———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/KqWMG6w9wngb&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xa6jum3LD-tfQ3SOm_5Re
Author: ข่าวกรุงเทพฯ
-

รีวิวที่เที่ยวต่างประเทศ ชิงเต่า-เยี่ยนไถ-เว่ยไห่ ฟีลยุโรป
-

ระยองเตรียมจัดใหญ่ “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล ต่อยหอย@บ้านเพ” กระตุ้นท่องเที่ยว
เนื้อหาน่าอ่าน
แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/143931&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ttNBGYNsKWPlTrtbKJSa3 -

เงินเดือนข้าราชการ ออกแล้ววันนี้ (27 เม.ย.) แล้วของเดือน พ.ค. 69 ออกวันไหน
เงินเดือนข้าราชการ ออกแล้ววันนี้ (27 เม.ย.) ตามกำหนด แล้วเงินเดือนข้าราชการเดือนพฤษภาคม 2569 ออกเมื่อไร

วันที่ 27 เมษายน 2569 วันนี้เป็นวันที่เงินเดือนข้าราชการ ประจำเดือนเมษายน 2569 เข้าบัญชีกลุ่มข้าราชการและพนักงานราชการตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ส่วนเงินเดือนข้าราชการ ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ก็ระบุวันออกมาเป็นที่เรียบร้อย ดังนี้
สำหรับคนแบ่งจ่าย 2 งวด
– 15 พฤษภาคม 2569
– 26 พฤษภาคม 2569
สำหรับคนจ่ายงวดเดียว
– 26 พฤษภาคม 2569
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view300597.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IOnETKchO6CWSNYLJ8MB2 -

รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดฯ 6 ด. จับ 332 คดี ยึดกว่า 1.3 ล้านชิ้น มูลค่าเสียหายทะลุ 2.3 พันล.
เนื้อหาน่าอ่าน
แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/143918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32KRA56JiLTU4gsZmeV2XS -

สิงห์บุรีเตรียมจัดงาน “ตำนานเตาเผาแม่น้ำน้อย ดินเผาเล่าเรื่องเมืองสิงห์” ดันท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์
เนื้อหาน่าอ่าน
แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/143968&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37-aYqBOERIhRFmMEGAgPu -

