Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไหวไหม!ปีนี้ไทยโต 2%

    ไหวไหม!ปีนี้ไทยโต 2%

    เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนสูงมากตั้งแต่ช่วงต้นปี และยังเจอภาวะสงคราม และความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ซ้ำเติม ส่งผลให้แรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอกๆ

    ทำให้ “มิสเตอร์พี” ไม่ได้รวบรวมการประมาณการเศรษฐกิจไทยของสำนักต่างๆ มาฝากกันค่อนข้างนานกว่าปกติที่จะพยายามทำทุกๆไตรมาส

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีหลายสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของไทยที่ได้ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทย เพราะเห็นว่าผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะช่วยประคองเศรษฐกิจปีนี้ได้ระดับหนึ่ง จึงอยากลองรวบรวมมาเพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้มองภาพเศรษฐกิจในระยะต่อไป ท่ามกลางสงครามการค้า และสงครามตะวันออกกลางที่จะยังกดดันภาวะเศรษฐกิจโลกต่อไปจนถึงปลายปี

    โดยเริ่มจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งได้มีการ แถลงข่าวตัวเลขเศรษฐกิจจริงของเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้ว่า แม้จะมีสงครามรุกคืบ

    เข้ามาส่วนหนึ่งของไตรมาส แต่ยังขยายตัวได้ถึง 2.8% จากระยะเดียวกันปีก่อน ทำให้เมื่อรวมผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล สภาพัฒน์ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจปีนี้เป็น 1.5-2.5% หรือเฉลี่ย 2% ซึ่งใกล้เคียงกับแบงก์ชาติที่ปรับขึ้นประมาณการปีนี้ขึ้นมาเป็น 2.1%

    มาที่ฝั่งธนาคารพาณิชย์  ธนาคารซีไอเอ็มบีประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้เท่ากับแบงก์ชาติที่ 2.1% และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% จากเดิมที่ 1.2% ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ไทยพาณิชย์

    ที่ประเมินผลของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นให้ปรับขึ้นได้ 0.7% และมีโอกาสจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตขึ้นมาที่ประมาณ 2% ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับวิจัยกรุงศรีฯที่มองเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 2% เช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ttb analytics ยังประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า จะขยายตัวต่ำกว่า 2% ที่ 1.7% ขณะที่ Krungthai COMPASS ก็ยังไม่ปรับขึ้นประมาณการ ยังคงตัวเลขเติบโตเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 1.8%

    แต่ที่น่าสนใจคือ มุมมองเอกชนในภาคผลิตและการค้าที่มองทิศทางเศรษฐกิจปีนี้ต่ำกว่าคนอื่น โดยการประเมินล่าสุดของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ล่าสุด ไม่กี่วันที่ผ่านมามองเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่าจะขยายตัวในช่วง 1.2-1.6% หรือค่ากลางที่ 1.4% แม้จะเห็นแนวทางคร่าวๆในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแล้วก็ตาม

    โดยเท่าที่รู้มาภาคธุรกิจกังวลว่า ผลกระทบจากสงครามจะส่งผลต่อต้นทุนของการผลิตสินค้า และกำลังซื้อของคนไทยชัดเจนมากขึ้นในไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ในช่วง 3 เดือนจากนี้ จึงจะเป็นช่วงของการต่อสู้กันอย่างเต็มกำลังระหว่างผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจ กับมาตรการบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    ถ้ารัฐบาลชนะได้ การรวบรวมประมาณการครั้งหน้า คงได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจโตได้ที่ 2% หรือมากกว่า.

    มิสเตอร์พี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2935231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01UunfCog9Ojgj7zU_dUcJ

  • 3 กูรูเสนอปฏิรูปขยะชาติ ชง พรบ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ผลักดัน “ขยะเป็นโอกาสสร้างงาน”

    3 กูรูเสนอปฏิรูปขยะชาติ ชง พรบ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ผลักดัน “ขยะเป็นโอกาสสร้างงาน”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/149777&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12K9Rh8xMWmMrVqxZ_5TgS

  • อุตสาหกรรมค้าปลีกในชิลี

    อุตสาหกรรมค้าปลีกในชิลี

    1. ภาพรวม 

    การค้าปลีกถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญต่อเศรษฐกิจของชิลีตั้งแต่ปี 2523 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของ GDP ของชิลี โดยชิลีมีการส่งออกและนำเข้าสินค้าต่าง ๆ จากทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าสำคัญของชิลี ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมค้าปลีกในประเทศ ซึ่งกลุ่มบริษัทสำคัญ ได้แก่  Falabella, Cencosud, Walmart และ Ripley และในช่วงระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ชิลีมีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมค้าปลีกเฉลี่ยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.5 ต่อปี อย่างไรก็ดี การค้าปลีกในชิลีได้รับผลกระทบครั้งสำคัญจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางสัมคมในปี 2562 และสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) ในปี 2563 ทำให้กิจกรรมด้านการค้าปลีกในชิลีลดลจำนวนลงอย่างมาก นอกจากนี้ ภายหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ภาคธุรกิจต่างได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบให้การบริโภคลดลง และความเข้มงวดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน อย่างไรก็ดี ในช่วงปีที่ผ่านมา การค้าปลีกของชิลีกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากความต้องการบริโภคของประชาชนที่เพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าที่มีความหลากหลาย ในขณะที่ ราคาสินค้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งในการตัดใจเลือกซื้อสินค้า ซึ่งผู้บริโภคชาวชิลีให้ความสนใจต่อสินค้าที่มีการให้ส่วนลดและข้อเสนอที่คุ้มค่า รวมทั้ง ภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมค้าปลีกมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ช่องทางต่าง ๆ ในการประชาสัมพันธ์สินค้าและข้อเสนอต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้น[1]

              เศรษฐกิจของชิลีฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปี 2567 โดยพิจารณาจากการขยายตัวของ GDP ที่อัตราร้อยละ 2.5 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีอัตราการขยายตัวที่ร้อย 0.3 – 0.6 ทั้งนี้ ยอดการค้าปลีกในปี 2567 มีการขยายตัวเพิ่มสูงที่สุดในเดือนพฤษภาคม หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.3 โดยยอดการค้าปลีกในปี 2566 มีการหดตัวตลอดทั้งปี[2]สภาพการค้าปลีกในชิลีมีความหลากหลายและมีอัตราการแข่งขันค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการมีตั้งแต่รายย่อยระดับท้องถิ่น จนถึงผู้ประกอบกอบการ / นักลงทุนจากต่างชาติ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) และเทคโนโลยีในการขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า และช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภคที่นิยมเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทาง E-Commerce มากขึ้น โดยธุรกิจสำคัญในอุตสาหกรรมค้าปลีก ได้แก่ 

    1. ซูเปอร์มาเก็ต ซึ่งธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในชิลีถือเป็นธุรกิจที่สำคัญต่อชิวิตประจำวัน  และชาวชิลีส่วนใหญ่ หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของประชากรทั้งประเทศ ซื้อหาสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจากความสะดวก ความหลากหลายของสินค้า ความสะอาด ข้อเสนอการซื้อสินค้าทางออนไลน์ และการให้บริการจัดส่งสินค้า 

              2. ธุรกิจด้านการปรับปรุงบ้าน มีผู้ให้บริการหลัก ได้แก่ ห้าง Easy และห้าง Sodimac จัดจำหน่ายสินค้าวัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ์ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน รวมทั้ง การให้บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงและการตกแต่งบ้าน โดยในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมาธุรกิจดังกล่าวมีการขยายตัวอย่างมาก เนื่องจากชาวชิลีนิยมซ่อมบำรุง และตกแต่งบ้านด้วยตนเอง 

        3. ห้างสรรพสินค้าในชิลีดำเนินธุรกิจโดยกลุ่มบริษัทสำคัญ ได้แก่  Falabella, Cencosud (ห้าง Paris) และ Ripley ซึ่งห้างสรรพสินค้า อาทิ Falabella และ Ripley มีการให้บริการทางการเงินและธนาคาร เช่น Banco Falabella และ Banco Ripley โดยให้บริการทางการเงินที่เน้นธุรกรรมการค้าปลีก บัตรเครดิต  และการทำประกันภัยต่าง ๆ 

              4. ศูนย์การค้า เป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมในการซื้อหาสินค้าของชาวชิลี อีกทั้งยังเป็นสถานที่สำหรับการพบปะสังสรรค์ เนื่องจากมีการอำนวยความสะดวกด้านร้านค้าปลีก ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ กิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ โดยศูนย์การค้าที่เป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยม เช่น ห้าง Costanera และห้าง Mall Plaza  ที่ตั้งอยู่ในเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ   

