Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • Wellness & Longevity ขุมทรัพย์ใหม่ ดัน “เกษตรไทย” สู่เศรษฐกิจสุขภาพ

    Wellness & Longevity ขุมทรัพย์ใหม่ ดัน “เกษตรไทย” สู่เศรษฐกิจสุขภาพ

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามเทรนด์สุขภาพในตลาดโลก พบว่า เทรนด์การดูแลสุขภาพและการชะลอวัย (Wellness and Longevity) กำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าผู้บริโภคทั่วโลกจะใช้จ่าย ในกลุ่มสินค้าและบริการทางการแพทย์สูงถึง 6.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2583 ซึ่งเป็นการเติบโตกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

    กระทรวงพาณิชย์
    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกโฉมสินค้าเกษตรไทย ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสกัดสารสำคัญจากพืชพื้นบ้าน พัฒนาสู่นวัตกรรมเชิงการแพทย์ (Medical-Grade) ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพเชิงป้องกันที่มีมูลค่ามหาศาล

    ปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่างสินค้าอาหาร ความงาม เทคโนโลยี และการแพทย์ เริ่มกลายเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวคิดไม่รอให้ป่วย แต่ยอมจ่ายเงินเพื่อดูแลสุขภาพระยะยาวด้วยสินค้าที่พิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสมุนไพรของไทยยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าค้าปลีกในกลุ่มสมุนไพรสูงถึง 1,357.5 ล้านเหรียญสหรัฐ  (จัดเป็นอันดับที่ 11 ของโลก) ขยายตัว 5.2% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนแตะระดับ 1,836.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 ซึ่งหากไทยสามารถยกระดับผลผลิตการเกษตรให้สอดรับกับเทรนด์นี้ได้ จะยิ่งสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก

    ข้อมูลจากรายงาน Business of Wellness and Longevity: Key Expansion and Growth Levers  ของ Euromonitor International ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ที่ชูจุดขายด้านสุขภาพกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สินค้าอุปโภคบริโภค (Fast-Moving Consumer Goods: FMCG) ในช่องทางออนไลน์กว่า 50% จะมุ่งเน้นจุดขายด้านสุขภาพ และผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% หากสินค้านั้นมีผลทดสอบทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าได้ผลจริง ดังนั้น จึงเป็นโอกาสสำคัญที่อุตสาหกรรมเกษตรนวัตกรรมและสมุนไพรไทยจะต้องเร่งปรับตัวผ่าน 4 กลยุทธ์เร่งด่วน ดังนี้

    1. ยกระดับสารสกัดเกษตรสู่ระดับการแพทย์ (Medical-Grade Extraction) ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะสารสกัดจากธรรมชาติ (Botanicals) เช่น สารสกัดบากูชิออล (Bakuchiol) ซึ่งมีสรรพคุณชะลอวัย ลดริ้วรอย ที่นิยมใช้ในเครื่องสำอาง และมีการเติบโตของจำนวนสินค้าที่วางจำหน่ายออนไลน์สูงถึง 19.1% (ระหว่างปี 2564 – 2568) ดังนั้น ประเทศไทยควรลงทุนด้านวิจัยทางคลินิก (Clinical Validation) เพื่อดึงสารสำคัญ (Active Ingredients) จากพืชผลที่มีความโดดเด่น (Product Champions) โดยสามารถนำร่องจากสมุนไพร Herbal Champions  ของไทย เช่น การดึงสรรพคุณของใบบัวบก ที่โดดเด่นเรื่องการสมานเซลล์ผิวและต้านริ้วรอยมาใช้ในเวชสำอางระดับการแพทย์ และการใช้ขมิ้นชันที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบลึกถึงระดับเซลล์ หรือการใช้กระชายดำเพื่อช่วยระบบเผาผลาญ รวมทั้งการตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม เช่น สมุนไพรลดความเครียด ช่วยการนอนหลับ และบำรุงสมอง โดยสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้เป็นสินค้ามูลค่าสูงได้อย่างแท้จริง  

    2. แทรกซึมในสินค้าประจำวันและโภชนาการเฉพาะบุคคล การพัฒนาสารสกัดจากสินค้าเกษตรไทยให้เป็นส่วนผสมที่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างลงตัว เช่น ผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับกลุ่มผู้ใช้ยาลดน้ำหนัก (GLP-1) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความต้องการโปรตีนและสารอาหารในปริมาณสูง 
    โดยผู้ประกอบการไทยสามารถนำนวัตกรรมอย่าง โปรตีนสกัดจากพืช (Plant-based Protein) หรือเปปไทด์จากข้าว (Rice Peptides) เข้าไปเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน หรืออาหารทางการแพทย์ เพื่อตอบโจทย์ตลาดกลุ่มนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม 

