Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่าน

    ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่าน

    'เอกนิติ' มองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่าน

    ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยมาถูกทาง อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่านโตเต็มศักยภาพ แม้ภาพรวม GDP ชะลอจากผลกระทบด้านพลังงาน-เงินเฟ้อ แต่การลงทุนภาคเอกชนยังแกร่งโตสูงสุดในรอบ 11 ปี ชี้ไทยเตรียมขยับฐานผลิต New Economy โลก

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดมุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP : เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1) หลังสภาพัฒน์ฯ ได้ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้ เหล่านี้เป็นการยืนยันและสะท้อนข้อเท็จจริงที่ผมและทีมเศรษฐกิจเคยคาดการณ์ไว้ ดังต่อไปนี้ 

    1) ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เริ่มส่งผลเป็นระลอกๆ ในไตรมาส 2 จากวิกฤตน้ำมัน สู่วิกฤตของแพง ดังจะเห็นได้จาก เงินเฟ้อในไตรมาส 2 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7%  จากไตรมาส 1 ที่ติดลบ –0.5% ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% จากที่โตร้อยละ 3.3 ในไตรมาส 1 ซึ่งหากเราไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้จะนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องขอพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรกซึ่งจะจบในไตรมาส 3 และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ 

    'เอกนิติ' มองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่าน  

    2) ตัวเลขอีกด้านในไตรมาส 2 ที่บ่งชี้ชัด  คือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าในหมวดพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ 6 แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส 1 ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ  ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง  

    ทั้งนี้ ผมขอเรียนว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า คือการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน 

    เหตุการณ์สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤตราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งแรงกระเพื่อมมายังต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนไทยได้โดยตรง รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลกให้ได้มากที่สุดในเวลาและงบประมาณอันจำกัด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มกำลังผลิตและการใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทยตามแผน PDP ของกระทรวงพลังงานด้วยเช่นกัน 
     

    3) ส่วนพระเอกของไตรมาสนี้เห็นชัดเจน คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึงร้อยละ 13.4 ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง 2 หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัวร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง 2.55 แสนล้าน ในไตรมาส 2 โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve เช่น  อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น 

    นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากร้อยละ 12.1 ในไตรมาส 1 มาอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ในไตรมาส 2 โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในบ้านเราอย่างชัดเจน

    ดังนั้น ในมุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจาก ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่’ ของโลกรอบนี้ จึงมีความสำคัญมาก คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือทำยังไงที่เราจะสามารถคว้าโอกาสให้ไทยเป็น global supply chain เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน

    จากรายละเอียดตัวเลขต่างๆ เศรษฐกิจไทยได้ขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่างๆ ให้สอดคล้องกับภาพอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ถัดจากนี้ไป เราจะได้เห็นภาพที่คมชัดขึ้นของการก้าวไปของเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอนถึงแม้ว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง 

    ต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่งประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ โดยเราเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ 2 นี้ ผมจะขอมาเขียนต่อตอนที่ 2 ว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินทางไหน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนต่อไปอย่างไร

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378981844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eTCae80KdkmnFHUDG6mSn

  • “อนุทิน-เอกนิติ” ลั่น “ไม่พอใจ” เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% ต้องมุ่งเน้น 3 เรื่อง | เดลินิวส์

    “อนุทิน-เอกนิติ” ลั่น “ไม่พอใจ” เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% ต้องมุ่งเน้น 3 เรื่อง | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 17 ส.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นประเทศออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของ เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2%

    นายอนุทิน ระบุว่า “ตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้” 

    “ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4% 5% 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว 

    อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ตอบคำถามว่าพอใจการทำงานของรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”

    ทางด้าน นายเอกนิติ ระบุว่า ยังไม่พอใจตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติม คือเรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้ว และตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้วจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น

    หัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ เราจะต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อมาประคองเศรษฐกิจ โดยส่วนแรกใช้ไปกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน

    สำหรับจีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนการเผชิญวิกฤติ 3 ระลอก ได้แก่

    1.วิกฤติพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 600,000 ล้านบาท  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน

    2.วิกฤติค่าครองชีพ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบในไตรมาสแรกเป็นบวก 2.7%  ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ

    3.วิกฤติกำลังซื้อ สะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง 1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

    “ถ้าที่ผ่านมาหากเราไม่รีบทำ รีบแก้ปัญหาวิกฤติ 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก หรือที่ 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI

    ตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น

    สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน

    2.เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน

    3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประโยชน์ตกอยู่กับเอสเอ็มอีไทยและคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6116410/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VZMNdyEEMkHRJLqpW07Zt

  • ไห่หนานเร่งยกระดับภาคบริการ เดินหน้าสู่ศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

    ไห่หนานเร่งยกระดับภาคบริการ เดินหน้าสู่ศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

    มณฑลไห่หนานเดินหน้าปฏิรูปและยกระดับภาคบริการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเขตการค้าเสรี            ไห่หนาน (Hainan Free Trade Port : Hainan FTP) หลังจีนเริ่มดำเนินงานศุลกากรแบบพิเศษทั่วทั้งเกาะ โดยล่าสุดรัฐบาลมณฑลไห่หนานประกาศ “แนวทางการดำเนินงานเพื่อผลักดันการขยายขนาด ยกระดับคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพภาคบริการของมณฑลไห่หนาน” เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ซึ่งกำหนดมาตรการสำคัญในการขยายการเปิดกว้างภาคบริการ ปรับปรุงกฎระเบียบ และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนทิศทางการพัฒนา Hainan FTP ในระยะต่อไป จากการสร้างระบบอำนวยความสะดวกด้านการค้าไปสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่รองรับการค้า การลงทุน และบริการระหว่างประเทศมากขึ้น โดย “ศุลกากรแบบพิเศษทั่วทั้งเกาะไห่หนาน” ซึ่งเริ่มดำเนินงานเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เป็นพื้นฐานสำคัญของการยกระดับการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ขณะที่ไห่หนานมุ่งปรับกฎระเบียบ    ระบบการกำกับดูแล และมาตรฐานต่าง ๆ ให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    ขยายการเปิดกว้างภาคบริการ เชื่อมโยงมาตรฐานสากล

