Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมพิธีเปิดและร่วมเสวนาในหัวข้อ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ในวันที่ 30 กันยายน 2569 ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม ,อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมพิธีเปิดและร่วมเสวนาในหัวข้อ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ในวันที่ 30 กันยายน 2569 ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม ,อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมพิธีเปิดและร่วมเสวนาในหัวข้อ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ในวันที่ 30 กันยายน 2569 ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม ,อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี


    watermark

              นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงวิสัยทัศน์การวางตำแหน่งประเทศไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลโดยตรงต่อภูมิเศรษฐศาสตร์และทิศทางการค้าโลก โดยมองว่าในวันที่โลกแบ่งขั้วและแต่ละประเทศกำลังหาจุดยืนใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน ไทยต้องสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่สมดุลกับทุกขั้ว พร้อมยกระดับบทบาทไทยสู่การเป็น “คู่ค้าที่โลกไว้วางใจ” หรือ Trusted Partner เพื่อสร้างโอกาสใหม่และการเติบโตอย่างยั่งยืน ในการเสวนาพิเศษ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ซึ่งจัดในการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ภายใต้หัวข้อ “แผน 14 เปลี่ยนให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand Next Agenda”
               รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า ท่ามกลางโลกที่กำลังจัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์การค้าและการตลาดบน 3 แนวทางสำคัญ คือ สร้างสมดุลใหม่ หาโอกาสเพื่อการเติบโต และกระจายตัว โดยไทยต้องรักษาความสัมพันธ์และประโยชน์ทางการค้ากับตลาดสำคัญที่มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจสูง ขณะเดียวกันต้องสร้างสมดุลกับประเทศที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าในลักษณะต่างกัน และเร่งขยายตลาดใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดการกระจุกตัวของตลาด
              “เราต้องเป็น Trusted Partner ของประเทศต่าง ๆ เพราะในช่วงที่ทุกประเทศกำลังหาจุดยืนใหม่ในห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยต้องทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่าเราสามารถเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้” รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าว
              สำหรับตลาดสำคัญที่ไทยมีดุลการค้าสูง เช่น สหรัฐอเมริกาและอินเดีย ไทยยังต้องรักษาและต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้า ขณะเดียวกัน ในตลาดที่ไทยมีการขาดดุลการค้าอย่างจีน จำเป็นต้องสร้างสมดุลใหม่ โดยใช้ความสัมพันธ์ทางการค้าเป็นโอกาสในการดึงการลงทุนและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ขณะเดียวกันต้องเร่งขยายตลาดใหม่ เช่น สหภาพยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างความสมดุลให้กับโครงสร้างการค้าของไทย
              หัวใจสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ คือการเปลี่ยนจากการมองความสัมพันธ์ทางการค้าเพียงด้านการซื้อขาย ไปสู่การเป็น Global Supply Chain Partners ที่ร่วมกันสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ร่วมกัน หรือ Co-creation และ Mutual Benefit เพื่อให้ไทยสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของประเทศต่าง ๆ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว
              ก่อนปิดการเสวนา รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจฐานราก เพราะเศรษฐกิจไทยวันนี้ยังไม่สมดุล โดยภาคเกษตรมีแรงงานสัดส่วนถึงร้อยละ 30 แต่สร้าง GDP ได้เพียงร้อยละ 8–9 จึงต้องยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตร
              ขณะที่ SMEs มีแรงงานสูงถึงร้อยละ 70–72 แต่สร้าง GDP ได้เพียงร้อยละ 34–35 จึงต้องเสริมความแข็งแกร่งให้คนตัวเล็ก “เริ่มต้นง่าย เติบโตมั่นคง” และก้าวขึ้นเป็นแชมเปี้ยนระดับภูมิภาค (Regional Champion) ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ ทักษะและเครื่องมือ (Skills & Tools) การเข้าถึงแหล่งทุน และการเข้าถึงตลาด (Access to Markets)
              เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “สมดุล การเติบโต และการกระจายรายได้” เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายโอกาสไปยังภาคเกษตร SMEs และคนตัวเล็กอย่างทั่วถึง และนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างสมดุลและยั่งยืน
              รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าการค้า แต่คือการสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความสมดุลมากขึ้น ทั้งด้านตลาด ห่วงโซ่อุปทาน และการกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนความท้าทายจากโลกที่ไม่เหมือนเดิมให้เป็นโอกาส และเติบโตได้อย่างมั่นคงในโลกหลายขั้ว

     


    image รูปภาพ


    Line Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10565&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L7XkgvLRVS0lis4zhZPIL

  • ‘อาเซียน’ จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน

    ‘อาเซียน’ จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน

    ‘อาเซียน’ จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน


    1/10/2569 | 68 |

    ‘อาเซียน’ จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน

    ‘พาณิชย์’ เผยผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับคู่เจรจาสำคัญ จับมือสหภาพยุโรปเดินหน้าจัดทำหลักการการค้าดิจิทัล ยกระดับตลาดที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม ถกสหราชอาณาจักร เห็นชอบปฏิญญาร่วมฉบับใหม่ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว หารือรัสเซีย ผลักดันความร่วมมือการค้าและการลงทุน 11 สาขา และร่วมมือสวิตเซอร์แลนด์ เห็นชอบแผนงานความร่วมมือเศรษฐกิจการค้า 

     ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา ตนได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมีผลการหารือสำคัญ เริ่มจากการประชุมกับคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ครั้งที่ 22 ได้รับทราบความคืบหน้าของแผนงานด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-สหภาพยุโรป และการจัดทำหลักการการค้าดิจิทัล (Digital Trade Principles: DTP) ที่ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการค้าดิจิทัล การโอนย้ายข้อมูลอย่างเสรีและน่าเชื่อถือ ตลาดดิจิทัลที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม และการสร้างความน่าเชื่อถือในการค้าดิจิทัล โดยตั้งเป้าการดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรปให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับสหภาพยุโรป-อาเซียน (EUABC) ซึ่งจากผลการสำรวจความเชื่อมั่นธุรกิจยุโรป พบว่า ร้อยละ 78 ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนที่จะขยายการค้าและการลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้น และร้อยละ 61 ยกให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด แต่ยังมีอุปสรรคเชิงกฎระเบียบและห่วงโซ่อุปทาน และขาดความตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคทำให้ธุรกิจยุโรปเสียเปรียบแข่งขัน ทั้งนี้ ไทยย้ำว่า ความแตกต่างเชิงกฎระเบียบเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ในท้องถิ่น 