    3. บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ปัจจุบันผู้บริโภคยุคดิจิทัลกว่า 52% นิยมใช้ Generative AI ในการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ รวมถึงมีการใช้กระจกอัจฉริยะ (Smart Mirror) สแกนใบหน้า    เพื่อจัดชุดอาหารเสริมให้ตรงกับความต้องการของร่างกายแต่ละบุคคล หากผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์สารสกัดการเกษตรเข้ากับระบบวิเคราะห์สุขภาพเหล่านี้ได้ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการแนะนำสินค้าและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

    4. เชื่อมโยงระบบนิเวศบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) การเติบโตทางธุรกิจไม่ได้จำกัดแค่การขายสินค้า แต่ขยายไปสู่การสร้างระบบนิเวศบริการ (Service Ecosystems) โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมักจะมีการใช้จ่ายไปกับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพ คาดว่า สินค้าและบริการกลุ่ม Luxury ที่เน้นสร้างประสบการณ์ จะมีการเติบโตสูงถึง 52% (ระหว่างปี 2568 – 2573) ไทยในฐานะผู้นำการท่องเที่ยวของโลก สามารถบูรณาการสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสปาเชิงการแพทย์ หรือคลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัย (Longevity Clinics) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับ และเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการแพทย์ของไทย

    การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรและสารสกัดธรรมชาติตามแนวทางทั้ง 4 กลยุทธ์ดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโอกาสทางการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับอุตสาหกรรมเกษตร การแพทย์ และการท่องเที่ยวของไทย ให้สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภค และมาตรการทางการค้าในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี การยกระดับสินค้าเกษตรไทยไปสู่นวัตกรรมการแพทย์จำเป็นต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของการพัฒนาองค์ความรู้ การเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการบริหารจัดการทั้งห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ    

    “การเติบโตของเทรนด์ Wellness and Longevity เป็นโอกาสสำคัญที่ภาคเกษตรไทยต้องเร่งปรับเปลี่ยนจากการผลิตแบบดั้งเดิมที่แข่งขันด้วยราคาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ สนค. มองว่าทิศทางนโยบายจากนี้ ต้องมุ่งขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด ‘Agri-Wellness Synergy: ผสานนวัตกรรมเกษตรฟังก์ชัน สู่ขุมทรัพย์สุขภาพโลก’ เพราะอนาคตของอุตสาหกรรมเกษตร ไม่ใช่เพียงการผลิตเพื่อเป็นแหล่งอาหาร แต่คือการสร้าง ‘เศรษฐกิจสายสุขภาพ’ (Health Economy) การผลักดันสารสกัดเกษตรให้ได้มาตรฐานการแพทย์ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและบริการสุขภาพ จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับประเทศไทยในเวทีโลกต่อไป”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/281805&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PnfcY0wYK3GQvXAkPol3e

  • เผยไทย-ออสเตรเลีย ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า หารือแร่หายาก

    เผยไทย-ออสเตรเลีย ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า หารือแร่หายาก

    “สีหศักดิ์” เผยทิศทางความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า มุ่งเน้นเทคโนโลยีเกษตร-พลังงานสะอาด พร้อมหารือเรื่องแร่หายากหนุนเซมิคอนดักเตอร์-EV ไทย

    เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยระหว่างเดินทางเยือนประเทศออสเตรเลียร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะว่าในเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและออสเตรเลีย ในการหารือในครั้งนี้ถือเป็นการให้ความสำคัญกับความร่วมมือหลายด้านซึ่งถือเป็นมิติของการทูตเศรษฐกิจซึ่งทั้งสองประเทศได้มีการจัดทำคำแถลงระหว่างผู้นำเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ

    นายสีหศักดิ์ ระบุว่า หนึ่งในเป้าหมายหลักคือการเพิ่มพูนมูลค่าการค้าระหว่างกันให้เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในอดีตที่มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเคยขยายตัวมาแล้ว 3 เท่าจากการใช้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรี (FTA) โดยไทย และออสเตรเลียมีสาขาความร่วมมือที่สำคัญหลายด้านได้แก่ ด้านเกษตรกรรมและอาหาร ที่มุ่งเน้นความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีการเกษตร (Ag-Tech) และเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) โดยออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบและเทคโนโลยีที่จะช่วยไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารของไทย นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการขยายตลาดสินค้าอาหารไทยผ่านเครือข่ายร้านอาหารไทยจำนวนมากในเมืองสำคัญอย่างเช่นเมืองซิดนีย์

    นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขณะที่ด้านพลังงานสะอาด และการบริหารทรัพยากร ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันในเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะเทคพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลมที่ออสเตรเลียมีเทคโนโลยี และองค์ความรู้อยู่มาก

    นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ เช่น แร่หายาก (Rare Earth) ที่เป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ รวมทั้งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของประเทศไทย

    รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ยังกล่าวด้วยว่า ไทย และออสเตรเลียยังมีความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนจากออสเตรเลียในด้านดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญสูง

