Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แบงก์ชาติอินเดียเตือนสงครามอิหร่าน-ฤดูมรสุมแผ่ว เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจประเทศ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติอินเดียเตือนสงครามอิหร่าน-ฤดูมรสุมแผ่ว เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจประเทศ : อินโฟเควสท์

    ซันเจย์ มัลโฮตรา ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย (RBI) กล่าวว่า เงินเฟ้อของอินเดียยังคงอยู่ในระดับสูง โดยสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและฤดูกาลมรสุมที่อ่อนกำลังลง ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจอินเดีย

    มัลโฮตราให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ดูรดาร์ชานของรัฐบาลในวันนี้ (17 ก.ค.) ว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ มีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากปัจจัยฝั่งอุปทาน โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการที่เปิดเผยเมื่อต้นสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่า เงินเฟ้อของอินเดียพุ่งทะลุเป้าหมายที่ระดับ 4% ของ RBI เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปีครึ่ง

    ผู้ว่าการ RBI ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอินเดียยังคงแข็งแกร่ง โดยมีอัตราการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีแม้เผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ดี เขากล่าวเสริมว่า ความท้าทายต่าง ๆ ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจนั้นยังคงมีอยู่ และผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องจับตาสถานการณ์ต่อไป

    คณะกรรมการ RBI ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ และไม่กี่สัปดาห์หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมในเดือนมิถุนายน มัลโฮตราได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นของอินเดียว่า ยัง “เร็วเกินไป” ที่ RBI จะหารือเกี่ยวกับการคุมเข้มนโยบายทางการเงิน

    อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การแสดงความคิดเห็นในครั้งนั้น ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นเนื่องจากสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเปิดฉากสู้รบกันอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยอินเดียนำเข้าน้ำมันเกือบ 90% ของความต้องการใช้ในประเทศ ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าวถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ.

    สำหรับการประชุมครั้งต่อไปของ RBI จะมีขึ้นในวันที่ 3-5 ส.ค. โดยที่ประชุมจะทำการทบทวนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/617349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aGiNH0iqj0KlYlyr9XZ1Q

  • อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศพบหารือกับประธานคณะกรรมการอำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศพบหารือกับประธานคณะกรรมการอำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศพบหารือกับประธานคณะกรรมการอำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง

    วันที่นำเข้าข้อมูล 17 ก.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 17 ก.ค. 2569

    | 26 view

    เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายจุลวัจน์ นรินทรางกูร อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ พบหารือกับ ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานคณะกรรมการอำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute Council) โดยมีสมาชิกสภามนตรีสถาบันฯ เข้าร่วมด้วย

    งานมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและกระชับความเป็นหุ้นส่วนที่ยาวนานระหว่างสถาบันฯ กับภาคีเครือข่ายในประเทศไทยและนิวซีแลนด์ โดยผู้แทนอาวุโสที่เข้าร่วมเน้นย้ำเจตนารมณ์ร่วมกันของสถาบันฯ และภาคีเครือข่าย ในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและความร่วมมือในประเด็นท้าทายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง อาทิ การจัดการปัญหาหมอกควัน การจัดการน้ำ และอาชญากรรมข้ามแดน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/tcanz-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28Jh-cDZ-FWE-LX1hN6VjP

  • โจทย์ใหญ่ : วิกฤตเศรษฐกิจชนบทไทย “สิทธิ การมีส่วนร่วม และทางออกเชิงนโยบาย”

    โจทย์ใหญ่ : วิกฤตเศรษฐกิจชนบทไทย “สิทธิ การมีส่วนร่วม และทางออกเชิงนโยบาย”

    Locals

    สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วม
    สาธารณะไทยพีบีเอส (Thai PBS)

    ©2026 All rights reserved | Locals Thai PBS.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/kg5n4pc97wrt1n95ks3hgajx-&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Mw8bI6PWSkAtdmYl4V_kH

  • ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมระดับสูงภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ค.ศ. 2026 – กระทรวงการต่างประเทศ

    ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมระดับสูงภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ค.ศ. 2026 – กระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 17 ก.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 17 ก.ค. 2569

    | 40 view

    เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมระดับสูงภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (ECOSOC) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ซึ่งจัดต่อเนื่องกับการประชุมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี ค.ศ. 2026 (HLPF 2026)

    ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ “Way forward to 2030” โดยย้ำว่า ECOSOC ควรยกระดับบทบาทจากเวทีหารือไปสู่เวทีที่ช่วยส่งมอบผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ด้วยการจัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน การทำงานที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น และการระดมเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และการเสริมสร้างขีดความสามารถ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาให้เกิดผลได้จริง นอกจากนี้ ECOSOC ควรใช้ประโยชน์จากคณะกรรมาธิการระดับภูมิภาค เช่น คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ให้มากขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเป้าหมายระดับโลกกับความต้องการของภูมิภาคและประเทศต่าง ๆ

    ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ยังได้กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ “Transformation from the ground up: Acting at local level” โดยย้ำว่า การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต้องเริ่มจากระดับพื้นที่และเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง ไทยจึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน SDGs ในระดับท้องถิ่น โดยเชื่อมโยงแผนระดับชาติกับความต้องการของพื้นที่ ใช้ข้อมูล เงินทุน และความร่วมมือเป็นเครื่องมือสนับสนุน และส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง ดำเนินการ และติดตามแนวทางการพัฒนาที่ตอบโจทย์บริบทของตน โดยไทยพร้อมมีส่วนร่วมในการเสริมสร้าง ECOSOC ให้เป็นเวทีที่สามารถผลักดันผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชน ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของไทยในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก ECOSOC วาระปี ค.ศ. 2029 – 2031

