Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำ ฉุดเศรษฐกิจเสียโอกาส 3 แสนล้าน จี้รัฐยกเครื่องเรือนจำ

    นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำ ฉุดเศรษฐกิจเสียโอกาส 3 แสนล้าน จี้รัฐยกเครื่องเรือนจำ

    ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนาตีแผ่ปัญหา “ผู้ต้องขังในเรือนจำไทย” ชี้ ปัจจุบันนักโทษไทยล้นคุก เพราะ “สังคมเหลื่อมล้ำ-ความไม่รู้กฎหมาย-ระบบการดูแลที่ไม่มีประสิทธิภาพ” เผย 80% ทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ ทำไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจกว่า “3 แสนล้านบาท” เสนอ รัฐเปลี่ยนนโยบายจากควบคุมเป็นฟื้นฟู ชูมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางเฉพาะบุคคล พร้อมเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน สร้างระบบติดตามหลังพ้นโทษ

    เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเสวนาในหัวข้อ “หลังพิงฝา หน้าพิงกรง : ก้าวพลาด หรือ โดนผลัก !? เมื่อ ‘คุก’ ใกล้ตัวกว่าที่คิด” เพื่อตีแผ่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความเปราะบางทางสังคมที่ผลักให้ผู้คนเปลี่ยนสถานะกลายเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ ตั้งแต่สถานการณ์จริงในเรือนจำไปจนถึงความท้าทายของชีวิตหลังพ้นโทษ ตลอดจนข้อเสนอในการแก้ไข พร้อมกับมองไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สำคัญยังมีการสะท้อนถึงข้อควรระวังในเชิงกฎหมายเพื่อป้องกันการก้าวพลาดและทำให้กลายเป็นคนผิดโดยไม่รู้ตัว

    ทั้งนี้ ภายในงานเสวนามีการเปิดเผยถึงฐานข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ ปี 2568 โดยระบุว่า ประเทศไทย มีผู้ต้องขังอยู่ประมาณ 301,020 คน ในขณะที่ศักยภาพของเรือนจำสามารถรองรับผู้ต้องขังได้เต็มที่ 248,333 คน ซึ่งหมายความว่าขณะนี้จำนวนผู้ต้องขังล้นเกินกว่าที่เรือนจำจะรองรับได้ และมีโอกาสทำให้ระบบการควบคุม ดูแล และการฟื้นฟูผู้ต้องขังอาจทำได้ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก โดยเฉพาะการดูแลผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ฯลฯ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

    สำหรับสาเหตุสำคัญของสถานการณ์ดังกล่าวในเวทีเสวนาชี้ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ เช่น การขาดรายได้ หรือมีรายได้น้อยจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย การถูกกีดกันหรือเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็น อย่างบริการสาธารณสุข หรือการเข้าไม่ถึงความรู้ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้คนๆ หนึ่งเกิดความเปราะบาง กล่าวคือ ทำให้เงื่อนไขในการใช้ชีวิต และทางเลือกในการตัดสินใจน้อยลง หรือตัดสินใจผิดพลาดได้ ซึ่งสุดท้ายจึงเป็นเหตุที่ผลักให้คนจำนวนไม่น้อยกระทำความผิด และต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เช่น ผู้ติดยาเสพติด ซึ่งจากจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำกว่า 3 แสนคน มีถึง 70% ที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด

    นอกจากนี้ เวทีเสวนายังมีการเผยว่าภายใน 3 ปีหลังพ้นโทษมีผู้ต้องขังถึง 80% ที่มีการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งสะท้อนว่ากระบวนการภายในเรือนจำไม่สามารถช่วยเหลือ หรือฟื้นฟูให้คนกลุ่มนี้กลับคืนสู่สังคมได้ สอดคล้องข้อมูลการจัดอันดับ World justice index ซึ่งไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 76 ของโลก และคะแนนที่ไทยได้รับการประเมินอยู่ในระดับต่ำที่สุด คือ กระบวนการยุติธรรม และจากกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ทางกรมราชทัณฑ์ เป็นหน่วยงานที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับต่ำที่สุด

    รศ. ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวถึงวิธีการ และทางออกของปัญหาดังกล่าวว่า รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกรมราชทัณฑ์ ควรมีการดำเนินการในเชิงนโยบาย 4 เรื่อง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ได้แก่ 1. การปรับเปลี่ยนนโยบายของเรือนจำจากสถานที่ควบคุม และคุมขังไปสู่การดูแล และฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสอดคล้องกับรายงานของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ที่ชี้ว่าการมีมาตรการในเชิงฟื้นฟู และลงโทษในเชิงทางเลือก รวมถึงการสร้างระบบในการทำให้ผู้ต้องขังกลายเป็นคนดีและกลับคืนสู่สังคม ควรเป็นทิศทางของเรือนจำในอนาคต

