Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จีดีพีจีนโตเพียง 4.3% ‘ต่ำเป้า’ อย่างไม่คาดคิด อ่อนแอที่สุดในรอบกว่า 3 ปี

    จีดีพีจีนโตเพียง 4.3% ‘ต่ำเป้า’ อย่างไม่คาดคิด อ่อนแอที่สุดในรอบกว่า 3 ปี

    เศรษฐกิจจีน ‘โตต่ำเป้ารัฐบาล’ เป็นครั้งแรกในปีนี้ อ่อนแอที่สุดในรอบกว่า 3 ปี เพิ่มแรงกดดันให้ปักกิ่งเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสสอง ขยายตัวเพียง 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่า “ต่ำกว่า” กรอบเป้าหมายการเติบโตของรัฐบาลในปีนี้ที่ 4.5-5% และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งบลูมเบิร์กสำรวจ คาดการณ์ไว้ที่ 4.5% หลังจากเศรษฐกิจเติบโต 5% ในไตรมาสแรก

    เมื่อรวมทั้งครึ่งปีแรก เศรษฐกิจจีนขยายตัว 4.7% ขณะที่ GDP เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เพิ่มขึ้นเพียง 0.9% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบกว่า 2 ปี

    การชะลอตัวดังกล่าว คาดว่าจะเป็นประเด็นหลักในการประชุมโปลิตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์จีนช่วงปลายเดือนนี้ โดยเจ้าหน้าที่อาจตัดสินใจเร่งการใช้จ่ายภาครัฐและเพิ่มการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน หลังจากการลดรายจ่ายของรัฐบาลในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาได้ฉุดโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มต้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงต้นปี

    ติง ซวง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีน และเอเชียเหนือของ Standard Chartered Plc กล่าวว่า รัฐบาลยังมีพื้นที่ในการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ได้รับอนุมัติแล้ว เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเชื่อว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายที่มีอยู่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม มากกว่าการออกมาตรการใหม่

    แม้การเติบโตในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ภายในกรอบเป้าหมายของรัฐบาล แต่หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ไม่ได้ปิดโอกาสในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเรียกร้องให้ “เตรียม และศึกษานโยบายเพิ่มเติม” ในการประชุมเมื่อต้นสัปดาห์นี้

    ข้อมูลล่าสุดยังระบุว่า การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร หดตัว 5.7% ในช่วงครึ่งปีแรก เมื่อเทียบกับปีก่อน แย่กว่าที่ตลาดคาด และย่ำแย่ลงจากการหดตัว 4.1% ในช่วง 5 เดือนแรกของปี
    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางด้านกลับออกมาดีกว่าคาด โดยยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 1% ในเดือนมิถุนายน สวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงเล็กน้อย หลังจากหดตัว 0.6% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเติบโต 5.3% สูงกว่าที่ตลาดคาด และอัตราว่างงานในเขตเมืองลดลงจาก 5.1% เหลือ 5%

    ส่วนยอดค้าปลีกสินค้า (ไม่รวมรถยนต์) เพิ่มขึ้น 3% ในเดือนมิถุนายน แต่ยอดขายรถยนต์ทรุดตัวมากกว่า 16% ขณะที่ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภทเริ่มฟื้นตัวในช่วงเทศกาลชอปปิงออนไลน์กลางปี “618”

    ทั้งนี้ ความกังวลต่อเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนเมษายน หลังการเติบโตเริ่มชะลอลง และมีความไม่สมดุลมากขึ้น แม้วิกฤติราคาพลังงานจากสงครามอิหร่าน จะช่วยดึงจีนออกจากภาวะเงินฝืดที่ยืดเยื้อมาหลายปี แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และภาคธุรกิจยังคงอ่อนแอ

    แม้การส่งออกจะพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ และการผลิตภาคโรงงานยังแข็งแกร่งจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลก แต่ความตึงเครียดทางการค้ากับต่างประเทศยังเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาการส่งออกมากขึ้นเรื่อยๆ 

    นอกจากนี้ ผลประโยชน์จากการเติบโตยังกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม เช่น การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และยังไม่กระจายไปสู่เศรษฐกิจโดยรวม

    ซาราห์ แทน นักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s Analytics กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนกำลังเริ่มถอนคันเร่ง โดย “อุปสงค์ภายในประเทศ” ยังเป็นจุดอ่อนที่สุดของเศรษฐกิจ ขณะที่วิกฤติอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อยังบั่นทอนความมั่งคั่ง และความเชื่อมั่นของครัวเรือน ทำให้ผู้บริโภคลังเลที่จะใช้จ่าย และภาคธุรกิจชะลอการลงทุน

    ขณะที่เรย์มอนด์ หยาง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของ Australia & New Zealand Banking Group (ANZ) กล่าวว่า การหดตัวของการลงทุนคือ “ตัวการสำคัญ” ที่ทำให้ GDP ไตรมาสสองออกมาอ่อนแอ พร้อมระบุว่าจีนยังจำเป็นต้องออกนโยบายสนับสนุนการเติบโตเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี 
     

    อ้างอิง: bloomberg

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1243186&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xrBY8H6b0uvba5mfBD6mC