              ในด้านการนำเข้าสินค้าในอุตสาหกรรมค้าปลีก พบว่าในปี 2567 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 มีการฟื้นตัว อย่างมีนัยสำคัญของการนำเข้าสินค้าที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.4 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากความต้องการบริโภคสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งในช่วงปี 2565 – 2566 การนำเข้าสินค้าในอุตสาหกรรมค้าปลีกมีการหดตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาสินค้านำเข้าในสกุลเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 โดยลดลงคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.3 ต่อปี หรือมีการลดลงสะสมที่ร้อยละ 4.1 ในปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลกที่ลดลง และการปรับต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ดังนั้น ดัชนีมูลค่าต่อหน่วยที่มีแนวโน้มลดลง (ราคาต่างประเทศ) ของสินค้านำเข้าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้าปลีกของชิลี และสามารถควบคุมราคาผู้บริโภคได้ท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและการอ่อนค่าของเงินเปโซชิลีในปี 2567 (แผนภูมิที่ 1) อย่างไรก็ดี ชิลีพึ่งพาประเทศจีนค่อนข้างมากในฐานะแหล่งอุปทานหลัก ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ในประเทศ 

    แผนภูมิที่ 1ดัชนีมูลค่าต่อหน่วยเป็นรายไตรมาสระหว่างปี 2562 – 2567

    image.png

    ที่มา: National Chamber of Commerce and Quant Research

    2. ผู้ให้บริการรายสำคัญ 

    2.1. ศูนย์การค้า

    ชิลีมีศูนย์การค้าจำนวน 278 แห่งทั่วประเทศและมีร้านค้ารวมทั้งหมด 4,417 ร้าน โดยมีศูนย์การค้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จำนวน 21 โครงการ[1] 

    2.2 ห้างสรรพสินค้า

    • ห้าง Falabella เป็นห้างสรรพสินค้าที่มีบริษัทต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือบริษัท S.A.C.I. Falabella และได้รับการยอมรับว่าเป็นห้างสรรพสินค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคลาตินอเมริกา มีสาขาในประเทศ ชิลี เปรู และโคลอมเบีย จำนวน 44 สาขา มีพนักงานจำนวนกว่า  24,500 คน และให้บริการผู้บริโภคจำนวนกว่า 16 ล้านคน www.falabella.cl            

    • ห้าง Paris หรือบริษัท Paris S.A เป็นห้างสรรพสินค้าที่อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัท Cencosud Chile S.A. ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทค้าปลีกข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของชิลี เป็นที่รู้จักและยอมรับในภูมิภาคลาตินอเมริกา โดย Cencosud Chile S.A. มีการดำเนินงานในประเทศต่าง ๆ ได้แก่  อาร์เจนติน่า บราซิล ชิลี เปรู และโคลอมเบีย ให้บริการที่หลากหลาย เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต การปรับปรุงบ้าน ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า บริการทางการเงิน โดยในส่วนของ บริษัท Paris S.A ที่ให้บริการห้างสรรพสินค้า มีการดำเนินงาน / ให้บริการในชิลีและเปรู มีจำนวนสาขารวม 48 แห่ง www.paris.cl

    • ห้าง  RIPLEY เป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่เป็นลำดับที่ 3 ของประเทศ มีสาขาจำนวน 43 แห่งทั่วประเทศ และมีการดำเนินการในเปรู นอกจากนี้ ยังมีบริการทางการเงิน และบริการจัดการห้างสรรพสินค้าด้วย www.ripley.cl

    • ห้าง abc มีขนาดเล็กกว่าห้าง  Falabella, Paris  และ Ripley สินค้าที่จัดจำหน่ายมีความหลากหลายแต่มีจำนวนแบรนด์ในแต่ละประเภทสินค้าให้เลือกน้อยกว่า มีสาขาที่ตั้งอยู่ในเขตชานเมือง และต่างจังหวัด มีจำนวนสาขากว่า 100 แห่งทั่วประเทศ www.abc.cl 

    • ห้าง hites มีขนาดเล็กเช่นเดียวกับห้าง abc สินค้าที่จัดจำหน่ายมีความหลากหลายแต่เน้นจำหน่ายสินค้าภายในบ้าน และเสื้อผ้า มีจำนวนสาขาประมาณ 23 แห่งทั่วประเทศ

    2.3 การค้าปลีกสินค้าอาหาร

    ภาคการค้าปลีกสินค้าอาหารในชิลีมีความทันสมัย และอัตราการแข่งขันสูง โดยซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 50 ของสินค้าอาหารทั้งหมดในชิลี ซึ่งภาคการค้าปลีกสินค้าอาหารในชิลีโดยครอบงำโดยผู้ให้บริการเพียงไม่กี่ราย เช่น Walmart Chile (ดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Lider, Express de Lider, SuperBodega aCuenta) และ Cencosud (ดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Jumbo และ Santa Isabel) นอกจากนี้ ผู้ให้บริการรายสำคัญอื่น เช่น SMU (แบรนด์ Unimarc) และ Tottus (เป็นห้างค้าปลีกที่เริ่มการดำเนินธุรกิจในประเทศเปรู)

    • บริษัท Walmart Chile S.A. เข้ามาดำเนินธุรกิจในชิลีเมื่อปี 2552 ภายใต้ชื่อ Distribución y Servicios D&S S.A. และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Walmart Chile ในปี 2553 โดยบริษัทมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ในขณะที่คู่แข่ง เช่น Jumbo มีเป้าหมายผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับกลาง-สูง ซึ่งห้าง Walmart Chile ถือเป็นเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในชิลี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35 ของเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหมดในชิลี โดยมีจำนวนสาขาประมาณ 122 แห่งทั่วประเทศชิลี  www.walmartchile.cl 
    • บริษัท Cencosud Chile S.A มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศรองจากห้าง Walmart Chile แต่เป็นอันดับที่ 1 ในกลุ่มบริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคลาตินอเมริกา (อาร์เจนตินา บราซิล เปรู ชิลี และโคลอมเบีย) ในส่วนของสินค้าอาหาร บริษัท Cencosud Chile S.A มีสาขาให้บริการรวมกว่า 254 แห่งทั่วประเทศ (ห้าง Jumbo 59 แห่ง ห้าง Santa Isabel 195 แห่ง) มีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28 ของการให้บริการสินค้าอาหารทั้งหมด โดยห้าง Jumbo มีจุดเด่นในด้านการจัดจำหน่ายสินค้าพรีเมี่ยม และสินค้าคุณภาพสูง  ในขณะที่ห้าง Santa Isabel มุ่งเน้นจำหน่ายสินค้าสำหรับชีวิตประจำวัน มีความหลากหลายน้อยกว่าห้าง Jumbo สินค้ามีคุณภาพและราคาไม่แพง www.cencosud.cl  www.jumbo.cl www.santaisabel.cl 

    • บริษัท SMU S.A. จำหน่ายสินค้าอาหารภายใต้แบรนด์ห้าง Unimarc ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศรองจากห้าง Walmart Chile และห้าง Jumbo ตามลำดับ โดยมีสาขาให้บริการจำนวน 284 แห่งทั่วประเทศ www.unimarc.cl 

    • ห้าง Tottus (ภายใต้การบริหารงานของห้าง Falabella) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ โดยมีสาขาให้บริการจำนวน 66 แห่งทั่วประเทศ และมีการให้บริการในประเทศเปรูด้วย www.tottus.cl

    2.4 ห้างสำหรับสินค้าปรับปรุงบ้าน ผู้ให้บริการรายสำคัญในชิลี ได้แก่ 

    • ห้าง Easy Chile เป็นเครือข่ายห้างจำหน่ายสินค้าสำหรับปรับปรุงบ้านและการก่อสร้างภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มบริษัท Cencosud จำนวนสาขาให้บริการ 41 แห่งทั่วประเทศ www.easy.cl 

    • ห้าง Sodimac Chile เป็นเครือข่ายห้างค้าปลีกจำหน่ายสินค้าสำหรับปรับปรุงบ้านและการก่อสร้าง ภายใต้การดำเนินงานของ S.A.C.I. Falabella holding มีจำนวนสาขาให้บริการ 75 แห่งทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบ Sodimac Homecenter, Sodimac Constructor, and Sodimac Express มีพนักงานในชิลีจำนวนรวมกว่า 12,500 คน www.sodimac.cl 

    3. พฤติกรรมผู้บริโภค 

    แม้ภาพรวมทางเศรษฐกิจของชิลีจะอยู่ในระดับที่ดี แต่ผู้บริโภคชาวชิลียังคงต้องรักษาวินัยในการใช้จ่าย และควบคุมค่าใช้จ่ายในบางหมวดสินค้า เช่น อาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว เนื่องจากความไม่แนนอนทางเศรษฐกิจ โดยผู้บริโภคกว่าร้อยละ 53 มีแผนชัดเจนในการลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารสำเร็จรูป อย่างไรก็ดี หลายอุตสาหกรรมในชิลีมีการขยายตัว เช่น ธุรกิจอาหารจานด่วน (fast food) (ร้อยละ 11.8) เครื่องใช้ไฟฟ้า (ร้อยละ 9.6) เฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้าน (ร้อยละ 8.6) เสื้อผ้า (ร้อยละ 6.9) เป็นต้น โดยผู้บริโภคชาวชิลีให้ความนิยมในการเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น และคาดว่าอัตราการขยายตัวของ E-Commerce ในชิลีจะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 58 ภายในปี 2571 อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงชื่นชอบประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าภายในห้าง (ร้อยละ 8.6) เสื้อผ้า (ร้อยละ 6.9) เป็นต้น โดยผู้บริโภคชาวชิลีให้ความนิยมในการเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น และคาดว่าอัตราการขยายตัวของ E-Commerce ในชิลีจะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 58 ภายในปี 2571 อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงชื่นชอบประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าภายในห้าง   

