Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย “ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน” เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย “ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน” เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย “ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน” เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ


    18/08/2569 | 101 |

    วันนี้ (วันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569) เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Crown Towers นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาในงาน “Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception” หัวข้อ “Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth” โดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยและออสเตรเลียเข้าร่วม พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในปี 2570 ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน การเยือนครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เข้มแข็ง การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยและภูมิภาคสามารถเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

    ในระดับภูมิภาค ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยไทยกำลังขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงขนาดของตลาดภายในประเทศ แต่รวมถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ การลงทุนและผลิตในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงตลาดไทยที่มีประชากรราว 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และมีการบูรณาการด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    “การลงทุนและผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–ออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียที่มีผลบังคับใช้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ โดยเห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากปีก่อน คิดเป็นเงินไทยราว 1.87 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 23.47 บาท) ซึ่งเพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน นักลงทุนยังคงมองเห็นโอกาสและเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังเร่งทำให้การลงทุนในประเทศไทยสะดวกและแข่งขันได้มากขึ้น โดย Thailand FastPass ช่วยให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถเดินหน้าจากขั้นตอนการอนุมัติไปสู่การดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่ Skill Bridge มุ่งพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ และการผลิตขั้นสูง ส่วน Utility Green Tariff นั้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนและความยั่งยืน

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเชิญชวนภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลียใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจที่สั่งสมมาเกือบ 75 ปี และรากฐานจากความตกลงการค้าเสรีที่มีมานานกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ขยายการลงทุน และสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมองประเทศไทยเป็นทั้งฐานการลงทุนและจุดเชื่อมต่อสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน

    ทั้งนี้ ในการจัดงานครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เชิญบริษัทชั้นนำของออสเตรเลียกว่า 53 แห่งเข้าร่วม ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของไทย ทั้งเทคโนโลยี ดิจิทัล เกษตรและอาหาร ยานยนต์ การผลิตขั้นสูง เหมืองแร่ และการศึกษา อาทิ ANCA บริษัทด้านการผลิตขั้นสูงซึ่งมีฐานการดำเนินธุรกิจและผลิตเครื่องจักรในประเทศไทย Canva บริษัทเทคโนโลยีด้านการออกแบบที่ให้ความสนใจต่อศักยภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และ Hastings ซึ่งดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่  ส่วนเอกชน ได้แก่  ไทยเบฟเวอเรจ  กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์   ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล  บี.กริม เพาเวอร์ จำกลุ่มมิตรผล เป็นต้น

    ภาคธุรกิจออสเตรเลียและไทยที่เข้าร่วมงานยังสะท้อนว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศได้พบปะและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจโดยตรง ขณะเดียวกัน การได้พบกับนายกรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายสำคัญของไทย ทำให้ภาคธุรกิจออสเตรเลียได้รับทราบทิศทางนโยบายและโอกาสการลงทุนของประเทศไทยอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถมองเห็นสาขาที่จุดแข็งของออสเตรเลียสามารถเชื่อมโยงกับความต้องการและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้ในอนาคต

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/167787


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/532889&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vRmfzvoQ86XbFIXTWmcN7

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 10.19 น.


    กลยุทธ์ : Bond Yield กดทอง ลุ้นขาขึ้น
    แนวต้าน : $4,460 , 69,500 บาท
    แนวรับ : $4,360 , 68,500 บาท
    .

    ทองคำเผชิญแรงกดดันจาก Bond Yield แต่ยังมีแรงหนุนจากความเสี่ยงตะวันออกกลาง ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบ Hormuz ที่กลับมาเพิ่มขึ้น กระตุ้นแรงซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ตลาดยังให้น้ำหนักว่า Fed มีโอกาสคงดอกเบี้ยต่อ หลังเศรษฐกิจและตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าและช่วยพยุงทอง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่พุ่งเหนือ $90 ต่อบาร์เรล กลับเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อและดัน Bond Yield 10 ปีขึ้นสู่ 4.73% กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการปรับขึ้นของทองคำในระยะสั้น
    .

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงยังเพิ่มแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย หลังราคาพลังงานและ Bond Yield ที่สูงขึ้นกดดันหุ้นกลุ่มเติบโต นักลงทุนจึงเริ่มลดความเสี่ยงและกระจายเงินบางส่วนเข้าสู่ทองคำ ขณะที่ภาพระยะยาวยังมีปัจจัยสนับสนุนจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจผ่อนคลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเป็นประเด็นกดดันตลาดและจำกัด Upside ของทองคำในช่วงนี้
    .

