Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อนุทิน” นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรั่มลงทุนไทย-จีน  เจรจา 6 บริษัทเพิ่มการลงทุนในไทย

    “อนุทิน” นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรั่มลงทุนไทย-จีน เจรจา 6 บริษัทเพิ่มการลงทุนในไทย

    เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 โดยในวันนี้ (18 กรกฎาคม) นายกรัฐมนตรีได้นำคณะเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้มุ่งสู่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

    โดยภารกิจในช่วงเช้า เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว

    โดยจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติชวงหลิว นครเฉิงตู ในเวลา 11.30 น. (เวลาท้องถิ่น ที่เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง )เมื่อเดินทางถึงนครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีได้เริ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจทันที ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center โดยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย 110 รายและรับฟังข้อเสนอแนะในการบุกตลาดจีน

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” โดยได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) แสดงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนจากมณฑลเสฉวน

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายไทยและจีน ทำพิธีเปิด ฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (สำนักงาน BOI เฉิงตู) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนล้ำสมัยเข้าสู่ประเทศไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กิจกรรมสำคัญของวันคือการเข้าพบหารือรูปแบบตัวต่อตัว (One-on-One) ระหว่างนายกรัฐมนตรีและผู้นำบริษัทชั้นนำของจีนรวม 6 ราย เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม
    สำหรับการหารือในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยานยนต์ (สนับสนุนโดย BOI) ประกอบด้วยการพบปะกับ Xiaomi Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนระดับโลก, ChangAn Automobile ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีฐานการผลิตในไทย, InnoLight Technology ผู้นำด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ และ Eoptolink Technology ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบส่งสัญญาณแสงและความเร็วสูง

    ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (สนับสนุนโดย ททท.) นายกรัฐมนตรีได้หารือกับ China Sichuan Airlines เกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินตรงเชื่อมเมืองรองและเมืองหลักของไทย รวมถึงพบกับ Meituan แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์และอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพสูงให้เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น

    ส่วนในช่วงค่ำ เวลา 18.30 น. ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City International Convention Center นายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อราชการและกระชับความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค

    จากนั้น เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ประจำมณฑลเสฉวน ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1243650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oh2m61pPfo-NDalFnHZOe

  • ยกระดับ “บ้านปรางค์กู่” ต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    ยกระดับ “บ้านปรางค์กู่” ต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    ร้อยเอ็ดยกระดับ “บ้านปรางค์กู่” ต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วัดศรีรัตนาราม (วัดบ้านปรางค์กู่) บ้านปรางค์กู่ ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด มีชาวบ้าน เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และหน่วยงานภาครัฐที่พร้อมใจกันต้อนรับผู้มาเยือน ซึ่งไม่ได้สะท้อนเพียงบรรยากาศของการจัดงานเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพแทนของ “ชุมชนที่ลุกขึ้นมาบริหารทุนทางวัฒนธรรมของตนเอง” เพื่อเปลี่ยนมรดกทางประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

    นายพิชัยยา ตุระซอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้คัดเลือก บ้านปรางค์กู่ เป็นต้นแบบของการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีชีวิต เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ภายในงานมี นายสมศักดิ์ สาโดด วัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด, นางราณี วงศ์ลุน พัฒนาการจังหวัดร้อยเอ็ด,นางจิราภรณ์ บุญโพธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดร้อยเอ็ด, ผศ.(พิเศษ)ดร.สาธิต กฤตลักษณ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด, นางรุ่งทิวา ธรณี นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด, ผู้แทนนายอำเภอธวัชบุรี หัวหน้าส่วนราชการ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    หลายพื้นที่ในประเทศไทยมีโบราณสถานที่ทรงคุณค่า แต่สิ่งที่ทำให้บ้านปรางค์กู่แตกต่าง คือการที่ชุมชนสามารถเชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน โดยหัวใจของชุมชนคือ ปรางค์กู่ โบราณสถานสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของอารยธรรมขอมในดินแดนอีสาน แต่การท่องเที่ยวไม่ได้หยุดอยู่เพียงการชมโบราณสถาน หากยังต่อยอดไปสู่การสัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่ชาวบ้านยังคงรักษาไว้

    นายสมศักดิ์ สาโดด วัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อยกระดับชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีคุณค่า

    บ้านปรางค์กู่ได้รับการคัดเลือก เพราะมีความพร้อมทั้งด้านการบริหารจัดการ การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ตลอดจนมีอัตลักษณ์ด้านประเพณี วัฒนธรรม อาหาร แหล่งท่องเที่ยว และที่พัก ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

    แนวคิดสำคัญของโครงการคือ การเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรม ให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจ โดยไม่ทำลายรากเหง้าของชุมชน โดยสิ่งที่น่าสนใจคือ บ้านปรางค์กู่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของคนทุกช่วงวัย เด็กและเยาวชนทำหน้าที่เป็นนักเล่าเรื่องชุมชน ถ่ายทอดประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ กลุ่มผู้สูงอายุร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรม ถ่ายทอดภูมิปัญญา และเป็นครูสอนงานหัตถกรรม กลุ่มแม่บ้านและวิสาหกิจชุมชนพัฒนาอาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์แปรรูป และของที่ระลึก ขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ร่วมพัฒนาโฮมสเตย์และเส้นทางท่องเที่ยว ทำให้รายได้หมุนเวียนสู่คนในชุมชนอย่างทั่วถึง

