Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คาดคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ถึงสิ้นปี ไม่ขยับตามต่างประเทศ

    คาดคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ถึงสิ้นปี ไม่ขยับตามต่างประเทศ

    Loading…

    คาดคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ถึงสิ้นปี ไม่ขยับตามต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-140&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04GBmOLaI6BCCSPrlBXAug

  • ‘สันติธาร’ ชี้ไทยเผชิญมรสุม ‘คลื่น 3 ระลอก’ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง-กำลังซื้อหดตัว

    ‘สันติธาร’ ชี้ไทยเผชิญมรสุม ‘คลื่น 3 ระลอก’ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง-กำลังซื้อหดตัว

    “สันติธาร” ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุม ‘คลื่น 3 ระลอก’ วิกฤตพลังงาน-เงินเฟ้อ-กำลังซื้อในประเทศ สะท้อนชัดผ่านจีดีพีไตรมาส 2 ร่วงเหลือ 1.9% เร่งสร้างกันชนรับแรงกระแทก ประคอง-เปลี่ยนผ่าน-ลงทุน ใช้ประโยชน์จากความเป็นกลาง ดึงโอกาสลงทุนรอบใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มแท้จริง

    นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ รายงานการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 2 ที่ 1.9% ชะลอตัวลงจากระดับ 2.8% ในไตรมาสแรก สะท้อนชัดถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ประเทศต้องเผชิญในยุคเปลี่ยนผ่านจาก ‘คลื่น 3 ระลอก’

    เจาะลึก ‘คลื่น 3 ระลอก’ มรสุมเศรษฐกิจไทย

    ระลอกที่ 1: วิกฤตราคาพลังงาน และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ราคาพลังงานที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังกดดันเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยในไตรมาส 2 มูลค่าการนำเข้าเร่งตัวสูงขึ้น ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยพลิกกลับมาขาดดุลกว่า 600,000 ล้านบาท

    สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มปริมาณการสำรองพลังงานเพื่อความมั่นคง ทำให้ต้องมีการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น โดยราคาที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว

    ระลอกที่ 2: ต้นทุนผู้ผลิตพุ่งทั่วระบบ SME เกิดภาวะ “Double Squeeze” อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับติดลบ 0.5% ในไตรมาส 1 ขึ้นมาอยู่ที่บวก 2.7% ในไตรมาส 2 ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พุ่งสูงขึ้นถึง 8.3% สะท้อนว่าผู้ผลิตแบกรับภาระต้นทุนส่วนเพิ่มไว้สูงมากและยังส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภคได้ไม่ทั้งหมด

    โดยประเด็นนี้น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กหรือ SME ซึ่งกำลังเผชิญภาวะบีบคั้นสองทาง (Double Squeeze) กล่าวคือ รายได้หดตัวลงในขณะที่ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นรอบด้าน และไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้ง่ายในภาวะที่กำลังซื้ออ่อนแรงลง

    “SME จำนวนมากมีทุนสำรองไม่มาก อำนาจต่อรองราคาน้อยกว่า และเข้าถึงสินเชื่อได้ยากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น เมื่อรายได้ชะลอแต่ต้นทุนขึ้น ปัญหาที่เกิดก่อนจึงมักเป็นเรื่องสภาพคล่อง ถึงแม้จะเป็นธุรกิจพื้นฐานดีก็อาจต้องลดคน ลดการลงทุน หรือถึงขั้นปิดกิจการ เพียงเพราะเงินหมุนไม่ทัน” นายสันติธาร กล่าว

    ระลอกที่ 3: กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอและการบริโภคชะลอตัว ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจากระดับ 3.3% ในไตรมาสแรก ลงมาเหลือเพียง 1.9% ในไตรมาสสอง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.3 แสดงให้เห็นว่าประชาชนและผู้บริโภคชาวไทยเริ่มระมัดระวังและปรับลดสัดส่วนการใช้จ่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ

    “คลัง” เปิด 3 ยุทธศาสตร์: “ประคองวันนี้ เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้ ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้”

    เพื่อตอบรับกับแรงกระแทกจากคลื่นทั้งสามระลอกและใช้ประโยชน์จากโอกาสการลงทุนรอบใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน กระทรวงการคลังและทีมงานได้เน้นย้ำกรอบการดำเนินนโยบายใน 3 มิติหลักที่ต้องทำควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ

    1.) ประคองวันนี้ เน้นการดำเนินมาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาค่าครองชีพและช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่ม SME เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายชั่วคราวกลายสภาพเป็นแผลเป็นเรื้อรังทางเศรษฐกิจ เช่น ธุรกิจต้องปิดตัว หรือเลิกจ้างแรงงาน ซึ่งปัจจุบันมาตรการพยุงเศรษฐกิจ เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจในส่วนนี้

    นอกจากนี้ รัฐบาลจะมุ่งเน้นการปรับปรุงมาตรการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การค้ำประกันสินเชื่อ และการปรับโครงสร้างหนี้ให้สามารถกระจายตัวเข้าช่วยเหลือ SME ที่ยังมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างแม่นยำและเจาะจงมากขึ้น ท่ามกลางความท้าทายในฝั่งแรงงานนอกระบบที่ปัจจุบันอยู่ในสัดส่วนที่สูงมาก

    2.) เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้ เร่งลดความเปราะบางด้านพลังงานในระยะยาวเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบซ้ำซากเมื่อเกิดความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยจะใช้เม็ดเงินจากพระราชกำหนด (พรก.) เงินกู้ในส่วนที่สองอีกจำนวน 200,000 ล้านบาท ในการผสมผสานนโยบายระหว่างการลดภาระค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพของครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน

    พร้อมกันนี้ ต้องเร่งส่งเสริมทั้งการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด (Green Energy) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการและซัพพลายเออร์ไทยสามารถเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) นี้ด้วยตนเอง เพื่อสร้างงานและเพิ่มขีดความสามารถในประเทศด้วย

    3.) ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้ ในรายงานทางเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ มีด้านดีอยู่เรื่องหนึ่ง ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 13.4% สูงที่สุดในรอบกว่า 13 ปี โดยเฉพาะยอดนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขยายตัวกว่า 16.6% สะท้อนว่าไทยยังคงได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการย้ายห่วงโซ่อุปทาน และระบบนิเวศของเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรม Green Economy

