Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “รมว.วราวุธ” ดันเครื่องยนต์ลงทุนไทย ชูไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รมว.วราวุธ” ดันเครื่องยนต์ลงทุนไทย ชูไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115416&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hYtmnTNMG0aSApoe9-6gz

  • “เอเซียพลัส” คัด 11 หุ้นรับเทรนด์น้ำมันดิ่ง-เศรษฐกิจฟื้น ชู GULF-BDMS เด่น

    “เอเซียพลัส” คัด 11 หุ้นรับเทรนด์น้ำมันดิ่ง-เศรษฐกิจฟื้น ชู GULF-BDMS เด่น

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASP เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้แนะนำหุ้นที่ได้รับปัจจัยบวกจากสถานการณ์สงครามที่ผ่อนคลายลง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานลดลง ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP, บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS

    นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและการฟื้นตัวของการบริโภค ได้แก่ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK

    ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่ทยอยปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในรอบปีที่ 118.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 99.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความหวังเชิงบวกเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) อีกครั้ง และช่วยลดระดับความกังวลจากปัญหาภาวะขาดแคลนอุปทาน (Supply Shortage) ลงได้ ในขณะเดียวกัน ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงมาแล้ว 11% และยังมีแนวโน้มย่อตัวลงต่อจากปัจจัยทางเทคนิคที่ราคาน้ำมันทำรูปแบบ Diamond Top มีโอกาสย่อตัวลงต่อ ประกอบกับความคืบหน้าในการเจรจา และผลกระทบจากสงครามที่ยืดเยื้อซึ่งกดดันคะแนนความพึงพอใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม ร่องรอยผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อที่ทิ้งไว้ส่งผลให้การตัดสินใจในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่มุมมองของตลาดพันธบัตรกำลังเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยสูงยาวนาน (Higher-for-longer) โดยล่าสุดส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Spread) ระหว่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี และ 5 ปี ลดลงเหลือเพียง 0.81% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี นับเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของตลาดหุ้นในระยะถัดไป

    ด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทย กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 ขยายตัวที่ระดับ 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 20.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 45.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 29.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักๆ มาจากการนำเข้าวัตถุดิบ กึ่งสำเร็จรูป สินค้าทุน และน้ำมันดิบ ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 10,020 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ วัฏจักรสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นขาขึ้น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการนำเข้าและส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีแรก ตามการเติบโตของโลกจากกระแสเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการส่งออก

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/834435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13f5o4k0LQhtwePU-NrVVS

  • “รมว. สุชาติ” เปิดงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ ปี 69 ชูแนวคิด “สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” มุ่งเป้าป่าชุมชน 12,000 แห่งทั่วประเทศ สู่ฐานเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน

    “รมว. สุชาติ” เปิดงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ ปี 69 ชูแนวคิด “สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” มุ่งเป้าป่าชุมชน 12,000 แห่งทั่วประเทศ สู่ฐานเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน

    25 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์สมุททานุภาพกองทัพเรือ จังหวัดชลบุรี – นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ” ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “Community Forest Based Wellness : ป่าชุมชน สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ. ชลบุรี ให้การต้อนรับ โอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารในสังกัด หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ตลอดจนเครือข่ายป่าชุมชนเข้าร่วมงาน โดยการจัดงานครั้งนี้ มุ่งเน้นส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูลตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมยกระดับป่าชุมชนกว่า 1.2 หมื่นแห่ง ให้เป็นรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีระกุล ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะการส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาป่าตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งป่าชุมชนกระจายอยู่ทุกภูมิภาคกว่า 12,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 7 ล้านไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 5 ล้านครัวเรือน การจัดงานในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรงวางรากฐานตามแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ มุ่งเน้นให้เกิดความสมดุลระหว่างการดูแลรักษาและการใช้ประโยชน์อย่างเกื้อกูล เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญในการกักเก็บคาร์บอน ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งต่อมรดกทางธรรมชาติที่สมบูรณ์นี้ให้แก่รุ่นลูกหลานต่อไป

    ด้าน นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กรมป่าไม้มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนให้เครือข่ายป่าชุมชนมีความเข้มแข็งและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 กรมป่าไม้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ผู้กำกับดูแล แต่เปรียบเสมือน “พี่เลี้ยง” ที่คอยสนับสนุนทั้งในด้านวิชาการ การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์จากป่า รวมถึงการบริหารจัดการเพื่อให้ป่าชุมชนเป็นแหล่งรายได้และแหล่งความสุขที่ยั่งยืนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง สำหรับการจัดงานในวันนี้มีกิจกรรมสำคัญ คือการมอบถ้วยและโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่เครือข่ายป่าชุมชนต้นแบบสู่ความยั่งยืน และภาคีเครือข่ายที่ให้การสนับสนุน อีกทั้งจะได้มอบเงินอุดหนุนให้แก่ตัวแทนป่าชุมชน 4 ภาค และการมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “รักษ์ป่า รักแผ่นดิน” มีการจัดแสดงตลาดนัดผลผลิตป่าชุมชน และการสาธิตการทำผลิตภัณฑ์และบริการที่เกิดจากการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน

    ทั้งนี้ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมรณรงค์ทำกิจกรรมเพื่อรักษาป่าชุมชนในพื้นที่ของตน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ การทำฝายชะลอน้ำ การลาดตระเวน หรือการทำแนวกันไฟ เพื่อร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฐานทรัพยากรของชาติอย่างยั่งยืนสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1022038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xWPNBcCju3RXbpIwwJ8yD

  • ถึงคิวบัตรสวัสดิการ คลังเผยแล้ว เงินไทยช่วยไทย 1,000  มิ.ย.69 โอนเข้าวันไหน | เดลินิวส์

    ถึงคิวบัตรสวัสดิการ คลังเผยแล้ว เงินไทยช่วยไทย 1,000 มิ.ย.69 โอนเข้าวันไหน | เดลินิวส์

    นายธนะโชค รุ่งธิปานนท์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิผ่านบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ตการ์ด ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2569 จะได้รับสิทธิ ดังนี้

    วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ได้รับวงเงินสิทธิเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และค่าเดินทาง (ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้และไม่สะสมในเดือนถัดไป) ประกอบด้วย

    – วงเงินซื้อสินค้า 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย. 69)

    – วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย. 69)

    – วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน (ได้แก่ บขส. รถไฟ ขสมก. รถไฟฟ้า และรถโดยสารเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ)

    วันที่ 19 มิถุนายน 2569

    – ได้รับเงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาทต่อเดือน

    สำหรับผู้มีสิทธิที่เป็นคนพิการ ซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับเบี้ยความพิการ 800 บาทต่อเดือน (โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของผู้มีสิทธิ หรือบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิหรือผู้รับมอบอำนาจที่ใช้รับเงินเบี้ยความพิการ 800 บาท)

    “หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 0 2109 2345 หรือ Call บัญชีเงินสิทธิ Center กรมบัญชีกลาง 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5891348/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37CSp79iffn5KSevRXhVm6

  • บิ๊กหยม มาแล้ว พรรคเศรษฐกิจเล่นใหญ่ เปิดตัวลงผู้ว่า กทม.พร้อมผู้สมัครสก.49เขต

    บิ๊กหยม มาแล้ว พรรคเศรษฐกิจเล่นใหญ่ เปิดตัวลงผู้ว่า กทม.พร้อมผู้สมัครสก.49เขต

    พรรคร่วมรัฐบาลเขย่าเก้าอี้ ‘ศุภจี’ หากแก้ปัญหาทุเรียนไม่ได้ ก็ลาออกไป จี้จัดการใบอนุญาตส่งออก

    นายคริส โปตระนันท์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงกรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปรากฏตัวอยู่ในคลิปของ อินฟลูเอนเซอร์ ก่อนที่จะมีการไลฟ์สดขายทุเรียน ว่า สิ่งที่นางศุภจี ทำ อาจไม่ได้แก้ไขเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ เรื่องที่เป็นหัวใจโครงสร้างปัญหาทุเรียนในปัจจุบัน จนตอนนี้โซเชียลฯได้ถล่มรมว.พาณิชย์จำนวนมาก และขอเรียกร้องให้นางศุภจี ลาออกจากตำแหน่ง

    ‘คริส’ ขนพรรคเศรษฐกิจค้านขึ้นแวต 10%

    พรรคเศรษฐกิจ แถลงจุดยืนคัดค้านการขึ้น VAT จากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 พร้อมเสนอ 2 แนวทางในการเพิ่มรายได้ให้รัฐโดยการเก็บภาษีจากคนต่างด้าวและปราบปรามการคอร์รัปชันให้ลดลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1002802/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09j-X0SvMl8CB_YPHyyuzV

  • เปิดสาเหตุ ลงทะเบียนไทยช่วยไทย 23 ล้าน แต่ทำไมคน 3 แสนราย “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ” | เดลินิวส์

    เปิดสาเหตุ ลงทะเบียนไทยช่วยไทย 23 ล้าน แต่ทำไมคน 3 แสนราย “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ” | เดลินิวส์

    เกาะติดความคืบหน้าโครงการ ล่าสุด ยอดประชาชนที่แห่เข้ามาลงทะเบียนพุ่งสูงถึง 23 ล้านคนแล้ว ซึ่งระบบได้ดำเนินการคัดกรองและจัดสรรสิทธิอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางผู้ที่สมหวัง ยังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องติดขัดกับปัญหา “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ” เราจะมาเจาะลึกสรุปตัวเลข ส่องสาเหตุหลัก

    สรุปสถานะตัวเลขยอดลงทะเบียน (ณ เวลา 12.00 น.)

    จากจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมดกว่า 22.6 ล้านคน สามารถจำแนกสถานะออกเป็น 4 กลุ่มหลัก และจำนวนสิทธิที่ยังเปิดกว้าง ดังนี้

    • ลงทะเบียนสำเร็จ : 17,374,758 คน (กลุ่มนี้ผ่านด่านแรกฉลุย รอก้าวต่อไป)
    • อยู่ระหว่างรอตรวจสอบคุณสมบัติ : 4,921,910 คน (ระบบกำลังดึงข้อมูลเพื่อเช็กเงื่อนไขอย่างละเอียด)
    • ลงทะเบียนไม่สำเร็จ : 335,319 คน
    • สิทธิประชาชนที่ยังคงเหลือ : 7,368,013 สิทธิ (โอกาสยังเปิดกว้างสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน)

    กางสาเหตุ : ทำไมคน 3.3 แสนรายถึง “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ”?

    เมื่อดูจากตัวเลขผู้ที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จจำนวน 335,319 คน พบว่าไม่ได้เกิดจากระบบล่ม แต่เกิดจากเงื่อนไขทางคุณสมบัติเฉพาะบุคคล โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน ดังนี้

    กลุ่มผู้ลงทะเบียนไม่สำเร็จ จำนวน (ราย) สาเหตุหลัก
    1. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 335,153 คน เนื่องจากกลุ่มนี้มีฐานข้อมูลในระบบเดิมอยู่แล้ว หรือมีเงื่อนไข/สิทธิประโยชน์ในรูปแบบอื่นที่แยกเฉพาะออกไป ทำให้ระบบไม่เปิดให้ลงทะเบียนซ้ำซ้อนในช่องทางนี้
    2. กลุ่มอื่น ๆ 166 คน เป็นกลุ่มที่มีประวัติการทำผิดเงื่อนไขในโครงการรัฐที่ผ่านมา เช่น เคยทำผิดเงื่อนไขในโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นต้น ทำให้ถูกจำกัดสิทธิโดยระบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5891432/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DZ-MjWH3htpMbNUggZ4fw

  • ทุนต่างชาติไหลเข้า..ธุรกิจไทยต้องปรับตัว.!

    ทุนต่างชาติไหลเข้า..ธุรกิจไทยต้องปรับตัว.!

    ช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 สัญญาณทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ จากรายงานสถิติอย่างเป็นทางการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สะท้อนภาพโครงสร้างธุรกิจไทย ที่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่าน ทั้งการเติบโตของกลุ่มธุรกิจยุคใหม่ พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

    การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่พบสถิติตัวเลขสะสมช่วงม.ค.-เม.ย. 69 อยู่ที่ 29,679 ราย แม้ตัวเลขจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย 1.56% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน แต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประเมินว่า การลดลงเพียงเล็กน้อยไม่ได้มีนัยเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวม แต่สิ่งที่น่าสนใจกลับเป็นเหตุผลเบื้องหลังของการชะลอตัวดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลโดยตรงจากมาตรการเข้มงวดของภาครัฐในการจดทะเบียนนิติบุคคล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในการถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือปัญหา “นอมินี” นั่นเอง

    มาตรการปราบปรามนอมินี ไม่เพียงช่วยสกัดกั้นกลุ่มธุรกิจสีเทาหรือการเข้ามาแย่งอาชีพคนไทยอย่างผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ส่งผลให้ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านั้น ทยอยตัดสินใจเลิกประกอบกิจการ สอดคล้องกับตัวเลขสถิติการจดทะเบียนเลิกกิจการช่วง 4 เดือนแรก ที่มีจำนวนสะสมอยู่ที่ 4,217 ราย เพิ่มขึ้น 7.55% และมีมูลค่าทุนจดทะเบียนเลิกกิจการรวมกว่า 26,258 ล้านบาท

    การล้างไพ่ระบบทะเบียนธุรกิจครั้งนี้ จึงถือเป็นการคัดกรองเพื่อให้เหลือเพียงธุรกิจที่มีความโปร่งใส แข็งแกร่ง และพร้อมดำเนินกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยกระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป้าหมายเชิงบวกว่า ตลอดทั้งปีนี้จะมียอดจัดตั้งธุรกิจใหม่ทะลุ 80,000 ราย

    หากเจาะลึกประเภทของธุรกิจไทย ที่สามารถเติบโตอย่างโดดเด่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พบว่า มี 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่ขยายตัว กลุ่มแรกคือ ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต (E-commerce) ที่มีผู้จดทะเบียนรายใหม่ 801 ราย เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 51.99% สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านหน้าจอของคนไทยกลายเป็นวิถีชีวิตหลัก

    กลุ่มที่สองคือ ธุรกิจบริการสนับสนุนอื่น ๆ ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด 139.57% เพื่อรองรับการจ้างงานภายนอกและการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรใหญ่ และกลุ่มสุดท้ายคือ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร ที่มีจำนวนจัดตั้งใหม่สูงถึง 1,408 ราย เติบโต 13.82% ขับเคลื่อนด้วยภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ฟื้นตัว