    อีกหนึ่งสีสันสำคัญของงาน คือการนำเสนออาหารพื้นถิ่นที่สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชุมชน ไม่ว่าจะเป็น ต้มไก่บ้าน ตำ 18 นางฟ้า ข้าวต้มพันปี และน้ำสมุนไพร อาหารเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเมนูพื้นบ้าน แต่เป็นเรื่องราวของวิถีชีวิต ความเชื่อ และภูมิปัญญาที่สามารถพัฒนาเป็น Soft Power ด้านอาหาร สร้างประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยว และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

    นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตนวดแผนไทย การทำลูกประคบ งานจักสาน งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม พร้อมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยว เพื่อสร้างการรับรู้และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

    ทางด้าน นายพิชัยยา ตุระซอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า จังหวัดร้อยเอ็ดให้ความสำคัญกับการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นทุนทางเศรษฐกิจ โดยบ้านปรางค์กู่เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง มีอัตลักษณ์โดดเด่น และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมครบวงจร ซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

    ความสำเร็จของบ้านปรางค์กู่ เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้ง นายอำเภอธวัชบุรี สภาวัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด สภาวัฒนธรรมอำเภอธวัชบุรี เทศบาลตำบลมะอึ พัฒนาการอำเภอธวัชบุรี โรงเรียนบ้านยางกู่ โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลมะอึ ผู้นำชุมชนบ้านปรางค์กู่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกันผลักดันการท่องเที่ยวโดยชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

    อย่างไรก็ตาม บ้านปรางค์กู่อาจเป็นเพียงชุมชนหนึ่งในอำเภอธวัชบุรี แต่ในอนาคต หากการพัฒนาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ชุมชนแห่งนี้อาจกลายเป็นต้นแบบของการใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง และเป็นหมุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในภาคอีสาน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2946982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Jii94hFpQ1WvqNvCLf7pM

  • คลังรับระบบคัดกรอง “บัตรคนจน 69” ไม่อัปเดต พาส่องตัวอย่างที่ยื่นอุทธรณ์ได้

    คลังรับระบบคัดกรอง “บัตรคนจน 69” ไม่อัปเดต พาส่องตัวอย่างที่ยื่นอุทธรณ์ได้

    คลังรับระบบคัดกรอง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” ไม่อัปเดต พาส่องตัวอย่างที่ยื่นอุทธรณ์ได้

    หลังจากที่ประกาศผลการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ไปแล้ว กระทรวงการคลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน โดยเฉพาะกรณีไม่ผ่านการคัดกรองจากข้อมูลในระบบ ซึ่งหลายกรณีไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

    ล่าสุด นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ระบบคัดกรองใช้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานภาครัฐรวมกันกว่า 9 ล้านชุดข้อมูล ยังพบข้อมูลบางส่วนที่ไม่เป็นปัจจุบัน มีความคลาดเคลื่อนจากฐานข้อมูลต้นทาง ยืนยันเปิดโอกาสให้คนไม่ผ่านการคัดกรองยื่นอุทธรณ์ได้ ถ้าข้อมูลในระบบไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

    เคสแบบไหนยื่นอุทธรณ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ได้?

    • ขายรถไปแล้ว แต่ยังเป็นชื่อเจ้าของเดิม ยังอยู่ในฐานข้อมูล
    • รถเก่าอายุกว่า 20 ปีชำรุด หรือ ไม่ได้ใช้งาน และไม่ได้ต่อทะเบียนรถแล้ว
    • เป็นนักเรียน-นักศึกษา ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา
    • ข้อมูลทรัพย์สิน หรือข้อมูลทะเบียนอื่นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

    เอกสารที่ใช้ยื่นอุทธรณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    • เอกสารการซื้อขาย, เอกสารโอนลอย หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่งให้หน่วยงานพิจารณาทบทวนสิทธิ์

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีข้อมูลไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่จริง โดยจะครอบคลุมทั้งกรณีรถเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน, รถที่ขายไปแล้วแต่ยังไม่เปลี่ยนชื่อ และการถือครองที่ดิน หรือสินทรัพย์ เพื่อใช้ในการอ้างอิงการพิจารณาด้วย

    อ่านเพิ่มเติม

    ที่มา :  กระทรวงการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/954295/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yjH9vMFqrdklyxw0YfnTR

  • เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ! นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือรอบใหม่ สร้างโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย

    เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ! นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือรอบใหม่ สร้างโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย

    เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ! นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือรอบใหม่ สร้างโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย

    วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

    17 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้) ณ Xijiao State Guest Hotel นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน การหารือเป็นไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวถวายพระพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฏาคม 2569 นี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณรัฐบาลจีนในการถวายการต้อนรับ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน อย่างเป็นทางการ (State Visit) อย่างสมพระเกียรติด้วย ซึ่งประธานาธิบดีจีนย้ำความสัมพันธ์ไทย – จีน คือครอบครัวเดียวกัน (Thailand – China as One Family) และจีนพร้อมสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลไทยเพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยผ่านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความมั่นคงของภูมิภาค

    การหารือของผู้นำทั้งสองยังมุ่งเป้าสู่อนาคตที่มั่นคงและเป็นประโยชน์ยั่งยืนของสองประเทศ รวมถึงระดับภูมิภาคร่วมกัน โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสานต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีน พร้อมผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนในระยะยาว

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับจีนในฐานะมิตรเก่าที่ไว้วางใจได้ และพร้อมสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า ไทยและจีนจึงควรร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และธรรมาภิบาลด้าน AI เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการรับมือความท้าทายใหม่ ทั้งอาชญากรรมออนไลน์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ไทยและจีนร่วมกันเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาบุคลากรไทย และเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างงานคุณภาพและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

    ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางของประชาชน พร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ

    ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพของภูมิภาค

    สำหรับประเด็นระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยยังขอบคุณจีนที่สนับสนุนกระบวนการสันติภาพในเมียนมา รวมทั้งให้กลับเข้ามามีบทบาทในอาเซียน รวมทั้งการใช้เวทีภูมิภาคระหว่างจีน – อาเซียน เอเปค แม่โขง ล้านช้าง ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นกลไกสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยมุ่งเปลี่ยนมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีนให้เป็นความร่วมมือที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาเทคโนโลยี AI การสร้างงานคุณภาพ และการเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/977997&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw265InpwKwl4MVawihWk0YL

  • ‘รองนายกฯ สีหศักดิ์’ ย้ำ เวียดนามโตแรง แต่ไทยไม่ควรกังวล เพราะยิ่งเพื่อนบ้านโต ยิ่งเป็นผลดีกับเรา

    ‘รองนายกฯ สีหศักดิ์’ ย้ำ เวียดนามโตแรง แต่ไทยไม่ควรกังวล เพราะยิ่งเพื่อนบ้านโต ยิ่งเป็นผลดีกับเรา

    เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วของ ‘เวียดนาม’ อาจไม่ใช่ข่าวร้ายของ ‘ไทย’ แต่กลับเป็นโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะเติบโตไปด้วยกัน

    นี่คือมุมมองของ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผ่านเวที ‘Nikkei Asia Forum APAC 2026’ โดยมองว่า การเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามไม่ใช่การแข่งขันแบบที่ฝ่ายหนึ่งต้องแพ้เพื่อให้อีกฝ่ายชนะ แต่เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตร่วมกันของทั้งสองประเทศ

    ‘สีหศักดิ์’ ระบุว่า ยิ่งเวียดนามเติบโตมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อไทย เพราะทั้งสองประเทศสามารถลงทุนระหว่างกัน และสร้างความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์

    “ยิ่งเขาเติบโต ก็ยิ่งดีสำหรับเรา เราอยากเข้าไปลงทุนในเวียดนาม และก็อยากให้เวียดนามเข้ามาลงทุนในไทย นี่คือความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์”

    คำพูดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เวียดนามกำลังเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน โดย GDP ของเวียดนามในไตรมาสที่ 2/2569 ขยายตัว 8.39% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงขึ้นจากไตรมาสแรกที่เติบโต 7.94% ปัจจัยหลักมาจากภาคการผลิต ค้าปลีก และพลังงานที่ยังขยายตัวแข็งแกร่ง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยและเวียดนามมักถูกนำมาเปรียบเทียบกัน เพราะต่างก็มีฐานเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ ‘สีหศักดิ์’ มองว่า การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เกมที่ฝ่ายหนึ่งชนะแล้วอีกฝ่ายต้องแพ้

    เขายังยกตัวอย่าง ‘อินเดีย’ ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน พร้อมระบุว่า การขยายตัวของอินเดียช่วยให้เศรษฐกิจของทั้งภูมิภาคคึกคักมากขึ้น ไม่ใช่แค่ประเทศเดียวได้ประโยชน์

    “เราสามารถทำให้เค้กก้อนใหญ่ขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกัน”

    ‘สีหศักดิ์’ ย้ำว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจของไทยกับภูมิภาค และผลักดันการเติบโตร่วมกัน

    ก่อนหน้านั้น ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงาน โดยระบุว่า ไทยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ให้เข้าใกล้ 30% พร้อมผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ติด 20 อันดับแรกของโลก

    นอกจากนี้ ไทยยังต้องการดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

    การจัดงาน Nikkei Asia Forum APAC 2026 เกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเจอกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน มาตรการภาษีของประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ความขัดแย้งของสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงคำถามสำคัญว่า ประเทศต่างๆ จะใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้ช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ภายในงานยังมีผู้บริหารและผู้นำจากหลายองค์กรระดับโลกเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ไม่ว่าจะเป็น Sony Group, Toyota Motor, Didi Global, SCG, และ Singapore Exchange เพื่อหารือประเด็นด้านพลังงาน การเดินทางและการขนส่ง และอนาคตของ AI

    ที่มา: Nikkei Asia

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/vietnam-s-rapid-growth-can-benefit-thailand-deputy-pm-sihasak-says/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n-J8p8eFkDK5VmGnosncA

  • ผลกระทบใน 6 มิติจากความขัดแย้งตะวันออกกลางสู่แคริบเบียนตลอดปีนี้

    ผลกระทบใน 6 มิติจากความขัดแย้งตะวันออกกลางสู่แคริบเบียนตลอดปีนี้

                              เนื้อหาสาระข่าว/บทวิเคราะห์: เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจสำหรับลาตินอเมริกาและแคริบเบียนแห่งสหประชาชาติ (Economic Commission for Latin America and the Caribbean: ECLAC) ได้เผยแพร่รายงานพิเศษ (ต้นฉบับภาษาสเปน) ซึ่งมีสาระสำคัญในการวิเคราะห์ผลกระทบในหลากหลายมิติ ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงภูมิภาคตะวันกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่มีท่าทีที่จะสงบลงจากสถานการณ์ล่าสุดในปัจจุบัน 