    ไทยต้องใช้โอกาสนี้วางสถานะตัวเองเป็น “Trusted Connector” หรือฐานการเชื่อมต่อที่น่าเชื่อถือสำหรับนักลงทุนจากหลากหลายประเทศท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งนี้ ภาครัฐและคณะทำงานด้านการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม (Investment and Industrial Transformation) ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จะร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว

    จากเดิมที่เน้นวัดผลเฉพาะยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ไปสู่การวัดมูลค่าเพิ่มที่เกิดในเศรษฐกิจจริงภายในประเทศช่วงเวลา 3-5 ปี (Local Value-added) เช่น การพัฒนาทักษะวิศวกรไทยระดับสูง การร่วมมือทำวิจัยและพัฒนา (R&D) และการดึง SME ไทยเชื่อมโยงเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1248278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R89LMcM9uiLdypn9SftXZ

  • พช.สุโขทัย เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจฐานราก เปิดโครงการส่งเสริมเครือข่ายอาหารและเกษตรปลอดภัย ชูมาตรฐานสินค้าสู่ตลาดผู้บริโภค

    พช.สุโขทัย เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจฐานราก เปิดโครงการส่งเสริมเครือข่ายอาหารและเกษตรปลอดภัย ชูมาตรฐานสินค้าสู่ตลาดผู้บริโภค

    ภูมิภาค

    พช.สุโขทัย เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจฐานราก เปิดโครงการส่งเสริมเครือข่ายอาหารและเกษตรปลอดภัย ชูมาตรฐานสินค้าสู่ตลาดผู้บริโภค

    วันเสาร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาสุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล มอบหมายให้ นางทองหล่อ สวัสดิเทพ พัฒนาการจังหวัดสุโขทัย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้จากกิจการอาหารปลอดภัย และโครงการเสริมสร้างรายได้ด้วยเครือข่ายเกษตรปลอดภัย โดยมี นายอลงกต สุขเกตุ ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

    นายอลงกต สุขเกตุ ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนได้รับมอบหมายให้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ ภายใต้เป้าหมายหลักคือ “สร้างรายได้ให้กับชุมชน เพื่อประชาชนมีความสุข” การจัดโครงการในครั้งนี้ มุ่งเน้นให้กลุ่มเป้าหมายจำนวน 13 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มจากโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้จากกิจการอาหารปลอดภัย จำนวน 3 กลุ่ม และเครือข่ายเกษตรปลอดภัย จำนวน 10 กลุ่ม ได้รับความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานด้านเกษตรปลอดภัย พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐได้ เช่น การขอรับมาตรฐานรับรองสินค้า การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ การจับคู่ทางธุรกิจ และการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย

    ด้าน นางทองหล่อ สวัสดิเทพ พัฒนาการจังหวัดสุโขทัย ประธานในพิธี ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของกระแสการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน ที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ การดำเนินโครงการนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเกษตรกร ให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน ซึ่งครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการผลิต การตรวจสอบ การแปรรูป ไปจนถึงการกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ผู้บริโภคและรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ คาดหวังว่าจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการต่อยอดและเชื่อมโยงช่องทางการตลาดจากกลุ่มผู้ผลิตเกษตรปลอดภัยไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/487607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QlFNJuXPHs7ftQW3_GAAG

  • เทศกาลบอลลูนไต้หวัน 45 วัน โมเดลสร้างเศรษฐกิจไถตง

    เทศกาลบอลลูนไต้หวัน 45 วัน โมเดลสร้างเศรษฐกิจไถตง

    เทศกาลบอลลูนนานาชาติไต้หวัน 2569
    จากแรงลอยตัว สู่ประสบการณ์เหนือฟ้า ‘ลู่เหย่’

    อะไรที่เคลื่อนไหวขึ้นสู่ที่สูง โดยอาศัยแรงลมธรรมชาติ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทั้ง ‘ศาสตร์’ และ ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ คอยควบคุม ‘บอลลูน’ ก็เช่นกัน

    ภาพบอลลูนหลากสีค่อยๆ พองตัวขึ้น ก่อนลอยจากพื้นดินสู่ท้องฟ้า อาจดูเหมือนเป็นเพียงฉากสวยงามสำหรับนักท่องเที่ยว แต่เบื้องหลังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกการบินต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในหลักการทางวิทยาศาสตร์ การอ่านสภาพอากาศ และการตัดสินใจของนักบินอย่างแม่นยำ

    ทีมข่าว SPACEBAR มีโอกาสเดินทางร่วมกับ Team Vision Thai สื่อออนไลน์ภาษาจีนชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ พาไปสัมผัส “Taiwan International Balloon Festival 2026” หรือเทศกาลบอลลูนลมร้อนนานาชาติไต้หวัน ณ ที่ราบสูงลู่เหย่ (Luye Highland) เมืองไถตง ของไต้หวัน ตั้งแต่เช้าตรู่

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo02.png

    ภารกิจครั้งนี้เราออกเดินทางเข้าสู่พื้นที่ตั้งแต่ตี 4 และถึงสถานที่จัดงานตี 5 เมื่อแสงแรกของวันเริ่มปรากฏ สิ่งที่เห็นไม่ใช่เพียงบอลลูนที่เตรียมขึ้นบิน แต่คือกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยทีมงาน นักบิน และผู้ควบคุมการบินอย่างเป็นระบบ

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo03.png

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo04.png

    นั่นทำให้คำถามหนึ่งเกิดขึ้นทันทีว่า…อะไรทำให้ ‘บอลลูน’ กลายเป็นมากกว่ากิจกรรมท่องเที่ยว และใครกันหนอ? คือจุดเริ่มต้นของ ‘บอลลูน’ จนต่อยอดมาสู่การเป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจให้เมืองหนึ่งได้?