    แนวทางฉบับใหม่กำหนดให้ไห่หนานผลักดันการนำข้อกำหนดฉบับปรับปรุงของความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) 3.0 มาประยุกต์ใช้ ส่งเสริมการใช้กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า       และจัดให้มีบริการแบบครบวงจรเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจในการใช้สิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีศุลกากร

    ขณะเดียวกัน ไห่หนานจะทดลองใช้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ขยายการเปิดกว้างด้านธุรกิจโทรคมนาคมมูลค่าเพิ่ม และศึกษาการประยุกต์ใช้แนวทางที่สอดคล้องกับความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) รวมถึงขยายการทดลองใช้นวัตกรรมด้านการกำกับดูแล เช่น การนำสินค้าเข้าประเทศเป็นการชั่วคราวเพื่อซ่อมแซม และการนำเข้าสินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตใหม่ (Remanufactured Products)

    มุ่งเปิดกว้างการแพทย์ การเงิน ดิจิทัล และการบินและอวกาศ

    ในด้านสาขาบริการ ไห่หนานจะให้ความสำคัญกับการขยายการเปิดกว้างในสาขาการแพทย์ การเงิน บริการดิจิทัล และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ พร้อมทั้งสำรวจและพัฒนานวัตกรรมด้านระบบและกฎระเบียบที่มีศักยภาพในการนำไปขยายผลในระดับประเทศ

    รัฐบาลไห่หนานยังมีแผนลดบัญชีข้อห้าม/ข้อจำกัด (Negative List) สำหรับการค้าบริการข้ามพรมแดนและการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงการเข้าถึงตลาดและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศตามแนวคิด “准入又准营 (zhǔn rù yòu zhǔn yíng)” ซึ่งหมายถึง การเปิดให้ธุรกิจต่างชาติเข้าสู่ตลาดและต้องสามารถดำเนินธุรกิจได้จริง นอกจากนี้ ไห่หนานจะจัดตั้งเขตสาธิตการพัฒนานวัตกรรมด้านการค้าบริการเพื่อส่งเสริมการทดลองและพัฒนารูปแบบใหม่ด้านการค้าบริการ และยกระดับไห่หนานให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรมด้านการค้าบริการ

    ส่งเสริมการค้ารูปแบบใหม่และเศรษฐกิจงานแสดงสินค้า

    ด้านการค้าและงานแสดงสินค้า ไห่หนานจะสนับสนุนการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ (New Offshore International Trade) รวมถึงการค้าสินค้าขั้นกลาง (Intermediate Goods Trade)  และรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ พร้อมผลักดันการจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมกระจายสินค้าขั้นกลาง เพื่อเพิ่มบทบาทของไห่หนานในห่วงโซ่การค้าระหว่างประเทศ

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลไห่หนานจะยกระดับการจัดงาน China International Consumer Products Expo (CICPE) และดึงดูดงานแสดงสินค้านานาชาติในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ อุปกรณ์และเทคโนโลยีด้านทะเลลึก กีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า การท่องเที่ยวและการบริโภค ตลอดจนการแพทย์และสุขภาพ เพื่อพัฒนาไห่หนานให้เป็นศูนย์กลางด้านงานแสดงสินค้าและเศรษฐกิจไมซ์ระดับภูมิภาค

    สำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ การขยายตัวของงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางธุรกิจดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงช่องทางด้านการประชาสัมพันธ์สินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและเชื่อมโยงกับคู่ค้าในสาขาที่ไห่หนานกำลังให้ความสำคัญ

    ยกระดับบริการสนับสนุนธุรกิจระหว่างประเทศ

    ไห่หนานมีแผนดึงดูดและบ่มเพาะสำนักงานกฎหมาย สำนักงานบัญชี สถาบันอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ บริษัทออกแบบสร้างสรรค์ และผู้ให้บริการด้านทรัพยากรบุคคลระดับนานาชาติ พร้อมพัฒนาบริการด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการระหว่างประเทศ ขยายการใช้อนุญาโตตุลาการเฉพาะกิจ (Ad Hoc Arbitration) และเร่งพัฒนาเขตบริการด้านกฎหมายในเขตใหม่เจียงตง เมืองไห่โข่ว รวมถึงยกระดับศูนย์อนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศของท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน เพื่อสร้างระบบบริการทางธุรกิจที่รองรับบริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย

    การเดินหน้ายกระดับภาคบริการของไห่หนานสะท้อนว่า Hainan FTP กำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ระบบการเปิดตลาดมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเอื้อต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น โดยมุ่งพัฒนากฎระเบียบ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และบริการสนับสนุนให้รองรับการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศได้ครบวงจร

    สำหรับประเทศไทย พัฒนาการดังกล่าวควรติดตามทั้งในมิติของ โอกาสและการแข่งขัน โดยเฉพาะการเปิดกว้างในสาขาการแพทย์ การเงิน บริการดิจิทัล การบินและอวกาศ ตลอดจนการท่องเที่ยว การบริโภค และงานแสดงสินค้า ซึ่งเป็นสาขาที่เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ขณะเดียวกัน การลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงตลาดและการยกระดับกฎระเบียบตามมาตรฐานสากล                   จะทำให้การแข่งขันในตลาดไห่หนานมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น

    ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรมอง Hainan FTP เฉพาะในฐานะตลาดปลายทาง แต่ควรพิจารณาในฐานะพื้นที่ที่กำลังสร้างระบบเศรษฐกิจและบริการรูปแบบใหม่ โดยควรติดตามกฎระเบียบและนโยบายอย่างใกล้ชิด ยกระดับสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของตลาด สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และเลือกรูปแบบการเข้าสู่ตลาดให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากการเปิดกว้างของ Hainan FTP ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ………………………………………………….