                               รายงานฉบับดังกล่าวของ ECLAC ออกมาท่ามกลางความคืบหน้าและสถานะที่ยังไม่มีความแน่นอนในการเจรจาทางการทูตระหว่างประเทศคู่กรณี ให้หลังการโจมตีทางการทหารของสองฝ่ายปะทุขึ้นอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม และการแสดงความกังขาของประธานาธิบดีทรัมป์ระหว่างการประชุมสุดยอด NATO ที่ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 8 กรกฏาคม ต่อการสิ้นสุดลงของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน เพื่อยุติการโจมตีทางทหาร ยกเลิกการปิดล้อมทางเรือที่ท่าเรือของอิหร่าน และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาสำหรับการขนส่งเชิงพาณิชย์อีกครั้ง รวมถึงกำหนดกรอบเวลา 60 วันสำหรับการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ระหว่างสองฝ่าย ซึ่งพึ่งจะลงนามกันไปเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

                               โดย ECLAC เตือนว่า แม้ความคืบหน้าการเจรจาทางการทูตของสองผ่ายจะยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสภาวะตลาดจะกลับสู่สภาวะปกติในทันที และจะไม่ทำให้ทิศทางหรือรูปแบบของผลกระทบในมิติต่าง ๆ ที่จะกล่าวถึงในรายงานฉบับนี้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด เนื่องจากการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิต (Product Activity) ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย และการกลับสู่สภาวะปกติของการขนส่งค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจำเป็นต้องใช้เวลา โดยข้อมูล่าสุดช่วงปลายเดือนมิถุนายน ปริมาณการสัญจรผ่านช่องแคบยังคงต่ำกว่าระดับปกติ เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ยังคงมีอยู่ ควบคู่กับปัญหาการหยุดชะงักด้านโลจิสติกส์และค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเลที่สูงสำหรับเรือขนส่งสินค้า

                                เช่นเดียวกันกับเรื่องของราคาพลังงาน ซึ่งไม่ว่าราคาพลังงานจะปรับตัวไปอย่างไรในปีนี้ แต่ราคาเฉลี่ยของพลังงานในปี 2026 จะสูงกว่าปี 2025 โดยเมื่อพิจารณาจากราคาที่เกิดขึ้นจริงจนถึงเดือนมิถุนายน และสมมติฐานราคาอ้างอิงน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent benchmark) ที่ระดับ 75-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรลจนถึงสิ้นปีนี้ คาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยรายปีในปีนี้จะสูงกว่าราคาเฉลี่ยในปี 2025 อยู่ระหว่าง 20–25% นอกจากนี้ แม้ว่าผลกระทบส่วนหนึ่งจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานจะเกิดขึ้นแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่ผลกระทบในส่วนอื่นๆ ซึ่งมักจะมีลักษณะของความล่าช้า (lag effect) จะยังคงทยอยปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2026

                                ในรายงานฉบับนี้ ECLAC ได้ระบุผลกระทบหลักใน 6 มิติที่มีต่อภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน โดยแบ่งเป็น 2 มิติแรกที่ส่งผลในเชิงบวกต่อประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ (Net exporter) แต่อาจส่งผลลบต่อประเทศที่ไม่ได้เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ และอีก 4 มิติที่ส่งผลในเชิงลบลบต่อทุกประเทศในภูมิภาคภาพรวม

                                มิติแรกที่เด่นชัดที่สุดคือ มิติด้านการค้า ซึ่งสิ่งที่นอกเหนือจากผลกระทบทางอ้อมที่เกิดจากการหยุดชะงักลงของระบบห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนทางโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่สูงขึ้นแล้ว ความขัดแย้งดังกล่าวยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อดุลการค้าของภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน สะท้อนผ่านความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าอื่นๆ ที่มีการส่งออก-นำเข้า 

                                โดยการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานนี้เองที่เป็นทั้งตัวช่วยให้ดุลการค้าของประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ อาทิ ตรินิแดดและโตเบโก (Trinidad and Tobago) ปรับตัวดีขึ้น และเป็นตัวที่ฉุดให้ดุลการค้าของประเทศผู้นำเข้าสุทธิ (Net Importer) แย่ลง ซึ่งกลับเป็นประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค ในกรณีสมมติที่ราคาเฉลี่ยของน้ำมันของปีนี้สูงกว่าปีก่อนหน้าอยู่ 25% (ซึ่งเป็นสมมติฐานของรายงานฉบับนี้) ผลกระทบต่อดุลการค้าจะเป็นบวกเล็กน้อยสำหรับภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียนในภาพรวม (ประมาณ +0.05% ของ GDP ในปี 2026) แต่จะเป็นลบสำหรับกลุ่มประเทศในแคริบเบียนที่ไม่ได้ส่งออกสินค้าพลังงาน รวมถึง เฮติ (Haiti) และสาธารณรัฐโดมินิกัน(Dominican Republic) (-0.5 และ –0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ)

                                 มิติที่สองคือ มิติด้านการคลัง จากการที่รัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคเลือกที่จะบรรเทาผลกระทบของราคาพลังงานโดยการลดภาษีพลังงาน หรือมาตรการอื่น ๆ ที่ค้ำยันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน สำหรับประเทศที่เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ อานิสงค์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออกสินค้าพลังงานที่มากขึ้น จะเป็นตัวช่วยบรรเทาภาระทางการคลังดังกล่าวได้บางส่วน แต่สำหรับประเทศผู้นำเข้าสุทธินั้นจะมีสถานะทางการคลังที่ตรงกันข้าม ส่งผลให้สภาวะทางการคลังทรุดตัวลงยิ่งขึ้น