    จากแรงลอยตัว สู่ประสบการณ์บนท้องฟ้า

    ระหว่างการเตรียมบอลลูนของคณะผู้จัดงาน เราเห็นแรงอัดลมร้อนเข้าบอลลูนลูกแล้วลูกเล่า โดยหลักการที่ทำให้บอลลูนลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง ‘แรงลอยตัว’ (Buoyancy) ซึ่งมีรากฐานจากการศึกษาของอาร์คิมิดิส นักปราชญ์กรีกโบราณ

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo05.png

    ก่อนที่แนวคิดดังกล่าวจะถูกต่อยอดสู่การบินจริง โดยสองพี่น้องตระกูลมงต์กอลฟิเยร์ (Montgolfier brothers) ชาวฝรั่งเศส ซึ่งนำหลักการของอากาศร้อนมาพัฒนาเป็น ‘บอลลูนลมร้อน’ และประสบความสำเร็จในการนำมนุษย์ขึ้นบินในปี ค.ศ.1783

    กว่าสองศตวรรษต่อมา เทคโนโลยีและองค์ความรู้เหล่านั้นถูกพัฒนาเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวในหลายประเทศทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ ‘ไต้หวัน’

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo06.png

    ไถตง (Taitung) ทำอะไรในเทศกาลบอลลูน ที่แตกต่างออกไป

    กล่าวได้ว่า ‘เมืองไถตง’ ไม่ได้มอง ‘บอลลูน’ เป็นเพียงกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อสร้างสีสันในช่วงสุดสัปดาห์ หากแต่พยายามพัฒนาให้กลายเป็น Destination Tourism ที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าพื้นที่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน และนี่คือจุดที่น่าสนใจในเชิงเศรษฐกิจ

    45 วัน ไม่ใช่แค่เทศกาล แต่คือการสร้าง ‘เหตุผลให้เดินทาง’

    เทศกาลบอลลูนนานาชาติไต้หวันปี 2569 เดินทางมาถึงปีที่ 16 จัดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม ถึง 20 สิงหาคม 2569 ในธีมการ์ตูนสุดฮิตจากญี่ปุ่น ‘จิคาวะ’ (Chiikawa)

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo07.png

    โดยจุดเด่นสำคัญที่ผู้บริหารการท่องเที่ยวไถตงย้ำตรงกัน คือระยะเวลาการจัดงานที่ยาวนาน โดยเทศกาลนี้จัดต่อเนื่องอย่างน้อย 45 วัน หรือประมาณ 7 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับเทศกาลบอลลูนในหลายพื้นที่ ซึ่งมักจัดเพียง 2-4 วัน ความยาวของเทศกาลไถตงจึงกลายเป็นจุดแตกต่างสำคัญ

    หง กั๋วชิน รองผู้อำนวยการกองพัฒนาการท่องเที่ยว รัฐบาลมณฑลไถตง อธิบายว่า เป้าหมายไม่ได้ต้องการให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเพียงช่วงสุดสัปดาห์แล้วกลับ แต่ต้องการให้ผู้คนจากทั่วไต้หวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีเวลามาพักผ่อนและทำความรู้จักไถตงมากขึ้น หรือพูดง่ายๆ คือ จากเดิมที่ ‘เทศกาล’ อาจเป็นเพียงเหตุผลหนึ่งในการเดินทาง ไถตงกำลังพยายามทำให้เทศกาลกลายเป็น แม่เหล็กที่ช่วยดึงคนเข้าสู่เมืองในระยะเวลาที่ยาวขึ้น

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo08.png

    เพราะเมื่อมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเพื่อดูบอลลูน การใช้จ่ายไม่ได้จบลงที่ค่ากิจกรรมบนพื้นที่จัดงาน แต่ยังต่อเนื่องไปถึงที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ นี่จึงเป็นการออกแบบเทศกาลให้ทำหน้าที่เป็น ‘เครื่องยนต์’ ของการท่องเที่ยว

    จากบอลลูน 2 ลูก สู่มากกว่า 50 ลูก

    ความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรก โดยเมื่อย้อนกลับไปประมาณ 16 ปีก่อน ไถตงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีฐานเศรษฐกิจและงบประมาณจำกัดเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นของไต้หวัน รัฐบาลท้องถิ่นจึงพยายามหากิจกรรมใหม่ๆ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยว หนึ่งในโจทย์ที่ถูกมองเห็น คือธรรมชาติของพื้นที่ลู่เหย่ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาและมีสภาพลมค่อนข้างนิ่งในช่วงเช้าและเย็น

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo01-1.png

    จากโจทย์เรื่อง ‘ธรรมชาติ’ จึงนำไปสู่ไอเดียเรื่อง ‘บอลลูน’

    ปีแรกมีบอลลูนเพียง 2 ลูก และในเวลานั้นไต้หวันยังไม่มีบอลลูนสำหรับกิจกรรมลักษณะนี้มากนัก จึงต้องเชิญบอลลูนจากต่างประเทศเข้ามา แต่วันนี้จำนวนบอลลูนในช่วงเทศกาลเพิ่มขึ้นเป็น มากกว่า 50 ลูกต่อปีแล้ว

    การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลอดช่วง 15-16 ปีที่ผ่านมา เทศกาลไม่ได้เติบโตเพียงในแง่จำนวนบอลลูน แต่เกิดการสะสมองค์ความรู้ ระบบการจัดงาน บุคลากร และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบอลลูนขึ้นมาพร้อมกัน

    จากกิจกรรมทดลอง จึงค่อยๆ กลายเป็นระบบการท่องเที่ยวที่มีโครงสร้างรองรับ

    ‘ความปลอดภัย’ คือสินค้าสำคัญที่มองไม่เห็น

    หนึ่งในภาพที่นักท่องเที่ยวอาจไม่ได้สังเกต คือก่อนที่บอลลูนจะขึ้นสู่ท้องฟ้า ทีมงานต้องประเมินสภาพอากาศอย่างละเอียด เพราะบอลลูนไม่ได้สามารถบินได้ทุกสภาพอากาศ โดยหากมีฝนตก หรือลมกระโชกแรงจนเกินมาตรฐานที่กำหนด การบินจะต้องถูกระงับทันที แม้นั่นหมายถึงนักท่องเที่ยวอาจผิดหวังจากกิจกรรมที่ตั้งใจมารอชม สำหรับเทศกาลไถตง เรื่องนี้ถูกวางไว้เป็นหลักสำคัญ