  • เตือนเศรษฐกิจไทยติดกับดักโตต่ำ โอกาสกลับมาโตเกิน 3% ยังริบหรี่

    เตือนเศรษฐกิจไทยติดกับดักโตต่ำ โอกาสกลับมาโตเกิน 3% ยังริบหรี่

    วันนี้ (15 ก.ค.2569) นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มเห็น แสงสว่างหลังผ่านจุดอ่อนที่สุดในไตรมาส 2 โดยยังคงประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 เติบโต 2%

    แม้คาดว่า GDP ไตรมาส 2 จะขยายตัวเพียง 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน และหดตัว 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหลังปรับฤดูกาล จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แต่เชื่อว่าจะไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) เพราะไตรมาส 3 มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวได้จากการส่งออก การลงทุน และมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ

    อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)

    อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)

    สำนักวิจัย CIMB ไทย ได้สรุป 5 ประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ได้แก่ 1) ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากช่วงที่เคยพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ในไตรมาส 2 ถือเป็นปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ 2) คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.75% ตลอดปี ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากฝั่งต้นทุนมากกว่าอุปสงค์ 3) ต้องจับตาสงครามการค้ารอบใหม่ หลังสหรัฐอาจกลับมาใช้มาตรการกีดกันทางการค้าซึ่งจะกระทบต่อการค้าโลกและการส่งออกไทย

    ประเด็นที่ 4 สำนักวิจัยประเมินว่า ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่ามาอยู่ที่ประมาณ 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไตรมาส 3 จากเงินทุนไหลเข้าและแนวโน้มที่เฟดจะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย พร้อมย้ำว่าโครงสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนไป โดย การลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตได้สูงกว่า GDP และกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจแทนการบริโภค ซึ่งถูกจำกัดจากปัญหาหนี้ครัวเรือน รายได้ที่เติบโตช้า และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    ส่วนประเด็นที่ 5 คือ รัฐบาลควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบายด้านการคลังและการลงทุน โดยรักษาวินัยการคลัง ไม่ให้หนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ เพราะมาตรการแจกเงินช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้เพียงระยะสั้น และเมื่อมาตรการสิ้นสุด การบริโภคมักกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง

    เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตเพียง 2-2.5% ต่อปีในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า และมีโอกาสกลับไปขยายตัวได้มากกว่า 3% ค่อนข้างยาก หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการยกระดับการลงทุน

    นอกจากนี้ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว แม้ภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แต่การบริโภคภาคเอกชนยังทรงตัว โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และของใช้จำเป็น ยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการรัฐ ขณะที่สินค้าคงทน เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอสังหาริมทรัพย์ ยังมีความเสี่ยงชะลอตัวจากกำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่อ่อนแอ

    ด้านการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) แม้ยังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และ Data Center แต่ยังไม่กระจายสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นอย่างทั่วถึง ทำให้ผลคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) ยังไม่เกิดเต็มที่ ขณะที่ภาคก่อสร้างยังอ่อนแอ แม้การส่งออกเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่หลายอุตสาหกรรมยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสูง จึงทำให้การส่งออกสุทธิยังไม่ใช่แรงขับเคลื่อนหลักของ GDP

    อ่านข่าว:

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคฟื้นรอบ 4 เดือน หวั่นสงครามปะทุรอบใหม่ทุบจีดีพีร่วง

    สรท.ปรับเป้าส่งออกไทยโต 8-10% จี้รัฐดูแลบาท-ลุ้น กนง.คงดอกเบี้ย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UvOhz200gvSt166zn8PoK

  • สส.พรรคส้มจวกเละ “ศุภจี” บริหารเศรษฐกิจแบบผักชีโรยหน้า

    สส.พรรคส้มจวกเละ “ศุภจี” บริหารเศรษฐกิจแบบผักชีโรยหน้า

    “สิทธิพล” อัดยับ “ข้าวแกง 40 บาท” แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ดีแต่โชว์ ไม่ช่วยใครได้จริง

    วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส. พรรคประชาชน เปิดเผยถึงกรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประกาศทบทวนและสั่งชะลอโครงการ “ข้าวแกง 40 บาท” หลังเจอกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยนายสิทธิพลระบุว่า เห็นด้วยกับการยอมถอยเพื่อทบทวน แต่ชี้ว่าโครงการนี้คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของ “การบริหารเศรษฐกิจแบบศุภจี” ที่สอบตกในแง่การปฏิบัติจริง 

    สส.พรรคประชาชนบอกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อ้างว่าทำโครงการนี้เพื่อช่วยค่าครองชีพในวันที่ราคาน้ำมันเริ่มลดลง แต่แปลกใจว่าทำไมข้าวแกงยังไม่ยอมลดราคาตาม ซึ่งตนเคยเตือนแล้วว่าเมื่อราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งจนผลักให้ราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว แม้น้ำมันจะลดลง ราคาสินค้าก็ไม่มีทางปรับลงตาม ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชี้ชัดทุกครั้ง รัฐบาลต้องคุมราคาน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ปล่อยให้แพงจนลามทั้งระบบ แล้วมาแก้ปลายเหตุแบบนี้

