Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 26 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 26 พ.ค. 2569

    | 11 view

    เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นางสาวปรางทิพย์ จันทร์สมศักดิ์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับ Ms. Carol Holmes ตำแหน่ง Assistant Secretary, Vietnam and Mekong Strategy Branch กระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย

    ทั้งสองฝ่ายยินดีกับพลวัตความร่วมมือออสเตรเลีย – ลุ่มน้ำโขง และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยฝ่ายไทยสะท้อนประเด็นที่ประเทศลุ่มน้ำโขงให้ความสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและคุณภาพน้ำ การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและหมอกควันข้ามแดน และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนประเด็นด้านความยั่งยืนและความเชื่อมโยง ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนความคืบหน้าความร่วมมือภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) รวมถึงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ACMECS ฉบับใหม่ พร้อมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการเสริมประสานเชิงนโยบายระหว่าง ACMECS กับโครงการความร่วมมือประเทศลุ่มแม่น้ำโขง – ออสเตรเลีย (Mekong-Australia Partnership: MAP) เพื่อส่งเสริมบทบาทที่สร้างสรรค์ของออสเตรเลียและเพิ่มประสิทธิภาพความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตลอดจนแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/ddg-intl-econ-met-au-fa-trade-dept-rep-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pGtd-00TA-ts5nqRtmWed

  • อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือผู้บริหารภาคเอกชนจีน ในห้วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือผู้บริหารภาคเอกชนจีน ในห้วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือผู้บริหารภาคเอกชนจีน ในห้วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง

    วันที่นำเข้าข้อมูล 26 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 26 พ.ค. 2569

    | 25 view

    เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พร้อมนางสาวธัชพร สุนทราจารย์ กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ พบหารือกับผู้บริหารของบริษัท ฟูเรียร์ อินเทลิเจนซ์ ที่นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในห้วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทดังกล่าวมีความโดดเด่นในการพัฒนาหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ (Humanoid Robot) และอุปกรณ์อัจฉริยะเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์สุขภาพและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งมีการใช้งานใน 40 ประเทศทั่วโลก

    ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนไทย เพื่อขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในสถานพยาบาล ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการพัฒนาทักษะทางดิจิทัลและ AI แก่เยาวชนไทย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dgecon-ch-priv-sec-apec-som2-26-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mEhDIUUPbxcKOaf-VkUyi

  • อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย – อียิปต์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย – อียิปต์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย – อียิปต์

    อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย – อียิปต์

    วันที่นำเข้าข้อมูล 26 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 26 พ.ค. 2569

    | 13 view

    เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นางอุรษา มงคลนาวิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับอียิปต์ ภายหลังการนำคณะผู้แทนภาคเอกชนเดินทางเยือนอียิปต์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากภาคเอกชนไทยที่ร่วมคณะเดินทางไปเยือนอียิปต์เข้าร่วม โดยได้รับทราบความคืบหน้าของความร่วมมือทางธุรกิจหลายสาขาที่เกิดขึ้นจากการเดินทางเยือนครั้งดังกล่าว อาทิ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์อาหาร ตลอดจนแนวการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้าไทยในตลาดอียิปต์และภูมิภาคใกล้เคียง

    ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับประเด็นท้าทายในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการค้าและการลงทุนของไทยในต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ในโอกาสเดียวกัน ผู้บริหารธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุมเพื่อให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทยในตลาดต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/follow-up-meeting-egypt-visit-25-may-2026-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eWXtiLmnTD8Js9GBCh7Ze

  • เมื่อ ‘ค่าสร้างภาพในโซเชียล’ คือสิ่งแรกที่คนไทยยอมตัด Wisesight เผยน้ำมัน-ของแพง-กลัวตกงาน ครองวิกฤตเศรษฐกิจ 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์

    เมื่อ ‘ค่าสร้างภาพในโซเชียล’ คือสิ่งแรกที่คนไทยยอมตัด Wisesight เผยน้ำมัน-ของแพง-กลัวตกงาน ครองวิกฤตเศรษฐกิจ 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์

    ภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวในปี 2569 กลายเป็นหัวข้อที่คนไทยระบายและถกเถียงกันหนาแน่นบนโซเชียลมีเดีย ทั้งราคาน้ำมัน, ค่าครองชีพ และความกังวลเรื่องการตกงาน โดยบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) เก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 10 พฤษภาคม 2569 พบการพูดถึงประเด็นวิกฤตเศรษฐกิจสูงถึง 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์ จาก 254,800 โพสต์

    เมื่อแยกตามประเด็น ราคาน้ำมันถูกพูดถึงมากที่สุดที่ 163,000 โพสต์ สร้างเอนเกจเมนต์ 15.7 ล้านครั้ง ตามด้วยค่าครองชีพและของแพง 49,700 โพสต์ (4 ล้านเอนเกจเมนต์) และประเด็นการตกงานและเลิกจ้าง 42,100 โพสต์ (893,067 เอนเกจเมนต์) โดยการพูดถึงทุกประเด็นพุ่งขึ้นพร้อมกัน 33-36% หลังช่วงสงกรานต์

    ในแง่แพลตฟอร์ม Facebook ยังเป็นพื้นที่หลักด้วยสัดส่วน 55.2% ของข้อความทั้งหมด ตามด้วย Instagram 22.7%, YouTube 8.7% และ TikTok 4.9% ซึ่งแม้ TikTok จะมีจำนวนโพสต์น้อยที่สุด แต่กลับสร้างการมีส่วนร่วมสูงเมื่อเทียบกับจำนวนโพสต์ สะท้อนบทบาทในการขยายกระแสได้รวดเร็ว