    ขณะเดียวกัน ตนพร้อมด้วยนายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้หารือทวิภาคีกับนางดิตเต จูล เยอร์เกนเซน ปลัดคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สามารถหาข้อสรุปร่วมกันในสาระสำคัญได้ในการประชุมเจรจารอบที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน-6 ตุลาคม 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต โดย EU แสดงความเชื่อมั่นและชื่นชมความมุ่งมั่นของไทยในระดับนโยบายในการร่วมผลักดันการเจรจาให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ ไทยยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และ MSMEs เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ได้อย่างเต็มที่
     
    ดร.กิริฎา กล่าวว่า อาเซียนยังได้ประชุมกับสหราชอาณาจักร (UK) ครั้งที่ 6 ได้เห็นชอบปฏิญญาร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตระหว่างอาเซียน และสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ฉบับปี 2569 และแผนงานด้านเศรษฐกิจฉบับปรับปรุง เพื่อเป็นแนวทางในการเร่งการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยผสานศักยภาพด้านการเงิน เทคโนโลยี และกฎระเบียบของ UK กับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของอาเซียน ซึ่งจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายไปสู่การเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน 

    นอกจากนี้ ยังได้หารือกับรัสเซีย โดยเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-รัสเซีย ปี 2569-2578 (ASEAN-Russia Strategic Programme on Trade and Investment Cooperation: SPTI) ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือ 11 สาขาสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับรัสเซียเป็น 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 โดยไทยเล็งเห็นศักยภาพของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะโครงการภูมิสารสนเทศ (Interactive GIS) ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและการบริหารจัดการแหล่งน้ำจืด ซึ่งไทยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก พร้อมทั้งเสนอให้ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรของรัสเซีย เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายการผลิตของอาเซียน และยังรับทราบความคืบหน้าการดำเนินความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasia Economic Commission) พร้อมทั้งมุ่งส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ควบคู่กับการสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อปรับปรุงระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย มีความเป็นธรรม และขยายโอกาสทางการค้าให้แก่สมาชิกทุกประเทศ

    ส่วนการหารือไตรภาคีระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และรัฐมนตรีการค้าสวิตเซอร์แลนด์ ครั้งที่ 5 ได้เห็นชอบแผนงานความร่วมมืออาเซียน–สมาคมการค้าเสรียุโรป ปี 2569–2573 เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันอย่างเป็นระบบ โดยไทยได้เน้นย้ำว่า การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและผู้ประกอบการ MSMEs เป็นประเด็นสำคัญในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านนวัตกรรมและการแปรรูปอาหารของสวิตเซอร์แลนด์ ควบคู่กับความเข้มแข็งของไทยด้านวัตถุดิบและอาหารแปรรูป รวมทั้งสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อเสริมสร้างระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย เป็นธรรม และเอื้อต่อการขยายโอกาสทางการค้า ทั้งนี้ ไทยยังได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับสวิตเซอร์แลนด์ ถึงความคืบหน้าการให้สัตยาบันความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA โดยไทยตั้งเป้าดำเนินกระบวนการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2570

    ———————————

    กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
    กระทรวงพาณิชย์
    1 ตุลาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2243&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ltIcPC5PhMI21AXGqFORZ

  • “น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ” หายนะประชาชน สะเทือนเศรษฐกิจเมือง

    “น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ” หายนะประชาชน สะเทือนเศรษฐกิจเมือง

    “น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ” หายนะประชาชน สะเทือนเศรษฐกิจเมือง

    “น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ” หายนะประชาชน สะเทือนเศรษฐกิจเมือง

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,240 ระหว่างวันที่ 1-3 ต.ค. 2569 โดย “ว.เชิงดอย” เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม เช่นเดิม

    *** ฝนที่ตกหนัก ชนิดไม่ลืมหูลืมตา ต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 25 – 28 กันยายน 2569 ได้เปลี่ยนกรุงเทพมหานคร จากเมืองหลวงที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ให้กลายเป็นเมืองที่ต้องหยุดชะงักในหลายพื้นที่ ภาพน้ำเอ่อท่วมถนน น้ำทะลักเข้าชุมชน บ้านเรือนถูกน้ำล้อม รถยนต์ และรถจักรยานยนต์จอดแช่น้ำ กลายเป็นภาพที่สะท้อนว่า “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการจราจร หรือ ความไม่สะดวกสบายชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “วิกฤตของประชาชน” และ “วิกฤตทางเศรษฐกิจ” ของเมืองหลวง

    *** พื้นที่อย่าง เคหะร่มเกล้า ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีประชาชนราว 30,000 คน และ แฟลตเคหะคลองจั่น ซึ่งมีอาคารพักอาศัย 5,814 หน่วย รองรับประชาชนได้กว่า 2.3 หมื่นคน ถือเป็นภาพสะท้อนของผลกระทบที่เกิดขึ้น เมื่อมวลน้ำเข้าท่วมพื้นที่พักอาศัย ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับน้ำที่เข้าถึงบ้านและพื้นที่ใช้ชีวิต ขณะที่การเดินทางเข้า-ออกชุมชนทำได้ยากขึ้น …สำหรับครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่น้ำทะลักเข้าบ้าน หรือ ทรัพย์สินเสียหาย แต่หมายถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือทำมาหากิน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูหลังน้ำลด

    *** “หนึ่งครอบครัว” อาจต้องรับภาระความเสียหายหลายหมื่นบาท หรือ หลายแสน (กรณีรถยนต์เสียหายทั้งคัน) หากนำความเสียหายของครัวเรือนจำนวนมากมารวมกัน ตัวเลขที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะ “กรุงเทพฯ” ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ มีประชากรและแรงงานจำนวนมาก การที่คนจำนวนมากไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ ร้านค้าเปิดไม่ได้ รถขนส่งสินค้าเคลื่อนตัวไม่ได้ หรือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก ย่อมมีต้นทุนตามมาเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ ร้านค้าเล็กๆ ตลาดสด ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึง ภาคบริการและระบบขนส่ง

    *** “น้ำหนึ่งสาย” จึงไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะจุดที่น้ำท่วม แต่สามารถส่งผลต่อ “กิจกรรมทางเศรษฐกิจ” ในพื้นที่โดยรอบ สิ่งที่น่ากังวลกว่าภาพน้ำท่วม คือ “ต้นทุนหลังน้ำลด” ประชาชนต้องใช้เงินบูรณะ ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำความสะอาดที่พักอาศัย และบางครอบครัวอาจต้องหยุดงานเพื่อจัดการกับความเสียหาย เจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากระบบเครื่องยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย 