    การลงทุนจากต่างประเทศ พบสถิติเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่าสูงถึง 129,332 ล้านบาท เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 124% หรือมากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน มีจำนวนนักลงทุนเข้ามาดำเนินกิจการรวม 438 ราย เพิ่มขึ้น 21% กลุ่มทุนหลัก คือ นักลงทุนจากประเทศสหรัฐฯ สิงคโปร์และจีน เป้าหมายหลักคือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างต่อเนื่อง

    ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความทันสมัย ในมิติของระบบข้อมูลภาครัฐอย่างเต็มรูปแบบ โดยตั้งแต่ 1 ก.ค. 69 หน่วยงานราชการไทยเริ่มขับเคลื่อนนโยบายการงดขอสำเนาเอกสารรูปแบบกระดาษจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างสิ้นเชิง นั่นจะช่วยลดภาระทางเอกสารอันซับซ้อน ลดต้นทุนแฝงการดำเนินธุรกิจ ที่สำคัญสุดคือการเพิ่มความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลในระบบดิจิทัลเพื่อป้องกันการทุจริต

    ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 จึงเป็นภาพการเดินหน้าพร้อมกับการจัดระเบียบครั้งใหญ่การผสมผสานระหว่างการเติบโตของธุรกิจดิจิทัล เม็ดเงินลงทุนข้ามชาติเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว การปฏิรูประบบราชการสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล ทั้งหมดนี้จะเป็นเสาหลักสำคัญต่อการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศ และแข่งขันบนเวทีโลกยุคใหม่

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/834218&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11NZYzLGvmrPgn2_PS-oXx

  • SET นิวไฮ 2 ปีครึ่ง! โบรกชี้เงินเปลี่ยนทิศ หมุนรอบเข้าหุ้นค้าปลีก-ท่องเที่ยว

    SET นิวไฮ 2 ปีครึ่ง! โบรกชี้เงินเปลี่ยนทิศ หมุนรอบเข้าหุ้นค้าปลีก-ท่องเที่ยว

    SET นิวไฮ 2 ปีครึ่ง! โบรกชี้เงินเปลี่ยนทิศ หมุนรอบเข้าหุ้นค้าปลีก-ท่องเที่ยว

    บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวันระบุว่า ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งต่อเนื่อง ปิดบวกอีก 11.66 จุด ที่ระดับ 1,550.33 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.3 หมื่นล้านบาททะลุผ่าน High เดิมก่อนสงครามและทำจุดสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง

    หนุนจากราคาน้ำมันและ Bond Yield ที่ย่อตัวลงจากความคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติพลิกมาขายสุทธิในตลาดหุ้น 49 ล้านบาท และ 873 ล้านบาทตามลำดับ ขณะที่บัญชีบล.เป็นฝ่ายซื้อสุทธิ 1.1 พันล้านบาท (ต่างชาติยัง Long สุทธิ Index Futures อีกเล็กน้อย 1.2 พันสัญญา)

    แนวโน้มตลาดวันนี้(26 พ.ค.2569) ฝ่ายวิเคราะห์คาด SET Index จะแกว่ง Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,545-1,560 จุด โดยตลาดยังคงคาดหวังเชิงบวกต่อความคืบหน้าการเจรจาสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าสหรัฐฯและอิสราเอลได้โจมตีเรืออิหร่านหลายลำในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง สะท้อนว่าการเจรจายังคงมีความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวอีกรอบ 

    ปัจจัยดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวขึ้น 2% สู่ระดับ US$98 ต่อบาร์เรล ส่วน Bond Yield สหรัฐฯยืนทรงตัวหลังจากปรับลงในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน ด้านปัจจัยในประเทศ ตัวเลขนำเข้า-ส่งออกไทยเดือน เม.ย. พุ่งขึ้นแรงกว่าคาด แต่ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะเป็นกว่า US$1 หมื่นล้าน ซึ่งยังเป็นปัจจัยลบต่อ GDP

    อย่างไรก็ตามภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคองจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะเริ่มใช้จ่ายในเดือน มิ.ย.-ก.ย. หนุนกำลังซื้อในช่วงปลายไตรมาส 2/69 และชัดเจนขึ้นในไตรมาส 3/69 จากเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบราว 1.75 แสนล้านบาท 

    กอปรกับสมมติฐานปัจจุบันที่คาดว่าสถานการณ์สงครามและราคาพลังงานจะเริ่มทยอยผ่อนคลายลงในช่วงครึ่งหลังปี69 ฝ่ายวิเคราะห์ยังคาดหวังจะเห็นกระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มทยอยกลับมาไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง

    โดยมีโอกาสเกิด Sector Rotation ออกจากกลุ่มที่ Outperform ช่วงก่อนหน้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ปิโตรเคมี เป็นต้น เข้าหากลุ่ม Domestic / Consumption Play Anti-Commodity และ Yield Sensitive เช่น ไฟแนนซ์ ขนส่ง โรงไฟฟ้า SPP ท่องเที่ยว ค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งยัง Laggard ให้กลับมา Outperform ได้

    กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 2Q26-2H26 แข็งแกร่ง และได้อานิสงส์บวกหากสงครามผ่อนคลาย
    หุ้นเด่นเดือน พ.ค : BBL, CPALL, ITC, SCGP, WHAUP
    FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP

    หุ้นเด่นวันนี้ 

    CBG ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 50 บาท คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ของ CBG ฟื้นตัวเป็น 637 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) หนุนจากยอดขายในประเทศ โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลังและธุรกิจจัดจำหน่ายสุรา แม้รายได้ต่างประเทศยังถูกกดดันจากการหายไปของตลาดกัมพูชา รวมถึง margin ที่ลดลงจากต้นทุนอลูมิเนียมและก๊าซที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม SG&A เริ่มดีขึ้นจาก utilization โรงงานที่สูงขึ้นและลูกค้า OEM ใหม่

    ผู้บริหารเดินหน้าปรับกลยุทธ์ต่างประเทศเพื่อสร้าง growth driver ใหม่ทดแทนกัมพูชา ผ่านการขาย concentrate และให้ OEM ท้องถิ่นผลิต/จัดจำหน่ายใน UK, Afghanistan และจีน หากโมเดลนี้สำเร็จจะเป็นบวกต่อกำไรตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป แนวรับ 41.25 บาท และ 39.50 บาท ส่วนแนวต้าน 45 บาท และ 48 บาท

    Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าภูมิภาคสุทธิต่อเนื่องอีก US$1,540 ล้าน โดยยังคงกระจุกตัวที่ไต้หวัน US$1,768 ล้าน ส่วนเกาหลีใต้ปิดทำการ ขณะที่ฝั่งอาเซียนเม็ดเงินไหลออกเร่งตัวขึ้นสูงสุดที่อินโดนีเซีย US$125 ล้าน ตามด้วยเวียดนาม US$73 ล้าน

    ส่วนไทยไหลออก US$27 ล้าน แนวโน้มกระแสเงินทุนคาดว่ายังไหลเข้าแต่เบาบางลง โดยตลาดยังคาดหวังเชิงบวกต่อพัฒนาการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ต้องติดตามสถานการณ์ว่าดีลจะบรรลุหรือล่ม

    ประเด็นสำคัญวันนี้

    (0) EGCO โทนประชุมเป็นกลาง ปัจจัยบวกใหม่ที่จะเป็นธุรกิจใหม่ในอนาคต คือ บริษัทอยู่ระหว่างก่อสร้างและร่วมมือกับลูกค้าที่ทำธุรกิจ Data Center เพื่อเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม EGCO ระยอง (ERIE) ตั้งอยู่ใน EEC ทั้งจากการเข้าซื้อที่ดินและทำสัญญาซื้อขาย PPA ระยะยาวภายใต้ ERIE project ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสการเติบโตใหม่ของบริษัท คงประมาณการกำไรปกติปี 2026 อยู่ที่ 4.25 พันล้านบาท เติบโต 8% y-y ราคาเป้าหมาย 135 บาท Div. yield 5.6% ยังคงคำแนะนำ ซื้อ

    (0) RATCH โทนประชุมเป็นกลาง ผู้บริหารมองการปรับปรุงประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่าเดิม และกำลังผลิตใหม่ใน PDP ฉบับใหม่ อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการประกาศใช้ออกไปอีก เพราะร่าง PDP ปัจจุบันได้ทำประชาวิจารณ์ไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา จะได้ไม่ต่องเริ่มต้นใหม่ RATCH ยังเน้นการลงทุนในไทยเป็นหลัก แนวโน้มกำไร 2Q26 คาดว่าจะดีขึ้น q-q และ y-y จากหลายโรงไฟฟ้าหยุดซ่อมบำรุงน้อยลง และส่วนขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้านวนคร เฟส 3 เริ่ม COD (12MW) เม.ย. 2026 คงคาดกำไรสุทธิปี 2026 +12% y-y ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ P/BV เพียง 0.6x และคาด Div. Yield ราว 5.7% ต่อปี คงคำแนะนำ “ซื้อ”

    (X) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการ เนื่องในวัน Memorial Day

    (+) ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก โดยฟื้นตัวกลับมาลบล้างการปรับตัวลงทั้งหมดนับตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังนักลงทุนคาดหวังมากขึ้นต่อการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงแรงหนุนจากความคึกคักของหุ้นกลุ่ม AI

    (+) ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่เปิดบวกเช้านี้ โดยดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ หลังกลับมาเปิดซื้อขายอีกครั้งภายหลังวันหยุดเมื่อวานนี้ โดยบรรยากาศการลงทุนได้รับแรงหนุนจากความหวังเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

    (-) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยขยับมาอยู่ที่ 32.53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ +0.22%

    (X) ดัชนีราคาน้ำมันจากฝั่งสหรัฐฯ ปิดทำการวานนี้เนื่องในวัน Memorial Day

    (X) ดัชนีราคาทองคำจากฝั่งสหรัฐฯ ปิดทำการวานนี้เนื่องในวัน Memorial Day
    SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 1,034.85 / -0.00%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/742942&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38DxO7gIgoiPiGaMmp7ZG8

