Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รองผบ.ตร. ประสานสถานทูต-ตำรวจจีน ช่วยเหลือ 4 ชาวจีน ถูกหลอกลวงทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

    รองผบ.ตร. ประสานสถานทูต-ตำรวจจีน ช่วยเหลือ 4 ชาวจีน ถูกหลอกลวงทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

    วันนี้, 12:11น.

              การช่วยเหลือชาวจีน 4 ราย ที่ถูกหลอกลวงไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศตคม.ตร.) เรียกประชุมและแถลงผล การช่วยเหลือ โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นางสิริเกศอนงค์ ไตรรัตนทรงพล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแถลง ณ ห้องประชุม ศูนย์คัดแยกและส่งต่อผู้เสียหายระดับชาติ ดอนเมือง

              ก่อนหน้านี้ ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) ได้รับแจ้งเหตุจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยว่า ชาวจีนถูกกักขังในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศเมียนมานั้น พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดตากและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทำการสืบสวนขยายผลนำไปสู่การช่วยเหลือชาวจีน จำนวน 4 ราย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 โดยความสำเร็จในการช่วยเหลือครั้งนี้ เกิดจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างทางการไทย จีน และ เมียนมา โดยทำการกดดันอย่างหนัก จนชาวจีนทั้ง 4 ราย ถูกปล่อยตัวออกมา

              จากการตรวจสอบพยานหลักฐานและเส้นทางการเดินทางพบว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 คนจีนจำนวน 4 ราย ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านช่องทางปกติ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายหลังการเดินทางเข้าประเทศ คนจีนทั้ง 4 ราย ได้เดินทางไปเข้าพักยังโรงแรมในบริเวณใกล้เคียงสนามบินด้วยตนเอง ต่อมาทั้ง 4 ราย ได้เดินทางมุ่งหน้าไปยังพื้นที่จังหวัดตาก และข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมา โดยใช้ยานพาหนะที่ได้รับการจัดเตรียมจากเพื่อนชาวจีน ซึ่งเป็นบุคคลที่ชักชวนให้คนจีนทั้ง 4 ราย เข้ามาแสวงหาลู่ทางประกอบธุรกิจในประเทศไทย

              โดยจากการสัมภาษณ์คนจีนทั้ง 4 ราย ให้การว่า วัตถุประสงค์หลักในการเดินทางครั้งนี้คือการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ โดยมีจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้คือจังหวัดเชียงใหม่ โดยแต่ละคนได้เตรียมเงินสดติดตัวมาประมาณ 30,000 หยวน และ 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พบข้อสังเกตสำคัญว่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าพาหนะเดินทางภายในประเทศ และค่าที่พัก  พบว่า ชาวจีนที่เป็นผู้ชักชวน เป็นคนอำนวยความสะดวกและออกค่าใช้จ่ายให้  ทั้งนี้ คนจีนทั้ง 4 ราย เองได้มีความตระหนักและระมัดระวังตัวก่อนการเดินทาง โดยได้แจ้งกำชับกับทางครอบครัวไว้ล่วงหน้าว่า หากไม่สามารถติดต่อได้ ให้รีบดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศจีนทันที

              จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เส้นทางการเดินทาง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในชั้นนี้ ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าบุคคลดังกล่าวถูกลักพาตัว กักขัง หรือถูกบังคับควบคุมตัวระหว่างการเดินทางเข้าประเทศและการเดินทางภายในประเทศ

              อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินกระบวนการคัดแยกตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) เพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านว่ามีการหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ หรือแสวงหาประโยชน์ในลักษณะที่เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่ โดยในกระบวนการคัดแยกนั้นจะมีเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยเข้าร่วมสังเกตุการณ์

           ปัจจุบันบุคคลทั้ง 4 รายอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและคุ้มครองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) เพื่อประเมินสถานะและจัดให้ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการด้วยความคำนึงถึงความปลอดภัย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และประโยชน์สูงสุดของผู้เสียหายเป็นสำคัญ

               โดยในส่วนของคดีนี้จะไม่สิ้นสุดเพียงการช่วยเหลือ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตจีนและตำรวจจีน ดำเนินการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำตัวผู้จัดหา ผู้รับส่ง ผู้ประสานงาน ผู้สนับสนุน และผู้สั่งการในเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปราบปรามการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาโดยตลอด

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161717&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v8t3LBStscY38PhW0PrFR

