Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กระแต อาร์สยาม ทุ่ม 10 ล้าน พาครอบครัวบินเที่ยวเกาะที่แพงที่สุดในโลก

    กระแต อาร์สยาม ทุ่ม 10 ล้าน พาครอบครัวบินเที่ยวเกาะที่แพงที่สุดในโลก

    วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.06 น.

    27 เมษายน 2569 นักร้องสาวชื่อดัง “กระแต อาร์สยาม” สร้างความฮือฮาอีกครั้ง หลังควงหวานใจ “โตชิ จิรทีปต์” พร้อมครอบครัว บินลัดฟ้าไปท่องเที่ยวทวีปยุโรป โดยมีจุดหมายสำคัญที่ประเทศอิตาลี และเกาะคาปรี หนึ่งในเกาะท่องเที่ยวสุดหรูที่ถูกยกให้เป็นเกาะที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก

    โดยกระแตได้โพสต์ภาพและคลิปบรรยากาศสุดอลังการ พร้อมเผยความประทับใจว่า ทริปนี้ กับ 10,000,000บาท!! ทุกคนว่าคุ้มไหมคะ?

    มันไม่ใช่แค่ทริปสวย ๆ แต่มันคือทริปแห่งความรักที่สมบูรณ์แบบ

    ได้มีโอกาสพาคุณแม่และครอบครัวเดินทางมาเที่ยวกันไกลถึงขนาดนี้ ไปหลายประเทศ อยู่กันเกือบ 1 เดือน มาพักชาร์จพลัง ทุกความทรงจำที่มีค่า มันมากกว่าสิ่งใดที่เงินจะวัดได้จริงๆค่ะ ทริปนี้ค่าใช้จ่ายเกือบ 10 ล้านบาท แต่ความสุขที่แท้จริง คือการยังมีเวลาอยู่กับคนที่เรารัก และในวันที่เรายังมีกัน

    ขอให้พลังงานดีๆในคลิปนี้ ส่งถึงทุกคนให้ได้รับคลื่นแห่งความสุขนี้ไปด้วยกันนะค้าาา

    ขอบคุณภาพจาก : @kt_kratae8

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/960875&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iQBB045g8O7zqNQ-l5ecL

  • เปิดประสบการณ์ใหม่ทุก 6 เดือน สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย

    เปิดประสบการณ์ใหม่ทุก 6 เดือน สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย

    เผยแพร่

    สวนนงนุชพัทยา ได้จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา จำนวน 9 ต้น ในเวลา 09.00 น. สร้างบรรยากาศแปลกใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส “พิธีกรรมที่มีชีวิต” ซึ่งจัดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น

    โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะผู้บริหารร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง และได้นิมนต์ พระครูเกษมกิจโสภณ พร้อมพระสงฆ์รวม 9 รูป ประกอบพิธีเจิมแป้ง ปิดทอง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ธงมนตราทั้ง 9 ผืน ท่ามกลางความสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    “ธงมนตรา” เป็นผืนผ้าที่จารึกบทสวดภาวนา ตามความเชื่อของชาวพุทธในแถบเนปาล ทิเบต และภูฏาน โดยเชื่อว่าเมื่อสายลมพัดผ่าน จะนำพาคำอธิษฐานและพรดี ๆ แผ่กระจายออกไปสู่ทุกผู้คน กลายเป็นภาพบรรยากาศที่ทั้งสวยงามและเปี่ยมด้วยความหมาย จนกลายเป็นอีกหนึ่ง “ไฮไลต์ที่ต้องมาสัมผัสด้วยตาตนเอง”

    นอกจากนี้ สีทั้ง 5 บนผืนธงยังสะท้อนความเชื่อเรื่องสมดุลของธรรมชาติ ได้แก่ สีแดงแทนธาตุไฟ สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ สีเขียวแทนไม้ สีขาวแทนโลหะ และสีเหลืองแทนดิน ซึ่งเมื่อปลิวไหวพร้อมกันในสายลม จะเกิดเป็นภาพที่งดงามและทรงพลัง เสมือนการผสานกันของธรรมชาติและศรัทธา

