Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อ้อยพลังขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืน

    อ้อยพลังขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืน

    โครงสร้างของอุตสาหกรรมนี้ยังช่วยโอบอุ้มและกระจายรายได้สู่เกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศมากกว่า 2 ล้านคน นอกจากผลิตภัณฑ์หลักอย่างน้ำตาลแล้ว เม็ดเงินอีกส่วนยังเกิดจากการนำสิ่งเหลือทิ้งไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการนำกากอ้อยและน้ำโมลาสไปใช้ในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น การผลิตเอทานอลและพลังงานชีวมวล การพัฒนาสู่พลังงานทดแทนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังตอบโจทย์เทรนด์ความยั่งยืนของโลกด้วยความร่วมมืออย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐ ชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาล จึงเป็นกลไกสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการผลักดันให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายยังคงเป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยต่อไปอย่างยั่งยืน

    และปัจจุบันการดำเนินธุรกิจจะถูกดำเนินการควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน กลุ่มมิตรผล หนึ่งในผู้ประการในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล มุ่งที่จะพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืนจากภาคเกษตร โดยใช้นวัตกรรมเพื่อดึงศักยภาพของอ้อยไทยมาสร้างคุณค่า ภายใต้แนวคิด “Sugarcane Energizes the World : อ้อย…พลังที่ขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืน” ยกระดับคุณค่าของพืชมหัศจรรย์นี้ จากผืนดินไทยสู่การเป็นพลังงานเพื่อขับเคลื่อนโลกใน 3 มิติ

    เริ่มจาก พลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อม และเสถียรภาพที่มั่นคง ซึ่งการเดินทางของอ้อยเริ่มต้นจากการเป็น “น้ำมันบนดิน” ขุมพลังงานยั่งยืนที่ประเทศไทยสามารถสร้างสรรค์ได้เองจากธรรมชาติ ผ่านกระบวนการแปรรูปกากน้ำตาลให้กลายเป็นเอทานอลคุณภาพสูงสำหรับผสมในน้ำมันแก๊สโซฮอล์เพื่อลดมลพิษบนท้องถนน ปัจจุบันกลุ่มมิตรผลคือผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่อันดับ 1 ในอาเซียน ด้วยกำลังการผลิต 500 ล้านลิตรต่อปี ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปของประเทศได้ถึง 350 ล้านลิตรต่อปี และพร้อมต่อยอดสู่เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) รวมถึงวัตถุดิบในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอางแห่งอนาคต

    นอกจากนั้น โรงไฟฟ้าชีวมวลของกลุ่มมิตรผลทั้ง 22 แห่ง กำลังการผลิตรวมกว่า 700 เมกะวัตต์ต่อปี ได้ส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าสะอาดให้กับทั้งภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของประเทศได้กว่า 3,000 ล้านหน่วย หรือประมาณ 8% ของการนำเข้าทั้งหมดในปี 2024 พร้อมสร้างคาร์บอนเครดิต 1,000,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี และใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) อีก 1,000,000 RECs ต่อปี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการนำประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050

    พลังงานที่สร้างรอยยิ้มให้ผู้คนในทุกๆ วัน นวัตกรรมจากอ้อยสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเองของผู้คนในหลากหลายมิติ จากจุดเริ่มต้นของการผลิตน้ำตาลทรายบริสุทธิ์ น้ำเชื่อมเข้มข้นรสต่างๆ และน้ำตาลกลุ่มทางเลือกสุขภาพ เพื่อเป็นวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการ เชฟ จนถึงผู้บริโภค นำไปรังสรรค์เมนูโปรด ทั้งอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม ให้ทุกคนอิ่มอร่อยและบริโภคได้อย่างพอดี มีความสุข จนขยายต่อยอดไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและความงาม เช่น การสกัดอ้อยให้เป็นพรีไบโอติกไฟเบอร์ธรรมชาติที่ช่วยปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร หรือการผสานสารสกัดจากอ้อยเข้ากับวัตถุดิบธรรมชาติจนได้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณที่อ่อนโยน ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงและปลอดภัยจากสารเคมี

    ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติของ Eco-Living เส้นใยอ้อยและมันสำปะหลังได้ถูกนำมาต่อยอดเป็นบรรจุภัณฑ์ชีวภาพในกลุ่ม Bio-Material ที่มีจุดเด่นคือความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพได้เองตามธรรมชาติ 100% ภายในเวลาเพียง 6 เดือน เปลี่ยนขยะให้กลายเป็นสารอาหารคืนสู่ผืนดิน

    พลังงานเพื่อสร้างการเติบโตให้สังคม เบื้องหลังนวัตกรรมและพลังงานสะอาดทั้งหมด สิ่งที่กลุ่มมิตรผลให้ความสำคัญสูงสุดคือการ “เติบโตไปด้วยกันของสังคม” ช่วยสร้างการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรม พร้อมกระจายรายได้กลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่น เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ความมั่นคงที่ส่งตรงถึงท้องถิ่นนี้ได้กลายเป็นพลังที่สร้างความสุขให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจครัวเรือนที่เข้มแข็ง สนับสนุนการศึกษา และการดูแลสิ่งแวดล้อมโดยรอบให้อุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญคือการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ครอบครัวเกษตรกรและแรงงานผู้รับเหมากว่า 120,000 ราย พร้อมการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ในการทำเกษตรสมัยใหม่ การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และการส่งเสริมความยั่งยืนในภาคการเกษตร เช่น โครงการรับซื้อใบอ้อยสะสมกว่า 4 ล้านตัน ภายในปี พ.ศ.2569 เพื่อสร้างรายได้เสริมควบคู่ไปกับการตัดวงจรการเผาไร่อ้อย ช่วยลดมลพิษทางอากาศ และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับเศรษฐกิจของไทย

    จากน้ำตาลเกล็ดเล็กๆ สู่พลังงานสะอาดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ… วันนี้ “อ้อย” จึงเป็นพืชมหัศจรรย์ในวิถีชีวิตยุคใหม่ และเป็นพลังบริสุทธิ์จากผืนดินไทยซึ่งกลุ่มมิตรผลพร้อมนำมาเติมเต็มและสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับโลกใบนี้ไปด้วยกัน.

    บุญช่วย ค้ายาดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1053518/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b4c7pBaLBTlHD0tuDbt2p

  • ไทย-ออสเตรเลีย ยกระดับสัมพันธ์ 4 สาขา เปิดโอกาสมิติใหม่ มั่นคง-เศรษฐกิจ

    ไทย-ออสเตรเลีย ยกระดับสัมพันธ์ 4 สาขา เปิดโอกาสมิติใหม่ มั่นคง-เศรษฐกิจ

    ไทย-ออสเตรเลีย ยกระดับสัมพันธ์ 4 สาขา เปิดโอกาสมิติใหม่ มั่นคง-เศรษฐกิจ

    เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 19 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ณ อาคารรัฐสภาออสเตรเลีย กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และนายแอนโทนี อัลบาเนซี (The Honourable Anthony Albanese) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ร่วมแถลงข่าวภายหลังการหารือเต็มคณะ

    โดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-ออสเตรเลียให้ใกล้ชิด และเกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เพื่อรับมือความท้าทายร่วมกัน และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งการเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี และเกิดขึ้นในช่วงสำคัญก่อนที่ไทย และออสเตรเลียจะร่วมฉลองครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

    โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ไทยและออสเตรเลีย ยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) เมื่อปี 2563 และได้พัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยการหารือครั้งนี้ครอบคลุม 4 สาขาสำคัญ ที่ทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกัน

    ด้านแรก การเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเสริมความร่วมมือเพื่อรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงทั้งรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมใช้กลไกที่มีอยู่และพัฒนาความร่วมมือใหม่ให้ทันต่อภัยคุกคามที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ด้านที่สอง เศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นความสำคัญของการเพิ่มความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยจะขยายการค้าและการลงทุนสองทาง พร้อมส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    ด้านที่สาม วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน ทั้งสองประเทศจะส่งเสริมทักษะแห่งอนาคตผ่านความร่วมมือด้านการศึกษา นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพ นายกรัฐมนตรีชื่นชมบทบาทของชุมชนไทยที่มีส่วนสำคัญต่อสังคมออสเตรเลีย ขณะที่ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย สะท้อนสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่แน่นแฟ้น

    ด้านที่สี่ ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี ไทยและออสเตรเลียจะทำงานร่วมกันผ่านกรอบอาเซียน ACMECS หุ้นส่วนแม่โขง-ออสเตรเลีย และกรอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีขอบคุณออสเตรเลียที่สนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทยอย่างต่อเนื่อง

    โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การหารือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการจัดทำเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ เพื่อขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในระยะต่อไป โดยฉบับแรก แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (Joint Statement on Transnational Crime) ยกระดับความร่วมมือป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การหลอกลวงทางออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการฟอกเงิน ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระดับโลก เพื่อรับมือภัยข้ามพรมแดนที่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง

    ขณะที่ ฉบับที่สอง คือ แถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยการยกระดับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ (Leaders’ Statement on Deepening Economic Engagement) มุ่งใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ให้เต็มศักยภาพ ขยายการค้าและการลงทุนในสาขาสำคัญ สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎกติกาเป็นพื้นฐาน และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย (CSIRO) เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม

    ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรียินดีต่อข้อเสนอของออสเตรเลียในการจัดให้มีการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมไทย-ออสเตรเลียทุกสองปี (Biennial Defence Ministers’ Meeting) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหม และสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศจะเร่งประสานงานเพื่อผลักดันกลไกดังกล่าวให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียในระยะต่อไป ช่วยเปิดโอกาสใหม่ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง นวัตกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน และทำให้ทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น

    โฆษกรัฐบาลเปิดเผยด้วยว่า นายกฯได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีอัลบาเนซี รัฐบาล และประชาชนออสเตรเลียสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมย้ำว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้ก้าวหน้า และสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 75 ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ออสเตรเลีย

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในทุกด้านให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พร้อมแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีไทยได้นำคณะภาคเอกชนไทยร่วมเดินทางเยือนออสเตรเลียในครั้งนี้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียยังตอบรับคำเชิญเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปีหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5852578&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iif1F39hHBeOqjqBOVZYO

  • ‘ศุภจี’หวังส่งออกปีนี้โต 2 หลักดันเศรษฐกิจไทย

    ‘ศุภจี’หวังส่งออกปีนี้โต 2 หลักดันเศรษฐกิจไทย


    “ศุภจี” รับจีดีพีไตรมาส 2 ยังไม่น่าพอใจ  เชื่อการส่งออก ลงทุน ยังพยุงเศรษฐกิจภาพรวม เร่งไทยเที่ยวไทยพลัสต่อเนื่อง พร้อมเจรจาภาษีสหรัฐฯ ปลาย ส.ค. ชี้ไม่อยากให้ผู้ประกอบการกังวลจนเกินไป

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์  เปิดเผยว่า ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 2/2569 ที่ 1.9% ยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจ โดยการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีนัยสำคัญในการผลักดัน GDP และทั้งปีคาดว่าจะการส่งออกจะขยายตัวได้ในระดับ 2 หลัก และมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านบาท หากไม่มีสถานการณ์อะไรเข้ามาเป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่ควบคุมไม่ได้ โดยครึ่งปีแรกการส่งออกมีมูลค่า 6 ล้านล้านบาท

    “หากดูในเรื่องจีดีพี แม้จะถดถอยลงจากไตรมาสแรก เนื่องจากไตรมาสที่ 2 เราเข้าสู่สภาวะสงครามเต็มที่ ดังนั้นจะมีในเรื่องของค่าพลังงาน ค่าครองชีพบางตัวที่เพิ่มขึ้น แต่ในมุมของการส่งออกยังมีความสามารถในการส่งออกได้ดี ซึ่งปีนี้การส่งออกน่าจะยังขยายตัวได้ 2 หลัก และเป็นส่วนช่วยได้มาก ขณะที่การลงทุน เราเห็นการเจริญเติบโตของการลงทุนที่มาจากภาคเอกชนมาก เราก็ต้องมีหน้าที่ช่วยสนับสนุน ปลดล็อก และการลงทุนจะสร้างงานต่องานให้เกิดซัพพลายเชนในประเทศมากขึ้นได้อย่างไร” นางศุภจี กล่าว

    นางศุภจี กล่าวว่า ด้านการท่องเที่ยวนั้น รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติครึ่งปีแรกอยู่ที่ 7.8 แสนล้านบาท และเชื่อว่าทั้งปีจะไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนความคืบหน้าของโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของงบประมาณที่จะดำเนินงาน ว่าจะใช้จากส่วนไหน จากพ.ร.ก.เงินกู้ หรือ งบกลาง ซึ่งต้องทำให้ถูกต้อง และอยู่ระหว่างการวางหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เพื่อให้เกิดผลดีต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการกระจายรายได้ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

    “ตอนนี้อยู่ในช่วงของการดีไซน์โครงการ ส่วนกลไกหลักคงใช้ของเป๋าตังค์ แม้ก่อนหน้านี้จะมีการคาดการณ์ว่าอาจจะดำเนินการไม่ทันภายในเดือนส.ค.แต่สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น คืออยากให้เริ่มได้ภายในต.ค.นี้ หลังจากสิ้นสุดโครงการไทยช่วยไทย พลัส”นางศุภจี กล่าว

    อย่างไรก็ตามด้านการค้าระหว่างประเทศ เตรียมนำทีมเดินทางไปสหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนส.ค. เพื่อเจรจาเรื่องข้อตกลงทางการค้า (ART) และชี้แจงประเด็นมาตรา 301 เรื่องแรงงานบังคับและผลผลิตส่วนเกิน

    ปัจจุบันสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯกว่า 72% ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว เหลือเพียง 28% ที่เราต้องบริหารจัดการ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะจัดการได้ และไม่อยากให้ผู้ประกอบการกังวลจนเกินไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45915&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xGwpp1bDkQllbrPIPj9Jk

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 20 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 20 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/168721&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y4isGy2xAWwR-kJSG4EHs

  • ‘นายกฯ’ ชี้เยือนออสเตรเลีย ผลดีเศรษฐกิจ 2 เด้ง ทึ่งธุรกิจไทยลงทุนพุ่งหลายแสนล้าน

