการก่อสร้าง ขณะที่เมืองแปดล้านคนเตรียมรองรับประชากรเป็นสองเท่าภายในปี 2045

    ผู้นำคอมมิวนิสต์หวังว่าเวียดนามจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในเวลานั้น โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตอย่างรวดเร็วและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

    ผลกระทบต่อชาวบ้าน

    ฮุง นักธุรกิจวัย 51 ปี ซึ่งบ้านถูกรื้อถอนเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อโครงการสะพานมูลค่า 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐข้ามแม่น้ำแดง กล่าวว่า “ไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่ทำงานเร็วขนาดนี้มาก่อน”

    “พ่อผมอยู่ที่นั่นมาตลอดชีวิต รู้จักทุกซอกทุกมุม ทุกคน แต่ตอนนี้เห็นทุกอย่างถูกรื้อถอนในพริบตา” เขาเล่าต่อ โดยขอให้เรียกชื่อแค่ชื่อจริงเท่านั้น

    เขาได้รับเงินชดเชย 10 พันล้านดองเวียดนาม (380,000 ดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมที่ดินแปลงหนึ่งในชนบท แต่ราคาตลาดของบ้านนั้นสูงกว่าเกือบสามเท่า

    ความท้าทายของการพัฒนาอย่างรวดเร็ว

    แดเนียล แลบเบ ศาสตราจารย์ด้านการวางผังเมืองจากมหาวิทยาลัยมอนทรีออลที่เชี่ยวชาญเรื่องเวียดนาม อธิบายว่าแผนการก่อนหน้านี้ “มักถูกล้อเลียนเพราะยังคงเป็นเพียงโปสเตอร์บนผนังและมีการดำเนินการน้อยมาก”

    ปัจจุบันแผนแม่บท 100 ปีกำลังดำเนินการอย่างเร่งด่วน ผู้นำสูงสุดโต ลาม ได้ประกาศ “แบบจำลองการเติบโตใหม่” ที่รวมถึงการก่อสร้างครั้งใหญ่ เขาเผยแพร่การลดกระบวนการราชการและการตัดสินใจที่เร็วขึ้น ส่งผลให้มีการอนุมัติโครงการมากมาย

    งบประมาณและแผนการขนาดใหญ่

    ด้วยแผนสะพานใหม่เจ็ดแห่งและเส้นทางรถไฟใต้ดินและรถไฟมากกว่า 1,200 กิโลเมตร การพัฒนาฮานอยใหม่คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงสองทศวรรษ

    พื้นที่มากกว่า 11,000 เฮกตาร์ตามแม่น้ำจะกลายเป็นเครือข่ายของโครงการที่อยู่อาศัยและสวนสาธารณะ โดยมีประชาชนประมาณ 250,000 คนถูกย้ายที่ สื่อของรัฐรายงานว่าโดยรวมแล้วอาจมีถึง 860,000 คนถูกย้ายถิ่น

    A

    A “100-year master plan” for Hanoi includes new bridges, subway lines and riverside developments

    Top Vietnamese leader To Lam's new growth model has led to a flurry of project approvals

    Top Vietnamese leader To Lam’s new growth model has led to a flurry of project approvals

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/hanoi-urban-development-100-year-master-plan-demolition&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AC4HTU55TpWDBlJScoPDE

  • เศรษฐกิจไทยน่าห่วง สภาพัฒน์ เผย โรงงานทยอยปิดตัว สูงรอบ 10 ปี SMEs สาหัส

    เศรษฐกิจไทยน่าห่วง สภาพัฒน์ เผย โรงงานทยอยปิดตัว สูงรอบ 10 ปี SMEs สาหัส

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 กำลังส่งสัญญาณเปราะบางมากกว่าที่หลายคนคิด แม้ตัวเลขภาพรวมบางด้านยังถูกมองว่าฟื้นตัว แต่ภายใต้ความเคลื่อนไหวของภาคอุตสาหกรรม กลับเริ่มเห็นรอยร้าวที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลาง หรือ SMEs ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนสูง สินค้านำเข้าราคาถูก และการแข่งขันจากเทคโนโลยีใหม่