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo09.png

    Mr. Wout Bakker ผู้อำนวยการควบคุมการบินบอลลูนชาวเนเธอร์แลนด์ ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการควบคุมการบินของเทศกาล เปรียบเสมือน ‘หอบังคับการบิน’ ของกิจกรรมบนท้องฟ้า

    คำสั่งว่า ‘บินได้’ ก็คือบิน แต่หากสภาพอากาศไม่เหมาะสม คำสั่งคือ ‘หยุด’ ทุกอย่างก็ต้องหยุด

    นี่จึงเป็นอีกด้านหนึ่งของเทศกาลที่น่าสนใจ เพราะประสบการณ์ท่องเที่ยวไม่ได้ขายเพียงภาพความสวยงามบนท้องฟ้า แต่ขายความเชื่อมั่นในระบบการจัดการด้วย และสิ่งที่ผู้จัดงานพยายามทำคือการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นว่า บอลลูนทำงานอย่างไร สภาพอากาศมีผลอย่างไร และเหตุใดบางเที่ยวบินจึงต้องถูกยกเลิก

    เมื่อผู้ชมเข้าใจเหตุผลมากขึ้น การยกเลิกเที่ยวบินจึงไม่ได้กลายเป็นความผิดหวังเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่พวกเขาเข้าใจได้

    เทศกาลบอลลูนนานาชาติไต้หวัน ไม่เพียงแค่ Mr. Bakker จะอำนวยการควบคุมการบินบอลลูนตลอดทั้งงานเท่านั้น โดยบนบอลลูนที่ลอยขึ้นท้องฟ้านั้น ยังมีนักบินสาวชาวไทย ร่วมดูแลพวกเราพร้อมคอยให้คำแนะนำ ขณะบอลลูนลอยเหนือพื้นอีกด้วย 

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo10.png

    จุดขายท่องเที่ยวไถตง ไม่ได้อยู่แค่ ‘ขึ้นบอลลูน’

    ไถตงมีสิ่งที่ทำให้ประสบการณ์บอลลูนแตกต่างจากหลาย Destination ทั่วโลก นั่นคือภูมิทัศน์ โดยพื้นที่ลู่เหย่อยู่ท่ามกลางเทือกเขา Central Mountain Range และ Coastal Mountain Range ขณะที่สภาพอากาศบริเวณนี้ค่อนข้างเหมาะกับการบินบอลลูน

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo11.png

    โดยเมื่อบอลลูนลอยขึ้น สิ่งที่ผู้โดยสารพบ จะไม่ใช่มีแค่เพียงตัวบอลลูนอย่างเดียว แต่ว่าสภาพ ภูเขา หุบเขา และภูมิประเทศโดยรอบล้วนเป็นอีกบรรยากาศที่แตกต่าง นักบินจึงมองว่า ‘Landscape’ คือหนึ่งในจุดขายสำคัญของไถตง

    เพราะแม้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นบอลลูนได้ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตุรกี แอฟริกาใต้ สหรัฐฯ หรือเม็กซิโก แต่ภูมิทัศน์และบรรยากาศของไถตงสร้างประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น เทศกาลยังมีทั้งการขึ้นแบบผูกโยงกับพื้นดิน (Tethering) และการบินอิสระ (Free Flight)

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo12.png

    ซึ่งสำหรับการบินอิสระ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ได้แม้นอกช่วงเทศกาล หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย โดยการบินใช้เวลาประมาณ 45 นาที และต้องมีการจองล่วงหน้า สิ่งนี้จึงทำให้ ‘บอลลูน’ ไม่ได้จบลงพร้อมวันสุดท้ายของเทศกาล

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo13.png

    จาก Festival Tourism สู่การท่องเที่ยวตลอดปี

    นี่อาจเป็นจุดที่น่าสนใจที่สุดของโมเดลไถตง โดยในช่วงเทศกาล นักท่องเที่ยวจะได้เห็นบอลลูนจากหลายประเทศจำนวนมากกว่า 40-50 ลูก แต่หลังจากเทศกาลสิ้นสุด ไถตงยังมีบอลลูนให้บริการในพื้นที่อีกประมาณ 10 ลูก และมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการการบินอิสระ

    หมายความว่า รัฐบาลไม่ได้พยายามสร้างเฉพาะ ‘เทศกาลใหญ่’ แล้วจบลง แต่ใช้เทศกาลเป็นตัวสร้างการรับรู้ ก่อนต่อยอดไปสู่กิจกรรมการท่องเที่ยวที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี สิ่งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนจาก ‘การมาดูบอลลูน’ ไปสู่ “การมาไถตงเพื่อสัมผัสประสบการณ์บอลลูน”

    ซึ่งมีความหมายทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างมาก เพราะแบบแรกผูกการเดินทางไว้กับ ‘วันจัดงาน’ แต่แบบหลังเปิดโอกาสให้เกิดการเดินทางนอกฤดูกาล และช่วยกระจายรายได้ด้านการท่องเที่ยวออกไปตลอดทั้งปี

    บทเรียนจากท้องฟ้าสู่เศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    สำหรับไถตง บอลลูนจึงไม่ใช่เพียงวัตถุที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า แต่มันกำลังทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือสร้างภาพจำของเมือง” จากท้องฟ้าลู่เหย่ สู่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไถตง และนี่อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมบอลลูนลูกหนึ่งจึงพาคนเดินทางมาได้ไกลกว่าที่คิด

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo14.png

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo15.png

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/taiwan-balloon-taitung&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20Pch35pANxW7vscjSePbX

  • ดร.พิพัฒน์ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ฉายภาพคนละทาง แนะปรับดัชนี MPI วัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

    ดร.พิพัฒน์ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ฉายภาพคนละทาง แนะปรับดัชนี MPI วัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

    ‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะปรับดัชนี MPI เหตุวัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจใหม่

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์เฟซบุ๊ก “Pipat Luengnaruemitchai” วิเคราะห์ความย้อนแย้งของตัวเลขเศรษฐกิจไทยโดยระบุว่าในปัจจุบันไม่มีตัวเลขตัวไหนเพียงตัวเดียวที่สามารถบอกภาพรวมทั้งหมดของเศรษฐกิจได้เนื่องจากดัชนีแต่ละตัวกำลังจับภาพคนละมุมในภาวะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

