Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สถาบันอาหาร-หอการค้าไทย ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร สู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ชี้ “อินเดีย” ตลาดดาวรุ่งแนะ เร่งพัฒนา Future Food-มาตรฐานสากล รับโอกาสตลาด 1.4 พันล้านคน

    สถาบันอาหาร-หอการค้าไทย ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร สู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ชี้ “อินเดีย” ตลาดดาวรุ่งแนะ เร่งพัฒนา Future Food-มาตรฐานสากล รับโอกาสตลาด 1.4 พันล้านคน

    สถาบันอาหาร (NFI) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายภาคธุรกิจ ตั้งเป้ายกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยในเวทีโลก และศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาค พร้อมชี้ “อินเดีย” กำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดยุทธศาสตร์ใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารโลก จากจำนวนประชากรกว่า 1.46 พันล้านคน การเติบโตของชนชั้นกลาง และแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลกภายในปี 2030 ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอาหารมูลค่าสูง อาหารสุขภาพ และ Future Food เติบโตอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มในเวทีโลก

    สถาบันอาหาร-หอการค้าไทย ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร สู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ชี้

    สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยมี นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร และ และ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมร่วมรับฟังเสวนา หัวข้อ “เปิดแมพ : อินเดีย ตลาดใหม่ที่โลกกำลังจับตา และทิศทางนวัตกรรมอาหารอนาคต” นำโดย ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าต่างประเทศ และเชฟสีฟ้า เกษไชโย เจ้าของและเชฟใหญ่ร้านอาหาร Seefah นครมุมไบ ประเทศอินเดีย ณ ห้องอมรินทร์ ชั้น 3 ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร กรุงเทพมหานคร สถาบันอาหาร-หอการค้าไทย ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร สู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ชี้

    นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และโภชนาการมากขึ้น

    “ปัจจุบันอินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2030 จะมี GDP สูงกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารมากขึ้น” นางสาวไปยดากล่าว

    ทั้งนี้ อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบริโภคใหม่ของโลก” จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเติบโตของรายได้และชนชั้นกลาง (Income Growth) การขยายตัวของเมือง (Urbanization) โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ (Favorable Demographics) การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล (Technology & Innovation) และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค (Evolving Consumer Attitudes) ซึ่งล้วนสนับสนุนการเติบโตของตลาดอาหารมูลค่าสูงและสินค้า Premium Food ในระยะยาว

    จากข้อมูล PwC’s Voice of the Consumer 2025: India Perspective พบว่า ผู้บริโภคอินเดียให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคา รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัยอาหาร และความสะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Ready-to-Eat, Convenience Food, Functional Food และ Personalized Nutrition ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับระบบ Food Safety และ Traceability มากขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า

    อย่างไรก็ตาม อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีภาษาหลักกว่า 121 ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 705 กลุ่มทั่วประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Localized Marketing หรือการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานอาหาร ความปลอดภัย และความยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันระยะยาว

    สำหรับความร่วมมือระหว่างสถาบันอาหารและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุม 7 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาวิชาการ งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า การส่งเสริมตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากร การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Ecosystem) เพื่อส่งเสริม Startup และ SMEs ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะเดียวกัน สถาบันอาหารยังเดินหน้าพัฒนา “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มสนับสนุนนวัตกรรมอาหารแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการเชื่อมต่อแหล่งทุนและการลงทุน เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

    ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยจากฐานการผลิต ไปสู่ฐานนวัตกรรมอาหาร ของภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนทางเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อุตสาหกรรมอาหารจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารไทย ปัจจุบันประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารสำคัญของโลก ทั้งจากความเข้มแข็งของภาคเกษตร วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ และจุดแข็งด้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งสำคัญในระยะต่อไป คือ การต่อยอดศักยภาพดังกล่าวสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ โปรตีนทางเลือก ตลอดจนการนำ Food Tech และ AI เข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

    หอการค้าไทยให้ความสำคัญอย่างมากกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และ Startup ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงภาควิชาการ หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันพัฒนา Food Innovation Ecosystem ของประเทศไทย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ ทั้งในด้านมาตรฐาน บุคลากร เทคโนโลยี และตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและอาหารไทย ยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะร่วมผลักดันให้ ประเทศไทย ไม่เป็นเพียงครัวของโลกในเชิงปริมาณ แต่ต้องก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของโลกที่สามารถสร้างมูลค่า สร้างเทคโนโลยี และสร้างแบรนด์อาหารไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iergb6sl9cko4ncf9zrt6kxpndkxvs33&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-QpvKqHF1ZHw7JMBCjwvO