    ขณะที่ บทบาทของภาคเอกชนไทยในปัจจุบันที่มีความตื่นตัวในการออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงในออสเตรเลีย เพื่อขยายโอกาสจากเดิมที่มีตลาดในประเทศเพียง 60 ล้านคน โดยทางกระทรวงการต่างประเทศพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในแง่ของกฎระเบียบและกติกาที่เป็นอุปสรรครวมถึงการผลักดันผ่านกรอบเขตการค้าเสรีต่างๆ เพื่อให้เอกชนไทยสามารถแข่งขันและดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5852549&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XHZJLSagB4u1Zps3Sipgc

  • “เอเซียพลัส” คัด 16 หุ้นเด่น หลบมรสุมเศรษฐกิจ เน้นพลังงาน-ส่งออก

    “เอเซียพลัส” คัด 16 หุ้นเด่น หลบมรสุมเศรษฐกิจ เน้นพลังงาน-ส่งออก

    นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุว่า ภายใต้สภาวะตลาดที่ผันผวนแนะนำกลยุทธ์เลือกซื้อหุ้นรายตัว (Selective Buy) ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและค่าระวางเรือพุ่งสูง แนะนำ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP, บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL, บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) หรือ RCL และ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM

    2.กลุ่มที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3 จะฟื้นตัวและได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า แนะนำ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC, บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA, บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA, บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และ บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9

    และ 3.กลุ่มที่อิงกับการบริโภคในประเทศและการท่องเที่ยว แนะนำ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI

    ทั้งนี้ การลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงที่กลับมากระทบสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ได้แก่สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น, ความเสี่ยงด้านหนี้และทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น พร้อมกันนี้ตลาดยังเข้าสู่โหมดหลบภัย ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันและกลุ่มนักเก็งกำไรเพิ่มการเปิดสถานะขายชอร์ตในดัชนี NASDAQ100 Futures อย่างรวดเร็ว

    ด้านการลงทุนในตลาดต่างประเทศ แนะนำ XIAOMI (1810 HK) หลังผลประกอบการไตรมาส 2 ขยายตัวได้ดี จึงแนะนำหาจังหวะสะสม DR: XIAOMI80 ในทางกลับกัน BAIDU (9888 HK) มีรายได้รวมลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรต่อหุ้นลดลง 47% แม้ธุรกิจคลาวด์จะเติบโต 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ก็เริ่มชะลอตัวและหดตัวลง 17% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จึงแนะนำให้ชะลอการลงทุนใน DR: BIDU80

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/855635&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MoJd6brBij7P8mbBkrQDT

  • อนุทิน-เอกนิติ ไม่พอใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% เร่ง 3 ประเด็นหลักดันให้โตกว่านี้

    อนุทิน-เอกนิติ ไม่พอใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% เร่ง 3 ประเด็นหลักดันให้โตกว่านี้

    อนุทิน–เอกนิติ ยังไม่พอใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% นายกฯ ชี้เศรษฐกิจ โอเค แต่โตได้มากกว่านี้ บอก ยิ่งกว่าพอใจทีมเศรษฐกิจ ด้านคลังกางวิกฤต 3 ระลอก ชูนโยบายประคอง เปลี่ยนผ่านพลังงาน และลงทุนสร้างอนาคตประเทศ

    เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 17 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2%

    โดยนายกฯ กล่าวว่าตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้ ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4 5 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้

    ผู้สื่อข่าวถามว่าพอใจรองนายกฯเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”

    เมื่อถามนายเอกนิติว่าพอใจตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโต 2% หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่ายังไม่พอใจ เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือ เรื่องการลงทุนที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้ว เพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้ว จึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น และหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือ เราหยุดแค่นี้ไม่ได้ เราจะต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีวัตถุประสง์เพื่อมาประคองเศรษฐกิจ

    ในส่วนแรกได้ใช้ไปกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน

    รองนายกฯ กล่าวว่า จีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนการเผชิญวิกฤต 3 ระลอก ของประเทศไทยอย่างชัดเจน ได้แก่ 1.วิกฤตพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 17,000 ล้าน หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท

    สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน

    2.วิกฤตค่าครองชีพ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบในไตรมาสแรกเป็นบวก 2.7% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ และ

    3.วิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

    “ถ้าที่ผ่านมาหากเราไม่รีบทำ รีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก หรือที่ 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI โดยตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม

    เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น

    นายเอกนิติ กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 2.เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน

    และ3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประโยชน์ตกอยู่กับเอสเอ็มอีไทยและคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10364256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00FHnkDIJklyHZQOBIXnX5

  • ‘ไทย-ออสเตรเลีย’หนุนเปิดโอกาสใหม่ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ ดันไทยผงาดเข้าสมาชิก OECD  | เดลินิวส์