    ดร.พิพัฒน์ ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดินสวนทางกันหลายตัวชี้วัด เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมพุ่งสูงถึง 54.2 สะท้อนกิจกรรมที่ขยายตัวสูงสุดตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ในทางกลับกัน ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายนกลับหดตัว 3% และ GDP ไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.9% ซึ่งต่ำที่สุดในบรรดาประเทศหลักในเอเชีย 

    สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะแต่ละดัชนีตอบคำถามคนละอย่าง PMI บอก “ทิศทาง” ว่าดีขึ้นหรือแย่ลงจากเดือนก่อน  MPI วัดปริมาณการผลิตจริง ส่วน GDP วัดมูลค่าเพิ่มทั้งระบบ 

    ดร.พิพัฒน์ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ฉายภาพคนละทาง แนะปรับดัชนี MPI วัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นแม้โรงงานส่วนใหญ่จะเริ่มดีขึ้นจากฐานต่ำจน PMI พุ่ง แต่หากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังผลิตลดลง MPI รวมก็จะยังติดลบอยู่ 

    อย่างไรก็ตามยังมีข่าวดีคือเศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลกแล้วจริงๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เติบโตตามคลื่นการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนโฟโตนิกส์ (Photonics) และอุปกรณ์เครือข่าย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคืออุตสาหกรรมที่เป็น ”ผู้ชนะ“ กำลังโตเร็วแต่ยังมีขนาดเล็กขณะที่  ”ผู้แพ้“ กำลังหดตัว และยังมีขนาดใหญ่ทำให้น้ำหนักของอุตสาหกรรมเก่าที่กำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น รถยนต์ที่หดตัวต่อเนื่อง ปิโตรเคมีที่เผชิญกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สู้สินค้านำเข้าไม่ได้ ยังคงกดทับภาพรวมเศรษฐกิจไทยอยู่ 

    ดร.พิพัฒน์ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ฉายภาพคนละทาง แนะปรับดัชนี MPI วัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

    ดร.พิพัฒน์ ให้ข้อสังเกตว่าดัชนีเศรษฐกิจแบบเดิมอาจเริ่มตามโครงสร้างที่เปลี่ยนไปไม่ทัน เช่น การวัดเป็น “จำนวนหน่วย” อาจประเมินต่ำเกินไป เช่น ฮาร์ดดิสก์ 1 ลูกในปัจจุบันเก็บข้อมูลได้มากกว่าในอดีตมหาศาล หากวัดแค่จำนวนชิ้นอาจดูเหมือนไม่โต ทั้งที่ศักยภาพเพิ่มขึ้นมาก 

    นอกจากนั้นยังมีเรื่องไส้ในของมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนไป เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) แม้จำนวนการผลิตจะดูดี แต่มีสัดส่วนการนำเข้าชิ้นส่วนสูงกว่ารถกระบะแบบเดิมที่มีห่วงโซ่อุปทานในประเทศลึกกว่าทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกถึงคนไทยจริงๆ อาจลดลง 

    นอกจากนั้นในไตรมาส 2 แม้ส่งออกและการลงทุนจะขยายตัวแรง แต่ GDP กลับโตต่ำ เพราะกิจกรรมใหม่ๆ มีการนำเข้าสูง (Import Content) เช่น การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องนำเข้าเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จากต่างประเทศเกือบทั้งหมด 

    ดร.พิพัฒน์ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ฉายภาพคนละทาง แนะปรับดัชนี MPI วัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

    ดร. พิพัฒน์เห็นประเทศไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่แล้ว ซึ่งเป็นทิศทางที่ต้องไป แต่เสนอแนะว่าเราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมใหม่ให้มากขึ้น โดยต้องยอมให้ทรัพยากร (แรงงาน-เงินทุน-ที่ดิน) เคลื่อนย้ายออกจากอุตสาหกรรมที่แข่งขันไม่ได้ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีโอกาสมากกว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้อย่างถูกทิศทาง

    https://www.facebook.com/share/198b5M9wsw/?mibextid=wwXIfr

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1248609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw032vpxaalbVbdWJj0-D0CH

  • ข่าวเจาะย่อโลก

    ข่าวเจาะย่อโลก

    ข่าวเจาะย่อโลก

    ข่าวเจาะย่อโลก

    “ทักษิณ” คืนสนาม โชว์วิชันเศรษฐกิจประเทศ

    หน้ารายการ

    22 ส.ค. 69

    แม้ไม่ใช่งานดินเนอร์ทอล์คเหมือนที่เคยทำในรัฐบาลก่อน แต่การปรากฎตัวของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กล่าวปาฐกถาเรื่องเศรษฐกิจและอนาคตประเทศ ก็เรียกความสนใจจากคอการเมืองได้มาก คำถามสำคัญคือ นี่เป็นเพียงการไปร่วมงานของภาคเอกชนตามปกติ หรือเป็นการส่งสัญญาณหวนคืนเวทีการเมือง คุณอุรชัย ศรแก้ว ชวนคุยเรื่องนี้กับอดีต สส. เทพไท เสนพงศ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/program/KaoJoh/watch/yrqp6dp2ks45&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VwgLHFH3TXZDUsgQE6Bzl

  • สลด! อดีตเสาหลักวูบเส้นเลือดสมองแตกป่วยติดเตียง น้องสาวทิ้งทุกอย่างมาดูแล แบกหนี้ท่วมหัว | เดลินิวส์

    สลด! อดีตเสาหลักวูบเส้นเลือดสมองแตกป่วยติดเตียง น้องสาวทิ้งทุกอย่างมาดูแล แบกหนี้ท่วมหัว | เดลินิวส์

    มื่อวันที่ 22 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจาก ว่าที่ร้อยตรี คณิศร ศรีสุข อายุ 55 ปี ชาวบ้านตาเตาะ หมู่ 11 ต.ตระแสง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง หลังป่วยด้วยภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ต้องเข้ารับการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ ส่งผลให้ร่างกายซีกซ้ายอ่อนแรง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และต้องพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านมานานกว่า 8 เดือน