                                มิติด้านราคาเชื้อเพลิง ข้อมูลจาก ECLAC ระบุว่า ราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นบั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือนทั่วทั้งภูมิภาค ทั้งในทางตรงและทางอ้อม (จากต้นทุนการขนส่งและการกระจายสินค้าที่สูงขึ้น) ทั้งยังซ้ำเติมด้วยราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นตามมา ก็ยิ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารในภูมิภาคเป็นผลกระทบลูกโซ่ตามกันมา ซึ่งนอกเหนือจากราคาสินค้าอุปโภค บริโภคภายในประเทศแล้ว ยังมีมิติปัจจัยที่เชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง กล่าวคือ ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ยิ่งแนวโน้มดังกล่าวถดถอยลงมากเท่าใด อุปสงค์หรือความต้องการสินค้าจากประเทศในภูมิภาคก็จะยิ่งลดต่ำลงเท่านั้นเป็นเงาตามตัว

                                มิติด้านการเงิน ด้วยสภาวะเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจระดับสูง ทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมจากต่างประเทศของภูมิภาคย่อมสูงขึ้นตามกัน ประกอบกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการเงินตราต่างประเทศที่ปลอดภัยและมีเสถยีรภาพสูงมีมากขึ้น ปัจจัยลักษณะนี้ช่วยหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น และกดค่าเงินของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคลงในทางกลับกัน

                                 และมิติสุดท้าย ได้แก่ มิตินโยบายการเงิน โดยผลสืบเนื่องจากสภาวะเงินเฟ้อ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าหลายประเทศในภูมิภาคที่กำลังปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรับมือกับเงินเฟ้ออยู่นั้น จะยังคงดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอยู่ แต่จะลดในอัตราที่ช้าลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมได้

                                 โดยสรุป รายงานพิเศษฉบับนี้จาก ECLAC ชี้ให้เห็นว่า แม้ภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียนจะดูเหมือนว่าอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากมีสัดส่วนการค้าโดยตรงกับกลุ่มประเทศในพื้นที่ขัดแย้งค่อนข้างต่ำ และมีบางประเทศในภูมิภาคที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าพลังงานเป็นหลัก แต่จะต้องไม่ลืมความแตกต่างที่สำคัญภายในภูมิภาค จากการที่ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าสุทธิต่างได้รับผลกระทบเชิงลบในหลากหลายมิติ ดังที่รายงานฉบับนี้ได้อภิปรายในข้างต้น 

                                ข้อคิดเห็นจากสคต.: ภูมิภาคแคริบเบียนก็เป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่ย่อมได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลางเฉกเช่นเดียวกับอีกหลายพื้นที่ในโลกซึ่งได้รับผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่หนักก็เบา แตกต่างกันตามปัจจัยและเงื่อนไขของแต่ละประเทศ แต่สำหรับหลายประเทศในภูมิภาคแคริบเบียนเอง อาจจะมีผลกระทบที่ซ้อนทับและซ้ำเติมกับสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่ไม่สู้ดีอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ประเทศคิวบา ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯอย่างเข้มข้นอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกีดกันการนำเข้าสินค้าพลังงาน และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่หนักข้อขึ้น ประเทศเฮติ ซึ่งยังคงอยู่ในสภาวะทางการเมืองและเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพต่ำอยู่แล้ว ประเทศจาเมกา ซึ่งเมื่อปีกลายประสบกับพายุเฮอร์ริเคนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ทำให้จนถึงขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาวะฟื้นตัวแล้วบางส่วนแต่ยังคงไม่สมบูรณ์ ประเทศเหล่านี้คือตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พวกเขาบางส่วนก็เผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่แล้วไม่มากก็น้อย 

                                   จากบทวิเคราะห์จากรายงานพิเศษของ ECLAC แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยปีนี้ที่เหลือทั้งปี สภาพเศรษฐกิจในภาพรวมของทั้งภูมิภาคจะตกอยู่ในสภาวะถดถอย ด้วยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเป็นข้อสำคัญที่สุด เนื่องจากแทบจะทั้งหมดของแคริบเบียนพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากแหล่งนำเข้าต่าง ๆ ทั้งสิ้น ประกอบกับกำลังซื้อของชาวแคริบเบียนที่คาดว่าจะลงน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสินค้าไทย หรือสนใจที่จะขยายการส่งออกมายังตลาดแคริบเบียนความพิจารณาข้อมูลสภาวะทางเศรษฐกิจของภูมิภาคตามความเป็นจริง ซึ่งแต่ละประเทศมีเงื่อนไข ปัจจัย และศักยภาพในการรับมือกับผลกระทบที่ไม่เหมือนกัน เพื่อประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดในการวางแผนการขยายการส่งออก

    แหล่งสืบค้น/อ้างอิงข้อมูล:  
    1) “Conflict in Iran Will Have Effects on Latin America and the Caribbean Throughout 2026, Even if Recent 
        Diplomatic Advances Hold” โดย/จาก Economic Commission for Latin America and the Caribbean (ECLAC)

    สคต. ไมอามี /วันที่ 16 กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/icnqbp2raqihpith2tmfrbcu&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3251FgNUiZA3PgDOVHxXRb

  • คนผ่านเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คนใหม่ ได้เงินกี่บาท? เช็กสิทธิล่าสุด

    คนผ่านเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คนใหม่ ได้เงินกี่บาท? เช็กสิทธิล่าสุด

    ผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 มีคำถามสำคัญว่า “จะได้รับเงินกี่บาท” และได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง โดยผู้ผ่านเกณฑ์จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 ซึ่งประกอบด้วยวงเงินซื้อสินค้า ค่าเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปาตามหลักเกณฑ์ของรัฐบาล