    นายสิทธิพลบอกอีกว่า หลายมาตรการในยุคนี้มีลักษณะทำเพื่อให้ได้ชื่อว่า “ทำแล้ว” แต่ในความเป็นจริงช่วยคนได้ไม่ถึงเสี้ยวของปัญหา อย่างปุ๋ยธงเขียวราคาถูกก็ปล่อยออกมาช่วยเกษตรกรไม่ถึง 1% ของความต้องการใช้จริง ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังต้องแบกต้นทุนปุ๋ยแพงเท่าเดิม ค่า GP แพลตฟอร์มส่งอาหารช่วยผู้ประกอบการแค่ 2,000 ราย จากผู้เดือดร้อนจริงหลายแสนถึงล้านราย โครงการรถพุ่มพวงมีจังหวัดละไม่กี่คัน ประชาชนเข้าไม่ถึงจนต้องตั้งคำถามว่า “รถพุ่มพวงอยู่ไหน?”

    สส.พรรคประชาชนบอกอีกว่า จากการสั่งเบรก “ข้าวแกง 40 บาท” แล้วไม่มีเสียงเสียดายจากทั้งฝั่งผู้บริโภคและพ่อค้าแม่ค้า สะท้อนชัดว่าโครงการนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ใครเลย พร้อมแนะให้หันไปดูปัญหาจริงอย่างโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กีดกันผู้ประกอบการน้ำดีในระบบภาษี เพียงเพราะมียอดขายเกิน 1.8-2 ล้านบาทต่อปี (เฉลี่ยแค่วันละ 5,000-6,000 บาท) จนทำให้ร้านค้าเหล่านี้เสียลูกค้าและแบกรับต้นทุนอ่วม

    “ที่ประชาชนถามหาว่ารัฐมนตรีศุภจีหายไปไหน ไม่ใช่เพราะคิดถึง แต่เพราะเขารู้สึกว่างานในความรับผิดชอบของท่านมันไม่ได้แก้ความเดือดร้อนให้เขาได้จริง ขอฝากว่ามาตรการเศรษฐกิจหลังจากนี้ต้องครอบคลุมเป็นชิ้นเป็นอัน และสอดคล้องกับขนาดของวิกฤตมากกว่าที่เป็นอยู่” นายสิทธิพลกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2946462&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rer2TLuL9BAzYTFeN0AT_

  • CIMBT มองเศรษฐกิจไทยติดหล่มปัญหาเชิงโครงสร้าง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง GDP ไปถึง 3% ได้ยาก

    CIMBT มองเศรษฐกิจไทยติดหล่มปัญหาเชิงโครงสร้าง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง GDP ไปถึง 3% ได้ยาก

    ประเทศไทยเจอปัญหาทั้งในและนอกประเทศ ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังไม่เติบโตนัก ยิ่งถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ GDP ไทยถือว่าโตชะลอลงมาก เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ไทยต้องเร่งแก้ในเรื่องอะไร 

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า ประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ ช่วงที่ผ่านมาต่างใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ โดยมีหลายมาตรการคล้ายไทย เช่น ประชานิยม การดูแลคนรายได้น้อย การช่วยเหลือค่าครองชีพ ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้ GDP ยังขยายตัวขึ้น หลายประเทศเมื่อไม่มีปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง เมื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใส่เม็ดเงินเข้าไปก็ทำให้เกิดการใช้จ่าย เกิด Multiplier effect อย่างต่อเนื่อง หรืออย่างเวียดนาม, อินโดนีเซียที่มีประชากรวัยแรงงาน ก็ทำให้การใช้จ่ายเติบโตขึ้น

    ทั้งนี้ แม้ไทยจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คล้ายกัน แต่ผลในด้าน GDP อาจไม่ได้เติบโตเท่ากับประเทศอื่นๆ สาเหตุเพราะไทยมีปัญหาเฉพาะตัว เช่น สังคมสูงวัย, หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และปัญหาเชิงโครงสร้างอีกหลายด้านทำให้ในอนาคต GDP ไทยยังไปถึง 3% ได้ยาก ถ้าไม่ออกมาตรการที่แก้ปัญหาได้ในระยะยาว

    “นักเศรษฐศาสตร์มองภาพใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ การเห็น GDP ไทยเกิน 2.5% ถือว่าดีแล้ว โอกาสจะได้เห็น 3% ถือว่ายากมาก ถ้าวันนี้ยังไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ให้กระจายตัวไปถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ประเด็นการเพิ่มแรงงานทักษะ เพิ่มการเติบโตของรายได้โดยเฉพาะภาคการเกษตร แก้ปัญหาสินเชื่อ SME ที่ติดลบมาหลายปี”

    โจทย์ของไทยในวันนี้ ต้องมองในระยะยาวผ่าน 2 เรื่องคือ ปัญหาเชิงวัฏจักร เช่น การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ฯลฯ อีกเรื่องคือ ปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมสูงวัย ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ขาดทักษะ หนี้ครัวเรือนสูง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ แม้จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็อาจไม่ได้ช่วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ดังนั้นนอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้และภาครัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น หารายได้ และลดการขาดดุลงบประมาณ รวมถึงสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนให้กระจายไปถึง SME มากขึ้นผ่านมาตรการระยะยาวต่างๆ 