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/advisor-fm-high-level-ecosoc-16-jul-2026-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vd6kWyEbea8srnsnJejnk

  • ‘ศุภวุฒิ’ เตือนเศรษฐกิจไทยเข้าจุดอันตราย กระสุนการคลังหมด ติดกับดักหนี้ 3 ชั้น

    ‘ศุภวุฒิ’ เตือนเศรษฐกิจไทยเข้าจุดอันตราย กระสุนการคลังหมด ติดกับดักหนี้ 3 ชั้น

    “กรุงเทพธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

    โดย “ดร.ศุภวุฒิ” ฉายให้เห็นภาพเศรษฐกิจไทยช่วงปัจจุบันว่า ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ช่วงเวลาที่น่ากังวลที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานานกำลังปรากฏผลอย่างชัดเจน 

    ขณะที่เครื่องมือสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง กลับเหลือพื้นที่ให้ใช้น้อยลงอย่างมาก โดยมองว่า

    สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดไม่ใช่เพียงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ แต่คือการที่ประเทศไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดในการใช้นโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แตกต่างจากอดีตที่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว รัฐบาลและธนาคารกลางยังมีเครื่องมือเพียงพอที่จะประคองสถานการณ์

    “วันนี้เวลาเหลือน้อยแล้ว เรารอไม่ได้ ประเทศไม่สามารถหวังพึ่งปัจจัยภายนอกหรือโชคเหมือนในอดีตได้อีกต่อไป เพราะบริบทของเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง”
     

    • เตือนประเทศเข้าสู่ภาวะ“กระสุนหมด”

    ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะที่เครื่องมือทั้งด้านการเงินและการคลังเหลือพื้นที่ใช้น้อยมากที่ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมือน “กระสุนหมด”

    ด้านนโยบายการเงิน การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้จำกัด เนื่องจากระดับดอกเบี้ยและเงินเฟ้อปัจจุบันไม่ได้เปิดช่องให้ใช้นโยบายผ่อนคลายได้มากนัก อีกทั้งผลการลดดอกเบี้ยอาจไม่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญเหมือนที่ผ่านมา

    ส่วนการคลัง รัฐบาลเผชิญแรงกดดันจากรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านบำนาญและสวัสดิการสาธารณสุขจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย

    เมื่อรายจ่ายประจำเพิ่มเร็วกว่ารายได้รัฐบาล งบประมาณสำหรับการลงทุน จึงถูกเบียดลงต่อเนื่อง จนเหลือสัดส่วนเพียงประมาณ 20% ของงบประมาณทั้งหมด ส่งผลให้ประเทศมีข้อจำกัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือโครงการใหม่ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันระยะยาว หากปล่อยให้แนวโน้มเช่นนี้ดำเนินต่อไป ความสามารถรัฐบาลในการใช้นโยบายการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะยิ่งลดลง

    • กับดักหนี้กดทับเศรษฐกิจไทย

    “ศุภวุฒิ” ยังห่วงปัญหาเกี่ยวกับ “กับดักหนี้”ของไทยที่เกิดขึ้นในหลายระดับ เปรียบเสมือน“กับดักหนี้ 3 ชั้น”

    ชั้นแรก คือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ของจีดีพีส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอลง เพราะรายได้จำนวนมากต้องนำไปชำระหนี้ ทำให้เหลือเงินสำหรับการบริโภคและการลงทุนลดลง

    ชั้นที่สอง คือ หนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ หากเอสเอ็มอีอ่อนแอลง จะกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น

    ส่วนชั้นสุดท้าย คือ หนี้สาธารณะ แม้ยังมีสัดส่วนต่ำกว่าหนี้ครัวเรือน แต่กลับเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการดำเนินนโยบายรัฐบาล เพราะทำให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เหลือน้อยลง

    ในมุมเศรษฐกิจไทย หากเศรษฐกิจยังขยายตัวเพียง 2-3% ต่อปี ขณะที่รัฐบาลยังต้องขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นแตะระดับ 70% ของGDPภายในเวลาเพียงประมาณ 5 ปี

    โดยมองว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ระดับประมาณ 2% ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ต่ำ แต่เป็นระดับที่ไม่สามารถรองรับภาระการคลังและโครงสร้างประชากรของประเทศได้

    “หากรัฐบาลยังต้องใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณประมาณ 4% ของจีดีพีเพื่อประคองเศรษฐกิจ ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 2% สถานการณ์เช่นนี้จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว นอกจากนี้หากเศรษฐกิจโตต่ำ แต่ค่าครองชีพหรือเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จะยิ่งกระทบต่อประชาชนที่มีรายได้คงที่ และอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น”

    หากมองย้อนเศรษฐกิจไทยในอดีต ยังสะท้อนถึงพัฒนาการเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2548 ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังย้ำอยู่กับที่ และเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาโครงสร้าง คือ เนื่องจากประเทศไทยใช้เวลากว่า 20 ปีไปกับความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างหลายด้านหยุดชะงัก

    “ช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศยังเดินหน้าต่อได้ เพราะมีปัจจัยภายนอกเข้ามาช่วยประคอง ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็วภาคท่องเที่ยว หรือสภาวะดอกเบี้ยต่ำทั่วโลกจากมาตรการผ่อนคลาย QE จากทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจโตระดับหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ต้องเร่งปฏิรูป แต่หลังโควิดเป็นต้นมา ดอกเบี้ยทั่วโลกกลับมาอยู่ในระดับสูง เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น หลายประเทศมีภาระหนี้สาธารณะสูงขึ้น ทำให้ปัจจัยบวกที่เคยช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไม่สามารถทำหน้าที่เช่นเดิมได้อีก”