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากแข่งขันได้ยาก ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูง ซ้ำเติมภาระของธุรกิจขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องจำกัด

    นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ยังเริ่มส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าไทยหลายประเภท ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และอาหารแปรรูป ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมองว่า ตัวเลขโรงงานปิดกิจการที่ปรากฏ อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงยังมี SMEs อีกจำนวนมากที่เข้าสู่ภาวะ “หยุดกิจการชั่วคราว” หรือดำเนินธุรกิจต่อแบบประคองตัว เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนและบริหารซัพพลายเชนได้

    ขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจฐานรากยังเผชิญปัญหาหนี้สินและการเข้าถึงเงินทุน โดยยอดสินเชื่อ SMEs ของไทยติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 13 ไตรมาส สอดคล้องกับตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 87.8% ของ GDP สะท้อนว่าทั้งผู้ประกอบการและประชาชนกำลังเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องพร้อมกัน

    สวนทางกับกลุ่มทุนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่ยังสามารถเดินหน้าลงทุนและขยายกิจการได้ต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 152,500 ล้านบาท อีกทั้งการจ้างงานใหม่กว่า 99.3% ยังอยู่ในโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่เป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น

    ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV และ AI ผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทันกำลังเผชิญความเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ SMEs ทั้งการป้องกันการทุ่มตลาด การเพิ่มทักษะแรงงาน การลดต้นทุน และการเปิดทางให้ธุรกิจรายเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง

    เพราะหากปล่อยให้ SMEs ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยอ่อนแอลงต่อเนื่อง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงปัญหาโรงงานปิดกิจการ แต่คือสัญญาณความน่ากลัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อจากนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863552&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Opo55po-t8dXH1GkXbuFO

  • ประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ผลักดันความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด ชูแถลงการณ์ ซูโจว กรอบความร่วมมือด้านบริการอีก 10 ปี

    ประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ผลักดันความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด ชูแถลงการณ์ ซูโจว กรอบความร่วมมือด้านบริการอีก 10 ปี

    การประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคที่นครซูโจว ประเทศจีน (APEC Ministers Responsible for Trade Meeting) ครั้งที่ 32 ได้เสร็จสิ้นลงอย่างเป็นทางการ ภายใต้หัวข้อ เสริมสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน หรือ “Building an Asia-Pacific Community to Prosper Together” พร้อมบรรลุผลลัพธ์สำคัญหลายด้าน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความท้าทายจากลัทธิกีดกันทางการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ตลอดการประชุม 2 วัน มีผู้แทนจาก 21 เขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปค ในจำนวนี้รวมถึงประเทศไทย โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของไทย เข้าร่วม รวมถึงองค์การการค้าโลก หรือ WTO และองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม โดยที่ประชุมมุ่งเน้นการสร้าง “ประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก” เพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน พร้อมหารือเรื่องการรักษาระเบียบการค้าเสรี การส่งเสริมการลงทุน และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

    ที่ประชุมยังเห็นชอบออก “แถลงการณ์ซูโจว” และรับรองแผนพัฒนาภาคบริการฉบับใหม่ของเอเปค ซึ่งจะเป็นกรอบความร่วมมือในช่วง 10 ปีข้างหน้า นายหวัง เหวินเทา รัฐมนตรีกระทวงพาณิชย์จีนพาณิชย์จีน และนายหลี่ เฟิน ผู้อำนวยการด้านการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จีน โดยระบุเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การยกระดับระบบการค้าบริการ และการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปิดกว้างและคาดการณ์ได้

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การยืนยันสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก หรือ WTO เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายทางการค้าโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี และการคงมาตรการยกเว้นภาษีสำหรับการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรักษาความเปิดกว้างของตลาดดิจิทัล