    ด้านเทคนิค ทองคำเริ่มส่งสัญญาณพักตัว หลังถูกปฏิเสธบริเวณแนวต้าน $4,460 หรือ 69,500 บาท ขณะที่ RSI เกิด Bearish Divergence สะท้อนแรงซื้อที่เริ่มชะลอ หากย่อตัวลงมา แนวรับแรกอยู่ที่ $4,360 หรือ 68,500 บาท หากยืนได้ มีโอกาสฟื้นกลับขึ้นทดสอบ $4,460 อีกครั้ง แต่หากหลุด แนวรับถัดไปอยู่บริเวณ $4,300–4,320 กลยุทธ์ช่วงนี้จึงเน้นรอย่อ ไม่ไล่ราคา และติดตาม Bond Yield กับสถานการณ์ Hormuz อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางทองคำระยะสั้น ขณะที่ภาพระยะยาวยังมีโอกาสเป็นขาขึ้นได้หากแรงกดดันด้านดอกเบี้ยคลี่คลาย

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-18-aug-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M7o3ugaFK1bI1IpFClK70

  • บล.เอเซีย พลัส เตือนความเสี่ยง “เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค” กดดันหุ้นไทย

    บล.เอเซีย พลัส เตือนความเสี่ยง “เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค” กดดันหุ้นไทย


    บล.เอเซีย พลัส เตือนความเสี่ยง “เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค” คลานเข่ากดดันหุ้นไทย หลัง GDP Q2 โตแผ่ว สวนทางดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลรอบ 8 ไตรมาส — ชู PTTEP-CPF-DELTA ตั้งรับตลาดเปราะบาง

    บล.เอเซีย พลัส ประเมินสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางตลาดการลงทุนชี้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยเริ่มเผชิญความผันผวนรอบใหม่ โดยฝั่งตลาดโลกได้รับแรงกดดันจากวิกฤตตะวันออกกลางและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่พุ่งสูง ขณะที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 โตแผ่วและเผชิญความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคในไตรมาสถัดไป แนะกลยุทธ์ลงทุนแบบเจาะจงรายตัว (Selective Buy) ในกลุ่มหุ้นพื้นฐานดีที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและราคา Laggard พร้อมถือทองคำเพื่อบริหารความเสี่ยง

    มรสุมดอกเบี้ยสูงและวิกฤตตะวันออกกลางพ่นพิษ – ดันน้ำมัน Brent ทะลุ 90 เหรียญฯ ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรทั่วโลกต่างปรับตัวลดลงจากความกังวลว่าราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงจะส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น จนอาจบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้

    ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะยานยืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน ปัจจัยผลักดันหลักมาจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กลับมาลุกลามในหลายพื้นที่ตลอดช่วงเดือนสิงหาคม 2569 อาทิ เหตุอิสราเอลสังหารผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน, การโจมตีทางอากาศในกาซาและปาเลสไตน์, กลุ่มฮูตีโจมตีเรือในทะเลแดง และการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งไปกว่านั้น ความหวังในการสร้างสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านต้องสะดุดลงหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะขยายข้อตกลงหยุดยิง (ซึ่งหมดอายุไปเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569) และส่งสัญญาณขู่โจมตีทางทหารต่อโอมานหากเข้ามาขัดขวางแผนการเจรจาในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ

    นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี (Bond Yield 30Y) ได้พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 (สูงสุดในรอบ 19 ปี) สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินและการขาดวินัยทางการคลังของสหรัฐฯ จากการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นและการออกพันธบัตรรุ่นระยะยาวจำนวนมหาศาล สอดคล้องกับข้อมูล Foreign Holdings ล่าสุดในเดือน มิ.ย. ที่ระบุว่ายอดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของต่างชาติปรับตัวลดลงเหลือ 9.299 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ลดการถือครองลง -2.3% MoM เหลือ 1.116 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และจีนลดลงถึง -4.0% MoM เหลือเพียง 6.334 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2008

    จับตาผลประกอบการ Big Tech จีน – ปลื้มงบ SMIC เข้าสู่ Earnings Upgrade ในฝั่งตลาดหุ้นต่างประเทศ สัปดาห์นี้ (17-21 ส.ค. 2569) จะเป็นสัปดาห์สำคัญของการประกาศผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในจีน (Big Tech จีน) ได้แก่

    • วันอังคาร: Baidu, Xiaomi 
    • วันพุธ: Biren Technology, Kuaishou
    • วันพฤหัสบดี: Alibaba, Netease, Pop Mart

    ฝ่ายวิจัยระบุว่า ในกลุ่มหุ้นจีนที่จะประกาศงบสัปดาห์นี้ ชื่นชอบ DR: BABA80 (Alibaba) มากที่สุด เนื่องจากคาดหวังผลการดำเนินงานกลุ่มธุรกิจ Cloud ที่มีโอกาสโตดีกว่าคาดตามความต้องการทั่วโลก และธุรกิจ Food Delivery ที่มีแนวโน้มขาดทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ยังแนะนำเก็งกำไรใน DR: NETEASE80 (Netease) จากกลุ่มธุรกิจเกมที่ยังแข็งแกร่ง และ DR: XIAOMI80 (Xiaomi) ที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2 จะผ่านจุดต่ำสุดของปีและพร้อมฟื้นตัวเด่นในช่วงครึ่งปีหลัง สำหรับหุ้นเทคโนโลยีจีนที่โดดเด่นในเวลานี้คือ SMIC (981 HK) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปของจีน ที่รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้มาก (Positive Surprise) โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 3.01 พันล้านหยวน (+36% YoY) สูงกว่าคาด 5% และมีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.06 หยวน (+200% YoY) สูงกว่าคาดถึง 74% รับแรงหนุนสำคัญจากอุปสงค์ชิ้นส่วนชิปที่แข็งแกร่ง ส่งให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทะยานขึ้นแตะ 25.3% (สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 21.4%)

