Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คุก 27 ปี! อดีต ผอ.เตรียมอุดมฯ เซ่นปมทุจริตเรียกรับ “แป๊ะเจี๊ยะ” : อินโฟเควสท์

    คุก 27 ปี! อดีต ผอ.เตรียมอุดมฯ เซ่นปมทุจริตเรียกรับ “แป๊ะเจี๊ยะ” : อินโฟเควสท์

    ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พร้อมพวก รวม 3 ราย หลังพบมีความผิดในคดีทุจริตรับนักเรียนในปีการศึกษา 2559-2561 โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

    สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ผลคำพิพากษาของศาล ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ครั้งที่ 78 ระหว่าง วันที่ 1 – 31 มีนาคม 2569 โดยมีคดีที่น่าสนใจ ได้แก่ คดีพิพากษาลงโทษจำคุกนายปรเมษฐ์ โมลี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พร้อมพวกอีก 2 คน ในการกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนปี 2559-2561 ไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานา (สพฐ.) กำหนด

    โดยศาลชั้นต้น พิพากษาว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดทางอาญา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ โดยให้จำคุกรวม 27 ปี ส่วนพวกอีก 2 คน ให้จำคุกคนละ 18 ปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/588221&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E5ctAdVvMxGL1I3unOaU9

  • กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงพระราชทานปริญญาบัตรผู้สำเร็จการศึกษา ม.มหาสารคาม วันแรก

    กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงพระราชทานปริญญาบัตรผู้สำเร็จการศึกษา ม.มหาสารคาม วันแรก

    กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงพระราชทานปริญญาบัตรผู้สำเร็จการศึกษา ม.มหาสารคาม วันแรก

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    วันนี้ (27 เม.ย. 69) เวลา 10.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2567 เป็นวันแรก

    การนี้ พระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 คน , พระราชทานรางวัลพระธาตุนาดูนทองคำ แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ จำนวน 4 คน, พระราชทานรางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยดีเด่น จำนวน 1 คน, พระราชทานรางวัลเชิดชูเกียรตินักประดิษฐ์นวัตกรรมคิดค้นดีเด่น จำนวน 1 คน, พระราชทานรางวัลอาจารย์ผู้สอนดีเด่น จำนวน 1 คน และพระราชทานรางวัลภูมิพล แก่นิสิตเรียนดี จำนวน 30 คน โดยวันนี้ มีผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี รวมทั้งสิ้น 3,691 คน

    โอกาสนี้ พระราชทานพระราโชวาทใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “สังคมในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเทคโนโลยีและนวัตกรรมก็ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งการที่บัณฑิตจะสามารถดำเนินชีวิตและประกอบกิจการงานให้บรรลุถึงความเจริญมั่นคงได้ จะต้องสร้างเสริมเพิ่มพูนความรู้ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัย ให้สูงขึ้นกว้างขวางลึกซึ้งขึ้น และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ ในขณะเดียวกัน ก็ควรจะได้ศึกษารากฐานความเป็นไทยและภูมิปัญญาดั้งเดิม ให้เข้าใจซาบซึ้งและกระจ่างชัดด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้เมื่อนำมาผสมผสานกับองค์ความรู้และวิทยาการสมัยใหม่อย่างเหมาะสมแล้ว ก็สามารถบังเกิดเป็นนวัตกรรมที่มีคุณค่า มีความสร้างสรรค์ และสอดคล้องต้องกันกับบริบทของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี จึงขอให้บัณฑิตทุกคนนำสิ่งที่พูดนี้ไปพิจารณาปรับใช้ และไม่ว่าจะประพฤติปฏิบัติการใดก็ตาม ขอให้มีความศรัทธาในงานที่ทำ มีความเพียรอันกล้าแข็ง และมีสติปัญญาที่จะไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ให้งานที่ทำนั้นเป็นประโยชน์แท้จริง คือเป็นทั้งการเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ เป็นทั้งการต่อยอดองค์ความรู้ ตลอดจนธำรงรักษาวัฒนธรรมอันดีงามและคุณค่าของสังคมให้ดำรงมั่นคงสืบต่อไปไม่มีวันเสื่อมสูญ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000039496&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OT7jZfXLzS-rXOO9OOtd2

  • คณะสงฆ์ไทย-พุทธศาสนิกชนอินโดฯ ร่วมจารึกประวัติศาสต์จัดสอบธรรมศึกษาปี 69

    คณะสงฆ์ไทย-พุทธศาสนิกชนอินโดฯ ร่วมจารึกประวัติศาสต์จัดสอบธรรมศึกษาปี 69

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ที่ปรึกษาสมัชชาพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย กล่าวว่า คณะสงฆ์ไทยและพุทธศาสนิกชนชาวอินโดนีเซียได้ร่วมกันจารึกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ผ่านการจัดสอบธรรมศึกษา ประจำปี 2569 ที่สองเมืองสำคัญ ได้แก่ กรุงจาการ์ตา และเมืองจามบี เกาะสุมาตรา เพื่อสืบสานปณิธานงานพระธรรมทูตและฟื้นฟูจิตวิญญาณแห่งชาวพุทธ โดยการจัดสอบธรรมศึกษาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการวัดความรู้เชิงวิชาการ แต่คือการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในดินแดนที่เคยเป็นศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในอดีต โดยที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) นำเสนอโดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมส. แม่กองธรรมสนามหลวง อนุมัติให้จัดสนามสอบธรรมสนามหลวงขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อเพาะบ่มเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาให้เติบใหญ่ในใจชาวอินโดนีเซียอย่างเป็นระบบ