  • เวียดนามคาด “เศรษฐกิจสีเขียว” หนุน GDP เกิน 10% ภายในปี 2573 : อินโฟเควสท์

    เวียดนามคาด “เศรษฐกิจสีเขียว” หนุน GDP เกิน 10% ภายในปี 2573 : อินโฟเควสท์

    รายงานการคาดการณ์ที่เผยแพร่ในงานสมาร์ต แลนด์สเคป แอนด์ เฮลธี ลิฟวิง เอ็กซ์โป 2569 ณ เมืองโฮจิมินห์ซิตี ประเทศเวียดนาม ระบุว่า เศรษฐกิจสีเขียวของเวียดนามจะครองสัดส่วนมากกว่า 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และสร้างงานใหม่หลายแสนตำแหน่งภายในปี 2573

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เหงียน ถือ ฟอง รองประธานสมาคมสถาปนิกเวียดนาม ชี้ว่า การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วกำลังกระตุ้นความต้องการสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและดีต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ขณะที่การบูรณาการการออกแบบเมืองเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงกำลังเปิดทางสู่การพัฒนาเมืองที่มีคุณภาพสูงรูปแบบใหม่

    รองประธานสมาคมฯ เน้นย้ำว่า โครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง การพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียว และเขตเมืองอัจฉริยะ กำลังสร้างโอกาสมหาศาลสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว อินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง พลังงานสะอาด และวัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/596158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P0_6C6g6MfE38J6EMgdPi

  • ‘วราวุธ’ จ่อระดมกองทุนแสนล้าน ลุยเศรษฐกิจสีเขียว – เอไอ | เดลินิวส์

    ‘วราวุธ’ จ่อระดมกองทุนแสนล้าน ลุยเศรษฐกิจสีเขียว – เอไอ | เดลินิวส์

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ระบุถึงความคืบหน้าการดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หลังจากที่ได้มอบนโยบายเชิงรุกในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตแห่งประเทศไทย (ทีเอฟเอฟ) เฟสใหม่ วงเงินระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญในการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจสีเขียว รองรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และพลังงานสะอาดในอนาคต เช่น ฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    ทั้งนี้ล่าสุดตัวเลขการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมพุ่งแรงรับกระแสย้ายฐานผลิตโลก หนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค ทั้งนี้ ด้วยนโยบายการพัฒนาเมืองที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกนอ. เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดตัดสินใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน กนอ.ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายยกระดับนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักลงทุนโลกผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การจับมือธนาคารโลกดึงกรีน ไฟแนนซ์ สนับสนุนเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล การปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอนอนุญาตตั้งโรงงานให้จบภายใน 1 เดือน และการใช้ระบบตาอัจฉริยะ ตรวจสอบมลพิษสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมง

    ทั้งนี้นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการกนอ.  ได้รายงานว่า เดือนมี.ค. 69 ภาพรวมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันไทยมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 82 แห่ง ครอบคลุม 18 จังหวัด เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 75 แห่ง มีโรงงานเข้าประกอบกิจการกว่า 5,798 โรง มูลค่าการลงทุนสะสมสูงถึง 13.37 ล้านล้านบาท

    นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในไตรมาสแรกปี 2569 ที่ทะยานกว่า 1.01 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 2.4 เท่า ถือเป็นสัญญาณบวกสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเลือกไทยเป็นฐานผลิตหลัก สะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสำเร็จในการดึงดูดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และเทคโนโลยีขั้นสูง

    โดยปัจจุบัน กนอ. ยังมีพื้นที่คงเหลือรองรับการลงทุนอีกกว่า 24,984 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดย กนอ. จะเร่งพัฒนา Smart Port มาบตาพุด หรือท่าเรืออัจฉริยะ ยกระดับท่าเรือด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) พร้อมสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5893926/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NTuXDDpLiy8o-zOVBUlT8

  • Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25%

    Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25%

    “สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือสมาคมอีคอมเมิร์ซแห่งประเทศไทย (Thai e-Commerce Association: THECA) จึงอยากเห็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสร้างแคมเปญ ‘ไทยช่วยไทย ไทยช้อปไทย’ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย ขณะเดียวกัน สมาคมฯ มีแผนผลักดันผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่องให้ขยายตลาดสู่ต่างประเทศมากขึ้นในปีนี้ โดยมุ่งเน้นตลาดศักยภาพใน Southeast Asia ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง รวมถึงจีน ในช่วงปลายปี สมาคมฯ ยังเตรียมนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน Global AIE Expo 2026 ที่ประเทศจีน มาเก๊าและจูไห่ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้าน Innovation, AI และ Future of Commerce รวมถึงสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจและคู่ค้าระดับนานาชาติ เพราะวันนี้การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ยอดขาย แต่คือ ความสามารถ ‘Double AI‘ ในการเรียนรู้ ปรับตัว และนำเทคโนโลยีใหม่มาพัฒนาธุรกิจได้เร็วกว่า”