    บล.เอเซีย พลัส ยังคงแนะนำเก็งกำไรต่อเนื่องใน DR: SMIC23 และยกให้เป็น Top Pick หุ้นจีนประจำไตรมาส 3 เนื่องจากบริษัทกำลังอยู่ในวัฏจักรการปรับเพิ่มประมาณการกำไร (Earnings Upgrade Cycle) และมีสัญญาณเติบโตต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังจากการปรับเพิ่มราคาสินค้าขึ้น 

    เศรษฐกิจไทย Q2 โตแผ่ว เสี่ยงเกิด Technical Recession ในไตรมาส 3 หลังขาดดุลเดินสะพัดรอบ 8 ไตรมาส สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่าภาพรวม GDP ในไตรมาส 2 ปี 2569 (2Q69) เติบโตแผ่วลงและอยู่ในสภาวะ “โตน้อย YoY ลดลง QoQ” โดยขยายตัวเพียง +1.9% YoY แต่หดตัวลดลง -0.2% QoQ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โครงสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจภายในประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันหนักใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่

    1.การใช้จ่ายภาคเอกชนชะลอตัว: มีการปรับลดลงทั้งในกลุ่มสินค้าคงทน สินค้าไม่คงทน รวมถึงภาคบริการในหมวดภัตตาคาร โรงแรม และการขนส่ง 

    2.การใช้จ่ายภาครัฐปรับลดลง: เกิดจากการลดลงของการจัดซื้อสินค้าและบริการ การโอนเพื่อสวัสดิการสังคม และค่าตอบแทนแรงงาน

    3.การลงทุนภาครัฐหดตัว: แม้การลงทุนของรัฐบาลกลางจะขยายตัวได้ดี แต่อัตราการลงทุนในภาพรวมกลับลดลงตามการชะลอตัวของการลงทุนจากฝั่งรัฐวิสาหกิจ 
    อย่างไรก็ดี เครื่องยนต์ฝั่งการค้าระหว่างประเทศยังเป็นจุดเด่นที่ขยายตัวอย่างชัดเจน โดยการส่งออกในไตรมาส 2 เติบโตโดดเด่นถึง +12.5% YoY นำโดยอุปกรณ์โทรคมนาคม (+129.0%), ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ (+65.5%), รถกระบะและรถบรรทุก (+55.8%) และเครื่องจักร (+23.1%) แต่ในทางกลับกัน มูลค่าการนำเข้าก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน อาทิ ชิ้นส่วนแผงวงจรนำเข้าพุ่งขึ้น +131.8%, แผ่นวงจรพิมพ์ +79.8% และการนำเข้าน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นถึง +117.3% ผลกระทบจากการที่มูลค่านำเข้าเติบโตสูงกว่าส่งออก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส (ขาดดุลทั้งดุลการค้าและดุลบริการ) ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ ยิ่งไปกว่านั้น จากตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ที่ติดลบ -0.2% QoQ ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Technical Recession (เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคจากการติดลบต่อกัน 2 ไตรมาส) ในช่วงไตรมาสถัดไป ดังนั้น ในช่วงไตรมาส 3/2569 ประเทศไทยจำเป็นต้องผลักดันให้ GDP เติบโตอย่างน้อย +2.2% YoY (ภายใต้สมมติฐาน QoQ เติบโตที่ 0%) เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย และประคองให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ +2.3% 

    กลยุทธ์การลงทุน: สู้ตลาดเปราะบาง ดัชนีชนแนวต้าน 1,630 จุด ชู PTTEP-CPF-DELTA หลบภัย ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ภาพรวมตลาดเริ่มส่งสัญญาณความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ข้อมูลจาก CFTC ระบุว่า กลุ่มนักเก็งกำไรได้เร่งตัวทำสถานะขายสุทธิ (Net Short) ในดัชนี NASDAQ100 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 9.9K สัญญา พุ่งแตะระดับ 42.9K สัญญา (ณ วันที่ 11 ส.ค. 2569) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัวภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นสัปดาห์ที่มีการ Net Short สูงสุดของปีนี้ สะท้อนความระมัดระวังต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) เผชิญความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,630 จุด ซึ่งเสี่ยงที่จะเผชิญแรงขายทำกำไร ขณะที่การปรับตัวขึ้นของตลาดในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างกระจุกตัวอยู่เฉพาะหุ้นบางรายที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหรืองบไตรมาส 2 ออกมาดี (เช่น HANA, PLANB, CRC, CK) เท่านั้น บ่งชี้ว่าตลาดยังขาดเสถียรภาพและไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ 

    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” คัดเลือกซื้อหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว เด่นทั้งด้านมูลค่าและโมเมนตัมการเติบโตประจำวัน ได้แก่

    1.PTTEP: ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตอบรับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงรุมเร้า (แนวรับ 135.00 บาท / แนวต้าน 141.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 132.25 บาท)

    2.CPF: แนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลัง (2H69) จะฟื้นตัวอย่างชัดเจนตามทิศทางราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี และมีการจ่ายปันผลระหว่างกาล (1H69) ที่จูงใจในอัตรา 0.45 บาทต่อหุ้น (คิดเป็น Dividend Yield ราว 2%) (แนวรับ 22.30 บาท / แนวต้าน 23.50 บาท / จุดตัดขาดทุน 21.80 บาท)