    *** ขณะที่รถจำนวนมากที่จอดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม อาจต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและซ่อมแซม หรืออาจพังจนไม่คุ้มค่าที่จะซ่อมแซมไว้ใช้ต่อไป สำหรับ “ผู้ประกอบการ” ความเสียหายอาจหนักกว่าเดิม เพราะนอกจากทรัพย์สินแล้ว ยังมีรายได้ที่หายไปในวันที่ไม่สามารถเปิดกิจการได้ เหล่านี้คือ “เศรษฐกิจที่มองไม่เห็น” จากน้ำท่วม ตัวเลขความเสียหายจึงไม่ควรนับเฉพาะทรัพย์สินที่ถูกน้ำทำลาย แต่ต้องรวมถึง รายได้ที่สูญเสีย เวลาที่หายไป ต้นทุนการเดินทาง ต้นทุนการฟื้นฟู และโอกาสทางเศรษฐกิจที่หายไป

    *** กรุงเทพฯ เป็นมหานครขนาดใหญ่ที่ต้องรองรับทั้งประชากร คนทำงาน รถยนต์ ระบบขนส่ง อาคาร ที่อยู่อาศัย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล เมื่อ “ฝนตกหนัก” ระบบระบายน้ำจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “น้ำจะท่วมถนนหรือไม่” แต่เป็นเรื่องของความสามารถของเมือง ของผู้บริหารเมือง ของผู้บริหารประเทศ ในการรักษาชีวิตและเศรษฐกิจให้เดินต่อได้ …เหตุการณ์ครั้งนี้จึงควรถูกใช้เป็น “บทเรียน” สำคัญว่า กรุงเทพฯ มีความพร้อมเพียงใดในการรับมือกับฝนตกหนักและน้ำท่วมในระดับที่รุนแรง และอาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

    *** สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงการสูบน้ำออกหลังเกิดเหตุ แต่คือ “ระบบเตือนภัย” ที่เร็วขึ้น แผนรองรับประชาชนที่ชัดเจน จุดพักพิงที่เพียงพอ ระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เส้นทางอพยพที่ใช้งานได้จริง และการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงระหว่างกรุงเทพฯ หน่วยงานรัฐ และชุมชน

    *** ภาพประชาชนขนของหนีน้ำ รถยนต์จมบาดาล หรือ จอดเสียกลางถนน รถจักรยานยนต์จมน้ำ บ้านเรือนถูกน้ำล้อม น้ำท่วม และ ร้านค้าต้องปิดกิจการชั่วคราว เป็นภาพที่หดหู่ สะเทือนใจ แต่หลังจากน้ำลด สิ่งที่ต้องจับตาคือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนการฟื้นฟูเยียวยา ครอบครัวรายได้น้อยอาจไม่มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับซ่อมบ้านหรือซื้อทรัพย์สินใหม่ แรงงานรายวันอาจสูญเสียรายได้ทันทีหากไม่สามารถออกไปทำงาน ผู้ประกอบการรายย่อยอาจต้องแบกรับทั้งความเสียหายของสินค้าและรายได้ที่หายไป ขณะที่ภาครัฐก็ต้องใช้งบประมาณเพื่อเยียวยา ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น 

    *** ดังนั้น น้ำท่วมกรุงเทพฯ จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ภัยธรรมชาติ” แต่ต้องมองเป็น ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของเมืองด้วย เพราะทุกครั้งที่น้ำท่วม ประชาชนต้องจ่าย ผู้ประกอบการต้องจ่าย และ ท้ายที่สุดรัฐก็ต้องใช้งบประมาณเพื่อฟื้นฟูเยียวยา  คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “วันนี้น้ำจะลดเมื่อไร” แต่คือ “กรุงเทพฯ จะต้องเสียหายอีกกี่ครั้ง ก่อนที่การรับมือน้ำท่วมจะถูกยกระดับให้เป็นวาระสำคัญทางเศรษฐกิจของเมืองอย่างจริงจัง” น้ำท่วมครั้งนี้อาจลดลงในอีกไม่กี่วัน แต่ความเสียหายของประชาชน “บางครอบครัว” อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นกลับมาได้

    *** และสำหรับกรุงเทพฯ หากยังปล่อยให้ปัญหาเดิมเกิดซ้ำอีก โดยไม่มีการยกระดับมาตรการเตรียมรับมืออย่างจริงจัง น้ำฝนที่เทถล่มลงมา หรืออาจจะเป็น “น้ำเหนือ” ที่ไหลบ่าลงมาท่วมเมือง ย่อมหมายถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นทุกครั้ง นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” แต่คือคำถามว่า มหานครแห่งนี้พร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับโลกที่สภาพอากาศกำลังเปลี่ยนไป…
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/670375&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S414yg46V05UcjFNQdMcS

  • น้ำท่วมกรุงฉุดเศรษฐกิจไทย บทเรียนที่รัฐต้องตระหนัก

    น้ำท่วมกรุงฉุดเศรษฐกิจไทย บทเรียนที่รัฐต้องตระหนัก

    น้ำน้ำท่วมกรุงฉุดเศรษฐกิจไทย บทเรียนที่รัฐต้องตระหนักวมกรุงฉุดเศรษฐกิจไทย บทเรียนที่รัฐต้องตระหนัก

    น้ำท่วมกรุงฉุดเศรษฐกิจไทย บทเรียนที่รัฐต้องตระหนัก

    กลายเป็นอุทกภัยใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิดว่า เหตุการณ์ฝนตกต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 25-28 กันยายน 2569 จะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั่วประเทศไทย รายงานสถานการณ์ ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า มีพื้นที่ประสบภัยครอบคลุม 29 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบรวมกว่า 2.6 ล้านคน (940,300 ครัวเรือน) และมีผู้เสียชีวิตสะสม 23 ราย

    โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว มีประชาชนได้รับผลกระทบสูงถึง 3.29 แสนครัวเรือน (ประมาณ 7 แสนคน) และมีผู้เสียชีวิต 4 ราย

    เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างรุนแรง แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อหัวใจทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า สถานการณ์นํ้าท่วมเพียง 5 วัน (25-29 กันยายน 2569) สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีฐานสูงถึง 12,283 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.066% ของ GDP ทั้งปี

    ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจเบื้องต้นไว้ที่ 7,000-17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03-0.11% ของ GDP โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ กรุงเทพฯ ซึ่งมีความเสียหายสูงถึง 7,014 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 57% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด

    เพราะกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีโครงสร้างพึ่งพาภาคการค้าและการบริการเป็นหลัก เมื่อการเดินทางหยุดชะงัก กิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงชะลอตัวลงอย่างฉับพลัน ผลกระทบระลอกนี้ตกลงสู่กลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ โลจิสติกส์การกระจายสินค้า ตลอดจนผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs อย่างหนักหน่วง