              ช่องทางการประชาสัมพันธ์สินค้าทางสื่อสังคมออนไลน์ในชิลี มีอิทธิพลค่อนข้างมากต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค หรือร้อยละ 39 ของการตัดสินใจซื้อสินค้ามาจากคำแนะนำในสื่อสังคมออนไลน์ เช่น สินค้าอาหาร ร้านอาหาร  ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าตลาดสื่อสังคมออนไลน์จะมีการขยายตัวและมีมูลค่าถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องถึงปี 2573 นอกจากนี้ ผู้ประกอบการหลายรายได้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็เริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการรับคำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าต่าง ๆ เพื่อช่วยในกระบวนการตัดใจซื้อสินค้า โดยปัจจุบัน ผู้บริโภคชาวชิลีมีแนวโน้มในการเลือกสินค้าที่มีความคงทน และคุ้มค่าในการจ่ายเงิน เพื่อสินค้าที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น[1]

              รายได้หลักของอุตสาหกรรมค้าปลีกมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคมีหลายประการ เช่น สภาพเศรษฐกิจ ความพร้อมด้านสินเชื่อ/รายได้ ราคา/คุณภาพสินค้า ความรู้เกี่ยวกับสินค้านั้น ๆ วัฒนธรรม รูปแบบการใช้ชีวิต อายุ เป็นต้น มีการคาดการณ์ว่ารายได้หรือยอดขายในภาคการค้าปลีกในชิลีประจำปี 2568 จะมีมูลค่าถึง 27.16 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนการขยายตัวเฉลี่ยที่ร้อยละ 5.9 ต่อปี จนถึงปี 2577 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การขยายตัวของเมือง ผู้บริโภคมีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นผู้ให้บริการหลักและครองส่วนแบ่งภาคการค้าปลีกสูงที่สุด และสินค้าสำคัญที่มียอดการจำหน่ายสูงที่สุด ได้แก่

    • อาหาร: การจำหน่ายอาหารในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 29.76 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 2.9 ต่อปี และคาดว่าในปี 2568 จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.9 

    • สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์มียอดการจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2568 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.93 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 6.81 ต่อปีจนถึงปี 2576 โดยสินค้าที่มียอดการจำหน่ายสูงสุดคือโทรศัพท์มือถือ

    • เสื้อผ้าและรองเท้า:  คาดว่าในปี 2568 ยอดการจำหน่ายเสื้อผ้าจะอยู่ที่ 7.84 พันล้านเหรียญสหรัฐ และรองเท้าจะมียอดการจำหน่ายที่ 2.03 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยที่ร้อยละ 4.91 ต่อปี จนถึงปี 2573[2]

    ข้อมูลผู้บริโภค

              ประชากรชิลีมีอายุเฉลี่ยประมาณ 36.3 ปี โดยร้อยละ 32.1 ของประชากรทั้งหมด มีอายุต่ำกว่า 25 ปี และร้อยละ 24.6 ของประชากรทั้งหมด มีอายุมากกว่า 55 ปี และร้อยละ 59.5 ของประชากรทั้งหมดเป็นประชากรวัยทำงาน (25-69 ปี) กำลังซื้อหลักอยู่ในเขตเมืองหลวงของประเทศ ซึ่งมีประชากรมากกว่า 6 ล้านคน รองลงไปคือเมือง Valparaíso, Concepción และ Antofagasta ตามลำดับ และอำนาจการซื้อของผู้บริโภคชาวชิลีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยคาดว่ารายได้สุทธิสำหรับการใช้จ่ายในครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 9,570 เหรียญสหรัฐในปีนี้ รวมทั้ง ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงมีเสถียรภาพและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งสัญญาณที่ดีต่อการบริโภคที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต 

              ทั้งนี้ กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีอายุน้อย ค่อนข้างเปิดกว้างต่อการยอมรับประสบการณ์การบริโภคใหม่ ๆ จากแบรนด์สินค้าใหม่ ๆ ในขณะที่ผู้บริโภคในกลุ่มผู้สูงวัยยังคงการบริโภคสินค้าในรูปแบบเดิม และให้ความสำคัญกับราคาและคุณภาพที่เหมาะสมของสินค้า โดยสินค้าที่มีการขยายตัวของความต้องการในทุกกลุ่มผู้บริโภค ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า อุปกรณ์และของตกแต่งบ้าน ดังนั้น ในภาพรวมของการบริโภคในชิลีในปี 2568 ถูกขับเคลื่อนโดยผู้บริโภคในวัยหนุ่มสาว – วัยกลางคน ที่มีการผสมผสานประสบการณ์การบริโภคทั้งจากช่องทางดั้งเดิมและช่องทางดิจิทัล[1]

    4. การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมค้าปลีก

              ภาคการค้าปลีกในชิลีมีอัตราการแข่งขันสูง และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีผู้ให้บริการหลักที่ครองส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วนที่สูง ได้แก่ Falabella, Lider/Walmart และ Cencosud โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลายประการ ได้แก่

    • ผู้ให้บริการจำนวนมากทั้งจากในประเทศและจากต่างประเทศ ในรูปแบบห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ รวมทั้ง การให้บริการจากแพลตฟอร์มการสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ ที่ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากต่างประเทศ และการใช้กลยุทธ์ Omnichannel  ที่ผสมผสานการขายสินค้าในทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์

    • อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของชาวชิลีมีอัตราค่อนข้างสูงที่อัตราร้อยละ 94.1 ของประชากรทั้งประเทศ โดยในปี 2567 มีผู้ใช้งานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในการซื้อขายสินค้าคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนประชากรทั้งหมด 

    • การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยสร้างประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าที่แปลกใหม่และน่าสนใจ อีกทั้ง ผู้ให้บริการมีการนำแนวคิดด้านความยั่งยืน การรักษาสิ่งแวดล้อม สินค้าคุณภาพจากธรรมชาติที่เพิ่มความหลากหลายของสินค้า 

    • ผู้ให้บริการมีเป้าหมายในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นที่ความสะดวกรวดเร็ว ความหลากหลายของสินค้า การให้บริการด้านต่าง ๆ เช่น การจัดส่งสินค้า การเปลี่ยน/คืนสินค้า เป็นต้น รวมทั้ง การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การให้ส่วนลดจำนวนมากในช่วงเทศกาลต่าง ๆ 

    5อัตราการจ้างงาน

              ภาคการค้าปลีกในชิลีเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.8 ของการจ้างงานในประเทศ ซึ่งในปี 2568 ภาคการค้า (รวมการค้าปลีก) มีการสร้างตำแหน่งงานใหม่จำนวนกว่า 125,000 ตำแหน่ง เช่น การขนส่ง การจัดเก็บ ผู้เชี่ยวชาญด้านการขายและกลยุทธ์ เป็นต้น อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมค้าปลีกในช่วงระหว่างปี 2565 – 2566 มีการลดการจ้างงานลงจาก 69,790 ตำแหน่ง เป็น 64,088 ตำแหน่ง เนื่องจากผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น และปัจจัยอื่น ๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว เป็นต้น[1]

              ทั้งนี้ ภาครัฐบาลมีนโยบายมุ่งเน้นปรับปรุงสภาพและสวัสดิการการทำงานของแรงงานในประเทศมากกว่าการเพิ่มตำแหน่งงาน เช่น การลดจำนวนชั่วโมงการทำงานจาก 44 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ เป็น 40 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ โดยเริ่มทะยอยปรับเปลี่ยนตั้งแต่ปี 2567 จนถึง 2571 การเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ การปฏิรูประบบบำนาญ การขยายหลักประกันการว่างงานของแรงงาน เป็นต้น

    6. การนำเข้า

              จากข้อมูลของหอการค้าแห่งชาติ (National Chamber of Commerce: CNC) ของชิลี การนำเข้าในภาคค้าปลีกในปี 2567 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.4 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และเป็นการเพิ่มขึ้นหลังจากมีการหดตัวต่อเนื่องในปี 2565 – 2566 ทั้งนี้ หอการค้าแห่งชาติของชิลียังคาดการณ์ว่าภาคการค้าปลีกของชิลีจะยังคงขยายตัวเฉลี่ยด้วยอัตราร้อยละ 18.9 ต่อปี โดยหมวดสินค้าที่มีแนวโน้มการขยายตัว ได้แก่ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ในครัวเรือน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (แผนภูมิที่ 2)