    เมื่อเดินทางไปถึงบ้าน พบว่าเป็นบ้านเก่าและค่อนข้างทรุดโทรม ภายในมีข้าวของเครื่องใช้วางอยู่จำนวนมาก โดย นางศิริวรรณ สารมะโน อายุ 54 ปี น้องสาวของผู้ป่วย กำลังเตรียมอาหารให้พี่ชาย โดยเน้นอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก อกไก่ ปลา และถั่วแดง เพื่อช่วยดูแลสุขภาพและระบบขับถ่าย

    แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่ ว่าที่ร้อยตรี คณิศร ยังสามารถใช้แขนข้างขวาที่พอมีแรง ตักอาหารรับประทานได้ด้วยตัวเอง หลังรับประทานอาหารเสร็จ น้องสาวจะช่วยทำกายภาพบำบัดให้ทุกวันตามคำแนะนำของแพทย์ แม้บางครั้งผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อหดเกร็ง แต่ยังคงพยายามฝึกอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าสักวันร่างกายจะสามารถฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม ครอบครัวกำลังเผชิญปัญหาด้านฐานะและค่าใช้จ่ายอย่างหนัก ปัจจุบัน ว่าที่ร้อยตรี คณิศร มีรายได้เพียงเบี้ยผู้พิการเดือนละ 800 บาท ขณะที่ยังมีหนี้นอกระบบมากกว่า 100,000 บาท ต้องจ่ายดอกเบี้ยประมาณเดือนละ 5,000 บาท ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่กับน้องสาว ซึ่งมีรายได้จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียงเดือนละ 300 บาท ส่วนสามีของนางศิริวรรณซึ่งทำงานอยู่กรุงเทพฯ จะส่งเงินมาช่วยเป็นครั้งคราว ขณะที่พี่น้องอีก 3 คน ต่างช่วยกันตามกำลัง แม้แต่ละคนจะมีภาระของตัวเอง

    นางศิริวรรณ เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า หลังทราบว่าพี่ชายป่วยหนัก ตนตัดสินใจลาออกจากงานและทิ้งครอบครัวที่กรุงเทพฯ กลับมาดูแลทั้งแม่วัย 85 ปี และพี่ชายที่ป่วยติดเตียงตลอด 24 ชั่วโมง แต่หลังจากดูแลแม่ได้เพียง 6 เดือน แม่ก็เสียชีวิต ทำให้ปัจจุบันเหลือเพียงพี่ชายที่ต้องดูแลเพียงลำพัง

    นางศิริวรรณ ยังเล่าว่า การทำกายภาพบำบัดให้พี่ชายในแต่ละวันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตนเองมีอาการบาดเจ็บที่แขนจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้ม ขณะเดินทางไปหาซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารให้พี่ชาย ทำให้บางครั้งไม่สามารถทำกายภาพบำบัดได้ครบทุกขั้นตอนตามหลักการรักษา

    ด้าน ว่าที่ร้อยตรี คณิศร เล่าว่า ก่อนป่วยเคยทำงานที่สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ก่อนลาออกมาทำงานเป็นช่างประกอบเครื่องล้างรถอัตโนมัติในบริษัทแห่งหนึ่ง และเป็นเสาหลักในการดูแลแม่ซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน

    ก่อนเกิดเหตุ แพทย์เคยตรวจพบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง และแนะนำให้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ แต่ด้วยภาระทั้งการดูแลแม่ ปัญหาหนี้สิน และความจำเป็นต้องทำงานหนัก ทำให้พักผ่อนน้อยและละเลยเรื่องอาหาร

    กระทั่งเช้าวันหนึ่ง ขณะกำลังเตรียมตัวไปทำงาน ตื่นขึ้นมาพบว่าร่างกายซีกซ้ายอ่อนแรง จึงร้องเรียกให้คนช่วย ก่อนที่แม่ซึ่งนอนอยู่ข้างกันจะรีบไปตามญาติและนำตัวส่งโรงพยาบาลสุรินทร์ จากนั้นถูกส่งต่อไปผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาลขอนแก่น โดยใช้เวลารักษาตัวนานกว่า 1 เดือน ก่อนกลับมาพักฟื้นที่บ้าน

    หลังทราบข่าวการเจ็บป่วย เพื่อนร่วมงานและผู้ใหญ่จากหลายหน่วยงานได้ผลัดเปลี่ยนกันเข้าเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือ ทั้ง ว่าที่ร้อยตรี กิติวรรณ มณีล้ำ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ นายธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว จากสุรินทร์นิวส์และสมาคมสุรินทร์นิวส์ รวมถึงสนับสนุนรถพยาบาลสำหรับเดินทางไปพบแพทย์ตามนัด ขณะที่หน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ให้ความช่วยเหลือเป็นเงินจำนวน 3,000 บาท

    ว่าที่ร้อยตรี คณิศร ยอมรับว่า บางครั้งรู้สึกน้อยใจตัวเองที่ไม่ดูแลสุขภาพให้ดีกว่านี้ แต่ยังพยายามให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ โดยพูดกับตัวเองว่า “มันต้องหายสิ” พร้อมฝากเตือนทุกคนให้หมั่นตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง อย่าละเลยเรื่องอาหารและการพักผ่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาพ และอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตได้เพียงชั่วข้ามคืน

    สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการช่วยเหลือ ว่าที่ร้อยตรี คณิศร ศรีสุข สามารถร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็นสำหรับผู้ป่วยติดเตียง เช่น แพมเพิส ทิชชูเปียก ทิชชู่แห้ง และอาหาร โดยติดต่อ นางศิริวรรณ สารมะโน น้องสาวผู้ป่วย โทร. 08-8630-1037

    เพราะในวันที่ครอบครัวหนึ่งกำลังเผชิญความยากลำบาก น้ำใจจากคนในสังคม แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจกลายเป็นกำลังสำคัญให้พวกเขามีแรงเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6130301/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hNh8GYs52zXK61JGjIrIa

  • วิ่งฟรี 2 มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว M6ไปปากช่องบูมเศรษฐกิจอีสาน-ใต้

    วิ่งฟรี 2 มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว M6ไปปากช่องบูมเศรษฐกิจอีสาน-ใต้