    สำหรับสนามสอบกรุงจาการ์ตา จัดสอบในวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่วิทยาลัยศรีวิจายา (STIAB Sriwijaya) มีผู้เข้าสอบจำนวน 157 คน แบ่งเป็น ธรรมศึกษาชั้นตรี 150 คน ธรรมศึกษาชั้นโท 5 คน ธรรมศึกษาชั้นเอก 2 คน ส่วนสนามสอบเมืองจามบี จัดสอบวันที่ 26 เม.ย. 2569 จัดขึ้น ณ วัดพุทธจามบี (Maha Cetiya Oenang Hermawan) บนเกาะสุมาตรา ท่ามกลางอารยธรรมศรีวิชัยอายุกว่า 1,300 ปี มีผู้เข้าสอบจำนวน 117 คน แบ่งเป็นธรรมศึกษาชั้นตรี 91 คน ธรรมศึกษาชั้นโท 21 คน ธรรมศึกษาชั้นเอก 5 คน สะท้อนถึงศรัทธาอันแรงกล้าของเยาวชน ครูอาจารย์ และประชาชนในท้องถิ่น โดยการสอบใช้มาตรฐานเดียวกับสนามสอบธรรมสนามหลวงในประเทศไทย ครอบคลุม 4 วิชาหลัก ประกอบด้วย วิชากระทู้ธรรม วิชาธรรมวิภาค วิชาพุทธประวัติ วิชาเบญจศีลและเบญจธรรม การจัดสอบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายฐานการศึกษาพระพุทธศาสนาสู่ระดับสากล และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันการศึกษาในอินโดนีเซียกับคณะสงฆ์ไทย เพื่อร่วมกันเผยแผ่หลักธรรมนำสันติสุขมาสู่สังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000039484&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1or-yCRGCt75kExSMVnHmW

  • “ธฤตา” ถล่มมือวางขาดลอย “จิรัฏฐ์” หืดขึ้นคอ คว้าตั๋วเมนดรอว์หวด ศึกไอทีเอฟ ที่นครปฐม | เดลินิวส์

    “ธฤตา” ถล่มมือวางขาดลอย “จิรัฏฐ์” หืดขึ้นคอ คว้าตั๋วเมนดรอว์หวด ศึกไอทีเอฟ ที่นครปฐม | เดลินิวส์

    สหพันธ์เทนนิสนานาชาติ (ไอทีเอฟ) ร่วมกับ สมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ฯ และ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม จัดการแข่งขันเทนนิสอาชีพ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ ชายและหญิง สัปดาห์แรก ที่สนามเทนนิส ภายใน ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    เมื่อวันที่ 27 เม.ย.69 ศึกเทนนิสหญิง ดับเบิลยู 15 รายการ “ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (1)” ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 487,800 บาท ประเภทหญิงเดี่ยว “อิ๊ก” ธฤตา หงษ์หยก ดาวรุ่งไทย วัย 16 ปี ที่ยังไม่มีอันดับโลก สามารถล้มมือวางได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งวันแรกเอาชนะมือวางอันดับ 6 ล่าสุด ในรอบคัดเลือก รอบสุดท้าย “น้องอิ๊ก” ระเบิดฟอร์มเก่ง ใช้การหวดที่เฉียบขาด เอาชนะ เจมมา คาร์บิส จากออสเตรเลีย มือ 1773 ไอทีเอฟ แรงกิ้ง และมือวางอันดับ 16 ไปแบบขาดลอย 6-0, 6-1 ส่งผลให้ “น้องอิ๊ก” คว้าโควตาเข้ารอบเมนดรอว์ต่อไป

    ทางด้านศึกเทนนิสชาย เอ็ม 25 รายการ “ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (1)” ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 975,600 บาท ประเภทชายเดี่ยว รอบคัดเลือก รอบสุดท้าย “เมฆ” จิรัฏฐ์ นวสิริสมบูรณ์ นักเทนนิสไทย มือ 1483 ของโลก ซึ่งเป็นมือวางอันดับ 16 ออกแรงถึง 3 เซต ก่อนปราบ โช ซองวู จากเกาหลีใต้ มือ 1121 ของโลก และมือวางอันดับ 8 หลังจากเอาชนะในการดวลซูเปอร์ไทเบรก 2-1 เซต 6-7 ไทเบรก 2-7, 6-2 และซูเปอร์ไทเบรก 10-3 ได้ผ่านเข้ารอบเมนดรอว์ ทันที