    3 ประเด็นที่คนไทยกังวลมากที่สุด

    ประเด็นแรกคือค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นในภาพรวม ซึ่งเป็นความกังวลที่กว้างที่สุด ด้วยเอนเกจเมนต์กว่า 4 ล้านครั้ง และมี Sentiment เชิงลบสูงกว่า 65% เนื้อหาส่วนใหญ่สะท้อนความกังวลต่อราคาอาหารที่ปรับขึ้นแต่ปริมาณและคุณภาพลดลง, ค่าไฟที่ขึ้นรอบใหม่ และค่าใช้จ่ายประจำวันที่สูงขึ้นในขณะที่รายได้เท่าเดิม จนเกิดความรู้สึกติดกับดักและไร้ทางออกที่สะท้อนผ่านโพสต์ไวรัลจำนวนมาก

    ประเด็นที่สองคือความกังวลเรื่องการถูกเลิกจ้างและตกงาน ที่มีเอนเกจเมนต์กว่า 893,067 ครั้ง และมี Sentiment เชิงลบสูงถึง 72% ผ่านแฮชแท็ก #ตกงาน, #เลิกจ้าง และ #วิกฤตเศรษฐกิจ เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การเปิดโปงนายจ้างที่บีบให้พนักงานลาออกเองเพื่อตัดสิทธิ์ค่าชดเชย ไปจนถึงความกังวลส่วนตัวของคนทำงานที่เริ่มตั้งคำถามว่าตัวเองจะเป็นรายต่อไปหรือไม่ โดยหลายคนยอมรับว่ามีเงินสำรองเพียงพอแค่ 1-2 เดือนหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

    ขณะเดียวกัน คอนเทนต์ด้านการเงินส่วนบุคคล ทั้งวิธีเก็บเงิน, การฝากเงิน และการลงทุนเพื่อเกษียณ ก็เพิ่มขึ้นบนโซเชียลมีเดีย สะท้อนความต้องการหาทางออกในภาวะที่ตลาดแรงงานหดตัวและการหางานใหม่ยากขึ้น โดยอาชีพอิสระอย่างไรเดอร์และงานขนส่งก็ได้รับผลกระทบ เมื่อต้องแบกต้นทุนสูงขึ้นแต่รายได้กลับลดลง

    ประเด็นที่สามคือราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งมี Sentiment เชิงลบที่ 58% โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 25-40 ปี อุปสรรคหลักคือการเข้าถึงสินเชื่อ ทั้งเงินดาวน์ไม่พอและรายได้ไม่ผ่านเกณฑ์ธนาคาร และแม้กู้ได้ ภาระผ่อนก็หนักขึ้นตามดอกเบี้ย ส่วนฝั่งผู้เช่าก็เจอค่าเช่าปรับขึ้นต่อเนื่องจนต้องย้ายไปที่พักเล็กลงและไกลจากที่ทำงานมากขึ้น ส่งผลให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มมองไม่เห็นเส้นทางที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง

    Gen X จาก ‘สร้าง’ สู่ ‘ปกป้อง’

    นอกจากการวัดเสียงบนโซเชียล Wisesight ยังใช้เทคโนโลยี Virtual Persona หรือ Synthetic Research ที่สร้างจากกลุ่มตัวอย่าง 90 คน แบ่งเป็น Gen X, Gen Y และ Gen Z รุ่นละ 30 คน เพื่อคาดการณ์ว่าวิกฤตจะหล่อหลอมพฤติกรรมแต่ละเจเนอเรชันอย่างไร

    กลุ่ม Gen X อายุ 46-61 ปี มี 80% ที่ระบุว่ากังวลต่อเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่กังวลจริงคือความมั่นคงระยะยาวที่สร้างมาทั้งชีวิตอาจสั่นคลอน โดยเฉพาะแผนเกษียณที่อาจต้องเลื่อน บวกกับภาระของ ‘Sandwich Generation’ ที่ต้องแบกทั้งค่าเทอมลูกและค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ไปพร้อมกัน

    เมื่อต้องลดภาระ กลุ่มนี้เลือกลดค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสถานะทางสังคมก่อน เช่น ชะลอเปลี่ยนรถ, งดซื้อสินค้าแบรนด์เนม และลดทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่วนสิ่งที่ไม่ยอมลดคือประกันสุขภาพของพ่อแม่และตัวเอง, ค่าเทอมลูก และเครือข่ายคอนเนคชันทางสังคมและธุรกิจที่มองว่าเป็นเครื่องมือเดียวที่ทำให้ยังมีอำนาจต่อรอง ควบคู่กับแผนการเงินเชิงรุก เช่น รีไฟแนนซ์หนี้ก้อนใหญ่และเคลียร์พอร์ตลงทุนเสี่ยงสูง สะท้อนการเปลี่ยนโหมดจากการเติบโตสู่การปกป้องสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ

    ขณะที่อีก 20% ที่ไม่กังวล กลับมองวิกฤตเป็น ‘โอกาสทอง’ ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านวิกฤตมาหลายครั้งรวมถึงต้มยำกุ้งปี 2540 คนกลุ่มนี้ใช้คำอย่าง ‘ช่องโหว่’ และ ‘เกมที่ต้องเล่นให้ชนะ’ มองว่าความเปราะบางของระบบคือโอกาสเข้าถึงสินทรัพย์ราคาถูก และมองว่าวิกฤตเป็นเครื่องคัดกรองคนที่ไร้ประสิทธิภาพออกไป สะท้อนความต่างภายในเจเนอเรชันเดียวกัน ระหว่างกลุ่มที่มุ่งป้องกันความเสี่ยงกับกลุ่มที่มุ่งสร้างโอกาส

