Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ครอบครัว “สุวรรณบุตร” จะโอบกอดสมุทรปราการ ด้วย “รักและการศึกษา” | TOPNEWS

    ครอบครัว “สุวรรณบุตร” จะโอบกอดสมุทรปราการ ด้วย “รักและการศึกษา” | TOPNEWS

    ครอบครัว “สุวรรณบุตร” จะโอบกอดสมุทรปราการ ด้วย “รักและการศึกษา”

    • เผยแพร่ : 27/04/2026 22:11

    ครอบครัว “สุวรรณบุตร” ขอเป็นส่วนผลักดันปลูกฝังการศึกษาและสังคมให้เข้มแข็ง หากเอ่ยถึง “สุวรรณบตร” ต้องรู้จัก ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา และอีกคนจะไม่เอ่ยถึงคงไม่ได้ คุณอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา กับผลงานยกระดับการศึกษาและพัฒนาชุมชน สร้างรากฐานสังคมไทยให้แข็งแกร่ง-ยั่งยืน หากเปรียบจังหวัดสมุทรปราการ เป็นดั่งต้นไม้ใหญ่ การศึกษา-ชุมชน คือรากแก้ว ที่หยั่งรากลึกและต้องได้รับการดูแล อย่างต่อเนื่อง รากนั้นก็จะยิ่งแข็งแรง ดังนั้นการศึกษาก็จำเป็นต้องลงทุน ลงแรง ด้วยหัวใจและความรัก เพื่อให้การศึกษานั้น “เข้มแข็ง” และ “ยั่งยืน” และกลายเป็นส่วนที่สำคัญของสังคมต่อไป

    หากเปรียบการศึกษาคงมองข้าม โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา คงไม่ได้เพราะนอกจากจะมีต้นน้ำที่ดีอย่างครอบครัว ”สุวรรณบุตร“ ที่รอยดูแลซับพอร์ทแล้วยังมีอีกหนึ่งคนที่เป็นกำลังสำคัญและเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ เสมอมา เค้าคือ ”เมธากุล สุวรรณบุตร“ ประธานมูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา บุตรชาย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร และ คุณอรัญญา สุวรรษบุตร   ลูกไม้ที่หล่นไม่ใกลต้น คอยรดน้ำพวนดินการศึกษา เป็นพี่ใหญ่ดูแลน้องๆ ให้แข็งแรง เข้มแข็ง เป็นหลักคิดที่สำคัญของแพรกษาวิเทศศึกษา ดังนั้น ครอบครัวสุวรรณบุตร ถือเป็นกำลังสำคัญของสมุทรปราการ และเป็นผู้ประสานสิบทิศต่อยอดการพัฒนาท้องถิ่นและการศึกษามาเป็นอย่างดี   เป็นบุคคลที่ทำงาน ทำหน้าที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในชุมชนมากที่สุด ภารกิจของ ครอบครัวสุวรรณบุตร ที่มีต่อการศึกษาคือการได้เห็นลูกๆ โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษาและลูกๆโรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา มีชีวิตที่ดี มีอนาคตที่ดี ประสบความสำเร็จในทุกด้านและเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมือง การนำพาแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ด้านการศึกษา ให้นักเรียนได้มีโอกาสไปเรียนรู้ แลกเปลี่ยน นำวัฒนธรรมไทยไปเผยแพร่ยังต่างประเทศ

    และอีกหนึ่งภารกิจที่เน้นหนักและให้ความสำคัญมากอีกเรื่องหนึ่ง คือการ ผลักดันวงดนตรีลูกทุ่งแพรกษาวิเทศศึกษา ให้คนทั่วทั้งประเทศได้รู้จัก “PWS” โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา น้องใหม่ไฟแรง มากด้วยความสามารถและความกล้า ทำให้วงดนตรีลูกทุ่งแพรกษาวิเทศศึกษา ผ่านเข้ารอบชิงช้าสวรรค์ 2026 และเป็นโรงเรียนเดียวที่สร้างชื่อเสียงสร้างความภาคภูมิใจให้คนแพรกษาและคนสมุทรปราการ เปรียบดั่งมี ช้างเผือก ซ่อนอยู่ ทำให้สมุทรปราการเป็นที่รู้จัก อีกทั้งสมุทรปราการยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันดีงาม  ดั่งคำขวัญที่ว่า “ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งามวิไลเมืองโบราณ สงกรานต์พระประแดง ปลาสลิดแห้งรสดี ประเพณีรับบัว ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม”

    นายสัมฤทธิ์ ล้ำเลิศ/นายอัฑฒ์ สุทธารักษ์ คิวผู้สื่อข่าว Top news ทั่วไทย จ.สมุทรปราการ