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี 2569 นี้ ทาง CIMBT คาดว่า GDP ปี 2569 มีโอกาสโตได้ 2% โดยแรงหนุนหลักมาจากการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งจะเติบโตได้ดีกว่า GDP แต่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งปีหลังคือ ความไม่แน่นอนจากแม้ความขัดแย้งด้านพลังงาน รวมถึงสงครามการค้ารอบใหม่ ซึ่งต้องจับตาการใช้มาตรการ 301 ของสหรัฐฯที่เคยบังคับใช้กับจีน ที่อาจกลับมากดดันประเทศคู่ค้าและสร้างความผันผวนต่อบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง อาจกระทบการส่งออกของไทยระยะต่อไปซึ่งต้องคอยติดตามผลดี-ผลเสียต่อไทยอีกครั้ง

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2946447&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zH28892FwLLIUeGtlCAIc

  • ทางหลวงชนบท เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบนและชายแดน

    ทางหลวงชนบท เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบนและชายแดน

    เศรษฐกิจ

    ทางหลวงชนบท เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบนและชายแดน

    วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ทางหลวงชนบท เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบนและชายแดน

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.)  เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสายเชื่อม ทล.131 อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมของจังหวัดให้เต็มศักยภาพ รองรับการเจริญเติบโตของเมือง ส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการค้าชายแดนอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในการยกระดับการคมนาคมขนส่งให้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการลงทุนและการขนส่งสินค้าอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากจังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดในกลุ่มของภาคเหนือตอนบน มีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง สปป.ลาว และเมียนมาร์ อีกด้วย

    สำหรับโครงการดังกล่าว ขณะนี้ ทช. ได้เริ่มเข้าพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างแล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นโครงการเชื่อมกับถนนแม่กก ตรงข้ามกับร้านท่าน้ำภูแล และมีจุดสิ้นสุดโครงการบรรจบกับถนนทางหลวงเลี่ยงเมืองเชียงรายตะวันตก (ทล.131 ช่วง กม.ที่ 15+520) บริเวณทางเข้าวัดพระธาตุจอมสัก ซึ่งจะทำการก่อสร้างเป็นถนนผิวจราจรแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 4 ช่องจราจรไป – กลับ มีผิวจราจรกว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 2.50 เมตร เกาะกลางกว้าง 4.20 เมตร ทางเท้ากว้างข้างละ 3.5 เมตร และเขตทางกว้าง 30 เมตร รวมทั้งมีการก่อสร้างปรับปรุง ทางแยกบริเวณ จุดเริ่มต้นโครงการเชื่อม ทล.1207, ทางแยกบริเวณ กม.ที่ 0+303.500, ทางแยกบริเวณ กม.ที่ 1+286 และมีจุดสิ้นสุดโครงการเชื่อมกับ ทล.131 มีการก่อสร้างระบบระบายน้ำ ระบบไฟฟ้าแสงสว่างตลอดสายทาง พร้อมติดตั้งเครื่องหมายจราจรและอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้เส้นทาง ใช้งบประมาณในการดำเนินงานรวม 150 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2571 

    นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินงานของโครงการฯ สอดคล้องกับความต้องการ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด ก่อนดำเนินการก่อสร้าง ทช. ได้จัดประชุมการมีส่วนร่วมภาคประชาชน และลงนามบันทึกความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่าง ทช. ผู้รับจ้าง และผู้แทนประชาชนไปแล้ว ซึ่งได้มีการนำเสนอความเป็นมา ลักษณะของโครงการ ขั้นตอนการดำเนินงาน พร้อมทั้งได้มีการรับฟังข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นจากผู้นำชุมชน ประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมาอีกด้วย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/483288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mJZbLeJ9mH-QGTbc4I9qp

  • เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด แต่ไร้ปัจจัยเร่ง คาดไม่เห็นจีดีพี 3% ในอีก 3-5 ปี | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด แต่ไร้ปัจจัยเร่ง คาดไม่เห็นจีดีพี 3% ในอีก 3-5 ปี | เดลินิวส์

    นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักงานวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 69 อยู่ที่ 2% และคาดว่าในปี 70 จะเติบโตในระดับเดียวกันที่ 2% คาดว่าไตรมาส 2 จะเติบโตได้ 1.8% ไตรมาส 3 ขยับขึ้นเป็น 2.1% และไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 1.1% ซึ่งเป็นการชะลอตัวเนื่องจากฐานที่สูงในปีที่แล้ว แต่ยังไม่เห็นสัญญาณที่จะทำให้จีดีพีกลับไปโตแตะระดับ 3% ได้ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า หากไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

    “เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงเติบโตระดับ 2-2.5% แบบนี้ไปอีก 3-5 ปี มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% ยกเว้นจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำในระยะยาวหากไม่ได้รับการแก้ไข”