    ‘ไทย-ออสเตรเลีย’หนุนเปิดโอกาสใหม่ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ ดันไทยผงาดเข้าสมาชิก OECD  | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 19 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ณ อาคารรัฐสภาออสเตรเลีย กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายแอนโทนี แอลบาเนซี (The Honourable Anthony Albanese) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ร่วมแถลงข่าวภายหลังการหารือเต็มคณะ  โดยนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวย้ำความมุ่งมั่นขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลียให้ใกล้ชิดและเกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เพื่อรับมือความท้าทายร่วมกันและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

    ทั้งนี้ การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี และเกิดขึ้นในช่วงสำคัญก่อนที่ไทยและออสเตรเลียจะร่วมฉลองครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

    นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวต่อว่า ไทยและออสเตรเลียยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) เมื่อปี 2563 และได้พัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยการหารือครั้งนี้ครอบคลุม 4 สาขาสำคัญที่ทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกัน ด้านที่ 1 การเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเสริมความร่วมมือเพื่อรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงทั้งรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมใช้กลไกที่มีอยู่และพัฒนาความร่วมมือใหม่ให้ทันต่อภัยคุกคามที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้านที่ 2 เศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นความสำคัญของการเพิ่มความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยจะขยายการค้าและการลงทุนสองทาง พร้อมส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวอีกว่า ด้านที่ 3 วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน ทั้งสองประเทศจะส่งเสริมทักษะแห่งอนาคตผ่านความร่วมมือด้านการศึกษา นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพ และชื่นชมบทบาทของชุมชนไทยที่มีส่วนสำคัญต่อสังคมออสเตรเลีย ขณะที่ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย สะท้อนสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่แน่นแฟ้น และ ด้านที่ 4 ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี ไทยและออสเตรเลียจะทำงานร่วมกันผ่านกรอบอาเซียน ACMECS หุ้นส่วนแม่โขง–ออสเตรเลีย และกรอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ขอบคุณออสเตรเลียที่สนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทยอย่างต่อเนื่อง 

    นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวเชื่อมั่นว่า หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียในระยะต่อไป ช่วยเปิดโอกาสใหม่ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง นวัตกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน และทำให้ทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีแอลบาเนซี รัฐบาล และประชาชนออสเตรเลียสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ย้ำว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้ก้าวหน้า และสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 75 ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ออสเตรเลีย

    ด้านนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในทุกด้านให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และขอบคุณนายกรัฐมนตรีไทยและประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือออสเตรเลียในการเข้าถึงเชื้อเพลิงอากาศยานในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมย้ำจุดยืนในการสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่เพื่อก้าวเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีไทยได้นำคณะภาคเอกชนไทยร่วมเดินทางเยือนออสเตรเลียในครั้งนี้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียยังตอบรับคำเชิญเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปีหน้า

    อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการจัดทำเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ เพื่อขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในระยะต่อไป ฉบับแรก แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ  ยกระดับความร่วมมือป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การหลอกลวงทางออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการฟอกเงิน ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระดับโลก เพื่อรับมือภัยข้ามพรมแดนที่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง

    ฉบับที่สอง แถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยการยกระดับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ มุ่งใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) ให้เต็มศักยภาพ ขยายการค้าและการลงทุนในสาขาสำคัญ สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎกติกาเป็นพื้นฐาน และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อหนังสือแสดงเจตจำนง ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย (CSIRO) เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม

    ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรียินดีต่อข้อเสนอของออสเตรเลียในการจัดให้มีการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมไทย–ออสเตรเลียทุกสองปี (Biennial Defence Ministers’ Meeting) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหม และสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก โดยกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศจะเร่งประสานงานเพื่อผลักดันกลไกดังกล่าวให้เกิดขึ้นโดยเร็ว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6119596/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10WnL4OvHmwccH8LNWedw2

  • ‘กุลยา ตันติเตมิท’ อดีตอธิบดี 3 กรมภาษี จากดาวเด่นคลัง สู่ผู้บริหารธุรกิจ

    ‘กุลยา ตันติเตมิท’ อดีตอธิบดี 3 กรมภาษี จากดาวเด่นคลัง สู่ผู้บริหารธุรกิจ

    ‘กุลยา ตันติเตมิท’ อดีตอธิบดี 3 กรมภาษี จากดาวเด่นคลัง สู่ผู้บริหารธุรกิจอาหาร

    กุลยา ตันติเตมิท” เปลี่ยนเข็มทิศชีวิต หลังจากทำงานข้าราชการในกระทรวงการคลังกว่า 25 ปี เลือก Early Retire ออกไปใช้ชีวิตหลังทุ่มเทกับงานมาอย่างยาวนาน ล่าสุด ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในภาคเอกชน นั่งเก้าอี้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีเอส เซลล์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ในโลกธุรกิจสายอาหาร 

    สำหรับ “กุลยา” เป็นที่รู้จักในแวดวงกระทรวงการคลัง จากนักเศรษฐศาสตร์สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สู่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ก้าวขึ้นเป็นอธิบดีครบทั้ง 3 กรมจัดเก็บรายได้ ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร

    ด้วยประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งงานเศรษฐกิจ นโยบายการคลัง งบประมาณ และการจัดเก็บรายได้ ทำให้ “กุลยา” เป็นหนึ่งในผู้บริหารหญิงที่ได้รับการจับตา และเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่มีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง

    แต่เส้นทางดังกล่าวต้องยุติลงก่อนถึงตำแหน่งสูงสุด เมื่อเธอตัดสินใจลาออกจากราชการ โดยมีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ขณะมีอายุประมาณ 54 ปี

    จากลูกหม้อ สศค. สู่เก้าอี้อธิบดี

    “กุลยา” เริ่มต้นเส้นทางราชการจากครอบครัวที่บิดาและมารดาเคยรับราชการ หลังจบการศึกษาได้กลับมาใช้ทุนที่ สศค. และเริ่มทำงานด้านเศรษฐกิจมหภาค ก่อนเติบโตขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงการคลัง

    ช่วงปี 2561-2563 เธอมีประสบการณ์ในระดับนานาชาติในตำแหน่งกรรมการบริหารกลุ่มธนาคารโลก ก่อนกลับมารับตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง และก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการ สศค. ในปี 2564

    น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีเอส เซลล์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด

    ปีเดียวกัน “กุลยา” ขยับขึ้นเป็นอธิบดีกรมบัญชีกลาง ก่อนย้ายไปเป็นอธิบดีกรมสรรพากรในปี 2566 ต่อด้วยอธิบดีกรมสรรพสามิตในปี 2567 และอธิบดีกรมศุลกากรในปี 2568 ก่อนกลับมานั่งอธิบดีกรมสรรพากรอีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคม 2568

    “เส้นทางดังกล่าวทำให้เธอผ่านการบริหาร 3 กรมภาษี ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดเก็บรายได้ของประเทศ ถือเป็นหนึ่งในจุดเด่นสำคัญของประวัติการทำงาน“

    ดีกรีเศรษฐศาสตร์แน่น

    ด้านการศึกษา “กุลยา” จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง ก่อนรับทุนรัฐบาล ก.พ. ศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐฯ

    เธอสำเร็จปริญญาโท 2 ใบ ได้แก่ MS Economics จาก Brandeis University และ MA Economics จาก Boston University และจบปริญญาเอก PhD Economics สาขา International Economics and Finance จาก Brandeis University

    ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และประสบการณ์ทำงานในหลายหน่วยงาน ทำให้เธอมีภาพของผู้บริหารที่ผ่านทั้งงานนโยบายและงานบริหารองค์กรขนาดใหญ่

    เลือก Early Retire ก่อนก้าวสู่เอกชน

    แม้ชื่อของ “กุลยา” จะยังถูกจับตาในเส้นทางผู้บริหารกระทรวงการคลัง แต่เธอเลือกเปลี่ยนทิศทางชีวิตด้วยการลาออกจากราชการในเดือนพฤษภาคม 2569

    เหตุผลที่เธอเคยกล่าวไว้ คือ ต้องการพักผ่อนหลังจากทุ่มเททำงานหนักมาเป็นเวลานาน และมองการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retire

    อย่างไรก็ตาม การออกจากราชการไม่ได้หมายถึงการยุติบทบาทการทำงาน

    ล่าสุด “กุลยา” ก้าวเข้าสู่ภาคเอกชน รับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีเอส เซลล์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด หรือ TSS ในเครือ TSTE Group โดยทำงานร่วมกับ “ชนะชัย ชุติมาวรพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TSTE ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังเช่นเดียวกัน

    จากบริหารรายได้รัฐ สู่ธุรกิจอาหาร

    TSS ก่อตั้งเมื่อเดือนตุลาคม 2566 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจด้านการขาย การตลาด และการจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวและสาหร่ายภายใต้แบรนด์ “โกริโกะ” (Koriko)

    โครงสร้างธุรกิจของกลุ่ม TS Food แบ่งหน้าที่ชัดเจน โดยบริษัท เนเจอร์เบสท์ฟู้ด จำกัด หรือ NBF รับผิดชอบการผลิต ขณะที่ TSS ดูแลด้านการตลาดและจัดจำหน่าย

    โจทย์สำคัญจากนี้ คือการผลักดัน “โกริโกะ” ให้ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์สาหร่ายชั้นนำของไทย ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบรับเทรนด์สุขภาพ ขยายช่องทางจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาด

    จากอดีตผู้บริหารที่มีบทบาทในการดูแล “รายได้ของประเทศ” วันนี้ “กุลยา” กำลังเปลี่ยนสนามมาสู่การบริหาร “รายได้ของธุรกิจ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/666742&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K5_AZWy2Bl4R2wUtA_ltz