    2. เรือนจำควรมีมาตรการเฉพาะในการดูแลกลุ่มคนในเรือนจำที่มีความแตกต่างหลากหลาย และต้องการการดูแลอย่างเหมาะสม เช่น ผู้มีปัญหาสุขภาพจิต หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ใช่การใช้มาตรการเดียวในการดูแลคนทุกกลุ่ม 3. เรือนจำควรมีบทบาทในการพัฒนาความรู้ และทักษะอาชีพให้กับผู้ต้องขัง ไม่ใช่สถานที่บ่มเพาะให้คนยิ่งกระทำความผิดรุนแรงขึ้น และ 4. รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรสร้างระบบติดตาม และช่วยเหลือหลังพ้นโทษช่วง 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะตัดสินว่าจะมีการกระทำผิดซ้ำ หรือกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติ

    ผศ. ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวถึงช่องว่างของความไม่รู้กฎหมายที่อาจทำให้บางคนกลายเป็นคนกระทำความผิดได้โดยไม่ได้ตั้งใจว่า ปัจจุบันเส้นกั้นของกฎหมายในการตัดสินการกระทำความผิดบางมาก รวมถึงจำกัดขอบเขตของการกระทำมากขึ้น ซึ่งทำให้ความไม่รู้อาจนำไปสู่การทำผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว เช่น การรีวิวโรงแรมด้วยถ้อยคำบางอย่างอาจกลายเป็นผู้ต้องหาฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ หรือการรับของจากคนแปลกหน้าเพื่อไปส่งให้อีกคน แม้คนส่งจะไม่รู้ว่าของข้างในคืออะไร แต่ในทางกฎหมายจะดูที่ความตั้งใจในการถือของคนส่ง

    ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดประชาชนทั่วไปหากมีความรู้ทางกฎหมายไว้ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่มีจริงๆ ก็สามารถปรึกษามาที่ศูนย์นิติศาสตร์ ของ มธ. ได้ นอกจากนี้ มธ. ยังมีการจัดอบรมให้ความรู้ทางกฎหมายแก่นักเรียนด้วย ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง เพราะ มธ. เชื่อว่าถ้าคนรู้กฎหมายก็จะลดโอกาสในการกระทำผิดน้อยลง และจำนวนผู้ต้องขังก็น้อยลง

    อย่างไรก็ตาม การให้ความรู้อาจช่วยได้ไม่ทั้งหมด ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาร่วมแก้ไขอย่างเป็นระบบด้วย เพราะขณะนี้มีปัญหาทั้งวงจร กล่าวคือ ทุกวันนี้รัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาด้วยการออกกฎหมายเพิ่มบทลงโทษจำนวนมาก และศาลก็มีการใช้กฎหมายเหล่านั้นส่งคนเข้าคุกตลอดเวลา ขณะที่กรมราชทัณฑ์พยายามดูแลและฟื้นฟูให้ผู้ต้องขังกลับสู่สังคมได้ แต่ด้วยทรัพยากรจำกัดทำให้การดำเนินงานไม่ครอบคลุม และในทุกปีก็ต้องใช้กลไกอภัยโทษเพื่อให้นักโทษหลุดออกจากระบบเรือนจำ ซึ่งการดูแลหลังพ้นโทษของไทยก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากนัก สุดท้ายก็กลายเป็นก่อเหตุซ้ำ และวนกลับเข้าไปเรือนจำเหมือนเดิม

    รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. กล่าวว่า นักสังคมสงเคราะห์ถือว่ามีบทบาทสำคัญมากในการดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยเฉพาะการดูแลรายกรณีให้กลุ่มต่างๆในเรือนจำได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งในช่วงก่อนเข้าเรือนจำ ระหว่างอยู่ในเรือนจำ และหลังพ้นโทษออกจากเรือนจำ ผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงลึกเบื้องหลังของแต่ละคน ทว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันทั้งด้านจำนวนของผู้ต้องขังที่มีจำนวนมากคือกว่า 3 แสนคน ขณะที่นักสังคมสงเคราะห์มีเพียงประมาณ 3,000 คน ทำให้นักสังคมสงเคราะห์บางคนทำได้เพียงบันทึกทะเบียนนักโทษ รับเรื่องร้องเรียน และโดยเฉพาะการประสานส่งต่อ