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว

    17 สิงหาคม 2569

    แหล่งข้อมูล : https://www.hi.chinanews.com.cn/hnnew/2026-08-04/743901.html

    https://www.sohu.com/a/1009540212_120658365

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xzr21ogh28uo7akhb21mekc7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bU1nddNTMXKWacSyoLBNa

  • ‘เอกนิติ’ มองขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้าน สะท้อนเศรษฐกิจ ‘เปราะบาง’ จุดชนวนเร่งเปลี่ยนผ่าน

    ‘เอกนิติ’ มองขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้าน สะท้อนเศรษฐกิจ ‘เปราะบาง’ จุดชนวนเร่งเปลี่ยนผ่าน

    “เอกนิติ” ห่วงเศรษฐกิจไทยเปราะบาง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 ปี 2569 กว่า 6 แสนล้านบาท หลังนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางจำนวนมาก ชี้ความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จ่อใช้งบ พ.ร.ก. เงินกู้เป็นทุน “Jump Start” สร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว

    ภายหลังสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 พบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่ 1 ขณะเดียวกันตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมา “ขาดดุล” เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาสที่ 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 12% ของจีดีพี

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การที่ไตรมาส 2 ไทยพลิกกลับมาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท จากที่เคยเกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรก ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อน “จุดเปราะบาง” ของเศรษฐกิจไทย

    พร้อมกันนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากประเทศในตะวันออกกลางจำนวนมาก เพื่อรองรับภาคการขนส่งที่ยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โซลาร์รูฟท็อป, ระบบโครงข่ายไฟฟ้า, ระบบกักเก็บพลังงาน, และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งถือเป็นการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ช่วยลดการนำเข้าและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังตั้งเป้าหมายเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นรถ EV โดยจะเดินหน้าหารือผู้ประกอบการในภาคคมนาคมขนส่งเกี่ยวกับเป้าหมายและแผนการใช้จ่ายงบประมาณภายในสัปดาห์นี้ โดยโครงการทั้งหมดที่กล่าวมา คาดว่าจะใช้งบประมาณภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ตามแผนที่ 2 วงเงินตามบัญชี 200,000 ล้านบาท 

    “เหตุการณ์สงครามในอิหร่านถือเป็นจุดเปลี่ยน และสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤติราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา”

    “Jump Start” จุดชนวนสร้างความเปลี่ยนแปลง

    นายเอกนิติ เน้นย้ำว่าเงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้  ไม่ใช่งบประมาณเพื่อใช้จ่ายชั่วคราวเพียงอย่างเดียว แต่จะช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน 

    โดยเม็ดเงินก้อนนี้จะทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวจุดชนวนหรือ “Jump Start” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว และให้ผลต่อเนื่องในระยะยาว  

    “เงินก้อนนี้ ถือได้ว่าเป็น “Jump Start” ที่สำคัญ แม้ว่าอาจยังไม่สามารถเปลี่ยนได้ทั้งหมด แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้ 3 ด้าน คือ 1. เปลี่ยนผ่านพลังงาน, 2. เยียวยา-ช่วยลดภาระค่าไฟ ค่ารถต่าง ๆ และ 3. ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ” นายเอกนิติ กล่าวในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1247830&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zArhrUZ9KRr46oxPl8CJW

  • สภาพัฒน์ เผย ศก.ไทย Q2/69 โต 1.9% แนวโน้ม Q3 ดีขึ้น ปรับคาดการณ์ทั้งปีโต 2-2.5% : อินโฟเควสท์

    สภาพัฒน์ เผย ศก.ไทย Q2/69 โต 1.9% แนวโน้ม Q3 ดีขึ้น ปรับคาดการณ์ทั้งปีโต 2-2.5% : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% จากตลาดคาด 1.7% แต่ชะลอลงจาก 2.8%ในไตรมาสแรกของปี 69 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/69 ลดลงจากไตรมาสแรก 0.2%

    ด้านการใช้จ่าย การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเร่งขึ้น การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกสินค้าชะลอตัว ขณะที่การลงทุนภาครัฐลดลง ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขายส่งขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ สาขาขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า และสาขาก่อสร้างชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า

    “ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% เมื่อดูเครื่องชี้ทั้งด้านการผลิต และการใช้จ่าย จะเห็นว่าชะลอตัวลงหมด ยกเว้นการส่งออก และการลงทุนที่ขยายตัวได้ดีมาก โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวสูงถึง 13.4% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส นับจากปี 2555 และการส่งออกสินค้าในไตรมาส 2 ที่ขยายตัวได้ดีถึง 14.1%” นายดนุชา พิชยนันนท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุ

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. – มิ.ย.69) ขยายตัวได้ 2.4%

    ส่วนที่ในไตรมาส 2/69 ดุลบัญชีเดินสะพัด ติดลบ 12% ต่อ GDP นั้น นายดนุชา กล่าวว่า ไทยขาดดุลการค้า และขาดดุลบริการ จึงส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงในช่วงไตรมาส 2/69 โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมัน ซึ่งในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ไทยต้องเร่งนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 117% และเป็นช่วงที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ถ้าหักผลของน้ำมัน กับทองคำออก จะพบว่าดุลการค้าของไทยยังเกินดุล 9 พันล้านดอลลาร์

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในช่วงถัดไป ที่ไทยนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอื่นทดแทน และปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอ จนเริ่มจะมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการในส่วนนี้ได้ เช่น ลดกำลังการผลิตลง และพิจารณานำเข้าในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน แต่ละเดือน ประกอบกับราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัวลดลง ก็เชื่อว่าจะทำให้ดุลการค้าปรับตัวดีขึ้นได้

    “โดยรวม ต้องดูเรื่องดุลบริการด้วย เพราะที่กระทบจากค่า freight ค่าประกัน และนักท่องเที่ยวลดลง ปกติดุลบริการจะเพิ่มในไตรมาสสุดท้าย หลังจากที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ แต่ปีนี้อาจไม่เป็นอย่างนั้น เพราะประเทศต่าง ๆ มีปัญหาค่าครองชีพ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไม่สูงอย่างคาด และอาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ -1.2% ต่อ GDP” นายดนุชา กล่าว

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3/69 นั้น เลขาธิการสภาพัฒน์ ประเมินว่า สถานการณ์เศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาส 2 เนื่องจากในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยคาดการณ์ทั้งปี 69 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบ 2.0-2.5%