สส.ส้มค้านยับ แผนรัฐบาลเก็บค่าเดินทางออกนอกประเทศ ชี้ควรหารายได้เพิ่มจากค่าเหยียบแผ่นดิน | เดลินิวส์
นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “ไม่เห็นด้วย กับการเก็บเงินคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อมาส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศ” โดย สส.ก๊อป อ้างคำสัมภาษณ์นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ที่จะเก็บเงินค่า Exit fee จากคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อนำเงินมาสนับสนุนการเที่ยวในประเทศ ว่า
ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ
ประการแรก หากรัฐบาลต้องการจะหารายได้เพิ่มโดยการเก็บค่าธรรมเนียมจากการท่องเที่ยว รัฐบาลสามารถทำได้โดยไม่ต้องเก็บเงินจากคนไทย ผ่านการทำนโยบายที่รัฐบาลพูดเองและทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมความพร้อมมานานแล้วให้เกิดขึ้นจริง นั่นก็คือ นโยบายการเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน จากชาวต่างชาติ เพื่อนำเข้าสู่กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย
จากข้อมูลที่ทางกระทรวงท่องเที่ยวฯ ศึกษาไว้ได้ประมาณการไว้ว่า หากมีการเก็บค่าเหยียบแผ่นดินจากผู้เดินทางชาวต่างชาติแค่เพียงอย่างเดียว ก็จะสามารถเก็บเงินได้สูงถึง 7,500-9,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในปีนั้นๆ
รายได้ประมาณการข้างต้นมีมูลค่าใกล้เคียงกับงบประมาณด้านการท่องเที่ยวที่รัฐจัดสรรในแต่ละปีไปกับแผนบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่แล้ว เรียกได้ว่า หากมีการเก็บค่าเหยียบแผ่นดินเพิ่ม รัฐก็จะมีเงินเพื่อทำการท่องเที่ยวเพิ่มกว่าอีก 1 เท่าตัว ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนเงินที่มากและควรจะมาพร้อมกับนโยบายการใช้เงินที่ชัดเจนเสียก่อน
ประการที่สอง หากรัฐบาลต้องการจะส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจริงๆ มีเรื่องอื่นที่รัฐบาลควรทำมากกว่าการเก็บเงินคนไทยที่เดินทางออก เช่น การปรับการใช้งบประมาณด้านการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ที่กว่า 70% หมดไปกับการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ จัด Events เป็นส่วนใหญ่ แต่ต้องลดงบงานแบบผักชีโรยหน้าลง และนำไปเติมให้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัดหัวเมืองรองอื่นๆ ให้มากขึ้น
รวมถึงแทนที่จะหาเงินมาอุดหนุนให้คนไทยเที่ยว รัฐบาลควรลดต้นทุนที่ทำให้การเที่ยวในประเทศมีค่าใช้จ่ายมากกว่าด้วย เช่น การกำกับราคาตั๋วเครื่องบินภายในประเทศให้ไม่แพงจนเกินไป การเพิ่มทางเลือกในการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะประเภทต่างๆ ทั้งภายในจังหวัดและระหว่างเมือง เป็นต้น
และควรจะต้องแก้ปัญหาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงท่องเที่ยวฯ แต่ส่งผลต่อการท่องเที่ยว เช่น ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ ปัญหาภาพลักษณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ปัญหาความมั่นคงแนวจังหวัดชายแดน เป็นต้น
ประการที่สาม หากรัฐบาลจะเก็บเงินคนไทยทุกคนที่ออกนอกประเทศจริงๆ มาตรการนี้เป็นเหมือนมาตรการเชิงลงโทษมากกว่าเชิงเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ในความเป็นจริงไม่ใช่คนไทยทุกคนที่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปท่องเที่ยวเท่านั้น ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่เป็นนักเรียน/นักศึกษาที่ต้องเดินทางไปศึกษาต่อ ยังมีพี่น้องแรงงานที่จำเป็นต้องไปทำงานต่างประเทศเพื่อหาเงินส่งกลับบ้าน ยังมีคนวัยทำงานที่ต้องเดินทางติดต่อธุรกิจหาโอกาสใหม่ให้กับชีวิต ยังมีคนไทยที่มีครอบครัวและใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ
การคิดนโยบายมาแบบนี้เพียงเพื่อหาเงินมาอุดหนุนให้คนไทยเที่ยวในไทย เป็นการคิดที่แคบมาก คิดเพียงเพื่อเก็บเงินจากคนไทยมาเลี้ยงคนไทยด้วยกันเอง ทั้งๆ ที่มีทางเลือกอื่นที่เก็บได้โดยไม่กระทบคนไทยด้วยกันเองด้วยซ้ำ
ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับนโยบายการเก็บ ค่าออกนอกประเทศ จากคนไทยครับ
ป.ล. รัฐบาลนี้คิดมาแต่ละเรื่อง ไม่แผ่วเลยจริงๆ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5817408/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KaMn1yPuhprBBzK0iKSOx -