    รศ. ดร.อัจฉรา กล่าวต่อไปว่า ฉะนั้น ควรมีการผลักดันให้เกิดการผลิตนักสังคมสงเคราะห์เพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับการดูแลผู้ต้องขังเรือนจำควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ ด้วย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงพยาบาล เรือนจำ กรมราชทัณฑ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ควรมีปฏิรูประบบการทำงานให้มีความเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อให้การประสานส่งต่อดูแลผู้ต้องขังสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดการทำงานแยกส่วน หรือการต้องผ่านกระบวนการโดยไม่จำเป็น

    ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มธ. กล่าวว่า แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดีที่ธรรมศาสตร์ได้รับการจัดอันดับโดย The Times Higher Education (THE) ให้อยู่อันดับที่ 1 ของโลกในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป้าหมายที่ 16 การสร้างสังคมที่สงบสุข การสร้างกระบวนการยุติธรรม และการมีสถาบันที่มีประสิทธิภาพ แต่ในระดับประเทศยังมีอีกหลายเป้าหมายที่ไทยยังทำได้ไม่ดีนัก และหลายเป้าหมายก็เชื่อมโยงกับปัญหาผู้ต้องขังในเรือนจำด้วย เช่น เป้าหมายย่อยที่ 3.3 การยุติการแพร่ระบาดของวัณโรค ที่ไทยยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งวัณโรคส่วนใหญ่มักพบในผู้ต้องขังและแรงงานต่างด้าว จึงสะท้อนปัญหาความเป็นอยู่และการดูแลฟื้นฟูผู้ต้องขังได้บางส่วน

    ผศ.ชล กล่าวอีกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ไม่มีการแก้ไข เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีการดำเนินการแก้ไขมาตลอด แต่อาจจะติดข้อจำกัดอะไรต่างๆ ซึ่งอาจจำเป็นต้องดึงภาคส่วนอื่นๆ มาร่วมสนับสนุนด้วย เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ฯลฯ เพื่อจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับผู้ต้องขังมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าการดูแลฟื้นฟูผู้ต้องขังหลังพ้นโทษให้กลับคืนสู่สังคมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยังถือเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจด้วย เพราะหากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์ แรงงาน 1 คนสามารถสร้างผลิตภาพให้กับประเทศได้มูลค่า 1.1 ล้านบาท ซึ่งถ้าไทยไม่สามารถทำให้ผู้ต้องขังราว 3.2 แสนคนในเรือนจำออกมาและสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ เท่ากับว่าประเทศจะมีค่าเสียโอกาสในหลัก 3 แสนล้านบาท ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์การคลังของประเทศที่มีรายได้ไม่มากนัก รัฐอาจต้องหันกลับมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วยอีกส่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1034527/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16PoU7-7RKo3S60yn8d3Xw

  • นายกฯ นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรั่มลงทุนไทย-จีนลุยเจรจา One-on-One ดึง 6 บิ๊กคอร์ป “เทคโนโลยี-ยานยนต์-ท่องเที่ยว” : อินโฟเควสท์

    นายกฯ นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรั่มลงทุนไทย-จีนลุยเจรจา One-on-One ดึง 6 บิ๊กคอร์ป “เทคโนโลยี-ยานยนต์-ท่องเที่ยว” : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 โดยในวันนี้ (18 ก.ค.) นายกรัฐมนตรีได้นำคณะเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้มุ่งสู่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

    เมื่อเดินทางถึงนครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีจะเริ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจทันที ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center โดยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย 110 รายและรับฟังข้อเสนอแนะในการบุกตลาดจีน

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” โดยได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) แสดงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนจากมณฑลเสฉวน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายไทยและจีน ทำพิธีเปิด ฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (สำนักงาน BOI เฉิงตู) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนล้ำสมัยเข้าสู่ประเทศไทย

    *นายกฯ หารือรูปแบบตัวต่อตัว (One-on-One) กับ 6 ผู้นำบริษัทชั้นนำของจีน

    สำหรับการหารือในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยานยนต์ (สนับสนุนโดย BOI) ประกอบด้วยการพบปะกับ Xiaomi Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนระดับโลก, ChangAn Automobile ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีฐานการผลิตในไทย, InnoLight Technology ผู้นำด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ และ Eoptolink Technology ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบส่งสัญญาณแสงและความเร็วสูง

    ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (สนับสนุนโดย ททท.) นายกรัฐมนตรีได้หารือกับ China Sichuan Airlines เกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินตรงเชื่อมเมืองรองและเมืองหลักของไทย รวมถึงพบกับ Meituan แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์และอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพสูงให้เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น