    Gen Y ระหว่าง ‘สร้างอนาคต’ กับ ‘รอดในระบบที่เอียง’

    Gen Y อายุ 30-34 ปี ไม่ได้กังวลเรื่องการอยู่รอดรายวัน แต่กังวลถึงความสามารถในการสร้างอนาคตในระบบที่รู้สึกว่าเอื้อคนรุ่นก่อนมากกว่า วิธีลดภาระที่พบบ่อยคือการใช้แอปติดตามค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์, ใช้ AI วิเคราะห์รูปแบบการใช้จ่าย, เปรียบเทียบราคาออนไลน์ก่อนซื้อ, ยกเลิก Subscription ที่ไม่ได้ใช้ และหารายได้เสริมผ่านงานฟรีแลนซ์หรือธุรกิจออนไลน์

    สิ่งแรกที่กลุ่มนี้พร้อมตัดคือค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างคอนเทนต์โซเชียลที่พวกเขาเรียกว่า ‘ภาระเปลือกนอก’ เช่น งดเที่ยวเพื่อถ่ายรูป หรือลดการไปร้านอาหารแพงเพื่อเช็กอิน รองลงมาคือ Subscription ที่ไม่ได้ใช้จริง ตามด้วยการชะลอซื้อแกดเจ็ตและลดความถี่เดินทางต่างประเทศ

    เหล่านี้สะท้อนความคิดที่เปลี่ยนจากการเน้นภาพลักษณ์มาเป็นการเน้นความมั่นคง โดยมองว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงคือความคล่องตัวทางการเงิน ไม่ใช่การแสดงออกบนโซเชียลมีเดีย

    ส่วนเส้นที่ห้ามแตะคือการศึกษาและพัฒนาตนเอง, ประกันสุขภาพและ Wellness, การสร้างเครือข่ายอาชีพผ่าน LinkedIn และเงินออมระยะยาว โดยมองว่ากองทุนฉุกเฉิน 3-6 เดือนเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่บางส่วนไม่กังวลและมองว่าความเปราะบางของระบบคือโอกาสสร้างธุรกิจใหม่ โดยเชื่อว่าคนที่มีทักษะดิจิทัลและ AI จะได้เปรียบในตลาด และใช้ความสามารถในการปรับตัวเป็นอาวุธหลัก

    Gen Z เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่

    Gen Z อายุ 14-29 ปี เผชิญความท้าทายที่ต่างจากรุ่นก่อน หลายคนใช้ชีวิตแบบเดือนต่อเดือน ต้องพึ่งพาครอบครัว และมองว่าการมีบ้านหรือสร้างครอบครัวเป็นความฝันที่ห่างไกลขึ้นทุกที โดย 57% ระบุว่ากังวลกับสภาพเศรษฐกิจ

    ต้นทุนการดำรงชีพที่สูงขึ้นทั้งค่าเช่า, ค่าอาหาร และค่าเดินทาง ไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนรายได้ ทำให้หลายคนต้องทำงานหลายอย่างพร้อมกัน บวกกับตลาดแรงงานที่หางานมั่นคงยากขึ้น บางคนเรียนจบแล้วยังหางานไม่ได้หรือต้องทำงานไม่ตรงสาขา ทำให้การวางแผนซื้อบ้าน เกษียณ หรือแม้แต่การออมเงินดูไกลเกินเอื้อม

    อย่างไรก็ตาม หากต้องลดค่าใช้จ่าย Gen Z เลือกตัดภาระหนี้ระยะยาวอย่างการผ่อนรถหรือคอนโดก่อน เพราะมองว่าเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดอิสรภาพทางการเงิน และเน้นรักษาเงินสดและสภาพคล่องไว้รับมือความไม่แน่นอน แทนการผูกตัวเองกับภาระผูกพันที่ยืดเยื้อ

    ทัศนคตินี้สะท้อนว่า Gen Z ให้คุณค่ากับ ‘อิสรภาพ’ มากกว่า ‘การครอบครอง’ ซึ่งต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่มองว่าการมีบ้านหรือรถคือเป้าหมายชีวิต

    ส่วนอีก 43% ที่ไม่กังวล มองวิกฤตเป็นช่องทางสร้างโอกาส โดยเลือกพัฒนาทักษะวิเคราะห์ข้อมูลและใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สร้างรายได้ที่คนทั่วไปมองข้าม พวกเขาเชื่อว่าในโลกที่ข้อมูลคือทรัพยากรและความสนใจของคนคือสินค้า คนที่เข้าใจกระแสและปรับตัวได้เร็วจะได้เปรียบเสมอ

    ภาพรวมจากข้อมูลชี้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2569 ซ้อนทับกันหลายมิติ ทั้งค่าครองชีพ, ความมั่นคงในการทำงาน และโอกาสในการมีที่อยู่อาศัย โดยตัวเลข 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์จาก Zocial Eye สะท้อนว่าเสียงของประชาชนดังขึ้นและเร็วขึ้น ขณะที่ข้อมูลจาก Virtual Persona ชี้ว่าเสียงเหล่านั้นกำลังจะแปรเป็นพฤติกรรมจริงที่แตกต่างกันในแต่ละเจเนอเรชัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thais-cut-social-image-costs-economic-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VCwucRAJu945N-5Ce6iEt