    “ช่วงถัดไป มองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าทั้งปีนี้ เศรษฐกิจจะโตได้ 2.2% (ค่ากลาง)” นายดนุชา กล่าว

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มองว่า สถานการณ์ต่าง ๆ ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ และรักษาระดับการลงทุนของภาคเอกชน และภาคการส่งออกให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ปริมาณน้ำเริ่มขาดแคลนในบางจุด อีกทั้งติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าที่อาจจะมีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ก็ได้มีการเตรียมการไประดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะการใช้จ่ายจากเม็ดเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในแง่การช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านพลังงานในช่วงถัดไป

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/632405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw227GFI92JvoU8ZyitfzhzB

  • มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1)

    มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1)

    มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1)


    17/08/2569 | 190 |

    มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1)

    ขณะที่ผมกำลังเดินทางร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีไปเยือนประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นทางการในวันนี้ สภาพัฒน์ฯ ได้ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้ เหล่านี้เป็นการยืนยันและสะท้อนข้อเท็จจริงที่ผมและทีมเศรษฐกิจเคยคาดการณ์ไว้ ดังต่อไปนี้

    1) ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เริ่มส่งผลเป็นระลอกๆ ในไตรมาส 2 จากวิกฤตน้ำมัน สู่วิกฤตของแพง ดังจะเห็นได้จาก เงินเฟ้อในไตรมาส 2 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากไตรมาส 1 ที่ติดลบ –0.5% ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% จากที่โตร้อยละ 3.3 ในไตรมาส 1 ซึ่งหากเราไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้จะนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องขอพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรกซึ่งจะจบในไตรมาส 3 และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

    2) ตัวเลขอีกด้านในไตรมาส 2 ที่บ่งชี้ชัด คือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าในหมวดพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ 6 แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส 1 ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ผมขอเรียนว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า คือการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน

    เหตุการณ์สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤตราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งแรงกระเพื่อมมายังต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนไทยได้โดยตรง รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลกให้ได้มากที่สุดในเวลาและงบประมาณอันจำกัด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มกำลังผลิตและการใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทยตามแผน PDP ของกระทรวงพลังงานด้วยเช่นกัน

    3) ส่วนพระเอกของไตรมาสนี้เห็นชัดเจน คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึงร้อยละ 13.4 ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง 2 หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัวร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง 2.55 แสนล้าน ในไตรมาส 2 โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากร้อยละ 12.1 ในไตรมาส 1 มาอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ในไตรมาส 2 โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในบ้านเราอย่างชัดเจน ดังนั้น ในมุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจาก ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่’ ของโลกรอบนี้ จึงมีความสำคัญมาก คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือทำยังไงที่เราจะสามารถคว้าโอกาสให้ไทยเป็น global supply chain เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน

    จากรายละเอียดตัวเลขต่างๆ ผมขอเรียนว่าเศรษฐกิจไทยได้ขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่างๆ ให้สอดคล้องกับภาพอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ถัดจากนี้ไป เราจะได้เห็นภาพที่คมชัดขึ้นของการก้าวไปของเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน

    ถึงแม้ว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง

    ต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่ง‘ประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ‘ โดยเราเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ 2 นี้ ผมจะขอมาเขียนต่อตอนที่ 2 ว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินทางไหน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนต่อไปอย่างไรครับ

    ขอบคุณครับ

    ที่มา FB : ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/532241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kYLKdOgLyFaJLg5iUFyzq

  • Policy Mix × ภูมิคุ้มกันรากฐาน สองกุญแจไขทางออกเศรษฐกิจไทย

    Policy Mix × ภูมิคุ้มกันรากฐาน สองกุญแจไขทางออกเศรษฐกิจไทย

    ประเทศไทยเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงภาวะชะลอตัวระยะสั้น แต่มีรากลึกจาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่สะสมมานาน ทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง หนี้ครัวเรือนในระดับสูง และผลกระทบจากระเบียบโลกใหม่

    การตอบโจทย์จึงไม่สามารถพึ่งพาเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่ต้องบูรณาการผ่าน Policy Mix หรือชุดนโยบายที่สอดประสานกันอย่างใกล้ชิด และการสร้างภูมิคุ้มกันรากฐาน

    1.การประสานนโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และ มาตรการเฉพาะจุด

    การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของ 3 เครื่องมือหลัก คือ (1) นโยบายการคลัง ผ่านการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การประคองกำลังซื้อ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด ภายใต้ทรัพยากรทางการคลังที่จำกัด 

    (2) นโยบายการเงิน โดย กนง. เน้นการรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะปานกลางเป็นเป้าหมายหลัก ควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโต อย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และ (3) มาตรการเฉพาะจุด

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร พูดถึงการดำเนิน 8 มาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย (1) โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย (2) “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกลด credit cost ให้กับสินเชื่อใหม่ในธุรกิจกลุ่มศักยภาพ

    (3) “SMEs Secure+” หรือ “มีที่มีเงิน” เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SMEs โดย 3 มาตรการนี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนตัวเล็ก (4) การกำกับธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และ (5) การติดตามธุรกรรมซื้อ/ ขาย USDT ของ non-resident ที่เป็นการดำเนินการร่วมกับ กลต. โดย 2 มาตรการนี้ ช่วยอุดรอยรั่ว ลดการเก็งกำไร และป้องกันความผันผวนของค่าเงินบาทในทางอ้อม

    (6) การกำกับธุรกรรม “ถอนเงินสด” ≥ 5 ล้านบาท ซึ่งช่วยสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และทำให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น (7) การสร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียม เพื่อลดภาระทางการเงินของประชาชนและ SMEs ช่วยให้เข้าถึงบริการทางการเงินด้วยค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรม

    (8) การกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) โดยแบงก์ชาติอยู่ระหว่างพิจารณา การเข้าไปกำกับผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ในการให้บริการ โดย 2 มาตรการนี้ เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Consumer Protection)

    2.บทบาทเชิงรุกของแบงก์ชาติ: ใกล้ชิดท้องถิ่นผ่าน “กลไกสำนักงานภาค และ กนง. สัญจร”

    ปัญหาเศรษฐกิจมีความซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขด้วยยาขนานเดียว การลงพื้นที่รับฟังเสียงคนท้องถิ่น ผ่าน “กลไกสำนักงานภาค และ โครงการ กนง. สัญจร” ทำให้ผู้กำหนดนโยบายได้เห็น “ภาพจริง” รวมทั้งยังได้ประสานพลังจากผู้เชี่ยวชาญทั้งส่วนกลางและคนในพื้นที่ ผ่านงานสัมมนาภูมิภาค

    ผู้ว่าฯ กล่าวว่า แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภูมิภาคมากขึ้น สนง. ภาคทั้ง 3 แห่ง จึงเป็นจุดเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจจริง การพูดคุย รับฟังเสียง และ Feedback จากคนในพื้นที่ ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบาย

    นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกจะไม่เกิดจากการรับรู้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงมือทำด้วย SMEs จึงควรปรับตัวเพิ่มมูลค่าผลผลิต และนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วย ด้านแรงงานควรปรับตัวเรียนรู้ทักษะใหม่

    ในส่วนของแบงก์ชาติเองก็ปรับตัวเช่นกันโดยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงินผ่านการดำเนินนโยบายการเงิน รวมถึงการดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มศักยภาพ แต่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในมิติต่างๆ แบงก์ชาติจึงดำเนินมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยปัจจุบัน

    3.สร้างรากฐานจากภายใน: พัฒนา “ทุนมนุษย์” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน

    นอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ และ มาตรการเฉพาะจุดแล้ว แบงก์ชาติยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวผ่านการสร้าง “ความรอบรู้ทางการเงิน” (Financial Literacy) เพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันและสามารถรับมือโจทย์เศรษฐกิจได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

    – สร้างเครือข่ายครูและที่ปรึกษาหนี้: แบงก์ชาติมุ่งเน้นการสร้าง “ผู้เผยแพร่ความรู้” ที่ใกล้ชิดกับชุมชน ผ่านโครงการ “ครูสตางค์” ซึ่งเป็นการปลูกฝังวินัยทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน และการจัดตั้ง “หมอหนี้” ช่วยให้คำแนะนำกับประชาชนและ SMEs ในการจัดการหนี้สิน

    – บูรณาการผ่านระบบการศึกษา: การแก้ปัญหาหนี้ที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างทักษะทางการเงิน (Financial Competency) ให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย โดยผลักดันให้ความรู้ด้านการเงินเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษา เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทางการเงินก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน

    – ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา: ในมิติการพัฒนาสังคม แบงก์ชาติยังมุ่งลดความเหลื่อมล้ำผ่าน “มูลนิธิ 50 ปี ธปท.” โดยให้ทุนการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี

    การศึกษาถือเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุด และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แต่ต้องควบคู่กับ “การใช้เงินเป็น” ด้วย

    แบบอย่างที่ดีล่าสุดที่สังคมไทยรับทราบกัน คือ เรื่องราวชีวิตของ “คุณฮลุน โซโล” ที่แม้เกิดในครอบครัวยากจน แต่ตั้งใจเรียนจนได้รับทุนการศึกษา “จุฬา-ชนบท” และตัวคุณฮลุนเองยังมีวินัยการใช้เงิน ทำงานและเก็บเงินเอง ก่อนนำไปใช้ทำงานตามความฝันได้สำเร็จ

    ภารกิจของแบงก์ชาติ มีทั้งบทบาทหลักด้านการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงิน และ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเฉพาะจุดทางการเงินและการทำงานร่วมกับภาคีภาคการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการเรียนรู้ทักษะทางการเงิน ตลอดจนการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กยากจน ผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. 

    ทั้งหมดนี้ คือ การประสานนโยบายควบคู่กับการร่วมสร้างภูมิคุ้มกันรากฐาน เพื่อไขทางออกเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันลงมือทำของทุกฝ่าย เพื่อให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนกันนะคะ

    บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1247734&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3drxlXOuPE3t12nTnL_OsS

  • วิกฤตปากท้อง

    วิกฤตปากท้อง

    คาดการณ์อะไรเอาไว้บ้าง

    ๑) ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เริ่มส่งผลเป็นระลอกๆ ในไตรมาส ๒ จากวิกฤตน้ำมัน สู่วิกฤตของแพง ดังจะเห็นได้จาก เงินเฟ้อในไตรมาส ๒ พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ ๒.๗% จากไตรมาส ๑ ที่ติดลบ -๐.๕% ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส ๒ ขยายตัวชะลอลงเหลือ ๑.๙% จากที่โตร้อยละ ๓.๓ ในไตรมาส ๑ 

    “เอกนิติ” ย้ำว่าหากไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้จะนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป

    นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน

    ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องขอพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรกซึ่งจะจบในไตรมาส ๓ และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

    ๒) ตัวเลขอีกด้านในไตรมาส ๒ ที่บ่งชี้ชัด คือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าในหมวดพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส ๒ กลับมาขาดดุลถึง ๑.๗๖ หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ ๖ แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส ๑ ประมาณ ๑.๔ พันล้านเหรียญสหรัฐ 

    ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

    “ผมขอเรียนว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ๒ แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า คือการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน”

    ๓) ส่วนพระเอกของไตรมาสนี้เห็นชัดเจน คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึงร้อยละ ๑๓.๔ ในไตรมาส ๒ ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ ๑๑ ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง ๒ หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัวร้อยละ ๑๐.๑ ในไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง ๒.๕๕ แสนล้าน ในไตรมาส ๒ โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม SCurve เช่น  อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น

    นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากร้อยละ ๑๒.๑ ในไตรมาส ๑ มาอยู่ที่ร้อยละ ๑๒.๕ ในไตรมาส ๒ โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในบ้านเราอย่างชัดเจน

    “…ถึงแม้ว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง

    ต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่ง ประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน ให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ โดยเราเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ ๒ นี้ ผมจะขอมาเขียนต่อตอนที่ ๒ ว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินทางไหน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่กำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนต่อไปอย่างไรครับ…”

