Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แอตต้า วอนรัฐบาลชะลอเก็บภาษีคนไทยเดินทางต่างประเทศ 1,000 บาท หวั่นสายการบินลดเที่ยวบิน

    แอตต้า วอนรัฐบาลชะลอเก็บภาษีคนไทยเดินทางต่างประเทศ 1,000 บาท หวั่นสายการบินลดเที่ยวบิน

    แอตต้า วอนรัฐบาลชะลอเก็บภาษีคนไทยเดินทางต่างประเทศ 1,000 บาท หวั่นสายการบินลดเที่ยวบิน

    วันนี้ (วันที่ 27 เมษายน 2569) นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ( ATTA ) หรือ แอตต้า นำทีมเข้าพบนาย สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา โดยได้หารือการสนับสนุนภารกิจมาตรการรองรับผลกระทบวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1. งบประมาณสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ Character Flights 3,000 เที่ยวบิน 1,000 ล้านบาท
    2.  สนับสนุน ไทยเที่ยวไทย แบบ Co-Pay จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ ไม่เกินรายละ 3,000 บาท วงเงิน 3,000ล้านบาท
    3. พิจารณาชะลอการจัดเก็บภาษีการเดินทางต่างประเทศ คนละ 1,000 บาทตาม พรบ.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ปี 2526 กลับมาบังคับใช้อีกครั้ง  เพราะจะมีผลกระทบต่อฐานการเดินทางของคนไทย และ มีผลกระทบต่อการลดเที่ยวบินระหว่างประเทศในอนาคต

    แอตต้า วอนรัฐบาลชะลอเก็บภาษีคนไทยเดินทางต่างประเทศ 1,000 บาท หวั่นสายการบินลดเที่ยวบิน

    ทั้ง 3 มาตรการนั้น ทางสมาคม มองว่า ตลาดอินบาวด์ได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงสูงขึ้น และ ตลาดระยะไกลต้องหดตัว จำเป็นต้องใช้ตลาดระยะใกล้มาทดแทน เช่น จีน อินเดีย และ อาเซียน ซึ่งการสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ต่อจากปีที่แล้ว

    จะทำให้ ลดการหดตัวของตลาดทดแทนได้เป็นอย่างดี และ การทำ Co-Pay เป็นสนับสนุนคนไทยเดินทางในประเทศถือเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญของภาคการท่องเที่ยว และ การชะลอคนไทยไปต่างประเทศ จะช่วยสนับสนุนปัญหาการยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้มีผลกระทบน้อยลง อีกทั้งยังเป็น พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่มองการเดินทางในต่างประเทศเป็นการพัฒนาบุคลากรที่สำคัญในปัจจุบัน

    นอกจากนี้นายกแอตต้า ยังได้เชิญรัฐมนตรีฯสุรศักดิ์ ร่วมเดินทางไปโรดโชว์จีน 28/5-4/6 ที่ซินเกียง อูรุมุฉี – ตุนหวง – หลานโจว ที่ทางสมาคมฯได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเดินหน้ามาตรการ Two Way Tourism ตลาดเป้าหมายที่สำคัญและมีศักยภาพทั้ง จีน อินเดีย อาเซียน เกาหลีใต้ ที่จะมาทดแทนตลาดระยะไกลในปีนี้  ซึ่งเป็นการทำงานของ แอตต้าและสมาชิกร่วมกับ ททท. คิงเพาเวอร์  ภาควิชาการ ที่เข้ามามีส่วนสนับสนุนในภารกิจครั้งนี้ ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

    โดยรัฐมนตรีฯ ได้กล่าวถึง นโยบายรัฐบาล ที่จะขับเคลื่อนตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และ การแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาไปสู่ กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม รวมถึงการออกนโยบายปรับลดวีซ่าฟรี 60 วันให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา เผยถึง นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือไทยเที่ยวไทย โดยมีแนวคิดว่าจะเก็บค่าธรรมเนียมขาออก สำหรับคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ หรืออาจเรียกว่า Exit Fee เพื่อนำรายได้ส่วนนี้มาส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

    ยกตัวอย่างเช่น เก็บ 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง แต่ละปีมีคนไทยเดินทางไปต่างประเทศประมาณ 10 ล้านคน-ครั้ง จะมีเงินมาส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวน 10,000 ล้านบาท สามารถนำไปอุดหนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศจำนวน 1,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ต่อปี หรือจะดำเนินงานในรูปแบบอื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสม เป็นต้น

    “โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบนี้เราจะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องรองบประมาณภาครัฐ รวมทั้งยังสามารถวางแผนการดำเนินงานในระยะยาวได้ด้วย เพราะมีงบฯ ดำเนินงานที่ชัดเจน” นายสุรศักดิ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/657661&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yHZRa_r56mliwmJcZqt8x