    ผลคู่อื่น ๆ ประเภทหญิงเดี่ยว รอบคัดเลือก รอบสุดท้าย ธนัชพร ยังโหมด แพ้ คิม อึนแช (เกาหลีใต้), 5-7, 2-6 ภัทรวดี ชนะวงศ์ แพ้ เอคาเทรินา คุซเนตโซวา 3-6, 3-6, อมิตตาลัย ประสูตรนาวิน แพ้ ลูเซีย เกล (นิวซีแลนด์) 0-6, 2-6, โนเอลานี ซาระ เทโซะ (ญี่ปุ่น) ชนะ มาร์ฟา โซโลเวอี (ออสเตรเลีย) 6-2, 2-6 และซูเปอร์ไทเบรก 10-7, โอ จียอน (เกาหลีใต้) ชนะ เคย์ เหยา เฉิง (ฮ่องกง) 6-2, 6-1

    ประเภทชายเดี่ยว รอบคัดเลือก รอบสุดท้าย เจมส์ วันแฮร์เซเลอ แพ้ โอจิ มาโกโตะ (ญี่ปุ่น) 6-4, 6-7(4-7) และซูเปอร์ไทเบรก 3-10, ภูชิสส์ สุขใจ แพ้ ไทเซ อิจิคาวะ (ญี่ปุ่น) 2-6, 1-6, ไอแซค เบครอฟต์ (นิวซีแลนด์) ชนะ บาร์นีย์ ฟิตซ์แพทริก (สหราชอาณาจักร) 6-1, 6-3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5816696/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iphkTWeS_VnMk-2zEEA10

  • V

    V

    บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ VST ECS (Thailand) ในเครือวีเอสที อีซีเอส กรุ๊ป ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้าไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประกาศเป็น “ผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย” ของโซลูชันจาก LT ZERO ผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านการจัดการข้อมูลในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งพัฒนาร่วมกับ BDT Media Automation GmbH ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบจัดเก็บข้อมูล (Data Storage System) เพื่อตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการระบบจัดเก็บข้อมูลระยะยาวและงานเก็บถาวร (Archive) ในยุคที่ปริมาณข้อมูลเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการใช้งาน AI

    VST ECS (Thailand) เสริมพอร์ตโซลูชันจัดการข้อมูลรับยุค AI จับมือ LT ZERO เป็นผู้จัดจำหน่ายรายเดียวในไทย

    ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของ VST ECS ในฐานะผู้จัดจำหน่ายหลักในประเทศไทย โดยมุ่งขยายโอกาสให้กับลูกค้าองค์กรและกลุ่มไฮเปอร์สเกลที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถด้านข้อมูล ทั้งในด้านการขยายระบบ (Scalability) ความปลอดภัย และการบริหารต้นทุน เพื่อรองรับเวิร์กโหลดที่เกี่ยวข้องกับ AI และการจัดเก็บข้อมูลระยะยาวในระดับองค์กร

    ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว VST ECS จะดำเนินการทำตลาดและการพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายโซลูชันของ LT ZERO ในประเทศไทย ครอบคลุมกลุ่มองค์กรที่มีปริมาณข้อมูลเติบโตต่อเนื่อง และต้องการโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความปลอดภัย

    หนึ่งในโซลูชันหลักคือ Orion MC6 ระบบจัดเก็บข้อมูลความหนาแน่นสูง ที่ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ขั้นสูง เหมาะสำหรับผู้ให้บริการไฮเปอร์สเกลคลาวด์และองค์กรที่มีข้อมูลขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่ (Multi-geography) รองรับการจัดเก็บและปกป้องข้อมูลในระดับหลายร้อยเพตะไบต์ โดยมีจุดเด่นด้านต้นทุนต่อเทราไบต์ การป้องกันแรนซัมแวร์ และการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ทั้งนี้ โซลูชัน Orion MC6 พร้อมให้บริการในประเทศไทยแล้ว

    Mr. Kelver Choo ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียนของ LT ZERO กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ VST ECS จะช่วยขยายการเข้าถึงโซลูชันของเราไปยังลูกค้าองค์กรในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านเครือข่ายดิสทริบิวชันที่แข็งแกร่งและความเชี่ยวชาญด้านระบบไอทีองค์กร เพื่อสนับสนุนให้องค์กรสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล และรองรับการใช้งาน AI ได้อย่างมั่นคง”

    คุณสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจในปัจจุบันต้องการโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่สามารถปรับขยายได้ตามการเติบโตของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาสมดุลด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความพร้อมใช้งาน

    การร่วมมือกับ LT ZERO จะช่วยให้ VST ECS สามารถนำเสนอโซลูชันการจัดการข้อมูลที่ตอบโจทย์องค์กรไทยได้อย่างครบถ้วน ทั้งด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า รองรับทั้งงานจัดเก็บข้อมูลระยะยาว และเวิร์กโหลดที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieo8ajv6ycenemkmd0ic18rq9lkn60lz&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Fch4VsfhkrNUjWqx9LISL

  • ดีป้า เปิด 30+ หลักสูตรอัปสกิล ปั้นกำลังคนดิจิทัลสู่อนาคต

    ดีป้า เปิด 30+ หลักสูตรอัปสกิล ปั้นกำลังคนดิจิทัลสู่อนาคต

    วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.10 น.