    ‘นายกฯ’ ชี้เยือนออสเตรเลีย ผลดีเศรษฐกิจ 2 เด้ง ทึ่งธุรกิจไทยลงทุนพุ่งหลายแสนล้าน

    วันนี้ (19 ส.ค.69) ณ กรุงแคนเบอร์รา, ออสเตรเลีย เมื่อเวลา17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่เร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลีย อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17-19 ส.ค.69 ว่า การเยือนครั้งนี้น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากได้เชิญชวนผู้ประกอบการออสเตรเลียในหลายภาคส่วนให้เข้าไปขยายกิจการในไทย รัฐบาลได้นำเสนอนโยบาย “Thailand Fast Pass” ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งทำหน้าที่เป็น One Stop Service ในการอำนวยความสะดวก และขจัดอุปสรรคให้นักลงทุนต่างชาติในจุดเดียว 

    โดยสิ่งที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมายคือ การขับเคลื่อนให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยน และเจรจาต่อยอด จนนำไปสู่ การร่วมลงทุน (Joint Venture) ในธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างบรรยากาศการค้าแบบ “วิน-วิน” (Win-Win Situation) ที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล 

    “ในวงหารือว่า หลายๆ บริษัทพูดกับผมว่า เพิ่งตัดสินใจที่จะไปขยายกิจการลงทุนในประเทศไทย สุดท้ายเขาก็จะเลือกประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ การเยือนครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้พอใจ 2 เด้งเพราะไม่เพียงแค่ดึงนักลงทุนเข้าไทย แต่ยังเป็นการเปิดทางให้นักลงทุนไทยไปเติบโตในออสเตรเลีย” 

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มทุนไทยรายใหญ่เข้าไปควบรวม และร่วมลงทุนมากมาย ทั้งในด้านพลังงาน เคมีภัณฑ์ และโรงแรม โดยเฉพาะบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) กลุ่มบริษัทของคนไทยที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลียรวมมูลค่าสูงถึง 230,000 ล้านบาท ทำให้ออสเตรเลียมองคนไทยว่าเราไม่ใช่เป็นประเทศเกษตรกรรมทำไร่ไถนาอย่างเดียว แต่เราเป็นประเทศที่มีทุนระดับชาติ ไปลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศได้

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ข้อกังวลของภาคเอกชนเรื่องระยะเวลาวีซ่าการทำงานของแรงงานไทยที่อาจจะสั้นเกินไป ผู้ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียได้รับทราบปัญหา และมอบหมายให้รัฐมนตรีแรงงานของทั้งสองประเทศรับไปหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันแล้ว 

    “แรงงานไทยในสายตาต่างชาติที่เคยกังวลว่า มาแล้วจะไม่ยอมกลับ ประเทศไทย คนไทยวันนี้ เราไม่ได้มาเพื่อขายแรงงานถูกๆ อีกต่อไป แต่เรามาพร้อมทักษะ ความถนัด ความรู้ และเทคโนโลยี” 

    ทั้งนี้ตัวอย่างความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่เข้าไปทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง แคนวา (Canva) เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ศักยภาพ และสมองขับเคลื่อนองค์กรชั้นนำได้อย่างโดดเด่น” 

    สำหรับประเด็นที่คนไทยถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รัฐบาลนี้ประกาศความเป็นศัตรูกับกระบวนการค้ายาเสพติดในทุกรูปแบบ รัฐบาลไทยจึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้เลย หากท่านกระทำผิด และได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับ นายแอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยตรง และแจ้งอย่างชัดเจนว่า ขอให้ท่านดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายออสเตรเลียได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยจะไม่เข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใดๆ

    ขณะที่นายกฯ ออสเตรเลียได้ตอบกลับด้วยความเข้าใจว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความผิดส่วนบุคคล และไม่ได้ให้น้ำหนักจนกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียยังคงมองไทยเป็นพันธมิตรสำคัญในการร่วมปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ และแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งที่ผ่านมาทางการไทยได้โชว์ผลงานกวาดล้าง และอายัดทรัพย์สินเครือข่ายเหล่านี้ไปแล้วกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1248148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S0AxszupZn88YNw5B-AYb

  • ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ   ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ  ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ตลาดอสังหาริมทรัพย์ นับว่าเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ ที่ผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว แม้ว่าจะไม่เท่ากับภาคการส่งออกหรืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่ตลาดอสังหาฯ เป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อของคนในประเทศได้ทางหนึ่ง ซึ่งภาพรวมตลาดอสังหาฯ ไทยปี 2569 ตลาดยังอยู่ในภาวะ “ชะลอตัว แต่เริ่มปรับสมดุล” แรงกดดันหลักมาจากหนี้ครัวเรือนสูง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ และสต็อกที่อยู่อาศัยเหลือขาย ขณะที่มาตรการภาครัฐและทิศทางดอกเบี้ยช่วยพยุงกำลังซื้อบางส่วน

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ   ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เคยวิเคราะห์ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 ส่งสัญญาณ “ฟื้นตัวแบบเปราะบาง” หลังมาตรการภาครัฐ ทั้งการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV และการลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนอง ช่วยประคองกำลังซื้อ ส่งผลให้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาส 1/2569 ทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% อยู่ที่ 72,583 หน่วย มูลค่า 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1%

    อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าว ยังไม่กระจายทั่วทั้งตลาด เพราะผู้บริโภคยังเผชิญภาระหนี้ และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ผู้ประกอบการยังระมัดระวังการลงทุนและชะลอการเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง

    ดังนั้นภาพรวมตลาดบ้านใหม่ในปีนี้ ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อที่มีรายได้ปานกลาง และรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ   ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ล่าสุดกรุงเทพมหานคร เตรียมประกาศใช้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ซึ่งร่างผังเมือง กทม. ใหม่ มีการปลดล็อกและอัปเกรดศักยภาพที่ดิน (Up-zoning) ในนอกโซนธุรกิจและรองรับการเส้นทางรถไฟฟ้าที่ขยายตัวออกนอกเมืองมากขึ้น เช่น ลาดพร้าว และตามแนวถนนลาดพร้าว เพื่อรองรับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าเส้นอื่นๆ

    จากที่ดินขนาดเท่าเดิม จะสามารถสร้างพื้นที่อาคาร (Gross Floor Area) ได้มากขึ้น 1.5 – 2 เท่า ทำให้ราคาขายต่อยูนิตลดลง ซึ่งจะดึงดูดทั้งกลุ่มผู้ซื้อ เพื่ออยู่อาศัยจริงและนักลงทุนจากบริเวณรัชดาภิเษก-พระราม 9 ให้ขยับมาสู่ย่านลาดพร้าว เพราะจะได้ราคาที่ต่ำลง หรือขนาดห้องที่ใหญ่ขึ้นในงบประมาณเท่าเดิม

    เจาะกลไก The Pull-Back Effect ชิงกำลังซื้อชานเมือง

    ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) สายงานสินเชื่อธุรกิจ วิเคราะห์ประเมินทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ รับมือการประกาศใช้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับใหม่ มองว่า ข้อกำหนดทางกฎหมายผังเมือง กำลังกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมครั้งสำคัญ ที่จะพลิกโครงสร้างการแข่งขันของตลาด ที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากอดีตที่ผู้ซื้อต้องขยับออกไปหาบ้านราคาจับต้องได้ใน นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม หรือสมุทรปราการ กำลังซื้อส่วนหนึ่งจะเริ่ม เลี้ยวกลับเข้ากรุงเทพฯ