    แผนภูมิที่ 2ดัชนีปริมาณการนำเข้าสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างปี 2563 – 2567 โดยในปี 2562 เป็นปีฐาน

    image.png

    image.png

    6.1. การนำเข้าตามถิ่นกำเนิด 

              ชิลีมีการนำสินค้าจากต่างประเทศ ในหลายหมวดสินค้า โดยเฉพาะจากประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งอุปทานสำคัญของชิลี โดยในปี 2567 สินค้าในภาคค้าปลีกที่ชิลีนำเข้าจากจีนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 67.5 ของการนำเข้าเสื้อผ้าและเครื่องนุ่มห่มทั้งหมด (2) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 54.0 ของการนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด และ (3) รองเท้า คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 51.7 ของการนำเข้ารองเท้าทั้งหมด 

    ตารางที่ 1การนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าตามประเทศถิ่นกำเนิดในปี 2567 (หน่วยร้อยละ)

    ประเทศ

    ค่าเฉลี่ยต่อปี

    ค่าเฉลี่ย 4 ไตรมาส

    จีน 

    67.5

    65.5

    บังคลาเทศ

    10.4

    13.2

    เวียดนาม

    3.7

    3.3

    อินเดีย

    1.6

    2.2

    รวม

    83.2

    84.2

    ชิลีนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าในปี 2567 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2.13 พันล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากไทยคิดเป็นมูลค่ารวม 10.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.5 ของมูลค่าการนำเข้าเสื้อผ้าทั้งหมด[1]

    ตารางที่ 2การนำเข้าสินค้ารองเท้าตามประเทศถิ่นกำเนิดในปี 2567 (หน่วยร้อยละ)

    ประเทศ

    ค่าเฉลี่ยต่อปี

    ค่าเฉลี่ย 4 ไตรมาส

    จีน 

    51.7

    51.1

    เวียดนาม

    23.1

    22.0

    อินโดนีเซีย

    8.8

    11.3

    อินเดีย

    2.6

    2.9

    รวม

    86.2

    87.3

                   ชิลีนำเข้าสินค้ารองเท้าในปี 2567 คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 942 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยนำเข้าจากไทยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.08 ของมูลค่าการนำเข้ารองเท้าทั้งหมด

    ตารางที่ 3การนำเข้าสินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์[1]ตามประเทศถิ่นกำเนิดในปี 2567 (หน่วยร้อยละ)

    ประเทศ

    ค่าเฉลี่ยต่อปี

    ค่าเฉลี่ย 4 ไตรมาส

    จีน 

    54.0

    55.4

    เม็กซิโก

    9.2

    11.9

    สหรัฐอเมริกา

    9.9

    10.7

    เวียดนาม

    10.6

    7.6

    รวม

    83.7

    85.5

              สำหรับการนำเข้าสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า (รวมเครื่องใช้ในครัวเรือนและผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง) มีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยในกลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมูลค่าประมาณ 43.5 ล้านเหรียญสหรัฐ[2]

    7. แนวนโยบายต่ออุตสาหกรรมค้าปลีก 

              ภาครัฐบาลของชิลีมิได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนอุตสาหกรรมค้าปลีก แต่มีนโยบายส่งเสริมการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขยาดย่อม (SMEs) ในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคการค้าปลีก โดยจัดให้มีการโครงการให้ความช่วยเหลือต่างผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น การสนับสนุนค่าจ้างแรงงาน  การให้เงินอุดหนุนสูงสุดที่ร้อยละ 75 ของการดำเนินธุรกิจหรือเงินอุดหนุนมูลค่าสูงสุดที่จำนวน 15 ล้านเปโซชิลี (ประมาณ 600,000 บาท) สำหรับ Start up ด้านนวัตกรรม นอกจากนี้ รัฐบาลให้การสนับสนุนทางอ้อมด้านอื่น ๆ แก่ SMEs เช่น การลดหย่อนภาษีเงินได้

    8. แนวโน้มอุตสาหกรรม

              ภาคการค้าปลีกของชิลีมีแนวโน้มการเติบโตในเชิงบวก และมีการขยายตัวของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ให้บริการรายสำคัญเพิ่มการลงทุนในส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยี การขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็วในการรับมอบสินค้า  ทั้งนี้ ปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของภาคการค้าปลีก ได้แก่ 

    • ยอดการจำหน่ายสินค้าที่เพิ่มขึ้นตลอดปี 2568 (มกราคม – ตุลาคม) โดยคิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 8.4 ต่อปี ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวมาจากการบริโภคของภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นและการปรับเพิ่มการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

    • ารขยายตัวของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักของการเติบโตของภาคการค้าปลีก โดยการจัดจำหน่ายสินค้าทางแพลตฟอร์ออนไลน์ต่าง ๆ มีมูลค่ารวมกล่า 4.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 หรือมีสัดส่วนการขยายตัวที่ร้อยละ 10.6 ต่อปี คาดว่าภายในปี 2568 จะมียอดการจัดจำหน่ายคิดเป็นมูลค่ากว่า 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีการคาดการณ์ว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าร้อยละ 67 ของผู้บริโภคทั่วประเทศภายในปี 2572 อีกทั้ง ผู้ให้บริการรายสำคัญ เช่น Falabella, Lider (Walmart) และแพลตฟอร์มชั้นนำ MercadoLibre ได้พัฒนาแผนการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์และการขนส่งให้มีความทันสมัยและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    • ผู้ให้บริการได้ปรับกลยุทธ์ให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น มุ่งเน้นความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค โดยเริ่มมีการขยายจำนวนของร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กในชุมชนหรือเขตที่พักอาศัยมากขึ้น พร้อมทั้งมีการส่งเสริมการขายและให้ส่วนลดต่าง ๆ เช่นเดียวกับสาขาที่มีขนาดใหญ่ 

    • ผู้ให้บริการมีการลงทุนเพิ่มขึ้นในการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เช่น

      – ศูนย์กระจายสินค้าที่มีการติดตั้งระบบการดำเนินงานแบบอัตโนมัติ

      – การผสมผสานประสบการณ์การซื้อสินค้าในทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (omnichannel) 

      การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้บริโภคเพื่อจัดทำกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมสำหรับผู้บริโภคกลุ่มต่าง ๆ และการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้คำแนะนำแก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า เช่น แชทบอท 

      – การพัฒนาการดำเนินงานและรูปแบบการจัดส่งสินค้าจนถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    • กลุ่มสินค้าที่มียอดการจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น 

      – อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน และสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี

      – เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับ

      – รถยนต์ขนาดเล็ก

      อย่างไรก็ดี ผู้ให้บริการในภาคการค้าปลีกของชิลียังกระจุกตัวอยู่เพียง 2-3 บริษัท ได้แก่ Walmart (ห้างLider/Acuenta), Cencosud (ห้าง Jumbo/Paris/Santa Isabel), SMU (ห้าง Unimarc) และ Falabella (ห้าง Tottus) โดยภาคการค้าปลีกในชิลียังมีมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และแบรนด์สำคัญจากต่างประเทศมีการขยายการดำเนินธุรกิจ / สาขา เพิ่มขึ้นในชิลี เช่น Lush และ LC Waikiki เป็นต้น 
       

    9. บทสรุปและความเห็น สคต.

              ภาคการค้าปลีกของชิลีมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีอย่างต่อเนื่อง และในปี 2567 ที่ผ่านมา มีการขยายตัวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.3 ต่อปี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน สำหรับในปีนี้ คาดการณ์ว่าภาคการค้าปลีกของชิลีจะมีมูลค่าประมาณ 27.16 พันล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยอัตราการขยายตัวเฉลี่ยที่ร้อยละ 5.9 ต่อปี จนถึงปี 2577 ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของเมือง และการเพิ่มขึ้นของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชิลี[1] นอกจากนี้ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการขยายตัวของภาคการค้าปลีก โดยผู้บริโภคชาวชิลีนิยมใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ / สมาร์ทโฟน ในการหาข้อมูลสินค้า เลือกซื้อสินค้า และการชำระเงิน เนื่องจากความสะดวก และรวดเร็ว  

    การให้บริการในภาคการค้าปลีกของชิลีมีอัตราการแข่งขันสูง แม้จะมีผู้ให้บริการรายสำคัญน้อยราย โดยผู้บริโภคในปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับคุณค่าและคุณภาพของสินค้ามากขึ้น และพิจารณาควบคู่กับราคา เพื่อให้ได้สินค้าที่คุ้มค่าและมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่จะหาข้อมูลของสินค้านั้นก่อนการตัดสินใจซื้อ ซึ่งแหล่งข้อมูลของสินค้าส่วนใหญ่มาจากเว็บไซต์ของแบรนด์สินค้านั้น ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการรีวิวสินค้า เป็นต้น นอกจากนี้ สินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้บริโภค

    แม้ภาคการค้าปลีกในชิลีจะมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดี แต่ความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยังคงมีอยู่ เช่น   

    • ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความไม่มั่นคงทางการเมือง ทำให้ผู้บริโภคจำเป็นต้องระมัดระวังการใช้จ่าย  อีกทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของชิลีในระดับปานกลาง (ร้อยละ 2.0 – 2.3) ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของภาคการค้าปลีก 

    • การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคตามสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้ผู้ให้บริการจำเป็นต้องพัฒนาการดำเนินงานและสินค้า รวมทั้งการลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลให้ทันสมัยอยูตลอดเวลา เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

    • การแข่งขันที่เข้มข้นในภาคการค้าปลีก ซึ่งมีแข่งขันจากผู้ให้บริการหลักและแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าทางออนไลน์  ทำให้ผู้ให้บริการต้องปรับกลยุทธ์การขายให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และพัฒนาการให้บริการแก่ผู้บริโภคที่นิยมเลือกซื้อสินค้าทางออฟไลน์ 

    • ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น เช่น ราคาพลังงาน นโยบายเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ำและการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการต่าง ๆ ให้แก่ลูกจ้าง 

    _________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก
     


    [1]One of the world’s largest newswire distribution networks, specializing in the delivery of corporate press releases, financial disclosures, and multimedia content to media outlets, investors, consumers, and the general public worldwide –https://www.globenewswire.com/news-release/2025/05/15/3082253/28124/en/Chile-Social-Commerce-Market-Intelligence-Report-2025-2030-Featuring-Facebook-Instagram-ESCAPESwithYOU-360-and-Fantastic.html

    A company specializes in providing comprehensive digital insights and analytics globally – https://datareportal.com/reports/digital-2025-chile 

    A Chilean financial technology (fintech) company that specializes in providing digital financing and financial management solutions for businesses – https://xepelin.com/blog/corporativos/tendencias-consumo-chile-2025 

    an American artificial intelligence (AI) company based in San Francisco, California, founded in 2017. The company specializes in providing an open-source machine learning platform that helps train, track, and develop deep learning models more efficiently – https://determ.com/blog/future-of-consumer-behavior/ 


    [1]One of the world’s largest newswire distribution networks, specializing in the delivery of corporate press releases, financial disclosures, and multimedia content to media outlets, investors, consumers, and the general public worldwide –https://www.globenewswire.com/news-release/2025/05/15/3082253/28124/en/Chile-Social-Commerce-Market-Intelligence-Report-2025-2030-Featuring-Facebook-Instagram-ESCAPESwithYOU-360-and-Fantastic.html

    A company specializes in providing comprehensive digital insights and analytics globally – https://datareportal.com/reports/digital-2025-chile 

    A Chilean financial technology (fintech) company that specializes in providing digital financing and financial management solutions for businesses – https://xepelin.com/blog/corporativos/tendencias-consumo-chile-2025 

    an American artificial intelligence (AI) company based in San Francisco, California, founded in 2017. The company specializes in providing an open-source machine learning platform that helps train, track, and develop deep learning models more efficiently – https://determ.com/blog/future-of-consumer-behavior/ 


    [1]One of the world’s largest newswire distribution networks, specializing in the delivery of corporate press releases, financial disclosures, and multimedia content to media outlets, investors, consumers, and the general public worldwide –https://www.globenewswire.com/news-release/2025/05/15/3082253/28124/en/Chile-Social-Commerce-Market-Intelligence-Report-2025-2030-Featuring-Facebook-Instagram-ESCAPESwithYOU-360-and-Fantastic.html

    A company specializes in providing comprehensive digital insights and analytics globally – https://datareportal.com/reports/digital-2025-chile 

    A Chilean financial technology (fintech) company that specializes in providing digital financing and financial management solutions for businesses – https://xepelin.com/blog/corporativos/tendencias-consumo-chile-2025 

    an American artificial intelligence (AI) company based in San Francisco, California, founded in 2017. The company specializes in providing an open-source machine learning platform that helps train, track, and develop deep learning models more efficiently – https://determ.com/blog/future-of-consumer-behavior/ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xor1hc1e6v7jmrpxrhezwatn&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38D7P05pIEU75yGOk_uVVh

  • สภาพัฒน์ เผยตัวเลขหนี้ครัวเรือน-การจ้างงาน ขยับขึ้นเล็กน้อยแนะควรสร้างทักษะการเงินตั้งแต่ประถมศึกษา

    สภาพัฒน์ เผยตัวเลขหนี้ครัวเรือน-การจ้างงาน ขยับขึ้นเล็กน้อยแนะควรสร้างทักษะการเงินตั้งแต่ประถมศึกษา

    สภาพัฒน์ เผยตัวเลขหนี้ครัวเรือน-การจ้างงาน ขยับขึ้นเล็กน้อยแนะควรสร้างทักษะการเงินตั้งแต่ประถมศึกษา

    25 พฤษภาคม 2569, 20:09น.

              นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือน ไตรมาส 4/68 อยู่ที่ระดับ 86.7% ของ GDP ขยายตัวเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า (ไตรมาส 3/68 อยู่ที่ 86.4% ของ GDP) โดยหนี้สินครัวเรือน ไตรมาส 4/68 มีมูลค่า 16.44 ล้านล้านบาท ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ โดยข้อมูลจากเครดิตบูโร พบว่า สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวม 9.59 % เพิ่มขึ้นจากระดับ 9.45 % ของไตรมาสที่ผ่านมา

               ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

               1. พฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ ที่มักซื้อสินค้าและบริการตามรีวิว หรือเทรนด์ออนไลน์ ทำให้หนี้คงค้างบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ของผู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี เพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นในปี 2568 ดังนั้นจึงควรเร่งเสริมสร้างทักษะทางการเงินแก่คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ประถมศึกษา

                2. การเปิดตัวของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) อาจต้องเฝ้าระวังการก่อหนี้เพิ่ม ซึ่งมีกรณีประเทศจีน ที่พบว่าผู้กู้บางส่วนเข้าสู่วงจรหนี้ได้ง่ายขึ้น ขณะที่ฟิลิปปินส์ พบว่าธนาคารดิจิทัล มีสัดส่วน NPLs สูงกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม

                3. อิทธิพลของ influencer ต่อพฤติกรรมการเงินครัวเรือนในยุคดิจิทัล โดย influencer บางส่วนอาจ เผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อน จึงควรให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลเนื้อหาของ influencer อาทิ กำหนดให้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และควรต้องมีใบอนุญาต

                ส่วนสถานการณ์แรงงานในไตรมาส 1/69 พบว่า ผู้มีงานทำ มีจำนวนทั้งสิ้น 41.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาส 1/68) เป็นผลจากแรงงานภาคเกษตรกรรมฟื้นตัว โดยแรงงานในภาคเกษตรกรรมอยู่ที่ 11.3 ล้านคน กลับมาขยายตัว 6.2% ตามความต้องการแรงงานในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ขณะที่แรงงานนอกภาคเกษตรกรรม 29.9 ล้านคน ขยายตัวต่อเนื่องที่ 4.0% โดยขยายตัวมากสุดในสาขาการค้าส่ง-ค้าปลีก ที่ 7.3% รองลงมา เป็นสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้า 4.5% สาขาการผลิต 2.2% สาขาโรงแรม/ภัตตาคาร 1.5% และสาขาก่อสร้าง 0.4%

                 ภาพรวมของชั่วโมงการทำงานของแรงงานค่อนข้างทรงตัว โดยภาพรวมอยู่ที่ 40.9 ชั่วโมง/สัปดาห์ โดยภาคเอกชน อยู่ที่ 43.9 ชั่วโมง/สัปดาห์ สำหรับผู้ทำงานล่วงเวลา อยู่ที่ 6.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.1% ขณะที่ผู้ทำงานต่ำระดับ (ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมง/สัปดาห์) อยู่ที่ 1.9 แสนคน เพิ่มขึ้น 5.4%

               ไตรมาส 1/69 มีจำนวนผู้ว่างงานประมาณ 3.9 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.94% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/68 ที่มีจำนวนผู้ว่างงาน 2.8 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.70% โดยในส่วนของค่าจ้างแรงงาน พบว่า ค่าจ้างแรงงานในภาพรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 16,145 บาท/คน/เดือน ลดลง 0.6% แต่ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคเอกชน อยู่ที่ 14,392 บาท/คน/เดือน หรือ 0.08 %

                ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและให้ความสำคัญ ได้แก่

              1. การรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต่อการจ้างงานและรายได้ของแรงงานที่อาจลดลง ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเร่งเตรียมมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการจับคู่การจ้างงานในสาขาที่มีความต้องการแรงงาน

              2. การว่างงานแฝงมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปี 2568 มีจำนวนกว่า 2.2 แสนคน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 17.8% ส่วนใหญ่มีการศึกษาไม่สูง และอยู่ในภาคเกษตร จึงควรเร่งยกระดับผลิตภาพและสร้างอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มชั่วโมงการทำงานและรายได้