    ทั้งนี้ ยืนยันว่าระดับ 2% นี้คือจุดต่ำสุดที่จะเห็นในช่วงปี 69 และปี 70 โดยให้เหตุผลว่ายังไม่เห็นปัจจัยบวกที่จะผลักดันให้จีดีพีทะยานเกิน 3% ได้ในระยะอันใกล้ โดยมองว่าการบริโภคไม่ใช่เครื่องยนต์หลักอีกต่อไป ในอดีตการบริโภคมักเติบโตสูงกว่าจีดีพี แต่ในปัจจุบันและอนาคต 5 ปีข้างหน้า คาดว่าการบริโภคจะโตต่ำกว่าจีดีพี เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงและกำลังซื้อระดับล่างที่อ่อนแอ ขณะที่มาตรการรัฐช่วยได้เพียงระยะสั้น เช่น การแจกเงินหรือมาตรการกระตุ้นการบริโภค มักเห็นผลเพียง 1-2 เดือน หลังจากหมดมาตรการการใช้จ่ายจะแผ่วลงทันที

    อย่างไรก็ตามแม้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือเอฟดีไอ จะเข้าไทยในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ยังไม่ได้มีการกระจายตัวไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ จึงยังไม่เกิดการทวีคูญทางเศรษฐกิจ ที่เร่งมากนัก ตัวภาคก่อสร้างยังทรุดตัว รายได้คนกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ด้านภาคการส่งออกเป็นบวก และสนับสนุนภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมโดยรวม แต่เนื่องจากในหลายอุตสาหกรรมมีสัดส่วนนำเข้าค่อนข้างสูง จึงยังไม่เห็นการส่งออกสุทธิที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 

    ด้านนโยบายการเงินพร้อมผ่อนคลายต่อเนื่อง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงก่อนหน้าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองเป็นปัญหาด้านอุปทาน ไม่ใช่ด้านอุปสงค์ เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง เงินเฟ้อก็มีโอกาสย่อลงได้ มองว่าโอกาสที่ธปท.จะคงดอกเบี้ย 1% ตลอดทั้งปี 

    ส่วนค่าเงินบาทอ่อนค่าราว 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ช่วงที่ผ่านมา น่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูง และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่มองว่า ไตรมาส 3 โอกาสที่ค่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าที่ 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐมีโอกาสเป็นไปได้ มีเงินไหลเข้า และการคาดการณ์ว่าสหรัฐจะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้

    นายอมรเทพ กล่าวว่า ภาครัฐควรเปลี่ยนจากการแจกเงินในวงกว้าง มาเป็นการใช้มาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริงเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้านหลัก ทั้งการยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ที่เข้ามาลงทุน, การแก้ปัญหาภาคเกษตร สร้างแหล่งกักเก็บน้ำและสาธารณูปโภคเพื่อรับมือความผันผวนของภูมิอากาศ และการส่งเสริมเอสเอ็มอี แก้ไขปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อที่ติดลบต่อเนื่องเพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6030376/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tRzXdKQC_kTatj76lCPB4

  • “อมรเทพ” ฟันธง 5 ประเด็น ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย แนะรัฐบาลแก้เกมโครงสร้าง รับศึกการค้ารอบใหม่

    “อมรเทพ” ฟันธง 5 ประเด็น ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย แนะรัฐบาลแก้เกมโครงสร้าง รับศึกการค้ารอบใหม่


    CIMB แนะจับตาสงครามการค้ารอบใหม่ ฝากโจทย์รัฐบาลไทยแก้ไขปัญหาโครงสร้าง เน้นผลลัพธ์สร้างงาน สร้างรายได้ระยะยาว มากกว่าแจกเงินระยะสั้น

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMB เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มเห็นแสงสว่างมากขึ้น หลังจากผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลง การส่งออกที่ขยายตัว และมาตรการภาครัฐช่วยประคองกำลังซื้อ

    อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายในหลายด้าน โดยการบริโภคภาคเอกชนยังคงทรงตัว เนื่องจากรายได้ของประชาชนเติบโตช้าสวนทางกับค่าครองชีพที่ยังสูง ซึ่งมาตรการภาครัฐช่วยพยุงได้เพียงกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อาทิ กลุ่มของใช้ทั่วไป กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่สินค้าขนาดใหญ่ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ ยังคงชะลอตัวจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว

    ด้านการลงทุนภาคเอกชน แม้จะมีเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าสู่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center แต่ยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่ม จึงยังไม่เกิดการทวีคูญทางเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น ภาคการก่อสร้างยังคงซบเซา

    “การลงทุนส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ ‘Import Content’ สูง หรือการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนมาผลิต ทำให้เม็ดเงินไม่ได้หมุนเวียนในประเทศมากนัก แม้การส่งออกเริ่มเป็นบวกจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์, เซมิคอนดักเตอร์ และคอมพิวเตอร์ ที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI โลก” ดร.อมรเทพ กล่าว 

    ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงิน มองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ตลอดทั้งปี เนื่องจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงก่อนหน้านี้เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงก่อนหน้านี้ ไม่ใช่แรงกดดันจากอุปสงค์ จึงไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

    ส่วนทิศทางค่าเงินบาทที่อ่อนค่าราวๆ 33-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมา คาดเป็นผลกระทบระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูง โดยสำนักวิจัยฯมองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าและทรงตัวอยู่ที่ระดับ 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากกระแสเงินทุนไหลเข้าและแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย

    ดร.อมรเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า CIMB ประเมินเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 2% ซึ่งเป็นการฟื้นตัวที่ “โตต่ำ” เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน รวมถึงมองว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงเติบโตระดับ 2-2.5% แบบนี้ไปอีก 3-5 ปี และมีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% อีกทั้งยังกังวลคนไทยจะ “ชินชา” กับการโตเพียง 2% จนละเลยการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำในระยะยาวหากไม่ได้รับการแก้ไข

    ฟันธง 5 ประเด็น ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย Q3/69

    1. ราคาน้ำมันเฉลี่ย 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว

    หลังราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในไตรมาส 2 ก่อนปรับตัวย่อลงมาช่วงปลายมิ.ย.-ต้น ก.ค. ลงมาต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล มองต่อไปปัญหาอิหร่านยังระอุ แม้จะไม่ได้ทวีความรุนแรงเป็นสงครามเหมือนช่วงไตรมาส 2 สำนักวิจัยฯ คาดว่าไตรมาส 3 ราคาจะเฉลี่ยราว 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แม้ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้

    2. เฟดคงดอกเบี้ยทั้งปี ที่ 3.75% ธปท.ตรึงดอกเบี้ย 1%                                                        สำนักวิจัยฯ มองว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะทยอยชะลอลงตามราคาพลังงาน และเงินเฟ้อฝั่งสหรัฐไม่ได้มาจากด้านอุปสงค์มากนัก ค่าเช่าหรือค่าจ้างแรงงานไม่ได้ทวีความทะยานขึ้นสูง จึงน่าจะอยู่ระดับควบคุมได้ เฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และจะปรับตัวสมดุลในปีหน้าขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากฝั่งต้นทุนมากกว่าอุปสงค์

    3. สงครามการค้ารอบใหม่คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง

    แม้ความขัดแย้งด้านพลังงานคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงใหม่กำลังย้ายไปที่สงครามการค้า ต้องจับตาการใช้มาตรการ 301 ของสหรัฐฯที่เคยบังคับใช้กับจีน อาจกลับมากดดันประเทศคู่ค้าและสร้างความผันผวนต่อบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง อาจกระทบการส่งออกของไทยระยะต่อไป ต้องติดตามผลดี-ผลเสียอีกครั้ง  

    4. ค่าบาทแข็งค่าที่ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

    GDP ปี 2569 มีโอกาสโตได้ 2% ปัจจัยสำคัญ มาจากการลงทุนภาคเอกชน ไม่ได้มาจากการบริโภคอีกต่อไป และจะเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตได้ดีกว่า GDP พร้อมประเมินว่าค่าบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าที่ประมาณ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐช่วงไตรมาส 3 จากเงินทุนไหลเข้าและแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ทรงตัว

    5. รัฐบาลเร่งนโยบายสร้างความเชื่อมั่น 

    รัฐบาลจะหาทางสร้างความเชื่อมั่น หารายได้ ลดการขาดดุลงบประมาณ มีวินัยการคลัง และไม่น่าชนเพดานหนึ้ที่ 70% ต่อ GDP ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาเครดิตของประเทศ อีกทั้ง หวัง  ว่ารัฐบาลจะ เน้นการลงทุน ภาครัฐร่วมกับเอกชน หรือการลงทุนใหม่ จะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ เกิดการลงทุนระยะยาวกับประเทศ มากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้น เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา หลังมาตรการจบ การบริโภคมักกลับมาทรุดตัว จึงอยากเห็นตัวขับเคลื่อนหลักที่มาจากมาตรการ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน

    ทั้งนี้ สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา คาดว่า GDP ขยายตัว 1.8% YoY แม้เป็นบวก แต่หดตัว 0.5% QoQ,SA (เทียบไตรมาสก่อนหน้า หลังปรับฤดูกาล) จากสงครามอิหร่าน กดดันราคาน้ำมันพุ่งสูงทะลุ 100 เหรียญ/บาร์เรลทำให้เกิดการนำเข้าค่อนข้างมาก ทำให้เศรษฐกิจไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดช่วงที่ผ่านมา การบริโภคชะลอจากราคาน้ำมันค่อนข้างสูง ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น แม้จะมีมาตรการภาครัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายไตรมาส 2 แต่ไม่เพียงพอ

    “เราไม่ต้องการเห็นหนี้สาธารณะทะลุ 70% ของ GDP ซึ่งปัจจุบันไทยยังจัดการได้ดี แต่ต้องระวังการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่เกิดรายได้ระยะยาว” ดร.อมรเทพ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/44736&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N2DV0J6o6Xtqh1s3U2jKB

  • ก.อุตฯ วางกติกาเศรษฐกิจใหม่ รองรับอนาคต EV  สร้างความเชื่อมั่นให้ ผู้บริโภค-นักลงทุน-ผู้ผลิต

    ก.อุตฯ วางกติกาเศรษฐกิจใหม่ รองรับอนาคต EV  สร้างความเชื่อมั่นให้ ผู้บริโภค-นักลงทุน-ผู้ผลิต

    วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

    ก.อุตฯ วางกติกาเศรษฐกิจใหม่ รองรับอนาคต EV  สร้างความเชื่อมั่นให้ ผู้บริโภค-นักลงทุน-ผู้ผลิต  เพิ่ม 5 มอก. สั่งคุม “หัวชาร์จ-ตู้ชาร์จ-มาตรฐานการชน” ชิงฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตในอาเซียน 

    เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569   นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติเห็นชอบให้ผลิตภัณฑ์และระบบที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี (EV) อีก 5 มาตรฐาน เป็นสินค้าควบคุม ประกอบด้วย สายชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบพกพา , ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) , ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงแบบฟาสต์ชาร์จ (DC Fast Charger) , มาตรฐานการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนจากด้านข้าง, มาตรฐานการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนจากด้านหน้าของยานยนต์

    ”การลงทุนในอุตสาหกรรม EV ที่รุนแรงขึ้นทั่วภูมิภาค รวมถึงตลาด EV ในไทยก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เราจึงเร่งอุดช่องโหว่สำคัญ ด้วยการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่ตัวรถ แบตเตอรี่ ไปจนถึงอุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไปสู่ระบบนิเวศ EV อย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการติดตั้งสถานีชาร์จทั้งในบ้าน คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน และพื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”

    ไม่เพียงเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้รถ แต่ยังเป็นเรื่องความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพราะหากเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุเพลิงไหม้จากอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานบ่อยครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อรถ EV ของผู้บริโภค รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค

    ปัจจุบันไทยกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ EV แล้วถึง 214 มาตรฐาน และบังคับเป็นสินค้าควบคุมแล้ว 6 มาตรฐาน ขณะที่แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากำลังจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน ขมี.ค.2570 ส่วนมาตรฐานใหม่อีก 5 รายการ จะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2570-2571 ส่งผลให้จำนวนสินค้าควบคุมด้าน EV เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในเวลาไม่กี่ปี

    ในเชิงอุตสาหกรรม มาตรฐานเหล่านี้ยังเป็นกลไกสำคัญในการคัดกรองสินค้าและอุปกรณ์คุณภาพต่ำจากต่างประเทศ ลดความเสี่ยงจากการแข่งขันด้านราคาที่อาจแลกมาด้วยความปลอดภัย พร้อมยกระดับมาตรฐานผู้ผลิตและผู้ประกอบการในประเทศให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล

    การสร้างอุตสาหกรรม EV ให้เติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องเดินควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะความปลอดภัยเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของตลาด การลงทุน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมในระยะยาว

    สำหรับสายชาร์จแบบพกพาและตู้ชาร์จ AC ที่ใช้ในบ้านพักอาศัย คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน มิ.ย. 2570 ส่วนตู้ชาร์จแบบฟาสต์ชาร์จและมาตรฐานการป้องกันการชนของยานยนต์จะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2571

    การเร่งยกระดับมาตรฐานในครั้งนี้ จึงเป็นการวางกติกาเศรษฐกิจใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม EV ไทยในระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้บริโภค นักลงทุน และผู้ผลิต ท่ามกลางการแข่งขันชิงฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ
     
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/483261&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xrDmm0GjX6ln-O8hs9ZP1

  • เศรษฐกิจไทยหมดหวังโตเกิน 3% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า CIMB ฝากโจทย์รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้าง

    เศรษฐกิจไทยหมดหวังโตเกิน 3% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า CIMB ฝากโจทย์รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้าง

    วันนี้ (15 กรกฎาคม) ดร. อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามการประเมินของธนาคารพบว่า ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจหรือ GDP ไทย มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% จึงเร่งฝากโจทย์รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้าง เน้นผลลัพธ์สร้างงาน สร้างรายได้ระยะยาว มากกว่าแจกเงินระยะสั้น

    ดร. อมรเทพยังปรับประมาณการ GDP ไทยปีนี้และปีหน้า (ปี 2026 และปี 2027) เป็นขยายตัว 2.0% ซึ่งนับเป็นอัตราที่ชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า (ปี 2025) ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 2.4%

    “เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงเติบโตระดับ 2-2.5% แบบนี้ไปอีก 3-5 ปี มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% ยกเว้นจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำในระยะยาวหากไม่ได้รับการแก้ไข” อมรเทพกล่าว พร้อมทั้งย้ำว่า “การจะไปให้ถึง 3% ผมไม่เห็นเลย ถ้ายังไม่ได้มีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ”

    ห่วง ‘การบริโภคในประเทศ’ เป็นปัญหาระยะยาว ไม่ใช่ผลกระทบระยะสั้น

    ดร. อมรเทพกล่าวอีกว่า ‘การบริโภคในประเทศ’ เป็นปัจจัยที่น่ากังวล เนื่องจากยังไม่เห็นการฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพยังสูง และภาระหนี้สินที่อยู่ในระดับสูง

    นอกจากนี้ แม้ในช่วงที่ผ่านมาการบริโภคจะปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ตามหลักการและสถานการณ์ในอดีตที่ผ่านมาพบว่า หลังมาตรการหมดลง การบริโภคมักจะกลับมาหดตัว เนื่องจากมาตรการแจกเงินไม่ใช่มาตรการที่จะสร้างงานหรือสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ประชาชน