  • เศรษฐกิจฝืดแต่คนยอมหยิบของพรีเมียม อะไรทำให้ ‘สติ๊กเกอร์ลดราคา’ ของ TOPS Fun Fest กระตุ้นการซื้อได้

    เศรษฐกิจฝืดแต่คนยอมหยิบของพรีเมียม อะไรทำให้ ‘สติ๊กเกอร์ลดราคา’ ของ TOPS Fun Fest กระตุ้นการซื้อได้

    แคมเปญสติ๊กเกอร์ส่วนลด ‘TOPS Fun Fest แปะอะไรก็ลด’ ปิดฉากลงเมื่อสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทิ้งชุดข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคที่กลายเป็นกรณีศึกษาน่าสนใจของวงการค้าปลีกไทย โดยท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ดในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยผลการดำเนินแคมเปญในปี 2569 ที่สะท้อนว่าผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนวิธีคิด จากการเน้นราคา ไปสู่การใช้จ่ายอย่างมีกลยุทธ์ที่ให้น้ำหนักกับความคุ้มค่า

    จากข้อมูลพบว่า ยอดซื้อต่อใบเสร็จเฉลี่ยเติบโตกว่า 18% จำนวนใบเสร็จที่มีการใช้สติ๊กเกอร์ส่วนลดมากกว่าปีก่อน 52% และดันยอดขายของแคมเปญเติบโต 78% ขณะที่ความถี่ในการกลับมาซื้อเพิ่มขึ้น 4.8% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สวนทางกับภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย

    พฤติกรรม ‘แบ่งขั้ว’ ดันสติ๊กเกอร์ 80% วิ่งเข้าสินค้าพรีเมียม

    จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล อธิบายว่า สภาพเศรษฐกิจที่ท้าทายทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง (Ultra-Cautious Spending) จนเกิดพฤติกรรมที่เรียกว่า ‘Polarized Spending’ หรือการใช้จ่ายแบบแบ่งขั้ว

    “ผู้บริโภคยอมจ่ายสินค้าพรีเมียมเพื่อสร้างความสุขเล็กๆ ให้กับตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ต้องคุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการด้วย” จักรกฤษณ์ระบุ พร้อมเสริมว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้ชื่นชอบส่วนลดที่เลือกได้เองตามต้องการ มากกว่าส่วนลดแบบเหมารวมที่อาจไม่ตรงใจ

    อินไซต์ดังกล่าวสะท้อนชัดในข้อมูลการใช้สติ๊กเกอร์ โดยสติ๊กเกอร์ส่วนลดมูลค่าสูงสุด 20% ถูกนำไปใช้กับสินค้าพรีเมียม เช่น เนื้อนำเข้า, สกินแคร์ และสินค้าออร์แกนิก ถึงราว 80-82% ขณะที่อีก 18-20% ใช้กับสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน เนื่องจากลูกค้าคำนวณแล้วว่าการลดราคาสินค้ามูลค่าสูงให้ผลคุ้มค่ากว่า

    กลไกที่ขับเคลื่อนแคมเปญมาจาก 4 องค์ประกอบ คือความคุ้มค่าที่ชัดเจนในมุมของผู้บริโภค, การมอบอำนาจให้ลูกค้าเลือกดีลเองผ่านสติ๊กเกอร์ภายใต้แนวคิด Customer Empowerment, แรงกระตุ้นจากเวลาที่จำกัด และรางวัลจากการใช้จ่ายที่กระตุ้นการซื้อซ้ำ

    ซอยเวลาเป็น 3 รอบ จุดชนวน ‘การเสพติดความคุ้มค่า’

    จุดเปลี่ยนสำคัญของแคมเปญในปีนี้ อยู่ที่การปรับรูปแบบโปรโมชันจากที่เคยให้ระยะเวลายาว มาเป็นการจำกัดอายุสติ๊กเกอร์ให้เหลือรอบละ 2 สัปดาห์ และซอยแคมเปญออกเป็น 3 รอบย่อยภายในระยะเวลา 6 สัปดาห์เท่าเดิม เพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมเดิมที่ลูกค้ามักมากระจุกตัวซื้อเฉพาะช่วง 2-3 วันสุดท้าย