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ   ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ปัจจัยหลักที่กำหนดราคาขายและรูปแบบการพัฒนาของบ้านหรือคอนโดมิเนียม คือ ข้อกำหนดเรื่องสีผังเมือง อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) และอัตราส่วนพื้นที่ว่าง (OSR) เมื่อใดก็ตามที่ผังเมืองมีการปรับเปลี่ยนข้อกำหนดเหล่านี้ หรือหากเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือไม่สอดคล้องกับจังหวะการพัฒนาเมือง ย่อมทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างรุนแรง

    ในอดีตต้นทุนการพัฒนาใน กทม. สูงจากข้อจำกัดผังเมือง ส่งผลให้ผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัด ถูกบีบให้ออกไปซื้อที่อยู่อาศัยในจังหวัด ปทุมธานี สมุทรปราการ นนทบุรี และนครปฐม ดังนั้นมองว่าการที่ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ได้ผ่อนปรนข้อกำหนดหลายประการ

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ   ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    โดยการผ่อนปรนใหม่ที่จะเกิดขึ้น หลังร่างผังเมืองรวมกทม.ประกาศใช้ เช่น การลดขนาดแปลงที่ดินขั้นต่ำ ปลดล็อกพื้นที่ให้สามารถสร้างทาวน์โฮม หรือบ้านเดี่ยวขนาด 50 ตารางวาได้ หรือ เพิ่มขีดความสามารถในการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นขยายเพดานพื้นที่ก่อสร้างอาคารสูงในหลายเส้นทาง เช่น ถนนบางสายที่เคยสร้างคอนโดมิเนียมได้สูงสุดแค่ 4,000 ตารางเมตร อาจสร้างได้ถึง 10,000 ตารางเมตร

    จากการผ่อนปรนดังกล่าว ช่วยให้ผู้ประกอบการ บริหารจัดการต้นทุนต่อยูนิตได้ต่ำลง สามารถทำราคาขายแข่งขันกับโครงการชานเมืองได้ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า The Pull-Back Effect หรือสภาวะที่กำลังซื้อถูกดึงกลับ เข้าสู่เขตกรุงเทพฯ ซึ่งอาจกระทบต่อยอดขายและสภาพคล่องของโครงการ ในเขตปริมณฑลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ผังเมืองกทม.

    ผังเมืองกทม.

    เจาะลึก 5 โซนยุทธศาสตร์รับแรงกระแทก

    ทั้งนี้ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำแนก 5 ทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ ที่กำลังเผชิญความท้าทายประกอบด้วย โซนตอนเหนือ-ตะวันตก (นนทบุรี-นครปฐม) ซึ่งเป็นโซนที่กินส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างสูง มูลค่าตลาดซื้อขายประมาณ 16,000 ล้านบาทต่อปี ตลาดบ้านแนวราบระดับราคา 8–15 ล้านบาท ในย่านบางใหญ่ บางบัวทอง และศาลายา กำลังเผชิญการแข่งขันโดยตรงจากการปลดล็อกผังเมืองใหม่

    โดยเขตตลิ่งชัน-ทวีวัฒนา ถูกปรับให้เป็นพื้นที่อยู่อาศัย (ย.4-ย.5, ก.2-ก.3) พัฒนาโครงการยืดหยุ่นกว่าเดิมหลายเท่า (ยกเลิกข้อกำหนดการสร้างบ้านขั้นต่ำ 100 ตารางวา) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถผุดโครงการบ้านเดี่ยว 50 ตารางวา หรือทาวน์โฮมพรีเมียม ในเขตตลิ่งชันได้ในระดับราคาที่ใกล้เคียงกับบางบัวทองหรือนครปฐม

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ   ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ส่งผลให้ผู้บริโภคจะนำ ต้นทุนเวลา (Time Cost) มาคำนวณ ยอมลดขนาดที่ดินลงมาเล็กน้อย เพื่อแลกกับการอยู่ในเขตตลิ่งชัน ที่เชื่อมถนนบรมราชชนนีได้ทันที ซึ่งคุ้มค่ากว่าการต้องไปทนรถติดตรงคอขวดในทุกๆ เช้า แต่ผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ซัพพลายใหม่จะผุดขึ้นในเขตทวีวัฒนาเพื่อ ดักกำลังซื้อก่อนข้ามไป นนทบุรี และนครปฐม

    ส่วนโซนลำลูกกา-รังสิต (ปทุมธานี) พบว่า มูลค่าตลาดซื้อขายประมาณ 12,000 ล้านบาทต่อปี ร่างผังเมืองใหม่ ดอนเมือง-หลักสี่ ปรับให้เป็นพื้นที่สีส้มรองรับ Airport City ส่วนแถบหทัยราษฎร์ คลองสามวา ผ่อนปรนให้พัฒนาโครงการแนวราบได้หลากหลายขึ้น และการเพิ่ม FAR ช่วงริมถนนพหลโยธิน จะทำหน้าที่เป็นตาข่ายดักกำลังซื้อ ก่อนไหลออกสู่ปทุมธานี

    แม้ย่านรังสิต จะมีโครงสร้างพื้นฐาน และเมกะโปรเจกต์หลายโครงการที่กำลังพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น ซ็นทรัล รังสิต (เนื้อที่กว่า 761 ไร่) โปรเจกต์มิกซ์ยูส เมการังสิต และ อิเกีย รังสิต (เนื้อที่ 1,000 ไร่ บริเวณจุดตัดวงแหวนคลอง 5) หรือแม้แต่รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มส่วนต่อขยาย (ช่วงรังสิต – ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต) รวม 4 สถานี และทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต – บางปะอิน (M5)

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ   ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ผลกระทบจากผังเมือง กทม. ที่คาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2570 จะเข้ามากดดันตลาดก่อนแน่นอน การขยับตัวนี้เปรียบเสมือนการขึงตาข่าย ดักกำลังซื้อชั้นดีไว้ใน กทม. ผู้บริโภคที่เคยมองหาบ้านโซนรังสิต-นครนายก หรือลำลูกกา จะเริ่มชั่งน้ำหนักใหม่ การยอมจ่ายแพงขึ้นอีกนิด เพื่อซื้อบ้านย่าน ดอนเมือง สายไหม หทัยราษฎร์ หรือคลองสามวา แลกกับการได้ใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียวและแดง โดยตรง ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

    ด้านโซนหลวงแพ่ง-ลาดกระบัง สุวินทวงศ์ วัดศรีวารีน้อย พบว่ามูลค่าตลาดซื้อขายประมาณ 7,400 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเดิมกำลังซื้อคือกลุ่มบุคลากรสนามบินสุวรรณภูมิ และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง (ประมาณ 40,000 – 47,000 คน) แต่การปลดล็อกพื้นที่บริเวณถนนฉลองกรุง เป็นพื้นที่เขียวทแยงขาว หรือที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาฯ สามารถซอยแปลงที่ดินทำบ้านเดี่ยว (50 ตร.วา) บ้านแฝด (35 ตร.วา) หรือทาวน์โฮม (16-20 ตร.วา) ได้ เปิดโอกาสให้เกิดโครงการในทำเลที่ใกล้แหล่งงานมากกว่าเดิม