    นอกจากนี้ หลายประเทศยังผลักดันความร่วมมือด้านการค้าดิจิทัล เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน เช่น ใบตราส่งสินค้าและใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและลดช่องว่างทางดิจิทัลในประเทศกำลังพัฒนา

    ขณะเดียวกัน จีนยังนำเสนอแนวคิดด้านการพัฒนาสีเขียวและการซื้อขายคาร์บอน โดยระบุว่า ได้ร่วมมือกับองค์กรรับรองมาตรฐานระดับสากล รวมถึงตลาดซื้อขายคาร์บอนของจีน เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการคาร์บอนแบบครบวงจรสำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME พร้อมใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นด้านข้อมูลคาร์บอนในระดับสากล คาดว่าการประชุมครั้งนี้คณะผู้แทนประมาณ 700 คนจาก 21 เขตเศรษฐกิจเอเปคและองค์กรระหว่างประเทศมารวมตัวกันที่มณฑลเจียงซูเพื่อเข้าร่วม

    นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนอีกประมาณ 350 คนจากบริษัทในกลุ่ม Fortune Global 500, บริษัทชั้นนำ 500 อันดับแรกของจีน และผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม ที่จะเข้าร่วมการเจรจาพันธมิตรทางธุรกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Business Partnership Dialogue)

    ทั้งนี้ ที่ประชุมย้ำว่า เอเปคจะยังคงเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อผลักดันการเติบโตของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในระยะยาวต่อไป

    มณีนาถ อ่อนพรรณา/ ข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/297366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-I1f4VoRp9_tUFBDFo5da

  • “ศุภจี” ถกจีน ดันไทยผลิตสินค้า SME พรีเมียม ขยายลงทุน EV – หุ่นยนต์

    “ศุภจี” ถกจีน ดันไทยผลิตสินค้า SME พรีเมียม ขยายลงทุน EV – หุ่นยนต์

    “ศุภจี” ถกจีน ดันไทยผลิตสินค้า SME พรีเมียม ขยายลงทุน EV - หุ่นยนต์

    “ศุภจี” หารือรองนายกฯ จีน เสนอร่วมผลิตสินค้าพรีเมียม SME พร้อมดันลงทุน EV–หุ่นยนต์ และขอเพิ่มนำเข้าปุ๋ย 350,000 ตัน

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือทวิภาคีกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade) ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

    นางศุภจี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเป็นไปในทิศทางที่แน่นแฟ้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาเป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ไทย-จีน และยังมีการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งตนได้แสดงความชื่นชมประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประชาชนจีนสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

    นอกจากนี้ ไทยยังแสดงความชื่นชมต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุดของจีน ซึ่งให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพสูง (High Quality Development) ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการยกระดับภาคการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของไทยที่มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้าและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    “ศุภจี” ถกจีน ดันไทยผลิตสินค้า SME พรีเมียม ขยายลงทุน EV - หุ่นยนต์

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอโครงการนำร่อง (Pilot Project) สำหรับความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในการยกระดับสินค้าของไทยไปสู่ “สินค้าคุณภาพสูง” หรือ “สินค้าพรีเมียม”เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ซึ่งจะตอบโจทย์เป้าหมายทั้งสองประเทศ โดยไทยซึ่งมีวัตถุดิบด้านเกษตรที่มีคุณภาพอยู่แล้ว จะได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีนมาแปรรูปผลผลิตเพื่อขยายตลาดไปยังผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในจีนและทั่วโลก โดยกลุ่มสินค้าที่เริ่มนำร่องอาจจะเป็นประเภท functional food หรืออาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศของจีนในการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) โดยความร่วมมือแบบ co-creation ดังกล่าว ยังมีผลลัพธ์ที่คาดหวังตามมา คือ การเสริมสร้างจุดแข็งของไทยให้เป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร(Food Security) โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาทิ ผลไม้ ให้กับตลาดจีนรวมถึงขยายไปยังตลาดโลก

