ตลาดการเงินและตลาดพลังงานทั่วโลกจับตาการซื้อขายวันที่ 5 ต.ค. 2569 หลังราคาน้ำมันดิบและตลาดหุ้นนิวยอร์กเคลื่อนไหวภายใต้ปัจจัยสำคัญทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการเงินสหรัฐฯ และแนวโน้มอุปทานน้ำมันโลก ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังอยู่ในระดับสูง โดยผู้บริโภคต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบและต้นทุนพลังงานอย่างใกล้ชิด
สำหรับตลาดน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนสูงในช่วงเปิดตลาดวันที่ 5 ต.ค. แม้จะมีแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง แต่ยังถูกกดดันจากมาตรการเพิ่มอุปทาน โดยเฉพาะแผนระบายน้ำมันสำรองของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
ในการซื้อขายวันที่ 2 ต.ค. สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 1.76 ดอลลาร์ หรือ 1.9% ปิดที่ 91.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 6 เซนต์ หรือ 0.06% ปิดที่ 102.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยตลอดสัปดาห์ WTI ลดลง 1.6% ส่วนเบรนท์เพิ่มขึ้น 0.11%
ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากกลุ่มประเทศ G7 ที่เห็นชอบมาตรการระบายน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำรองรวมประมาณ 100 ล้านบาร์เรล โดยจะเร่งนำดีเซลออกสู่ตลาดก่อน เพื่อบรรเทาภาวะตึงตัวของตลาดเชื้อเพลิง และมีแผนทยอยปล่อยน้ำมันเพิ่มเติมในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
การเพิ่มอุปทานดังกล่าวทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์กลั่นในตลาดโลกจะปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้มีแรงขายทำกำไรและลดสถานะซื้อ หลังราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า จึงเป็นปัจจัยกดดันต่อ WTI และเบรนท์ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ผลของการระบายน้ำมันสำรองอาจยังไม่สะท้อนเข้าสู่ตลาดอย่างเต็มที่ในทันที เนื่องจากต้องใช้เวลาในการประสานงานและทยอยนำสต๊อกออกมาใช้ ขณะที่ตลาดยังเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
อีกปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาน้ำมันคือการตัดสินใจของกลุ่มโอเปกพลัส หรือ OPEC+ ที่คงเป้าหมายการผลิตน้ำมันในเดือนพ.ย.ไว้ที่ระดับเดิม สะท้อนว่าผู้ผลิตรายใหญ่ยังไม่ได้เร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านอุปทานในตลาดโลก
นอกจากนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรสำคัญ โดยมีรายงานว่ากลุ่มฮูตีในเยเมนอ้างว่าได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีพื้นที่ของบริษัทซาอุดี อารามโก ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเหตุการณ์อาจลุกลามและกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก
สำหรับแนวโน้ม WTI วันที่ 5 ต.ค. ราคามีโอกาสแกว่งตัวในกรอบกว้าง โดยระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลยังเป็นแนวรับทางจิตวิทยาที่สำคัญ หากยังยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสรีบาวด์ขึ้นทดสอบ 92-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากหลุด 90 ดอลลาร์ อาจเกิดแรงขายเพิ่มเติมและทำให้ราคาปรับฐานลึกขึ้น
ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดตลาดในแดนบวก หลังนักลงทุนตอบรับข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาด ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด และเพิ่มความหวังว่าเฟดอาจผ่อนคลายนโยบายในระยะต่อไป
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดการซื้อขายวันที่ 2 ต.ค. โดยดาวโจนส์อยู่ที่ 51,176.96 จุด เพิ่มขึ้น 250.40 จุด หรือ 0.49% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,722.72 จุด เพิ่มขึ้น 56.27 จุด หรือ 0.73% และแนสแด็กปิดที่ 27,190.86 จุด เพิ่มขึ้น 319.27 จุด หรือ 1.19%
แนสแด็กปรับตัวขึ้นโดดเด่นจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย โดยตลาดตอบรับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนก.ย.ที่เพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 90,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานในช่วง 2 เดือนก่อนหน้านี้ยังถูกปรับลดลงอย่างมาก
ข้อมูลดังกล่าวทำให้นักลงทุนลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด โดยข้อมูลจากซีเอ็มอี เฟดวอตช์ ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค.เพียง 22.7% ลดลงจาก 24.4% ในวันก่อนหน้า และลดลงอย่างมากจาก 64.2% ในสัปดาห์ก่อน
ทิศทางดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต เนื่องจากหากอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มมูลค่าปัจจุบันของผลกำไรในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องระวังความเสี่ยงจากตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอเกินไป เพราะหากตลาดแรงงานชะลอตัวต่อเนื่องจนกระทบรายได้และการใช้จ่ายของผู้บริโภค อาจเพิ่มความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวมากเกินไป และทำให้เกิดแรงขายทำกำไรในระยะสั้น
สำหรับตลาดหุ้นวันที่ 5 ต.ค. นักลงทุนจึงต้องติดตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และข้อมูลเศรษฐกิจชุดใหม่ โดยหากผลตอบแทนพันธบัตรไม่ปรับตัวขึ้นแรง หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตยังมีโอกาสได้รับแรงซื้อ ขณะที่ดาวโจนส์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวเชิงบวกตามแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่
ด้านราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ วันที่ 5 ต.ค. 2569 อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. ซึ่งเป็นราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น โดยข้อมูลอัปเดต ณ วันที่ 2 ต.ค. 2569 เวลา 05.00 น.
ปั๊มปตท. แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 40.32 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 31.63 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา 42.19 บาทต่อลิตร และเบนซิน 49.68 บาทต่อลิตร
ปั๊มบางจาก แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา 42.19 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม 50.05 บาทต่อลิตร
ปั๊มพีที ดีเซลราคา 42.19 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาทต่อลิตร เบนซิน 50.18 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร
ส่วนปั๊มเชลล์ เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.89 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.82 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 41.19 บาทต่อลิตร เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล 42.19 บาทต่อลิตร เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาทต่อลิตร และเชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาทต่อลิตร
ภาพรวมตลาดวันที่ 5 ต.ค. 2569 จึงมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามทั้งราคาน้ำมันดิบ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และทิศทางราคาพลังงานในประเทศ โดยตลาดน้ำมันยังมีแนวโน้มผันผวนสูงจากแรงกดดันของการระบายน้ำมันสำรอง ขณะที่ความเสี่ยงในตะวันออกกลางและการคงเป้าหมายการผลิตของโอเปกพลัสยังช่วยพยุงราคา
ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์กมีโอกาสเปิดในแดนบวกจากความหวังว่าเฟดจะลดความเข้มงวดด้านดอกเบี้ย หลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าคาด แต่ยังต้องระวังแรงขายทำกำไรและความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
สำหรับผู้บริโภคในไทย ราคาน้ำมันขายปลีกยังอยู่ในระดับสูง โดยดีเซลมาตรฐานอยู่ที่ 42.19 บาทต่อลิตรใน 3 สถานีหลัก ขณะที่ราคากลุ่มแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตรในปตท. บางจาก และพีที ส่วนเชลล์อยู่ที่ 41.19 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของผู้ให้บริการแต่ละราย ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน โดยราคาที่นำเสนออ้างอิงจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lke0GG98RBVesFPaxc_rR