    สมาคมครีเอเตอร์ยกระดับ “Trust Economy” สู่มาตรฐานอาชีพ

    นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ไทย และ CEO บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบัน Creator Economy กำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับ ‘การมองเห็น’ เพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับ ‘ความน่าเชื่อถือ’ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคมากขึ้น ครีเอเตอร์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างคอนเทนต์ แต่มีบทบาทในการเชื่อมโยงข้อมูล ประสบการณ์ และความไว้วางใจกับการตัดสินใจของผู้บริโภคในโลกดิจิทัล”
      
    “สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยมีเป้าหมายในการร่วมผลักดันมาตรฐานวิชาชีพของอุตสาหกรรม ทั้งด้านจริยธรรม ความโปร่งใสในการสื่อสาร ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการสนับสนุนแนวทางการทำงานที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับคนทำงานใน Ecosystem นี้ ขณะเดียวกัน แนวโน้มของอุตสาหกรรมยังสะท้อนให้เห็นว่า ไมโครครีเอเตอร์ที่มีฐานผู้ติดตามเฉพาะกลุ่ม แม้อาจมี Reach ไม่สูงเท่าครีเอเตอร์ขนาดใหญ่ แต่ในหลายกรณีกลับสามารถสร้าง Engagement ที่ใกล้ชิดและต่อเนื่องได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่ม Beauty, Food, Gadget และ Personal Finance ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูล แต่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ที่รู้สึกเชื่อมโยงได้”

    สุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ไทย และ CEO บริษัท เทลสกอร์ จำกัด  
    อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือ ครีเอเตอร์ไทยจำนวนมาก เริ่มต่อยอดจากการสร้างคอนเทนต์ไปสู่การสร้างธุรกิจและแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น สะท้อนการเติบโตของ Creator Economy ที่เริ่มเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลในมิติที่หลากหลายขึ้น ท้ายที่สุด ทุกวันนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ‘Trust’ มากขึ้นเรื่อยๆ และครีเอเตอร์ที่สามารถรักษาความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์กับผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว”
     
    เคทีซีชี้คนไทย “ซื้อบ่อยขึ้น” ธุรกรรมโตเร็วกว่ายอดใช้จ่าย

    นายณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า ข้อมูลสมาชิกเคทีซีสะท้อนชัดว่า คนไทยมีพฤติกรรมในการซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่ แพลตฟอร์ม ‘ซื้อบ่อยขึ้น’ และใช้ชีวิตบนดิจิทัลมากขึ้น ข้อมูลของเคทีซีพบว่าจำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่เติบโตเฉลี่ย 25% สะท้อนการเติบโตของ Micro spending หรือการใช้จ่ายย่อยระหว่างวัน ที่ไม่ได้แค่ซื้อของออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังใช้ชีวิตผ่านการใช้จ่ายออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดยเคทีซีทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มสำคัญ เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop และบริการฟู้ดดิลิเวอรี่ เช่น Grab, LINE MAN, ShopeeFood, Robinhood เป็นต้น ด้วยการสร้างแคมเปญต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อความครอบคลุมและคุ้มค่าในการใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซี กระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้กับผู้ขายและครีเอเตอร์

    ณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี”

      
    ในยุคที่ผู้บริโภคใช้จ่ายเร็วขึ้น เรื่องความปลอดภัยคือเงื่อนไขสำคัญของการเติบโต เคทีซีมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่อเนื่อง ทั้งการออกบัตรเครดิตเคทีซี-ดิจิทัลที่ไม่มีเลขหน้าบัตร ระบบการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ในทุกการใช้จ่าย  การควบคุมการใช้จ่ายออนไลน์ด้วยตัวเอง ผ่านแอป KTC Mobile และการยกระดับการ Fraud monitoring อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้จ่ายผ่านบัตร “เร็ว สะดวกและมั่นใจ” ในทุกครั้งที่หยิบบัตร KTC ขึ้นมาใช้ 
     
    Speed Economy เปลี่ยนทั้งระบบ และ “Trust” คือสินทรัพย์ใหม่

    ผู้ร่วมเสวนาทั้งสามภาคส่วนจากเคทีซี สมาคมอีคอมเมิร์ซฯ และสมาคมครีเอเตอร์ฯ เห็นตรงกันว่า Speed Economy ไม่ได้เปลี่ยนแค่ “ความเร็วของการซื้อขาย” แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในทุกมิติ ตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภค วิธีแข่งขันของธุรกิจ โมเดลรายได้และบทบาทของคอนเทนต์และระบบการเงิน ในโลกที่ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วขึ้นทุกวัน และ“Trust” (ความเชื่อมั่น) กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัล และผู้ชนะในเศรษฐกิจแห่งความเร็ว (Speed Economy) อาจไม่ใช่คนที่เร็วที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด

    Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ - เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25% Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ - เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25% Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ - เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25% Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ - เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378977927&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KKGfWSlcDLcO2msIw3i90

  • พรรคประชาชาติ ผ่า “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจหรือภาระหนี้?