  • รัฐบาลจ่อเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 1,000 บาท หนุน’เที่ยวคนละครึ่ง’

    รัฐบาลจ่อเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 1,000 บาท หนุน’เที่ยวคนละครึ่ง’

    รัฐบาลจ่อเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 1,000 บาท หนุน'เที่ยวคนละครึ่ง'

    วันนี้(วันที่ 27 เมษายน 2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังถึงความเป็นไปได้ในการนำพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร .. 2526 กลับมาบังคับใช้อีกครั้ง เพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออก (Exit Fee) จากคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศในอัตรา 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง

    โดยคาดการณ์ว่าจากฐานข้อมูลคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ยปีละ 10 ล้านคน จะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่รัฐได้ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี

    ทั้งนี้เม็ดเงินส่วนนี้จะถูกนำไปใช้เป็นงบประมาณอุดหนุนโครงการ “เที่ยวคนละครึ่ง” จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและสกัดเม็ดเงินไหลออกนอกประเทศ

    รัฐบาลจ่อเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 1,000 บาท หนุน'เที่ยวคนละครึ่ง'

    โดยภาษีขาออกนี้จะเรียกเก็บเฉพาะคนไทยเท่านั้น ไม่รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อลดความกังวลเรื่องการจัดเก็บซ้ำซ้อนทั้งขาเข้าและขาออก และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของคนไทย

    ในส่วนของขั้นตอนการดำเนินงาน ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดเพิ่มเติมกับกระทรวงการคลัง เนื่องจากมาตรการดังกล่าวมีกฎหมายรองรับอยู่เดิมแล้ว หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบก็สามารถประกาศบังคับใช้ได้ทันที

    ทั้งนี้ในอดีตประเทศไทยเคยมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวในอัตรา 500 บาท ก่อนจะยกเลิกไป โดยรัฐมนตรีฯ ระบุว่าหากเปรียบเทียบกับการปรับขึ้นของค่าตั๋วเครื่องบิน ภาษีจำนวน 1,000 บาทถือว่ามีผลต่อการตัดสินใจน้อยกว่า และเป็นการระดมทุนที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการกลับมาส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศต่อไป

    “โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบนี้เราจะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องรองบประมาณภาครัฐ รวมทั้งยังสามารถวางแผนการดำเนินงานในระยะยาวได้ด้วย เพราะมีงบฯ ดำเนินงานที่ชัดเจน” นายสุรศักดิ์กล่าว

    ขณะที่การจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าประเทศ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ ค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท ก็เพื่อนำเงินเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยวและจัดทำประกันภัย

    นายธนพล ชีวรัตนพร และ คณะกรรมการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ( ATTA ) หรือ แอตต้า นำทีมเข้าพบนาย สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่เสนอ คือ ขอให้พิจารณาชะลอการจัดเก็บภาษีการเดินทางต่างประเทศ คนละ 1,000 บาทตาม พรบ.ปี พ.ศ.2526

    เพราะจะมีผลกระทบต่อฐานการเดินทางของคนไทย และ มีผลกระทบต่อการลดเที่ยวบินระหว่างประเทศในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/657678&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ojswjvBBrRUUPInFCIu5y

  • ท่องเที่ยวฯ ปิ๊งไอเดียฟื้น ‘Exit Fee’ เก็บค่าธรรมเนียม ‘คนไทยเที่ยวนอก’ 1,000 บาท/คน/ครั้ง

    ท่องเที่ยวฯ ปิ๊งไอเดียฟื้น ‘Exit Fee’ เก็บค่าธรรมเนียม ‘คนไทยเที่ยวนอก’ 1,000 บาท/คน/ครั้ง

    ‘สุรศักดิ์’ รมว.ท่องเที่ยวฯ ปิ๊งไอเดียฟื้น ‘Exit Fee’ เก็บค่าธรรมเนียม ‘คนไทยเที่ยวนอก’ บินไปต่างประเทศจ่าย 1,000 บาท/คน/ครั้ง มั่นใจคนไทยยอมจ่าย หวังสร้างรายได้เข้ารัฐ 10,000 ล้านบาทต่อปี อุดหนุนโครงการกระตุ้น ‘ไทยเที่ยวไทย’ แบบ Co-pay จำนวน 10 ล้านสิทธิ กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า หลังจากได้หารือกับคณะกรรมการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เกี่ยวกับการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ในอัตรา 300 บาท/คน/ครั้ง สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ ทางแอตต้าไม่ได้คัดค้าน เพราะเงินที่ได้มาจะนำเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว สำหรับใช้ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และดูแลจัดทำประกันให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    สำหรับประเด็นที่รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้หารือกันเกี่ยวกับการนำพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 กลับมาพิจารณาใช้อีกครั้ง เพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออกสำหรับคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศในอัตรา 1,000 บาท/คน/ครั้ง โดยคาดการณ์จากฐานจำนวนคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 10 ล้านคนต่อปี จะสร้างรายได้เข้ารัฐสูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี ทางแอตต้าได้แสดงความกังวล และตั้งคำถามว่าจะจัดเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางออกจากไทยด้วยหรือไม่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เท่ากับนักท่องเที่ยวต่างชาติจะถูกเก็บทั้งขาเข้า และขาออก