    “มาตรการภาครัฐในไตรมาส 3 น่าจะเป็นตัวประคองสถานการณ์การบริโภค ซึ่งจะเป็นผลดีต่อกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ทั่วไป แต่ของใช้ขนาดใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ เสี่ยงชะลออยู่ เพราะรายได้ของคนไม่ได้โตมาก ขณะที่ความเชื่อมั่นดูไม่ค่อยดีนัก”

    ดังนั้น หากจะทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจริงๆ แรงขับเคลื่อนจะต้องมาจากการบริโภคภายในประเทศที่เติบโตนำหน้า GDP

    “แต่ถ้าเรื่องของปัจจัยในประเทศวันนี้ เราห่วงเรื่องการบริโภค ที่จะไม่ใช่แค่ปัญหาระยะสั้น เนื่องจากหลังจากนี้ระยะกลาง 5 ปี เราไม่เห็นการบริโภคจะโตมากกว่า GDP เลย ซึ่งคือส่วนหนึ่งที่เราผิดหวังว่า ถ้าจะฟื้นเศรษฐกิจไทยให้คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นจริงๆ การบริโภคมันต้องโตได้มากกว่า GDP เป็นการเติบโตจากข้างใน แต่วันนี้เรายังไม่ได้เห็นภาพนั้น”

    ยังห่วงสงครามการค้ารอบใหม่ คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง

    นอกจากการบริโภคในประเทศแล้ว ดร. อมรเทพยังห่วงสงครามการค้ารอบใหม่คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง โดยแม้ความขัดแย้งด้านพลังงานคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงใหม่กำลังย้ายไปที่สงครามการค้า ต้องจับตาการใช้มาตรการ 301 ของสหรัฐฯ ที่เคยบังคับใช้กับจีน อาจกลับมากดดันประเทศคู่ค้าและสร้างความผันผวนต่อบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง อาจกระทบการส่งออกของไทยระยะต่อไป ต้องติดตามผลดี-ผลเสียอีกครั้ง

    โดยตามประมาณการปัจจุบัน CIMB คาดว่า ต่อไปปัญหาอิหร่านยังระอุ แม้จะไม่ได้ทวีความรุนแรงเป็นสงครามเหมือนช่วงไตรมาส 2 สำนักวิจัยฯ คาดว่าไตรมาส 3 ราคาจะเฉลี่ยราว 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แม้ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้

    ส่วนในด้านการลงทุนภาคเอกชนยังไม่นิ่ง แม้ FDI จะเข้าไทยในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center แต่ยังไม่ได้มีการกระจายตัวไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ จึงยังไม่เกิดการทวีคูณทางเศรษฐกิจที่เร่งมากนัก ตัวภาคก่อสร้างยังทรุดตัว รายได้คนกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ด้านภาคการส่งออกเป็นบวก และสนับสนุนภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมโดยรวม แต่เนื่องจากในหลายอุตสาหกรรมมีสัดส่วนนำเข้าค่อนข้างสูง จึงยังไม่เห็นการส่งออกสุทธิที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    รัฐบาลเร่งนโยบายสร้างความเชื่อมั่น

    ดร อมรเทพยังแนะว่า รัฐบาลควรจะหาทางสร้างความเชื่อมั่น หารายได้ ลดการขาดดุลงบประมาณ มีวินัยการคลัง และไม่น่าชนเพดานหนี้ที่ 70% ต่อ GDP ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาเครดิตของประเทศ

    อีกทั้ง “หวังว่า รัฐบาลจะเน้นการลงทุน ภาครัฐร่วมกับเอกชน หรือการลงทุนใหม่ จะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ เกิดการลงทุนระยะยาวกับประเทศ มากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้น เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา หลังมาตรการจบ การบริโภคมักกลับมาทรุดตัว จึงอยากเห็นตัวขับเคลื่อนหลักที่มาจากมาตรการ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน”

    ด้านนโยบายการเงิน สำนักวิจัยฯ มองว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะทยอยชะลอลงตามราคาพลังงาน และเงินเฟ้อฝั่งสหรัฐฯ ไม่ได้มาจากด้านอุปสงค์มากนัก ค่าเช่าหรือค่าจ้างแรงงานไม่ได้ทวีความทะยานขึ้นสูง จึงน่าจะอยู่ระดับควบคุมได้ เฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และจะปรับตัวสมดุลในปีหน้า ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากฝั่งต้นทุนมากกว่าอุปสงค์

    สำนักวิจัยฯ ยังมองว่า ไตรมาส 3 โอกาสที่ค่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าที่ 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐตลอดทั้งปีมีโอกาสเป็นไปได้ มีเงินไหลเข้า และการคาดการณ์ว่า สหรัฐฯ จะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cimb-thai-economy-low-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZQ6q_CEbpM1392vr1ybe7

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำเดือน มิถุนายน 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำเดือน มิถุนายน 2569

    โดย

    Boualaphat

    •

    ลงเมื่อ

    15 กรกฎาคม 2569 14:00

    สคต. ณ กรุงเวียงจันทน์ (สปป.ลาว) (TTC, Vientiane (Lao PDR))

    4

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประ(2).pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/kdmpufylwqlwzoh48yiv4323&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tYl1_uRL9S7v3Qwf0xjDy