    พรรคประชาชาติ ผ่า “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจหรือภาระหนี้?

    พรรคประชาชาติ ผ่า

    ภาระหนี้สาธารณะที่ประชาชนทุกคนควรรับรู้และร่วมกันพิจารณา
     

    เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม เกี่ยวกับที่มาของงบประมาณโครงการนี้ มีข้อเท็จจริงทางการคลังที่ประชาชนทุกคนควรร่วมกันพิจารณาดังนี้

    ประการแรก เม็ดเงินจากฝั่งรัฐบาลจำนวน 120,000 ล้านบาท (ในกรณีเต็มสิทธิ์ 30 ล้านคน) นั้น

    แท้จริงแล้วไม่ใช่เงินที่งอกเงยมาจากรัฐบาลเอง แต่เป็นเงินที่มาจากการกู้เงิน ซึ่งส่งผลให้คนไทยทั้งประเทศ ที่มีจำนวนประมาณ 65,800,000 คน ต้องแบกรับความเป็นหนี้สาธารณะร่วมกันเฉลี่ยคนละประมาณ 1,823.71 บาท โดยตัวเลขนี้ยังไม่รวมดอกเบี้ยจากเงินกู้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะต้องนำเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่เก็บมาจากภาษีของประชาชนทุกคน ไปทยอยชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
     

    ประการที่สอง เม็ดเงินฝั่งประชาชนจำนวน 80,000 ล้านบาท (ในกรณีเต็มสิทธิ์) นั้น เป็นเงินที่ดึงออกมาจากกระเป๋าของประชาชนจำนวน 30 ล้านคนที่ลงทะเบียนและผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการโดยตรง ซึ่งจะต้องนำเงินส่วนตัวมาเติมเข้าสู่ระบบเพื่อใช้สิทธิ์ร่วมจ่าย

    ค่าใช้จ่ายที่ภาคประชาชนต้องจัดเตรียม (ต่อคน) ในฝั่งของประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์ หากต้องการใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามเพดานที่โครงการกำหนด จะมีสัดส่วนการเติมเงินเข้าสู่ระบบดังนี้

    ระดับรายวัน ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเองสูงสุด 133.33 บาทต่อวัน เพื่อใช้ร่วมกับสิทธิ์ของรัฐ 200 บาทต่อวัน ทำให้เกิดยอดซื้อสินค้าจริงรวม 333.33 บาทต่อวัน

    ระดับรายเดือน ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเอง 666.67 บาทต่อเดือน เพื่อใช้ร่วมกับวงเงินสมทบจากรัฐ 1,000 บาทต่อเดือน ทำให้เกิดยอดซื้อสินค้าจริงรวม 1,666.67 บาทต่อเดือน

    สรุปตลอดโครงการ ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเองรวมทั้งสิ้น 2,666.68 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลา 4 เดือน เพื่อรับสิทธิ์สมทบจากรัฐเต็มจำนวน 4,000 บาท รวมเป็นมูลค่าการซื้อสินค้าทั้งสิ้น 6,666.68 บาทต่อคน

    บทวิเคราะห์และมุมมองทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีแจกเงินร่วมจ่าย (Co-pay) นี้ ในวงกว้างยังมีมุมมองที่หลากหลายว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ซึ่งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายส่วนตัวที่เห็นว่า รัฐบาลควรเปลี่ยนไปเน้นการลดภาระค่าครองชีพในระยะยาวและตรงจุดมากกว่า ผ่านแนวทางดังต่อไปนี้ 

    การลดราคาพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า โดยการปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของกลุ่มพลังงานลง ซึ่งสามารถลดราคาน้ำมันได้ประมาณ 7–8 บาทต่อลิตร รวมถึงการหยุดจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันชั่วคราว ซึ่งสามารถลดได้ประมาณ 9–10 บาทต่อลิตร เพื่อลดต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้าทั้งระบบ

    การปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยการเข้าไปกำกับดูแลและลดสัดส่วนกำไรของกลุ่มทุนผู้ผลิตและขายไฟฟ้าให้แก่รัฐ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมกับประชาชน

    การจำกัดกลุ่มเป้าหมายในการช่วยเหลือ โดยเงินงบประมาณช่วยเหลือควรมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่เดือดร้อนรุนแรงและเปราะบางจริงๆ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แทนการเหวี่ยงแหแจกเงินในวงกว้าง

    แม้รัฐบาลจะคาดหวังว่า เม็ดเงินกู้ที่จะนำมาจ่ายจริงนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และตัวเลขเม็ดเงินสะพัดในระบบอาจมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงของประชาชนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป แต่เสียงทักท้วงที่รัฐบาลควรรับฟังคือ