    3.DELTA: คาดรายได้ครึ่งปีหลังเติบโตเด่นจากการขยายตัวของกลุ่มยอดขายสินค้า AI และ Data Center ขณะเดียวกัน ราคาหุ้น DELTA ไทยยังมีความน่าสนใจสูงเนื่องจากราคายังตามหลัง (Laggard) หุ้นบริษัทแม่ที่ไต้หวันอยู่ถึง 17% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (แนวรับ 273.00 บาท / แนวต้าน 290.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 254.00 บาท)

    4.BABA80: ได้รับผลดีเชิงจิตวิทยาจากยอดดาวน์โหลดโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตระกูล “QWEN” ที่ทะลุระดับ 3 พันล้านครั้งไปเรียบร้อยแล้ว (แนวรับ 5.05 บาท / แนวต้าน 5.35 บาท / จุดตัดขาดทุน 4.85 บาท)

    5.ZIJIN80: ได้รับปัจจัยบวกจากทิศทางราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นสินทรัพย์หลบภัย ท่ามกลางความตึงเครียดของสหรัฐฯ และอิหร่านที่แม้จะพอมีสัญญาณผ่อนคลายบ้างในบางขณะ (แนวรับ 15.50 บาท / แนวต้าน 17.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 15.10 บาท)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/45852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MrfITCFQhBjgl2nt0GzgF

  • นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย ลงทุนไทย ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย ลงทุนไทย ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย “ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน” เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    18 สิงหาคม 2569 – เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Crown Towers นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาในงาน “Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception” หัวข้อ “Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth” โดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยและออสเตรเลียเข้าร่วม

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในปี 2570 ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน การเยือนครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เข้มแข็ง การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยและภูมิภาคสามารถเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ในระดับภูมิภาคไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยไทยกำลังขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

    นายกรัฐมนตรี กล่าวเน้นย้ำว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงขนาดของตลาดภายในประเทศ แต่รวมถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ การลงทุนและผลิตในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงตลาดไทยที่มีประชากรราว 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และมีการบูรณาการด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    “การลงทุนและผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–ออสเตรเลีย ทั้งสองประเทศมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียที่มีผลบังคับใช้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ โดยเห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา

    นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากปีก่อน คิดเป็นเงินไทยราว 1.87 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 23.47 บาท) ซึ่งเพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน นักลงทุนยังคงมองเห็นโอกาสและเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังเร่งทำให้การลงทุนในประเทศไทยสะดวกและแข่งขันได้มากขึ้น โดย Thailand FastPass ช่วยให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถเดินหน้าจากขั้นตอนการอนุมัติไปสู่การดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่ Skill Bridge มุ่งพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ และการผลิตขั้นสูง ส่วน Utility Green Tariff นั้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนและความยั่งยืน

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวเชิญชวนภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลียใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจที่สั่งสมมาเกือบ 75 ปี และรากฐานจากความตกลงการค้าเสรีที่มีมานานกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ขยายการลงทุน และสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมองประเทศไทยเป็นทั้งฐานการลงทุนและจุดเชื่อมต่อสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน

    ทั้งนี้ ในการจัดงานครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เชิญบริษัทชั้นนำของออสเตรเลียกว่า 53 แห่งเข้าร่วม ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของไทย ทั้งเทคโนโลยี ดิจิทัล เกษตรและอาหาร ยานยนต์ การผลิตขั้นสูง เหมืองแร่ และการศึกษา อาทิ ANCA บริษัทด้านการผลิตขั้นสูงซึ่งมีฐานการดำเนินธุรกิจและผลิตเครื่องจักรในประเทศไทย Canva บริษัทเทคโนโลยีด้านการออกแบบที่ให้ความสนใจต่อศักยภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และ Hastings ซึ่งดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ส่วนเอกชน ได้แก่ ไทยเบฟเวอเรจ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.กริม เพาเวอร์ จำกลุ่มมิตรผล เป็นต้น

    ภาคธุรกิจออสเตรเลียและไทยที่เข้าร่วมงานยังสะท้อนว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศได้พบปะและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจโดยตรง ขณะเดียวกัน การได้พบกับนายกรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายสำคัญของไทย ทำให้ภาคธุรกิจออสเตรเลียได้รับทราบทิศทางนโยบายและโอกาสการลงทุนของประเทศไทยอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถมองเห็นสาขาที่จุดแข็งของออสเตรเลียสามารถเชื่อมโยงกับความต้องการและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1052332/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RsPzcMdr30LurAjxPA2xA

  • ทวี ชูหลักนิติธรรม-ฟังเสียงท้องถิ่น หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจการค้าด่านสะเดา 3แสนล้าน

    ทวี ชูหลักนิติธรรม-ฟังเสียงท้องถิ่น หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจการค้าด่านสะเดา 3แสนล้าน

    กมธ.กฎหมาย สภาฯ ลงพื้นที่สะเดารับฟังความเห็น ‘พ.ต.อ.ทวี’ ชูหลักนิติธรรม-ฟังเสียงท้องถิ่น หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจการค้าด่านสะเดา 3 แสนล้าน

    เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 ที่ศาลพระโพธิสัตว์กวนอิม ด่านนอก ซอย 4 ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ประธานกมธ. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กมธ.และที่ปรึกษา อดีตรมว.ยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล โฆษกกมธ.และ นายรอมฎอน ปันจอร์ เลขานุการกมธ.

    ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและรับฟังความคิดเห็นในหัวข้อ “การบังคับใช้กฎหมาย การอำนวยความยุติธรรม และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ภาคใต้”

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ มุ่งเน้นการรับฟังผลกระทบเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายหลังการเปิดใช้งานด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลสำนักขาม (เมืองด่านนอก) ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    โดยมี ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่สงขลา, นายนิรันดร์ สุเจตวงศ์ ว่าที่นายกเทศมนตรีตำบลสำนักขาม พร้อมทีมผู้บริหาร ตัวแทนเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 100 คน

    พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยถึงสถานการณ์หลังเปิดด่านใหม่มาได้ราว 2 เดือนว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรและการค้าขายในพื้นที่ด่านเดิม โดยชี้ให้เห็นถึงเงื่อนปม 3 ด้านหลัก ปัญหาเชิงนโยบายความมั่นคงและการเจรจาระหว่างประเทศ มีการอ้างข้อกำหนดจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่าทางการมาเลเซียประสงค์ให้เปิดใช้งานเพียงด่านเดียว ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงในระดับทวิภาคีเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่เดิม

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและสัญญาประชาคม ทิศทางการระบายคนและสินค้าเทไปยังด่านใหม่ทั้งหมด และดึงนักท่องเที่ยวตรงเข้าสู่อำเภอหาดใหญ่ทันที ส่งผลให้พื้นที่ด่านนอกซบเซา ทั้งที่ตามเป้าหมายเดิมควรส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวแวะพัก 2–3 คืน ซึ่งขัดต่อสัญญาประชาคมที่เคยตกลงกันไว้ตั้งแต่เริ่มผลักดันโครงการ

    และการขาดการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น การบริหารจัดการไม่เปิดโอกาสให้ตัวแทนภาคประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้รู้ปัญหาจริงเข้ามามีส่วนร่วมในการวางระบบ

    พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า โครงการสร้างด่านใหม่ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. ซึ่งเดิมวางเป้าหมายให้ด่านใหม่รองรับระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า ส่วนด่านเดิมจะเน้นรองรับการท่องเที่ยวและประชาชน แต่โครงการติดปัญหาข้อกฎหมายเรื่องที่ดิน ส.ป.ก. กระทั่งในปี 2558 มีการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ปลดล็อกข้อกฎหมายและดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

    “ด่านสะเดาถือเป็นด่านที่มีมูลค่าการค้าชายแดนมากที่สุดของประเทศ เกือบ 300,000 ล้านบาทต่อปี และนักท่องเที่ยวมาเลเซียก็เป็นอันดับหนึ่งของไทย พื้นที่ชายแดนเปรียบเสมือนประตูด่านหน้า แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญา แทนที่จะแบ่งแยกระบบ กลับให้ไปใช้ด่านเดียวจนทิ้งผู้ประกอบการไว้ข้างหลัง”

    พ.ต.อ.ทวี ยังสะท้อนถึงภาพรวมการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจประมงทะเลที่ไทยแปรสภาพจากผู้ผลิตเป็นผู้ซื้อ รวมถึงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ตั้งเป้าจะยุติเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ภายในปี 2570

    พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่า การยุติปัญหาภาคใต้หากใช้วิธีเดิมคงทำได้ยาก ต้องนำกลุ่มผู้ถืออาวุธมาเจรจาพูดคุย ควบคู่ไปกับการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนทุกคน และหัวใจสำคัญคือการยึดถือ หลักนิติธรรม

    “การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดและเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุดแต่ได้ประโยชน์สูงสุด คือการยึดหลักนิติธรรมและขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ เพราะหากมีทุจริต ประชาชนจะอยู่ลำบาก ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ กมธ.จะทำหน้าที่เป็นท่อเชื่อมสะท้อนปัญหาจริงของประชาชนไปยังรัฐบาลเพื่อเร่งแก้ไข พร้อมทั้งให้ความสำคัญและคุ้มครองผู้ที่ร่วมชี้เบาะแสการทุจริตอย่างจริงจัง” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10364907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dVSrEbvwO7kC-utWIOWPw

  • “อลงกรณ์” ชี้เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด เสนอ 5 โรดแมปผ่าตัดใหญ่ พ้นกับดักถดถอย

    “อลงกรณ์” ชี้เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด เสนอ 5 โรดแมปผ่าตัดใหญ่ พ้นกับดักถดถอย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/168363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14B0MAyCxTp82ZBO2lKOtX

  • ‘ธนิต’ มองเศรษฐกิจ Q3 ฟื้นตัวเปราะบาง หวั่น NPL SME พุ่ง-หนี้ครัวเรือนซ้ำเติม

    ‘ธนิต’ มองเศรษฐกิจ Q3 ฟื้นตัวเปราะบาง หวั่น NPL SME พุ่ง-หนี้ครัวเรือนซ้ำเติม

    ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ และรองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 ว่า มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ตั้งอยู่บนสภาวะ “ความเปราะบาง” และมีความไม่แน่นอนสูง

    โดยได้รับผลกระทบโดยตรงจากพลวัตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ขยายตัวเป็นสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนและทรงตัวในระดับสูง โดยน้ำมันดิบตลาดดูไบซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าหลักอยู่ที่ 85.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    วิกฤตพลังงานพ่นพิษ-กองทุนน้ำมันอ่วม