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ   ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    เช่นเดียวกับ โซนฝั่งธนบุรี (ตากสิน-เพชรเกษม ปะทะ จอมทอง) มูลค่าตลาดซื้อขายประมาณ 5,300 ล้านบาทต่อปี พื้นที่ตามแนวถนนหลักของรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีม่วงใต้ เป็นทำเลหลักของการพัฒนาคอนโดมิเนียม รองรับกลุ่มพนักงาน Office รายได้กลางถึงสูง ปัจจุบันมีโครงการ High Rise ระหว่างพัฒนาประมาณ 20 โครงการ รวม 9,500 ยูนิต

    ดังนั้น การอัปเกรดพื้นที่เขตจอมทอง จากพื้นที่สีส้ม (ย.5–ย.7) ให้เป็นพื้นที่สีน้ำตาล (ย.8–ย.10) หรือที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก ทำให้สามารถพัฒนาคอนโดมิเนียมได้พื้นที่อาคารเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาขายต่อยูนิตปรับตัวลดลง และจะชิงกำลังซื้อมาจากโซนตากสิน-เพชรเกษม เนื่องจากระยะทางที่สั้นกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่ำกว่า

    และโซนสุดท้าย คือ รัชดาภิเษก-ลาดพร้าว พบว่ามูลค่าตลาดซื้อขายหลัก เป็นสินค้าประเภทคอนโดมิเนียมประมาณ 10,800 ล้านบาทต่อปี ราคาขายปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง (เริ่มต้น 3 ล้านบาทขึ้นไป) ซอยหลักที่เป็นที่นิยมในการลงทุนและชาวต่างชาติ จะอยู่บริเวณ ถนนห้วยขวาง สุทธิสารวินิจฉัย ประชาราษฎร์บำเพ็ญ และโชคชัยร่วมมิตร

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ   ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัวรับมือจุดเปลี่ยน

    ธนาคารเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์อีกว่า ผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับใหม่นี้ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่า การพึ่งพาข้อได้เปรียบเรื่องราคาที่ดินชานเมือง ถูกกว่าเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอเพียง ผู้ประกอบการที่มีที่ดิน (Land Bank) อยู่ใน 5 โซนยุทธศาสตร์ดังกล่าว จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับ The Pull-Back Effect อย่างเร่งด่วน

    โดยธนาคารเกียรตินาคินภัทร มีข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ 2 ประการ โดยเฉพาะ การบริหารจัดการต้นทุน (Cost Optimization): ผู้ประกอบการชานเมืองต้องรักษาส่วนต่างราคา (Price Gap) ให้กว้างพอที่จะจูงใจให้ผู้ซื้อยอมแลกกับ ต้นทุนเวลา(Time Cost) ในการเดินทาง

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ   ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    และการเจาะตลาดกลุ่มเฉพาะ (Niche Market Development) เพราะการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป โครงการชานเมือง จำเป็นต้องชูจุดขายด้านไลฟ์สไตล์ หรือฟังก์ชันพื้นที่ใช้สอย ที่โครงการในเมืองไม่สามารถให้ได้ในระดับราคาเดียวกัน เพื่อสร้าง Brand Loyalty ที่แข็งแกร่ง

    อ่านข่าว:

    ลุยตรวจนิติบุคคล 36,277 ราย กรมพัฒน์ฯ แฉต่างชาติ ถือครองโฉนดที่ดินอื้อ

    อสังหาฯ กรุงเทพฯ-ปริมณฑลเปลี่ยนเกม KKP ชี้ผู้ซื้อหันหา บ้านราคาจับต้องได้

    ครม. เคาะต่อมาตรการ ลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% บ้าน-คอนโดไม่เกิน 7 ล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509596&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jWBFumRJ3Z58extQwVxUj

  • “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ รับมือโลกเปลี่ยนผ่าน ชู 5D

    “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ รับมือโลกเปลี่ยนผ่าน ชู 5D

    “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ รับมือโลกเปลี่ยนผ่าน ชู 5D


    วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน จึงไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้ โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย

    นางศุภจี กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรามีอะไร” หรือ “เราจะผลิตอะไร” แต่ต้องถามว่า “ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร” พร้อมกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ

    รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน โดยนำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง

    สำหรับภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชนที่รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3. คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

    “เราไม่ได้ตั้งใจเป็นคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีกคณะหนึ่งจากที่มีแล้ว 320 คณะ แต่ตั้งใจตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” นางศุภจี กล่าว

    สำหรับคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร นางศุภจี กล่าวว่า ต้องแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น

    ในส่วนต้นน้ำ ต้องยกระดับการผลิต เทคโนโลยี และข้อมูล ในส่วนกลางน้ำต้องเพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก ขณะที่ปลายน้ำต้องขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสามารถแปรรูปและเก็บรักษาผลผลิตได้ จะช่วยลดแรงกดดันจากฤดูกาลและทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี

    รองนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างว่า การส่งออกสินค้าเกษตรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยังติดลบประมาณ 3.2% แม้มีมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท สะท้อนว่า ภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น

    ด้านเศรษฐกิจชุมชน และ SMEs จะใช้แนวคิด “SME Journey” ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายกิจการ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเป็น Regional Player โดยเน้นการยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่องทางตลาด และการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่

    ปัจจุบันประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ SMEs “อยู่รอด” แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการ เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้

    นอกจากนี้ ยังต้องปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต รวมถึงการพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด

    ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy นางศุภจี กล่าวว่า ต้องเปลี่ยนจากการมองเพียง “จำนวนนักท่องเที่ยว” ไปสู่การมอง มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด และออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น

    ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา จึงมีโอกาสที่จะเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว สินค้า บริการ และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ โดยเดินหน้าขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิม เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งเพิ่ม Local Content และเชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    นางศุภจี กล่าวว่า แม้การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดีท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมอง “ไส้ใน” ของตัวเลขด้วยว่าโครงสร้างการส่งออกมีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SMEs

    “ด้านหนึ่งเราต้องนำสินค้าที่เรามีออกไปหาตลาด อีกด้านหนึ่งเราต้องนำตลาดเข้ามาหาสินค้าและบริการของเรา และแกนกลางที่สำคัญที่สุดคือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยต้องเติบโตไปพร้อมกัน” นางศุภจี กล่าว

    • “วีระศักดิ์” ชู Visitor Economy เปลี่ยน “นักท่องเที่ยว” เป็น “ผู้มาเยือน” สร้างประสบการณ์–กระจายรายได้

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับมุมมองจากการนับจำนวน “นักท่องเที่ยว” ไปสู่การทำความเข้าใจว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร เพราะผู้เดินทางจำนวนมากไม่ได้เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจเดินทางมาเพื่อสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา การพักผ่อน หรือประสบการณ์เฉพาะด้าน

    ดังนั้น “Visitor Economy” จึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจให้สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน

    นายวีระศักดิ์ ระบุว่า “การท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ” และจำนวนผู้มาเยือนก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ประเทศไทยส่งมอบ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศไทย

    ทั้งนี้ ยังต้องกระจายโอกาสจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง รวมถึง “เมืองรองในเมืองหลัก” และสร้างกิจกรรมใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือนมีเหตุผลที่จะใช้เวลาและใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น โดยให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ

    • “กอบศักดิ์” เดินหน้าเกือบ 100 ข้อเสนอ เน้น “รู้ปัญหาแล้วต้องแก้ให้ได้”

    ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs กล่าวว่า คณะทำงานได้ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และรวบรวมข้อเสนอได้เกือบ 100 ข้อเสนอ โดยจะไม่มุ่งจัดทำ “แผน” เพิ่มเติม แต่จะเน้นนำข้อเสนอที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติ

    “ประเทศไทยมีแผนเยอะแล้ว แต่หัวใจ คือ เรามีอุปสรรคและปัญหาที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีคนลงมือแก้จุดนั้นให้ได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว

    สำหรับภาคเกษตร จะมุ่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรไทย การใช้โดรนและศูนย์บริการเครื่องจักรในชุมชน การยกระดับ Food Safety การพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรร่วมกัน การส่งเสริม Young Smart Farmer ตลอดจนการเพิ่มการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวทางสร้างตลาดให้เกษตรกรผ่านช่องทางใหม่ ทั้งการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาช่องทาง E-commerce การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการเชื่อมตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว

    สำหรับ SMEs จะเน้นการสร้าง “SME Journey” ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนเติบโตเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การลดขั้นตอนใบอนุญาต การจัดทำ SME ID และฐานข้อมูล การพัฒนานักบัญชีชุมชน การสร้างระบบ “Big Brother” ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก การเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain การยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การใช้ AI และดิจิทัล ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม โดยเรื่องที่สามารถทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะเดินหน้าเป็นระยะ เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือน–1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี

    นางศุภจี กล่าวสรุปว่า การทำงานของทั้ง 4 คณะทำงานจะไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องบูรณาการตั้งแต่การติดตามแนวโน้มโลก การกำหนดนโยบาย การลงมือปฏิบัติ ไปจนถึงการวัดผล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น สามารถแข่งขันได้ และสร้างรายได้และโอกาสที่กระจายไปถึง เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย

    “เราไม่ได้เดินจังหวะเดียว ต้องเดินทางไปหาตลาด ดึงตลาดเข้ามาหาเรา และแกนกลางที่เป็นแก่นของการทำงานทุกวันนี้ คือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยที่ต้องเติบโตไปพร้อมกัน”นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EXwzqJzZMhsms2PtTaRNs

  • ‘กฟผ.’ โชว์ 8 นวัตกรรมเด่น ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด-เศรษฐกิจหมุนเวียน

    ‘กฟผ.’ โชว์ 8 นวัตกรรมเด่น ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด-เศรษฐกิจหมุนเวียน

    การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดตัวนิทรรศการนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าอย่างยิ่งใหญ่ ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 23 สิงหาคม 2569 ณ อาคาร 11 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานผ่านนิทรรศการที่ทันสมัยและกิจกรรมที่สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “Innovate Power Solutions for a Better Life” หรือ “นวัตกรรมพลังงานไฟฟ้า เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” 

    นิทรรศการในปีนี้ กฟผ. ได้คัดสรร 8 ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่นมาจัดแสดงถึง เพื่อให้เยาวชนและประชาชนเห็นถึงทิศทางของพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน 

    นายศุภชัย คูณเศรษฐ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ กฟผ. กล่าวว่า ในงานนิทรรศการดังกล่าว กฟผ. ได้ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมพลังงานสู่เยาวชน และประชาชนที่สนใจด้านพลังงาน ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการ 8 กลุ่มผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นหลากหลายมิติ ได้แก่

    ‘กฟผ.’ โชว์ 8 นวัตกรรมเด่น ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด-เศรษฐกิจหมุนเวียน

    นวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับพลังน้ำ (Hydro Floating Solar) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และที่สำคัญคือเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กที่มีกำลังการผลิตน้อยกว่า 300 เมกะวัตต์ต่อโมดูล 

    ทั้งนี้ โรงไฟฟ้า SMR นี้ถือเป็นนวัตกรรมที่สำคัญ เนื่องจากสามารถผลิตและประกอบสำเร็จจากโรงงาน ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ตามมาตรฐานและมีความปลอดภัยสูง อีกทั้ง ยังสะดวกในการขนย้ายไปติดตั้งในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว 

    หลักการทำงานของ SMR คือการใช้ความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน เพื่อต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำไปขับกังหันและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจึงไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

    ‘กฟผ.’ โชว์ 8 นวัตกรรมเด่น ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด-เศรษฐกิจหมุนเวียน

    ประโยชน์ของ SMR มีหลากหลายมิติ ทั้งการนำความร้อนไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม การผลิตไฮโดรเจน และการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า SMR เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วในหลายประเทศ เช่น Akademik Lomonosov ในรัสเซีย ซึ่งเป็นแบบลอยน้ำ และ HTR-PM ในจีนที่ใช้ก๊าซฮีเลียมเป็นสารหล่อเย็น นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาอย่าง ACP100 และ BWRX-300 ที่ได้รับความสนใจจากนานาประเทศทั่วโลก

    ต่อมานวัตกรรมโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่กฟผ.ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระดับครัวเรือน นวัตกรรม  EV และ Charging Station ที่แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีการเปิดตัวสถานีชาร์จต้นแบบที่ทันสมัย ซึ่งเชื่อมโยงกับนวัตกรรม Grid Modernization หรือการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อให้สามารถรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    พร้อมทั้ง นวัตกรรม Second Life Battery Ecosystem ถือเป็นต้นแบบการบริหารจัดการแบตเตอรี่ที่หมดอายุอย่างครบวงจร กฟผ. ได้ศึกษาและพัฒนาการนำเซลล์แบตเตอรี่จากยานยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุการใช้งานแล้วมาปรับใช้ใหม่เป็นระบบกักเก็บพลังงานสำหรับที่อยู่อาศัย (Home Use – Battery Energy Storage System) หรือ Second-Life Battery Pack ขนาด 5 kWh กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการทดสอบความปลอดภัยของเซลล์แบตเตอรี่ในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากล เช่น UN และ IEC เพื่อคัดแยกแบตเตอรี่ที่ยังใช้งานได้มาประกอบใหม่ด้วยระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ที่ กฟผ. พัฒนาขึ้นเอง

    สำหรับแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ กฟผ. ได้พัฒนาระบบการรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% โดยการเปลี่ยนจากการแช่น้ำเกลือแบบเดิมที่ใช้เวลานานและเสี่ยงต่อการเกิดมลพิษ มาเป็นการใช้ระบบควบคุมไฟฟ้าเพื่อคายประจุ (Discharge) ที่แม่นยำ ระบบนี้สามารถควบคุมแรงดัน กระแส และอุณหภูมิ เพื่อป้องกันการเกิด Thermal Runaway และยังสามารถกู้คืนพลังงานที่ตกค้างในแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ได้อีกด้วย 

    หลังจากคายประจุแล้ว แบตเตอรี่จะถูกนำเข้าสู่เครื่องบดและแยก (Shredding Process) ในโรงงานต้นแบบที่มีกำลังการผลิต 50-100 กิโลกรัมต่อชั่วโมง เพื่อให้ได้ “แบล็คแมส” (Black Mass) หรือผงดำที่มีส่วนประกอบของโลหะมีค่า เช่น ลิเทียม (Li), นิกเกิล (Ni) และโคบอลต์ (Co) 

    ‘กฟผ.’ โชว์ 8 นวัตกรรมเด่น ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด-เศรษฐกิจหมุนเวียน

    จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการสกัดโลหะด้วยวิธีทางเคมี (Hydrometallurgy) เพื่อนำโลหะเหล่านี้กลับมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ใหม่ ซึ่งช่วยลดการทำเหมืองแร่และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ถึง 30-60% นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีวิสัยทัศน์ในอนาคตที่จะนำชีวมวลมาผลิตเป็นขั้วแอโนดสำหรับแบตเตอรี่สีเขียว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรอีกทางหนึ่ง

    นวัตกรรม LANDMOS ซึ่งเป็นระบบเฝ้าติดตามการเคลื่อนตัวของดินบริเวณเหมืองแม่เมาะแบบเรียลไทม์ โดยใช้เทคโนโลยีทางวิศวกรรมขั้นสูงเพื่อความปลอดภัยในการดำเนินงาน ตามมาด้วยนวัตกรรมกลุ่มที่เจ็ดที่เป็นผลงานรักษ์โลกอย่าง EGAT ASH NOVA ซึ่งเป็นการนำเถ้าลอย (Fly Ash) ซึ่งเป็นวัสดุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ มาพัฒนาเป็นคอนกรีตทางเลือกที่สามารถทดแทนปูนซีเมนต์ได้สูงสุดถึง 100% และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 58% หรือลดลงกว่า 288 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเมื่อเทียบกับการผลิตคอนกรีตทั่วไป 

    ปัจจุบันได้มีการประยุกต์ใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แผ่นปูพื้นสำเร็จรูปสำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Green Charging Station) พื้นถนนที่รองรับการใช้งานหนัก และหมอนรองรางรถไฟคอนกรีตอัดแรง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากการรถไฟแห่งประเทศไทยในการทดสอบจนผ่านมาตรฐาน

    นวัตกรรมกลุ่มสุดท้าย EGAT SCADA X ซึ่งเป็นระบบควบคุมและตรวจสอบระบบไฟฟ้าอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของระบบไฟฟ้าไปสู่ยุคดิจิทัล ทำให้ กฟผ. สามารถบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนสูงได้อย่างแม่นยำและมั่นคง 

    การจัดแสดงนวัตกรรมทั้ง 8 กลุ่มนี้ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีของ กฟผ. เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากการนำวัสดุเหลือใช้อย่างเถ้าลอยและซากแบตเตอรี่กลับมาสร้างมูลค่าใหม่ 

    กฟผ. เชื่อมั่นว่านิทรรศการในงานมหกรรมวิทย์ฯ ครั้งนี้ จะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สำคัญ ซึ่งช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนได้เห็นว่าวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมพลังงานเป็นเรื่องที่สนุก เข้าใจง่าย และเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างโลกที่ยั่งยืน การมาร่วมงานของน้อง ๆ เยาวชนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการมาชมงานนิทรรศการ แต่เป็นการมารับประสบการณ์ตรงจากการทดลองทำและการสัมผัสเทคโนโลยีที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในอนาคตอันใกล้

    นอกจากนี้ ภายในบูท กฟผ. ยังมีกิจกรรม Workshop และนิทรรศการแบบ Interactive เกือบ 10 กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องพลังงานผ่านความสนุกสนาน เช่น เกม Bingo พลังงาน และเกมถามตอบที่ทำให้รู้จักบทบาทของ กฟผ. มากขึ้น อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมคือการทำไฟฉายจิ๋วจากไม้ไอติม หรือ Mini Popsicle Flashlight ซึ่งเป็นกิจกรรมฝึกทักษะที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้หลักการพื้นฐานของวงจรไฟฟ้าอย่างเข้าใจง่ายและลงมือทำได้จริง พร้อมรับของที่ระลึกจาก ENGY Shop เชิญชวนร่วมชมกิจกรรมต่างๆ ของ กฟผ. ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/666873&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T-nfFZouTdfUquwpl1j8o

  • ทวี จี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจชายแดน มูลค่า 1.2 แสนล้าน เหลือศูนย์ แนะมาตรการช่วย 

    ทวี จี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจชายแดน มูลค่า 1.2 แสนล้าน เหลือศูนย์ แนะมาตรการช่วย 

    ทวี จี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจชายแดน มูลค่า 1.2 แสนล้าน เหลือศูนย์ แนะมาตรการช่วย 

    วันที่ 19 สิงหาคม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เศรษฐกิจชายแดนสระแก้วหยุดชะงัก กระทบประชาชนหนัก ต้องเร่งช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู การค้าปีละ 120,000 ล้านบาท เหลือ 0 บาท

    ผ่านไปหนึ่งปีหลังเกิดความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา แม้การสู้รบจะสงบลงแล้ว แต่เศรษฐกิจชายแดนที่หยุดชะงักอย่างกะทันหันยังไม่ฟื้นตัว ประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร และแรงงานยังต้องรับภาระจากวิกฤตที่ตนไม่ได้เป็นผู้ก่อ

    ระหว่างวันที่ 19–20 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อศึกษาผลกระทบด้านกฎหมาย ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิทธิของประชาชน

    สิ่งที่พบคือ รายได้หาย ธุรกิจขาดสภาพคล่อง เกษตรกรเข้าไม่ถึงพื้นที่ทำกิน และความเดือดร้อนกำลังลุกลามไปถึงครอบครัว เด็ก และเยาวชน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนตั้งตัวและปรับตัวได้จริง

    ข้อมูลที่ได้รับฟังจากกรมศุลกากรระบุว่า ช่วงปี 2567 ถึงครึ่งแรกของปี 2568 มูลค่าการค้าผ่านด่านในพื้นที่เฉลี่ยเดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท หรือประมาณ 120,000 ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อมีข้อจำกัดการผ่านแดน มูลค่าการค้าผ่านด่านลดลงเหลือ 0 บาท

    ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ค้าระหว่างประเทศ แต่กระจายไปถึงธุรกิจขนส่ง ตลาด ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยว เกษตรกร ลูกจ้าง และแรงงานในชุมชน

    ลูกค้าและคำสั่งซื้อจากกัมพูชาลดลง สินค้าค้างสต็อก ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น และธุรกิจขาดเงินทุนหมุนเวียน ผู้ประกอบการบางส่วนต้องกู้ยืมทั้งในและนอกระบบ ลดการจ้างงาน หยุดลงทุน หรือเตรียมย้ายออกจากพื้นที่

    รายได้หยุดลง แต่ภาระหนี้ ค่าเช่า ค่าจ้าง ดอกเบี้ย ภาษี และค่าใช้จ่ายประจำยังคงอยู่ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ คนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่อาจย้ายออก กำลังซื้อจะลดลง และเด็กบางส่วนอาจเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

    ข่าวปลอมและความขัดแย้งทางความรู้สึกซ้ำเติมวิกฤต สถานการณ์ยังถูกซ้ำเติมด้วยความคิดเห็นที่รุนแรงในบางส่วนของทั้งสองประเทศ รวมถึงข่าวปลอม ข่าวลือ และข้อมูลออนไลน์ที่บิดเบือนหรือขยายความขัดแย้งเกินข้อเท็จจริง กระแสดังกล่าวลุกลามไปสู่การต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชา ทำให้คู่ค้าและผู้บริโภคบางส่วนลดหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ ขณะที่นักลงทุนและนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นในการเดินทางเข้าพื้นที่