    • ห่วงโครงสร้างรัฐ ทำให้ประเทศเสียโอกาส

    ทั้งนี้มองว่า ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดโอกาส แต่เป็นการที่ระบบกฎระเบียบและโครงสร้างภาครัฐยังไม่สามารถรองรับโอกาสใหม่ได้

    โดยเฉพาะการส่งเสริมพลังงานสะอาด แม้จะมีนโยบายสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่กระบวนการอนุมัติกลับใช้เวลานานมาก มองว่าการเปิดเสรีระบบซื้อขายไฟฟ้าและการทำ Third Party Access จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภาคพลังงาน
    นอกจากนี้ มองว่าไทยควรปฏิรูประบบสาธารณสุขรับสังคมสูงวัย ขณะที่ ระบบสวัสดิการด้านสุขภาพที่แยกเป็นหลายระบบ ทั้งสวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง ควรทบทวนและบูรณาการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    • OECD คือจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป

    สุดท้ายแล้ว “ศุภวุฒิ”มองว่า การที่ประเทศไทยประกาศเป้าหมายเข้าร่วม OECD ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะมาตรฐานของ OECD จะผลักดันให้เกิดการยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส การแข่งขันที่เป็นธรรม และการลดการผูกขาด

    การปฏิรูปภาครัฐเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จำเป็นก่อนการปฏิรูปด้านอื่นทั้งหมด เพราะหากโครงสร้างการบริหารยังไม่มีประสิทธิภาพ การลงทุนหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ ก็จะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้เต็มที่

    “สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือความเชื่อที่ว่ายังสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร”

    ด้านการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่มองว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในหลายอุตสาหกรรม เช่นการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นโอกาสที่ไทยกำลังดำเนินอยู่

    นอกจากนี้สิ่งที่ควรยกระดับคืออุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ไทยควรเปลี่ยนจากการเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้น ไปสู่การผลิตอาหารมูลค่าเพิ่ม โปรตีน และ Functional Food อุตสาหกรรมนี้จะสร้างการจ้างงานภายในประเทศได้มากกว่าการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์  

    ยังแนะเร่งเปิดเสรีการใช้ระบบราง เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ หากไทยเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่จีนตอนใต้ผ่านลาว ลงมายังมาเลเซีย สิงคโปร์ แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบภาครัฐมหาศาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1243459&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AeD2Lv30tCIsKaxHITepB

  • อัตราเงินเฟ้อตุรกีลดลงแต่ยังคงสูง และไม่น่าไว้ใจ

    อัตราเงินเฟ้อตุรกีลดลงแต่ยังคงสูง และไม่น่าไว้ใจ

    เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานสถิติแห่งตุรกีได้เผยแพร่ข้อมูลอัตราเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการของตุรกีประจำเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นอัตราเงินเฟ้อที่ร้อยละ 0.99 เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ต่ำกว่าตัวเลขในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่อัตราร้อยละ 1.71 และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาตัวเลขจะอยู่ที่ร้อยละ 32.11 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้บริโภค เนื่องจากเป็นภาพรวมอีกมุมหนึ่งของการพัฒนาการด้านเศรษฐกิจของตุรกี

    ในช่วงเวลาเดียวกัน ธนาคารกลางแห่งชาติตุรกี (CBRT) ได้เผยแพร่รายงานที่แสดงให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์รายปี (Annual Inflation Expectations) ของภาคครัวเรือนในตุรกีปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในเดือนมิถุนายนด้วยเช่นกัน โดยลดลง 3.38 จุด เหลือร้อยละ 46.13 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุดของปีนี้ ดีขึ้นจากร้อยละ 51.56 ในเดือนเมษายน และร้อยละ 49.51 ในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์รายปี คือ มุมมองของภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน ที่มีต่อระดับราคาสินค้าและบริการว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยเป็นเท่าใดในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นดัชนีทางจิตวิทยาที่สำคัญมาก เพราะหากผู้คนคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นราคาสินค้า และเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้นล่วงหน้า ซึ่งจะทำให้เกิดเงินเฟ้อขึ้นจริงตามที่คาดการณ์ไว้ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลตุรกีมักเน้นย้ำถึงความคงที่ของอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์รายปี โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือน พร้อมทั้งระบุว่าพัฒนาการที่ดีขึ้นชองตัวเลขดังกล่าวมีส่วนช่วยให้อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงลดลงได้

    ข้อมูลอย่างเป็นทางการอีกชุดหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนนี้โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติตุรกี (TurkStat) แสดงให้เห็นว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วในเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นจาก 32.4 ในเดือนเมษายน โดยทาง CBRT ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อครึ่งปีแรกเป็นร้อยละ 24 จากเดิมร้อยละ 16 เมื่อเดือนที่แล้ว พร้อมทั้งเตือนว่าผลกระทบด้านเงินเฟ้อในระยะสั้นจากสงครามอิหร่านจะยังคงรุนแรงต่อไป และในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งล่าสุด CBRT ได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 37 โดยให้เหตุผลว่ากำลังติดตามผลกระทบของการพัฒนาทางภูมิศาสตร์การเมืองต่อแนวโน้มเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด

    ในส่วนของรัฐบาลตุรกีที่ยังคงยืนหยัดในนโยบายลดอัตราเงินเฟ้อ นายเมห์เม็ต ชิมเช็ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและเศรษฐกิจ ได้กล่าวว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้อาจอยู่ที่ “กลาง 20 หรือสูงกว่า 20” โดยธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง BBVA กล่าวในรายงานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า คาดการณ์ว่ากระบวนการลดอัตราเงินเฟ้อจะยังคงดำเนินไปตามแผนโดยทั่วไป แม้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงในระยะสั้นก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากแหล่งอื่นอย่าง Inflation Research Group (ENAG) หรือ กลุ่มวิจัยเงินเฟ้อซึ่งเป็นสถาบันทางวิชาการอิสระที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศตุรกีเมื่อปี ค.ศ. 2020 โดยกลุ่มนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์อิสระ มีวัตถุประสงค์หลักในการคำนวณและเผยแพร่อัตราเงินเฟ้อทางเลือก (Alternative inflation) เพื่อสะท้อนภาวะค่าครองชีพที่แท้จริง ได้ให้ข้อมูลที่สวนทางกับข้อมูลที่เป็นทางการ โดยระบุว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายนที่แท้จริงนั้นสูงขึ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคของ ENAG ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.94 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และคำนวณอัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ร้อยละ 51.49 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่โดยสำนักงาน

    สถิติแห่งชาติตุรกีอย่างมาก ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวยังคงเป็นที่สนใจของนักเศรษฐศาสตร์และผู้สังเกตการณ์ตลาดอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจากแหล่งอื่นที่น่าสนใจ อาทิ ข้อมูลของสภาหอการค้าเมืองอิสตันบูล หรือ Istanbul Chamber of Commerce (ITO) ที่ได้เผยแพร่ข้อมูลราคาสินค้าปลีกล่าสุดในเมืองอิสตันบูลว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.14 ในเดือนมิถุนายนเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อรายปีในเมืองนี้อยู่ที่ร้อยละ 35.94 โดยที่เมืองอิสตันบูลเป็นศูนย์กลางการค้าที่ใหญ่ที่สุดของตุรกี ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อจึงมักถูกติดตามอย่างใกล้ชิดในฐานะตัวชี้วัดเพิ่มเติมของแนวโน้มราคา หรือผลสำรวจของ AA Finans ที่คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภครายเดือนจะอยู่ที่ร้อยละ 1.04 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อรายปีคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 32.17 ซึ่งตัวเลขอย่างเป็นทางการของสำนักงานสถิติแห่งชาติตุรกีค่อนข้างสอดคล้องกับความคาดหวังของตลาดโดยรวม แต่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เล็กน้อย

    ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

    ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเป็นอีกข้อมูลหนึ่งที่สำคัญสำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์และภาพรวมพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศ และใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายและทิศทางในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี รวมถึงสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่น และชี้นำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน ให้คล้อยตามแนวทางที่ต้องการได้ จึงมีแรงจูงใจสำหรับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้นำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อตนในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตุรกีที่ต้องเผชิญกับภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงมากมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

    ตามข้อมูลของ Economist Enterprise หรือ EIU อัตราเงินเฟ้อของตุรกีในช่วง 5 ปี (นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021) ที่ผ่านมาสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 650 ซึ่งหมายความว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้บริโภคต้องจ่ายราคาสินค้าและบริการในตุรกีเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 6.5 เท่า และยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ อัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากเฉลี่ยร้อยละ 34.9 ในปีก่อนเหลือร้อยละ 31.7 แต่ความเสี่ยงต่อกระบวนการลดเงินเฟ้อ

    กลับเพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในอิหร่าน ในขณะเดียวกับที่สินเชื่อผู้บริโภคยังคงเติบโต และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ยังคงอยู่ในระดับสูง และดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้อมูลดังกล่าวซึ่งอ้างอิงตามตัวเลขอย่างเป็นทางการตามที่ทางการตุรกีแถลง อาจจะยังไม่สามารถสะท้อนภาะเศรษฐกิจและปัญหาที่แท้จริงได้อย่างครบถ้วนนัก ทั้งนี้ แม้จะมีคำพิพากษาของศาลหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่สำนักงานสถิติแห่งชาติตุรกีก็ยังคงไม่ยอมเปิดเผยรายการราคาสินค้าที่ถูกนำมาใช้ในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อตามที่สหพันธ์สหภาพแรงงานก้าวหน้าแห่งตุรกีร้องขอมาตั้งแต่ปี 2565 จึงมีความเป็นไปได้ว่าข้อมูลดังกล่าวอาจไม่มีความโปร่งใสมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสภาวะความเป็นอยู่ และอัตราค่าครองชีพของประชาชนทั่วไปของตุรกีในปัจจุบัน

    ที่มา: https://www.dailysabah.com/business/economy/inflation-expectations-among-households-in-turkiye-improve-in-june 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lyqj9c7kttc7s3776tbc7kyy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25dRILBPa998grby7AsFth

  • มองเศรษฐกิจไทยผ่านเลนส์ OECD แต้มต่อ ปั้นประเทศสู่ Middle Power ของโลก

    มองเศรษฐกิจไทยผ่านเลนส์ OECD แต้มต่อ ปั้นประเทศสู่ Middle Power ของโลก

    มองประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็น “Middle Power” หรือประเทศอำนาจปานกลาง ที่สามารถเชื่อมโยงมุมมองระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เพื่อร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก OECD ถือเป็นแต้มต่อสำคัญ ที่ทำให้มุมมองจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้รับการยอมรับและมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายระดับโลก

    ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การปฏิวัติเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไร แต่คือ ประเทศไทยจะมีบทบาทอย่างไรในการร่วมกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    ที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนามักถูกมองในฐานะ “ผู้ปรับตัว” ต่อกติกาเศรษฐกิจโลก มากกว่าการเป็น “ผู้ร่วมกำหนด” กติกาเหล่านั้น ทั้งที่ความท้าทายสำคัญของโลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการชะลอตัวของผลิตภาพ ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน หรือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนส่งผลต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

    ด้วยเหตุนี้ เวทีนโยบายเศรษฐกิจระดับโลกจึงเริ่มเปิดพื้นที่ให้กับมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะเสียงจากประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการรับมือกับโจทย์การพัฒนา การแข่งขัน และการเติบโตในโลกยุคใหม่