    ดีป้า เปิด 30+ หลักสูตรอัปสกิล ปั้นกำลังคนดิจิทัลสู่อนาคต

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ขอเชิญชวนเยาวชนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา รวมถึงครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วประเทศ ร่วมเติมทักษะดิจิทัล ภายใต้ โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future ผ่านหลักสูตรออนไลน์ด้าน Coding และ AI กว่า 30 หลักสูตร รวม 57 ชั่วโมง ที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียนและสอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ มุ่งเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการสร้างนวัตกรรม ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานการเขียนโค้ด การเรียนรู้ AI, IoT และ Robotics ไปจนถึงการพัฒนานวัตกรรม พร้อมโอกาสต่อยอดสู่การแข่งขัน การศึกษาต่อ และเส้นทางอาชีพในอนาคต

    โดยมีหลักสูตรครอบคลุมทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และหลักสูตรสำหรับครู พร้อมรับประกาศนียบัตรหลังจบหลักสูตร ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

    -ระดับประถมศึกษา ปูพื้นฐานด้านการคิดเป็นขั้นตอน การเขียนโค้ดแบบ Block และ การผสาน AI เข้ากับ IoT ผ่านกิจกรรมลงมือทำจริง พร้อมเสริมทักษะการแก้ปัญหา การใช้ข้อมูล และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงหลักสูตรเสริมด้านทักษะแห่งอนาคต การคิดเชิงนวัตกรรม และการทดลองใช้เครื่องมือ AI สำหรับเด็กผ่านห้องเรียน AIoT with Cyber Pi และห้องเรียน Coding STEM AIoT with Micro:bit อาทิ Computational Thinking for kids, AI Literacy for Primary Students, Lean Canvas, Basic Coding with Scratch/mBlock5, AI + IoT with Scratch/mBlock5, Micro:bit พื้นฐาน Micro:bit AI และ AI Tools for Kids & Problem Statements

    -ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ส่งเสริมทักษะเชิงลึกด้านการเขียนโปรแกรมวิศวกรรม และ AI พร้อมเลือกเรียนสาย AIoT, Edge AI หรือ Robotics พร้อมลงมือสร้างระบบอัจฉริยะ ใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์และทำนายผลลัพธ์ผ่านโครงงานจริง และสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถนำไปใช้งาน อีกทั้งต่อยอดสู่สายอาชีพดิจิทัล อาทิ Programming with C/C++, Python Programming for AI & Data, Microcontroller (Arduino UNO Q AIoT & Edge AI), Idea Canvas, AI & Data Analytics (Machine Learning), Edge AI with Edge Impulse, Basic ROS Robotics, Innovation & Hackathon Mindset รวมทั้ง Web Application Fundamentals และ Vibe Coding & AI Assisted Development

    -ครูและบุคลากรทางการศึกษา พัฒนาครูสู่บทบาทโค้ชและผู้นำด้านนวัตกรรม (Innovation Mentor) ฝึกการใช้เครื่องมือ AI เพื่อออกแบบการสอน การสร้างสื่อ การประเมินผล รวมถึงการโค้ชนักเรียนทำโครงงานและวางกลยุทธ์ขับเคลื่อน AI ในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ อาทิ Digital Coding & AI School Leader, AI Literacy for Educator, Workshop: AI Tools for Educator, Maker Lab Education, Workshop: Technology & Maker Tools และ Innovation Facilitator

    พิเศษ! สำหรับผู้เข้าร่วมอบรมที่ผ่านการเรียนรู้หลักสูตรบังคับรวม 8 ชั่วโมง พร้อมทำแบบทดสอบตามเกณฑ์ที่กำหนด ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้ง 3 ระดับชั้น สามารถต่อยอดสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน Coding & AI ระดับประเทศ เพื่อชิงทุนการศึกษาและทุนพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัล รวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาทพร้อมประสบการณ์สำคัญที่ช่วยต่อยอดเส้นทางการศึกษาและอาชีพดิจิทัลในอนาคต

    อย่ารอช้า! เรียนออนไลน์ได้ฟรี ผ่านเว็บไซต์ codingthailand.co สำหรับน้อง ๆ เยาวชนที่สนใจเข้าเวิร์คช็อปและเวทีแข่งขัน Coding & AI สุดยิ่งใหญ่ ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future จะต้องผ่านหลักสูตรบังคับตามเกณฑ์ที่กำหนด และสมัครเข้าร่วมเป็นทีม (นักเรียน 3 คน , ครู 1 คน) ตั้งแต่วันนี้–5 มิถุนายน 2569 โดยปิดรับสมัครตามภูมิภาค ดังนี้ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก (8 พฤษภาคม 2569) ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานตอนล่าง (15 พฤษภาคม 2569) ภาคเหนือตอนล่างและภาคอีสานตอนกลาง (29 พฤษภาคม 2569) ภาคใต้ตอนบนและภาคใต้ตอนล่าง (5 มิถุนายน 2569)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/474023&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bWg8LQvW93bpDB1dpoDoz