    การเหวี่ยงแหแจกเงินในวงกว้างเช่นนี้ นอกจากจะไม่ประหยัดงบประมาณแผ่นดินแล้ว ยังเป็นการสร้างภาระหนี้สินผูกพันให้กับคนไทยทั้งประเทศมากจนเกินไป และอาจเข้าตำราสุภาษิต “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ที่เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378977923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eTCcJXvPOK6zOhPg6u-rl

  • ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้) มีความแตกต่างจากเศรษฐกิจภาพรวมประเทศอย่างชัดเจน โดยเศรษฐกิจภูมิภาคในช่วงหลังค่อนข้างอ่อนแรงกว่าในภาพรวมของประเทศ

    โดยเฉพาะด้านการบริโภคตามรายได้ภาคเกษตรที่อ่อนแอและภาระหนี้สูงที่ฉุดรั้ง สะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจภาคกลาง (ครอบคลุม 26 จังหวัด) ว่ามีบทบาทสำคัญมาก

    เป็นที่ทราบกันดีว่า เศรษฐกิจภาคกลางมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าภาคอื่น โดยมีสัดส่วนถึง 73% ของประเทศ ในขณะที่ภาคเหนือภาคอีสานและภาคใต้มีสัดส่วนเพียง 8% 10% และ 9% ตามลำดับ (ขนาดเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค ณ ปี 2567)

    บทความนี้คลี่ให้เห็นโครงสร้างและปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางว่ามีอะไรบ้าง มีขนาดมากน้อยเพียงไร และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงที่ผ่านมาโดยเปรียบเทียบกับภูมิภาค เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมเศรษฐกิจภาคกลางถึงมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่นโดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด 

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    1.ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงมาต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงถึง 98% จากการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์สันดาป ไปจนถึงอุตสาหกรรม และบริการสมัยใหม่ เช่น Cloud Service

    ขณะที่เศรษฐกิจภูมิภาคยังพึ่งพิงภาคเกษตรกรรมค่อนข้างมาก โดยมีการพึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมและบริการประมาณ 75%

    นอกจากนี้ ภาคการผลิตส่วนใหญ่เน้นผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ปศุสัตว์ขั้นต้น แปรรูปเกษตรขั้นต้น) และสำหรับภาคบริการก็ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม (เช่น ร้านโชห่วย ร้านขายปุ๋ย ร้านซ่อมเครื่องจักรเกษตร) โดยเมื่อย้อนไปดูตั้งแต่ปี 2562 (ช่วงก่อนโควิด) โครงสร้างที่เห็นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย 

    2.ภาคกลางเป็นแม่เหล็กที่สำคัญในการดึงดูดการลงทุน โดยมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนมากกว่า 80% ของประเทศเพิ่มขึ้นถึง 3.5 เท่าจากช่วงก่อนโควิด จากโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม ทั้งระบบสาธารณูปโภคจำพวกน้ำ ไฟฟ้า

    ตลอดจนด้านการขนส่งที่มีโครงข่ายถนน ทางด่วน ท่าเรือน้ำลึกและสนามบินนานาชาติ ซึ่งสะดวกต่อการนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกสินค้า ทำให้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้ามาต่อเนื่อง

    ภาคกลางยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา สถาบันการศึกษาและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ โดยในปี 2568 ภาคกลางมีสัดส่วนมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 90% ของประเทศ เพิ่มจากประมาณ 80% ในปี 2562 โดยมูลค่าการออกบัตรภาคกลางสูงถึงเกือบ 1 ล้านล้านบาท

    ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจสมัยใหม่ เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความเจริญในพื้นที่ได้อีกต่อไป

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    3.ภาคกลางมีพลังของมนุษย์เงินเดือน โดยเป็นภาคเดียวที่มีจำนวนแรงงานในระบบสูงกว่าแรงงานนอกระบบอย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 มีแรงงานในระบบสูงกว่าภาคอื่นถึง 6 เท่า จำนวนแรงงานในระบบภาคกลางเพิ่มขึ้นถึง 1.7 ล้านคน จากปี 2562 เพราะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและบริการ ในขณะที่ภาคอื่นทรงตัว 

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    สิ่งที่น่าสนใจ คือ แรงงานในระบบของภาคกลางนั้นส่วนใหญ่กว่า 70 % เป็น “มนุษย์เงินเดือน” ที่มีรายได้ประจำ มีสวัสดิการ ซึ่งจะสามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้ง่ายกว่าเกษตรกรหรืออาชีพอิสระในภาคอื่นๆ เมื่อคนมีรายได้มั่นคงจะช่วยส่งเสริมกำลังซื้อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจพร้อมที่จะลงทุนต่อเนื่อง