    ประเทศไทยเองอยู่ในจุดที่น่าสนใจ เราอาจไม่ได้เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็น Middle Power ที่สามารถเชื่อมโยงมุมมองระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ถ่ายทอดทั้งโอกาสและข้อจำกัดของเศรษฐกิจเกิดใหม่ พร้อมร่วมเสนอแนวทางใหม่สำหรับการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืน

    องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ให้ความสำคัญมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structural Reform) การเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) และการสร้างการเติบโตระยะยาว (Long-term Growth) 

    ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถของประเทศในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อ ปิยะชาติ (อาร์ม) อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท BRANDi and Companies และผู้ริเริ่มแนวคิด Sustainomy ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกของ Business at OECD (BIAC) Economic Policy Committee คณะกรรมการด้านนโยบายเศรษฐกิจภายใต้ Business at OECD ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมและสะท้อนมุมมองจากภาคธุรกิจเพื่อสนับสนุนการจัดทำนโยบายเศรษฐกิจของ OECD

    การได้รับเชิญเข้าร่วมคณะกรรมการดังกล่าว ไม่เพียงสะท้อนการยอมรับในระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นสัญญาณว่ามุมมองจากประเทศไทยและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในการหารือเชิงนโยบายระดับโลก และเปิดโอกาสให้ประสบการณ์จากบริบทของประเทศกำลังพัฒนาได้มีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางการเติบโตในอนาคต

    ในบริบทนี้ แนวคิด Sustainomy เสนอว่า ความท้าทายสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ไม่ได้เป็นปัญหาที่แยกจากกัน หากแต่เป็นผลลัพธ์ของระบบเศรษฐกิจที่ถูกออกแบบขึ้นสำหรับโลกในศตวรรษที่ 20

    ขณะที่โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังต้องการกรอบความคิดใหม่ที่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขัน

    หากโลกกำลังร่วมกันออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่ ประเทศไทยอาจมีบทบาทมากกว่าการเรียนรู้จากประเทศที่พัฒนาแล้ว เราสามารถนำเสนอประสบการณ์ แนวคิด และนวัตกรรมเชิงนโยบายจากบริบทของประเทศกำลังพัฒนา เพื่อร่วมสร้างทางเลือกใหม่ของการเติบโตที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    ท้ายที่สุด บทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลกอาจไม่ได้ถูกกำหนดด้วยขนาดของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความสามารถในการสร้างแนวคิด เชื่อมโยงความร่วมมือ และร่วมออกแบบคำตอบต่อความท้าทายของโลก

    ในวันที่ Middle Power ไม่ได้หมายถึงขนาดของประเทศ หากแต่หมายถึงศักยภาพในการสร้างอิทธิพลผ่านองค์ความรู้ ความร่วมมือ และวิสัยทัศน์ที่โลกพร้อมรับฟัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1243430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Lc87OotChoI6uWHruFYF3

  • ไทยพร้อมต้อนรับ 191 ประเทศ แลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก ‘โอลิมปิกทางการเงิน’

    ไทยพร้อมต้อนรับ 191 ประเทศ แลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก ‘โอลิมปิกทางการเงิน’

    ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือการนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยและ Soft Power ที่จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย และสร้างความประทับใจให้กับผู้แทนจากทั่วโลก โดยคัดสรรผ้าทอและผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวมทั้งสิ้น 37 ลายอัตลักษณ์ทั่วไทย อาทิ ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลาย “บุปผาบรมราชินีนาถ” นำมาใช้ตกแต่งและสะท้อนคุณค่าภูมิปัญญาไทยสู่สายตาสากล ภายในงานยังมีการจัดแสดงและเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้า GI ของประเทศไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติได้สัมผัสกับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ข้าวหอมมะลิไทยแท้ 100% คุณภาพพรีเมียมคัดพิเศษ ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินไทยและวิถีเกษตรกรรมอันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค

    ไทยพร้อมต้อนรับ 191 ประเทศ แลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก 'โอลิมปิกทางการเงิน'

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในช่วงการเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย คณะผู้จัดงานได้เร่งผลักดันโอกาสครั้งสำคัญนี้ เป็น “วาระแห่งชาติ” ผ่านการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับคนไทยทุกภาคส่วน ครอบคลุม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ไปจนถึงประชาชน ผ่านแคมเปญ “Road to Thailand” เพื่อเน้นย้ำว่าการประชุมในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการเพียงเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและใกล้ตัวทุกคน สะท้อนผ่านการผนึกกำลังและเปิดพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย ได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในช่วงการจัดเตรียมงานและระหว่างการจัดประชุม จึงยืนยันว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน ซึ่งในระยะสั้นการเดินทางเข้ามาของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงทั่วโลก จะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและบริการในทันที

    “การเตรียมความพร้อมของไทยลงลึกและให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด โดยรัฐบาลได้ยกระดับการดำเนินงานผ่านคณะอนุกรรมการ 3 ด้าน ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ ซึ่งจะดูแลการขับเคลื่อนแนวคิดหลักของการประชุมให้ชัดเจนและมีพลัง คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพของไทยไม่เพียงแต่สำเร็จลุล่วงด้วยดี แต่ต้องเหนือความคาดหมายของผู้เข้าร่วมประชุม และคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างเรียบร้อย ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่าย โดยขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมเต็ม 100% ตามแผนจัดเตรียมงาน ซึ่งในเดือนกรกฎาคมนี้ คณะผู้แทนจาก The International Monetary Fund และ The World Bank Group ได้เดินทางมาร่วมตรวจประเมินความพร้อมขั้นสุดท้ายอย่างใกล้ชิด หรือที่เรียกว่า July Mission คณะผู้จัดงานจึงวางระบบควบคุมงานและระบบเชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความพร้อมสูงสุดในทุกมิติ” นายเอกนิติ กล่าว

    ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ด้วยความโดดเด่นด้านระบบการเงินดิจิทัลระดับโลกที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้น ทั้งระบบพร้อมเพย์ และการชำระเงินข้ามประเทศ (Cross-border QR) ในการประชุมครั้งนี้ ธปท. จึงมุ่งนำเสนอศักยภาพการพัฒนาโลกการเงินยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe & Inclusive Digital Finance: SIDF) เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า นอกจากความรวดเร็วแล้ว ระบบการเงินดิจิทัลต้องมีทั้งความปลอดภัยและสร้างการเข้าถึงที่เท่าเทียม (Inclusive) สำหรับคนทุกกลุ่ม

    ไทยพร้อมต้อนรับ 191 ประเทศ แลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก 'โอลิมปิกทางการเงิน'

    การที่ระบบการเงินจะปลอดภัยและทั่วถึงได้ ต้องมีกลไก 3 ด้านด้วยกัน คือ (1) จัดการกับภัยทุจริตทางดิจิทัล (Fraud, scams, and digital crimes) ที่กระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยตรง (2) ลดความเสี่ยงของภัยไซเบอร์ (Cyber resilience) เพื่อให้ระบบการเงินรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันระบบการเงินยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการที่มีความกระจุกตัวสูง และ (3) สร้างระบบนิเวศทางการเงิน (Enabling ecosystem) ที่เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกกีดกันการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในยุคที่การเข้าถึง AI และ digital footprint อาจสร้างความเหลื่อมล้ำในรูปแบบใหม่ หากขาดการออกแบบนโยบายที่รอบคอบ

    หัวใจสำคัญ คือ การวางนโยบายการเงินที่มองเห็นคนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่เพียงสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ทางการเงินให้แก่ประชาชน แต่ในขณะเดียวกันจะช่วยปลดล็อกให้คนตัวเล็ก อาทิ กลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มผู้สูงอายุ ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้มีความปลอดภัย และเท่าเทียมกัน

    ไทยพร้อมต้อนรับ 191 ประเทศ แลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก 'โอลิมปิกทางการเงิน'

    ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ธปท. พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ผ่านกรอบนโยบาย ‘Bangkok Blueprint’ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ระดับโลกที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย กับ The International Monetary Fund และ The World Bank Group ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น ‘เข็มทิศนโยบาย’ ที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาให้เหมาะกับบริบทของตนเอง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล

    โดยแนวทางนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับความรู้และภูมิคุ้มกันของประชาชน

    “Bangkok Blueprint นี้ ถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ (key deliverables) ของการประชุมครั้งนี้ และจะเป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงธีมของไทยกับธีมโลก เนื่องจากภัยการเงินดิจิทัลจะเป็นความท้าทายที่ทั่วโลกจะต้องพบเจอ สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีแนวคิดที่เป็นสากล และเป็นผู้นำทางความคิดในการจุดประกายให้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่ลงมือทำได้จริง เพื่อลดปัญหาและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” นายวิทัย กล่าวสรุป

    ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดของการประชุม The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group และชุดกิจกรรม Road to Thailand เพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ https://www.am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026 Thailand https://www.facebook.com/AM2026THAILAND
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378980360&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0INwzC0hzt690saMLubndH

  • ถึงจุดเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจเอไอ “ดร.ชิต” ชี้ประเทศไทยต้องเร่งผลักดันเป็นศูนย์กลางอาเซียน

    ถึงจุดเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจเอไอ “ดร.ชิต” ชี้ประเทศไทยต้องเร่งผลักดันเป็นศูนย์กลางอาเซียน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ เมื่อคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ที่ชื่อว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่กำหนดอนาคตของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก    

    รศ. ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเทศไทย (DIAT) เปิดเผยว่า โลกได้ก้าวพ้นยุค Digital Economy เข้าสู่ยุค AI Economy (ระบบเศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์ หรือ ระบบเศรษฐกิจเอไอ) อย่างเต็มตัว โดย AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีอีกแขนงหนึ่ง แต่กำลังมีสถานะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เปรียบได้กับไฟฟ้าที่เคยปฏิวัติโลกในยุคอุตสาหกรรม และอินเทอร์เน็ตที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยุคดิจิทัล    

    การแข่งขันของประเทศในวันนี้จึงเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง จากอดีตที่เคยอาศัยแรงงาน เงินทุน และเทคโนโลยี เป็นการแข่งขันด้านข้อมูล ศักยภาพของระบบ AI และกำลังการประมวลผล ประเทศที่สามารถสร้างระบบนิเวศ AI ได้ครบวงจร จะเป็นผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในทศวรรษข้างหน้า    

    สำหรับประเทศไทย นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ เพราะเริ่มเห็นการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ทั้งโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ การขยายโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ระบบเครือข่ายโทรคมนาคม รวมถึงการเข้ามาของอุตสาหกรรม AI และหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ ซึ่งล้วนเป็นการลงทุนเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ มากกว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว    

    ดร.ชิตมองว่า ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีเหมือนที่ผ่านมา แต่ต้องยกระดับสู่การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี ผู้สร้างนวัตกรรม และผู้พัฒนาโซลูชันของตนเอง โดยเฉพาะการพัฒนา AI ที่ต่อยอดจากองค์ความรู้และประสบการณ์ของคนไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคธุรกิจ และยกระดับห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการไทยให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่    