    วิ่งฟรี 2 มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว M6ไปปากช่องบูมเศรษฐกิจอีสาน-ใต้

    การเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือมอเตอร์เวย์สายสำคัญของกรมทางหลวง ที่ทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดทดลองวิ่งฟรี โดยไม่เสียค่าผ่านทาง ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการระบายรถบนเส้นทางสายหลัก และยังเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ตามแนวเส้นทาง

    ล่าสุดมีการเปิดให้วิ่งฟรี 2 โครงข่ายมอเตอร์เวย์เส้นทางสำคัญ ได้แก่ มอเตอร์เวย์ M82 ช่วงบางขุนเทียน–บ้านแพ้ว ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อการเดินทางสู่พื้นที่ภาคใต้ และ มอเตอร์เวย์ M6 ช่วงบางปะอิน–นครราชสีมา ที่ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ภาพประกอบ เส้นทางมอเตอร์เวย์ เปิดวิ่งฟรี 2 เส้นทางสำคัญ

    นอกจากจะช่วยลดความหนาแน่นของการจราจรบนถนนสายหลักแล้ว การเปิดใช้เส้นทางดังกล่าวยังช่วยให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อการขนส่งสินค้าและการเดินทางของภาคธุรกิจ

    ขณะเดียวกัน มอเตอร์เวย์ทั้ง 2 สายยังมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ เพราะเมื่อการเดินทางสะดวกขึ้น ย่อมเอื้อต่อการท่องเที่ยว การค้าการลงทุน และการพัฒนาเชิงพาณิชย์ตามแนวเส้นทาง ทั้งในด้านธุรกิจบริการ ร้านค้า ที่พัก และกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบต่าง ๆ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมไทย ที่ไม่ได้มุ่งเพียงแก้ปัญหาการจราจร แต่ยังเป็นกลไกในการเชื่อมโยงผู้คน พื้นที่ และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน พร้อมสร้างศักยภาพการเติบโตให้กับชุมชนและจังหวัดตามแนวเส้นทางที่น่าจับตา

     เปิดวิ่งฟรีมอเตอร์เวย์ M82  บางขุนเทียน-บ้านแพ้วลงภาคใต้

    เริ่มจาก กรมทางหลวงเตรียมเปิดทดลองให้วิ่งฟรี มอเตอร์เวย์ M82 (ทางยกระดับบางขุนเทียน-เอกชัย-บ้านแพ้ว) ระยะทางรวม 25 กม. ตลอด 24 ชม. เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดปัญหาการจราจรบนถนนพระราม 2

    รายละเอียดการเปิดให้บริการ

    • ช่วงที่เปิดให้บริการ: เปิดเชื่อมต่อช่วงเอกชัย-บ้านแพ้วเพิ่มเติม (16.4 กม.) รวมกับช่วงบางขุนเทียน-เอกชัยเดิม ทำให้เปิดวิ่งได้ยาวตลอดสาย
    • ค่าบริการ: เปิดให้วิ่งฟรีไม่มีกำหนดเก็บค่าผ่านทาง เนื่องจากระบบจัดเก็บรายได้ยังติดตั้งไม่แล้วเสร็จ
    • จุดขึ้น-ลงที่เปิดใช้งาน: ด่านพันท้ายนรสิงห์, ด่านมหาชัย 1, ด่านมหาชัย 2 และด่านบ้านแพ้ว (สำหรับด่านสมุทรสาคร 1 และ 2 ยังปิดให้บริการชั่วคราว)

    ข้อจำกัดในการใช้เส้นทาง

    ความเร็วที่กำหนด

    • รถยนต์ รถกระบะ และรถตู้: ไม่เกิน 80 กม./ชม.
    • รถบรรทุกและรถโดยสาร: ไม่เกิน 65 กม./ชม

    เปิด5จุดขึ้น-ลง

    1. ทางเชื่อมต่อทางด่วนวงแหวนด้านใต้ (แยกต่างระดับบางขุนเทียน) จุดนี้ทางเข้ามักจะเจอรถติดขัด เนื่องจากมีด่านเก็บเงินขาออกของทางด่วนวงแหวนด้านใต้ครับเมื่อ เปิดใช้ M82 เต็มรูปแบบแล้ว ด่านนี้จะถูกรื้อออกไป

    2. ด่านพันท้ายนรสิงห์ กรณีวิ่ง บนเส้นทางของถนนพระราม 2 จากในเมือง จุดนี้จะเป็นทางขึ้น M82 ส่วนขาเข้ากรุงเทพมหานคร  จะเป็นทางลง ใครที่วิ่งด้านบนแล้วจะเข้ากรุงเทพฯ ต้องลงบริเวณด่านนี้ 

    3. ด่านมหาชัย 1 เป็นทางลงสำหรับรถที่วิ่งบนทางยกระดับมาจากกรุงเทพฯ เพื่อเข้าเมืองสมุทรสาครผ่านมหาชัยเมืองใหม่-ถนนเอกชัย ส่วนขาเข้ากรุงเทพฯ ให้ขึ้นทางยกระดับ

    4. ด่านมหาชัย 2 เป็นทางขึ้นสำหรับคนที่จะออกไปทางบ้านแพ้ว-แม่กลอง ส่วนขาเข้ากรุงเทพฯ ใครที่วิ่งด้านบนมาจากบ้านแพ้ว จะเป็นทางลงเพื่อเข้าถนนเอกชัยและมหาชัยเมืองใหม่

    5. ด่านบ้านแพ้ว 1 เป็นปลายทางของมอเตอร์เวย์ M82 ในปัจจุบัน อยู่ใกล้กับทางแยกต่างระดับเข้าอำเภอบ้านแพ้ว ใครที่วิ่งด้านบนมาจากกรุงเทพฯ จะเป็นทางบังคับลงพื้น ส่วนใครที่วิ่งพระราม 2 มาจากต่างจังหวัด สามารถขึ้นตรงนี้วิ่งเข้าเมืองได้