  • “ศุภมาส” จี้ สคบ. เร่งติดตามคดี “ทัวร์ล่ม” ซ้ำซาก ยอดเสียหายพุ่งกว่า 100 ลบ. : อินโฟเควสท์

    “ศุภมาส” จี้ สคบ. เร่งติดตามคดี “ทัวร์ล่ม” ซ้ำซาก ยอดเสียหายพุ่งกว่า 100 ลบ. : อินโฟเควสท์

    นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยถึง สถานการณ์ปัญหาการให้บริการธุรกิจนำเที่ยวที่ไม่เป็นไปตามสัญญา หรือ กรณี “ทัวร์ล่ม” ซึ่งยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้งด้านทรัพย์สินและแผนการเดินทาง โดยได้สั่งการให้ สคบ. คุมเข้มการดำเนินงานในทุกมิติ ทั้งการป้องกันความเสียหาย การให้ความช่วยเหลือผู้บริโภค และการติดตามความคืบหน้าคดีอย่างใกล้ชิด

    นางสาวศุภมาส ระบุว่า ได้กำชับให้ สคบ. เร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการท่องเที่ยว ในการตรวจสอบใบอนุญาตและพฤติการณ์ของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ควบคู่กับการเร่งให้ความช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายให้ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและทันท่วงที พร้อมติดตามความคืบหน้าทางคดีอย่างใกล้ชิด

    พร้อมกับย้ำให้ สคบ. ยกระดับการแจ้งเตือนภัยผู้บริโภคอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว โดยเผยแพร่ข้อมูล ข้อควรระวังในการเลือกซื้อแพ็กเกจทัวร์ โดยเฉพาะการตรวจสอบใบอนุญาตจากกรมการท่องเที่ยว และการหลีกเลี่ยงข้อเสนอราคาต่ำผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการหลอกลวง

    ทั้งนี้ นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากข้อมูลในช่วงปี 67 – 68 คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้มีมติให้ดำเนินคดีแพ่งแทนผู้บริโภคในกรณีซื้อบริการทัวร์ท่องเที่ยวหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 100,000,000 บาท

    สำหรับปัญหาที่พบส่วนใหญ่ยังเกี่ยวข้องกับการโฆษณาขายแพ็กเกจทัวร์ในราคาต่ำผิดปกติ การไม่ดำเนินการตามโปรแกรมที่ตกลงไว้ การยกเลิกการเดินทางโดยไม่แจ้งล่วงหน้า รวมถึงการไม่คืนเงินให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งล้วนส่งผลกระทบในวงกว้าง และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวม

    อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจเลือกใช้บริการธุรกิจนำเที่ยว ตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนทำสัญญา และไม่หลงเชื่อโฆษณาที่เสนอราคาต่ำเกินจริง หากพบพฤติการณ์ต้องสงสัยหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFQ0IQ2TZ7RLW6PNV4R1C0N25EABG0V&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XwezQ7IrWKQeCLumLyA2i

  • ฮือต้าน “ทุนน้ำเมา” กดดันจังหวัด ให้ออกประกาศสวนสาธารณะเป็นพื้นที่ขายเหล้า

    ฮือต้าน “ทุนน้ำเมา” กดดันจังหวัด ให้ออกประกาศสวนสาธารณะเป็นพื้นที่ขายเหล้า

    นายสุชีพ พัฒน์ทอง ประธานประชาคมเครือข่างองค์กรงดเหล้าจังหวัดระนอง กล่าวว่า หลายสิบปีที่ผ่านมาเครือข่ายร่วมกับภาคีสุขภาพในจังหวัดระนอง รณรงค์และประสานขับเคลื่อน ขอให้หน่วยงานรัฐหรือ เอกชนเปิดพื้นที่เป็นพื้นที่ปลอดเหล้า-ปลอดบุหรี่-ยาเสพติด เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กเยาวชนและครอบครัว มาอย่างต่อเนื่อง ก่อนมี พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี 2551 และเมื่อมี พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ประสานงานง่ายขึ้น ด้วยหน่วยงานราชการ และ ผู้บริหารจังหวัดมีแนวคิดการ ปกป้องเด็กเยาวชนให้ห่างไกลจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แทบทุกสมัย ในจังหวัดระนอง จึงมีหลายพื้นที่ ประกาศปลอดเหล้า-ปลอดปัจจัยเสี่ยง ในช่วงเทศกาล หรือ ในพื้นที่ เช่น งานอาบน้ำแร่แลระนอง , บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน รวมถึง ภูเขาหญ้า ที่มีความสวยงามและเป็นท่องท่องเที่ยวพักผ่อนของ เด็ก-เยาวชนและครอบครัว ทั้งคนในจังหวัดระนองและนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่การที่ใช้กลไกช่องทางกฎหมายเพื่อให้ ภูเขาหญ้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้นั้นเป็นเพียงการหาประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะตัว  เครือข่ายองค์กรงดเหล้าและภาคีเครือข่ายรวมถึงกลุ่มเด็กเยาวชนในจังหวัดระนองจึงไม่เห็นด้วยและขอสนับสนุน ผู้ว่าฯให้ยึดมั่นในหลักการเดิมที่เป็นมา  ไม่อมุมัติให้ใช้พื้นที่ภูเขาหญ้า ในการจัดงานที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงบุหรี่และ สารเสพติดอื่นทุกรูปแบบ