    การปรับนี้นำไปสู่พฤติกรรมที่เรียกว่า ‘การเสพติดความคุ้มค่า’ เมื่อลูกค้าซื้อครบเงื่อนไขและได้รับสติ๊กเกอร์ ก็เกิดความต้องการนำไปใช้ต่อเพื่อให้คุ้มที่สุด สร้างวงจรการช้อปที่วนกลับมาอย่างต่อเนื่อง และดึงความถี่ในการเข้าร้านให้สม่ำเสมอขึ้น

    ข้อมูลเชิงลึกของผู้เข้าร่วมแคมเปญพบว่ากว่า 75% เป็นผู้หญิง เกือบ 80% เป็นกลุ่มวัยทำงานเจเนอเรชัน X และ Y และกว่า 60% อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มที่นำสติ๊กเกอร์มาใช้มียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 78% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 12 สัปดาห์ก่อนหน้า ความถี่ในการซื้อเติบโตขึ้น 50% ยอดซื้อต่อลูกค้าเพิ่มขึ้น 22% และดึงดูดลูกค้าใหม่จากการบอกต่อได้ 17% ขณะที่ผลสำรวจระบุว่าลูกค้า 86% มองว่าแคมเปญนี้น่าสนใจและคุ้มค่า

    ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือกรณีของลูกค้ารายหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ที่ปกติมียอดซื้อต่อบิลราว 3,000 บาท แต่เมื่อเข้าร่วมแคมเปญ ยอดซื้อต่อบิลเติบโตขึ้น 97% เป็นกว่า 5,700 บาท สิ่งที่เปลี่ยนไปคือสัดส่วนสินค้าในตะกร้า จากผักผลไม้ทั่วไปมาเป็นสินค้าพรีเมียมมากขึ้น เช่น เปลี่ยนจากส้มเป็นเชอร์รี่นำเข้า และเพิ่มสัดส่วนเนื้อวากิว ส่งผลให้ในเวลา 6 สัปดาห์ ลูกค้ารายนี้ได้รับส่วนลดรวม 47,000 บาท จากยอดใช้จ่ายกว่า 300,000 บาท

    นอกจากสินค้าพรีเมียม แคมเปญยังกระตุ้นพฤติกรรมการซื้อกักตุนอย่างก้าวกระโดด โดยเทียบกับยอดขาย 12 สัปดาห์ก่อนหน้า กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเติบโตสูงสุดถึง 328%, สินค้าบรรจุสำเร็จโต 189% และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดโต 178% เนื่องจากเป็นสินค้าที่เก็บไว้ใช้ได้นานและลูกค้ารู้สึกว่าได้ราคาคุ้มที่สุด

    หวังเพิ่ม Return Rate มากขึ้น

    การก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของแคมเปญ มาพร้อมการนำข้อผิดพลาดในอดีตมาปรับปรุง ทั้งการพัฒนาระบบสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจวิธีใช้สติ๊กเกอร์มากขึ้น จนอัตราการนำสติ๊กเกอร์กลับมาใช้ (Return Rate) เพิ่มขึ้นมาที่ 60% และการยกระดับการบริหารซัพพลายเชนเพื่อป้องกันสินค้าพรีเมียมขาดตลาดในช่วงท้ายของแต่ละรอบ

    “เป้าหมายของเราในอนาคตคือการอยากให้เกิด Return Rate เป็น 100% ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องสื่อสารกับลูกค้าต่อไป” จักรกฤษณ์ ระบุ

    ฝั่งการจัดการต้นทุน ท็อปส์เพิ่มจำนวนรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV) จาก 24 คัน เป็น 44 คัน ทำให้ผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันลดลง ขณะที่ฝั่งช่องทางออนไลน์ มีการพัฒนาระบบ E-Sticker ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาที่ลูกค้าออนไลน์เคยได้รับสติ๊กเกอร์แบบเล่มแล้วใช้งานไม่สะดวก พร้อมกับเริ่มนำ AI เข้ามาช่วยผลิตวิดีโอแคมเปญ

    ในช่วงโค้งสุดท้าย ท็อปส์ปิดแคมเปญด้วยโปรโมชัน ‘Super Sticker’ ที่เพิ่มส่วนลดสูงสุด 50% สำหรับสินค้า 60 รายการ จากความร่วมมือของพันธมิตรคู่ค้าที่เห็นผลตอบรับของแคมเปญ โดยท็อปส์ตั้งเป้าให้แคมเปญนี้ช่วยผลักดันยอดขายรวมของท็อปส์ในปี 2569 เติบโต 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน

    สิ่งที่แคมเปญนี้สะท้อนออกมาคือบทบาทของการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ผ่านการมอบอำนาจให้ลูกค้าเลือกส่วนลดเอง ซึ่งช่วยทลายกำแพงในใจให้กล้าทดลองหยิบสินค้าพรีเมียมระดับหลักพันโดยไม่ลังเล และเปลี่ยนการช้อปปิ้งให้กลายเป็นเกมเชิงกลยุทธ์ที่ลูกค้ารู้สึกสนุกไปพร้อมกับได้ความคุ้มค่าที่จับต้องได้

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tops-sticker-boosts-sales/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07vViE01Cw2avpVGEwMD8F

  • ราคาทองวันนี้ 26/05/69  เปิดตลาด  ร่วง 250 บาท รูปพรรณขายออก 70,800 บาท

    ราคาทองวันนี้ 26/05/69 เปิดตลาด ร่วง 250 บาท รูปพรรณขายออก 70,800 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/149948&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MLAZbgTviQXk5bxxfNVy1

  • การเมือง – ‘อนุทิน’เดินเกมใหญ่! ใช้ฝรั่งเศสเปิดประตูยุโรป ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

    การเมือง – ‘อนุทิน’เดินเกมใหญ่! ใช้ฝรั่งเศสเปิดประตูยุโรป ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

    วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.37 น.

    นักวิชาการมอง “อนุทิน” เดินเกมใหญ่ ใช้ฝรั่งเศสเปิดประตูยุโรป ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

    วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์การเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสของ อนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ไม่ใช่เพียงภารกิจทางการทูตทั่วไป แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ถ่วงดุลอำนาจของไทยในระเบียบโลกใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น

    ดร.สติธร ระบุว่า ไทยในฐานะประเทศขนาดกลางไม่สามารถพึ่งพามหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป การกระชับความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสจึงมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะฝรั่งเศสถือเป็นหนึ่งในประเทศแกนหลักของสหภาพยุโรป ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง ซึ่งจะช่วยเพิ่มบทบาทและกระบอกเสียงให้ไทยในเวทียุโรป โดยเฉพาะการผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย–EU

    นักวิชาการจากจุฬาฯ มองว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่พึ่งพาการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยฝรั่งเศสมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอากาศยาน พลังงานสะอาด ระบบราง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่ไทยต้องการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน

    ดร.สติธร ระบุว่า หากไทยสามารถดึงการลงทุนจากบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเม็ดเงินลงทุน แต่รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานคุณภาพสูงของโลก

    นอกจากนี้ ยังมองว่า ฝรั่งเศสมีบทบาทเป็นตัวแปรที่สามในยุทธศาสตร์ถ่วงดุลของไทย เพราะเป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลทั้งด้านการทหาร เทคโนโลยี และมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การใกล้ชิดกับฝรั่งเศสจึงสะท้อนว่า ไทยยังคงรักษาความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์ และมีพื้นที่ในการต่อรองบนเวทีโลก

    ในมิติด้านภาพลักษณ์ ดร.สติธร เห็นว่า การที่ Emmanuel Macron ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยอย่างเป็นทางการ มีความหมายมากกว่าการเยือนทั่วไป เพราะเป็นสัญญาณว่า ไทยกำลังกลับมาเชื่อมโยงกับโลกตะวันตกอีกครั้ง ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน การท่องเที่ยว และบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

    ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสยังถือเป็นมหาอำนาจด้านวัฒนธรรม อาหาร แฟชั่น และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Soft Power ของไทย โดยความร่วมมือระหว่างสองประเทศสามารถต่อยอดได้ทั้งด้านอาหาร ภาพยนตร์ การศึกษา การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร ระบุว่า เดิมพันสำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส คือการผลักดัน FTA ไทย–EU ให้สำเร็จ เพราะจะช่วยเปิดตลาดยุโรป ดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง และลดความเสียเปรียบของไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มี FTA กับ EU แล้ว

    พร้อมกันนี้ ยังมองว่า FTA จะกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ไทยต้องยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และกฎระเบียบทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างของประเทศในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจากจุฬาฯ เตือนว่า ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การปฏิรูปภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นมาตรฐานสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ปัญหาแรงงาน และเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งหากไทยไม่สามารถปรับตัวได้ ความร่วมมือครั้งนี้อาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางการทูต มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง

    ดร.สติธร กล่าวทิ้งท้ายว่า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ไทยใกล้ชิดฝรั่งเศสไปเพื่ออะไร แต่คือไทยพร้อมหรือยังที่จะใช้โอกาสนี้ในการยกระดับตัวเอง เพราะท้ายที่สุด ฝรั่งเศสอาจเป็นมากกว่าพันธมิตรทางการทูต แต่เป็นตัวเร่งสำคัญที่ช่วยผลักดันไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง และเชื่อมไทยเข้าสู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/966928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l1BvhUxNTM3oOVzR43z4X

  • เทียบช็อตต่อช็อต! นักเขียนดัง ชมสีน้ำเงินทูตเศรษฐกิจ จับมือ มาครง แซะส้มจมอยู่กับอดีต-บ่มิไก๊

    เทียบช็อตต่อช็อต! นักเขียนดัง ชมสีน้ำเงินทูตเศรษฐกิจ จับมือ มาครง แซะส้มจมอยู่กับอดีต-บ่มิไก๊

    วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.08 น.

    วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Padipon Apinyankul” ระบุว่า  ไม่ว่าจะจงใจ หรือแกล้งตีอ้อมกระทบ ว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” หมายถึงอะไร ?

    แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้วก็คือ ระบอบสีน้ำเงิน (ที่แกล้งตีอ้อม) กลับได้รับการยอมรับจากต่างประเทศมาช้านาน ..

    สมัยพระนารายณ์ คณะทูตไทยซึ่งนำโดย “เจ้าพระยาโกษาธิบดี (โกษาปาน)” ได้เดินทางไปเจริญไมตรีที่ฝรั่งเศส 

    ปัจจุบันก็มีการสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้ ที่บริเวณหัวมุม 3 แยก (ของถนนดูกุยดิก ถ.ปาสเตอร์ และถนนชอง มูแล็ง) ในเมืองแบรสต์
    อีกทั้งทางฝรั่งเศสได้ให้เกียรติ โดยเปลี่ยนชื่อถนนแซงต์ปิแอร์ ซึ่งเป็นถนนหลักของเมือง  มาเป็นชื่อ “ถนนสยาม” อีกด้วย

    ปัจจุบันพรรคการเมืองสีน้ำเงิน ได้บินไปเปิดวิสัยทัศน์ใหม่ให้ฝรั่งเศสได้รับรู้ . ไมตรีระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ผ่านกาลเวลาในประวัติศาสตร์ มีทั้งดีและร้าย . 

    แต่ก็ใช่ว่าจะเอาสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ดีในอดีต มาเป็นเหตุกดทับอนาคตข้างหน้าร่วมกัน .. 

    เราควรละวางในบางสิ่ง และควรนำเสนอในบางสิ่งที่เรามี , .. สิ่งที่วางลงไม่ใช่จงใจลืม แต่ให้รู้ว่าแบบนั้นอย่าเกิดขึ้นอีก 

       .. ซึ่งนั้นคือการทูต และการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

    เมื่อดูกิริยาสีหน้าการต้อนรับของ ปธน.มาครง เห็นแล้วสบายใจ .. ด้วยท่านมาครงมีแนวโน้มความนิยมใน “ความเป็นวัฒนธรรมไทย” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

    ○ จำกันได้ไหม ในสมัยลุงตู่ (APEC 2022) ปธน. มาครง แอบหลบไปไหว้พระที่วัด เดินเล่นเยาวราช และไปดูการชกมวยไทยที่ราชดำเนิน

    คราวนี้นายอนุทิน พรรคสีน้ำเงิน จึงไปถูกจังหวะและพบถูกคน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนในความร่วมมือทางเศรษฐกิจหลายอย่าง

    นี้แหละ ระบอบสีน้ำเงิน ต้องทำแบบนี้ .. มุ่งไปข้างหน้า อย่ากังวลความขัดแย้ง ที่คอยขัดแข้งขัดขา

    ไม่ใช่ ระบอบสีส้ม . วัน ๆ มั่วแต่นึกถึงแต่ พ.ศ. 2475 รำพึงรำพันถึงคนที่ตายไปแล้ว จนถึงขั้นที่ต้องไปซื้อหาบ้านพักคนตายมาเก็บเอาไว้

    แล้วใช้แต่วาจาพร่ำพรรณนา ต้องทำอย่างโน่น ต้องแก้อย่างนี้ ต้องหยุดอันนั้น ต้องเริ่มอันนี้ .. 