    ตัวเลขความเสียหายเบื้องต้นนี้ ยังเป็นเพียงผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน บ้านเรือน ยานพาหนะ เครื่องจักร และผลผลิตทางการเกษตรที่จะตามมาหลังระดับนํ้าลดลง

    สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ แรงกระแทกจากภัยอุทกภัยครั้งนี้ เกิดขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่แล้ว โดยตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ขยายตัวได้เพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก

    จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ความเสี่ยงข้างหน้ายังไม่หมดลง เนื่องจากเขื่อนเจ้าพระยาเตรียมเพิ่มการระบายนํ้าเป็น 1,500-2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะดันระดับนํ้าให้สูงขึ้นอีก 0.70-1.70 เมตร

    เสี่ยงสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมลุ่มนํ้าเจ้าพระยา โดยเฉพาะข้าวนาปีที่กำลังเข้าสู่ระยะใกล้เก็บเกี่ยว และหากสถานการณ์ยืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 ผลกระทบก็อาจจะขยายวงกว้างไปสู่นิคมอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานการผลิตวิกฤต

    นํ้าท่วมกรุงและพื้นที่สำคัญในครั้งนี้ เป็นบทเรียนราคาแพงที่ภาครัฐต้องตระหนักและเร่งดำเนินการ 

    สำคัญคือ รัฐบาลต้องเลิกมองปัญหาภัยพิบัติเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว ต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่อย่างบูรณาการ พร้อมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น เพื่อลดการเผชิญกับความสูญเสียซํ้าซากในอนาคต

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,240 วันที่ 1-3 ตุลาคม พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/670373&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NibWWl5xZtHARahR3fl5k

  • ฟิทช์เตือน NPL ไทยค้าง 4% สูงกว่าภูมิภาค แบงก์ลดพอร์ตสินเชื่อเสี่ยงสูง

    ฟิทช์เตือน NPL ไทยค้าง 4% สูงกว่าภูมิภาค แบงก์ลดพอร์ตสินเชื่อเสี่ยงสูง

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ ชี้ระบบแบงก์ไทยเผชิญแรงกดดันหนี้เสียค้างสูง 3–4% ต่อเนื่องอีก 1–2 ปี เหตุเศรษฐกิจฟื้นช้า-ปรับโครงสร้างหนี้สะดุด ส่งผลแบงก์พาณิชย์เบรกปล่อยกู้กลุ่มเสี่ยง ยันฐานทุน และเงินสำรองยังแกร่ง ไร้สัญญาณวิกฤติเชิงระบบ ขณะที่ภาพรวมประเทศได้แรงหนุนกระแสลงทุน AI หนุนปรับมุมมองเครดิตไทยกลับสู่ระดับ “มีเสถียรภาพ”

    • ฟิทช์ เรทติ้งส์ คาดการณ์ว่าหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของไทยจะทรงตัวในระดับสูงที่ 3-4% ต่อไปอีก 1-2 ปี ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
    • สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน และมีหนี้เสียใหม่ไหลเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงด้านสินเชื่อสูง
    • จากความเสี่ยงดังกล่าว ธนาคารพาณิชย์ได้เพิ่มความระมัดระวัง และลดการขยายพอร์ตสินเชื่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจ SME และสินเชื่อรายย่อย

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปีในหัวข้อ “Global Risks and Regional Economics & Bank Outlook” วานนี้ (30 ก.ย.69) ฉายภาพความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก วิเคราะห์ข้อจำกัดประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

    พาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถาบันการเงินของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวในหัวข้อ “Regional and Thai Bank Outlook” ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากอัตราส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงประมาณ 3-4% ไปอีกระยะ 1-2 ปีข้างหน้า โดยยังไม่มีปัจจัยที่จะทำให้อัตราส่วนดังกล่าวลดลง

    อีกทั้งยังมีปริมาณ NPL ใหม่ ไหลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องเกินกว่า 2% ต่อปี ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ของไทยยังคงอยู่ในระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

    ศก.ฟื้นช้าซ้ำเติมหนี้เสีย

    พาสันติ์ กล่าวว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 ล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านทำให้สถานะ NPL สถาบันการเงินไทยลดลงได้ยาก โดยธนาคารยังเผชิญข้อจำกัดการปรับโครงสร้างหนี้หลังเร่งทำไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ปรับลดปริมาณการเข้าซื้อหนี้เสียจากระบบธนาคาร เนื่องจากความยุ่งยากในการบริหารจัดการ ประกอบกับการขายหนี้เสียออกในตลาดรองทำได้ยากขึ้น

    ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังไม่มีท่าทีจะลดลงนี้ ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดระดับการยอมรับความเสี่ยง (Risk Appetite) เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อหันไปเน้นกลุ่มลูกค้ารายใหญ่หรือกลุ่มที่มีคุณภาพสูง และลดการขยายพอร์ตสินเชื่อกลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น สินเชื่อธุรกิจ SME และสินเชื่อรายย่อย

    โดยการเติบโตสินเชื่อภาคธนาคารไทยปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวระดับต่ำเพียง 2-3% ใกล้เคียงกับระดับการขยายตัวเศรษฐกิจ แต่ขยายตัวช้ากว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs)

    สถานะแบงก์ยังแกร่ง

    “ระบบธนาคารไทยไม่ได้เผชิญวิกฤติเชิงระบบเหมือนปี 2540 เนื่องจากธนาคารไทยยังมีผลกำไรที่มั่นคง มีฐานเงินกองทุนที่เข้มแข็ง ตั้งสำรองรองรับหนี้เสียอย่างเพียงพอ เป็นกันชนช่วยให้ระบบธนาคารรองรับความเสี่ยง และความผันผวนทางเศรษฐกิจได้อย่างปลอดภัย” พาสันติ์ กล่าว

    พาสันติ์ ประเมินว่า อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ของธนาคารไทยฟื้นตัวมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2% ซึ่งถือเป็นระดับที่มั่นคงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แม้ว่าจะยังไม่สูงเท่ากับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย ที่มี ROA สูงกว่า 4% โดยระยะถัดไปรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อาจได้รับแรงกดดันจากแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีระดับเงินกองทุนขั้นที่ 1 (CET1) ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยธนาคารหันมาเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินกองทุน และการสร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)

    แบงก์ส่วนใหญ่มีเสถียรภาพ

    ทั้งนี้ ภาพรวมอันดับความน่าเชื่อถือของภาคธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ส่วนใหญ่ได้ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 โดยแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับมีเสถียรภาพ โดยมุมมองต่อผลดำเนินงานธนาคารในปี 2026 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเป็นกลางมีเพียงบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่มีแนวโน้มเชิงลบตามอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

    ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญช่วยรักษาเสถียรภาพอันดับเครดิตของระบบธนาคาร อีกทั้งระดับเงินสำรองของธนาคารในภูมิภาคมีความแข็งแกร่งเพียงพอในการรองรับแรงกดดันจากวิกฤติเศรษฐกิจหรือช็อกราคาพลังงานโลก โดยไม่เกิดปัญหาต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อพุ่งสูงรุนแรงเหมือนช่วงโควิด

    AI พยุงการค้าโลก

    โทมัส รุคมาร์เกอร์ ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายอันดับเครดิตประเทศประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ของฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวในหัวข้อ “Global Risks and Outlook for Regional Economies” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวได้ประมาณ 2.6% แม้จะเผชิญกับผลกระทบจากความผันผวนราคาพลังงาน โดยฟิทช์ประเมินราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยปี 2026 ไว้ที่ 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

    ขณะเดียวกันธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายดำเนินนโยบายการเงินเพื่อตอบสนองต่อช็อกด้านอุปทาน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจ และการค้าสินค้าโลกยังได้รับแรงหนุนสำคัญจาก กระแสลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Boom) ซึ่งกระตุ้นความต้องการ เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าไอทีก้าวกระโดด ช่วยพยุงยอดส่งออก และกิจกรรมการค้าทั่วโลกให้ขยายตัว

    โทมัส ระบุว่า “เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยืดหยุ่นต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลกดีกว่าที่เคยคาดการณ์ เนื่องจากได้รับผลประโยชน์ตรงจากรอบลงทุน AI และการขยายตัวการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์หลายประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย”

    ปัจจัยเสี่ยงกดดันแผนลดขาดดุล

    อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามใกล้ชิด มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ และต้นทุนกู้ยืม (Yields) ที่สูงขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศต้องขยายใช้จ่ายงบประมาณ ทำให้การปรับลดขาดดุลการคลังทำได้ล่าช้าลง

    แม้ว่าสกุลเงินในภูมิภาคจะเผชิญการอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่ประเทศส่วนใหญ่ยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับแข็งแกร่งพอที่จะใช้เป็นกันชนรองรับความผันผวน

    ทั้งนี้ ประเทศส่วนใหญ่ใน APAC ยังคงมีมุมมองแนวโน้มอันดับเครดิตในระดับ “เสถียรภาพ” (Stable Outlook) มีเพียงบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย (BBB) และฟิลิปปินส์ (BBB) ที่มีแนวโน้มเชิงลบ (Negative Outlook) เนื่องจากความท้าทายทางการคลัง และนโยบาย

    ในส่วนประเทศไทย นายโทมัส กล่าวว่า ฟิทช์ ได้ปรับมุมมองแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวภาษาต่างประเทศของไทยที่ ‘BBB+’ จากมุมมองเชิง “ลบ” กลับมาเป็น “มีเสถียรภาพ” โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ สัดส่วนหนี้ภาครัฐเริ่มทรงตัว อานิสงส์การลงทุน AI และการบริโภคช่วยชดเชยการท่องเที่ยว เสถียรภาพทางการเมือง และการดำเนินนโยบายใต้กรอบการคลังที่ชัดเจนในระยะปานกลาง ทำให้ประเทศมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1254400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T4G7JmtBsnwD8k-qRapAj

  • เปิดขุมทรัพย์ ‘เศรษฐกิจการวิ่ง’ 3.2 หมื่นล้าน ท่องเที่ยว-ที่พัก-อาหารรับอานิสงส์

    เปิดขุมทรัพย์ ‘เศรษฐกิจการวิ่ง’ 3.2 หมื่นล้าน ท่องเที่ยว-ที่พัก-อาหารรับอานิสงส์

    เปิดขุมทรัพย์ ‘เศรษฐกิจการวิ่ง’ 3.2 หมื่นล้าน ท่องเที่ยว-ที่พัก-อาหารรับอานิสงส์

    นายภาณุพงศ์ บุญเมือง ผู้อำนวยการ Race Director บริษัท ไมโครไฟน จำกัด ผู้ร่วมดำเนินการจัดการแข่งขัน กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37 (37th Bangkok Marathon) เปิดเผยว่า พฤติกรรมของนักวิ่งในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ธุรกิจจัดงานวิ่งจึงมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง การจัดงานวิ่งไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องระยะทางหรือมาตรฐานการแข่งขัน แต่แข่งขันกันที่ประสบการณ์ทำให้บทบาทของ Race Organizers เปลี่ยนจากผู้จัดการแข่งขันมาเป็นนักสร้างสรรค์ประสบการณ์หรือ Experience Creator ที่ต้องออกแบบทั้งเส้นทาง บรรยากาศ คอนเทนต์ ชุมชนของนักวิ่ง รวมถึงการเชื่อมโยงกับแบรนด์พันธมิตรให้กลายเป็นประสบการณ์เดียวกัน

    โดยตลาดงานวิ่งในประเทศไทยมีการเติบโตและกระจายตัวในหลายรูปแบบ ตั้งแต่งานวิ่งระดับชุมชน งานเพื่อสุขภาพ งานแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ เกิดขึ้นราว 600-1,800 รายการทั่วประเทศต่อปี มีกลุ่มนักวิ่งหมุนเวียนเข้าร่วมงานประมาณ 2-6 ล้านคน 

    มูลค่าทางเศรษฐกิจ 3.2 หมื่นล้าน

    ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า อุตสาหกรรมกีฬาวิ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเกือบ 32,000 ล้านบาท ดังนั้นงานวิ่งจึงไม่ได้เป็นเพียงสนามแข่งขันแต่สามารถทำหน้าที่เป็นเวทีที่นำเสนอ เมือง ผู้คน วัฒนธรรม อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และวิถีชีวิต

    จากกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันการวิ่งกำลังขยับสถานะขึ้นมาเป็นหนึ่งในกิจกรรม Lifestyle ที่มีการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่น่าจับตา เพราะนักวิ่งไม่ได้จบแค่อุปกรณ์หลักแค่อย่างรองเท้า แต่ยังมีการใช้จ่ายเชื่อมโยงไปถึงเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง สินค้าและบริการด้านสุขภาพ และ Wellness รวมถึงการสมัครร่วมกิจกรรมงานวิ่ง ทำให้กิจกรรมวิ่งกำลังพัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่าเศรษฐกิจการวิ่ง หรือ Running Economy