    ฮือต้าน

    ด้านนางกัญญานันท์  ตาทิพย์  ผู้จัดการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า กว่า 20 ปีที่ผ่านมาเครือข่ายร่วมกับภาคีสุขภาพใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีการรณรงค์ ขับเคลื่อนงานลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดผลกระทบและยังเน้นบูรณาการความร่วมมือ ขอให้หน่วยงานรัฐที่เป็นกลไกบูรณาการให้มีการให้ความรู้ การประชาสัมพันธ์ ออกตรวจเตือน และบังคับใช้กฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี 2551 เพื่อเกิดพื้นที่ เทศกาลและงานบุญประเพณีที่ปลอดภัยให้เด็กเยาวชนและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีหลายพื้นที่ ประกาศปลอดเหล้า-ปลอดปัจจัยเสี่ยง ในช่วงเทศกาล หรือ ในพื้นที่ เช่น งานปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ โซนนิ่งบริเวณรอบคูเมืองเชียงใหม่ (ท่าแพ) ,เทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่ ,สงกรานต์ถนนข้าวแต๋น จังหวัดน่าน, การแข่งเรือปลอดเหล้าจังหวัดน่าน

    กรณี สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแลนด์มาร์คที่สวยงาม เป็นจุดเช็คอินสุดฮิต เพราะ บรรยากาศ เหมาะในการเดินเล่น หรือนั่งพักผ่อนสบายๆ จนเป็นที่รับความสนใจของประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศ นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่พักผ่อนของเด็ก- เยาวชนและครอบครัว แต่การที่ใช้ผู้รับผิดชอบสถานที่ทำปบบนี้  เป็นการจงใจปล่อยให้มีกิจกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย ท้าทายเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Zone) ให้กับเด็ก-เยาวชนและครอบครัว  ซึ่งสวนสาธารณะ ควรเป็นที่พักผ่อน การมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงในทุกมิติอยู่แล้ว รวมถึง เจ้าหน้าสวนสาธารณะหนองน้ำครก ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง  จังหวัดน่านที่ ฝ่ายปฏิบัติบังคับใช้กฎหมาย ก็จะทำงานได้ยากลำบาก

    อีกกรณีคือ ที่มีการจัดกิจกรรม “งานเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ตำบลม่วงตึ๊ด ซี่งการเขียนข้อความ “สโมสร” จัดบู๊ธ งานรำวง ขบวนแห่และจัดให้มีการขาย – การดื่มในสวนสาธารณะ ทั้งๆที่ควรเป็นพักผ่อน ออกกำลังกายและจัดให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เยาวชน ครอบครัวและประชาชน นั้น  เครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคเหนือตอนบน และภาคีเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ ภาคเหนือตอนบน จึงไม่เห็นด้วยและขอสนับสนุนหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ  ยึดมั่นในหลักการเดิมที่เป็นมาไม่อมุมัติให้ใช้สวนสาธารณะ จัดงานหรือกิจกรรม ที่มีการส่งเสริมการขาย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าและ สารเสพติดอื่นในทุกกรณี
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/region/378976628&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03kai11rcawCQ-5YEA792Q