    684655110_999380172520098_7350178295607899017_n

    สมุทรสงคราม///ป.ป.ช. ลงพื้นที่ล้งมะพร้าววัดประดู่ชิมพิสูจน์ของแท้ 100%

    สมุทรสงคราม///สวนกระแสเศรษฐกิจ! “ข้าวแกงสูตรคุณแม่” 20 บาท อิ่มอร่อย

    โคราชรวมพลังจิตอาสา..ชาวบ้าน 400 คน ร่วมพัฒนาวัดต่างตา น้อมรำลึก “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

    สภาเกษตรฯ ผนึกฝนหลวง เสริมเครื่องบิน 2 ลำ ลุยกู้วิกฤตแล้งภาคใต้ตอนบน

    ผลวิจัย DNA ชี้ชัด “ปลาหมอคางดำ” ถูกนำเข้ามาหลายครั้ง

    พัทลุงปล่อยทัพนักกีฬาลุย “สุราษฎร์ธานีเกมส์” ผู้ว่าฯ ให้โอวาทสร้างขวัญกำลังใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1559246&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TymF1UQllLCWjslyr_ICW

  • ‘ยศชนัน’ เปิดเวิร์กชอปใหญ่ ศธ. ระดมสมองหลายภาคส่วน ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนา ‘ทุนมนุษย์‘ ให้เท่าทันเทคโนโลยี

    ‘ยศชนัน’ เปิดเวิร์กชอปใหญ่ ศธ. ระดมสมองหลายภาคส่วน ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนา ‘ทุนมนุษย์‘ ให้เท่าทันเทคโนโลยี

    ‘ยศชนัน’ เปิดเวิร์กชอปใหญ่ ศธ. ระดมสมองหลายภาคส่วน ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนา ‘ทุนมนุษย์‘ ให้เท่าทันเทคโนโลยี ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พลิกโฉมโรงเรียนเป็นพื้นที่คุ้มครองสิทธิเด็ก

    วันที่ 27 เมษายน 2569 กระทรวงศึกษาธิการ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ MOE Human Capital Blueprint Workshop “การออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยและทุนมนุษย์” โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด ณ หอประชุมคุรุสภา ศธ. โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมให้การต้อนรับ

    ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวในการเปิดว่า การปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง แต่ต้องอาศัยฉันทามติจากทุกภาคส่วน โดยมองว่ากระทรวงศึกษาธิการควรทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพกลางในการรวบรวมร่างกฎหมายจากทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน

    ศ.ดร.ยศชนัน ยังเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วคือ “การอุ้มคน ไม่ใช่อุ้มเทคโนโลยี” พร้อมชี้ว่าหลักสูตรการศึกษาต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง และควรมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ของผู้เรียนมากกว่าการยึดติดกับรูปแบบหรือวงรอบการปรับหลักสูตรที่ยาวนานเกินไป พร้อมกำชับว่าเรื่องการศึกษารอไม่ได้ และผู้บริหารในยุคนี้ควรผลักดันให้สำเร็จโดยไม่ผลัดภาระไปให้คนรุ่นต่อไป

    ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของการศึกษาไทยในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นจากผลคะแนน PISA ที่น่าเป็นห่วง และภาระงานเอกสารที่ดึงเวลาของครูไปถึง 40% ตลอดจนปัญหาแรงงานและเยาวชนจำนวนมากที่อยู่นอกระบบ วันนี้กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งมั่นที่จะร่วมกันออกแบบ “สถาปัตยกรรมการศึกษาใหม่” เพื่อสร้างทุนมนุษย์และพลเมืองโลกที่มีความรอบรู้ สามารถคิดวิเคราะห์ และอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยได้เปิดเวทีระดมสมองแบ่งเป็น 5 ภารกิจยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

    – การเพิ่มความคล่องตัวและกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา

    – การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผ่านระบบ Credit Bank

    – การคืนเวลาให้กับครู

    – สถานศึกษาปลอดภัย

    – การสร้างสถาปัตยกรรมวิชาชีพครูยุคใหม่

    ทั้งนี้ ตนขอเลือกแนวทางการทำงานแบบเพื่อนร่วมงานที่ให้ทุกภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมกันออกแบบ มากกว่าการสั่งการจากเบื้องบน (Top-down) เพื่อนำข้อมูลปัญหาที่แท้จริงมาหาคำตอบและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นและปฏิบัติได้จริง

    นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันคือการสร้างความเข้าใจและผลักดันให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยปราศจากการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือการปกปิดข้อมูลการละเมิดสิทธิเด็ก ตนจึงขอเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนมีจิตสำนึกร่วมกันในการแก้ปัญหาเชิงรุก พร้อมทั้งฝากให้ร่วมกันออกแบบระบบคุ้มครองสิทธิและช่องทางการร้องเรียนโดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ เพื่อให้นักเรียน ตลอดจนครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ถูกละเมิดสิทธิ สามารถเข้าถึงการร้องเรียนได้อย่างโปร่งใสโดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าการระดมความคิดของทุกฝ่ายในวันนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการพลิกโฉมโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ที่เด็กๆ สามารถเติบโตได้อย่างสง่างาม มีศักดิ์ศรี และได้รับการคุ้มครองสิทธิในฐานะมนุษย์อย่างเต็มภาคภูมิต่อไป

    ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดการประชุมว่า การสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างฉันทามติร่วมกันในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ โดยเฉพาะการวางรากฐานการศึกษาตั้งแต่ในรั้วโรงเรียน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

    พร้อมกันนี้ ได้ขอบคุณ รมว.ศธ. และ รมช.ศธ. ที่เปิดเวทีกว้างเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ครู และประชาชน มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในรูปแบบเวิร์กชอป เพื่อให้กระบวนการกำหนดนโยบายมีความรอบด้านและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างแท้จริง

    ด้าน รมว.ศธ. ย้ำว่า ผลจากเวิร์กชอปครั้งนี้จะไม่หยุดอยู่แค่บนกระดาษ แต่จะถูกแปลงเป็นนโยบายและเร่งขับเคลื่อนโดยเร็ว โดยกำหนดการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครั้งแรกในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ พร้อมยืนยันต่อรัฐสภาว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะบรรลุผลสำเร็จภายในสภาชุดปัจจุบัน

    S__25838081_0.jpgS__25838082_0.jpgอว.pngS__25838094_0.jpgS__25838105_0.jpgS__25838061_0.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/9_JLXeBvd&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2llOMQ_rbVnukm-AeEWa_L

  • รวยไม่ไหวแล้ว! นักร้องดังระดับเอเชีย ทุ่มเงินพันล้านซื้อคฤหาสน์หรู แล้วสั่งทุบทิ้งทั้งหลัง

    รวยไม่ไหวแล้ว! นักร้องดังระดับเอเชีย ทุ่มเงินพันล้านซื้อคฤหาสน์หรู แล้วสั่งทุบทิ้งทั้งหลัง

    รวยไม่ไหวแล้ว! นักร้องดังระดับเอเชีย ทุ่มเงินพันล้านซื้อคฤหาสน์หรูในย่านมหาเศรษฐี แล้วสั่งทุบทิ้งทั้งหลัง

    สร้างความฮือฮาในวงการอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง สำหรับ เจย์ โจว (Jay Chou) หรือ โจว เจี๋ยหลุน ราชาเพลงป๊อปแห่งเอเชีย ที่ล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าตัวทุ่มเงินเกือบ 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 1,100 ล้านบาท) ซื้อคฤหาสน์หรูระดับท็อปในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เพื่อรองรับอนาคตด้านการศึกษาของลูกทั้ง 3 คน

    สื่อไต้หวันรายงานว่า ก่อนหน้านี้เขาจะมีอสังหาริมทรัพย์ในทำเลทองของไต้หวันอย่างย่านซิ่นอี้และถนนเหรินอ้าย รวมมูลค่ากว่า 1,800 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน แต่ดีลล่าสุดยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์มหาเศรษฐีที่ไม่มีขีดจำกัด

    คฤหาสน์บน “ถนนสายอำนาจ” ใจกลางย่านเศรษฐี

    คฤหาสน์ดังกล่าวตั้งอยู่บนถนน St Georges Road ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ถนนสายอำนาจ” ของย่าน Toorak แหล่งรวมมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมลเบิร์น

    ที่ดินมีขนาดใหญ่ถึง 1,062 ตารางวา และถือเป็นแลนด์มาร์กเก่าแก่ของพื้นที่ แต่สิ่งที่ทำให้คนท้องถิ่นและสื่อออสเตรเลียต้องตกตะลึง คือการที่เจย์ โจว ไม่ได้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย แต่มีแผนจะ “รื้อทิ้งทั้งหลัง” เพื่อสร้างคฤหาสน์ใหม่ตามสไตล์ของตัวเอง

    เปิดพอร์ตอสังหาฯ ระดับพันล้าน

    หากย้อนดูทรัพย์สินของเจย์ โจว จะพบว่าเขาเป็นหนึ่งในคนบันเทิงที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ระดับสูงจำนวนมาก เช่น