  • โลกธุรกิจ – ‘ภัทรพงศ์’  จับมือ ททท.สายการบิน ผุดไอเดีย รวมแพ็คเกจตั๋วเครื่องบิน เที่ยวเมืองรอง

    โลกธุรกิจ – ‘ภัทรพงศ์’ จับมือ ททท.สายการบิน ผุดไอเดีย รวมแพ็คเกจตั๋วเครื่องบิน เที่ยวเมืองรอง

    ‘ภัทรพงศ์’ จับมือ ททท.สายการบิน ผุดไอเดีย รวมแพ็คเกจตั๋วเครื่องบิน เที่ยวเมืองรอง

    วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

    วานนี้ (25 พฤษภาคม 2569) นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองผ่านท่าอากาศยานในสังกัดของกรมท่าอากาศยาน โดยมีนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อมเริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายธานี ธราภาค กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม-แลนดาร์ช จำกัด (EZY AIRLINES) และ นายพิชิต สถาปัตยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมประชุมหารือ

    นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ได้พบหารือเพื่อขับเคลื่อน และบูรณาการทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น กรมท่าอากาศยาน สายการบิน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้เกิดเส้นทางการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางในเมืองรอง กระจายรายได้สู่ประชาชน และทุกภาคส่วน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายสำคัญของกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการยกระดับท่าอากาศยานให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค (Airport for Regional Development)

    อย่างไรก็ตามจากที่ประชุมหารือครั้งนี้ เบื้องต้นได้เสนอจัดทำแคมเปญ และแพ็คเกจท่องเที่ยวส่งเสริมเมืองรอง โดยจะนำร่องในท่าอากาศยาน 7 แห่ง คือ ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ลำปาง แม่ฮ่องสอน หัวหิน ร้อยเอ็ด น่านนคร และแพร่ โดยแพ็คเกจจะเป็นการรวมตั๋วเครื่องบิน ที่พัก พร้อมอาหาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดอีกครั้งและจะเชิญชวนสายการบินต่างๆที่สนใจร่วม

    นอกจากนี้ จะมีการผลักดันให้มีศูนย์กลางการบินในแต่ละภูมิภาค ภาคเหนือ คือ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ ท่าอากาศยานอุดรธานี ภาคใต้ คือ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในการเชื่อมต่อ และเดินทางไปยังเมืองรองในแต่ละภูมิภาคต่อไป

    ”ตนกำลังพยายามผลักดันแนวคิดที่จะทำให้ท่าอากาศยานหัวหิน เป็นท่าอากาศยานที่สามารถรองรับเที่ยวบินต่างประเทศให้กลับมาบินได้อีกครั้ง เพื่อดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง พักอาศัยในระยะยาว โดยเชื่อมโยงกับศูนย์กลางทางการแพทย์ เน้นจุดขายในการรักษาและการพักผ่อนเชิงสุขภาพไปพร้อมกัน”

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/966764&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sXMK8NQRApR1bPIMKGLR3

  • ไทยยังเป็นหมุดหมายของต่างชาติ  5 เดือน นักท่องเที่ยวแห่เข้าไทย 13 ล้านคน

    ไทยยังเป็นหมุดหมายของต่างชาติ 5 เดือน นักท่องเที่ยวแห่เข้าไทย 13 ล้านคน

    วันนี้ ( 26 พ.ค.2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผย ภาพรวมการท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ โดยข้อมูล ณ วันที่ 25 พ.ค. 69 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 24 พ.ค. 69 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 13,428,857 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 653,986 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน จำนวน 2,237,215 คน/ มาเลเซีย จำนวน 1,552,217 คน/ อินเดีย จำนวน 1,003,993 คน/ รัสเซีย จำนวน 928,774 คน) และเกาหลีใต้ จำนวน 525,550 คน

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ไทยยังเป็นหมุดหมายของต่างชาติ  5 เดือน นักท่องเที่ยวแห่เข้าไทย 13 ล้านคน

    ไทยยังเป็นหมุดหมายของต่างชาติ 5 เดือน นักท่องเที่ยวแห่เข้าไทย 13 ล้านคน

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวฟื้นตัวด้านการเดินทางจากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดต่อเนื่องที่มีในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และฮ่องกงและการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินของสายการบิน British Airways (สายการบินแห่งชาติของอังกฤษ) ที่เพิ่มเที่ยวบินตรงมายังประเทศไทยยาวไปถึงช่วงหน้าร้อน (ทำให้บินได้ตลอดทั้งปี ไม่หยุดบินช่วงกลางปีเหมือนเมื่อก่อน) ซึ่งกระตุ้นนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอังกฤษ และสหราชอาณาจักรให้สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยได้มากขึ้น

    อีกทั้ง จากการปิดภาคเรียนในมาเลเซีย อินเดียที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่ม Family เดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น และในสัปดาห์นี้นักท่องเที่ยวตลาดอินเดีย เดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับแล้วกว่า 1 ล้านคน ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 520,536 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 51,363 คน หรือร้อยละ 10.95 คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 74,362 คน