  • “แคนตันทาวเวอร์” พลิกบทบาทจากแลนด์มาร์กของกว่างโจว สู่เวทีระดับชาติ จัดงานวันท่องเที่ยวจีน ปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่

    “แคนตันทาวเวอร์” พลิกบทบาทจากแลนด์มาร์กของกว่างโจว สู่เวทีระดับชาติ จัดงานวันท่องเที่ยวจีน ปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

    เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 วันท่องเที่ยวจีน (China Tourism Day) ครั้งที่ 16 ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ (Canton Tower Tourism Area) ภายใต้การบริหารของ Guangzhou City Construction Investment Group โดยนับตั้งแต่มีการจัดงานดังกล่าวในปี 2554 นับเป็นครั้งแรกที่นครกว่างโจวได้รับเกียรติให้เป็นเมืองเจ้าภาพหลักของงานนี้

    ในโอกาสสำคัญนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ได้เชิญหอคอยสมาชิก 18 แห่งของสหพันธ์หอคอยโลก (WFGT) รวมถึงหอวิทยุและโทรทัศน์กลาง กรุงปักกิ่ง, หอไข่มุกตะวันออก นครเซี่ยงไฮ้ และ Willis Tower/Skydeck Chicago สหรัฐอเมริกา มาร่วมเปิดไฟพร้อมกันในพิธีเปิดงาน นอกจากนี้ ยังจัดการแสดงโดรนสุดตระการตาจำนวน 5,190 ลำ ประดับท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครกว่างโจวอย่างสว่างไสวสวยงาม

    การที่เทศกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับชาติครั้งนี้จัดขึ้น ณ นครกว่างโจว สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในศักยภาพและสถานะของเมือง ขณะเดียวกันยังเป็นการยกย่องความมุ่งมั่นและความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับนครกว่างโจวอย่างไม่หยุดยั้ง

    กิจกรรมตื่นตาตื่นใจสามรูปแบบ เติมชีวิตชีวาให้กับเมือง

    ในระหว่างวันที่ 19-31 พฤษภาคม Guangzhou City Construction Investment Group ได้รังสรรค์ประสบการณ์หลากหลายรูปแบบทั้งสำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน โดยครอบคลุมทั้งความงดงามทางทัศนียภาพ กิจกรรมที่เปิดให้มีส่วนร่วม และอาหารอันหลากหลาย ภายใต้แนวคิด “เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สำรวจภูมิทัศน์อันงดงาม”

    นิทรรศการสมบัติทางวัฒนธรรมหลิงหนาน สะท้อนมรดกภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า

    มีการจัดแสดงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจำนวน 37 รายการ พร้อมผลงานชิ้นเอก 102 ชิ้น อาทิ เครื่องเคลือบกวางตุ้ง งานปักผ้ากวางตุ้ง ผ้าไหมกวางตุ้ง และงานแกะสลักงาช้าง อีกทั้งยังมีผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติจำนวน 13 ท่านมาร่วมสาธิตงานหัตถศิลป์อย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่สืบไป

    เทศกาลอาหาร Greater Bay Area

    ภายในงานมีการจัดบูธอาหารจำนวน 59 บูธ กระจายอยู่ตลอดถนนสามสายหลัก พร้อมด้วยการแสดงสดดนตรีป๊อปฮ่องกงและคอนเสิร์ตต่อเนื่องตลอด 6 คืน รวมถึงโซนกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ “One Thought of Dunhuang” และตลาดสินค้าสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม ซึ่งเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ่ายทอดเสน่ห์ของนครแห่งอาหารที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ณ บริเวณเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

    มอบสิทธิพิเศษทั่วเมือง เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ เรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ล โรงละครแคนตันทาวเวอร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน ตลอดจนโรงแรม Mountain Villa, Hotel Indigo และ China Mayors Plaza รวมถึงศูนย์การประชุม Yuexiu International Convention Center และสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง ได้ผนึกกำลังร่วมกันนำเสนอแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์อันคุ้มค่าแก่ผู้มาเยือนนับหมื่นคน

    เสริมสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่น ยกระดับจาก “การบริหารหอคอย” สู่ “การบริหารเมือง”

    การที่แคนตันทาวเวอร์ก้าวขึ้นมาเป็นเวทีระดับชาติได้อย่างสง่างามในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์อันแน่วแน่และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับเมืองอย่างต่อเนื่อง

    Guangzhou City Construction Investment Group บูรณาการพื้นที่ทั้งหมดให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่ได้มองแคนตันทาวเวอร์เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวแบบแยกส่วน แต่กำหนดให้เป็นแกนกลางสำคัญของเมือง เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วเมืองเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมทั้ง “หอคอย แม่น้ำ สะพาน เมือง เกาะ และสวนสาธารณะ” อันประกอบด้วยจัตุรัสหัวเฉิง เกาะไห่ซินซา อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ โดยแลนด์มาร์กเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางที่กระจัดกระจาย แต่ถูกร้อยเรียงกันเสมือน “สร้อยคอไข่มุก” อันงดงาม

    ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ตัวชี้วัดการดำเนินงานที่สำคัญของแคนตันทาวเวอร์มีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยมีจำนวนผู้เยี่ยมชมต่อปีสม่ำเสมอที่ระดับ 2.5 ล้านคน อย่างไรก็ดี Guangzhou City Construction Investment Group มิได้มุ่งเน้นการแสวงหาผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่ได้นำกำไรกลับมาลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นของหอชมวิวเพียงแห่งเดียว ได้ยกระดับสู่การเป็นระบบนิเวศด้านวัฒนธรรม การค้า และการท่องเที่ยวแบบครบวงจรในปัจจุบัน โดยทุกก้าวของการพัฒนาล้วนสะท้อนถึงการสั่งสมเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในระยะยาว

    นอกจากนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ยังได้ขยายศักยภาพครอบคลุมระบบนิเวศการท่องเที่ยวแบบครบวงจร โดยเรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ลของแคนตันทาวเวอร์ได้ขยายการดำเนินงานไปยังเมืองชิงหยวนและจ้านเจียง ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม กิจกรรม และการแสดงสดต่าง ๆ ก็กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถส่งออกได้ในเชิงพาณิชย์ สิ่งที่ Guangzhou City Construction Investment Group กำลังสร้างขึ้นคือ ฉากทัศน์การใช้ชีวิตในเมืองแบบ “4 in 1” ที่ผสานศิลปวัฒนธรรม การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว การเที่ยวชมเมือง และการพบปะทางสังคมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จากจุดเริ่มต้นของหอคอยเพียงแห่งเดียว สู่การยกระดับเป็นระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงทั้งเมืองอย่างสมบูรณ์

    แนวคิดและการดำเนินงานดังกล่าวได้ผลักดันให้แคนตันทาวเวอร์ก้าวกระโดดจากการเป็น “แลนด์มาร์กสำคัญ” ไปสู่ “ตัวชี้วัดด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” และยกระดับสู่การเป็น “เวทีระดับชาติ” อย่างแท้จริงในปัจจุบัน

    อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ “New Life” เมืองแห่งความสุข

    “เวทีระดับชาติ” ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการพัฒนา ในอนาคต Guangzhou City Construction Investment Group จะเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ “New Life” อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อปลดล็อกมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ พร้อมสร้างสรรค์รูปแบบการบริโภคและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนยกระดับพอร์ตการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมให้แข็งแกร่งและครบวงจรมากยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับระบบนิเวศ “Culture & Tourism+” ให้เป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนการบริโภคระดับภูมิภาค โดยขยายจากโครงการเดี่ยวไปสู่การบูรณาการทรัพยากรและการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งเปลี่ยนกระแสนักท่องเที่ยวจากแลนด์มาร์กให้ต่อยอดไปสู่การบริโภคในหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทั้งการค้าปลีก เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude economy) อสังหาริมทรัพย์ และสุขภาพ ตลอดจนผลักดันรูปแบบใหม่ของการผสานวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว กีฬา และนิทรรศการเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

    ขณะเดียวกัน ยังมีการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำเพิร์ลให้กลายเป็นแกนกลางที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของเมือง โดยมีแคนตันทาวเวอร์เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการทรัพยากรด้านวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว และนิทรรศการทั้งสองฝั่งแม่น้ำ เติมเต็มด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น นิทรรศการศิลปะ พื้นที่สาธารณะสำหรับพบปะพูดคุย กิจกรรมนันทนาการสำหรับครอบครัว และเศรษฐกิจยามค่ำคืน เพื่อยกระดับพื้นที่ริมน้ำให้กลายเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่หล่อเลี้ยงทั่วเมือง เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชม พักผ่อน และจับจ่ายใช้สอย อันนำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภครูปแบบใหม่อย่างยั่งยืน

    เพื่อเปลี่ยนจาก “การตามกระแส” ไปสู่ “การสร้างกระแส” City Salon ระดับโลก ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ การประชุมสุดยอดระดับนานาชาติ และเวทีเสวนาระดับโลกด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อรวบรวมทรัพยากรระดับโลกและผลงานชั้นนำจากนานาประเทศ โดยใช้สถานที่สำคัญ อาทิ แคนตันทาวเวอร์ เกาะไห่ซินซา และศูนย์การประชุม Yuexiu International Conference Center เป็นเวทีในการถ่ายทอดเรื่องราวของนครกว่างโจวและประเทศจีนอย่างทรงพลัง

    จากหอคอยเพียงแห่งเดียวสู่ทั่วทั้งเมือง จากแลนด์มาร์กของเมืองสู่เวทีระดับชาติ จากนี้ไป Guangzhou City Construction Investment Group จะยังคงจับมือกับนักท่องเที่ยวนับล้านคน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ภูมิทัศน์อันงดงาม และขับเคลื่อนอนาคตอันรุ่งโรจน์ไปด้วยกัน