    • Mandarin Villa (2 ยูนิต): 450 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 470 ล้านบาท)
    • Peace Palace (He Ping Da Yuan): 670 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 700 ล้านบาท)
    • One Park Taipei: 350 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 365 ล้านบาท)

    และล่าสุดคือคฤหาสน์ในเมลเบิร์น ซึ่งตั้งอยู่ในย่านโรงเรียนเอกชนระดับพรีเมียมที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นที่สุดของออสเตรเลีย

    ส่องความหรูคฤหาสน์ 100 ปี ก่อนถูกทุบทิ้ง

    ข้อมูลจากเว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ระบุว่า คฤหาสน์หลังนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1920 ในสไตล์ Mediterranean Revival ที่มีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมและคุณค่าทางประวัติศาสตร์

    • 7 ห้องนอน และ 9 ห้องน้ำ
    • โถงรับรองขนาดใหญ่ พร้อมเตาผิงหินอ่อน
    • ห้องนอนหลักพร้อมห้องน้ำสไตล์ปารีส
    • สระว่ายน้ำสไตล์ฮอลลีวูดสุดหรู

    อย่างไรก็ตาม ความหรูหราทั้งหมดนี้กำลังจะถูกเปลี่ยนใหม่ เมื่อเจ้าของคนใหม่เตรียมสร้างคฤหาสน์ในฝันขึ้นแทนที่

    การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความมั่งคั่งของ “เจย์ โจว” แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการวางแผนชีวิตครอบครัวในระยะยาว ทั้งด้านที่อยู่อาศัยและการศึกษาในระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9885918/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I548uSviUCENh8zTQkwAy

  • ผลสำรวจชี้ชาวแคนาดาส่วนใหญ่หนุนรัฐแบนหรือคุม ‘การตั้งราคาระบบอัลกอริทึม’

    ผลสำรวจชี้ชาวแคนาดาส่วนใหญ่หนุนรัฐแบนหรือคุม ‘การตั้งราคาระบบอัลกอริทึม’

    การตั้งราคาแบบอัลกอริทึม หมายถึง การกำหนดราคาสินค้าและบริการโดยใช้ระบบอัตโนมัติที่อาศัยอัลกอริทึมในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เช่น ความต้องการของผู้บริโภค สภาวะตลาด ระดับอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงปัจจัยด้านตำแหน่งที่ตั้งของลูกค้า เพื่อปรับเปลี่ยนราคาแบบไดนามิกให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ปัจจุบันแนวทางดังกล่าวถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งปรับราคาตั๋วโดยสารของสายการบินและค่าห้องพักอย่างต่อเนื่องตามความเปลี่ยนแปลงของตลาด

    อย่างไรก็ดี การกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริทึม (Algorithmic Pricing) ในแคนาดากำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในด้านความยุติธรรมและความโปร่งใส จากผลสำรวจล่าสุดพบว่า ชาวแคนาดาส่วนใหญ่สนับสนุนให้ภาครัฐออกมาตรการห้ามหรือควบคุม การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการกำหนดราคา เนื่องจากกังวลว่า แนวทางดังกล่าวอาจนำไปสู่การที่ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าสินค้าหรือบริการเดียวกันในราคาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น พฤติกรรมการซื้อหรือข้อมูลส่วนบุคคล

    จากผลสำรวจออนไลน์ของ Abacus Data ซึ่งสอบถามความคิดเห็นของชาวแคนาดาจำนวน 1,931 คนเกี่ยวกับการกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริึทึม พบว่า ร้อยละ 52 ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าควร “ห้าม” การใช้อัลกอริทึมในการกำหนดราคา ขณะที่อีกร้อยละ 31 เห็นว่าสามารถอนุญาตให้ใช้ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริทึมในแคนาดามีแนวโน้มขยายไปยังภาคส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น ภาคค้าปลีกและตลาดที่อยู่อาศัยให้เช่า ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาสินค้าที่จำเป็น อาทิ ผ้าอ้อม ผ่านช่องทางออนไลน์ในระดับที่แตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ระบบสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ได้

    ด้านนาย David Coletto ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Abacus Data ระบุว่า แม้ชาวแคนาดาจำนวนมากอาจยังไม่คุ้นเคยกับแนวคิดการกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริทึม (Algorithmic Pricing) แต่ในทางปฏิบัติ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ล้วนเคยเผชิญผลกระทบจากระบบดังกล่าวมาแล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งนี้ สาเหตุที่ผู้บริโภคในแคนาดามีความอ่อนไหวต่อประเด็นนี้อย่างมาก มาจากหลักความยุติธรรมพื้นฐานที่ยึดถือว่า สินค้าหรือบริการเดียวกันควรมีราคาเท่าเทียมกันสำหรับผู้บริโภคทุกคน

    จากประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้มุขมนตรีประจำรัฐ Manitoba แคนาดาได้ออกมาเคลื่อนไหว โดยประกาศมาตรการห้ามผู้ค้าปลีกนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคมาใช้ในการกำหนดราคาที่แตกต่างกัน พร้อมระบุว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ทั้งในร้านค้าปลีกแบบออฟไลน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ ในขณะเดียวกัน นาย David Coletto ให้ความเห็นว่า หากบางรัฐเริ่มมีการนำร่องแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อการกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริทึม ก็อาจสะท้อนถึงแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการกำกับดูแลการใช้ระบบการตั้งราคาในอนาคตได้

    อย่างไรก็ดี ปีที่ผ่านมา หน่วยงาน Competition Bureau แคนาดา ซึ่งดูแลกำกับให้การแข่งขันทางธุรกิจเป็นธรรมและโปร่งใส ยังได้ทำการสอบสวนเกี่ยวกับการกำหนดราคาตลาดค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ในแคนาดาโดยใช้อัลกอริทึม ซึ่งแม้จะมีการระบุว่า ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่า การใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ต่อการเสอนราคาค่าเช่าจะเข้าข่ายพฤติกรรมที่ลดการแข่งขันทางการตลาด แต่ก็ยังคงมีความกังวลต่อประเด็นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    ความเห็น สคต. การตั้งราคาแบบอัลกอริทึมสะท้อนได้ว่า กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในหลายประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะแคนาดา ซึ่งแม้ว่าระบบ AI และอัลกอริทึมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ตลาด เช่น ปรับราคาตามอุปสงค์แบบเรียลไทม์ แต่ในอีกด้านก็สร้างคำถามสำคัญเรื่องความเป็นธรรม และความโปร่งใส ในเชิงมุมมองของผู้บริโภคกังวลว่า ระบบนี้อาจนำไปสู่การตั้งราคาที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างบุคคล ขณะที่ภาคธุรกิจมองว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพและกำไร ดังนั้น ความท้าทายสำคัญในอนาคตคือการหาจุดสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเหลื่อมล้ำโดยไม่ตั้งใจ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/sjqi4qqswc86mepuxjns0md3&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ewKPZhFguyqFlbnpbcRzi

  • กยศ. เปิดโอกาสให้ “ผู้กู้ยืมเงิน” ที่ค้างชำระ เพื่อไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนฟ้องคดี

    กยศ. เปิดโอกาสให้ “ผู้กู้ยืมเงิน” ที่ค้างชำระ เพื่อไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนฟ้องคดี

    “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” เปิดโอกาสให้ “ผู้กู้ยืมเงิน” ที่ค้างชำระหนี้ เร่งชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดี

    เฟซบุ๊ก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โพสต์ข้อความเรื่อง “กยศ. เปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ เร่งชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดี” โดยระบุข้อความว่า 

    ขณะนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จะส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาให้ผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินมาชำระหนี้ที่ค้างชำระ เพื่อไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีต่อศาล นอกจากนี้ กยศ. ยังเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ที่หน้าเว็บไซต์ กยศ. ซึ่งหากผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์แล้ว กยศ. จะงดการฟ้องคดีทันที

    กยศ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยศ. อยู่ระหว่างส่งหนังสือบอกเลิกสัญญากับผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้และมีการค้างชำระหนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี (งวดรายปี) ซึ่งจะถูกดำเนินคดีภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 จำนวนประมาณ 100,000 ราย ซึ่งหากผู้กู้ยืมเงินไม่ประสงค์ที่จะถูกดำเนินคดีต่อศาลก็ขอให้ติดต่อชำระหนี้ที่ค้างชำระต่อ กยศ. โดยเร็ว หรือหากไม่สามารถชำระหนี้ได้ผู้กู้ยืมเงินก็สามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์กับ กยศ. ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตนและลงนามอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID 

    ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว มีผลให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถกลับมาชำระหนี้ได้และทำให้ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีต่อศาล นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างหนี้จะทำให้ผู้กู้ยืมเงินได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้

    • ปลดภาระผู้ค้ำประกันทันทีเมื่อทำสัญญา 
    • ผ่อนชำระหนี้ได้นานสูงสุดถึง 15 ปี 
    • ผ่อนชำระเงินคืนเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน 
    • เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยไม่ผิดเงื่อนไขตามสัญญา กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญาทั้งหมด 100%

    ทั้งนี้ กยศ. ขอเน้นย้ำว่า หากผู้กู้ยืมเงินรายใดไม่มีความประสงค์จะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีในชั้นศาลก็ขอให้เร่งชำระหนี้หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์กับ กยศ. โดยเร่งด่วน.