    “ตนจึงบอกไปว่าจะจัดเก็บเงินจากเฉพาะคนไทย และเงินที่เก็บมาจะนำมาใช้เป็นงบประมาณอุดหนุนโครงการท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปแบบคนละครึ่งหรือ Co-payment จำนวน 10 ล้านสิทธิต่อปี ทำให้แอตต้าคลายกังวลลง”

    ส่วนโครงการนี้จะเริ่มเมื่อใด นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า คงต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เรื่องนี้มีกฎหมายอยู่แล้วเพียงนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีผลบังคับใช้ได้โดยไว

    “ผมจำได้ว่าตอนนั้น ผมเองก็ถูกเก็บตอนเดินทางออกนอกประเทศ 500 บาท ในตอนนั้นไม่ได้เก็บเต็ม 1,000 บาทตามที่กฎหมายกำหนด แต่ได้หยุดเก็บไป ส่วนถามว่าถ้านำมาตรการนี้มาใช้อีกครั้งจะส่งผลให้คนไทยไม่เดินทางออกนอกประเทศแล้วมีผลกระทบต่อการลดเที่ยวบินระหว่างประเทศในอนาคต ที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องให้คนต่างประเทศมาไทยน้อยลงไปด้วย ผมมองว่าถ้าคนไทยตั้งใจจะไปเที่ยวต่างประเทศจริงๆ การถูกเก็บเพิ่ม 1,000 บาทคงไม่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทาง แต่ถ้าค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น 20% ตรงนี้ผมว่าคนไทยคิดหนักมากกว่า อีกทั้งการเก็บเงินนี้มีจุดประสงค์ชัดเจนว่าเอาเงินมาส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศด้วย”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1231434&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QuV_QzOxSpXxbcYl67BfZ

  • แอตต้า ชง รมว.ท่องเที่ยว อัดงบ 4 พันล้าน ผุดคนละครึ่ง-หนุนเที่ยวบิน สู้วิกฤตสงครามอ่าว

    แอตต้า ชง รมว.ท่องเที่ยว อัดงบ 4 พันล้าน ผุดคนละครึ่ง-หนุนเที่ยวบิน สู้วิกฤตสงครามอ่าว

    สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) เข้าหารือ รมว.ท่องเที่ยวฯ เสนอ 3 มาตรการด่วนรับมือวิกฤตสงครามอ่าวพ่นพิษ ชงรัฐอัดงบ 4,000 ล้านบาท ลุยโครงการ “คนละครึ่ง” ท่องเที่ยว และหนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ พร้อมเบรกเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาท หวั่นกระทบฐานการบิน ด้าน รมว.ท่องเที่ยวฯ เร่งเครื่องดันวีซ่าฟรี 60 วัน หวังดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้าไทยต่อเนื่อง

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้เข้าหารือกับ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อนำเสนอมาตรการรองรับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตสงครามอ่าว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ทางสมาคมฯ จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งปรับกลยุทธ์ หันมามุ่งเน้นทำตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ที่ยังมีศักยภาพสูง เช่น จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาทดแทนและพยุงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาพรวม

    แอตต้า ชง 3 มาตรการด่วน อัดฉีด 4,000 ล้าน อุ้มท่องเที่ยวไทย

    ในการหารือครั้งนี้ ATTA ได้นำเสนอ 3 ประเด็นหลักต่อรัฐบาล เพื่อพิจารณาเป็นมาตรการเร่งด่วน ประกอบด้วย

    1. หนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flights) ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเที่ยวบินเช่าเหมาลำจำนวน 3,000 เที่ยวบิน หวังลดผลกระทบจากการหดตัวของตลาดระยะไกล

    2. ผุดโครงการไทยเที่ยวไทย เสนอโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศรูปแบบ Co-Pay (“คนละครึ่ง”) จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ โดยรัฐสนับสนุนไม่เกินรายละ 3,000 บาท ภายใต้วงเงิน 3,000 ล้านบาท เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจฐานราก

    3. ชะลอเก็บภาษีเดินทางต่างประเทศ ขอให้รัฐบาลพิจารณาชะลอการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร คนละ 1,000 บาท (ตาม พ.ร.ก. ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526) เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบต่อฐานการบินของไทย และอาจส่งผลให้สายการบินยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศในอนาคต รวมถึงมองว่าการเดินทางไปต่างประเทศของคนรุ่นใหม่คือการพัฒนาบุคลากรที่ไม่ควรมีกำแพงภาษีมาขัดขวาง

    ลุยโรดโชว์จีน ดันนโยบาย Two Way Tourism

    นอกจากมาตรการในประเทศ นายกสมาคม ATTA ยังได้เชิญ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมกิจกรรมโรดโชว์ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2569 ในเส้นทาง ซินเจียง อูรุมชี ตุนหวง และหลานโจว

    กิจกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Two Way Tourism เน้นเจาะตลาดเป้าหมายหลัก ได้แก่ จีน อินเดีย อาเซียน และเกาหลีใต้ โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง แอตต้า, ททท., คิง เพาเวอร์, สกสว. และ บพข. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทย

    รมว.ท่องเที่ยวฯ ย้ำเป้าดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ-เร่งจัดการวีซ่าฟรี

    ทางด้าน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า นโยบายหลักของรัฐบาลในขณะนี้ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพเป็นอันดับแรก

    พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดเผยความคืบหน้าเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระทรวงไปสู่ “กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” รวมถึงการเร่งบริหารจัดการนโยบาย “วีซ่าฟรี 60 วัน” ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยตามเป้าหมายที่วางไว้

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2929154&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H-qxbQnLA3J30qU69zqGl

  • จับแล้ว 2 วัยรุ่นจีน บุกชิงทองโคราช จนมุม กทม. อ้างสาเหตุ เที่ยวจนเงินหมด

    จับแล้ว 2 วัยรุ่นจีน บุกชิงทองโคราช จนมุม กทม. อ้างสาเหตุ เที่ยวจนเงินหมด

    จับแล้ว 2 วัยรุ่นจีน บุกชิงทองโคราช จนมุม กทม. อ้างสาเหตุ เที่ยวจนเงินหมด

    จับแล้ว 2 วัยรุ่นจีน บุกชิงทองโคราช จนมุม กทม. อ้างสาเหตุ เที่ยวจนเงินหมด

    จากกรณี 2 คนร้าย บุกเข้าไปในร้านทองแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ก่อนใช้อาวุธปืนข่มขู่พนักงานในร้าน พร้อมทั้งใช้ของแข็งทุบตู้กระจกภายร้านทองแตกเสียหาย และกวาดเอาแหวนทองคำไปประมาณ 30 วง มูลค่ากว่า 300,000 บาท ก่อนขับรถยนต์เก๋ง สีขาว หลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อเวลา 10.21 น. ที่ผ่านมา
     

    ล่าสุดเย็นวันนี้ (27 เม.ย. 2569) ตำรวจจับกุม 2 คนร้ายที่ก่อเหตุได้แล้ว โดยคนร้ายเป็นชาวสัญชาติจีน ชื่อนายโจว ฉินเทา อายุ 27 ปี ชาวมณฑลกวางตุ้ง และนายซ่ง ห่าวหลง อายุ 19 ปี ชาวมณฑลเสฉวน ถูกจับกุมตัวได้ที่ร้านเช่ารถยนต์แห่งหนึ่ง ในเขตประเวศ กรุงเทพฯ
     

    หลังชุดสืบสวนได้ทำการแกะรอย จนทราบว่าก่อนก่อเหตุ คนร้ายทั้งสองคนได้ไปเช่ารถยนต์ เพื่อนำไปก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จึงประสานไปยังตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจพื้นที่เฝ้าดู กระทั่งจับกุมตัวได้ดังกล่าว พร้อมของกลางแหวนทองคำที่คนร้ายชิงทรัพย์มา แต่ยังไม่พบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ โดยคนร้ายอ้างว่าทิ้งไประหว่างทางหลบหนี
     

    เบื้องต้นทราบว่า คนร้ายได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย และมีแฟนเป็นหญิงชาวไทย จากนั้นได้ท่องเที่ยวจนเงินหมดจึงวางแผนก่อเหตุชิงทองดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา กำลังเดินทางไปรับตัวกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    จับแล้ว 2 วัยรุ่นจีน บุกชิงทองโคราช จนมุม กทม. อ้างสาเหตุ เที่ยวจนเงินหมด จับแล้ว 2 วัยรุ่นจีน บุกชิงทองโคราช จนมุม กทม. อ้างสาเหตุ เที่ยวจนเงินหมด  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/crime/616436&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21CrHWF6JXxvW9VZcsxA2X