               3. ความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจากการผลิตรถยนต์สันดาปลดลงต่อเนื่อง ทำให้แรงงานมีความเสี่ยงต้องย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น

    #หนี้ครัวเรือน

    #การจ้างงาน

    Cr:สภาพัฒน์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161699&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vHGKe7Fe0wuLFZApmkS_M

  • เช็กผลลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส มี 2 ช่องทาง ขึ้นข้อความนี้ถึงได้รับสิทธิ | เดลินิวส์

    เช็กผลลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส มี 2 ช่องทาง ขึ้นข้อความนี้ถึงได้รับสิทธิ | เดลินิวส์

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง เริ่มแล้วตั้งแต่ 6 โมงเช้า วันที่ 25 พ.ค. เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 29 พ.ค. 69 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านสิทธิ โดยรัฐช่วยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน รวมสูงสุด 4,000 บาท เริ่มใช้จ่ายวันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. 69

    สำหรับผู้ที่รอผลการลงทะเบียนโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะแจ้งผลลงทะเบียนผ่าน 2 ช่องทาง ดังนี้

    1.ข้อความแจ้งเตือนในแอปเป๋าตัง

    2.ข้อความ SMS

    ข้อความแจ้งผลลงทะเบียน รับสิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40

    • กรณีได้รับสิทธิ : ลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำเร็จ คุณสามารถใช้สิทธิผ่านแอปเป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 69 เป็นต้นไป
    • กรณีไม่ได้รับสิทธิ ลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ไม่สำเร็จ เนื่องจากคุณสมบัติของคุณไม่ตรงตามเงื่อนไขโครงการ

    โปรดระวังมิจฉาชีพ ข้อความแจ้งสิทธิจากโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ไม่มีการแนบลิงก์ใดๆ ทั้งสิ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5889609/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FhR-em2Lu95vjf6vPxKRf

  • บางจากฯ หนุน “วันผึ้งโลก ครั้งที่ 5” รณรงค์อนุรักษ์ธรรมชาติและยกระดับเศรษฐกิจสีเขียวชุมชนบางน้ำผึ้งสู่สากล

    บางจากฯ หนุน “วันผึ้งโลก ครั้งที่ 5” รณรงค์อนุรักษ์ธรรมชาติและยกระดับเศรษฐกิจสีเขียวชุมชนบางน้ำผึ้งสู่สากล

    25 พฤษภาคม 2569, 15:19น.

      บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับหน่วยงานภาคี จัดงาน “วันผึ้งโลก (World Bee Day) ประจำปี 2569” เพื่อรณรงค์อนุรักษ์ธรรมชาติ ดูแลระบบนิเวศ และส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งชันโรงของกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งชันโรง ตำบลบางน้ำผึ้ง ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ทั้งมาตรฐานอาหารปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาตรฐานชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเอง (มพช.) และมาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียนและสีเขียว (BCG Model)

       นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บางจากฯ มีความยินดีและภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนการจัดงานวันผึ้งโลก และได้เห็นความก้าวหน้าของกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งชันโรง ตำบลบางน้ำผึ้ง ซึ่งปีนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกลุ่มฯ ในการยกระดับการเลี้ยงผึ้งชันโรงจนได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อย. มาตรฐาน BCG และมาตรฐานชุมชนเข้มแข็ง (มพช.) สะท้อนถึงการผสานการดูแลสิ่งแวดล้อม พื้นที่สีเขียวปลอดสารเคมี และการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างเป็นรูปธรรม”

       นายอานนท์ บูรณะภักดี นายอำเภอพระประแดง กล่าวว่า “ปัจจุบันประชากรผึ้งทั่วโลกกำลังลดลงจากผลกระทบของสารเคมีและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผึ้งและชันโรงจึงมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศและภาคการเกษตร การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพ ยกระดับรายได้ และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าอย่างยั่งยืน”

       นางสาวขวัญตา หล่อเพชร เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดฯ ได้สนับสนุนกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งชันโรงบางน้ำผึ้งผ่านโครงการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ตั้งแต่การสนับสนุนรังแม่พันธุ์ พืชอาหาร การอบรมมาตรฐาน GAP ไปจนถึงการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญในน้ำผึ้งและโพรโพลิส เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและรายได้ให้เกษตรกร

      ปัจจุบันกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งชันโรงตำบลบางน้ำผึ้งมีสมาชิก 124 ราย และขยายจำนวนรังเลี้ยงจาก 900 รัง เป็น 1,100 รัง ซึ่งสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และความปลอดภัยจากสารเคมีในพื้นที่ โดยผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งชันโรงคุณภาพมาตรฐาน อย. วางจำหน่ายภายใต้แบรนด์กลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งชันโรง ตำบลบางน้ำผึ้ง ณ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชน ผู้สนใจสั่งซื้อน้ำผึ้งชันโรง หรือร่วมอบรมการเลี้ยงผึ้งชันโรง สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 08 9440 3362

       ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ Special Talk โดยนายกิตติ สิงหาปัด ผู้ประกาศข่าวระดับแนวหน้าของประเทศ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในฐานะผู้เลี้ยงผึ้งมือใหม่จาก “นา 3 D” อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก พิธีมอบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐาน อย. มพช. BCG และ GAP ให้แก่สมาชิกกลุ่ม รวมถึงการประกวดรังผึ้งชันโรงและนิทรรศการให้ความรู้จากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่วมกันสืบสานคุณค่าของผึ้งจิ๋วผู้พิทักษ์ระบบนิเวศให้คงอยู่ต่อไป

        บางจากฯ เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนกับชุมชนเพื่อนบ้าน และร่วมดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอดตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีของการดำเนินธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/161693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16TDmBaL63pJVQJGJVBw-A

  • นักวิชาการชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ประคองเศรษฐกิจ แนะรัฐเร่งดึงร้านค้าเข้าระบบ

    นักวิชาการชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ประคองเศรษฐกิจ แนะรัฐเร่งดึงร้านค้าเข้าระบบ

    ท่ามกลางกระแสความสนใจของประชาชนที่แห่ลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” อย่างล้นหลามในวันแรก (25 พ.ค.) ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาให้มุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวมีศักยภาพในการช่วยประคองเศรษฐกิจระยะสั้นได้ โดยเฉพาะในภาวะที่กำลังซื้ออ่อนแรง

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องตระหนักว่า “กระสุนทางการคลัง” ของประเทศกำลังลดน้อยถอยลง และนี่อาจเป็นหนึ่งในการกู้เงินขนาดใหญ่ครั้งสุดท้ายที่รัฐยังพอมีพื้นที่ดำเนินการได้โดยไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นทางการคลัง ดังนั้น การใช้จ่ายงบประมาณทุกบาทจึงควรถูกออกแบบบนฐานของ “หลักฐานเชิงประจักษ์” มากกว่าความรู้สึก

    ดร.อธิภัทร ได้หยิบยกงานวิจัยที่ศึกษาจากข้อมูลการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) และแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีในโครงการ “คนละครึ่ง” รอบที่ผ่านๆ มา เพื่อเป็น 4 บทเรียนสำคัญในการอุดช่องโหว่และยกระดับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ดังนี้

    1. ช่วยร้านเล็กได้จริง สร้างฐานลูกค้าใหม่

    ผลวิจัยชี้ชัดว่าโครงการลักษณะนี้ช่วยให้ร้านค้ารายย่อยมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 50% และที่น่าสนใจคือ ยอดขายนอกโครงการก็เติบโตตามไปด้วย กลไกสำคัญเกิดจากการที่ร้านค้าได้ “เปิดตลาด” และพบลูกค้าใหม่ (Customer Discovery) โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรีที่พบว่า ร้านค้ามีจำนวนลูกค้าหน้าใหม่เพิ่มขึ้นถึง 176% ซึ่งผลลัพธ์เชิงบวกนี้ยังคงอยู่แม้โครงการจะสิ้นสุดลงไปแล้ว

    2. เม็ดเงิน “กระจุกตัว” สูง จี้รัฐคุมเพดานรายร้านค้า

    แม้ร้านเล็กจะได้ประโยชน์ แต่เมื่อเจาะลึกการกระจายตัวของเม็ดเงิน กลับพบความซับซ้อนที่น่ากังวล ข้อมูลระบุว่า ร้านค้ากลุ่ม Top 5% สามารถกวาดเงินสนับสนุนจากรัฐรวมกันไปได้ถึง 41% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งกลุ่มนี้มักเป็นร้านที่มีขนาดใหญ่กว่า มีฐานลูกค้าเดิมที่แข็งแกร่ง และคุ้นชินกับระบบ e-Payment

    โจทย์ใหญ่ของ “ไทยช่วยไทยพลัส” จึงอยู่ที่การออกแบบกลไกเพื่อส่งเม็ดเงินให้ถึง “ร้านเล็กที่แท้จริง” เช่น การพิจารณากำหนดเพดานเงินอุดหนุน (Subsidy Cap) ต่อร้านค้า เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐอุดหนุนกลุ่มร้านใหญ่ซ้ำๆ มากจนเกินไป