  • ‘อนุทิน’เปิดงานสงกรานต์พระประแดง ย้ำอัตลักษณ์มรดกโลก เดินหน้าสู่เทศกาลระดับโลก

    ‘อนุทิน’เปิดงานสงกรานต์พระประแดง ย้ำอัตลักษณ์มรดกโลก เดินหน้าสู่เทศกาลระดับโลก

    วันที่ 26 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีสงกรานต์พระประแดง ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก Once in a Lifetime : Experience Songkran in Thailand” โดยมีนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ รักษาการที่ปรึกษาด้านความมั่นคง นางสาวเพชรรัตน์ สายทอง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นางสาวปราณิสา เตียวพิพิธพร ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายและชุมชน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ดร.วิชัย จันทร์จำรูญ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ นางอารีรัตน์ สุนทรเสนาะ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ นายอานนท์ บูรณะภักดี นายอำเภอพระประแดง นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ นางจิระพร วชิรเขื่อนขันธ์ นายกเทศมนตรีเมืองพระประแดง ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม หัวหน้าส่วนราชการจากหน่วยงานต่าง ๆ และประชาชน เข้าร่วม ณ ปะรำพิธีโรงเรียนเทศบาลป้อมแผลงไฟฟ้า จ.สมุทรปราการ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันสงกรานต์นับเป็นโอกาสอันเป็นมงคล เนื่องจากเป็นวันปีใหม่ของไทยในอดีต คนไทยจะร่วมกันทำบุญ สรงน้ำพระ และรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ โดยเฉพาะประเพณีสงกรานต์พระประแดง ซึ่งเป็นประเพณีที่น่ายกย่องชมเชย เพราะเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์ของชาวไทยเชื้อสายรามัญ พี่น้องชาวพระประแดงได้ร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามนี้ไว้เป็นอย่างดี และจัดสืบเนื่องกันมาทุกปี

    นายอนุทิน กล่าวว่า ประเพณีสงกรานต์พระประแดงเป็น 1 ในงานเทศกาลมหาสงกรานต์ 4 ภาค ตามโครงการ “เที่ยวทั่วไทย ไปได้ทุกเดือน” และได้รับการส่งเสริมสู่ระดับนานาชาติในฐานะ “Festival of the World” จึงเป็นประเพณีที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศทั่วโลก เมื่อปี พ.ศ. 2546 เทศบาลเมืองพระประแดงได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ จากการประกวดขบวนแห่ทางวัฒนธรรมและประเพณีไทย 76 จังหวัด “มหาสงกรานต์ เบิกบานวิถีไทย” และในปี พ.ศ. 2555–2556 ได้รับการคัดเลือกให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีเด่นด้านการส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จากกระทรวงวัฒนธรรม

    นอกจากนี่ สงกรานต์พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นตัวแทน 1 ใน 5 จังหวัดของประเทศไทย ที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมลงพื้นที่เก็บข้อมูลประเพณีสงกรานต์ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เพื่อเสนอต่อยูเนสโก และเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้ “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของประเพณีสงกรานต์พระประแดงของชาวไทยรามัญ ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่สู่อนุชนรุ่นหลัง

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ประเพณีสงกรานต์พระประแดงเป็นประเพณีที่ได้รับการกล่าวขานจากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศว่าเป็นวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและดึงดูดใจ ซึ่งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการธำรงรักษาประเพณีและวิถีชีวิตชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งชื่นชมคณะผู้จัดงานและประชาชนชาวพระประแดงที่ร่วมแรงร่วมใจกันสืบสานประเพณีนี้อย่างต่อเนื่อง
    ภายในงานมีการจัดกิจกรรมสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างหลากหลาย อาทิ การสรงน้ำพระพุทธรูป การปล่อยนก-ปล่อยปลา การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ การละเล่นสะบ้ารามัญ การสาธิตการกวนกาละแม การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน (มินตรา) และการเยี่ยมชมบ่อนสะบ้าหมู่บ้านรามัญ ซึ่งล้วนมีบทบาทในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจฐานราก

    ทั้งนี้ รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม มีแนวทางยกระดับการจัดประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นและมีศักยภาพสูง จำนวน 18 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมทั้งเมืองอัตลักษณ์และเมืองน่าเที่ยว เพื่อสร้างจุดขายใหม่ทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยยังคงรักษาคุณค่า ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นให้สอดคล้องกับบริบทร่วมสมัย “ที่สำคัญเป็นการต่อยอดหลังจากประเพณี ‘สงกรานต์ในประเทศไทย’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage of Humanity) โดย UNESCO เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สมัยประชุมครั้งที่ 18 ณ เมืองคาซาเน สาธารณรัฐบอตสวานา ภายใต้ชื่อรายการ ‘Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival’” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าว

    นอกจากนี้ รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม ยังบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนกว่า 30 หน่วยงาน ในการขับเคลื่อนการจัดงานสงกรานต์ใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่าน 7 มาตรการ 17 แนวทาง อาทิ การส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมที่ถูกต้องเหมาะสม การต่อยอดกิจกรรมทางวัฒนธรรมสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ การใช้สื่อดิจิทัลเผยแพร่ภาพลักษณ์สงกรานต์ไทยสู่ระดับนานาชาติ การรณรงค์ด้านความปลอดภัย และการจัดงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Zero Waste

    “ ประเพณีสงกรานต์ ไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งความสนุกสนาน หากแต่คือ จิตวิญญาณของความเป็นไทยที่สั่งสมสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติและร่วมกันส่งต่อเทศกาลแห่งความสุขนี้ไปยังนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือนประเทศไทย รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าส่งเสริมและยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของไทยให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลกอย่างยั่งยืนสืบไป” นายอนุทิน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/986481/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Nf9l5JUtelHzR6PYQmwEN

  • “ภูแลนคา” พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว 1 พ.ค.นี้ หลังปิดฟื้นฟูป่า 2 เดือน