    ประชาชนในพื้นที่เรียกร้องให้รัฐต้องสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว เป็นเอกภาพ และตรวจสอบได้ พร้อมดำเนินการกับผู้จงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ โดยไม่กระทบต่อการรายงานข่าว การวิพากษ์วิจารณ์ และการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
    เกษตรกรสูญเสียทั้งผลผลิตและพื้นที่ทำกิน

    ชาวบ้านและเกษตรกรให้ข้อมูลว่า ไร่อ้อยประมาณ 6,000 ไร่ได้รับความเสียหายจากการปะทะจนเกิดเพลิงไหม้ ขณะที่อีกประมาณ 1,800 ไร่ไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวได้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่ความเสียหายจำนวนมากยังไม่ได้รับการเยียวยา

    เกษตรกรยังประสบปัญหาเงินช่วยเหลือตามมาตรการตัดอ้อยสดค้างจ่าย กฎเกี่ยวกับการเผาอ้อยของแต่ละหน่วยงานไม่เป็นเอกภาพ การขาดแคลนแรงงาน และการเข้าไม่ถึงแหล่งทุน บางรายไม่สามารถชำระหนี้จนถูกยึดรถไถหรือรถบรรทุกซึ่งเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ

    ชาวบ้านยังแจ้งว่า มีวัตถุระเบิดตกค้างหรือวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ทำกิน ทำให้ไม่สามารถกลับไปทำการเกษตรได้ตามปกติ รัฐต้องเร่งตรวจสอบ สำรวจ และเก็บกู้วัตถุระเบิดให้ปลอดภัย ไม่ปล่อยให้ประชาชนเสี่ยงตรวจพื้นที่ด้วยตนเอง

    ปัญหาช้างป่ายังซ้ำเติมความเดือดร้อน ทั้งการทำลายพืชผล บ้านเรือน และทรัพย์สิน แต่เกษตรกรบางส่วนยังไม่ได้รับเงินชดเชย ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการอนุรักษ์ แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย อาชีพ และรายได้ของประชาชน

    ด่านศุลกากรอรัญประเทศแห่งใหม่ ณ บ้านป่าไร่ ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 525 ไร่ 3 งาน ใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท และก่อสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2563 แต่ยังไม่สามารถเปิดเป็นด่านได้ เนื่องจากฝั่งกัมพูชายังไม่มีพื้นที่รองรับและยังไม่ได้เปิดเป็นจุดผ่านแดนถาวร รวมถึงข้อกังวลเรื่องเขตแดนและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

    กรณีนี้สะท้อนว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องคำนึงถึงความพร้อมของพื้นที่และความร่วมมือระหว่างประเทศ มิฉะนั้น งบประมาณจำนวนมากก็ไม่อาจสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย

    ประชาชนชายแดนต้องการทั้งมาตรการประคองตัวระยะสั้นและแผนฟื้นฟูระยะยาว การช่วยเหลือต้องครอบคลุมรายได้ที่สูญเสีย พืชผลและพื้นที่ทำกิน ภาระหนี้ เครื่องมือประกอบอาชีพ ปัญหาแรงงาน วัตถุระเบิดตกค้าง และความเสียหายจากช้างป่า

    ขอนำบทเรียนและมาตรการที่รัฐเคยใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี มาเป็น “ตุ๊กตา” หรือกรอบตั้งต้น

    มาตรการดังกล่าวครอบคลุมการลดต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยง และจูงใจการลงทุน ตัวอย่างเช่น

    1. ลดภาษีบุคคลธรรมดาเหลือร้อยละ 0.1 และภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือร้อยละ 3

    2. ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือร้อยละ 0.01

    3. จัดสินเชื่อดอกเบี้ยร้อยละ 1.99 ต่อปี เพื่อเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ

    4. รัฐช่วยชดเชยเบี้ยประกันภัยบางประเภทร้อยละ 50

    5. ให้สิทธิส่งเสริมการลงทุนของ BOI โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่โครงการใหม่ 8 ปี และลดภาษีร้อยละ 50 ต่ออีก 5 ปี

    มาตรการเหล่านี้เป็นเพียง “กรอบตั้งต้น” ไม่ควรนำมาใช้กับจังหวัดสระแก้วทั้งหมด แต่ควรปรับตามพื้นที่และระดับความเสียหาย โดยเปิดให้ประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร แรงงาน ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมออกแบบ
    ผ่านไปหนึ่งปีแล้ว รัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการช่วยเหลือเฉพาะหน้าไปสู่การฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ เพราะความมั่นคงของประเทศไม่ได้หมายถึงเพียงการควบคุมชายแดน แต่ต้องรวมถึงความมั่นคงในชีวิต รายได้ อาชีพ การศึกษา ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5853127&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00Df61i9BD2hDsJPA0caxo

  • “สีหศักดิ์” เดินเกมการทูต ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ออสซี่ ดันแร่หายาก หนุน EV : อินโฟเควสท์

    “สีหศักดิ์” เดินเกมการทูต ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ออสซี่ ดันแร่หายาก หนุน EV : อินโฟเควสท์

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยระหว่างเดินทางเยือนประเทศออสเตรเลียในเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและออสเตรเลีย ว่า ได้มีการหารือในมิติทางการทูตเศรษฐกิจของ 2 ประเทศ ซึ่งได้มีการจัดทำคำแถลงระหว่างผู้นำ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ 

    นายสีหศักดิ์ ระบุว่า หนึ่งในเป้าหมายหลัก คือ การเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้มากขึ้น ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในอดีตที่มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเคยขยายตัวมาแล้ว 3 เท่าจากการใช้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรี (FTA) 

    ทั้งนี้ ไทยและออสเตรเลียมีสาขาความร่วมมือที่สำคัญหลายด้านได้แก่ ด้านเกษตรกรรมและอาหาร ที่มุ่งเน้นความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีการเกษตร (Ag-Tech) และเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) โดยออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบและเทคโนโลยีที่จะช่วยไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารของไทย

    นอกจากนี้ยังมีโอกาสในการขยายตลาดสินค้าอาหารไทยผ่านเครือข่ายร้านอาหารไทยจำนวนมากในเมืองสำคัญอย่างเช่นที่เมืองซิดนีย์ 

    ขณะที่ด้านพลังงานสะอาดและการบริหารทรัพยากร ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันในเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะเทคพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลมที่ออสเตรเลียมีเทคโนโลยี และองค์ความรู้อยู่มาก 

    นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ เช่น แร่หายาก (Rare Earth) ที่เป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ รวมทั้งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของประเทศไทย 

    นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวว่า ไทยและออสเตรเลียยังมีความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนจากออสเตรเลียในด้านดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญสูง

    ทั้งนี้ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงบทบาทของภาคเอกชนไทยในปัจจุบันที่มีความตื่นตัวในการออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงในออสเตรเลีย เพื่อขยายโอกาสจากเดิมที่มีตลาดในประเทศเพียง 60 ล้านคน

    โดยทางกระทรวงการต่างประเทศพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในแง่ของกฎระเบียบและกติกาที่เป็นอุปสรรครวมถึงการผลักดันผ่านกรอบเขตการค้าเสรีต่างๆ เพื่อให้เอกชนไทยสามารถแข่งขันและดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น 

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/633916&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wNHX6Hg1F7_ChX7hbg3DD