    4.แรงงานภาคกลางมีรายได้สูงกว่าภาคอื่นถึง 1.3-1.5 เท่า และขยายตัวเร่งขึ้นมากกว่าภาคอื่น แม้รายได้แรงงานมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นในทุกภาค แต่อัตราการเพิ่มของรายได้แรงงานในภาคกลางมากกว่าภาคอื่นๆ ภาคกลางโซน กทม. และปริมณฑล ยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักที่มีรายได้สูงที่สุด

    เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ธุรกิจบริการมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งต้องการแรงงานทักษะสูง (Skilled Labor) 

    ทั้งยังได้รับอานิสงส์จาก เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดแถบอยุธยาและสระบุรี ซึ่งเน้นการผลิตในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนภาคเหนือและอีสานมีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน

    โดยแรงงานส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในภาคบริการขนาดเล็กและการแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ภาคใต้ได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวส่งผลดีต่อแรงงานในภาคบริการ

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า แรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางมีรากฐานสำคัญมาจากความเจริญ ซึ่งนำไปสู่ความต้องการแรงงานและระดับรายได้ที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ดังนั้น โจทย์สำคัญของการกระจายแรงส่งไปยังภูมิภาค จึงอยู่ที่การยกระดับและกระจายความเจริญให้ทั่วถึงและยั่งยืน โดยประเด็นชวนคิดที่สำคัญในการกระจายความเจริญของภูมิภาค เช่น

    (1) การสร้างแรงจูงใจให้พื้นที่มีแรงดึงดูดเพียงพอจนการลงทุนตัดสินใจเลือก เพราะพื้นที่มีความพร้อม โดยมุ่งพัฒนาในมิติของระบบนิเวศโดยรวม (Total Ecosystem Incentive) ที่ช่วยลดต้นทุนตลอดห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการออกแบบสิทธิประโยชน์การลงทุนที่เหมาะสมเพื่อชดเชยต้นทุนการดำเนินงาน 

    การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น หนึ่งตัวอย่างของการกระจายความเจริญที่โดดเด่นที่สุดของจีน ยกระดับพื้นที่จากหมู่บ้านประมงเล็กๆ สู่การเป็นเมืองเทคโนโลยีระดับโลก สะท้อนบทบาทของการยกระดับความพร้อมของพื้นที่ควบคู่กับแรงจูงใจเชิงนโยบายในการดึงดูดการลงทุนอย่างยั่งยืน

    (2) การคว้าโอกาสจาก “จุดแข็งเฉพาะภูมิภาค” เชื่อมกับกระแสเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาในประเทศเรา ภาคเหนือและภาคใต้มีการท่องเที่ยวและภาคบริการเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสรักสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเติบโตต่อเนื่อง

    หากผู้ประกอบการและคนในพื้นที่สามารถปรับตัว นำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้า บริการ และประสบการณ์การท่องเที่ยว ก็จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายประโยชน์สู่ชุมชนได้มากขึ้น 

    ขณะที่ภาคอีสาน ยังมีโอกาสต่อยอดจากฐานภาคเกษตร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล ทั้งการพัฒนา smart farmer เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (data center) ที่เริ่มเข้ามาในพื้นที่

    ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งการผลิตทางการเกษตรและกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน ให้คนในพื้นที่สามารถปรับตัวและแข่งขันไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ดีขึ้นในระยะยาว

    บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1235546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08xGk0dR2gxZYXFnSL0uK2

  • เครือข่ายอนุรักษ์จี้ชะลอโครงการน้ำผุดเขาใหญ่ หวั่นกระทบมรดกโลก

    เครือข่ายอนุรักษ์จี้ชะลอโครงการน้ำผุดเขาใหญ่ หวั่นกระทบมรดกโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/150024&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cty4M2bosPmWTGoFNTaaK

  • IHG ปักหมุด “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” 307 ห้อง เปิดปี 2571 รับท่องเที่ยวฟื้น

    IHG ปักหมุด “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” 307 ห้อง เปิดปี 2571 รับท่องเที่ยวฟื้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า IHG Hotels & Resorts หรือ IHG หนึ่งในบริษัทโรงแรมชั้นนำระดับโลก ประกาศลงนามข้อตกลงบริหารโรงแรมร่วมกับบริษัท ภูเก็ต เอชเอ ทู จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาโครงการ “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” โรงแรมขนาด 307 ห้อง ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2571

    การลงนามครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายแบรนด์ “โวโค” ในประเทศไทย หลังจากเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อปีที่ผ่านมา และปัจจุบันมีโรงแรมภายใต้แบรนด์โวโคเปิดให้บริการแล้ว 1 แห่ง ขณะที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 4 แห่ง สะท้อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของแบรนด์ในตลาดไทย