    3. ยอมรับความจริง นี่คือการ “เยียวยา” ไม่ใช่ “กระตุ้นเศรษฐกิจ”

    ในมิติของการกระตุ้นเศรษฐกิจ งานวิจัยพบปรากฏการณ์ย้ายที่ซื้อ (Crowd Out) ค่อนข้างชัดเจน ประชาชนมักโยกการใช้จ่ายจากร้านที่ไม่ได้ร่วมโครงการมาร้านที่ร่วมโครงการ มากกว่าจะเกิดการใช้จ่ายใหม่ทั้งหมด

    ค่าประสิทธิผลต่อการใช้จ่าย (MPC) ของโครงการอยู่ที่ระดับ 0.4 หมายความว่า รัฐอุดหนุน 1 บาท จะเกิดการใช้จ่ายใหม่จริงเพียง 40 สตางค์เท่านั้น ยิ่งในรอบนี้รัฐเพิ่มสัดส่วนการอุดหนุนเป็น 60% ยิ่งสะท้อนชัดเจนว่า โครงการนี้ทำหน้าที่ “ประคองกำลังซื้อและเยียวยาสภาพคล่อง” มากกว่า “เร่งเศรษฐกิจ” ซึ่งรัฐบาลควรสื่อสารเป้าหมายนี้ต่อสาธารณะให้ชัดเจน หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง จะต้องใช้เครื่องมืออื่นที่ออกแบบมาเพื่อสร้างการใช้จ่ายใหม่ ไม่ใช่เพียงการดึงเงินอนาคตมาใช้ก่อน

    4. โอกาสทองในการดึงธุรกิจเข้า “ระบบภาษี”

    ที่ผ่านมามักมีความกังวลว่าร้านค้าไม่อยากเข้าร่วมโครงการของรัฐเพราะกลัวการเสียภาษี แต่ข้อมูลวิจัยกลับลบล้างความเชื่อนั้น โดยพบว่ามีร้านค้าเพียง 6% ที่ออกจากระบบด้วยเหตุผลดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ธุรกิจขนาดเล็กถึง 40% เลือกเข้าสู่ระบบ VAT ด้วยความสมัครใจ แม้รายได้จะยังไม่ถึงเกณฑ์บังคับ 1.8 ล้านบาทต่อปีก็ตาม

    สิ่งนี้สะท้อนว่า ธุรกิจจำนวนมาก “พร้อมเข้าระบบ” หากมองเห็นความคุ้มค่าและต้นทุนการจัดการที่ไม่สูงเกินไป รัฐบาลจึงควรใช้โอกาสที่มีเม็ดเงินมหาศาลนี้ สร้างแรงจูงใจให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี ใช้ e-Payment และสร้าง Digital Footprint เพื่อยกระดับโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว

    ในตอนท้าย ดร.อธิภัทร ได้กล่าวสรุปเพื่อฝากข้อคิดถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า โครงการลักษณะนี้เป็นนโยบายที่ประชาชนคุ้นเคยและประสบความสำเร็จทางการเมืองสูงมาก แต่ “ความป๊อปปูลาร์ ไม่ได้แปลว่าเป็นนโยบายที่ดีที่สุดเสมอไป” ภารกิจสำคัญของกระทรวงการคลังจึงไม่ใช่แค่การทำให้ประชาชนถูกใจ แต่คือการออกแบบนโยบายที่ช่วยร้านเล็กได้จริง ลดการกระจุกตัว กระตุ้นเศรษฐกิจได้คุ้มค่า และพาร้านค้าเข้าสู่ระบบได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1235516&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WYty3XP_AhwYj8NILOb9u

  • เศรษฐกิจและการเมืองในสังคมสูงวัย

    เศรษฐกิจและการเมืองในสังคมสูงวัย

    โลกเราขณะนี้กําลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ประเทศไทยก็เช่นกัน เมื่ออายุมากขึ้นเราคาดว่าคนสูงวัยจะมีบทบาทในสังคมน้อยลง ให้เวลากับตัวเองและพักผ่อนมากขึ้น ตรงกันข้าม ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น บทบาทคนสูงวัยในระบบเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศยังไม่หายไปไหน อิทธิพลของคนกลุ่มนี้ยังมากและเข้มแข้ง ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และระดับบอร์ดบริษัท จนมีศัพท์ทางวิชาการว่า “ชราธิปไตย” หรือ Gerontocracy คือ ปกครองโดยคนสูงอายุ ซึ่งฟังดูดีเพราะคนสูงวัยมีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก น่าจะนําพาประเทศให้อยู่รอดปลอดภัยและส่งผ่านประเทศที่ดีให้กับลูกหลาน

    แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเฉพาะในบางประเทศเท่านั้น เช่น สิงค์โปร์ ที่ส่งผ่านประเทศให้กับลูกหลานได้ดี เพราะในหลายประเทศคนสูงวัยสมัยหนุ่มสาวจะนำพาประเทศอย่างเข้มแข็ง คือเป็นกําลังสําคัญ แต่พออายุมากขึ้น หลายคนความคิดเปลี่ยนมาเป็นต่อต้านหรือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีอยู่และประโยชน์ที่ตนจะได้มากขึ้น จนบางครั้งเป็นอุปสรรคต่อการก้าวต่อของประเทศและการแก้ปัญหา ประเทศเราก็เข้าลักษณะนี้ การส่งผ่านประเทศที่ดีให้กับลูกหลานจึงทำได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ความหวังจึงอยู่ที่คนรุ่นใหม่ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ที่จะแก้ไขให้ทุกอย่างดีขึ้นเมื่อมีอำนาจ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    ชราธิปไตยคือการปกครองที่อํานาจการตัดสินใจอยู่ในมือคนสูงวัย ที่เป็นผู้ตัดสินใจตัวจริงในเรื่องต่างๆ สูงวัยในที่นี่คืออายุหกสิบปีขึ้นไป และในสังคมที่ให้คุณค่ากับการเคารพผู้ใหญ่อย่างประเทศเรา บทบาทและอิทธิพลของคนกลุ่มนี้จะหนาแน่น ไม่เฉพาะแค่การเมืองหรือธุรกิจ แต่รวมถึงสถาบันปกครองสําคัญของประเทศ เช่น ศาลยุติธรรม สภาสูง องค์กรอิสระ การตัดสินใจของคนกลุ่มนี้จึงกระทบทุกส่วนของสังคม เพราะมีอิทธิพลต่อนโยบาย การออกกฏหมาย และการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ตัวอย่างเช่น วุฒิสภาสหรัฐ ที่ไม่มีการจํากัดวาระการดำรงตำแหน่ง หลายคนอายุเกิน 75-80ปี เป็นที่รวมของผู้ทรงอิทธิพลทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ จนถูกเรียกเป็นสโมสรคนสูงวัยที่รวยที่สุดในโลก

    คนสูงวัยที่มีอำนาจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนในตำแหน่ง แต่รวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจ ที่เป็นฉากหลัง เป็นมือที่มองไม่เห็น ที่เป็นพ่อค้า อดีตข้าราชการ อดีตนักการเมือง ผู้ใหญ่ที่มีบารมีในสังคม ที่ยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆของประเทศ ทั้งการเมือง เช่นใครจะมาเป็นรัฐบาล ภายใต้เงื่อนไขอะไร เศรษฐกิจ คือนโยบาย การจัดสรรผลประโยชน์ รวมถึงการตรวจสอบ เช่น การทําหน้าที่ขององค์กรอิสระ อํานาจเหล่านี้มีอยู่จริงและไม่ใช่ต่างคนต่างทํา แต่ประสานกันผ่านเครือข่ายและระบบอุปถัมภ์ที่ปลูกฝังไว้ ทําให้ประเทศเหมือนถูกกำกับและอยู่ในมือคนสูงวัยเหล่านี้

    กรณีประเทศไทย เครือข่ายชราธิปไตยปัจจุบันมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์ เพราะผู้สูงวัยที่มีอำนาจก็มาจากคนกลุ่มนี้ที่เกิดระหว่างปี 2489-2507 เป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลและอํานาจมากที่สุดในโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองไทยขณะนี้ เบบี้ บูมเมอร์ ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่โชคดีที่สุด เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ต้องไปรบ เกิดและโตในช่วงที่ประเทศไทยกําลังเริ่มพัฒนา ทุกอย่างพร้อม ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คนน้อย ที่ดินว่างเปล่ามากมาย ราคาถูก โอกาสต่างๆ จึงมาก บริษัทต่างประเทศก็ต้องการเข้ามาลงทุน สามารถฉกฉวยโอกาสสร้างฐานะสร้างชีวิต คนรุ่นเบบี้ บูมเมอร์จึงมีส่วนร่วมเต็มที่ในการพัฒนาประเทศในระยะต้นและได้ประโยชน์ ตั้งตัวได้ กลายเป็นเจ้าของกิจการ เศรษฐี และผู้นําสังคม พร้อมกับเศรษฐกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดด

    ถึงประมานช่วงปี 2530 เป็นต้นไป ขาขึ้นของเศรษฐกิจไทยและการพัฒนาแบบก้าวกระโดดก็เริ่มชะงักและชะลอต่อเนื่องอีกยี่สิบกว่าปีต่อมาหลังปี 2540 สาเหตุเพราะเบบี้ บูมเมอร์ไทยที่ช่วงนั้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวและเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตัวจริง ทําหน้าที่ได้ไม่ดีพอในการสร้างและพัฒนาประเทศ เทียบกับเบบี้ บูมเมอร์ประเทศอื่น เช่น สิงค์ไปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้เติบโตต่อเนื่อง พัฒนาดีกว่า หลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง โตต่ำ ไม่ไปไหน เวลากว่ายี่สิบปีนี้ต้องถือว่านาน เพราะสามารถสร้างหรือเปลี่ยนประเทศแบบพลิกฝ่ามือได้ เช่น กรณี จีน เวียตนาม แต่เบบี้ บูมเมอร์ไทยใช้เวลายี่สิบกว่าปีวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ ไม่แก้ไข ทําให้ประเทศเสียโอกาสถึงทุกวันนี้

    หนึ่ง ความขัดแย้งทางการเมือง ที่เบบี้ บูมเมอร์ไทยทะเลาะกันไม่เลิกตั้งแต่การเมืองเปิด ต่างต้องการอํานาจ แย่งอํานาจ และไม่ยอมรับให้อีกฝ่ายได้อำนาจ เกิดวัฐจักร เลือกตั้ง ปฏิวัติ ยุบพรรค เลือกตั้งใหม่ ทําให้การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพและยืนระยะนานกว่ายี่สิบปีถึงวันนี้โดยผู้เล่นกลุ่มเดิมที่ยังทะเลาะกัน เริ่มจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่มีอํานาจอยู่ก่อนกับกลุ่มใหม่ที่ต้องการอํานาจ ซึ่งเป็นเบบี้ บูมเมอร์ทั้งคู่ ทะเลาะกันนานจนคนรุ่นใหม่ระอา เกิดเป็นความตึงเครียดระหว่างรุ่น

    สอง นโยบายผิดพลาด เมื่อการเมืองไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลเปลี่ยนบ่อย นโยบายก็ไม่ต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจนว่าจะเดินต่ออย่างไร ต่างจากสิงค์โปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ที่สําคัญ เบบี้ บูมเมอร์ทั้งสองข้างที่ทะเลาะกันก็ทําเหมือนกัน คือ เน้นทํานโยบายระยะสั้นเพื่อคะเเนนเสียง ชอบอุดหนุนแจกให้เปล่าเพื่ออำนาจ มากกว่าที่จะลงทุนวางโครงสร้างระยะยาวที่เข้มแข็งให้กับประเทศ เช่น การศึกษา พัฒนาทักษะแรงงาน ภาคธุรกิจจึงไม่ลงทุน เงินลงทุนจากต่างประเทศลด ไทยกลายเป็นประเทศที่ไม่มีนวัตกรรม ผลิตภาพหรือความสามารถในการผลิตต่ำ ความสามารถในการแข่งขันตํ่า ต้องพึ่งภาคบริการในการเติบโตโดยอาศัยต้นทุนแรงงานที่ไม่แพง เช่นการท่องเที่ยว

    สาม เมื่อการเมืองมองสั้น เบบี้ บูมเมอร์ในภาคธุรกิจโดยเฉพาะระดับใหญ่ก็มองสั้นตามไปด้วย ไม่ลงทุน ยกเว้นจะถูกร้องขอหรือบีบโดยภาครัฐ แต่มุ่งหากําไรจากค่าเช่าทางเศรษฐกิจ สัมปทาน อสังหาริมทรัพย์ และระบบเครือข่าย ทำให้การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจลดลง ระบบอุปถัมถ์และระบบเส้นสายมีอิทธิพลต่อการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจมากกว่ากลไลตลาดและความสามารถ (Merit) เมื่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไม่ลงทุน เศรษฐกิจก็ไม่โต ไม่มีการจ้างงาน ลดโอกาสทางเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่ ความตึงเครียดระหว่างรุ่นระหว่างวัยในสังคมจึงทวีมากขึ้น

    นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเรา เป็นผลงานที่คนรุ่นเบบี้ บูมเมอร์ทําไว้และต้องรับผิดชอบ เพราะได้รับมรดกประเทศที่ดีอุดมสมบูรณ์จากคนรุ่นก่อนที่ได้เริ่มวางรากฐานการพัฒนาประเทศ แต่ปัจจุบันไทยตามหลังประเทศอื่น ส่วนเบบี้ บูมเมอร์เองก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่แก่และจนเพราะไม่มีทรัพย์สมบัติซึ่งเป็นส่วนใหญ่ อีกกลุ่มเล็กกว่า คือผู้สูงวัยที่มีอำนาจ รวย ทรัพย์สินมาก มีอิทธิพลมากในสังคม และไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อปกป้องสิ่งที่ตนมี นี่คือกลุ่มชราธิปไตยที่บางคนยกระดับว่าเป็น รัฐพันลึก ตัวจริง ที่แม้เศรษฐกิจไม่โต ประเทศมีปัญหา แต่ความมั่งคั่งของคนกลุ่มนี้ก็เพิ่มขึ้นตลอดจากความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ค่าเช่าจากทรัพย์สินที่สะสมมา ผลตอบแทนจากการลงทุน และความใกล้ชิดที่มีกับวงในของอำนาจทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

    นี่คือสิ่งที่ชราธิปไตยได้จากสังคมไทย จึงมองการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงเป็นภัย เมื่อไม่เปลี่ยนแปลง การส่งผ่านประเทศที่ดีให้กับลูกหลานคงทําได้แค่นี้ ความหวังจึงอยู่ที่คนรุ่นใหม่ที่เข้ามามีอำนาจ ที่จะมองประโยชน์ต่อประเทศและสังคมมากกว่าที่คนรุ่นเก่ามองและทําสิ่งที่ดีกว่าทิ้งไว้

    เขียนให้คิด

    ดร. บัณฑิต นิจถาวร

    ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

    [email protected]

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1002471/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ua4YzHkDbZlyXhQw6LWeB

  • บ้านพักผู้สูงวัยวิกฤต กระจุกตัวในเมืองใหญ่ แต่เท่าไรก็ไม่พอ

    บ้านพักผู้สูงวัยวิกฤต กระจุกตัวในเมืองใหญ่ แต่เท่าไรก็ไม่พอ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_iTpkOhwmFls9gj8kr_9f

  • เปิด MOU ดันอุตฯอาหารสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม เจาะตลาดอินเดีย

    เปิด MOU ดันอุตฯอาหารสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม เจาะตลาดอินเดีย

    สถาบันอาหาร–หอการค้าไทย ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร สู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ชี้ ‘อินเดีย’ ตลาดดาวรุ่งแนะ จากจำนวนประชากรกว่า 1.46 พันล้านคน ชูเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มในเวทีโลก

    25 พ.ค. 2569 – นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร(NFI) เปิดเผยว่า สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายภาคธุรกิจ ตั้งเป้ายกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยในเวทีโลก และศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาค

    โดยความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และโภชนาการมากขึ้น

    สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุม 7 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาวิชาการ งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า การส่งเสริมตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากร การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Ecosystem) เพื่อส่งเสริม Startup และ SMEs ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะเดียวกัน สถาบันอาหารยังเดินหน้าพัฒนา “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มสนับสนุนนวัตกรรมอาหารแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการเชื่อมต่อแหล่งทุนและการลงทุน เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

    “ปัจจุบันอินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2030 จะมี GDP สูงกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารมากขึ้น” นางสาวไปยดา กล่าว

    ทั้งนี้ อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบริโภคใหม่ของโลก” จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเติบโตของรายได้และชนชั้นกลาง (Income Growth) การขยายตัวของเมือง (Urbanization) โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ (Favorable Demographics) การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล (Technology & Innovation) และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค (Evolving Consumer Attitudes) ซึ่งล้วนสนับสนุนการเติบโตของตลาดอาหารมูลค่าสูงและสินค้า Premium Food ในระยะยาว

    จากข้อมูล PwC’s Voice of the Consumer 2025: India Perspective พบว่า ผู้บริโภคอินเดียให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคา รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัยอาหาร และความสะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Ready-to-Eat, Convenience Food, Functional Food และ Personalized Nutrition ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับระบบ Food Safety และ Traceability มากขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า

    อย่างไรก็ตาม อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีภาษาหลักกว่า 121 ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 705 กลุ่มทั่วประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Localized Marketing หรือการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานอาหาร ความปลอดภัย และความยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันระยะยาว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1002568/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T8tnRhTi3KjHBDlbIZKA-