    ครับ…ก็คอยติดตามตอนที่ ๒ 

    ตอนที่ ๑ นี้ “เอกนิติ” พูดไว้ชัดเจนหากไม่สามารถหยุดวงจรดิ่งเหวนี้ อนาคตจะเกิดหายนะแน่นอน และนั่นคือสาเหตุที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้าน

    แต่ตอนที่ ๑ นี้ “เอกนิติ” ไม่ได้ลงไปในรายละเอียดบางประการที่น่ากลัวอย่างยิ่งในการแถลงของสภาพัฒน์

    นั่้นคือ โรงงานไทยเดินเครื่องแค่ ๕๗.๔๗% ต่ำสุดในรอบ ๒๔ ไตรมาส

    หมายความว่าการผลิตต่ำกว่าช่วงโควิดระบาดเสียอีก

    ภาคการผลิตอุตสาหกรรมทั้งไตรมาสโตแค่ ๐.๑% การผลิตยานยนต์ -๗.๒% ส่งออกรถยนต์นั่ง -๔๒.๔%       การก่อสร้างโตแค่ ๐.๑%

    การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ลดลงครั้งแรกในรอบ ๑๓ ไตรมาส

    ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ๑๗.๗ พันล้านดอลลาร์ ครั้งแรกในรอบ ๘ ไตรมาส

    ตัวเลขนี้ถือว่าเลวร้ายอย่างมาก

    การนำเข้าพุ่ง ๔๒.๓% สูงสุดในรอบ ๒๐ ไตรมาส

    ขณะที่ส่งออกที่โต ๑๗.๖%

    ทำให้ขาดดุลดุลการค้า ๑๒.๑ พันล้านดอลลาร์  จาก ๐.๓ พันล้านในไตรมาสก่อน

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ๕๐.๓ ต่ำสุดในรอบ ๑๔ ไตรมาส

    การบริโภคภาคเอกชนโตแค่ ๑.๙% ชะลอจาก ๓.๓% จากไตรมาสก่อน

    อัตราการว่างงานดูเหมือนจะดี แค่ ๐.๙๖% แต่คนที่มาขอรับสิทธิว่างงานจากประกันสังคมตาม ม.๓๓ มี ๒๘๙,๘๐๐ คน คิดเป็น ๒.๓๗%

    สูงสุดในรอบ ๑๘ ไตรมาส

    ธุรกิจที่ปิดตัว มีทุนจดทะเบียนรวมกัน ๙๘,๙๐๐ ล้านบาท

    ครึ่งแรกปีนี้มีธุรกิจแจ้งเลิกกิจการ ๗,๐๒๔ ราย เพิ่มขึ้น ๑๒.๕%

    ทุนจดทะเบียนของธุรกิจที่เลิก อยู่ที่ ๙๘,๙๐๐ ล้านบาท เทียบกับ ๓๐,๕๐๐ ล้านบาทในปีก่อน มากกว่า ๓ เท่าตัว

    แม้จะมีธุรกิจตั้งใหม่ ๔๔,๗๗๓ ราย เพิ่มขึ้น ๒.๑%  แต่ทุนจดทะเบียนของธุรกิจตั้งใหม่ลดลง ๒๕.๔% เหลือ ๑๑๑,๒๐๐ ล้านบาท

    การลงทุนภาคเอกชนโตพรวดพราด ๑๓.๔% สูงสุดในรอบ ๕๔ ไตรมาส ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

    แต่มีตัวเลขที่ต้องกลับมาคิดกันเยอะๆ

    การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์โต ๕๙.๕% แต่การนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โต ๑๐๐.๓%

    สภาพัฒน์ชี้ว่าการขาดดุลครั้งนี้ สะท้อนถึงโครงสร้างของการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยที่ยังคงพึ่งพาการนำเข้าสินค้าส่วนประกอบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ

    ครับ…ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะเข้าสู่ความยากลำบากที่มากขึ้น

    “เอกนิติ” จะทำให้หลุดจากวงจรนี้ได้อย่างไร

    ลำพังเงินกู้ ๔ แสนล้าน จะรอดหรือ

    ถึงเวลาพิสูจน์ฝีมือกันอย่างจริงจังแล้วล่ะครับ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1051839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KHCyl0jYRsfbeBH0KC1_3

  • “สีจิ้นผิง” รำลึก 100 ปี ชาตกาล “เจียง เจ๋อหมิน” ยกย่องมรดกปฏิรูปเศรษฐกิจ ย้ำเดินหน้าฝ่าวิกฤตโลก

    “สีจิ้นผิง” รำลึก 100 ปี ชาตกาล “เจียง เจ๋อหมิน” ยกย่องมรดกปฏิรูปเศรษฐกิจ ย้ำเดินหน้าฝ่าวิกฤตโลก

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 100 ปีชาตกาล ของอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน พร้อมยกย่องบทบาทสำคัญในการปฏิรูปและเปิดประเทศ ขณะที่เรียกร้องพรรคคอมมิวนิสต์จีนสานต่อแนวทางดังกล่าว ท่ามกลางความท้าทายทั้งเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการค้า และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับชาติตะวันตก

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และบรรดาผู้นำระดับสูงของจีน เข้าร่วมการประชุมที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง วันนี้ (17 ส.ค.) เพื่อรำลึกครบรอบ 100 ปีชาตกาล ของอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ผู้มีบทบาทสำคัญในการนำประเทศผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเศรษฐกิจที่ยังมีบทบาทจำกัดบนเวทีโลก สู่การเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวยกย่องเจียงว่า มีคุณูปการสำคัญต่อการปฏิรูปและการเปิดประเทศของจีน รวมถึงการสร้างความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการพัฒนาพรรคคอมมิวนิสต์จีน

    สีระบุว่า เจียงมีส่วนสำคัญในการปกป้องและพัฒนาสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์แบบจีน เปิดยุคใหม่ของการปฏิรูปและการเปิดประเทศ ตลอดจนยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และผลักดันแนวทางสังคมนิยมแบบจีนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

    เจียง เจ๋อหมิน เกิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1926 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนระหว่างปี 1989 ถึง 2002 และดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางจนถึงปี 2004 ก่อนถึงแก่อสัญกรรมในเดือนพฤศจิกายน 2022 ด้วยวัย 96 ปี