    ○ คนสมองลีบ ฟังแล้วเคลิ้ม , ถ้าคนสมองหนัก จะหัวเราะรู้ทัน

    ครั้นชวนพรรคพวกไปฝรั่งเศส แทนที่จะไปพบปะดูงาน ดูเศรษฐกิจ ดูเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ … กลับไม่ทำ 

    (.. อ๋อ ! ลืมไป ดูไปก็ไม่รู้เรื่องหรือเข้าใจ .. มันยากเกินกว่า ความหนาบางของกระโหลกที่ไม่เหมือนคนปกติ)

    แต่ดันชวนกันไปหุงอาหาร ทำกับข้าว กินกับแกล้มในบ้านเก่าของคนตายไปแล้ว  / .. แถมต้อง “ทนฟังเจ้าลัทธิ” ดีดกีตาร์ผิด ๆ ส่งเสียงร้องเพี้ยน ๆ แล้วปรบมือชื่นชมแบบสอพลอ

    มิน่าละ คนซึ่งผ่านประสบการณ์ชีวิตถึงพากันวิพากษ์วิจารณ์ ว่า  

    … ระบอบสีส้ม “ไร้เดียงสา”  จริง ๆ

    ความหมายของไร้เดียงสาคือ “บ่มิไก๊”

    ต้องให้แปลคำว่า บ่มิไก๊ .. อีกไหม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/967009&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw056gWACRVjnSg75b9Ap1_3

  • สงขลาจัดใหญ่ งานเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    สงขลาจัดใหญ่ งานเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    สงขลาจัดงาน “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล” พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผลักดัน “เกาะยอ” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

    เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ วัดแหลมพ้อ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มอบหมายให้นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดงาน “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล” Songkhla Vintage Festival 2026 โดยมี นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและสื่อมวลชนเข้าร่วม 

    นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลาเป็นเมืองสำคัญที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และมีความโดดเด่นด้านศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาจังหวัด ทั้งด้านการท่องเที่ยว การกีฬา และบริการที่มีคุณภาพ โดยมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

    ขณะที่ นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ ขบวนแห่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมรอบทะเลสาบสงขลา การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น หนังตะลุง โนรา การสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น นิทรรศการวิถีชีวิตและเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนคน 2 เล การประกวดอาหารพื้นบ้าน การประกวดแกะหนังตะลุงและแทงหยวก การแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง รวมถึงการเสวนาด้านศิลปวัฒนธรรมและเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 

    สำหรับการจัดงาน “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุคแลวิถีชุมชนคน 2 เล” จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคม 2569 เพื่อผลักดันเกาะยอให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน โดยมุ่งนำเสนออัตลักษณ์ วิถีชีวิต และทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์จริง ทั้งด้านอาหารพื้นบ้าน งานหัตถศิลป์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

    นอกจากนี้ ยังมีการแสดงจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง “บุ๋ม ปาจรีย์” และการแสดงดนตรีลูกทุ่งจากโรงเรียนในจังหวัดสงขลา ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน โดยเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมฟรีตลอดงาน เพื่อร่วมสัมผัสเสน่ห์วิถีชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของท้องถิ่น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2935474&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01g_qBL-tIy2jkHQjFmMzT

  • วธ.สงขลา แถลง “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล” เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ชูอัตลักษณ์ วิถีชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา | TOPNEWS

    วธ.สงขลา แถลง “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล” เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ชูอัตลักษณ์ วิถีชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 26/05/2026 22:32

    วธ.สงขลา จัดแถลงข่าว “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล” Songkhla Vintage Festival ๒๐๒๖ เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ชูอัตลักษณ์และวิถีชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

    วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๘.๐๐ น. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา จัดแถลงข่าว “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน ๒ เล” Songkhla Vintage Festival ๒๐๒๖ จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๙- ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙

    เพื่อผลักดันเกาะยอให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน โดยมุ่งนำเสนออัตลักษณ์ วิถีชีวิต และทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์จริง ทั้งด้านอาหารพื้นบ้าน งานหัตถศิลป์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

    โดยมีนายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานงานแถลงข่าวฯ พร้อมด้วยนางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา ร.ต.ท.โกวิทย์ รัชนียะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะยอ พ.ต.อ.เดชาวุธ เจ๊ะเต๊ะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา

    และ ดร.พระครูวาทีธรรมวิภัช เจ้าอาวาสวัดแหลมพ้อ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ วัดแหลมพ้อ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา

    นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลาเป็นเมืองสำคัญที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และมีความโดดเด่นด้านศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย

    การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาจังหวัด ทั้งด้านการท่องเที่ยว การกีฬา และบริการที่มีคุณภาพ โดยมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

    นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ ขบวนแห่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมรอบทะเลสาบสงขลา การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน

    เช่น หนังตะลุง โนรา การสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น นิทรรศการวิถีชีวิตและเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนคน ๒ เล การประกวดอาหารพื้นบ้าน การประกวดแกะหนังตะลุงและแทงหยวก การแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง รวมถึงการเสวนาด้านศิลปวัฒนธรรมและเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    1

    02

    ทรงพระสิริโฉม “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี” ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยโบราณ ของสตรีในราชสำนักยุคอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรพรรดิ

    “กรมราชทัณฑ์” โต้เฟกนิวส์ ยัน “ไอ้เกม” นักโทษคดี”ฆ่าข่มขืนเด็ก” ยังอยู่ในคุก เหลือชดใช้กรรมอีกกว่า 30 ปี 11 เดือน

    แม่ฮ่องสอน เฝ้าระวัง 24 ชม.! น้ำป่าแม่สะเรียงจ่อซัดสะพานแบริ่ง-รพ.สต.โพซอ อ้าแขนรับผู้ติดค้าง

    วธ.สงขลา แถลง “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล” เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ชูอัตลักษณ์ วิถีชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

    พุทธศาสนิกชนร่วมแสดงตนเป็นพุทธมามกะ พบพระ พบธรรม เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชา

    “ชัยวัฒน์” ลั่นเจตนาฆ่า? เปิดผลชันสูตรชัด “พลายกอแก้ว” โดน “ไฟช็อตเข้าหัวใจ” ตร.จันทบุรีระดมล่าตัวคนผิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1585035&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zK_ZDOgsWst578ID4Njuc

  • จังหวัดเชียงใหม่ หนุนกาแฟขุนช้างเคี่ยน ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    จังหวัดเชียงใหม่ หนุนกาแฟขุนช้างเคี่ยน ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    จังหวัดเชียงใหม่ หนุนกาแฟขุนช้างเคี่ยน ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น


    25/05/2569 | 54 |

    จังหวัดเชียงใหม่ หนุนกาแฟขุนช้างเคี่ยน ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
             นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกาแฟครบวงจร บ้านขุนช้างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ สำหรับบ้านขุนช้างเคี่ยน มีพื้นที่ปลูกกาแฟประมาณ 455 ไร่ โดดเด่นด้วยการเป็นแหล่งผลิตกาแฟคุณภาพสูงที่สามารถคว้าอันดับ 2 จากการประกวดคุณภาพสารกาแฟพิเศษไทย ในประเภท Arabica Honey Process ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่เกษตรกรรมศักยภาพสูงแล้ว ยังเป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญอีกด้วย   
             จังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นแหล่งผลิตกาแฟคุณภาพชั้นเยี่ยมของประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 35,637 ไร่ การันตีด้วยรางวัลระดับชาติและตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เช่น กาแฟแปลงใหญ่เทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด รวมถึงรางวัลเลิศรัฐอำเภอแม่ออน โดยกาแฟจากแต่ละพื้นที่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
             พร้อมกันนี้ คณะกรรมการวิสาหกิจชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ และผู้แทนจากอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย ได้ร่วมประชุมหารือแนวทางการพัฒนาตั้งกลุ่มวิสาหกิจแต่ละกิจกรรม ต่อยอดผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยมีแผนจะนำผลผลิตท้องถิ่นอื่น ๆ อาทิ “ลิ้นจี่” “กาแฟ” มาผสานเข้ากับวัฒนธรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ วิถีชาติพันธ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างรายได้ที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้แก่คนในชุมชนต่อไป

    พิมลกัลย์  เดชะชัย สวท. เชียงใหม่ ///// 25 พ.ค. 69
     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2479/iid/506494&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tUxNim-XoCDUVKvybGCbm

  • ดัน Soft Power ลำพูน! รองผู้ว่าฯ ลุยคัดเลือก อปท.ต้นแบบ ท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ | TOPNEWS

    ดัน Soft Power ลำพูน! รองผู้ว่าฯ ลุยคัดเลือก อปท.ต้นแบบ ท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ | TOPNEWS