อโกด้า เผย คนไทย สนใจจุดหมายปลายทางใกล้ ๆ มากขึ้น ช่วงวันหยุดเดือนพ.ค.
อโกด้า เผย นักเดินทางชาวไทยหันมาสนใจจุดหมายปลายทางใกล้ ๆ มากขึ้น ในช่วงวันหยุดเดือนพฤษภาคม เห็นได้จากเทรนด์การค้นหาที่พัก โดยเน้นจุดหมายปลายทางระยะใกล้และสะดวก
อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า นักเดินทางชาวไทยหันมาให้ความนิยมกับทริประยะใกล้ที่วางแผนได้ง่ายมากขึ้น สะท้อนถึงความต้องการเดินทางที่ใช้เวลาน้อยลงและมองหาความสะดวกในการเดินทาง
การค้นหาที่พักสำหรับจุดหมายปลายทางระยะใกล้เพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุดยาววันแรงงานและวันฉัตรมงคล ระหว่างวันที่ 30 เมษายน ถึง 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยความสนใจที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นทั้งกับการท่องเที่ยวภายในประเทศและต่างประเทศ โดยระยองเป็นจุดหมายปลายทางในประเทศที่ได้รับการค้นหาเพิ่มขึ้นมากที่สุด และโฮจิมินห์เป็นจุดหมายยอดนิยมที่ได้รับการค้นหาเพิ่มขึ้นมากที่สุดสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ
จุดหมายปลายทางที่สามารถขับรถได้จากกรุงเทพฯ ในระยะใกล้ ๆ ได้รับความสนใจจากนักเดินทางชาวไทยเป็นอย่างมาก โดยระยองมีการค้นหาเพิ่มขึ้นมากที่สุด (44%) รองลงมาคือพัทยา (40%) ชลบุรี (29%) เกาะเสม็ด (22%) และหัวหิน/ชะอำ (19%) ซึ่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของการท่องเที่ยวระยะใกล้ ๆ และว่างแผนง่าย ๆ
พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของนักเดินทาง อาจได้รับอิทธิพลจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของการท่องเที่ยวแบบประหยัดและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการเดินทางระยะสั้นสามารถช่วยลดทั้งเวลาในการวางแผนและค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของระยองยังได้รับแรงสนับสนุนจากความพยายามในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยสวนผลไม้ตามฤดูกาลและกิจกรรมในฟาร์มช่วยเพิ่มมิติใหม่ให้กับแหล่งท่องเที่ยว และกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศมากยิ่งขึ้น
ในส่วนของจุดหมายปลายทางที่ไกลจากกรุงเทพฯ พบว่ากระบี่มีการค้นหาเพิ่มมากขึ้น 13% และเชียงใหม่ 28% สะท้อนให้เห็นว่าแม้การท่องเที่ยวระยะใกล้จะเป็นเทรนด์หลักในช่วงวันหยุดนี้ แต่นักเดินทางชาวไทยยังคงให้ความสนใจในการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางระยะไกล เพื่อหาประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น

เทรนด์การเดินทางระยะใกล้ก็ยังสามารถเห็นได้จากการเดินทางไปต่างประเทศอีกด้วย โดยเมืองที่ใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินไม่นานจากกรุงเทพฯ ได้รับความสนใจจากนักเดินทางชาวไทยอย่างมาก ซึ่งโฮจิมินห์มีอัตราการค้นหาเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 134% รองลงมาคือดานัง 58% และฮ่องกง 2%
โซลเป็นเพียงจุดหมายปลายทางเดียวในอันดับต้น ๆ ที่ไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางระยะสั้น โดยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 49% ความนิยมของเมืองนี้น่าจะเป็นผลมาจากนักเดินทางอยากไปสัมผัสกับฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากฤดูนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดช่วงหนึ่งในการเดินทางไปเยือนโซล
น.ส. อรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า เผยว่า “นักเดินทางชาวไทยยังคงมีความต้องการการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี แม้จะเป็นช่วงหลังวันหยุดยาวสำคัญอย่างเทศกาลสงกรานต์ก็ตาม ในขณะเดียวกัน ยังเห็นเทรนด์ที่ชัดเจนของการตัดสินใจเดินทางที่คำนึงถึงงบประมาณมากขึ้น โดยนักเดินทางให้ความสำคัญกับทริปที่เรียบง่ายและสะดวกสบายมากกว่า ส่งผลให้จุดหมายปลายทางระยะใกล้และวางแผนได้ง่ายได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทั้งภายในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง ที่อโกด้าเรายินดีที่ได้เสนอทางเลือกที่หลากหลายครอบคลุมทุกจุดหมายปลายทางและทุกงบประมาณ เพื่อช่วยให้นักเดินทางสามารถเลือกสิ่งที่เหมาะกับความต้องการของตนเองได้”

นักเดินทางที่กำลังวางแผนทริปช่วงกลางปีสามารถเข้าเยี่ยมชมที่พักมากกว่า 6 ล้านแห่ง เส้นทางบินกว่า 130,000 เส้นทาง และกิจกรรมและประสบการณ์มากกว่า 300,000 รายการบนอโกด้า โดยมีตัวเลือกหลากหลายครอบคลุมทั้งจุดหมายปลายทางชายทะเลใกล้กรุงเทพฯ และจุดหมายปลายทางระยะสั้น ที่สะดวกและรวดเร็ว เหมาะกับช่วงวันหยุด ช่วยให้ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด พร้อมการจองที่ราบรื่นและโปรโมชันที่น่าสนใจ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/pr-news/42284&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WeTk8jr50G28YUkUjnu8b -