    สำหรับโครงการ “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” จะตั้งอยู่ภายในโครงการมิกซ์ยูส Abov Patong ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่ประกอบด้วยโรงแรม Branded Residences และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ คลับเฮาส์ โรงภาพยนตร์ สระว่ายน้ำหลายโซน และสนามเด็กเล่น บนทำเลเนินเขาของหาดป่าตอง

    ทั้งนี้ โรงแรมดังกล่าวโดดเด่นด้วยวิวทะเลแบบพาโนรามาและฉากหลังของทิวเขา อยู่ห่างจากหาดป่าตองเพียง 150 เมตร สามารถเข้าถึงแหล่งบันเทิง ศูนย์การค้า และร้านอาหารได้อย่างสะดวก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรม อาทิ ห้องอาหารและบาร์ 2 แห่ง สปา สระว่ายน้ำ และฟิตเนส รวมถึงสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมของภูเก็ต เช่น หาดกะรน หาดกะตะ และหาดกมลา ได้อย่างง่ายดาย

    ปัจจุบัน “โวโค” เป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับพรีเมียมที่เติบโตเร็วที่สุดของ IHG โดยมีโรงแรมเปิดให้บริการแล้วกว่า 137 แห่งทั่วโลก อาทิ voco Bangkok Surawong, voco Bandung Setiabudi และ voco Scenia Bay Nha Trang รวมถึงโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 113 แห่ง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักที่มีเอกลักษณ์และเป็นกันเองให้แก่นักเดินทางทั่วโลก

    คุณปัฐน์ จิตเสรีธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการ ประจำประเทศไทย ของ IHG กล่าวว่า ในปี 2568 ภูเก็ตมีฤดูกาลท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยมีดัชนีการเติบโตสูงกว่าช่วงก่อนสถานการณ์โควิด สะท้อนถึงเสน่ห์ของภูเก็ต ทั้งชายหาดที่สวยงาม น้ำทะเลใส อาหารที่โดดเด่น และบริการระดับโลกตามแบบฉบับของไทย ซึ่งทำให้ภูเก็ตเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    ทั้งนี้ IHG รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับบริษัท ภูเก็ต เอชเอ ทู จำกัด ในการพัฒนาโครงการโรงแรมที่มีเอกลักษณ์แห่งนี้ โดย “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของ IHG ในภูเก็ต ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมรวม 7 แห่ง ภายใต้ 5 แบรนด์ ได้แก่ InterContinental, Vignette Collection, Hotel Indigo, Holiday Inn และ Holiday Inn Express

    ด้านคุณวุฒิไกร กุลสิริสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ภูเก็ต เอชเอ ทู จำกัด กล่าวว่า แบรนด์โวโคมีความโดดเด่นด้านบรรยากาศที่อบอุ่น มีเสน่ห์ และผสานเข้ากับมาตรฐานระดับโลกของ IHG ซึ่งจะเข้ามาเติมเต็มโครงการ Abov Patong พร้อมยกระดับป่าตองให้เป็นแลนด์มาร์กชั้นนำสำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทาง

    ขณะที่ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการโรงแรมแห่งแรกที่บริษัทได้ร่วมมือกับ IHG และคาดหวังว่าจะสามารถต่อยอดความร่วมมือในอนาคต เพื่อร่วมกันนำเสนอประสบการณ์พักผ่อนระดับคุณภาพในป่าตองให้แก่นักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    การลงนามครั้งนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของ IHG ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมที่เปิดให้บริการและอยู่ระหว่างการพัฒนารวมกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนการเติบโตของแบรนด์โวโคอย่างต่อเนื่อง ผ่านแผนเปิดตัวโรงแรมเพิ่มเติมอีก 4 แห่งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต

    สำหรับโรงแรมโวโค เป็นแบรนด์ในกลุ่มคอลเลกชันพรีเมียมของ IHG ที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดดเด่นด้านการมอบประสบการณ์การเข้าพักที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสานความน่าเชื่อถือของแบรนด์ระดับโลกเข้ากับบรรยากาศที่เป็นกันเอง ภายใต้แนวคิดหลัก “Come on in”, “Me time” และ “voco life” เพื่อสร้างประสบการณ์การเข้าพักที่น่าจดจำให้แก่แขกผู้เข้าพัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/834421&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yMW_VtgCMKhNnwBdA4F2j

  • กรมการท่องเที่ยวเผยกองถ่ายต่างชาติจากเทศกาลหนังเมืองคานส์แห่สนใจลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 3.3 พันล้านบาท

    กรมการท่องเที่ยวเผยกองถ่ายต่างชาติจากเทศกาลหนังเมืองคานส์แห่สนใจลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 3.3 พันล้านบาท