    สรุปรายละเอียดสิทธิที่ได้รับ พร้อมวงเงินล่าสุดในปี 2569 แบบเข้าใจง่าย

    1. วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตรกรรมจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านค้าอื่นๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด คนละ 300 บาทต่อเดือน
    2. วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน
    3. ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน
      • รถ ขสมก.
      • รถไฟฟ้า BTS MRT และ ARL
      • รถ บขส.
      • รถไฟ
      • รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน รถส่วนราชการ กทม.
      • รถเอกชนร่วม บขส. รถเอกขน บขส.
      • รถสองแถวรับจ้าง
      • เรือโดยสารสาธารณะ
    4. ส่วนลดค่าน้ำประปา วงเงิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
      • กรณีใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้ได้รับสิทธิยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาทด้วยตนเอง
      • หากใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้ได้รับสิทธิ จะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด
    5. ส่วนลดค่าไฟฟ้าวงเงิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
      • กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือนติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน ให้ใช้สิทธิค่าไฟฟ้าฟรีตามมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน
      • กรณีใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วยต่อเดือน ให้ผู้ได้รับสิทธิได้รับวงเงินสำหรับชำระค่าไฟฟ้า วงเงิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีผู้ได้รับสิทธิใช้ค่าไฟฟ้าวงเงินที่กำหนด ผู้ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด

    cardtn

    อ่านเพิ่มเติม

    ที่มา :  กระทรวงการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/954191/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qPaVniJaPkJcI6TWv-flH

  • สภาเอสเอ็มอียื่น 4 ข้อเสนอ ปลดล็อก SME ไทยสู้ตลาดรัฐ-ออนไลน์

    สภาเอสเอ็มอียื่น 4 ข้อเสนอ ปลดล็อก SME ไทยสู้ตลาดรัฐ-ออนไลน์

    สภาเอสเอ็มอี ยื่น 4 ข้อเสนอถึงวุฒิสภา ปลดล็อก SME ไทยสู้ตลาดรัฐ-ออนไลน์ ชี้ปฏิรูปกติกาคือหัวใจฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

    สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) เดินหน้าผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย โดยเข้าหารือกับ คณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมเอสเอ็มอีและเขตเศรษฐกิจพิเศษสู่ตลาดภาครัฐและออนไลน์ ในคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา พร้อมเสนอ 4 แนวทางสำคัญ ตั้งแต่การดึงผู้ประกอบการนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี การกำกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ การเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ไปจนถึงการผลักดัน Local Content ในพื้นที่ EEC เพื่อสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

    การยื่นข้อเสนอครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งยังเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการจ้างงานและการกระจายรายได้ แต่กลับเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการแข่งขันจากแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น รวมถึงอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดภาครัฐ แม้ภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุนหลายโครงการ แต่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังมองว่าการเข้าถึงสิทธิประโยชน์และโอกาสทางธุรกิจยังไม่ทั่วถึง

    สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย พร้อมเลขาธิการสภาฯ – รมนต์อร บุญเรือง จึงเข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ซึ่งมี วิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ณ อาคารรัฐสภา เพื่อสะท้อนปัญหาจากมุมมองของผู้ประกอบการทั่วประเทศ และผลักดันให้ข้อเสนอถูกนำไปพัฒนาเป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง

    sme-4-proposals-government-online-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ดึง SME เข้าระบบภาษี ด้วยแรงจูงใจแทนความหวาดกลัว

    หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการปรับแนวคิดการนำผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี โดยสภาเอสเอ็มอีเห็นว่า การใช้มาตรการตรวจสอบหรือกังวลเรื่องการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกอยู่นอกระบบ

    ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME ประมาณ 3.2 ล้านราย แต่มีเพียงกว่า 1 ล้านราย ที่อยู่ในระบบภาษี ขณะที่อีกราว 2 ล้านราย ยังอยู่นอกระบบ

    สภาเอสเอ็มอีจึงเสนอให้ภาครัฐศึกษารูปแบบการจัดเก็บภาษีจากธุรกรรมออนไลน์ในอัตราคงที่ (Flat Rate) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบโดยสมัครใจ ลดความกังวลเรื่องภาระย้อนหลัง และเปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐได้มากขึ้น

    ชี้แพลตฟอร์มต่างชาติเติบโต แต่ข้อมูลเศรษฐกิจไทยไหลออกนอกประเทศ

    อีกประเด็นที่สภาเอสเอ็มอีให้ความสำคัญ คือการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นหลัก

    สภาฯ มองว่า ประเทศไทยยังไม่มีแพลตฟอร์มระดับชาติที่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลให้ทั้งรายได้ ค่าธรรมเนียม และข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคของคนไทยจำนวนมากไหลออกไปยังต่างประเทศ

    จึงเสนอให้ภาครัฐกำหนดมาตรการให้แพลตฟอร์มต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในไทย ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีอย่างถูกต้อง พร้อมผลักดันการพัฒนาแพลตฟอร์มสัญชาติไทย เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่เอื้อต่อผู้ประกอบการในประเทศในระยะยาว

    เปิดตลาดจัดซื้อภาครัฐ ลดขั้นตอน เพิ่มโอกาส SME

    แม้ภาครัฐจะเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงตลาดดังกล่าวได้ เนื่องจากขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและข้อกำหนดด้านมาตรฐานที่มีความซับซ้อน