    ในช่วงที่เจียงเป็นผู้นำ จีนเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น รัฐบาลจีนในยุคนั้นเดินหน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ปรับระบบที่อยู่อาศัย เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนและธุรกิจมากขึ้น รวมถึงรับมือวิกฤตการเงินเอเชียในช่วงปลายทศวรรษ 1990

    หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือการที่จีนเข้าร่วมเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก หรือ WTO ในปี 2001 ซึ่งช่วยเร่งการบูรณาการของจีนเข้าสู่ระบบการค้าโลก และเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในเวลาต่อมา

    สี จิ้นผิง กล่าวว่า เจียงสามารถตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์ และรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายได้อย่างสุขุม ซึ่งช่วยให้กระบวนการสร้างความทันสมัยของจีนเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม สี จิ้นผิง ระบุว่า จีนในปัจจุบันต้องเผชิญความท้าทายรูปแบบใหม่ ทั้งความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป ความตึงเครียดเกี่ยวกับไต้หวัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร

    ผู้นำจีนเรียกร้องให้พรรคคอมมิวนิสต์เพิ่มความตระหนักต่อความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤต โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับความมั่นคง พร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ด้านความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของประเทศอย่างเด็ดขาด

    สี จิ้นผิง ยังกล่าวว่า จีนต้องเดินหน้าสร้าง “ปาฏิหาริย์สองประการ” ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว พร้อมเชื่อมโยงมรดกทางการเมืองของเจียงเข้ากับเป้าหมายของจีนในปัจจุบัน ทั้งการสร้างจีนให้เป็นมหาอำนาจระดับโลก และการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน

    การรำลึกถึงเจียงเกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังเผชิญโจทย์ทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ขณะที่แนวทางการบริหารประเทศในยุคเจียงและนายกรัฐมนตรีจู หรงจี ซึ่งเป็นคู่หูสำคัญในการบริหารประเทศช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 เน้นการปฏิรูปตลาด การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมผู้ประกอบการเอกชน และการสร้างความมั่งคั่ง

    ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลภายใต้สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการควบคุมจากส่วนกลางมากขึ้น และเน้นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยรัฐ โดยเฉพาะการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    นายเจียงและนายจูผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจจีน ทั้งการปิดรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนเรื้อรัง การยกเลิกระบบที่อยู่อาศัยแบบเดิมเพื่อเปิดทางสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ การรับมือวิกฤตการเงินเอเชีย และการนำจีนเข้าสู่ WTO

    ขณะเดียวกัน พิธีรำลึกดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากนักวิเคราะห์การเมืองจีน เนื่องจากเป็นโอกาสในการติดตามลำดับอำนาจภายในพรรค รวมถึงสถานะของอดีตผู้นำและกลุ่มการเมืองรุ่นก่อน

    อดีตประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ซึ่งสืบทอดตำแหน่งต่อจากเจียงและปัจจุบันมีอายุ 83 ปี ไม่ปรากฏให้เห็นในภาพข่าวของสื่อทางการจีนในช่วงแรก ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรี เวิน เจียเป่า และอดีตรองประธานาธิบดี หวัง ฉีซาน ซึ่งเคยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการทุจริตในยุคสี จิ้นผิง ปรากฏตัวในงานดังกล่าว

    ก่อนถึงวันครบรอบ 100 ปีชาตกาลของเจียง สถานีโทรทัศน์ของทางการจีนได้ออกอากาศสารคดีช่วงไพรม์ไทม์จำนวน 12 ตอน ถ่ายทอดชีวิตและผลงานของอดีตผู้นำรายนี้

    แม้เจียงจะเป็นผู้นำจีนในช่วงหลังเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 และรัฐบาลของเขายังคงควบคุมข้อมูลข่าวสารอย่างเข้มงวด แต่ชาวจีนบางส่วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ กลับมองย้อนยุคเจียงด้วยความรู้สึกเชิงบวก

    ในช่วงที่เจียงดำรงตำแหน่ง อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้าสู่จีนในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ก่อนที่จีนจะพัฒนาระบบควบคุมและกลั่นกรองข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Great Firewall” เพื่อจำกัดการเข้าถึงข้อมูลและแนวคิดที่รัฐบาลมองว่าอาจกระทบต่อเสถียรภาพของสังคม

    อย่างไรก็ตาม ชาวจีนบางส่วนยังจดจำยุคเจียงว่าเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวังและการมองโลกในแง่ดี เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วส่งผลให้มาตรฐานชีวิตของประชาชนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    บนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน ซึ่งชื่อของผู้นำทั้งในอดีตและปัจจุบันมักถูกควบคุมหรือเซ็นเซอร์ เจียงกลับได้รับการกล่าวถึงในฐานะ “ผู้อาวุโส”” และกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมออนไลน์กลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบบุคลิกของอดีตผู้นำ ซึ่งเคยทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์และได้รับการฝึกอบรมในสหภาพโซเวียต

    เจียงยังเป็นที่รู้จักจากบุคลิกที่เป็นกันเอง ความชื่นชอบการร้องเพลง และความสามารถในการท่องสุนทรพจน์ Gettysburg Address ของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นเป็นภาษาอังกฤษจากความทรงจำ

    นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนยังประกาศเตรียมออกเหรียญที่ระลึกพร้อมภาพของเจียงในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อรำลึกครบรอบ 100 ปีวันเกิดของเขา ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนที่ชื่นชอบอดีตผู้นำรายนี้

    การรำลึกถึงเจียง เจ๋อหมิน จึงไม่ได้เป็นเพียงการสดุดีอดีตผู้นำ แต่ยังสะท้อนความพยายามของผู้นำจีนในปัจจุบันที่จะเชื่อมโยงยุคแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศเข้ากับภารกิจของจีนในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางการแข่งขันกับมหาอำนาจตะวันตกและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก.