  • ทักษิณ มองภัยคุกคามไทยไม่ได้มีแค่ชายแดน ครอบคลุมเศรษฐกิจ เอไอ ไซเบอร์ พลังงาน จี้รัฐเร่งปรับตัว ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ

    ทักษิณ มองภัยคุกคามไทยไม่ได้มีแค่ชายแดน ครอบคลุมเศรษฐกิจ เอไอ ไซเบอร์ พลังงาน จี้รัฐเร่งปรับตัว ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ

    วานนี้ (18 สิงหาคม) ที่โรงแรมดุสิตธานี บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แนวคิด ‘Breaking Through the Global’ โดยมี ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี และมี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมแสดงความยินดี

    ทักษิณกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกยุคใหม่ เทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยระบุว่า ปัจจุบันภัยคุกคามต่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภัยทางทหาร หรือความมั่นคงบริเวณชายแดนเท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อาชญากรรมไซเบอร์ พลังงาน การจ้างงาน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภารกิจด้านความมั่นคง

    “วันนี้เป็นห่วงเรื่องภัยคุกคามที่จะมีต่อประเทศไทยในทุกมิติ เพราะโลกเปลี่ยนไปเยอะมาก เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งภัยคุกคามยุคใหม่มีความซับซ้อนมากขึ้น และประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือทั้งการสู้รบรูปแบบเดิม และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่” ทักษิณ กล่าว

    ทักษิณกล่าวอีกว่า การใช้โดรนในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลาดตระเวนหรือการใช้งานทางการเกษตร แต่สามารถนำมาใช้ในการตรวจการณ์และโจมตีได้ ขณะที่การปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของไทยหลายกรณียังต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ทั้งที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้

    “ตอนที่ผมเป็นนายกฯ ผมไปเยี่ยมกองทัพบก และได้พูดถึงภัยคุกคามสมัยใหม่ว่า เราจะเตรียมอาวุธแบบเดิมๆ คงไม่ได้แล้ว แต่วันนั้นยังไม่ค่อยมีความสนใจกัน เพราะเราไม่ได้เตรียมตัวกัน” ทักษิณ กล่าว

    ทักษิณกล่าวอีกว่า ภัยคุกคามด้านเศรษฐกิจจากการเข้ามาของเอไอจะทำให้โครงสร้างการทำงานและตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ซึ่งเอไอสามารถเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น ขณะที่แรงงานที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะมีความสำคัญมากขึ้น และใช้เอไอเข้ามาช่วยเป็นเสมือน ‘พนักงานที่มีความสามารถ’ ช่วยทำงานในแต่ละแผนก หากเราไม่ปรับตัว ก็จะเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่ออาชีพคนไทย ต่อการทำงาน และการจ้างงานของคนไทย ประเทศไทยต้องเตรียมคนให้พร้อมกับโลกการทำงานยุคใหม่ โดยเฉพาะการสร้างทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด

    ทักษิณยังกล่าวถึงความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ว่า ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบน้ำมัน และระบบสื่อสาร เพราะหากระบบเหล่านี้ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง วันนี้ความมั่นคงด้านระบบไซเบอร์ของเรายังไม่ค่อยดี จึงอยากให้ถึงเวลาที่ต้องตื่นตัวกันเรื่องนี้

    นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่และระบบการศึกษา ตนเห็นว่าโลกในอนาคตให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากขึ้น ขณะที่เอไอจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ดังนั้นระบบการศึกษาต้องปรับตัวจากการมุ่งเน้นปริญญา ไปสู่การสร้างความรู้และทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

    “แม้ในประเทศไทยจะมีเสียงวิจารณ์ว่าคนรุ่นใหม่ เด็ก Gen Z ไม่อดทนและเปลี่ยนงานบ่อย แต่ในอีกมุมหนึ่ง คนรุ่นนี้มีความต้องการเป็นผู้ประกอบการและสร้างธุรกิจของตัวเองสูง จึงควรมีการออกแบบระบบเศรษฐกิจและการศึกษาเพื่อดึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่มาใช้ในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศ” ทักษิณ กล่าว

    ขณะเดียวกัน ทักษิณยังมองว่า การเข้าสู่สังคมอายุยืน หรือ Longevity จะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ โดยเทคโนโลยีชีวการแพทย์และการพัฒนาวิทยาศาสตร์อาจทำให้มนุษย์มีอายุยืนขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อระบบบำนาญ การจ้างงาน ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างครอบครัวในอนาคต หากเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริง จะทำอย่างไร จะอยู่กันอย่างไร บำนาญจะเป็นอย่างไร และระบบที่อยู่อาศัยจะเอาอย่างไร ประเทศไทยต้องเริ่มคิดถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวตั้งแต่วันนี้