    “ความสำเร็จของ AI จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากจำกัดอยู่เฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ แต่ต้องขยายโอกาสไปสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภาคเกษตร ภาคบริการ ภาคการศึกษา และประชาชนทั่วไป เพราะ AI ที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริง คือ AI ที่ถูกนำไปใช้ในวงกว้าง ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ถูกเก็บไว้ในห้องทดลอง”    

    อีกประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหัวใจของ AI Economy เพราะ AI จะไม่สามารถเติบโตได้ หากไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ โครงข่ายโทรคมนาคม ระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พลังงานที่เพียงพอ และแพลตฟอร์มประมวลผล AI ที่มีประสิทธิภาพ    

    “หากอินเทอร์เน็ตคือถนนสายหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลในอดีต โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลก็คือถนนสายหลักของเศรษฐกิจ AI ในอนาคต” ดร.ชิตกล่าว พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบนิเวศดังกล่าวให้สมบูรณ์ เพื่อรองรับการลงทุนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ขณะเดียวกัน โลกกำลังเข้าสู่ยุค Physical AI หรือการผสาน AI เข้ากับหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ ซึ่งจะเข้ามาทำงานในโรงงาน คลังสินค้า โรงพยาบาล ภาคบริการ และอุตสาหกรรมการผลิตในวงกว้างภายในเวลาไม่นาน เช่นเดียวกับที่สมาร์ทโฟนเคยเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ก็จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของมนุษย์ในระดับโลก และประเทศไทยต้องไม่พลาดโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตนี้    

    ดร.ชิตยังมองว่า การพัฒนาประเทศในยุค AI จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตบัณฑิต ไปสู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงองค์ความรู้ ภาคธุรกิจ ภาครัฐ นักลงทุน สตาร์ตอัป และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างนวัตกรรมและกำลังคนที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมเปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้จัดตั้ง UTCC AI Institute หรือ AI² เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการพัฒนาด้าน AI ของประเทศ    

    เขาเสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องคิดให้ใหญ่กว่าเดิม ด้วยการมองตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน แทนการจำกัดตัวเองอยู่เพียงตลาดภายในประเทศ พร้อมวางเป้าหมายผลักดันไทยให้เป็นทั้งศูนย์กลาง AI ศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และศูนย์กลางอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ของภูมิภาค    

    ภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand Beyond Next : AI Nation Vision 2035” ดร.ชิตเสนอ 5 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง AI ของอาเซียน การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาค การเป็นฐานการผลิตหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสีเขียวรองรับการเติบโตของ AI และการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้ส่งออกบุคลากรด้าน AI ของอาเซียน    

    เขาชี้ว่า ในอดีตประเทศที่มีท่าเรือสำคัญย่อมเป็นศูนย์กลางการค้า แต่ในอนาคตประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านดาต้าเซ็นเตอร์แข็งแกร่ง จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก เพราะข้อมูลกำลังกลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงที่สุด ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นเสมือนโรงงานแห่งยุค AI ซึ่งประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทั้งด้านทำเล โครงข่ายโทรคมนาคม และศักยภาพด้านพลังงาน หากได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายที่เหมาะสม ก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็น Digital Gateway ของอาเซียน รองรับเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในอนาคต    

    พร้อมกันนี้ การเติบโตของ AI จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนไม่ได้ หากขาดพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน และรูปแบบการบริหารจัดการพลังงานสมัยใหม่ เพราะนโยบายพลังงานจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์จากทั่วโลก    

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจ AI ไม่ใช่เครื่องจักร ไม่ใช่ชิปประมวลผล หรือดาต้าเซ็นเตอร์ แต่คือ “ทรัพยากรมนุษย์” ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งผลิตนักพัฒนา AI วิศวกร AI นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล วิศวกรหุ่นยนต์ ที่ปรึกษาธุรกิจ AI และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เพียงพอต่อความต้องการของภูมิภาค เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากผู้นำเข้าเทคโนโลยีไปสู่ผู้ส่งออกบุคลากรด้าน AI ของอาเซียน    

    ดร.ชิตกล่าวปิดท้ายว่า วันนี้ประเทศไทยไม่ได้กำลังสร้างเพียงอุตสาหกรรมใหม่หรือเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังร่วมกันสร้างเศรษฐกิจใหม่ ขีดความสามารถใหม่ และอนาคตใหม่ของประเทศ หากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน ร่วมมือกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง AI Economy ของเอเชียได้ในอนาคต

    “คำถามไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกหรือไม่ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนไปแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะเป็นผู้สร้างอนาคตนั้น หรือจะเป็นเพียงผู้ตาม” คือประโยคที่สะท้อนโจทย์สำคัญของประเทศในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเขียนกติกาใหม่ และเป็นโจทย์ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันหาคำตอบ ก่อนที่โอกาสครั้งประวัติศาสตร์จะผ่านพ้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2946662&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KgTthAvVbHFTv6dFS8qGx

  • ซีอีโอแบงก์ เตือนรับมือเศรษฐกิจครึ่งหลัง ปัจจัยเชิงโครงสร้าง-หนี้ครัวเรือนฉุด

    ซีอีโอแบงก์ เตือนรับมือเศรษฐกิจครึ่งหลัง ปัจจัยเชิงโครงสร้าง-หนี้ครัวเรือนฉุด

    แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีจะเริ่มเห็นสัญญาณคลี่คลายจากปัจจัยเสี่ยงภายนอกบางด้าน แต่ธนาคารพาณิชย์ยังคงมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า การดำเนินธุรกิจยังต้องอาศัยความระมัดระวัง เนื่องจากความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่

    ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Financial Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ (SCBX)กล่าวว่า หากประเมินภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง จะพบความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน แต่สิ่งที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญคือปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ซึ่งยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

    โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัจจัยกดดันต่อกำลังซื้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังขาดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะเข้ามาผลักดันการเติบโตในระยะยาว

    ดังนั้นการดำเนินธุรกิจภายใต้กลุ่ม “เอสซีบี เอกซ์” จึงยังคงให้น้ำหนักกับการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยงและการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ มากกว่าการเร่งขยายตัวในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่มีเครื่องยนต์ใหม่เข้ามาสนับสนุนอย่างชัดเจน

    แผนระยะสั้นพาธุรกิจฝ่าความผันผวน
    โดยกลยุทธ์ในระยะสั้นคือการพาธุรกิจผ่านช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังมีความผันผวน ผ่านการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางควบคู่กับการสนับสนุนลูกค้าที่มีศักยภาพให้สามารถเติบโตต่อไปได้ อีกด้านหนึ่ง ธนาคารยังเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

    โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเข้ามาช่วยลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำในการบริหารความเสี่ยง และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ เพื่อรองรับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในอุตสาหกรรมการเงิน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับแนวคิด Value Focus หรือการสร้างมูลค่าในระยะยาว มากกว่าการมุ่งสร้างการเติบโตระยะสั้น โดยทุกการลงทุนจะต้องสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม และนำไปสู่ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในอนาคต

    ส่วนเครื่องยนต์ใหม่ที่สำคัญของ SCBX คือกลุ่มธุรกิจ Gen 2 ซึ่งบริษัทมองว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต โดยหลายธุรกิจเริ่มเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ขณะที่บางธุรกิจยังอยู่ระหว่างการพัฒนาให้เติบโตเต็มศักยภาพ เพื่อเข้ามาสนับสนุนกำไรของกลุ่มในระยะต่อไป

    ส่วนประเด็นเรื่องมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือ Market Cap ที่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่บริษัทควบคุมได้คือการดำเนินธุรกิจให้แข็งแกร่ง ทั้งการเติบโตของสินเชื่ออย่างระมัดระวัง การรักษาคุณภาพสินทรัพย์ การเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

    ดังนั้น Market Cap เป็นผลลัพธ์ของความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อธุรกิจ ไม่ใช่เป้าหมายที่บริษัทจะกำหนดได้โดยตรง หากบริษัทสามารถสร้างผลประกอบการที่ดีอย่างต่อเนื่อง มูลค่าของกิจการก็จะสะท้อนออกมาเองในที่สุด

    • ‘ผยง’ชี้แบงก์ไทยสะท้อนศักยภาพประเทศ

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB มองว่า ภาพของอุตสาหกรรมธนาคารไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ ไม่ได้สะท้อนเพียงผลประกอบการของแต่ละธนาคารเท่านั้น

    แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เพราะธนาคารขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรมการค้า การลงทุนไปจนถึงภาคบริการ

    ด้วยเหตุนี้การที่นักลงทุนต่างชาติยังคงให้ความสนใจกับหุ้นกลุ่มธนาคาร จึงสะท้อนมุมมองต่อศักยภาพของประเทศไทยในระยะยาว มากกว่าจะเป็นการมองผลประกอบการรายไตรมาสของแต่ละธนาคารเพียงอย่างเดียว

    ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยในเวลานี้ คือความชัดเจนของนโยบายภาครัฐและเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งช่วยให้นักลงทุนมองเห็นทิศทางการดำเนินนโยบายในระยะยาวได้ชัดเจนมากขึ้น เมื่อประเทศมีทิศทางที่ชัดเจน ภาคเอกชนก็สามารถวางแผนการลงทุนได้ดีขึ้น ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศก็มีความมั่นใจมากขึ้นในการนำเงินทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

    “Market Capของธนาคาร เป็นผลลัพธ์จากการประเมินของตลาด ไม่ใช่สิ่งที่ธนาคารสามารถกำหนดได้เอง ซึ่งหน้าที่ของผู้บริหารคือการทำให้ธุรกิจมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีผลประกอบการที่ดี และสร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง ”

    • “กสิกรไทย”ชี้ยังเดินเกมระมัดระวัง

    นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK  กล่าวว่า หากประเมินภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี แม้จะยังมีความไม่แน่นอน แม้มีความน่ากังวลน้อยกว่าเดิม แต่ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ภาคธนาคารจะเร่งปล่อยสินเชื่อยังจำเป็นต้องดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความรอบคอบเช่นเดิม

    “สิ่งที่กสิกรไทยให้ความสำคัญมากที่สุดในช่วงครึ่งปีหลัง คือการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจากลูกค้าหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ
    ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและลูกค้ารายย่อย ยังคงได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้ปัญหาหนี้เสียยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด”

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารมองว่าสถานการณ์ในระยะสั้นเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นสำหรับภาคเศรษฐกิจไทย แต่ในระยะยาวประเทศไทยจำเป็นต้องมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เข้ามาสร้างการเติบโต หากยังไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ เศรษฐกิจอาจยังขยายตัวในอัตราที่ไม่สูงนัก และจะส่งผลต่อความสามารถในการสร้างรายได้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนต่อไป

    ดังนั้น ภายใต้บริบทดังกล่าว กสิกรไทยจึงยังคงใช้นโยบายการปล่อยสินเชื่อแบบระมัดระวัง โดยเน้นการคัดเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการเติบโตและมีความสามารถในการชำระหนี้มากกว่าการเร่งขยายพอร์ตสินเชื่อ

    นอกจากการบริหารสินเชื่อแล้ว กสิกรไทยยังให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะธุรกิจค่าธรรมเนียมและธุรกิจประกัน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่ไม่ต้องใช้เงินกองทุนจำนวนมาก และสามารถช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับธนาคารได้อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1243461&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V7wYBEDLka3VAyDACDuai