    ขอบคุณเฟซบุ๊ก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2929105&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06PsCLWTageDk9vxVZTHou

  • เศรษฐกิจไทยสะเทือนแรง! พิษสงครามตะวันออกกลางฉุดโตเหลือ 1.4% รัฐเร่งอัดงบพยุง เกมครึ่งปีหลังยังเสี่ยงหนัก

    เศรษฐกิจไทยสะเทือนแรง! พิษสงครามตะวันออกกลางฉุดโตเหลือ 1.4% รัฐเร่งอัดงบพยุง เกมครึ่งปีหลังยังเสี่ยงหนัก

    เศรษฐกิจไทยสะเทือนแรง! พิษสงครามตะวันออกกลางฉุดโตเหลือ 1.4% รัฐเร่งอัดงบพยุง เกมครึ่งปีหลังยังเสี่ยงหนัก

    SCB EIC คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น บทบาทนโยบายการคลังชัดขึ้นในการประคองเศรษฐกิจ

    ข้อมูลล่าสุดพบว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยในต้นเดือน เม.ย. ลดลงชัดเจน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป 

    นักท่องเที่ยวในภาพรวมมีแนวโน้มได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้น ด้านมูลค่าการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวสูง แต่ภาพรวมยังโตดีจากอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงที่กำแพงภาษีลดลงมาก อย่างไรก็ดี มูลค่าการนำเข้าขยายตัวสูงกว่ามาก แม้ยังไม่สะท้อนมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นกว่าปกติในด้านราคา

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับลดลงมาก โดยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงแรง และต่ำกว่าความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเปราะบาง 

    ตลาดแรงงานและภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ลดลง ขณะที่จำนวนธุรกิจเลิกกิจการเร่งตัว ด้านค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันในประเทศจะเริ่มทยอยปรับลดลง แต่ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม

    ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีแผนปรับขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. และปลายปีจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับขึ้นราคาแล้วหรือมีแผนจะดำเนินการในระยะถัดไป

    รัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบและเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ครอบคลุมการลดค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การอุดหนุนราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่ม และโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส)” ควบคู่กับการปรับแผนจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 เพื่อเลี่ยงความล่าช้า

    รัฐบาลยังสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบนโยบาย “4T” สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้าในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลดิจิทัล การปรับปรุงกฎเกณฑ์ล้าสมัย

    การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศเป็น 30% และยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ GDP สูงกว่า 3% ทั้งนี้รัฐบาลส่งสัญญาณอาจขยายเพดานหนี้สาธารณะและออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูง

    ความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของไทยปรับลดลง หลัง Moody’s คงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น Stable เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง แนวโน้มการลงทุนที่ดีขึ้น และความผันผวนทางการเมืองที่คลี่คลายลงหลังการเลือกตั้ง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน 

    ภาครัฐยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และเสถียรภาพการเงินภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง เปิดโอกาสให้ไทยเดินหน้านโยบายปฏิรูปการคลังและเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป

    อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังต้องติดตามมุมมองของ Fitch ซึ่งได้ปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative ในปี 2568 อย่างใกล้ชิด

    กนง. จะใช้วิธี Wait-and-see รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 – 2 ไตรมาสข้างหน้า

    SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย.นี้ และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy space

    โดย กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง 

    ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว 

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและคุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ธปท. มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง 

    เศรษฐกิจโลกชะลอ นโยบายการเงินการคลังทั่วโลกถูกจำกัด

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.9% ในปี 2568 โดยได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลง เศรษฐกิจยูโรโซน ชะลอลงจากภาคการผลิต แม้ผลกระทบจะยังจำกัดกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 เศรษฐกิจจีน ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีความมั่นคงทางพลังงานสูง แต่ยังมีแนวโน้มชะลอลงจากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา เศรษฐกิจญี่ปุ่น ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบอาจเริ่มกดดันภาคการผลิตในระยะถัดไป

    นโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้นจากราคาพลังงานที่เร่งตัวและเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในช่วงปลายปี 2569 ตามภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวต่อเนื่อง

    ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีนี้ แต่จังหวะยังไม่แน่นอน ขึ้นกับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น

    นโยบายการคลังของหลายประเทศเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น จากการใช้จ่ายเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/741560&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J2bCjHMzDOvyC4IKE6tLt

  • คลัง ยกระดับ! จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    คลัง ยกระดับ! จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา International Public Procurement Conference 2026 ว่า กรมบัญชีกลาง ถือเป็นหน่วยงานแนวหน้าและถือเป็นต้นแบบด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใภูมิห้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการจัดซื้อทั่วไป

    แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เนื่องจากหลายประเทศมีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างคิดเป็น 10-20% ของ GDP จึงสามารถใช้เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับไทย รัฐบาลตั้งเป้าใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างเป็นเครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้มีแต้มต่อมากขึ้น ผ่านนโยบายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ดิจิทัล นวัตกรรม และ Green โดยด้านดิจิทัล จะต่อยอดระบบการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement) หรือ e-GP ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญ ด้วยการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มดังกล่าวเข้ากับระบบธนาคาร เพื่อให้ SME ที่เข้าร่วมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ใช้ข้อมูลการค้ากับภาครัฐเป็นฐานในการเพิ่มโอกาสทางการเงิน สร้างระบบนิเวศใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้ดีขึ้น

    ในด้านการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบด้านพลังงาน และตอบโจทย์โลกที่เผชิญต้นทุนพลังงานสูงขึ้น / ขณะที่ ด้านนวัตกรรม รัฐบาลมีเป้าหมายใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างเป็นช่องทางสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยและผู้ประกอบการนวัตกรรมให้สามารถเข้าถึงตลาดภาครัฐมากขึ้น

    อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ของกรมบัญชีกลางให้เป็นสาธารณะมากขึ้น เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยกระดับมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างไทยสู่ระดับสากล โดยมองว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย โดยเน้นนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความรวดเร็ว และสร้างความโปร่งใสในทุกกระบวนการ พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าการผลักดันระบบจัดเกรดผู้รับเหมา ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด โดยเชื่อว่าระบบดังกล่าวจะช่วยยกระดับมาตรฐานผู้รับเหมา เพิ่มความรับผิดชอบ และสร้างระบบจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตั้งเป้าผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/274208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-eB7sQw_Otg-lxGVYwH7s

  • นโยบายใหม่ของเซี่ยงไฮ้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ปี 2569

    นโยบายใหม่ของเซี่ยงไฮ้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ปี 2569

    นครเซี่ยงไฮ้ประกาศเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยการเปิดตัว “New Quality Elements” ปัจจัยสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์ม และทรัพยากร จำนวน 31 รายการ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ภายในงานประชุมส่งเสริมการลงทุนระดับโลก ณ เซี่ยงไฮ้ ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569

    มาตรการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พัฒนา “New Quality Productive Forces” ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมอนาคต ของจีน มุ่งยกระดับเศรษฐกิจจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจในรูปแบบนวัตกรรม โดยองค์ประกอบทั้ง 31 รายการ ประกอบด้วย แพลตฟอร์มบริการสาธารณะ 11 แห่ง แพลตฟอร์มทดลองระดับมืออาชีพ 10 แห่ง และสถานการณ์การใช้งานต้นแบบ 10 ด้าน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวิจัย พัฒนา ทดสอบ และนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร

    ในด้านหุ่นยนต์ เซี่ยงไฮ้ได้จัดตั้งแพลตฟอร์มสำหรับทดลองชิ้นส่วนหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เสถียรของประสิทธิภาพชิ้นส่วนสำคัญ โดยมุ่งเน้นชิ้นส่วนหลัก เช่น โมดูลข้อต่อและระบบ Gear Reducer พร้อมสร้างสายการผลิตทดลองขนาดเล็กและให้บริการทดสอบความแม่นยำของชิ้นส่วนหุ่นยนต์มากกว่า 70 รายการ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์

    นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบสำหรับหุ่นยนต์หรือ AI ที่ใช้ทั้งสภาพแวดล้อมจริงและสภาพแวดล้อมจำลองแห่งแรกของประเทศ สำหรับการพัฒนา “หุ่นยนต์มนุษย์” โดยให้บริการรวบรวมข้อมูลและการทดสอบทางเทคโนโลยี ซึ่งในปัจจุบันมีหุ่นยนต์หลายประเภทจำนวนมากกว่าหนึ่งร้อยเครื่องเข้าร่วมการฝึกนี้แล้ว

    ในด้านข้อมูลและโมเดล AI ขนาดใหญ่ เซี่ยงไฮ้ได้จัดตั้งแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลคุณภาพสูง โดยมุ่งเน้นสาขาสำคัญ เช่น การผลิตอุตสาหกรรมและปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied Intelligence) ซึ่งสามารถรวบรวมข้อมูลได้มากกว่า 10,000 เทราไบต์ และสร้างเครือข่ายนักพัฒนากว่า 100,000 คนจากทั่วโลกที่สามารถเข้ามาใช้งาน ร่วมพัฒนา และแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียวกัน

    ผู้บริหารจากบริษัท AI ชั้นนำของจีนระบุว่า การดำเนินงานในรูปแบบ Open Source ผู้ใช้สามารถเข้าถึงการใช้งาน และพัฒนาต่อยอดได้อย่างอิสระ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้งานและทำให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจระดับโลก

    ทั้งนี้ ในปี 2025 นครเซี่ยงไฮ้มีมูลค่ารวมของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตขึ้นภายในเมือง (GDP: Gross Domestic Product) สูงถึง 5.67 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 28.35 ล้านล้านบาทไทย ส่งผลให้ขนาดเศรษฐกิจของเมืองติดเป็นอันดับ 5 ของโลก ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้ดึงดูดบริษัทต่างชาติมาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด บริษัท Zeiss ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของเยอรมนี ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเลนส์และระบบออปติกขั้นสูง ได้เริ่มก่อสร้างสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค Greater China เพื่อดูแลธุรกิจในภูมิภาคจีนทั้งหมด ที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทในประเทศจีน การเปิดตัวปัจจัยสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม แพลตฟอร์มทดลอง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเซี่ยงไฮ้ในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ครบวงจร และยกระดับบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีและการลงทุนระดับโลกในอนาคต

    ข้อคิดเห็นของสคต.เซี่ยงไฮ้

               การดำเนินนโยบายของนครเซี่ยงไฮ้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศเชิงนวัตกรรมอย่างครบวงจร โดยภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการวิจัยและการนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต สำหรับประเทศไทย แนวทางดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล การสร้างศูนย์ทดสอบและทดลองมาตรฐานรวมถึงการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้สามารถก้าวสู่ระบบนวัตกรรมที่มีคุณภาพได้ในระดับโลก

    นอกจากนี้ การที่เซี่ยงไฮ้สามารถดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างชาติอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน นโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน และทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงได้ต่อไปในอนาคต

    _________________________________________________________________________

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

    เมษายน 2569

    แหล่งที่มา

    https://www.chinanews.com.cn/cj/2026/03-14/10586759.shtml 

    https://www.51ldb.com/shsldb/cj/content/019cebda8be2c0010000dd82f3b39891.html 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/tgt5cnodl44xxmmjspovd02s&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g18o3oR1YBmxXZeQjVk9b

  • นายกฯ ญี่ปุ่นค้านประหยัดพลังงาน ชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องไม่หยุดชะงัก : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ญี่ปุ่นค้านประหยัดพลังงาน ชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องไม่หยุดชะงัก : อินโฟเควสท์

    นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการออกมาตรการขอความร่วมมือให้ประชาชนจำกัดการใช้พลังงาน แม้จะมีความไม่แน่นอนด้านอุปทานน้ำมันจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง โดยเธอระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ควรที่จะต้องหยุดชะงัก

    ถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดด้านอุปทานพลังงาน หลังจากการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อันเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่เปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียที่ขาดแคลนทรัพยากรต่างออกมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิง

    “ดิฉันไม่เชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือสังคมควรจะต้องหยุดชะงัก ณ จุดนี้” นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวต่อรัฐสภาในวันนี้ (27 เม.ย.) เพื่อตอบข้อซักถามจากสส.ฝ่ายค้านเกี่ยวกับความจำเป็นในการดำเนินมาตรการฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ

    นายกฯ ญี่ปุ่นกล่าวเสริมว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลางเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอุปทาน

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ท่าทีของผู้นำญี่ปุ่นแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน อาทิ เกาหลีใต้ ซึ่งขอความร่วมมือให้ประชาชนลดการใช้พลังงาน ขณะที่มาเลเซียส่งเสริมนโยบายการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง

    สำหรับมาตรการทางการเงิน นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หลังจากที่รัฐสภาเพิ่งผ่านร่างงบประมาณประจำปี 2569 วงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 122.31 ล้านล้านเยน (ประมาณ 7.68 แสนล้านดอลลาร์) เมื่อต้นเดือนเมษายน โดยรัฐบาลสามารถดึงงบประมาณสำรองมาใช้จ่ายได้ทันทีหากมีความจำเป็นในการตอบสนองสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    อย่างไรก็ตาม ผู้นำญี่ปุ่นกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นอย่างยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/588202&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oCRNeVC7U2Uj-_GbBFUDC

  • ที่เที่ยวใกล้กันและระหว่างทาง ep.2 จอมบึง ราชบุรี

    ที่เที่ยวใกล้กันและระหว่างทาง ep.2 จอมบึง ราชบุรี

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/V5bNaZqyg4d5&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JzRNMqIajXJFBPITWT5Rz