    นอกจากนี้ ได้ขอความสนับสนุนให้นักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยพิจารณาใช้ทรัพยากรของไทยในกระบวนการผลิตสินค้ามากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้าน การผลิตและการลงทุนระหว่างสองประเทศ ยังสามารถส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดโลกได้เช่นกัน ซึ่งตนมองว่า เป็น win-win solution ของทั้งสองประเทศ หากสำเร็จรูปแบบของโครงการนำร่องดังกล่าวจะกลายเป็น “โมเดลความสำเร็จ” ที่จะนำไปสู่การต่อยอดในสินค้าอื่นได้ในอนาคต

    “ศุภจี” ถกจีน ดันไทยผลิตสินค้า SME พรีเมียม ขยายลงทุน EV - หุ่นยนต์

    นอกจากนี้ ตนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมบทบาทของผู้ประกอบการ SME และเสนอแนวทางการยกระดับมาตรฐานและกระบวนการตรวจสอบสินค้าของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะทำให้สินค้าจีนที่เข้ามายังประเทศไทยไม่ส่งผลกระทบต่อ SME ของไทย ในขณะเดียวกัน สินค้าจาก SME ของไทยก็จะสามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้เช่นกัน โดยได้ขอรับการสนับสนุนจากท่านรองนายกฯ จีน ในการช่วยส่งเสริมช่องทางการค้าขายให้กับผู้ประกอบการ SME ไทยผ่านการจัดทำ “Thai National Pavillion” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดจีนให้กับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น

    “ข้อเสนอของไทยต่อฝ่ายจีนในวันนี้ เป็นข้อเสนอที่ตอบโจทย์ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งตนเห็นว่าจะเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือแบบ Win-Win ซึ่งรองนายกฯ จีนก็เห็นด้วย โดยทั้งสองฝ่ายได้มอบหมายให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อนำสิ่งที่หารือในวันนี้ไปสู่การปฏิบัติ และรายงานผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมการค้า การลงทุน และความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ทราบ ซึ่งตนกับรองนายกฯ เหอ ลี่เฟิง จะทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ทั้งนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการจัดประชุมดังกล่าวภายในปีนี้โดยเร็ว หลังจากที่ห่างหายจากการประชุมดังกล่าวไปกว่า 8 ปี”

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายจีนได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนนักลงทุนจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งไทยเสนอให้จีนเข้ามาลงทุนในไทยครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งจีนจะสามารถขยายมูลค่าทางการค้าและ การลงทุน โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสินค้าไปยังตลาดอื่นมากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ ตนยังได้ใช้โอกาสการหารือครั้งนี้ ติดตามความคืบหน้าการอำนวยความสะดวกในการส่งออกปุ๋ยเคมีจีนมาไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีไทย ได้หยิบยกกับนายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งตนได้ขอให้จีนส่งออกปุ๋ยเคมีมาไทยในปริมาณ 350,000 ตันภายในปีนี้ โดยรองนายกฯ จีน ได้รับจะไปพิจารณา

    “ศุภจี” ถกจีน ดันไทยผลิตสินค้า SME พรีเมียม ขยายลงทุน EV - หุ่นยนต์

    ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาเป็นเวลา 13 ปีติดต่อกัน ภาพรวมการค้าสองฝ่ายในปี 2568 มีมูลค่ารวม  147,338.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+21.13%) โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มูลค่ารวม 40,840.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+29.43%) แบ่งเป็นไทยส่งออก 9,659.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+9.81%) ขณะที่การนำเข้า มูลค่า 31,181.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+37.02%) สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออก ได้แก่  เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ทองแดงและของทำด้วยทองแดง และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ  ขณะที่สินค้านำเข้าจากจีน ได้เเก่  เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ และ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/742870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h4kmSK7lLSgcQVryjRi4P

  • เอาไงดี? ชาวชุมพรหวั่น

    เอาไงดี? ชาวชุมพรหวั่น

    เอาไงดี? ชาวชุมพรหวั่น ‘แลนด์บริดจ์’ หวังเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่กลัวมลพิษและปัญหาเวนคืน

    วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

    โครงการยุทธศาสตร์ “แลนด์บริดจ์” เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน กำลังสร้างความรู้สึกที่หลากหลายให้กับคนในพื้นที่ โดยมีทั้งความคาดหวังที่จะเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับวิถีชีวิตในอนาคต

    23 พฤษภาคม 2569 นายวณัฐพงศ์ ทิพย์รัตน์ เจ้าของร้านอาหารแหลมหญ้า ซีฟู้ด อ.หลังสวน จ.ชุมพร ได้สะท้อนมุมมองที่มีแต่โครงการ  “แลนด์บริดจ์” แบ่งออกเป็น 2 ด้านอย่างชัดเจน

    • ความหวัง มองว่าโครงการระดับเมกะโปรเจกต์นี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนรุ่นหลัง และทำให้การค้าขายมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น โดยยกตัวอย่างจังหวัดระยองที่มีรายได้สูงจากการมีท่าเรืออุตสาหกรรม
    • ความกังวล แม้จะหวังเรื่องรายได้ แต่ก็กังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษแบบที่จังหวัดระยองต้องเผชิญ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนในชุมชน

    ความกังวลเรื่องความชัดเจนของพื้นที่

    แม้ทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จะเคยชี้แจงว่าแนวเขตโครงการอยู่ห่างจากพื้นที่ร้านของตนไปราว 1.3 กิโลเมตร แต่ชาวบ้านยังคงมีความหวาดระแวงว่า ในอนาคตอาจมีการขยายอาณาเขตและนำไปสู่การเวนคืนที่ดิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อลูกหลานหากไม่มีข้อตกลงที่แน่นอน

    ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล

    ในตอนท้าย ตัวแทนผู้ประกอบการได้ฝากถึงรัฐบาลว่า หากจะเดินหน้าโครงการนี้อย่างจริงจัง ควรประกาศขอบเขตพื้นที่ดำเนินงานให้ชัดเจน ว่าจุดใดจะถูกพัฒนาหรือเวนคืน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถทำมาหากินและวางแผนชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องอยู่บนความไม่แน่นอนและความหวาดระแวง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/966426&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38XzYG305_BctZKKaHNmT0

  • รัฐบาลย้ำ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดลงทะเบียนพรุ่งนี้ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    รัฐบาลย้ำ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดลงทะเบียนพรุ่งนี้ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    รองโฆษกรัฐบาล ย้ำ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดให้ลงทะเบียนประชาชน-ร้านค้า เริ่ม 25 พ.ค. 2569 รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ ช่วยประคับประคองค่าครองชีพประชาชน

    วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (25 พฤษภาคม 2569) เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ

    รองโฆษกรัฐบาล เผยต่อไปว่า โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการร่วมจ่ายระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว

    สำหรับประชาชน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 29 กันยายน 2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน โดยต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. และในส่วนของ Food Delivery จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.

    ในส่วนของร้านค้า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ขณะที่ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

    นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ครอบคลุมร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร รถเข็น Food Delivery ร้าน OTOP และบริการขนส่งสาธารณะ โดยรัฐบาลคาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายในระดับชุมชน และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ และสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ช่วยเหลือ (Help Center) สำหรับประชาชน โทร. 0-2111-1122 กด 2 ร้านค้า โทร. 0-2111-1122 กด 3 หรือสอบถามผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ ในวันและเวลาทำการ

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากคือกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และช่วยประคับประคองค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลานี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2934898&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw193Dx-6KMdGgblPrUk7021

  • เปิดเงื่อนไขด่วน! รัฐบาลดีเดย์ 25 พ.ค. นี้ เปิดรับร้านค้าลุย “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เช็กเลยใครได้สิทธิ์-ใครชวด?

    เปิดเงื่อนไขด่วน! รัฐบาลดีเดย์ 25 พ.ค. นี้ เปิดรับร้านค้าลุย “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เช็กเลยใครได้สิทธิ์-ใครชวด?

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/149503&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-M3EC4X3zknlJKrZpZXrY