    กรมการท่องเที่ยวสรุปผลความสำเร็จจากการเข้าร่วมออกคูหาในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ณ คูหาประเทศไทย ภายใน International Village เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 12 – 20 พฤษภาคม 2569 สามารถดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์และกองถ่ายต่างประเทศจากทั่วโลกให้ความสนใจเข้ามาลงทุนถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย คาดการณ์มูลค่าการลงทุนกว่า 3,380 ล้านบาท

    การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวมุ่งประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก ทั้งด้านความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำที่สามารถดัดแปลงเป็นฉากในประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก ความพร้อมของทีมงานมืออาชีพ สตูดิโอถ่ายทำที่ได้มาตรฐานสากล ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย หรือ Cash Rebate สูงสุด 30% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดกองถ่ายจากนานาประเทศให้เข้ามาถ่ายทำในไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาการจัดงาน มีผู้ผลิตและผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

    โดยมีผู้ผลิตรายใหญ่ จำนวน 18 ราย จากฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา บราซิล บัลแกเรีย เดนมาร์ก เยอรมนี อิสราเอล อินเดีย นิวซีแลนด์ อิตาลี สหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงความสนใจเข้ามาลงทุนถ่ายทำในประเทศไทย คาดการณ์มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,380 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการจ้างงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องของประเทศไทย

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปีนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตาผู้ผลิตภาพยนตร์ระดับโลก โดยประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศ ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำ บุคลากรที่มีคุณภาพ ระบบการอำนวยความสะดวก และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งกรมการท่องเที่ยวพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้กองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังได้จัดกิจกรรมสำคัญภายในคูหาประเทศไทย ได้แก่ งานแถลงความพร้อมการเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย “Thailand Filming Paradise Reception” และกิจกรรม “Thailand Happy Hour” เพื่อสร้างเครือข่ายและดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์จากนานาประเทศให้เข้ามาสอบถามข้อมูลและเจรจาทางธุรกิจด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

    ทั้งนี้ การเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ในปีนี้ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้บูรณาการความร่วมมือร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อร่วมกันส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72602&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YFbldIAyvYgnHzfvsAUYY

  • “กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์” อัดโปรท่องเที่ยว มอบเครดิตเงินคืนสูงสุด 14,000 บาท

    “กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์” อัดโปรท่องเที่ยว มอบเครดิตเงินคืนสูงสุด 14,000 บาท

    กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เดินหน้าจัดโปรโมชันสุดพิเศษเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทาง ภายใต้แคมเปญ “ครบจบคุ้ม! ทริปเที่ยวในโปรเดียว” โดยมอบสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้แก่สมาชิกบัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ วีซ่า แพลทินัม และบัตรเครดิต เอ็กซ์ยู บัตรเครดิต ดิจิทัล เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569

    สำหรับแคมเปญดังกล่าว สมาชิกบัตรจะได้รับสิทธิพิเศษถึง 3 ต่อ เมื่อมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวดการท่องเที่ยว อาทิ การจองที่พัก โรงแรม และตั๋วเครื่องบินผ่านแอปพลิเคชันชั้นนำ ได้แก่ Agoda, Traveloka, Trip.com, Booking.com และ Gother รวมถึงการเช่ารถท่องเที่ยว และการใช้จ่ายที่ King Power

    ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ต่อที่ 1 ผู้ถือบัตรจะได้รับเครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 14,000 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์เพียงครั้งเดียวผ่านแอปพลิเคชัน UCHOOSE และค้นหาพิมพ์คำว่า “TR2”

    สิทธิประโยชน์ต่อที่ 2 พิเศษเฉพาะสมาชิกสถานะ BLUE PLUS รับสิทธิ์ใช้บริการห้องรับรองพิเศษ Miracle Lounge ฟรีจำนวน 1 ครั้งต่อ 1 ท่าน (สามารถใช้บริการได้ทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง) เมื่อสะสมยอดใช้จ่ายในหมวดท่องเที่ยวครบ 30,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน

    และสิทธิประโยชน์ต่อที่ 3 ผู้ถือบัตรยังได้รับสิทธิในการเปลี่ยนยอดรูดจ่ายเต็มจำนวน เป็นการผ่อนชำระในอัตราดอกเบี้ย 0% ได้นานสูงสุด 3 เดือน ผ่านฟีเจอร์ U PLAN บนแอปพลิเคชัน UCHOOSE (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด)

    ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://kfc.cards/pr-travel พร้อมกันนี้ ทางบริษัทยังคงเน้นย้ำนโยบายการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ โดยแนะนำให้ผู้ถือบัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียดอกเบี้ยในอัตรา 16% ต่อปี

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/finance/834379&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l7LXIUkS271FEpB7FFuOf