    ดร.ธนิต ระบุว่า สงครามที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงต้นทุนวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และค่าระวางเรือระหว่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ต้องแลกด้วยการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนมหาศาล

    โดยล่าสุดสถานะกองทุนน้ำมันติดลบสะสมมากกว่า 72,260 ล้านบาท สภาวะดังกล่าวนำไปสู่การเกิด “บาดแผลเงินเฟ้อ” (Inflation Pain Point) โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 1.21% ซึ่งสวนทางกับความรู้สึกของประชาชนที่พบว่าเงินสุทธิในกระเป๋า (Net Income) ลดลงอย่างมาก กระทบต่อกำลังซื้อในประเทศจนเกิดสภาวะร้านค้าและห้างสรรพสินค้าเงียบเหงา

    เตือนสภาวะ “Profit Squeeze” ธุรกิจรายย่อยจมกองหนี้

    ภาพรวมเศรษฐกิจที่ซึมตัวทำให้เกิดสภาวะ “Profit Squeeze” หรือสภาวะบีบคั้นจากยอดขายที่ลดลงแต่ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น นำไปสู่การขาดสภาพคล่องทั้งในระดับครัวเรือนและธุรกิจรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่พบว่ามีอัตราหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 9.5% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งระบบอยู่ที่ 2.95%

    นอกจากนี้ ข้อมูลในเดือนพ.ค. 2569 พบตัวเลขหนี้เสียครัวเรือนในกลุ่มมูลหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทที่น่าวิตก โดยกลุ่มที่อยู่ระหว่างบังคับคดีมีจำนวนกว่า 4.12 แสนคน (มูลหนี้ 2.1 หมื่นล้านบาท) และกลุ่มที่เป็น NPL ในกระบวนการกฎหมายสูงถึง 1.132 ล้านคน (มูลหนี้ 5.8 แสนล้านบาท) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นกับดักสำคัญที่ลดทอนการจับจ่ายใช้สอย

    เปิดภาพการฟื้นตัวแบบ “K-Shaped” แบ่งชัด 3 กลุ่ม

    ดร.ธนิต วิเคราะห์ว่า การฟื้นตัวของภาคธุรกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน หรือที่เรียกว่า “K-Shaped Economic Recovery” โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

    กลุ่มธุรกิจขยายตัว (Business Expanded): ได้แก่ อุตสาหกรรมส่งออกและซัพพลายเชนที่ขยายตัวสูงถึง 17.57% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ขยายตัวถึง 21.6%

    กลุ่มธุรกิจคงที่ (Consistent Cluster): กลุ่มที่ค้าขายกับราชการ ธุรกิจสุขภาพ การศึกษา หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตพลังงาน

    กลุ่มธุรกิจดิ้นรน (Struggling Business): กลุ่มที่ผลิตเพื่อขายในประเทศซึ่งไม่สามารถส่งต่อต้นทุนได้ มีสต็อกสินค้าสูง และเป็นกลุ่มธุรกิจที่ตกยุค

    ภาคส่งออก-การลงทุน ปูพรม “ภูมิคุ้มกันแรงงาน”

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวเฉลี่ย 17.57% ในช่วงครึ่งปีแรก และการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตต่อ (Re-Export) ที่ขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 38.03% นอกจากนี้ ภาคการลงทุนยังขยายตัวสูงสุดเท่าที่เคยมีมา สะท้อนจากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น 33.8%

    ปัจจัยบวกเหล่านี้ได้กลายเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญให้กับตลาดแรงงาน โดยในช่วงครึ่งปีแรกพบว่าผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นถึง 9.15 แสนคน ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.9% นอกจากนี้ จำนวนแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายยังพุ่งสูงถึง 4.374 ล้านคน และผู้ประกันตนมาตรา 33 มีจำนวน 12.231 ล้านคน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งสองกลุ่ม

    ดร.ธนิต กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้การเก็บภาษีของรัฐในช่วง 9 เดือนแรกจะสูงกว่าประมาณการ 2.4% แต่ความท้าทายสำคัญคือการแก้ปัญหาภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ขาดดุลต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนประชากรกลุ่มเปราะบางที่ลงทะเบียนขอสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นในจำนวนที่น่าวิตก

    การที่เศรษฐกิจไทยจะฝ่าฟันวิกฤตโลกไปได้ จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการจัดการสภาวะสภาพคล่องและหนี้สินที่พุ่งสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1247938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ktd8NS0EzkQRHtPQRm7E9

  • ไต้หวันใจป้ำ! รัฐบาลแจกเงินสดประชาชนใช้คนละ 10,000 หลังเศรษฐกิจแข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมเอไอ

    ไต้หวันใจป้ำ! รัฐบาลแจกเงินสดประชาชนใช้คนละ 10,000 หลังเศรษฐกิจแข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมเอไอ

    ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ว่า “ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2027 ของรัฐบาลกลาง จะมีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 2.35 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 2.44 แสนล้านบาท) เพื่อเป็นทุนสำหรับมาตรการแจกเงินสดถ้วนหน้าคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 10,373 บาท)”  โดยอ้างอิงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเฟื่องฟู

    “ประมาณการรายได้ของรัฐบาลกลางสำหรับปี 2027 ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.92 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 4.07 ล้านล้านบาท)” แถลงการณ์ของทำเนียบประธานาธิบดีระบุ 

    รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบรรจุมาตรการแจกเงินสดดังกล่าวเข้าไป โดยยังคงรักษาดุลยภาพของงบประมาณไว้ได้ และเป็นสิ่งที่ไล่ ชิงเต๋อ อธิบายว่า “แทบจะไม่มีการกู้ยืมเงินก้อนใหม่เพิ่มขึ้นเลย” 

    “รัฐบาลจะเพิ่มงบประมาณรายจ่ายอีก 2.35 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 2.44 แสนล้านบาท) เพื่อมอบเงินสดให้ประชาชนทุกคน คนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 10,373 บาท) ในปีหน้า เพื่อเป็นการกระจายกำไรจากธุรกิจ AI คืนให้กับประชาชนอย่างแท้จริง”

    — ประธานาธิบดีไล่ กล่าว 

    ทั้งนี้ ประชาชนชาวไต้หวันและครอบครัวต่าง ๆ จะมีอิสระอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจว่าจะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้จ่ายอย่างไร เช่น นำไปใช้เพื่อการศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน หรือการใช้จ่ายที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น  

    แต่ทำเนียบประธานาธิบดียังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเกณฑ์ผู้มีสิทธิ์ วิธีการแจกจ่าย หรือช่วงเวลาที่แน่ชัดในการจ่ายเงินสดดังกล่าว 

    ก่อนหน้านี้ ไต้หวันเคยเปิดตัวโครงการแจกเงินสดถ้วนหน้าคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่มาแล้วในปี 2025 ภายใต้งบประมาณพิเศษ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการรับมือกับมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และภาวะเงินเฟ้อ โดยในรอบนั้น ผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินครอบคลุมทั้งพลเมืองไต้หวัน ชาวต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ถาวร (Permanent Residents) รวมถึงคู่สมรสชาวต่างชาติของพลเมืองไต้หวันที่มีใบอนุญาตพำนัก 

    การประกาศแจกเงินดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สำนักงานงบประมาณ บัญชี และสถิติกลาง (DGBAS) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันในปี 2026 ขึ้นเป็น 11.05% จากเดิมที่ 9.64% เมื่อวันศุกร์ (14 ส.ค.) ที่ผ่านมา 

    ประธานาธิบดีไล่กล่าวว่า “เศรษฐกิจของไต้หวันเติบโตถึง 14.15% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ในขณะที่การเติบโตตลอดทั้งปีคาดว่าจะพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 39 ปี” 

    “เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งนี้ เป็นผลมาจากความต้องการเทคโนโลยี AI, ระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง, และบริการคลาวด์ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ช่วยกระตุ้นยอดสั่งซื้อ การส่งออก รวมถึงเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมชิป (เซมิคอนดักเตอร์) กลุ่มไอที (ICT) และภาคการผลิตของไต้หวันอย่างก้าวกระโดด”

    — ประธานาธิบดีไล่ อธิบาย 

    อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีไล่ยอมรับว่า ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งนี้ยังกระจายไปไม่ทั่วถึง เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทำงานอยู่นอกภาคเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นในภาคบริการ อุตสาหกรรมดั้งเดิม หรือกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากกระแส AI ที่กำลังเติบโต” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/universal-10000-new-taiwan-dollar-cash-handout-to-be-included-in-2027-budget&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GJWYVzjVIJUL-oiX-0e8p

  • เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตแผ่ว ก.ท่องเที่ยวฯ ชี้พิษตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยว

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตแผ่ว ก.ท่องเที่ยวฯ ชี้พิษตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยว

    วันนี้ (18 ส.ค.2569) ศูนย์วิจัยกรุงไทย วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/69 ว่าแนวโน้มชะลอตัวลง ตามแรงกดดันจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ผันผวนและยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้ระดับราคาพลังงานโลกยังสูงกว่าปีที่ผ่านมา กระทบต่อภาระค่าครองชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อกำลังซื้อในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา และผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่จะกระทบการผลิตและรายได้เกษตรกร

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน  ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    แม้อานิสงค์จากเทรนด์ AI ส่งผลให้แนวโน้มจีดีพีของหลายประเทศในเอเชียสูงกว่าที่เคยคาด แต่การส่งผ่านต่อเศรษฐกิจของไทยยังน้อยกว่าชาติอื่น สะท้อนจากประมาณการเติบโตของการลงทุนรวม (GFI)และดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (IPI) ปี 69 ของหลายประเทศในเอเชียถูกปรับดีขึ้น และส่งผ่านไปสู่การขยายตัวของจีดีพีได้อย่างชัดเจน แต่ภาคการผลิตไทยยังมีการเติบโตที่กระจุกในกลุ่ม K ขาบน ที่เป็น New Growth Engines จึงสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้จำกัด ขณะที่กลุ่ม K ขาล่างอ่อนแรง ฉุดรั้งการขยายตัวของภาคการผลิต

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2569 ยังต่ำกว่าปีก่อน และฟื้นตัวยากกว่าเดิม ล่าสุดนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว -3.2% ในไตรมาส1/69 จากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่ดันต้นทุนการเดินทางให้สูงขึ้น ขณะที่ในบางประเทศคู่แข่งในเอเชียขยายตัวได้ อาทิ เกาหลีใต้ (+19.3%) เวียดนาม (+14.9%) อีกทั้งไทยเผชิญปัญหา Safety Concern ที่ฉุดความเชื่อมั่น นักท่องเที่ยวจีนโดยตรง อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างวีซ่าของไทยมีผลกระทบจำกัด เนื่องจากส่วนใหญ่มีเวลาพำนักไม่เกินเพดานใหม่