    ส่วนในช่วงค่ำ เวลา 18.30 น. ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City International Convention Center นายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อราชการและกระชับความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปิดสำนักงาน BOI ณ นครเฉิงตู และงานสัมมนา  Thailand -China (Sichuan) Investment and Economic Forum เป็นการปักหมุดและประกาศว่า ไทยจริงจังในการยกระดับความร่วมมือทางการค้าในระดับท้องถิ่นโดยได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคลังและการต่างประเทศ รัฐมนตรีและหัวหน้าศูนย์ราชการที่กำกับดูแลกระทรวงเศรษฐกิจและการลงทุน  เอกอัครราชทูต เลขาบีโอไอ ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดโอกาส  และความท้าทาย  ในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทยในจีนโดยเฉพาะมณฑลเสฉวน

    นายกรัฐมนตรีย้ำความพร้อมของไทย รัฐบาลมีหน้าที่แสวงความร่วมมือ สร้างโอกาสให้กับประเทศให้กับภาคเอกชน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล  ดังนั้น รัฐ-เอกชนต้องทำงานร่วมกัน ยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้ คีอ หลักธรรมาภิบาล (Good Governence)  โดยรัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวก เช่น การปรับแก้กฏหมายที่เป็นอุปสรรค เป็นต้น จึงขอเอกชนมีความมั่นใจไทยมีความพร้อม และเชื่อมั่นรัฐบาลชุดนี้ จะอำนวยความสะดวกและเป็น“ลู่ทาง” การลงทุนของเอกชนไปสู่เป้าหมายที่สูงสุด เอกชนไทยแข็งแกร่ง เติบโต ไม่เพียงตลาดจีนรวมถึงตลาดโลก  ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาลตอนนี้ คือ ต้องเร่งเจรจา  FTA กับคู่ค้าสำคัญต่างๆ

    “รัฐบาลมีหน้าที่สร้างโอกาส ส่วนเอกชนคือผู้สร้างความสำเร็จ หากเราทำงานร่วมกันในฐานะ ‘ทีมไทยแลนด์’ ด้วยเป้าหมายเดียวกัน เชื่อมั่นว่าไทยจะไม่เพียงเติบโตในตลาดจีน แต่จะก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”

    โดย รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/617743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MGFwLUkqBwVXC_8UnCI5J

  • “อนุทิน” นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู ลุยเจรจา One-on-One ดึง 6 บิ๊กคอร์ป ขนเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย

    “อนุทิน” นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู ลุยเจรจา One-on-One ดึง 6 บิ๊กคอร์ป ขนเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 โดยนายกรัฐมนตรีนำคณะเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้มุ่งสู่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

    ในช่วงเช้า เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว

    ผู้สื่อข่าว พีพีทีวี
    “อนุทิน” นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู ลุยเจรจา One-on-One ดึง 6 บิ๊กคอร์ป ขนเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย

    และมีกำหนดถึงท่าอากาศยานนานาชาติชวงหลิว นครเฉิงตู ในเวลา 11.30 น. (เวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง)

    เมื่อเดินทางถึงนครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีจะเริ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจทันที ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center โดยเข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon”  ร่วมรับประทานอาหารกลางวันเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย 110 ราย และรับฟังข้อเสนอแนะในการบุกตลาดจีน

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) แสดงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนจากมณฑลเสฉวน 

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังจะร่วมกับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายไทยและจีนในพิธีเปิด  ฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (สำนักงาน BOI เฉิงตู) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนล้ำสมัยเข้าสู่ประเทศไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กิจกรรมสำคัญของวันคือการหารือแบบตัวต่อตัว (One-on-One) ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของจีนรวม 6 ราย เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

    สำหรับการหารือในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยานยนต์ (สนับสนุนโดย BOI) ประกอบด้วยการพบปะกับ Xiaomi Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสมาร์ตโฟนระดับโลก, ChangAn Automobile ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีฐานการผลิตในไทย, InnoLight Technology ผู้นำด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ และ Eoptolink Technology ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบส่งสัญญาณแสงความเร็วสูง

    ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (สนับสนุนโดย ททท.) นายกรัฐมนตรีจะหารือกับ China Sichuan Airlines เกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินตรงเชื่อมเมืองรองและเมืองหลักของไทย รวมถึงพบกับ Meituan  แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์และอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพสูงให้เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น

    ส่วนในช่วงค่ำ เวลา 18.30 น. ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City International Convention Center นายหวัง เสี่ยวฮุย เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน มีกำหนดเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือข้อราชการและกระชับความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค

    จากนั้น เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน จะเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/279835&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cSJkVZ4KSduxWUaiHfeB3

  • “บลูมเบิร์ก”สื่อระดับโลกชี้หุ้นไทยพุ่ง 27% ดีสุดในอาเซียน

    “บลูมเบิร์ก”สื่อระดับโลกชี้หุ้นไทยพุ่ง 27% ดีสุดในอาเซียน

    (18ก.ค.69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ล่าสุดสำนักข่าวบลูมเบิร์กซึ่งเป็นสื่อด้านเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ได้รายงานถึงความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ที่สามารถทำผลงานดีที่สุดในอาเซียนปีนี้ และมีเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร เป็นสัญญาณที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นกลับมาอย่างชัดเจน

    ตามรายงานระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 27% นับจากต้นปี ทำผลงานดีกว่าตลาดหุ้นอื่นในอาเซียน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 67,000 ล้านบาท และมีเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยอีกประมาณ 1,260 ล้านดอลลาร์ หรือราว 42,000 ล้านบาท

    “ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจที่มีทิศทาง และการทำงานของรัฐบาลที่พยายามประคองเศรษฐกิจในช่วงที่โลกยังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ประเด็นที่สนับสนุนให้เห็นมูลค่าของตลาดหุ้นไทย ไม่ใช่เฉพาะการเมืองที่นิ่งขึ้น แต่รวมถึงความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนภาคส่งออกกับการท่องเที่ยว ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สามารถรดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งยังเป็นแรงประคองสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มจับตา คือการที่ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลกมากขึ้น ผ่านการลงทุน Data Center, Data Hosting โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และธุรกิจเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลมองว่าการฟื้นตัวของตลาดทุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โจทย์ต่อจากนี้คือการทำให้ความเชื่อมั่นแปรเป็นการลงทุนจริง การจ้างงานจริง และการเติบโตของกำไรบริษัทไทย เพื่อให้เศรษฐกิจหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตเฉลี่ยระดับต่ำที่อยู่มานาน โดยรัฐบาลมุ่งเดินหน้ารักษาบรรยากาศการลงทุนที่ดี ผ่านความชัดเจนของนโยบาย การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ การสนับสนุนส่งออก ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอนาคต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างยั่งยืน

    ที่มา : รัฐบาลไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NZVcFXOpB&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dggplQ_CUv_QPw5lVvxk_

  • การประชุมความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ระหว่างมณฑลเสฉวนกับประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2569

    การประชุมความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ระหว่างมณฑลเสฉวนกับประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2569

    เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว China News Service (CNS) นครเฉิงตู โดย นาย ตาน เผิงรายงานข่าว การประชุมความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ระหว่างมณฑลเสฉวนกับประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ร่วมสร้างอนาคตแห่งความสำเร็จ” ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ณ นครเฉิงตู 

    ด้วยความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมข้ามพรมแดนที่สะดวกและศักยภาพด้านอุตสาหกรรมทำให้มณฑลเสฉวนก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของจีนในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมกับประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของมณฑลเสฉวนมีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท) ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 โดยมีมูลค่าการค้ากับประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวม 248,600 ล้านหยวน คิดเป็นร้อยละ 24 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดของมณฑล

    การประชุมครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของหลายประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำประเทศจีน รวมถึงผู้แทนจากองค์กรด้านเศรษฐกิจการค้าและภาคธุรกิจ เข้าร่วมประมาณ 100 คน ผู้เข้าร่วมหลายรายเห็นตรงกันว่า ประเทศในภูมิภาคดังกล่าวกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะที่มณฑลเสฉวนมีศักยภาพโดดเด่นในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อุปกรณ์พลังงานใหม่ และการแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดในภูมิภาคได้อย่างตรงจุด

    Mr. Manitto Phomphothi รองเลขาธิการสภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว ให้สัมภาษณ์ระหว่างการประชุมว่า สปป.ลาวให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านพลังงานสีเขียว และการแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นพิเศษ โดยลาวมีทรัพยากรด้านพลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ที่อุดมสมบูรณ์และหวังนำเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่มีความพร้อมจากเสฉวนมาร่วมพัฒนาโครงการด้านพลังงาน นอกจากนี้ ผลไม้เมืองร้อนของลาวยังได้รับความนิยมในตลาดจีน แต่การส่งออกยังขาดความต่อเนื่อง จึงหวังให้มีการจัดตั้งช่องทางพิเศษ (Green Channel) เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกมายังจีน

    ด้านนายมูฮัมหมัด นาซิม มาเคลไซ ประธานสภาธุรกิจจีน–อัฟกานิสถาน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมเป็นครั้งที่ 3 กล่าวว่า เขามีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มความร่วมมือระหว่างอัฟกานิสถานกับมณฑลเสฉวน โดยเฉพาะในด้านทรัพยากรแร่ เช่น ทองแดง ทองคำ และลาพิสลาซูลี  (แร่ลาพิส ซึ่งเป็นหินกึ่งอัญมณี) รวมถึงภาคอุตสาหกรรมและสาธารณสุข พร้อมแสดงความหวังว่าจะมีผู้ประกอบการจากมณฑลเสฉวนเดินทางไปศึกษาลู่ทางการลงทุนและขยายความร่วมมือในอัฟกานิสถานมากยิ่งขึ้น

    นายจูไนด์ มะห์มูด กรรมการบริหารหอการค้าและอุตสาหกรรมเมืองการาจี ประเทศปากีสถาน กล่าวว่า ภายหลังโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน–ปากีสถาน (CPEC) ก้าวเข้าสู่ระยะ 2.0 ความร่วมมือระหว่างสองประเทศได้ขยายจากโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมหนักไปสู่ความร่วมมือที่หลากหลายและสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นมากขึ้น โดยมณฑลเสฉวนมีจุดแข็งด้านสินค้าเกษตรและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสามารถสนับสนุนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี วัสดุใหม่ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวของปากีสถานได้ พร้อมแสดงความหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านการผลิตอัจฉริยะ พลังงานสีเขียว พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน และโลจิสติกส์

    ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้ได้รวบรวมโครงการความร่วมมือคุณภาพสูงในหลายสาขา อาทิ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การเงินข้ามพรมแดน การส่งออกยาสมุนไพรจีน และการให้บริการด้านเทคโนโลยี โดยมีหลายโครงการที่ได้มีการลงนามความร่วมมือภายในงานแล้ว

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ สคต. ณ เฉิงตู

    จากการประชุมดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่ามณฑลเสฉวนยังคงเดินหน้าผลักดันบทบาทการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างจีนกับประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยจุดแข็งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงทั้งทางรถไฟ ทางถนน และทางอากาศ ตลอดจนศักยภาพของฐานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของมณฑล เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาค ทั้งนี้ ประเด็นที่ได้รับการผลักดันในการประชุม ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัล การผลิตอัจฉริยะ พลังงานสีเขียว พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน การเงินข้ามพรมแดน และการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในระยะยาวโดยมีมูลค่าการค้ากับประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวม 248,600 ล้านหยวน คิดเป็นร้อยละ 24 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดของมณฑล

    แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับมณฑล เสฉวนในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดจีนตะวันตกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปสินค้าเกษตร อาหารเพื่อสุขภาพ ผลไม้สดและผลไม้แปรรูป เทคโนโลยีการเกษตร อุตสาหกรรมสุขภาพและสมุนไพร ตลอดจนบริการด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นอกจากนี้ การที่มณฑลเสฉวนให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน ยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเข้าสู่ตลาดจีนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และระบบการค้าสมัยใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคในพื้นที่ภาคตะวันตกของจีนที่มีจำนวนประชากรสูงและกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ การเข้าร่วมของผู้แทนจากหลายประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการลงนามโครงการความร่วมมือหลายฉบับภายในงาน สะท้อนให้เห็นว่ามณฑลเสฉวนกำลังเป็นพื้นที่สำคัญในด้านการค้า การลงทุน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องติดตามทิศทางนโยบายการพัฒนาของมณฑลเสฉวน รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการค้า การจับคู่ธุรกิจ และงานแสดงสินค้านานาชาติที่จัดขึ้นในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างเครือข่ายกับผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจของจีน อันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดและสร้างความร่วมมือเชิงธุรกิจในระยะยาว

    ในอีกด้านหนึ่ง ประเด็นที่ผู้แทนจากหลายประเทศให้ความสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาพลังงานสะอาด การแปรรูปสินค้าเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการค้าข้ามพรมแดน สะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาคกำลังเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นทิศทางที่ประเทศไทยควรติดตามและแสวงหาโอกาสในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของจีนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีสีเขียว และบริการที่ไทยมีความได้เปรียบ