    เปิดขุมทรัพย์ ‘เศรษฐกิจการวิ่ง’ 3.2 หมื่นล้าน ท่องเที่ยว-ที่พัก-อาหารรับอานิสงส์

    “นักวิ่งยุคใหม่ไม่ได้ซื้อเพียงสิทธิ์ในการลงสนาม ไม่ได้มองเพียงเรื่องเวลาและอันดับ แต่กำลังซื้อประสบการณ์ทั้งหมดของงานตั้งแต่ก่อนวันแข่งขัน ระหว่างการแข่งขัน บรรยากาศ เส้นทาง ความปลอดภัย การบริการ เสื้อ เหรียญ กิจกรรม ไปจนถึงความรู้สึกที่ได้รับหลังเข้าเส้นชัย นักวิ่งกลับไปพร้อมเรื่องราวความทรงจำที่อยากเล่าให้คนอื่นฟัง นั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของงาน”

    จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ 37th Bangkok Marathon ที่จะเกิดขึ้นวันที่ 10 ม.ค. 70 มุ่งนำเสนอผ่านมุมมองเมืองประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เพราะโจทย์ของการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การจัดการแข่งขันให้ได้มาตรฐาน แต่ต้องการนำ กรุงเทพมหานคร เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์นักวิ่ง ให้เส้นทางการแข่งขันทำหน้าที่เล่าเรื่องเมืองไปพร้อมกันภายใต้แนวคิด RUN THE LEGACY OF BANGKOK

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/670370&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QkKV-6cc9IzT1NLxZt5pS

  • ‘วันผู้สูงอายุสากล’ ดันสูงวัยสร้างเศรษฐกิจประเทศ | เดลินิวส์

    ‘วันผู้สูงอายุสากล’ ดันสูงวัยสร้างเศรษฐกิจประเทศ | เดลินิวส์

    วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุสากล ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยข้อมูลในปี 2567 พบว่ามีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึงประมาณ 13.68 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.8 ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าภายในปี 2576 สัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28 หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ไทยก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) อย่างเต็มตัว

    ความท้าทายคนไทยทุกช่วงวัยมีสุภาวะที่ดี                                 

    นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านประชากรว่า โจทย์ใหญ่ของสังคมสูงวัยในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่จำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือทำอย่างไรให้คนไทยมีช่วงชีวิตที่มีสุขภาวะดีให้ยาวนานที่สุด และลดระยะเวลาที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่นให้สั้นที่สุด

    นางภรณี กล่าวต่อว่า สสส. มุ่งหวังที่จะปรับเปลี่ยนกรอบความคิดของสังคมจากการ “รอให้ป่วยแล้วจึงรักษา รอให้พึ่งพิงแล้วจึงดูแล” ไปสู่แนวคิดเชิงรุกคือ “สร้างนำซ่อม” โดยเน้นการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนจะเข้าสู่วัยสูงอายุ ซึ่งครอบคลุมคนทุกช่วงวัยใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม เช่น การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การบริโภคอาหารที่เหมาะสม การลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การป้องกันอุบัติเหตุจากการหกล้ม การป้องกันภาวะสมองเสื่อม ตลอดจนการวางแผนความมั่นคงทางการเงิน และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    สูงวัยอยู่ได้ในถิ่นเดิม

    นอกจากนี้ หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือแนวคิด “สูงวัยในถิ่นเดิม” (Aging in Place) เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในบ้านและชุมชนที่คุ้นเคยได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และยังคงมีความเชื่อมโยงกับสังคม โดยจำเป็นต้องเร่งสร้าง “ระบบนิเวศการดูแล” (ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบบริการสุขภาพ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ เนื่องจากในปัจจุบันโครงสร้างครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง และมีแนวโน้มผู้สูงอายุที่ต้องอยู่อาศัยตามลำพังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

    ในส่วนของการสร้างนวัตกรรมสังคม สสส. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายเร่งขับเคลื่อนและขยายผลโครงการสำคัญ เช่น “ธนาคารเวลา” (Time Bank) ซึ่งเป็นการนำเวลาในการช่วยเหลือดูแลกันมาสะสมเป็นทุนทางสังคม ให้คนในชุมชนหมุนเวียนมาดูแลผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันผู้สูงอายุก็สามารถใช้ทักษะความสามารถที่มีอยู่ไปช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชนได้เช่นกัน รวมถึงการขับเคลื่อนแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทุกวัยผ่าน “ศูนย์นวัตกรรมการออกแบบเพื่อทุกคน” (UDC) ทั้ง 17 แห่งทั่วประเทศ เพื่อปรับสภาพแวดล้อมที่พักอาศัย พื้นที่สาธารณะ และระบบการเดินทาง ให้ผู้สูงอายุสามารถออกมาทำกิจกรรมและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระ

     ผู้สูงวัยคือทุนมนุษย์

    “เราต้องเปลี่ยนจากนโยบายสำหรับผู้สูงอายุ ไปสู่นโยบายเพื่อการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพของคนทุกวัย หรือ Longevity for All ผู้สูงอายุไม่ควรถูกมองเป็นเพียงผู้รับสวัสดิการหรือเป็นภาระของสังคม แต่พวกเขาคือทุนมนุษย์ที่ยังคงเต็มไปด้วยความรู้ ประสบการณ์ และทักษะที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้ ขณะเดียวกัน สังคมต้องปรับค่านิยมใหม่โดยไม่อาศัยเรื่องอายุมาเป็นข้อจำกัดของโอกาส ผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพต้องมีพื้นที่ให้ทำงาน ส่วนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ” นางภรณี เน้นย้ำ

    เศรษฐกิจผู้สูงวัยหนุนภาคการผลิตประเทศ

    ด้าน พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ให้มุมมองทางด้านโครงสร้างประชากรว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์มาแล้วและกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดภายในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างประชากรวัยแรงงานและผู้สูงอายุขยายกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แนวทางแก้ไขปัญหาที่สำคัญคือการนำแนวคิด “เศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy)” มาปรับใช้ โดยเปลี่ยนมุมมองต่อผู้สูงอายุจากเดิมที่เป็นเพียงผู้รับบริการ ให้กลายเป็นทั้ง “ผู้รับและผู้ให้” รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในภาคการผลิตของประเทศ โดยต้องส่งเสริมให้เกิดการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนสูงวัย ทั้งเรื่องการออม การลงทุน และการสร้างหลักประกันชีวิตเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

    ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ทำงานอยู่นอกระบบ

    “โจทย์สำคัญคือเราจะทำอย่างไรเพื่อดึงผู้สูงอายุกลับเข้ามาสู่ระบบการผลิตและสร้างผลิตภาพ (Productivity) ให้แก่ประเทศ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องดึงพวกเขากลับมาทำงานในรูปแบบเดิมเสมอไป เนื่องจากข้อมูลชี้ชัดว่าผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 80-90 ยังคงทำงานอยู่ในภาคอิสระ ดังนั้น การส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบคุ้มครองทางสังคมให้ครอบคลุมแรงงานภาคการเกษตร ประมง และอาชีพอิสระ พร้อมทั้งออกแบบรูปแบบการทำงานใหม่ เช่น การทำงานเป็นช่วงเวลาโดยไม่จำเป็นต้องทำเต็มเวลา และร่วมกันสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคมให้มองว่าการที่ผู้สูงอายุยังคงทำงานอยู่นั้นเป็นเรื่องปกติ” พญ.ลัดดา กล่าว

    พญ.ลัดดา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจะดึงผู้สูงอายุเข้าสู่ภาคการผลิตได้อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำงาน ทั้งในเรื่องบริการสาธารณะ ระบบขนส่งที่ปลอดภัย การดูแลด้านอาชีวอนามัย และการออกแบบสถานประกอบการให้สอดคล้องกับสุขภาพของผู้สูงวัย แม้ผู้สูงอายุจะมีโรคประจำตัวหรือโรค NCDs ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถทำงานได้ เพียงแต่ต้องมีการประเมินสภาพร่างกายและจัดสรรงานให้เหมาะสม

    นอกจากนี้ แม้ปัจจุบันภาครัฐจะมีมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้สถานประกอบการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีข้อจำกัดในการสร้างแรงจูงใจแก่นายจ้าง เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมากต้องการทำงานเฉพาะบางช่วงเวลา หรือต้องการงานที่ตรงกับทักษะเฉพาะด้าน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนากฎระเบียบ กติกา และระบบสนับสนุนการจ้างงานให้มีความชัดเจนและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม และนำพาประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยสุดยอดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6239689/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DiOpqIfrfx_ULHCUUt5NY

  • รัฐแบบเดิมไปต่อไม่ได้ : อนุทินลั่นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนประเทศ ต้องปฏิรูปภาครัฐ

    รัฐแบบเดิมไปต่อไม่ได้ : อนุทินลั่นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนประเทศ ต้องปฏิรูปภาครัฐ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-GHjYtSnEM2wg1eDS6n5k

  • ‘10 ปีเราไม่เรียนรู้อะไรเลย’ ? น้ำท่วมซ้ำ แต่ระบบยังอยู่ที่เดิม ถึงเวลารัฐบาล-กทม.ปลด ‘น้ำ’ ออกจากการเมือง ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว

    ‘10 ปีเราไม่เรียนรู้อะไรเลย’ ? น้ำท่วมซ้ำ แต่ระบบยังอยู่ที่เดิม ถึงเวลารัฐบาล-กทม.ปลด ‘น้ำ’ ออกจากการเมือง ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว

    เตือนน้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุนสูงมา อีก 5 หมื่นล้านบาทอาจหายจากเศรษฐกิจ

    หลังเวลาเพียงสัปดาห์ น้ำท่วมรอบนี้สร้างความเสียหายแล้วราว 2.5 หมื่นล้านบาท และฉุด GDP ไตรมาส 3 ลง 0.55% นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ชี้ จับตาหากมวลน้ำเหนือมาอีกระลอก รัฐบาลจะวางแผนรับมืออย่างไร พร้อมตั้งคำถามว่า 10 ปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้อะไรจากน้ำท่วมบ้าง?

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์กับ ’THE STANDARD WEALTH‘ ว่า ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมช่วงวันที่ 24-28 กันยายน 2569 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมราว 2.5 หมื่นล้านบาท และฉุด GDP ไตรมาส 3/2569 ลดลง 0.55%

    โดยกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบหนักที่สุดเนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ขณะที่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังไปจนถึงสัปดาห์หน้า ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย กรณีฉากทัศน์ ‘มีมวลน้ำเหนือไหลลงมา’ เพิ่มเติมอีกระลอก

    โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอกกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม อาจสร้างความเสียหายเพิ่มเติมราว 50,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ตัวเลขความเสียหายเพิ่มเติมยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครว่าจะสามารถป้องกันและระบายน้ำได้มากน้อยเพียงใดด้วย

    “ถ้าน้ำเหนือมาอีกครั้ง และไม่สามารถกันน้ำได้ ก็อาจกระทบพื้นที่รอบกรุงเทพฯ ประมาณ 50,000 ล้านบาท”

    ชี้ระบบเตือนภัยต้องเตือน ‘ก่อนเกิดเหตุ’ ไม่ใช่เตือนหลังน้ำท่วม

    ดร.อัทธ์ กล่าวอีกว่า หากประเมินการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมรอบนี้ ทั้งรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ถือว่า ‘ล้มเหลว’

    โดยเริ่มตั้งแต่ระบบการแจ้งเตือนประชาชน ซึ่งระบบเตือนภัยควรทำหน้าที่แจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวและเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน

    “จริงๆเรามีเทคโนโลยีระบบ Early Warning ต้องเตือนล่วงหน้า แต่รอบนี้ไม่ได้เตือนล่วงหน้า เป็นการเตือนตามหลัง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่คุณลักษณะของระบบเตือนภัยที่ควรจะเป็น”

    นอกจากการแจ้งเตือนแล้ว ดร.อัทธ์ ระบุว่า การบริหารจัดการในส่วนอื่นยังมี ‘ช่องโหว่’ ทั้งการระบายน้ำ การขนย้ายผู้สูงอายุและเด็ก การจัดเตรียมเสบียงสินค้า ครัวกลาง และศูนย์อพยพ

    “เหตุน้ำมา เตือนประชาชนว่าให้รีบเอาของขึ้น แต่เอาของขึ้นแล้วไปไหนต่อ ถ้าน้ำท่วมบ้านแล้วจะให้ประชาชนไปไหน ถ้าไม่มีศูนย์อพยพ แล้วประชาชนจะเอารถไปจอดที่ไหน สุดท้ายก็ต้องไปจอดตามสะพานหรือตามข้างทางเหมือนเดิม”

    ดร.อัทธ์ มองว่า หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์น้ำท่วมปี 2554 ครั้งนี้มีความ ‘น่ากังวล’ ในอีกมิติหนึ่ง

    เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีระบบเตือนภัยหลายเทคโนโลยี มีงบด้านน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถยกระดับการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพเพียงพอ ไม่มีเอกภาพ Single command ใดๆได้อย่างไร

    “ปี 2554 เรายังไม่มีระบบเตือนภัยแบบที่มีในปัจจุบัน แต่วันนี้เรามีระบบเตือนภัยมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ ก็แสดงว่าเราแย่กว่าเดิมใช่หรือไม่”

    ต้องมีองค์กรกลาง เรื่องน้ำ ‘เป็นอิสระทางการเมือง’