“ศุภมาส” จี้ สคบ. เร่งติดตามคดี “ทัวร์ล่ม” ซ้ำซาก ยอดเสียหายพุ่งกว่า 100 ลบ. : อินโฟเควสท์

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยถึง สถานการณ์ปัญหาการให้บริการธุรกิจนำเที่ยวที่ไม่เป็นไปตามสัญญา หรือ กรณี “ทัวร์ล่ม” ซึ่งยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้งด้านทรัพย์สินและแผนการเดินทาง โดยได้สั่งการให้ สคบ. คุมเข้มการดำเนินงานในทุกมิติ ทั้งการป้องกันความเสียหาย การให้ความช่วยเหลือผู้บริโภค และการติดตามความคืบหน้าคดีอย่างใกล้ชิด
นางสาวศุภมาส ระบุว่า ได้กำชับให้ สคบ. เร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการท่องเที่ยว ในการตรวจสอบใบอนุญาตและพฤติการณ์ของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ควบคู่กับการเร่งให้ความช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายให้ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและทันท่วงที พร้อมติดตามความคืบหน้าทางคดีอย่างใกล้ชิด
พร้อมกับย้ำให้ สคบ. ยกระดับการแจ้งเตือนภัยผู้บริโภคอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว โดยเผยแพร่ข้อมูล ข้อควรระวังในการเลือกซื้อแพ็กเกจทัวร์ โดยเฉพาะการตรวจสอบใบอนุญาตจากกรมการท่องเที่ยว และการหลีกเลี่ยงข้อเสนอราคาต่ำผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการหลอกลวง
ทั้งนี้ นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากข้อมูลในช่วงปี 67 – 68 คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้มีมติให้ดำเนินคดีแพ่งแทนผู้บริโภคในกรณีซื้อบริการทัวร์ท่องเที่ยวหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 100,000,000 บาท
สำหรับปัญหาที่พบส่วนใหญ่ยังเกี่ยวข้องกับการโฆษณาขายแพ็กเกจทัวร์ในราคาต่ำผิดปกติ การไม่ดำเนินการตามโปรแกรมที่ตกลงไว้ การยกเลิกการเดินทางโดยไม่แจ้งล่วงหน้า รวมถึงการไม่คืนเงินให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งล้วนส่งผลกระทบในวงกว้าง และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจเลือกใช้บริการธุรกิจนำเที่ยว ตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนทำสัญญา และไม่หลงเชื่อโฆษณาที่เสนอราคาต่ำเกินจริง หากพบพฤติการณ์ต้องสงสัยหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 เม.ย. 69)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/588227&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18Q8a7IpbBfgj4mqAVhc8y -