  • ก.ท่องเที่ยวชงเก็บ Exit Fee ส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศ

    ก.ท่องเที่ยวชงเก็บ Exit Fee ส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศ

    วันนี้ (27 เม.ย.2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา กล่าวว่า กระทรวงเตรียมปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใหม่ โดยเน้นเป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และมูลค่าสูง ซึ่งก็คือการเน้นรายได้จากการท่องเที่ยว มากกว่าปริมาณการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ สู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้แผนงานเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเบื้องต้น คือการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่เข้มงวดมากขึ้น โดย กระทรวงท่องเที่ยวฯ มีแผนทบทวนเรื่องมาตรการวีซ่ามาเป็นกลไกในการคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาสร้างปัญหา และมีวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการท่องเที่ยว โดยเสนอให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการตรวจลงตรา หรือฟรีวีซ่า 60 วัน (ประเภท ผ.60) จำนวน 93 ประเทศ/ ดินแดน ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2567

    ให้กลับไปใช้ระเบียบเดิม เหลือเพียง 57 ประเทศ/ ดินแดน ที่จะได้รับสิทธิฟรีวีซ๋าดังกล่าว แต่หากมีความจำเป็นต้องเพิ่มรายชื่อประเทศ/ ดินแดนใหม่ จะพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป

    พร้อมกันนี้ ยังเตรียมเดินหน้ามาตรการ จัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการท่องเที่ยว (Thailand Tourism Fee : TTF) หรือที่ก่อนหน้านี้เรียกกันว่า ค่าเหยียบแผ่นดิน ซึ่งเป็นการเรียกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติ ตามมติของคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) เมื่อปี 2564

    เพื่อนำเงินรายได้มาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว บริหารจัดการ ปรับปรุง และสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ให้มีความสะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐาน พร้อมทั้งซื้อประกันอุบัติเหตุให้นักท่องเที่ยว เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐบาล ในการเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือเสียชีวิตระหว่างท่องเที่ยวในไทย

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสำคัญอีกเรื่อง ที่เป็นนโยบายร่วมกับกระทรวงการคลัง และอยู่ในแผนดำเนินการคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือไทยเที่ยวไทย โดยมีแนวคิดว่าจะเก็บค่าธรรมเนียมขาออกสำหรับคนไทย ที่เดินทางออกนอกประเทศ หรืออาจเรียกว่า Exit Fee เพื่อนำรายได้ส่วนนี้ มาส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    ยกตัวอย่างเช่น เก็บ 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง แต่ละปีมีคนไทยเดินทางไปต่างประเทศประมาณ 10 ล้านคน-ครั้ง จะมีเงินมาส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวน 10,000 ล้านบาท สามารถนำไปอุดหนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศจำนวน 1,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ต่อปี หรือจะดำเนินงานในรูปแบบอื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสม เป็นต้น

    อ่านข่าว

    “ภูแลนคา” พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว 1 พ.ค.นี้ หลังปิดฟื้นฟูป่า 2 เดือน

    จ่อยกเลิกฟรีวีซา 60 วัน ท่องเที่ยวฯ ทบทวนหนัก หวังคุมคุณภาพนักท่องเที่ยว

    จับทัวร์เถื่อนคาสนามบิน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505163&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gjRvgBsM0ZRy4s-0kwLHb

  • SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทย เริ่มรับแรงกระแทกสงคราม ฟากรัฐฯ เร่งใช้นโยบายการคลังฝ่าวิกฤต

    SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทย เริ่มรับแรงกระแทกสงคราม ฟากรัฐฯ เร่งใช้นโยบายการคลังฝ่าวิกฤต


    เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางอย่างชัดเจนขึ้น ขณะที่รัฐบาลส่งสัญญาณใช้นโยบายการคลังพยุงเศรษฐกิจมากขึ้น

    ข้อมูลล่าสุดพบว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยในต้นเดือน เม.ย. ลดลงชัดเจน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป ขณะที่นักท่องเที่ยวในภาพรวมมีแนวโน้มได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้น ด้านมูลค่าการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวสูง แต่ภาพรวมยังโตดีจากอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงที่กำแพงภาษีลดลงมาก อย่างไรก็ดี มูลค่าการนำเข้าขยายตัวสูงกว่ามาก แม้ยังไม่สะท้อนมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นกว่าปกติในด้านราคา

    ในขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับลดลงมาก โดยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงแรง และต่ำกว่าความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเปราะบาง

    ตลาดแรงงานและภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ลดลง ขณะที่จำนวนธุรกิจเลิกกิจการเร่งตัว ด้านค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันในประเทศจะเริ่มทยอยปรับลดลง แต่ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีแผนปรับขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. และปลายปีจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับขึ้นราคาแล้วหรือมีแผนจะดำเนินการในระยะถัดไป

    รัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบและเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ครอบคลุมการลดค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การอุดหนุนราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่ม และโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส)” ควบคู่กับการปรับแผนจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 เพื่อเลี่ยงความล่าช้า

    รัฐบาลยังสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบนโยบาย “4T” สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้าในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลดิจิทัล การปรับปรุงกฎเกณฑ์ล้าสมัย การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศเป็น 30% และยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ GDP สูงกว่า 3% ทั้งนี้รัฐบาลส่งสัญญาณอาจขยายเพดานหนี้สาธารณะและออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูง

    ความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของไทยปรับลดลง หลัง Moody’s คงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น Stable เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง แนวโน้มการลงทุนที่ดีขึ้น และความผันผวนทางการเมืองที่คลี่คลายลงหลังการเลือกตั้ง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน ขณะที่ภาครัฐยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และเสถียรภาพการเงินภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง เปิดโอกาสให้ไทยเดินหน้านโยบายปฏิรูปการคลังและเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังต้องติดตามมุมมองของ Fitch ซึ่งได้ปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative ในปี 2568 อย่างใกล้ชิด

    กนง. จะใช้วิธี Wait-and-see รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 – 2 ไตรมาสข้างหน้า

    SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย. นี้ และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy space โดย กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ  เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและ คุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ธปท. มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

    เศรษฐกิจโลกชะลอลงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่นโยบายการเงิน-การคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้น

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.9% ในปี 2568 โดยได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลง เศรษฐกิจยูโรโซน ชะลอลงจากภาคการผลิต แม้ผลกระทบจะยังจำกัดกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 เศรษฐกิจจีน ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีความมั่นคงทางพลังงานสูง แต่ยังมีแนวโน้มชะลอลงจากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา เศรษฐกิจญี่ปุ่น ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบอาจเริ่มกดดันภาคการผลิตในระยะถัดไป

    นโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้นจากราคาพลังงานที่เร่งตัวและเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในช่วงปลายปี 2569 ตามภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีนี้ แต่จังหวะยังไม่แน่นอน ขึ้นกับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น ในขณะเดียวกันนโยบายการคลังของหลายประเทศเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น จากการใช้จ่ายเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/42287&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WepmAQyPergokJsM9Z4vZ

  • พิษเศรษฐกิจซบเซา “ตลาดโรงเกลือ” ร้านค้าเงียบเหงา วินรถตู้ต้องผันตัวหาอาชีพเสริม

    พิษเศรษฐกิจซบเซา “ตลาดโรงเกลือ” ร้านค้าเงียบเหงา วินรถตู้ต้องผันตัวหาอาชีพเสริม

    “ตลาดโรงเกลือ” บรรยากาศสุดเงียบเหงา หลายร้านค้าจำใจปิดกิจการชั่วคราว ผู้ประกอบการวินรถตู้โอด รายได้ลดลงไม่พอใช้ ต้องผันตัว รับจ้างขนของ – รับส่งสินค้าเพิ่ม

    วันที่ 27 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน ภาพบรรยากาศที่เคยคึกคักของตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว หนึ่งในศูนย์กลางการค้าชายแดนที่สำคัญของประเทศไทย เวลานี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากแหล่งค้าขายที่เคยมีนักท่องเที่ยวและพ่อค้าแม่ค้าหมุนเวียนนับหมื่นคนต่อวัน กลับกลายเป็นตลาดที่เงียบเหงา ร้านค้าหลายแห่งยังคงเปิดร้านรอลูกค้าอย่างเงียบ ๆ ขณะที่บางส่วนจำใจปิดกิจการชั่วคราว เพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว

    โดยผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณตลาดโรงเกลือ พบว่าปัจจุบันยังมีร้านค้าเปิดให้บริการ อยู่ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่แม้ร้านค้าจะเปิดตามปกติ ทว่าจำนวนผู้คนที่เดินทางเข้ามาจับจ่ายใช้สอยลดลงอย่างชัดเจน ทางเดินหลายจุดโล่งจนเห็นได้ชัด แตกต่างจากช่วงเวลาปกติที่เคยแน่นขนัดไปด้วยผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติ ผู้ประกอบการหลายรายสะท้อนตรงกันว่า สถานการณ์เช่นนี้ทำให้รายได้ลดลงอย่างหนัก บางวันแทบไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย ขณะที่ค่าเช่าร้าน ค่าจ้างแรงงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ และต้นทุนอื่น ๆ ยังคงต้องรับผิดชอบเหมือนเดิม ส่งผลให้หลายครอบครัวต้องดิ้นรนหาทางเอาตัวรอด