    ทั้งนี้ สคต. ณ นครเฉิงตู เห็นควรส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรธุรกิจของไทยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของมณฑลเสฉวนอย่างต่อเนื่องพร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้า การลงทุน และการเจรจาจับคู่ธุรกิจในพื้นที่เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างพันธมิตรทางการค้า ขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า และยกระดับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดจีนตะวันตก และใช้ประโยชน์จากบทบาทของมณฑลเสฉวนในฐานะประตูสำคัญสู่ตลาดจีนตอนในและภูมิภาคเอเชียใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

                                                       —————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    กรกฎาคม 2569

    แหล่งข้อมูล : CCPIT Sichuan

    https://mp.weixin.qq.com/s/SHicWEpqXXvPd54_RQSYdw

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lupe4kj7lhjho53lz4ozpq7k&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12gnZT8NhdJUGxQKCyoAQ1

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจสัปดาห์หน้า (20-24 กรกฎาคม 2569)

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจสัปดาห์หน้า (20-24 กรกฎาคม 2569)

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/161497&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EEiAKByCWjqvINeZ-Yjnz

  • รองโฆษกรัฐบาล เผย สื่อจีนมองไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเป็นประตูสำคัญสู่ตลาดอาเซียน | เดลินิวส์

    รองโฆษกรัฐบาล เผย สื่อจีนมองไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเป็นประตูสำคัญสู่ตลาดอาเซียน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 ก.ค. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการติดตามการนำเสนอข่าวของสื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า สื่อจีนให้ความสำคัญกับศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และประตูเชื่อมโยงจีนกับภูมิภาคอาเซียน โดยมองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และศักยภาพของตลาด ซึ่งเอื้อต่อการยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างสองประเทศ

    น.ส.ลลิดา กล่าวว่า หนังสือพิมพ์ China Youth Daily วิเคราะห์ว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีความต้องการใช้เทคโนโลยี AI ในหลายภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร การท่องเที่ยว การผลิต และบริการสุขภาพ ซึ่งล้วนมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมระบุว่า ประเทศไทยตั้งอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของอาเซียน เป็นประตูสำคัญในการเชื่อมโยงจีนกับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจหลักของภูมิภาค

    นอกจากนี้ สื่อจีนยังอ้างความเห็นของนักวิชาการจีนว่า การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์ให้กับความร่วมมือไทย–จีน ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อภาคธุรกิจว่า AI เป็นหนึ่งในทิศทางการพัฒนาที่สำคัญของประเทศไทย และอาจต่อยอดความร่วมมือด้าน AI ระหว่างไทยและจีนให้เป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกอาเซียนในอนาคต

    “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากร การส่งเสริมการลงทุน และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับผลิตภาพ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจและประชาชน การที่สื่อและนักวิชาการจีนสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางความร่วมมือด้าน AI และประตูสู่ตลาดอาเซียน จึงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาค และเป็นแรงสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมกับประเทศคู่ค้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” น.ส.ลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6036650/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01v5sTPCBuT_THihxSLNPZ

  • นายกฯ นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรัมลงทุนไทย-จีน ปักหมุดตั้งสำนักงาน BOI แห่งใหม่

    นายกฯ นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรัมลงทุนไทย-จีน ปักหมุดตั้งสำนักงาน BOI แห่งใหม่

    “อนุทิน” นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรัมลงทุนไทย-จีน พร้อมปักหมุดตั้งสำนักงาน BOI แห่งใหม่ ลุยเจรจา One-on-One ดึง 6 บิ๊กคอร์ป “เทคโนโลยี-ยานยนต์-ท่องเที่ยว” ขนเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย

    วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 โดยในวันนี้ (18 ก.ค.) นายกรัฐมนตรีได้นำคณะเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้มุ่งสู่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

    โดยภารกิจในช่วงเช้า เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว โดยจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติชวงหลิว นครเฉิงตู ในเวลา 11.30 น. (เวลาท้องถิ่น ที่เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง)) เมื่อเดินทางถึงนครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีได้เริ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจทันที ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center โดยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย 153 ราย และรับฟังข้อเสนอแนะในการบุกตลาดจีน

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” โดยได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) แสดงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนจากมณฑลเสฉวน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายไทยและจีน ทำพิธีเปิด ฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (สำนักงาน BOI เฉิงตู) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนล้ำสมัยเข้าสู่ประเทศไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กิจกรรมสำคัญของวันคือการเข้าพบหารือรูปแบบตัวต่อตัว (One-on-One) ระหว่างนายกรัฐมนตรีและผู้นำบริษัทชั้นนำของจีนรวม 6 ราย เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

    สำหรับการหารือในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยานยนต์ (สนับสนุนโดย BOI) ประกอบด้วยการพบปะกับ Xiaomi Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนระดับโลก, ChangAn Automobile ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีฐานการผลิตในไทย, InnoLight Technology ผู้นำด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ และ Eoptolink Technology ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบส่งสัญญาณแสงและความเร็วสูง

    ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (สนับสนุนโดย ททท.) นายกรัฐมนตรีได้หารือกับ China Sichuan Airlines เกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินตรงเชื่อมเมืองรองและเมืองหลักของไทย รวมถึงพบกับ Meituan แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์และอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพสูงให้เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น

    ส่วนในช่วงค่ำ เวลา 18.30 น. ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City International Convention Center นายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อราชการและกระชับความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค

    จากนั้น เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ประจำมณฑลเสฉวน ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2947022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iB9lvMaPE9cAahknmRBxy

  • 🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | ‘หนู’ เยือน ‘แดนมังกร’ ถกความมั่นคง-ปั้นเศรษฐกิจ!!

    🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | ‘หนู’ เยือน ‘แดนมังกร’ ถกความมั่นคง-ปั้นเศรษฐกิจ!!

    คุยวิเคราะห์เจาะประเด็น กับ ฉัตรชัย นามตาปี / บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

     ….เพราะข่าวที่ดีต้องครบทุกมุม

    สดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.30-12.30 น. ครบมุมข่าว โดย นิธินาฏ ราชนิยม 

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของไทยโพสต์ได้ทุกช่องทางที่
    Website : https://www.thaipost.net/
    Youtube : https://www.youtube.com/c/ThaipostTV
    TikTok : https://www.tiktok.com/@thaiposttk
    Facebook : https://www.facebook.com/thaipost
    Twitter : https://twitter.com/thaipost
    Instagram : https://www.instagram.com/thaipost_ig/
    Line : https://lin.ee/ukteb32

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/tv-online/1033892/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JJro84KjdL81b1VxvibfG

  • หุ้นไทยฟื้นแรง รัฐบาล ชี้ เป็นผลจากเสถียรภาพทางการเมือง ช่วยดันความเชื่อมั่นต่างชาติ

    หุ้นไทยฟื้นแรง รัฐบาล ชี้ เป็นผลจากเสถียรภาพทางการเมือง ช่วยดันความเชื่อมั่นต่างชาติ

    หุ้นไทยฟื้นแรง รัฐบาล ชี้ เป็นผลจากเสถียรภาพทางการเมือง ช่วยดันความเชื่อมั่นต่างชาติ

    วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.27 น.

    “รัชดา” ชี้ หุ้นไทยฟื้นแรง สะท้อนเสถียรภาพรัฐบาล ดันความเชื่อมั่นต่างชาติกลับเข้าลงทุนไทย

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ล่าสุดสำนักข่าวบลูมเบิร์กซึ่งเป็นสื่อด้านเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ได้รายงานถึงความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ที่สามารถทำผลงานดีที่สุดในอาเซียนปีนี้ และมีเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร เป็นสัญญาณที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นกลับมาอย่างชัดเจน

    ตามรายงานระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 27% นับจากต้นปี ทำผลงานดีกว่าตลาดหุ้นอื่นในอาเซียน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 67,000 ล้านบาท และมีเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยอีกประมาณ 1,260 ล้านดอลลาร์ หรือราว 42,000 ล้านบาท

    รัชดา ธนาดิเรก

    “ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจที่มีทิศทาง และการทำงานของรัฐบาลที่พยายามประคองเศรษฐกิจในช่วงที่โลกยังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ประเด็นที่สนับสนุนให้เห็นมูลค่าของตลาดหุ้นไทย ไม่ใช่เฉพาะการเมืองที่นิ่งขึ้น แต่รวมถึงความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนภาคส่งออกกับการท่องเที่ยว ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สามารถรดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งยังเป็นแรงประคองสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    หุ้นไทย

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มจับตา คือการที่ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลกมากขึ้น ผ่านการลงทุน Data Center, Data Hosting โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และธุรกิจเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลมองว่าการฟื้นตัวของตลาดทุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โจทย์ต่อจากนี้คือการทำให้ความเชื่อมั่นแปรเป็นการลงทุนจริง การจ้างงานจริง และการเติบโตของกำไรบริษัทไทย เพื่อให้เศรษฐกิจหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตเฉลี่ยระดับต่ำที่อยู่มานาน  โดยรัฐบาลมุ่งเดินหน้ารักษาบรรยากาศการลงทุนที่ดี ผ่านความชัดเจนของนโยบาย การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ การสนับสนุนส่งออก ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอนาคต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/978059&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Bbs-CFe0qwsMJNyMLOWCX