    ดร.อัทธ์ กล่าวต่อว่า โครงสร้างการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งหน่วยงานระดับกรุงเทพมหานคร กระทรวง กรม และหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ยังไม่สามารถจัดการปัญหาน้ำได้อย่างเป็นระบบ

    “องค์กรทั้งหมดที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาน้ำได้ ไม่สามารถทำให้น้ำลด และไม่สามารถป้องกันไม่ให้น้ำท่วมบ้านประชาชนได้ทันท่วงที”

    ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมี หน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำโดยเฉพาะ และมีความเป็นอิสระทางการเมือง เพื่อรับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม

    ดร.อัทธ์ เตือนว่า ปัญหาน้ำท่วมมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น ทั้งภาวะเอลณีโญ ผังเมืองที่ขยาย

    หากประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกลางที่สามารถบริหารจัดการปัญหาได้ทั้งระบบ อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

    “ถ้าไม่มีหน่วยงานกลางหรือองค์กรใหม่มาจัดการทั้งระบบ เศรษฐกิจไทยจะแย่กว่าเดิมอีก คนจะไม่มาลงทุน”

    ปัญหาสายการบิน ลามกระทบความเชื่อมั่น FDI นักลงทุนอาจไม่กล้าเสี่ยง

    ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือธุรกิจในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังอาจส่งต่อไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ FDI

    โดยเฉพาะนักลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการสร้างโรงงานหรือฐานการผลิต หากต้องเผชิญความไม่แน่นอนว่าจะเกิดน้ำท่วมเมื่อใด ย่อมเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจลงทุนอนาคต

    “นักลงทุนลงทุนเป็นหมื่นล้านหรือสองหมื่นล้าน ต้องประเมินทุกมิติ ถ้าโรงงานเสี่ยงน้ำท่วม ใครจะมาลงทุน ถ้าไม่รู้ว่าจะมีแผนรับมือท่วมเมื่อไร ใครจะมาลงทุน”

    ที่สำคัญ ผลกระทบสามารถเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ไปถึงภาคการท่องเที่ยวและการเดินทาง โดยยกกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นของสายการบินแห่งชาติ กับการบริหารจัดการสนามบินและการเดินทางของนักท่องเที่ยว

    เมื่อเกิดน้ำท่วม นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหรือใช้จ่ายได้ตามปกติ ย่อมกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง

    300 มิลลิเมตรยัง ‘เอาไม่อยู่’ หากน้ำเหนือมาอีก ระบบต้องรับมืออย่างไร

    สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ถือเป็น ‘บททดสอบ’ สำคัญของระบบบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครและประเทศไทย

    โดยเฉพาะเมื่อปริมาณฝนระดับประมาณ 300 มิลลิเมตร ยังสร้างแรงกดดันต่อระบบระบายน้ำ

    “รอบนี้คือบททดสอบ 300 มิลลิเมตร เรายังเอาไม่อยู่ ถ้ามา 400-500 มิลลิเมตรจะทำอย่างไร บททดสอบเราได้เห็นแล้วว่ารัฐบาลเอาไม่อยู่”

    ดังนั้น หากประเทศไทยยังไม่ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง เมื่อเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นในอนาคต ปัญหาอาจยิ่งขยายตัว เศรษฐกิจเสียหาย ฉุดความสามารถแข่งขันเพื่อนบ้านมาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์

    มองส่งออกยัง ’พระเอก’ แต่ GDP ไทยปีนี้โตต่ำ 2.1% ภาษีสหรัฐฯ-น้ำท่วม-บริโภค-ลงทุนชะลอกดดัน

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ดร.อัทธ์ มองว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามมีทั้งเรื่องภาษีของสหรัฐฯ ทั้งภาษี 301 ภัยพิบัติ และสถานการณ์น้ำท่วม

    ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุน ยังมีสัญญาณชะลอตัว

    แม้การส่งออกยังเป็น ‘พระเอก’ เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้

    แต่การบริโภคและการลงทุนยังซึมตัว หรือหากขยายตัวก็เพิ่มขึ้นไม่มากนัก

    จากปัจจัยดังข้างต้น จึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีโอกาสขยายตัวประมาณ 2.1% ลดลงจากระดับ 2.4% ในปีก่อน

    โดยมองว่าปัจจัยลบต่างๆ ทั้งภาษีสหรัฐฯ รวมถึงน้ำท่วม การชะลอตัวของการบริโภค และการลงทุน เป็นแรงกดดันสำคัญ

    ให้คะแนนรัฐบาลบริหารน้ำ 3 เต็ม 10 ชี้ ‘สอบตก’

    เมื่อถามถึงการประเมินผลงานรัฐบาลในช่วงโค้งท้ายปี ให้คะแนนการบริหารจัดการน้ำ 3 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน หรือระดับ C ซึ่งถือว่า ‘สอบตก’ ในประเด็นการบริหารจัดการน้ำ

    “ถ้าเฉพาะเรื่องน้ำ เต็ม 10 ผมให้ 3 คะแนน ก็ให้เกรด C คือสอบตกเลย”

    ส่วนการบริหารงานของรัฐบาลในภาพรวม อรรถให้คะแนนประมาณระดับ B แต่เป็น B ที่ค่อนข้างใกล้ C สะท้อนว่าไม่ได้มองว่าอยู่ในระดับดีมาก

    “โดยรวมทุกเรื่องที่รัฐบาลบริหาร ผมให้ B แต่เป็น B กลางๆ ค่อนข้างจะมา C ไม่ใช่ B ที่จะไป B บวก”

    ทั้งนี้ ดร.อัทธ์ ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่สุดเวลานี้คือความเชื่อมั่น การบริหารจัดการน้ำ

    เพราะหากประเทศไทยยังไม่ปรับระบบให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นได้ ความเสียหายจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบ้านเรือนและธุรกิจ

    แต่สามารถส่งต่อไปยังภาคการผลิต การท่องเที่ยว การลงทุน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

    พร้อมถามย้ำว่า 10 ปี การบริหารจัดการน้ำของไทยเราเรียนรู้อะไรกันบ้าง ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่รัฐบาลต้องหันมาเอาจริงเอาจังกับการบริหารน้ำ ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-flood-water-management-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nhEgxu34VCeyw5NROhs7M

  • สวัสดิการแห่งรัฐ รอบทบทวนสิทธิ ผ่าน 1.75 ล้านราย เริ่มใช้ 1 ต.ค.

    สวัสดิการแห่งรัฐ รอบทบทวนสิทธิ ผ่าน 1.75 ล้านราย เริ่มใช้ 1 ต.ค.

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qIvNCoj9rxt3fZ-j2EPsw