    อีกประเด็นคือเทคโนโลยีการสื่อสาร ตนมองว่าการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือในอนาคตจะเชื่อมโยงกับระบบดาวเทียมมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายยุคใหม่ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ประเทศไทยจึงต้องติดตามเทคโนโลยีให้ทัน และวางแผนด้านความมั่นคงของระบบสื่อสารควบคู่กัน ขณะที่ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับระบบไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับแหล่งพลังงานที่หลากหลาย ทั้งพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่ โดยเห็นว่าต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    “ไฟฟ้าต้องถูกลง ถ้าไฟฟ้าไม่ถูกก็ไม่มีใครมาสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย” ทักษิณ กล่าว

    ทักษิณยังกล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ระบบราชการ และกฎหมายจำนวนมากที่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยเห็นว่าภาครัฐต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยี และพิจารณานำเอไอเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมเสนอว่า ประเทศไทยควรทบทวนกฎหมายที่มีอยู่จำนวนมาก แทนที่จะมุ่งออกกฎหมายใหม่เพียงอย่างเดียว อาจพิจารณายกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาประเทศ เพื่อให้ระบบราชการมีความคล่องตัวมากขึ้น

    ทั้งนี้ ทักษิณกล่าวว่า ภัยคุกคามในอนาคตจะครอบคลุมทั้งความมั่นคงชายแดน เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี ระบบราชการ พลังงาน และความมั่นคงทางไซเบอร์ ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวทั้งภายในประเทศและสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศต่าง ๆ เพื่อรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thaksin-thailand-new-threats-technology/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h0B7gK_m0CNmtwp1wLC-y

  • จับตา! “ศุภจี” นำทีมแถลงยุทธศาสตร์ ดันการค้า-ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชนพรุ่งนี้

    จับตา! “ศุภจี” นำทีมแถลงยุทธศาสตร์ ดันการค้า-ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชนพรุ่งนี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดงานแถลงวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน พร้อมเปิดเผยแนวทางการดำเนินงานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการแถลงข่าว ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ถนนวิภาวดี กรุงเทพมหานคร

    การแถลงข่าวดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นใน วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องสตูดิโอ 1 (STUDIO 1) สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

    สำหรับกำหนดการแบ่งออกเป็น 2 ช่วงสำคัญ ได้แก่

    เวลา 10:00 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะร่วมแถลงวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน พร้อมเปิดเผยแนวทางการดำเนินงานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์

    เวลา 10:30 น. จะมีการแถลงข่าวร่วมเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อน 4 กลุ่มภารกิจ โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลง

    ทั้งนี้ การแถลงดังกล่าวจะเป็นการนำเสนอทิศทางและแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ในด้านการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/855347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34PL0tz1YycG24q7-3RDeG

  • รอยร้าว(ลึก)เศรษฐกิจรัสเซีย.!

    รอยร้าว(ลึก)เศรษฐกิจรัสเซีย.!

    การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตัวเลขภายนอก “ดูเป็นบวก” แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วย “รอยร้าว” สะท้อนสภาวะซับซ้อนของประเทศที่ตกอยู่ท่ามกลางสงครามยืดเยื้อและการถูกคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงจากชาติตะวันตก ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และภาพรวมครึ่งปีแรกเติบโต 0.6% แม้จะสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของ “ธนาคารกลางรัสเซีย” แต่กลับไม่ได้สะท้อนถึงสุขภาพทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่แท้จริงของประชาชน “รัสเซีย” กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “เศรษฐกิจสองระดับ” อย่างเต็มรูปแบบ

    โครงสร้างเศรษฐกิจแบบ 2 ระดับนี้ แบ่งแยกความอยู่ดีกินดีออกจากกันอย่างชัดเจน ฟากหนึ่งคือกลุ่มภาคอุตสาหกรรมทางการทหาร การผลิตอาวุธ ตลอดจนโรงงานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการทำสงคราม ซึ่งได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากการอัดฉีดเงินงบประมาณอุดหนุนของภาครัฐ ช่างฝีมือและพนักงานเครือข่ายนี้ มีรายได้ดีและมีความมั่นคงในอาชีพ ขณะที่อีกฟากหนึ่ง คือ ภาคเศรษฐกิจพลเรือนและธุรกิจทั่วไปที่ไม่ได้อิงกับกองทัพ กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหนัก เนื่องจากต้นทุนสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น

    “สัญญาณรอยร้าว” ที่น่าวิตกที่สุดประการหนึ่ง คือ การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง มีการคาดการณ์ว่าปี 2569 รัสเซียจะเผชิญการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งปี 2568 มีการขาดดุลเพิ่มเป็นเท่าตัวจากปี 2567 อยู่แล้ว ภาวการณ์คลังที่ตึงตัวขึ้นนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากพลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักของประเทศ แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลก จะมีการฟื้นตัวขึ้นบ้างบางช่วง แต่รายได้จากน้ำมันและก๊าซในครึ่งแรกปี 2569 กลับทำได้เพียง 64% ของระดับรายได้ที่เคยทำได้ในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อ 2 ปีก่อน