รมว.ท่องเที่ยวฯ จ่อเก็บ “ค่าเดินทางออกนอกประเทศ” คนไทย 1,000 บาท สมทบทุนเที่ยวคนละครึ่ง
รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เสนอแนวคิดฟื้น พ.ร.ก.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 เตรียมจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ (Exit Fee) อัตรา 1,000 บาทต่อครั้ง คาดโกยรายได้ 10,000 ล้านบาทต่อปี เล็งนำเม็ดเงินสมทบทุนโปรเจกต์ “เที่ยวคนละครึ่ง” 10 ล้านสิทธิ์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ มั่นใจไม่กระทบการตัดสินใจเที่ยวนอกของคนไทย
เล็งฟื้น “ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ” เก็บคนไทย 1,000 บาท
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกระทรวงการคลัง ได้หารือร่วมกันถึงความเป็นไปได้ในการนำ พระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 กลับมาพิจารณาบังคับใช้อีกครั้ง โดยจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออก (Exit Fee) สำหรับคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ ในอัตรา 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง
จากการคาดการณ์ฐานข้อมูลคนไทยเดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ยปีละ 10 ล้านคน มาตรการนี้จะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่รัฐสูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวจะถูกนำมาใช้เป็นงบประมาณอุดหนุนโครงการท่องเที่ยวภายในประเทศ ในรูปแบบการร่วมจ่าย หรือ Co-pay (เที่ยวคนละครึ่ง) จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ต่อปี เพื่อสกัดเม็ดเงินไหลออกและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
แอตต้าหนุนเก็บค่าเหยียบแผ่นดินต่างชาติ 300 บาท
นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือกับคณะกรรมการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย (ค่าเหยียบแผ่นดิน) คนละ 300 บาท ซึ่งทางแอตต้าไม่ได้คัดค้าน เนื่องจากรายได้ส่วนนี้จะถูกนำเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและจัดทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม แอตต้าได้แสดงความกังวลต่อแนวคิดการเก็บภาษีขาออก 1,000 บาท ว่าจะมีการเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในขาออกด้วยหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ชาวต่างชาติต้องเสียค่าธรรมเนียมทั้งขาเข้าและขาออก ประเด็นนี้ รมว.ท่องเที่ยวฯ ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า “มาตรการภาษีขาออก 1,000 บาท จะเรียกเก็บเฉพาะคนไทยเท่านั้น” พร้อมอธิบายวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการนำเงินไปอุดหนุนโครงการท่องเที่ยวในประเทศ ทำให้แอตต้าคลายความกังวลลง
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจไม่กระทบการตัดสินใจเดินทางของคนไทย
สำหรับความคืบหน้าของโครงการ นายสุรศักดิ์ ระบุว่า ต้องหารือกับกระทรวงการคลังในรายละเอียดเพิ่มเติม เนื่องจากมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว หากนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก็สามารถมีผลบังคับใช้ได้ทันที โดยในอดีตมาตรการนี้เคยถูกนำมาใช้แล้วในอัตรา 500 บาท ก่อนจะถูกยกเลิกไป
“ถ้าคนไทยตั้งใจจะไปเที่ยวต่างประเทศจริงๆ การถูกเก็บเพิ่ม 1,000 บาท คงไม่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทาง แต่ถ้าค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น 20% ตรงนี้คนไทยน่าจะคิดหนักมากกว่า อีกทั้งการเก็บเงินส่วนนี้ มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนคือการนำเงินมาส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศด้วย” นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2929185&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw260-KQCDWZqF1lcZwZbAXn -

C
New Entry at No.52, marking the only Koh Samui venue recognised in this year’s ranking

CLUB SEEN Koh Samui has entered the DJ Mag Top 100 Clubs 2026 ranking, widely regarded as one of the industry’s most influential global club polls, as announced on 15 April. The venue debuts as a new entry at No.52, marking the only Koh Samui venue recognised this year.
Set on Chaweng Beach, the open-air venue has quickly become a defining part of Koh Samui’s evolving music scene, known for bringing international talent to the island. Through global DJ line-ups, brand partnerships and a steady calendar of events, CLUB SEEN has evolved beyond its origins as a beachfront party spot into a venue with growing international recognition.
More than a beach club, CLUB SEEN reflects a shift in Koh Samui, where laid-back island energy meets a more considered approach to music programming. The experience moves from day to night with intent, beginning at SEEN Eatery, where long, social lunches and early evening sessions set the tone, before transitioning into late-night sets across the main stage and the more intimate UNSEEN Club Room.
UNSEEN offers a more immersive after-dark environment, designed for closer interaction with the music, where deeper sets and international artists take the programme into the early hours. Together, the spaces create a rhythm that feels aligned with the island while introducing a more defined nightlife offering.
The debut in the DJ Mag ranking also points to a broader change for Koh Samui. Long associated with relaxed island stays, the destination is beginning to build a more defined nightlife identity, with CLUB SEEN playing a central role in that progression.
The upcoming season will build on this momentum with an expanded international line-up, new creative partnerships and a continued focus on music-led experiences shaped by the destination.
Discover more at www.seenbeachclubsamui.com or follow @clubseenkohsamui on social media.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/en/ieo8ajuwllyh6immmvyqvtwchgs2wgov&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CgP9bDTovQw5qqS03LMKB