    ที่มา Reuters / AP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2953340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k7d_np4X7adyFvwIBTXvx

  • สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

    สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

    สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% แม้ถูกตะวันออกกลางกดดันหนัก เชื่อครึ่งหลังดีขึ้น ส่งออก-ลงทุนพยุง รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจหนุนทั้งปีโตได้ 2.2% 

    วันที่ 17 ส.ค.2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในการแถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังสะท้อนความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ 

    นายดนุชา กล่าวว่า หากเทียบกับไตรมาสแรกแบบปรับฤดูกาล เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.2% ซึ่งเป็นผลจากเครื่องชี้หลายด้านชะลอลงพร้อมกัน ทั้งการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และภาคบริการบางส่วน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังไม่ได้สะท้อนภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง เพราะหลายภาคเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า การลงทุนภาคเอกชน และสินค้าเทคโนโลยี

    จุดเด่นสำคัญของไตรมาสนี้คือการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 13.4% ถือเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส นับจากปี 2555 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้สำนักงาน คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังเดินหน้าปรับตัวและลงทุนรองรับเศรษฐกิจใหม่ แม้บรรยากาศโลกยังไม่แน่นอน 

    ด้านการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% ขณะที่การส่งออกสินค้าโต 14.1% โดยมีแรงหนุนจากอุปกรณ์โทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และสินค้าเทคโนโลยีตามวัฏจักรโลก แม้บางกลุ่มอ่อนแรง เช่น รถยนต์นั่งที่หดตัวจากแรงกดดันเรื่องคาร์บอนและการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้า 

    นายดนุชา กล่าวว่า การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ชะลอจาก 3.3% ในไตรมาสก่อน โดยเฉพาะบริการโรงแรม ภัตตาคาร และขนส่ง รวมถึงการใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและยานพาหนะ แต่กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องเรือนยังขยายตัวได้ สอดคล้องกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ระดับ 50.3 

    ภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% สะท้อนแรงกดดันจากการผลิตเพื่อใช้ในประเทศที่ชะลอตามการบริโภค ขณะที่การผลิตเพื่อส่งออกยังมีแรงบวก โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และคอมพิวเตอร์ขยายตัวสูง เพียงแต่น้ำหนักในดัชนีอุตสาหกรรมยังน้อยกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมถูกกดไว้ 

    ภาคเกษตรยังขยายตัว 1.5% จากผลไม้และยางพารา แม้ข้าวและปาล์มน้ำมันลดลง โดยราคาและรายได้เกษตรกรยังปรับดีขึ้น ส่วนสาขาที่พักแรมและบริการอาหารขยายตัว 1.5% แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง แต่รายรับเฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นใกล้ 53,000 บาทต่อทริป ช่วยประคองรายได้ภาคบริการ 

    เลขาธิการ สศช. ระบุว่า ไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลางค่อนข้างแรง ทั้งราคาพลังงาน การเร่งนำเข้าน้ำมัน และต้นทุนโลจิสติกส์ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลสูง โดยมีทั้งดุลการค้าและดุลบริการติดลบ แต่หากหักน้ำมันและทองคำออก ดุลการค้าไทยยังเกินดุลประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าฐานการค้าแท้จริงยังแข็งแรง 

    “ไตรมาส 2 ส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโตได้เท่านี้ มาจากผลกระทบค่อนข้างแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ในช่วงถัดไปสถานการณ์เศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสนี้ และทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2.2%” นายดนุชากล่าว

    นายดนุชา กล่าวว่า สศช. ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 อยู่ที่ 2.2% โดยกรอบประมาณการ 1.7-2.7% จากกรอบเดิม 1.5-2.5% ค่ากลางที่ 2% ขณะที่เศรษฐกิจโลกปรับดีขึ้นเป็น 3.3% จากเดิม 2.9% การส่งออกสินค้าคาดขยายตัว 2.5-3.5% และการลงทุนภาคเอกชนยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมี Thailand Fast Pass เป็นกลไกช่วยอำนวยความสะดวกและเร่งการลงทุน

    ทั้งนี้ แนวโน้มไตรมาส 3 น่าจะดีขึ้นจากไตรมาส 2 ซึ่งมีโอกาสเป็นจุดต่ำสุดของปี หากสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่รุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงในไตรมาส 2 เริ่มชะลอลงในครึ่งปีหลัง แต่ยังต้องติดตามใกล้ชิด เพราะสถานการณ์เปลี่ยนเร็วและยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังมาจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง มาตรการการค้าของสหรัฐ ความผันผวนตลาดทุน และเอลนีโญที่อาจกระทบภาคเกษตร ขณะเดียวกันต้องระวังหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียของ SME ที่ยังอยู่ระดับสูง เพราะเป็นฐานเศรษฐกิจในประเทศที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและการจ้างงาน

    สำหรับมาตรการกระตุ้นการบริโภค นายดนุชา กล่าวว่า ตัวเลขไตรมาส 2 เป็นช่วงก่อนมาตรการไทยช่วยไทยพลัส จึงต้องติดตามข้อมูลรายเดือนก่อนตัดสินใจมาตรการใหม่ การใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินต้องรอบคอบ ตรงเป้า และให้ความสำคัญกับความเสี่ยงพลังงานควบคู่ค่าครองชีพ

    นายดนุชา กล่าวว่า แนวทางบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี สศช.เสนอ 5 เรื่องหลัก ได้แก่ ดูแลภาคเกษตรจากภัยแล้ง รักษาแรงส่งออกและรับมือมาตรการการค้าสหรัฐ ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน เร่งเบิกจ่ายภาครัฐและโครงการ PPP รวมถึงเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงพลังงานและเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    สำหรับภาพรวม สศช.มองว่าเศรษฐกิจไทยผ่านไตรมาสที่ได้รับแรงกระแทกหนักจากภายนอกมาได้ โดยยังมีเครื่องยนต์สำคัญช่วยพยุง ทั้งส่งออก การลงทุน สินค้าเทคโนโลยี เกษตรบางกลุ่ม และรายรับต่อหัวของนักท่องเที่ยว แนวโน้มครึ่งปีหลังจึงมีโอกาสปรับดีขึ้น หากรัฐบาลประคองมาตรการให้ตรงจุดและบริหารความเสี่ยงพลังงานได้ทันสถานการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2953300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k6tb9foXd8PR2yUslQQ10