    สาเหตุสำคัญที่บั่นทอนรายได้ด้านพลังงานมาจากสองปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกคือยุทธศาสตร์ใหม่ของยูเครนในการใช้โดรนพิสัยไกลเข้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน คลังเก็บเชื้อเพลิง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานภายในแม่น้ำและดินแดนของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างและการผลิต ปัจจัยที่สองคือการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรจากสหภาพยุโรปและพันธมิตรตะวันตก ทั้งการปรับลดเพดานราคาน้ำมันให้ต่ำลง ตลอดจนการกวาดล้างและจำกัดการทำงานของเครือข่ายเรือขนส่งน้ำมันเถื่อนหรือ “เรือเงา” ที่รัสเซียใช้หลบเลี่ยงมาตรการก่อนหน้านี้

    ในระดับฐานราก ภาคประชาชนและครัวเรือน เริ่มได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่กลับมารุนแรงขึ้น ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และกำลังซื้อที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปสู่การประหยัดและเลือกซื้อสินค้าราคาถูก ข้อมูลจากผู้ค้าปลีกรายใหญ่สะท้อนว่าผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าแบรนด์ของร้านค้าและอาหารราคาประหยัดมากขึ้น เช่น ยอดขายคุกกี้ที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 2.5 เท่า เนื่องจากเป็นขนมหวานที่ราคาจับต้องได้ง่ายกว่าช็อกโกแลต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้เป็นดัชนีชี้วัดถึงแรงกดดันต่อรายได้ที่แท้จริงของประชาชนทั่วไปอย่างชัดเจน

    แม้รัฐบาลรัสเซียจะยังพอมีเครื่องมือทางการคลังในการประคองสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นภาษีบริษัทพลังงานการพยายามแสวงหาแหล่งกู้ยืมจากต่างประเทศ หรือการนำเงินสำรองของธนาคารกลางส่วนที่ยังไม่ถูกอายัดอีกราว 3 แสนล้านดอลลาร์ ออกมาใช้อุดช่องว่าง แต่กระนั้น นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ที่จะบีบให้ประธานาธิบดี “วลาดิเมียร์ ปูติน” ตัดสินใจยุติสงครามในยูเครนได้ เว้นเสียแต่ว่าราคาน้ำมันโลกจะตกลงไปอยู่ในระดับ 35-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินหนึ่งปี

    ในทางกลับกัน ความตึงเครียดทางการเงินที่สะสมมากขึ้น อาจกลายเป็นชนวนเหตุที่อันตรายยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์เตือนว่า แทนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะทำให้ผู้นำรัสเซียยอมถอย มันกลับอาจเป็นแรงกระตุ้นให้รัสเซียตัดสินใจ “เร่งยกระดับสงคราม” และเพิ่มความรุนแรงในการบุกโจมตี เพื่อพยายามปิดเกมและจบศึกให้ได้ตามเงื่อนไขที่ตนเองต้องการโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทรัพยากรทางการเงิน อุปทานพลังงาน และความอดทนทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะถดถอย จนไม่เหลือทางเลือกในอนาคต

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/854990&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F2D9j9s7ehyydz6Vc5TYh

  • รัฐบาลหวัง GDP ทั้งปี 69 ทะลุ 2.2% นายกฯ ยันเศรษฐกิจ “โอเค”

    รัฐบาลหวัง GDP ทั้งปี 69 ทะลุ 2.2% นายกฯ ยันเศรษฐกิจ “โอเค”

    รัฐบาลหวัง GDP ทั้งปี 69 ทะลุ 2.2% นายกฯ ยันเศรษฐกิจ “โอเค”

    กรณีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2569 จาก 2% เป็น 2.2%

    ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่ติดตามภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่นครซิดนีย์ โดยนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้ 

    “ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4% 5% หรือ 6% คือโตมากขึ้นไปเรื่อย ๆ และมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว 

    ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีพอใจรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบสั้น ๆ ว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% ส่งนตัวยังไม่พอใจ เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือเรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้วเพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้วจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น และหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ ต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้ 

    สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% ตัวเลขนี้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีวัตถุประสง์เพื่อมาประคองเศรษฐกิจในส่วนแรกได้ใช้ไปกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน 

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า GDP ในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนและตอกย้ำว่าประเทศไทยเผชิญกับวิกฤต 3 ระลอก ที่กระทบต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน นั่นคือ

    1.วิกฤตพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 17,000 ล้าน หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน

    2.วิกฤตค่าครองชีพ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบเป็นบวก 2.7% จากที่เคยติดลบในไตรมาสแรก ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ 

    3.วิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

    ทั้งนี้ถ้าที่ผ่านมารัฐบาลไม่รีบทำรีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น

    ส่วนในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ถึง 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI โดยตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น

    รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังกล่าวด้วยว่าแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

    1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 

    2.เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน 

    3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/666724&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GxkfFqQ9HTyUP7EpMTC6t