    “ภูแลนคา” พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว 1 พ.ค.นี้ หลังปิดฟื้นฟูป่า 2 เดือน

    วันนี้ (27 เม.ย.2569) อุทยานแห่งชาติภูแลนคา กลับมาเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวและพักแรมอย่างเป็นทางการ อีกครั้ง เริ่ม 1 พ.ค.2569 หลังสิ้นสุดช่วงปิดฟื้นฟูธรรมชาติ โดยชูความพร้อมด้านความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ปรับปรุงใหม่ พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสความงดงามของผืนป่าที่ฟื้นตัวเต็มที่

    ก่อนหน้านี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมประจำปี เพื่อให้การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวสอดคล้องกับสภาพอากาศ และเปิดโอกาสให้ทรัพยากรธรรมชาติได้พักฟื้น ช่วงวันที่ 1 มี.ค.-30 เม.ย.2569 ตามประกาศลงวันที่ 11 ก.พ. 2568 และขณะนี้ครบกำหนดเรียบร้อยแล้ว

    ​นายเด่น รัตนชัย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูแลนคา เปิดเผยว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เร่งดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมจุดให้บริการนักท่องเที่ยว บ้านพัก และลานกางเต็นท์ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด พร้อมรองรับการกลับมาของกลุ่มคนรักธรรมชาติ

    การปิดป่าที่ผ่านมาส่งผลดีอย่างมากต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่สำคัญได้รับความเสียหายลดลง และฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เรามีความพร้อมเต็มที่ที่จะเปิดบ้านต้อนรับทุกคน ให้กลับมาสัมผัสอากาศบริสุทธิ์อีกครั้ง

    สำหรับการเปิดฤดูกาลใหม่นี้ อุทยานฯ ย้ำให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่ต้องช่วยกันรักษาความสะอาด และคำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่ เพื่อให้ความสวยงามของภูแลนคายั่งยืนต่อไป ผู้ที่สนใจ เดินทางมาติดต่อใช้บริการได้ตามกำหนดการดังกล่าว

    อุทยานแห่งชาติภูแลนคา (Phu Laenkha)

    อุทยานแห่งชาติภูแลนคา ครอบคลุม อ.เกษตรสมบูรณ์ อ.หนองบัวแดง อ.เมืองชัยภูมิ และ อ.บ้านเขว้า ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน ผสมผสานทั้งป่าทึบและป่าโปร่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ำของลำห้วยหลายสายที่ไหลลงสู่ แม่น้ำชี

    นอกจากนี้ อุทยานฯ ยังได้พัฒนาเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ระบบนิเวศอย่างใกล้ชิด พร้อมแนะนำจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ให้สามารถสัมผัสความงดงามของธรรมชาติได้อย่างหลากหลายและปลอดภัย

    “ภูแลนคา” พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว 1 พ.ค.นี้ หลังปิดฟื้นฟูป่า 2 เดือน

    เส้นทางศึกษาธรรมชาติ มีหลายเส้นทาง

    -เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอป่า เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอป่า มีระยะทางประมาณ 1,800 เมตร เป็นเส้นทางเดินทางเดียว ผ่านจุดชมวิวยอป่า จุดชมวิวหลังสัน และจะสิ้นสุดที่จุดชมวิวภูแลนคา ตลอดเส้นทางจะเป็นเต็งรัง จะพบนก และผีเสื้อนานาชนิด

    -เส้นทางศึกษาธรรมชาติหลังฝาย เส้นทางศึกษาธรรมชาติหลังฝาย มีระยะทางประมาณ 1,200 เมตร เป็นเส้นทางเดินทางเดียว ตลอดเส้นทางเดินจะเป็นป่าประเภทป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง มีฐานศึกษาธรรมชาติ เช่น ต้นไทร จอมปลวก จะพบนก และผีเสื้อนานาชนิด จุดสิ้นของเส้นทางคือจุดชมวิวภูแลนคา

    -เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ผากล้วยไม้-หินปราสาท-หินประตูโขลง เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ผากล้วยไม้-หินปราสาท-หินประตูโขลง มีระยะทางประมาณ 3,300 เมตร เป็นเส้นทางเดินทางเดียว มีฐานศึกษาธรรมชาติ เช่น ป่าดิบแล้ง จอมปลวก ไลเคน และยังผ่านแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา ได้แก่ ผากล้วยไม้ หินปราสาท หินประตูโขลงอีกด้วย

    อ่านข่าว :

    ฮือฮา “ศุภจี” ดึง “พิมรี่พาย” ไลฟ์สดขาย “ทุเรียน” 1 ล้านลูก

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ แม้ “ฮอร์มุซเปิด” ก็ไม่ได้แปลว่าโลกจะกลับมาเป็นปกติ

    ราคาทองคำ เช้านี้ -150 บาท “ทองแท่ง” ขายออก 72,100 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505144&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Kze45dYEVs0gHWPlM5Ais