    รองผู้ว่าฯ ลำพูน นำคณะลงพื้นที่อำเภอลี้ ประเมินคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบ ส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นำคณะกรรมการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่นระดับจังหวัดลำพูน ลงพื้นที่เทศบาลตำบลก้อ และองค์การบริหารส่วนตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของชุมชนที่ผ่านการคัดเลือกเบื้องต้น

    สำหรับการคัดเลือกครั้งนี้ มีชุมชนเข้าร่วมทั้งหมด 6 แห่ง โดยผ่านการคัดเลือกในรอบแรกจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ วัดบ้านเก่ากลางน้ำ อำเภอลี้ ชุมชนนาทราย อำเภอลี้ และชุมชน 3 ไต อำเภอบ้านธิ ซึ่งคณะกรรมการฯ มีกำหนดลงพื้นที่ประเมินเพิ่มเติมอีกครั้ง ในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ณ ชุมชน 3 ไต อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และอนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมพื้นถิ่นให้คงอยู่สืบไป

    แทน ต่อมสังข์ ผู้สื่อข่าว Top News ทั่วไทย จ.ลำพูน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1584903&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18GsjuMfaqDiOCv4TcIAu6

  • 813 บจ. ส่งงบแล้ว! กำไร Q1/69 โต 25% หุ้นพลังงาน-ท่องเที่ยวหนุน แต่แบงก์เริ่มสะดุด

    813 บจ. ส่งงบแล้ว! กำไร Q1/69 โต 25% หุ้นพลังงาน-ท่องเที่ยวหนุน แต่แบงก์เริ่มสะดุด

    813 บจ. ส่งงบแล้ว! กำไร Q1/69 โต 25% หุ้นพลังงาน-ท่องเที่ยวหนุน แต่แบงก์เริ่มสะดุด

    ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยคำถาม ตลาดหุ้นไทยกลับส่งสัญญาณที่น่าสนใจ เมื่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสแรก ปี 2569 ออกมาดีกว่าคาด

    กำไรหลายกลุ่มธุรกิจฟื้นแรง โดยเฉพาะ “พลังงานและท่องเที่ยว” ที่ได้แรงหนุนจากปัจจัยภายนอก 

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศและกลุ่มธนาคารยังต้องต่อสู้กับแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว

    นี่คือจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัว หรือเพียงภาพชั่วคราวจากแรงหนุนเฉพาะกลุ่ม ?

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ไทย จำนวน 813 บริษัท คิดเป็น 93.7% จากทั้งหมด 868 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 มีนาคม 2569 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน)

    นำส่งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 624 บริษัท คิดเป็น 76.8% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

    ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เทียบกับไตรมาส 1/2568 บจ. ใน SET มียอดขาย 4,239,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% แต่มีกำไรขั้นต้น (Gross profit) 1,042,628 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.7% กำไรจากการดำเนินงาน (Core profit) 506,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.5%

    และ บจ. มีกำไรสุทธิ 369,201 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.28 เท่า ลดลงจาก 1.34 เท่า ณ ไตรมาส 1/2568

    “ในไตรมาส 1/2569 สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น จึงทำให้ บจ. ในหมวดพลังงาน หมวดปิโตรเคมีภัณฑ์ มีผลประกอบการปรับดีขึ้นจากอัตรากำไรที่สูงขึ้นและกำไรสินค้าคงคลัง ซึ่งได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาก ขณะที่ บจ. ในธุรกิจทั่วไปอาจมีความกดดันด้านการขายและมีความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต และ บจ. ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว สะท้อนจากสินเชื่อขยายตัวเพียงเล็กน้อย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดต่ำลงจากปีก่อน สำหรับ บจ. ที่มีการเติบโตในไตรมาสแรกของปีนี้ นอกเหนือจากที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันข้างต้นแล้ว คือ หมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ ได้แก่ พาณิชย์ โรงแรม เทคโนโลยี และสินเชื่อรายย่อย”นายอัสสเดช กล่าว

    ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยมียอดขายรวม 51,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8%

    และมีกำไรสุทธิรวม 2,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ซึ่งเป็นผลจากการที่บริหารจัดการต้นทุนผลิตและต้นทุนขายอย่างระมัดระวังท่ามกลางกำลังซื้อหดตัว

    สรุปผลประกอบการตามกลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจ ไตรมาส 1/2569 (หน่วย: ล้านบาท) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/742977&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33UH9TuPzd8Q1fpjN17Z6s