    ไทยยังเป็นหมุดหมายของต่างชาติ  5 เดือน นักท่องเที่ยวแห่เข้าไทย 13 ล้านคน

    ไทยยังเป็นหมุดหมายของต่างชาติ 5 เดือน นักท่องเที่ยวแห่เข้าไทย 13 ล้านคน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย (92,275 คน) จีน (85,317 คน) อินเดีย (55,033 คน)ไต้หวัน (17,318 คน) และสหรัฐอเมริกา (16,937 คน) โดยนักท่องเที่ยวมาเลเซีย อินเดีย ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 32.87 ร้อยละ 10.07 ร้อยละ 8.08 และร้อยละ 7.46 ตามลำดับขณะที่นักท่องเที่ยวจีน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 1.25

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่องทางศาสนาอิสลาม (วันอีดิลอัฎฮา) ในหลายภูมิภาค อาทิ ภูมิภาคตะวันออกกลาง และภูมิภาคเอเชีย สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติและปรับราคาสอดคล้องกับภาวะตลาดโลก การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand

    ไทยยังเป็นหมุดหมายของต่างชาติ  5 เดือน นักท่องเที่ยวแห่เข้าไทย 13 ล้านคน

    ไทยยังเป็นหมุดหมายของต่างชาติ 5 เดือน นักท่องเที่ยวแห่เข้าไทย 13 ล้านคน

    ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท. ) กล่าวว่า ตลาดสหราชอาณาจักรยังเป็นตลาดนักท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย เห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยครบ 1 ล้านคนในปี 2568 สะท้อนถึงการฟื้นตัวของดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลจากการดำเนินการส่งเสริมตลาดของ ททท. ที่ร่วมกับสายการบินในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Airline Focus อย่างเข้มข้น ทำให้มีการเปิดเส้นทางบิน และขยายการบินสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท. )

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท. )

    ทั้งนี้ ททท. ได้เดินหน้ารุกตลาดด้วยการจัดงาน Amazing Thailand Roadshow to UK 2026 โดย พิจารณาจัดกิจกรรมในเมืองสำคัญที่มีขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีศักยภาพสูง และมีผู้ประกอบการและผู้แทนการขายจำนวนมาก รวมถึงมีเที่ยวบินเชื่อมโยงในพื้นที่เข้าสู่ประเทศไทย ได้แก่ เมืองกลาสโกว์ เมืองแมนเชสเตอร์และกรุงลอนดอน ปัจจุบันมีสายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินตรงเข้าสู่ประเทศไทยรวม 5 สายการบิน ได้แก่ การบินไทย, EVA Air, British Airways, Norse Atlantic Airways และ TUI UK ให้บริการรวม 35 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ คิดเป็นความจุที่นั่ง (Seat Capacity) กว่า 11,100 ที่นั่งต่อสัปดาห์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความนิยมของนักท่องเที่ยวชาวสหราชอาณาจักรที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ตลาดสหราชอาณาจักรถือเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ติดอันดับ TOP 10 ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนไทยมากที่สุด โดยมีจุดหมายปลายทางยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระบี่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง หรือเดินทาง เป็นกลุ่มเพื่อนและคู่รัก เพื่อการพักผ่อนและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลวันหยุด

    ไทยยังเป็นหมุดหมายของต่างชาติ  5 เดือน นักท่องเที่ยวแห่เข้าไทย 13 ล้านคน

    ไทยยังเป็นหมุดหมายของต่างชาติ 5 เดือน นักท่องเที่ยวแห่เข้าไทย 13 ล้านคน

    โดยในปี 2568 นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยยาวถึง 14.18 คืนและมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยกว่า 60,000-70,000 บาทต่อคนต่อทริป สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับไทยมากกว่า 74,515 ล้านบาท สำหรับในปี 2569 ตลาดสหราชอาณาจักรยังคงมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากโอกาสทางการบินที่สายการบิน British Airways ได้ประกาศปรับเปลี่ยนตารางบินเส้นทางลอนดอน เกตวิก-กรุงเทพฯ จากการให้บริการเฉพาะฤดูหนาว เป็นให้บริการตลอดทั้งปี (Year-Round) ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 ส่งผลให้ปี 2569 มีจำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้นเกือบ 60,000 ที่นั่ง

    นอกจากนี้ สายการบิน Virgin Atlantic Airways ยังได้ประกาศเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทางลอนดอน ฮีทโธรว์-ภูเก็ต ในช่วงฤดูหนาว ปี 2569-2570 (เดือนต.ค.-มี.ค.) สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางเข้าถึงจุดหมายปลายทางสำคัญของไทย และเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดสหราชอาณาจักรได้อย่างมีนัยสำคัญ

    อ่านข่าว:

    กางปฏิทินหยุดยาว มิถุนายน 2569 วางแผนท่องเที่ยว-กลับบ้านล่วงหน้า

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    “ท่องเที่ยวโลก”เข้าโหมด Wait & See สงครามกระทบเชื่อมั่นนักเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506376&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hFsZBI53oWdTkikLap82A

  • BEDO เปิดศูนย์เรียนรู้ฯ “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวต้นน้ำกลาย” เมืองนครศรีธรรมราช

    BEDO เปิดศูนย์เรียนรู้ฯ “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวต้นน้ำกลาย” เมืองนครศรีธรรมราช

    ข่าวสังคม

    BEDO เปิดศูนย์เรียนรู้ฯ “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวต้นน้ำกลาย” เมืองนครศรีธรรมราช

    วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    BEDO เปิดศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพระดับชุมชน ณ “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำกลาย” จ.นครศรีธรรมราช

    ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการ BEDO มอบหมายให้ นายสิทธิชัย เสรีส่งแสง ที่ปรึกษา BEDO เป็นประธานเปิดศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพระดับชุมชน ณ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำกลาย ตำบลนบพิตำ อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วย นายศุภสิทธ์ จำปาวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจชีวภาพ นายวิชาญ สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ เจ้าหน้าที่ BEDO โดยมี นายอนันต์ จันทร์กล่ำ ปลัดอำเภอหัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำตำบลนบพิตำ กล่าวต้อนรับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุจารี แก้วคง อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช และที่ปรึกษาวิสาหกิจชุมชนฯ กล่าวแสดงความยินดีในโอกาสเปิดศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพระดับชุมชน และนางสาวศิริรัตน์ พุมดวง ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำกลาย ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ฯ

    ในการนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (นครศรีธรรมราช) สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอนบพิตำ สำนักงานเกษตรอำเภอนบพิตำ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช องค์การบริหารส่วนตำบลนบพิตำ สถานีตำรวจภูธรนบพิตำ โรงเรียนอนุบาลวัดใหม่ไทยเจริญ ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์วัดถ้ำเขาเหล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลนบพิตำ ธนาคารออมสินภาค 17 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มคนสร้างสุขวังมโนห์รา วิสาหกิจชุมชนสบู่สมุนไพรลูกชก (บ้านควนชก) ไร่ศรีฟ้า เป็นต้น

    นายสิทธิชัย เสรีส่งแสง ที่ปรึกษา BEDO กล่าวว่า ภายใต้การนำของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีแนวทางในการส่งเสริมศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพระดับชุมชน เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดความรู้เฉพาะด้านให้กับชุมชน รวมถึงก็ชุมชนสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนสามารถสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ให้กับเครือข่ายนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจ โดยผู้ที่เข้าใช้บริการศูนย์เรียนรู้สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพในชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีคุณค่า ควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

    ที่ปรึกษา BEDO กล่าวต่อว่า วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำกลาย เชี่ยวชาญด้านผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติและผ้าบาติกปั๊มลายเทียนที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ของต้นน้ำกลาย ซึ่งมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดย BEDO สนับสนุนและยกระดับวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำกลายเป็น “ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพระดับชุมชน” เนื่องจากชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ มีหน่วยงานในท้องถิ่นให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในชุมชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรชีวภาพ และมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติและผ้าบาติกลายเทียน

    “ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของชุมชนสามารถเข้าสู่ช่องทางการจำหน่ายได้มากขึ้น เป็นการสร้างรายได้ สร้างโอกาส และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับชุมชน โดยชุมชนนำรายได้บางส่วนจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรชีวภาพ อาทิ การทำฝายชะลอน้ำ การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแหล่งวัตถุดิบและระบบนิเวศเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน” ที่ปรึกษา BEDO กล่าว

    #BEDO #สพภ #วิสาหกิจชุมชน #เปิดศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ #จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/gallery/477468&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Us2jUV68mk1f0DaNwSXbm

  • หยุดยาวหนุนต่างชาติเที่ยวไทยวีคล่าสุด พลิกโตเกือบ 11% ดันยอดสะสมปี 69 ทะลุ 13.4 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    หยุดยาวหนุนต่างชาติเที่ยวไทยวีคล่าสุด พลิกโตเกือบ 11% ดันยอดสะสมปี 69 ทะลุ 13.4 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (18-24 พ.ค.) ว่า นักท่องเที่ยวฟื้นตัวด้านการเดินทาง จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดต่อเนื่องที่มีในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และฮ่องกงและการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินของสายการบิน British Airways (สายการบินแห่งชาติของอังกฤษ) ที่เพิ่มเที่ยวบินตรงมายังประเทศไทยยาวไปถึงช่วงหน้าร้อน (ทำให้บินได้ตลอดทั้งปี ไม่หยุดบินช่วงกลางปีเหมือนเมื่อก่อน) ซึ่งกระตุ้นนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอังกฤษ และสหราชอาณาจักรให้สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยได้มากขึ้น

    อีกทั้งจากการปิดภาคเรียนในมาเลเซีย และอินเดีย ที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่ม Family เดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น และในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวตลาดอินเดีย เดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับแล้วกว่า 1 ล้านคน

    ส่งผลให้ภาพรวม มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 520,536 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 51,363 คน หรือ 10.95% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 74,362 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 92,275 คน จีน 85,317 คน อินเดีย 55,033 คน ไต้หวัน 17,318 คน และสหรัฐอเมริกา 16,937 คน

    “นักท่องเที่ยวมาเลเซีย อินเดีย ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 32.87% 10.07% 8.08% และ 7.46% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.25%” นายสุรศักดิ์ ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (25-31 พ.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่องทางศาสนาอิสลาม (วันอีดิลอัฎฮา) ในหลายภูมิภาค อาทิ ภูมิภาคตะวันออกกลาง และภูมิภาคเอเชีย สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ และปรับราคาสอดคล้องกับภาวะตลาดโลก การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand

    ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศไทย มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-24 พ.ค.69 ทั้งสิ้น 13,428,857 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 653,986 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 2,237,215 คน มาเลเซีย 1,552,217 คน อินเดีย 1,003,993 คน รัสเซีย 928,774 คน และเกาหลีใต้ 525,550 คน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/596153&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07JrNYlZiQLtpOkx_VRPCy

  • ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 13 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 13 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    thansettakij
    thansettakij

    ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 13 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 26 พฤษภาคม 2569) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 24 พ.ค. 69 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 13,428,857 คน ลดลง 2.78 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วประมาณ 653,986 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 2,237,215 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 1,552,217 คน
    • อันดับ 3 อินเดีย 1,003,993 คน
    • อันดับ 4 รัสเซีย  928,774 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 525,550 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผลการประเมินเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 24 พ.ค. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมกว่า 13.4 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 653,986 ล้านบาท

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 18 -24 พฤษภาคม 2569 พบว่า นักท่องเที่ยวฟื้นตัวด้านการเดินทางจากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดต่อเนื่องที่มีในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และฮ่องกง

    รวมถึงการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินของสายการบิน British Airways (สายการบินแห่งชาติของอังกฤษ) ที่เพิ่มเที่ยวบินตรงมายังประเทศไทยยาวไปถึงช่วงหน้าร้อน (ทำให้บินได้ตลอดทั้งปี ไม่หยุดบินช่วงกลางปีเหมือนเมื่อก่อน) ซึ่งกระตุ้นนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอังกฤษ และสหราชอาณาจักรให้สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยได้มากขึ้น

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    อีกทั้ง จากการปิดภาคเรียนในมาเลเซีย อินเดียที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่ม Family เดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น และในสัปดาห์นี้นักท่องเที่ยวตลาดอินเดีย เดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับแล้วกว่า 1 ล้านคน

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 520,536 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 51,363 คน หรือ 10.95 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 74,362 คน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 92,275 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 32.87 % นักท่องเที่ยวจีน 85,317 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.25 % นักท่องเที่ยวอินเดีย 55,033 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 10.07 % นักท่องเที่ยวไต้หวัน 17,318 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 8.08 % และนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา 16,937 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.46%

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่องทางศาสนาอิสลาม (วันอีดิลอัฎฮา) ในหลายภูมิภาค อาทิ ภูมิภาคตะวันออกกลาง และภูมิภาคเอเชีย สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติและปรับราคาสอดคล้องกับภาวะตลาดโลก การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/659986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uUTfHynC409cXCg_729Ht

  • เครือข่ายเขาใหญ่ค้าน เปลี่ยนโฉมน้ำผุด หวั่นกระทบระบบนิเวศ – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    เครือข่ายเขาใหญ่ค้าน เปลี่ยนโฉมน้ำผุด หวั่นกระทบระบบนิเวศ – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ใครที่เคยไปเที่ยวเขาใหญ่ น่าจะคุ้นเคยกับ “น้ำผุดธรรมชาติ บ้านท่าช้าง” (หรือที่เรียกกันติดปากว่า น้ำผุดเขาใหญ่) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ มีน้ำใสไหลเย็นตลอดปี 

    แต่ล่าสุดกำลังมีประเด็นร้อนที่ทำให้กลุ่มภาคประชาชนและนักอนุรักษ์ต้องออกมารวมตัวกันคัดค้านโครงการปรับปรุงพื้นที่แห่งนี้ 

    โดยที่มาจาก กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ออกแบบและเตรียมดำเนินการ ‘โครงการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเหนือ’ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้งบประมาณสูงถึง 44,540,000 บาท (ระยะเวลาก่อสร้าง 660 วัน) และทางเทศบาลตำบลหมูสีได้ออกประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมการก่อสร้าง

    นำมาซึ่ง ‘ภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเขาใหญ่’ (ประกอบด้วยสมาคมการท่องเที่ยว กลุ่มนักอนุรักษ์ ผู้ประกอบการ และชาวบ้านในพื้นที่) ได้ทำหนังสือด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอให้ทบทวนโครงการนี้ โดยมีความกังวลในหลายประเด็น ประกอบด้วย

    เครือข่ายฯ ตั้งข้อสังเกตว่างบประมาณที่สูงมาก (44 ล้าน) เมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ อาจนำไปสู่การเทคอนกรีตหรือสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ และจะทำลายเสน่ห์ดั้งเดิมของน้ำผุด

    การก่อสร้างอาจไปปิดทับตาน้ำผุดใต้ดินกระทบตาน้ำและระบบนิเวศ ทำให้ปริมาณน้ำลดลง และการตัดโค่นต้นไม้ริมตลิ่งจะทำลายระบบนิเวศของแหล่งต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงลำตะคอง

    พื้นที่ป่าริมน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งวางไข่ของ ‘ตะกอง’ (สัตว์ป่าคุ้มครอง ดัชนีชี้วัดความสะอาดของแหล่งน้ำ) หากถิ่นที่อยู่ถูกทำลาย อาจส่งจำนวนประชากร 

    นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ และตัวแทนเครือข่ายฯ ระบุว่า พวกเขาเห็นด้วยที่จะมีการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ให้ดีขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ชุมชน แต่การพัฒนาที่ไม่ทำลายธรรมชาติ และมีข้อเสนอ อาทิ ขอให้ทบทวนและชะลอโครงการ ไปก่อน เพื่อทบทวนรูปแบบการก่อสร้าง

    จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) และต้องชี้แจงรายละเอียดโครงการให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใส รวมถึงเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม เข้าไปร่วมสำรวจตาน้ำ ต้นไม้ สัตว์ป่า และร่วมออกแบบการพัฒนาโดยใช้ระบบนิเวศเป็นตัวตั้ง เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน

    และเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับภาคีเครือข่ายอนุรักษ์ และชาวบ้าน เข้ายื่นหนังสือถึง นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผ่าน นายบัลลังก์ ไวทย์สิริ รอง ผวจ.นครราชสีมา เป็นตัวแทนรับมอบเอกสารหนังสือทบทวนการปรับปรุงก่อสร้าง น้ำผุดธรรมชาติ

    โดยภาคีเครือข่ายฯ ได้เปิดให้สาธารณชนร่วมลงชื่อคัดค้านและทบทวนโครงการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติ บ้านท่าช้างเหนือ ปากช่อง เขาใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    สามารถลงชื่อได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScvHrnYe1WXVmVSoMdMMZNCrYhzGygZJYghGvqinvsiM-jcEw/viewform

    อ่านหนังสือคัดค้านฉบับเต็ม

    ตามที่กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้มีการสำรวจและออกแบบโครงการพัฒนาพื้นที่ตำบลหมูสี โดยจะมีการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเหนือ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งปัจจุบันสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ได้ว่าจ้างบริษัท 500 ไมล์ จำกัด เป็นผู้ทำการก่อสร้าง งบประมาณทั้งสิ้น 44,540,000 บาท (สี่สิบสี่ล้านห้าแสนสี่หมื่นบาทถ้วน) เป็นเวลา 660 วัน ตามประกาศเทศบาลตำบลหมูสี เรื่องปิดแหล่งท่องเที่ยว น้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเหนือ โดยประกาศไว้ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นั้น สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและชุมชนบ้านท่าช้างเหนือต่างห่วงใยถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากโครงการฯดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากรูปแบบในการก่อสร้างไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่น้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้าง โดยเฉพาะประเด็นตาน้ำผุดใต้ดินและน้ำซับจากริมตลิ่งซึ่งจะมีปริมาณลดลง พืชพรรณท้องถิ่นจะถูกทำลายและตัดโค่นเนื่องจากการก่อสร้าง ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศน์ที่สำคัญต่อการดำรงอยู่ของตัวตะกองซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

    อย่างไรก็ตามตัวตะกองเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำลำตะคองอันเป็นต้นน้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชุมชนในหลายชุมชนก่อนไหลลงสู่เขื่อนลำตะคอง นอกจากนี้ตัวตะกองยังเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าคุ้มครองที่ส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพจะวางไข่เฉพาะในพื้นที่ป่าริมน้ำที่ยังสมบูรณ์ ไม่มีสิ่งปลูกสร้างรบกวน ซึ่งการสูญพันธุ์ของตัวตะกองจะส่งผลต่อการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในข้อที่ 10 เรื่องเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยทางธรรมชาติที่มีความสำคัญสูงสุดและเป็นตัวแทนในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นที่อยู่ (in-situ) รวมถึงเป็นแหล่งรวมชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่มีคุณค่าโดดเด่นระดับโลกในแง่ของวิทยาศาสตร์หรือการอนุรักษ์ 

    นอกจากนี้น้ำผุดธรรมชาติคือต้นน้ำที่ไหลลงสู่ลำตะคองตลอดทั้งปี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา อีกทั้งยังเป็นบ่อน้ำผุดธรรมชาติที่โดดเด่น 1 ใน 5 แห่งของประเทศ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญและเปราะบางจากการก่อสร้างปรับปรุงเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเดิม

    ในปัจจุบันการพัฒนาเมืองบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีสถานะเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในพื้นที่อำเภอปากช่อง มีการขยายตัวของเมือง ประชากร การลงทุนภาคธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ตลอดลำน้ำลำตะคอง มีผลให้จำนวนตะกองลดน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยภาคีเครื่อข่ายตั้งข้อสังเกตุว่าพื้นที่บ่อน้ำผุดธรรมชาติเนื้อที่ประมาณ 1-2 ไร่ (ไม่รวมพื้นที่จอดรถ) ใช้งบประมาณก่อสร้าง สูงกว่า 44 ล้านบาทนั้น อาจเป็นแบบก่อสร้างขนาดใหญ่ใช้คอนกรีตจำนวนมาก ทำให้ไม่สอดคล้องกับบ่อน้ำผุดธรรมชาติและระบบนิเวศน์เดิม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนและการสูญพันธุ์ของสัตว์ท้องถิ่น

    ดังนั้น ทางกลุ่มภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ได้แก่ สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา, กลุ่มอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมเขาใหญ่, วิสาหกิจชุมชนท่าช้าง OTOP เขาใหญ่, วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรหนองน้ำแดง, ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารอำเภอปากช่อง, ชมรมฮักเขาใหญ่, ชุมชนบ้านท่าช้างเหนือ ผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และประชาชนทั่วไป ขอเสนอให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ทบทวนการดำเนินโครงการก่อสร้างพัฒนาพื้นที่น้ำผุดธรรมชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ระบบนิเวศน์อ่อนไหว รวมทั้งจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ESIA) ชี้แจงโครงการให้ประชาชนรับทราบก่อนดำเนินโครงการฯ และจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานที่มีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม โดยร่วมกันสำรวจตาน้ำ น้ำซับริมตลิ่ง ต้นไม้ ตะกองและระบบนิเวศน์ เพื่อออกแบบการพัฒนาพื้นที่โดยมีระบบนิเวศน์เป็นตัวตั้ง ลดผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

    ร่วมปกป้องผืนป่า สัตว์ป่า เพื่อความยั่งยืนของทุกชีวิต

    อ้างอิง

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/news/2026-139/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sED8Fz_kuxJtH_GyZGW8u