    วิ่งฟรี M6 บางปะอิน–ปากช่อง ถึงสิ้นปี 69

    ขณะอีกเส้นทางที่น่าจับตา กระทรวงคมนาคมเปิดทดลองวิ่งฟรีมอเตอร์เวย์ M6 ช่วงบางปะอิน-ปากช่อง ทุกสุดสัปดาห์ เริ่ม 21 ส.ค.นี้ จำกัดเฉพาะรถ 4 ล้อ วิ่งไม่เกิน 80 กม./ชม. หวังหนุนเศรษฐกิจและแบ่งเบารถติดมุ่งสู่อีสาน โดยมองว่า  มอเตอร์เวย์ M6 เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะเปิดประตูการเดินทางจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยตลอดเส้นทางบางปะอิน–นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร จะเป็นทางเลือกใหม่ควบคู่กับถนนพหลโยธินและถนนมิตรภาพ ช่วยลดระยะเวลาการเดินทาง แบ่งเบาปริมาณการจราจร และลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และระบบโลจิสติกส์ของประเทศ

    ถนนเส้นนี้มีประโยชน์เรื่องการเดินทางที่เร็วขึ้น และจะทำให้กรุงเทพฯ กับภาคอีสานใกล้กันมากขึ้น เชื่อมผู้คน เชื่อมการค้า และเชื่อมแหล่งท่องเที่ยวตลอดแนวเส้นทาง โดยเฉพาะช่วงปากช่อง–ลำตะคองที่มีภูมิประเทศและทัศนียภาพสวยงาม การเดินทางในวันหยุดจะสะดวกขึ้น ประชาชนสามารถออกจากกรุงเทพฯ ไปท่องเที่ยว รับประทานอาหาร หรือเดินทางต่อไปยังนครราชสีมาและจังหวัดต่าง ๆ ในภาคอีสานได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ตลอดแนวเส้นทาง

    ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมพร้อมเปิดทดลองให้บริการ M6 เพิ่มเติมช่วง บางปะอิน–ปากช่อง ระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 12.00 น. และเปิดทุกวันศุกร์ เวลา 12.00 น. ต่อเนื่องถึงวันอาทิตย์ เวลา 24.00 น. ซึ่งจะเชื่อมต่อกับช่วงปากช่อง–ทางเลี่ยงเมืองนครราชสีมาที่เปิดทดลองให้บริการอยู่แล้ว ทำให้ประชาชนสามารถใช้ M6 ได้ต่อเนื่องมากขึ้นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/667155&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MwebWiWNOte8OSPuL_qae

  • “สรรเพชญ” ดันพัฒนาที่ดินท่านุ่น 765 ไร่ บูสท์ท่องเที่ยวพังงา

    “สรรเพชญ” ดันพัฒนาที่ดินท่านุ่น 765 ไร่ บูสท์ท่องเที่ยวพังงา

    “สรรเพชญ” เดินหน้าพัฒนาพื้นที่ “ท่านุ่น” 765 ไร่ ยกระดับทรัพย์สินรัฐสู่การลงทุนด้านท่องเที่ยว สร้างโอกาสเศรษฐกิจให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

    22 สิงหาคม 2569 เวลา 08.30 น. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่แปลงท่านุ่น ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ร่วมกับ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด เพื่อเดินหน้าผลักดันการพัฒนาพื้นที่บริเวณท่านุ่น จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นพื้นที่มีศักยภาพกว่า 765 ไร่ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของรัฐ และต่อยอดศักยภาพพื้นที่ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาและพื้นที่อันดามัน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและชุมชน เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเมืองอย่างสมดุลและยั่งยืน

    “พื้นที่ท่านุ่น” ถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาในอนาคต เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต (ประมาณ 20 กิโลเมตร) และห่างจากพื้นที่โครงการสนามบินอันดามัน ซึ่งมีแผนพัฒนาในอนาคต ประมาณ 4 กิโลเมตร

    นอกจากนี้ ยังมีแนวเส้นทางโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง MR9 ตัดผ่านพื้นที่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางและเชื่อมโยงพื้นที่โดยรอบ ตลอดจนเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนและการท่องเที่ยวในพื้นที่อีกด้วย

    สำหรับแนวทางการพัฒนาพื้นที่ นายสรรเพชญ ได้มอบหมายให้บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) ศึกษาแนวทางการจัดประโยชน์พื้นที่ โดยแบ่งแนวทางการพัฒนาออกเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาและแนวทางที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ศึกษาไว้เดิม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาในรูปแบบโรงแรมและศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Center) ตลอดจนกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและบริการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ทรัพย์สินของรัฐและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ควบคู่กับการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนโดยรอบ เพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน ภายในพื้นที่ 765 ไร่ มีพื้นที่บางส่วนบริเวณสะพานสารสิน ที่มีชุมชนใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งจะไม่นำแนวทางการพัฒนาเชิงพาณิชย์ มาใช้โดยไม่คำนึงถึงบริบทของพื้นที่ แต่จะพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการและการพัฒนาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต สภาพพื้นที่ และความต้องการของชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับการพัฒนาได้อย่างเหมาะสม

    ทั้งนี้ การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งจะให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยจะต้องศึกษาผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการกำหนดรูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ และยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นสำคัญ

    นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่ท่านุ่นไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของรัฐ แต่ต้องการให้ประชาชนและชุมชนได้รับประโยชน์ควบคู่กัน โดยพื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว โรงแรม และ Wellness Center ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และรายได้ให้แก่คนในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมให้ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมและเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนา ทั้งนี้ หัวใจสำคัญคือการทำให้ “พื้นที่ คน และเมือง” เติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุล โดยคำนึงถึงบริบทของชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสมและยั่งยืนต่อทุกภาคส่วน

    สำหรับขั้นตอนต่อไป SRTA จะนำแนวทางและแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งด้านความเหมาะสม รูปแบบการลงทุน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลกระทบและความต้องการของชุมชน เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ที่เหมาะสม ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378982117&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BdJs1_vq3vuLlM6TYWz8S

  • น้ำมัน WTI 21/08/69 ปิดบวก 23 เซนต์ หลังทรัมป์ขู่คว่ำบาตรประเทศค้าขายกับอิหร่าน

    น้ำมัน WTI 21/08/69 ปิดบวก 23 เซนต์ หลังทรัมป์ขู่คว่ำบาตรประเทศค้าขายกับอิหร่าน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/169302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SUg4PckQ8zpZr7b2KVNqS