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน  ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    อย่างไรก็ดี ไทยเป็นที่จับตาจากนักลงทุนมากขึ้น สะท้อนจากการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในปีนี้ โดยนักวิเคราะห์ประเมินทิศทางการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ระยะข้างหน้า ที่เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้นถึง 5.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 78 ซึ่งไทยเป็นเป้าหมายการลงทุน ไม่แพ้เพื่อนบ้าน หนุนโดยแรงขับเคลื่อนทางเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ทั้งนี้ ไทยควรเร่งยกระดับ Local content ตอบโจทย์ RVC สร้างงานคุณภาพในอนาคต ให้ได้รับอานิสงค์คลื่นการลงทุนต่างประเทศที่จะหลั่งไหลเข้าสู่ไทย

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ด้านนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผยผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 15 ส.ค.2569 พบว่า ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 19.76 ล้านคน ลดลงร้อยละ 2.91 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้ว 957,618 ล้านบาท โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน (3,330,481 คน) มาเลเซีย (2,496,831คน) อินเดีย (1,456,696 คน) รัสเซีย (1,140,441คน) และเกาหลีใต้ (729,367 คน)

    ส่วนภาพรวมสัปดาห์นี้พบว่า การท่องเที่ยวไทยมีการชะลอตัวจากสัปดาห์ก่อน มีปัจจัยสำคัญจากตลาดระยะใกล้ (Short haul) ได้แก่ การเข้าสู่ช่วงปลายของการปิดภาคเรียนฤดูร้อน (Summer Holiday) ของจีน และการชะลอการเดินทางของมาเลเซีย ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดต่อเนื่องในสัปดาห์หน้า เนื่องในวัน Maulidur Rasul อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นยังขยายตัวต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.71 จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเดินทางในช่วงวันหยุด Yama no Hi และเทศกาล Obon ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดต่อเนื่องของญี่ปุ่น

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน  ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    ขณะที่ตลาดระยะไกล (Long haul) จำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่เข้าสู่ช่วงปลายของ Summer Holiday ในสัปดาห์นี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามา 612,643 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 24,126 คน หรือร้อยละ 3.79 คิดเป็นนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 87,520 คนต่อวัน โดยกลุ่มตลาดระยะใกล้มีจำนวนนักท่องเที่ยว 413,815 คน ลดลงร้อยละ 1.76 จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่กลุ่มตลาดระยะไกลมีจำนวนนักท่องเที่ยว 198,828 คน ลดลงร้อยละ 7.76

    สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุด 5 อันดับแรกของสัปดาห์นี้ ได้แก่ จีน (123,410 คน) มาเลเซีย (60,049 คน) อินเดีย (41,047 คน) ญี่ปุ่น (30,666 คน) และเกาหลีใต้ (25,858 คน) โดยนักท่องเที่ยวอินเดียเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.67 ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.71 และเกาหลีเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.78 จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงร้อยละ 4.02 และมาเลเซีย ลดลงร้อยละ 5.05 จากสัปดาห์ก่อน สำหรับสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากเข้าสู่ช่วงท้ายของ Summer holiday ของปีนี้

    อ่านข่าว:

    “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เร่งสรุปเงื่อนไขให้ทันใช้ ต.ค. คาดเฟสแรกงบ 1,750 ล้าน

    รบ.อัดงบ 1,750 ล้านบาท ผุด “ไทยเที่ยวไทยพลัส” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

    “สุรศักดิ์” ดัน “ไทยเที่ยวไทย พลัส” รัฐหนุนค่าที่พัก 50%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509561&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pHLcFdV7W2xrSoZuulpTa

  • ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง: ฮั่งเส็งปิดบวก 17.92 จุด หวังจีนกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง: ฮั่งเส็งปิดบวก 17.92 จุด หวังจีนกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดบวกในวันนี้ (18 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังว่าจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จีนใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมประจำปี

    ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] ปิดที่ระดับ 25,471.15 จุด เพิ่มขึ้น 17.92 จุด หรือ +0.07%

    หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีจีนซึ่งจัดขึ้นในวันจันทร์ (17 ส.ค.) โดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จีนใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมประจำปี ขณะเดียวกันเขาให้คำมั่นที่จะเร่งการเปลี่ยนผ่านของจีนไปสู่การสร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตแบบใหม่ โดยระบุว่ารัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่โครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงข่ายหลักทั้งหก (Six Networks) และภาคส่วนที่มีห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมและมีน้ำหนักทางเศรษฐกิจสูง เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจีนให้คำมั่นว่าจะเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ตลอดจนเพิ่มการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่และโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ อีกทั้งยกระดับการบริโภค

    การให้คำมั่นสัญญาของนายกรัฐมนตรีจีนมีขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอในวันจันทร์ ซึ่งรวมถึงยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร โดยข้อมูลเหล่านี้ล้วนชะลอตัวลงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

    โดย ปรียพรรณ มีสุข/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/633601&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VIHplax-DbEGwjEekErqS