    นายบุญเทียน อายุ 69 ปี ผู้ประกอบการวินรถตู้ชายแดนสระแก้ว เปิดเผยว่า เดิมทีประกอบอาชีพรับส่งผู้โดยสารเป็นหลัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว และพ่อค้าแม่ค้าที่เดินทางเข้าออกตลาดโรงเกลือ แต่เมื่อคนเดินทางลดลงอย่างต่อเนื่อง รายได้ก็หายตามไปด้วย จนไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    “ตอนนี้รับผู้โดยสารอย่างเดียวอยู่ไม่ได้ รายได้ไม่พอ ต้องปรับตัวไปรับจ้างขนของ รับส่งสินค้าแทน พอให้มีเงินใช้จ่าย เลี้ยงครอบครัวไปวัน ๆ” 

    นายบุญเทียนกล่าวอีกว่า อยากเห็นตลาดกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเดิม เพราะเมื่อมีคนมาเที่ยวหรือมาซื้อของ ทุกอาชีพในพื้นที่ก็จะมีรายได้ ไม่ใช่เฉพาะพ่อค้าแม่ค้าเท่านั้น แต่รวมถึงคนขับรถ คนรับจ้าง และแรงงานทั่วไปด้วย

    ด้านนายมาโนช อายุ 49 ปี ผู้ประกอบการคิวรถตู้ และรถตุ๊กๆ รับจ้าง อีกราย กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างชัดเจน เพราะตลาดโรงเกลือเป็นจุดสำคัญที่เชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศ เมื่อการเดินทางลดลง หรือมีข้อจำกัดต่าง ๆ ผู้คนก็ไม่กล้าเข้ามาใช้บริการ ซึ่งเมื่อก่อนตลาดโรงเกลือคึกคักมาก รถรับส่งมีคนใช้บริการตลอดทั้งวัน แต่ตอนนี้เงียบลงมาก ต่างกันอย่างชัดเจน หลายคนต้องหาอาชีพเสริม บางคนรับจ้างขนของ บางคนไปทำงานอย่างอื่น เพราะถ้ารอรายได้จากรถตู้เพียงอย่างเดียวไม่พอแน่นอน

    ในฐานะคนชายแดนก็อยากให้มีการเปิดด่าน หรือทำให้การค้ากลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง เพื่อให้เศรษฐกิจในพื้นที่ฟื้นตัว แต่หากยังไม่สามารถทำได้ในเร็ววัน ทุกคนก็ต้องปรับตัวและหาทางอยู่รอดกันต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/east/2929150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AbVw1ROhwvUU2N1tRBtQj

  • สมุทรสงคราม///สวนกระแสเศรษฐกิจ! “ข้าวแกงสูตรคุณแม่” 20 บาท อิ่มอร่อย | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม///สวนกระแสเศรษฐกิจ! “ข้าวแกงสูตรคุณแม่” 20 บาท อิ่มอร่อย | TOPNEWS

    จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง แม้จะมีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงบ้างในบางช่วง แต่ผลกระทบที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือราคาน้ำมันที่ผันผวน และส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ท่ามกลางวิกฤตของแพงที่กระทบต่อเงินในกระเป๋าของประชาชน กลับมีหญิงสาวรายหนึ่งตัดสินใจเปิดร้าน “ข้าวแกงสูตรคุณแม่” ในพื้นที่ ต.บางจะเกร็ง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม โดยจำหน่ายในราคาเริ่มต้นเพียง 20 บาท เพื่อหวังช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับคนในชุมชน


    นางสาวปัณณ์ณัช รื่นลี้ลิ้มสกุล หรือ คุณปัณณ์ อายุ 32 ปี เจ้าของร้านสาวสวยเปิดเผยว่า ร้านนี้เพิ่งเริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่คุณแม่ของตนขายข้าวแกง และตนเองก็ขายข้าวถ้วยอยู่ที่ตลาดแม่กลองมาก่อน

    เมื่อเห็นว่าบ้านของตนตั้งอยู่ริมถนนซึ่งเป็นเส้นทางที่กลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะพี่น้องชาวประมงต้องสัญจรผ่านเป็นจำนวนมาก จึงเกิดไอเดียที่จะนำสูตรเด็ดของคุณแม่มาทำขายในราคาประหยัด