    ที่มา: เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRGP0PR4XFOT8VXAPJLW504X60PVPQVD&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XMemHZmZuCESoKFYhgl6r

  • พลิกโฉมรถไฟไทย “สิริพงศ์” สั่ง สทร. ปรับปรุงรถเก่าเป็นขบวนท่องเที่ยว-เปิดต้นแบบไฮบริด “ง้าว”

    พลิกโฉมรถไฟไทย “สิริพงศ์” สั่ง สทร. ปรับปรุงรถเก่าเป็นขบวนท่องเที่ยว-เปิดต้นแบบไฮบริด “ง้าว”

    “สิริพงศ์” สั่ง สทร.เร่งศึกษาวิจัย ระบบอาณัติสัญญาณ ติดตั้งจุดลักผ่านรถไฟเพื่อลดอุบัติเหตุ ตั้งเป้า ในเขต กทม และปริมณฑล จะเห็นภายในปีนี้ 22 จุด พร้อมเร่งศึกษาวิจัย ปรับปรุงรถไฟร้อนเป็นรถแอร์ เร่งผลิตรถไฟต้นแบบ “ง้าว” ปรับปรุงรถไฟอายุ 50 ปีให้เป็นรถไฟท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้

    ยกระดับความปลอดภัย ติดสัญญาณไฟ 22 จุดลักผ่านทั่วกรุง

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช. คมนาคม เปิดเผยว่า  ขณะนี้ได้มีนโยบายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราบ (สทร.) ศึกษาและวิจัย ที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดความปลอดภัยกับคนที่ใช้บริการบนท้องถนนผ่านจุดตัด ทางลักผ่าน รถไฟ ระบบรางในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล โดยในปีนี้จะต้องเห็นการแก้ไขให้เป็นระบบใน 20 กว่าจุดภายในกทม. ซึ่งอาจจะออกมาในรูปแบบของระบบอาณัติสัญญาณ ป้าย สิ่งแจ้งเตือน เพื่อให้คนใช้ถนนได้เห็นและระมัดระวัง โดยจะของบประมาณจาก กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถและถนน (กปถ.)มาดำเนินในการติดตั้ง และผลิตอุปกรณ์ความปลอดภัยทั้งหมด

    ชุบชีวิตรถเก่า 50 ปี สู่ “รถไฟท่องเที่ยวหรู” สร้างรายได้

    นอกจากนั้น ให้ สทร. เร่งปรับปรุงรถไฟเก่าอายุกว่า 50 ปี ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้มาจากญี่ปุ่น จากบริษัท เจอาร์ เวสต์ มาพัฒนาเป็นรถไฟแบบลักซัวรี่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว คาดว่าจะเสร็จพร้อมทดสอบภายในสิ้นปีนี้ โดยใช้งบประมาณในการปรับปรุง 5 ตู้วงเงินรวม 65 ล้านบาท  นอกจากนั้นจะทำรถไฟต้นแบบ ปรับปรุง รถไฟร้อนมาเป็นรถแอร์ จำนวน 1 ตู้ วงเงิน 12 ล้านบาท เพื่อให้ รฟท. นำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนารถไฟ  ซึ่งหากมีการซื้อใหม่จะต้องใช้วงเงินประมาณ 50 ล้านบาทต่อตู้ ขณะเดียวกันจะเป็นการสนับสนุนการใช้วัสดุอุปกรณ์ไทยที่ผลิตภายในประเทศ 

    เปิดตัว “ง้าว” รถไฟไฮบริดสัญชาติไทย

    นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้อยู่ระหว่างพัฒนารถไฟฟ้าสัญชาติไทยภายใต้คอนเซปต์ “ง้าว” ซึ่งเป็นต้นแบบรถไฟสมัยใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ ใช้ระบบขับเคลื่อนไฮบริดแบบ Diesel Electric โดยใช้น้ำมันดีเซลปั่นไฟและใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน พร้อมรองรับการชาร์จไฟเพิ่มเติมในอนาคต ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างพัฒนา Prototype และ Engineering Design คาดว่าจะใช้เวลาออกแบบทางวิศวกรรมประมาณ 1 ปี ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสร้างต้นแบบจริงในปีถัดไป หรือประมาณ 2 ปี จึงจะเห็นต้นแบบสมบูรณ์ โดยใช้งบประมาณวิจัยของ สทร.ในการดำเนินโครงการ

    “ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาและออกแบบ โดยประเมินต้นทุนเบื้องต้นเฉลี่ยตู้ละประมาณ 100 ล้านบาท รูปแบบขบวนจะมีหัวรถจักรที่ใช้งานได้ทั้งสองด้าน รองรับการเดินรถไป-กลับ และมีตู้โดยสารรวมประมาณ 4 ตู้ ทำให้มูลค่ารวมทั้งขบวนอาจอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาท

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2935258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw269UpvdSM83vhCPfz2RnLj