    สภาเอสเอ็มอีจึงเสนอให้ปรับปรุงระบบ THAI SME-GP ให้ใช้งานได้จริง ลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียน และจัดตั้งกลไกสนับสนุน เช่น งบประมาณหรือระบบพี่เลี้ยง เพื่อช่วยผู้ประกอบการพัฒนามาตรฐานที่จำเป็น อาทิ อย. มอก. และ ISO ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

    ข้อเสนอดังกล่าวสะท้อนมุมมองว่า การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่สามารถเข้าถึงตลาดภาครัฐ จะช่วยกระจายเม็ดเงินงบประมาณสู่ธุรกิจท้องถิ่นได้มากขึ้น และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

    sme-4-proposals-government-online-SPACEBAR-Photo04.jpg

    เสนอ Local Content เชื่อมเม็ดเงินลงทุน EEC สู่ธุรกิจไทย

    อีกหนึ่งข้อเสนอที่ได้รับความสนใจ คือการผลักดัน Local Content ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

    สภาเอสเอ็มอีเสนอให้บริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ที่ได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC กำหนดสัดส่วนการจัดซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการ SME ไทยในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศหมุนเวียนสู่ผู้ประกอบการภายในประเทศมากขึ้น

    แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนรายใหญ่กับผู้ผลิตไทย ช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก

    สะท้อนโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

    การเสนอข้อเรียกร้องทั้ง 4 ด้านในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในยุคดิจิทัล ทั้งการเพิ่มแรงจูงใจให้ธุรกิจเข้าสู่ระบบ การสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ การเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงตลาดภาครัฐ และการเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทย

    สุปรีย์ กล่าวว่า สภาเอสเอ็มอีจะติดตามความคืบหน้าของข้อเสนอทั้งหมดอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เกิดนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SME ไทยในระยะยาว

    ทั้งนี้ สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ทำหน้าที่เป็นองค์กรตัวแทนผู้ประกอบการ SME ของประเทศ โดยมีบทบาทเชื่อมโยงข้อเสนอจากภาคธุรกิจเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

    sme-4-proposals-government-online-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sme-4-proposals-government-online&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AtxMU8pYxLuo1_dgsG1EM

  • นายกฯ หารือ ‘สี จิ้นผิง’ เปิดประตูความร่วมมือไทย-จีนรอบใหม่

    นายกฯ หารือ ‘สี จิ้นผิง’ เปิดประตูความร่วมมือไทย-จีนรอบใหม่

    นายกฯ หารือ “สี จิ้นผิง” เปิดประตูความร่วมมือไทย–จีนรอบใหม่ ดึง AI การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทย ยกระดับความมั่นคงผ่านกลไก 2+2

    17 กรกฎาคม 2569 – เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ Xijiao State Guest Hotel นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวถวายพระพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฏาคม 2569 นี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณรัฐบาลจีนในการถวายการต้อนรับ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน อย่างเป็นทางการ (State Visit) อย่างสมพระเกียรติด้วย ซึ่งประธานาธิบดีจีนย้ำความสัมพันธ์ไทย -จีน คือ ครอบครัวเดียวกัน (Thailand – China as One Family) และจีนพร้อมสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลไทยเพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยผ่านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความมั่นคงของภูมิภาค

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือของผู้นำทั้งสองยังมุ่งเป้าสู่อนาคตที่มั่นคงและเป็นประโยชน์ยั่งยืนของสองประเทศ รวมถึงระดับภูมิภาคร่วมกัน โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสานต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีน พร้อมผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนในระยะยาว โดยนายกรัฐมนตรีระบุประเทศไทยให้ความสำคัญกับจีนในฐานะมิตรเก่าที่ไว้วางใจได้ และพร้อมสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า ไทยและจีนจึงควรร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และธรรมาภิบาลด้าน AI เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการรับมือความท้าทายใหม่ ทั้งอาชญากรรมออนไลน์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ไทยและจีนร่วมกันเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาบุคลากรไทย และเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างงานคุณภาพและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางของประชาชน พร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ

    ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพของภูมิภาค

    สำหรับประเด็นระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ไทย–กัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยยังขอบคุณจีนที่สนับสนุนกระบวนการสันติภาพในเมียนมา รวมทั้งให้กลับเข้ามามีบทบาทในอาเซียน รวมทั้งการใช้เวทีภูมิภาคระหว่าง จีน-อาเซียน เอเปค แม่โขง ล้านช้าง ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นกลไกสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยมุ่งเปลี่ยนมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีนให้เป็นความร่วมมือที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาเทคโนโลยี AI การสร้างงานคุณภาพ และการเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1034194/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CeMQ6URQFW0dy4NEehtuq

  • ของขวัญปีใหม่จากพลังชุมชน: เมื่อ ‘ทุกคน’ ร่วมใจ ชอปช่วยไทยให้เศรษฐกิจโต

    ของขวัญปีใหม่จากพลังชุมชน: เมื่อ ‘ทุกคน’ ร่วมใจ ชอปช่วยไทยให้เศรษฐกิจโต

    ของขวัญปีใหม่จากพลังชุมชน: เมื่อ ‘ทุกคน’ ร่วมใจ ชอปช่วยไทยให้เศรษฐกิจโต


    17/07/2569 | 48 |

    เมื่อลมหนาวแรกของเดือนธันวาคมโชยมา บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และการเสาะหา “ของขวัญ” แทนใจก็เริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางภาพจำเดิม ๆ ของกระเช้าของขวัญสำเร็จรูปหรือสินค้านำเข้าแบรนด์ดัง ในปีนี้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองในสังคมไทย เมื่อผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจฐานราก” และเปลี่ยนนิยามของการซื้อของขวัญปีใหม่ให้กลายเป็นการสร้างความยั่งยืน

    ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เศรษฐกิจไทย = เศรษฐกิจของทุกคน” เทศกาลสิ้นปีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการจับจ่ายใช้สอย แต่คือโอกาสทองที่ “ทุกภาคส่วน” จะได้มาร่วมมือกันเปลี่ยนเม็ดเงินจากการซื้อของขวัญ ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนชุมชนให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง

    1. เปลี่ยน “ของขวัญ” เป็น “โอกาส” : พลังกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
    ในอดีต เม็ดเงินสะพัดในช่วงเทศกาลปลายปีมักจะกระจุกตัวอยู่กับทุนใหญ่หรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบัน เทรนด์ผู้บริโภคทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยขยับเข้าสู่ยุค Conscious Consumerism หรือการบริโภคอย่างมีจิตสำนึก การเลือกซื้อของขวัญที่เป็นสินค้าชุมชน สินค้า OTOP Premium หรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น จึงกลายเป็นการส่งต่อเม็ดเงินตรงสู่มือชาวบ้าน เกษตรกร และช่างฝีมือในท้องถิ่นโดยตรง

    ข้อมูลจาก กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ระบุว่า การผลักดันผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะการดึงเอาอัตลักษณ์พื้นถิ่นและ Soft Power มาประยุกต์ ไม่เพียงแต่ช่วยรักษามรดกทางวัฒนธรรมไว้ แต่ยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการยกยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เมื่อประชาชนร่วมใจกันอุดหนุนสินค้าเหล่านี้ในช่วงปีใหม่ มันจึงกลายเป็นการมอบ “ของขวัญสองต่อ” ต่อแรกคือความสุขของผู้รับ และต่อที่สองคือการสร้างรอยยิ้ม ความมั่นคง และโอกาสทางอาชีพให้แก่คนในชุมชน

    2. เมื่อ “คนรุ่นใหม่” และ “ชุมชน” ดีไซน์ความสุขร่วมกัน
    ความน่าสนใจของการชอปช่วยชุมชนในปัจจุบันคือ เราไม่ได้เห็นเพียงแค่สินค้าพื้นบ้านแบบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่เรากำลังเห็นการหลอมรวมระหว่าง “ภูมิปัญญาดั้งเดิม” ของผู้สูงอายุในชุมชน กับ “ความคิดสร้างสรรค์” ของคนรุ่นใหม่ (Young Entrepreneurs) ที่กลับไปพัฒนาบ้านเกิด

    คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโฉมสินค้าชุมชน ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Design) ที่ร่วมสมัย สวยงาม เหมาะแก่การมอบเป็นของขวัญ ไปจนถึงการเพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์และการทำ Storytelling เล่าเรื่องราวเสน่ห์ของท้องถิ่น สิ่งนี้ตอบโจทย์ทั้งการสร้างโอกาสสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ในภูมิภาค และทำให้สินค้าชุมชนสามารถแข่งขันในตลาดระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ

    3. “ทุกภาคส่วนร่วมใจ” : ฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโต
    คำว่า “ทุกคน” ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ผู้บริโภครายย่อยเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน คือการบูรณาการจากทุกภาคส่วน:

    ภาคประชาชน: ร่วมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาชอปสินค้าไทย เที่ยวเมืองไทย และอุดหนุนชุมชน

    ภาคเอกชนและองค์กรใหญ่: ปรับเปลี่ยนนโยบายจัดซื้อของขวัญปีใหม่ขององค์กร (Corporate Gifts) โดยสั่งผลิตตรงจากกลุ่มแม่บ้าน ชุมชน หรือวิสาหกิจชุมชน แทนการใช้สินค้านำเข้า

    ภาครัฐ: ขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนและอำนวยความสะดวก เช่น มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและการจับจ่ายช่วงปลายปี นโยบายส่งเสริม Gastronomy Soft Power (วัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น) รวมถึงการเปิดพื้นที่ แพลตฟอร์ม และงานแฟร์ต่าง ๆ ให้ชุมชนได้มีโอกาสขยายตลาด

    การขับเคลื่อนที่สอดประสานกันเช่นนี้ สอดคล้องกับแนวทางของ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการใช้วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ผ้าไทย งานคราฟต์ หรือการท่องเที่ยวชุมชน มาเป็นแรงผลักดันหลักในการสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศ

    บทสรุป: เศรษฐกิจไทย = เศรษฐกิจของทุกคน
    เดือนธันวาคมนี้ จึงเป็นมากกว่าเดือนแห่งการเคาท์ดาวน์นับถอยหลัง แต่เป็นเดือนแห่งการ “เริ่มต้นใหม่” ของเศรษฐกิจไทยด้วยพลังสามัคคี

    การเลือกซื้อของขวัญปีใหม่จากพลังชุมชนในเทศกาลนี้ คือรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดของประโยคที่ว่า “เศรษฐกิจไทย = เศรษฐกิจของทุกคน” เพราะเมื่อเราเลือกอุดหนุนสินค้าท้องถิ่น เงินทุกบาทไม่ได้หายไปไหน แต่จะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจฐานราก ช่วยสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ ช่วยให้คุณตาคุณยายในชุมชนมีรายได้ และช่วยให้สังคมเติบโตไปพร้อม ๆ กันโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง มาร่วมกันเปลี่ยนเทศกาลแห่งความสุขนี้ ให้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและเข้มแข็งร่วมกัน

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/519724&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EgHJJ5ZEjtCMUeQDtcdZe