    นางสาวปัณณ์ณัช กล่าวว่า ที่เลือกขายราคา 20 บาท เพราะอยากให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ ในยุคที่น้ำมันแพง ของแพง เราอยากให้ทุกคนมีมื้ออาหารที่อิ่มท้องในราคาที่จับต้องได้จริง แม้กำไรต่อจานจะน้อย แต่เราเน้นที่จำนวน เพราะในพื้นที่นี้มีประชากรหนาแน่นและสัญจรไปมาตลอด โดยใช้วัตถุดิบที่ใช้มีคุณภาพมาตรฐานเดียวกับร้านข้าวแกงราคา 40-50 บาททั่วไป

    ในแต่ละวันจะมีเมนูหมุนเวียนให้เลือกทานไม่ซ้ำกันกว่า 10-15 อย่าง อาทิ แกงส้ม แกงคั่ว พะโล้ ผัดเผ็ด รวมถึงเมนูไข่ดาวและไส้กรอกทอดที่จัดเตรียมไว้ให้เลือกอย่างจุใจ นอกจากจะทานที่ร้านแล้ว ทางร้านยังมีบริการตักใส่ถุงและทำเป็นข้าวกล่องเพื่อความสะดวกในการพกพาไปทานระหว่างทำงานอีกด้วย

    สำหรับใครที่อยากไปอุดหนุนข้าวแกงราคามิตรภาพ รสชาติรสมือแม่ สามารถแวะไปได้ที่ ริมถนนทางไปดอนหอยหลอด (เลยเซเว่นและ CJ มาเล็กน้อย ก่อนถึงวัดศรัทธาธรรม) เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 04.30 น. – 12.00 น. เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 080-136-8569

    นพพร  บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าว Top news ทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1559247&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36ZyGSw_KxfYxYLcE2CDnE

  • “ทีมเศรษฐกิจ-ยุติธรรม” จับมือแถลงผลงานลุยปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเข้มงวด

    “ทีมเศรษฐกิจ-ยุติธรรม” จับมือแถลงผลงานลุยปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเข้มงวด

    “ทีมเศรษฐกิจ-ยุติธรรม” จับมือแถลงผลงาน 6 เดือน ลุยปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเข้มงวด ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท 

    วันที่ 27 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานร่วมแถลงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รอบ 6 เดือนแรก (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ และสถานเอกอัครราชทูต ประเทศคู่ค้าของไทย

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานบูรณาการการทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจภายใต้ คทป. ทั้งในส่วนของกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินงานเชิงรุกอย่างเข้มข้นในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งของคนไทยและของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกัน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการค้าการลงทุนภายในประเทศเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพจากการใช้สินค้าปลอม รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าละเมิดเหล่านี้ได้ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศอย่างยิ่ง

    นางศุภจี ระบุด้วยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ ภายใต้ข้อสั่งการดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือกับ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้บูรณาการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตลาดย่านการค้าและช่องทางออนไลน์ 

    ซึ่งการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 รอบ 6 เดือนแรก (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) มีผลการจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท โดยรัฐบาลพุ่งเป้าการจับกุมไปที่ย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า ตลอดจนด่านศุลกากรข้ามแดน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการจับกุมใน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 78 เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายของทั้งปีงบประมาณ 2568 ซึ่งอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท โดยความเสียหายนี้มิได้ส่งผลกระทบแค่เพียงเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ยังทำลายความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ด้านการค้าการลงทุนของประเทศในระยะยาว การร่วมมือปราบปรามดังกล่าว จึงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานที่ร่วมแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง 

    สอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า พัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อแสดงให้นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่และยังเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และคุ้มครองผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต ทั้งนี้ รัฐบาลได้มุ่งยกระดับการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการการทำงานเชิงรุกทั้งฝ่ายเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม เพื่อตัดวงจร – ปิดช่องโหว่ – ขยายผลถึงต้นตอ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก

     นางศุภจี กล่าวย้ำว่า ทุกหน่วยงานในที่นี้จะมุ่งสร้างความเข้มแข็งกับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเจ้าของสิทธิในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ควบคู่กับการป้องกันเชิงรุก โดยสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนผู้บริโภค ตลอดจนพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ และปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ รวมทั้งทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระบบการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเทียบเท่ามาตรฐานสากล ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่เอื้อต่อผู้สร้างสรรค์ทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม เทคโนโลยี และเคารพกฎกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม

     อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเจ้าของสิทธิแล้ว ประชาชนถือเป็น ส่วนสำคัญที่สุดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยขอความร่วมมือ “ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2929136&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DwgvJQdi4hGKMzxdq158d