    พิธีเปลี่ยนธงมนตราจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยเติมสีสันให้การท่องเที่ยวไทย และตอกย้ำภาพลักษณ์ของสวนนงนุชพัทยา ในฐานะจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2598%25E0%25B9%258C/274160&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AYeC_AJtWKHCaVUiLVNUI

  • &

    &

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวดำน้ำของไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2569 ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นทั่วโลก นักท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงแค่จุดดำน้ำที่สวยงามเท่านั้น แต่ต้องการประสบการณ์ที่ครบครันและความสะดวกสบายระดับพรีเมียม ธุรกิจเรือท่องเที่ยวดำน้ำแบบพักค้างคืน (Liveaboard) จึงต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเดินทางที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Lifestyle และการสร้างเนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง

    'เรือเวฬา' ผ่าแนวโน้มธุรกิจท่องเที่ยวดำน้ำไทย รับเทรนด์ Quality Experience ปั้นนิยามใหม่แห่งการพักผ่อน

    ขณะเดียวกัน สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการเดินทางอยู่ในทิศทางที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นปัจจัยท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางภูมิทัศน์อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงนี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ นางสาวภรภัทร์ เริงประเสริฐวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรือเวฬา จำกัด เจ้าของ “เรือเวฬา” (VELA Liveaboard) เรือสุดหรูที่ให้บริการทริปดำน้ำเพื่อเปิดมุมมองของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจเรือท่องเที่ยวดำน้ำในประเทศไทย

    คุณภรภัทร์ มองว่า ทิศทางของธุรกิจท่องเที่ยวดำน้ำในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากการท่องเที่ยวแบบมวลชน (Mass Tourism) ไปสู่การเน้นคุณภาพ (Quality) มากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวต้องการได้รับประสบการณ์จากเรือมากกว่าการมุ่งเน้นไปที่การดำน้ำเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้เรือในกลุ่มลักชูรีจึงสามารถขายได้ดีกว่าเรือท้องถิ่นที่ให้บริการมานาน เพราะนักท่องเที่ยวชาวไทยในยุคนี้เริ่มให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและความละเอียดในส่วนของดีเทลต่าง ๆ มากขึ้น

    แม้ว่าในช่วงเวลานี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อราคาน้ำมัน โดยยอมรับว่า ประเด็นดังกล่าวมีผลกระทบต่อธุรกิจเพราะค่าน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 50% โดยจากเดิมที่เคยซื้อน้ำมันในราคา 30 บาท ปัจจุบันปรับขึ้นเป็น 50 บาทแล้ว ทางเรือจึงจำเป็นต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ซึ่งไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่เนื่องจากในต่างประเทศมีการเก็บกันเป็นปกติอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ลูกค้ามีความเข้าใจในสถานการณ์และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว ทำให้แนวโน้มธุรกิจยังคงสามารถเติบโตต่อไปได้

    คุณภรภัทร์ ยอมรับว่า แนวโน้มธุรกิจยังคงสามารถเติบโตต่อไปได้ การดำเนินธุรกิจของ เรือเวฬา จึงมาจากแรงบันดาลใจในการพัฒนาและสร้างเรือเวฬาให้เป็นพื้นที่แห่งความสะดวกสบาย (Comfort Space) ให้กับนักดำน้ำ เนื่องจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยไปดำน้ำกับเรือลำอื่นแล้วรู้สึกว่ายังไม่ใช่พื้นที่ที่ตอบโจทย์ความสบายอย่างแท้จริง โดยนักท่องเที่ยวสามารถนอนหลับสบายและกินอิ่ม ซึ่งจุดระสงค์สำคัญนั่นคือ อยากให้ผู้ที่มาใช้บริการรู้สึกว่าการอยู่บนเรือเหมือนกับการอยู่ที่บ้าน

    ดังนั้นปรัชญาหลักในการออกแบบเรือคืออยากให้เรือเป็นจุดหมายปลายทางในตัวเองมากกว่าที่จะถูกมองว่าเป็นเพียงพาหนะที่ต้องมาเพื่อดำน้ำเพียงอย่างเดียว ซึ่งเรือเวฬาดำเนินธุรกิจมาประมาณ 2 ปี โดยใช้เวลาในการออกแบบและขึ้นโครงสร้างอยู่นานประมาณ 2-3 ปี และเรือเพิ่งเริ่มให้บริการจริงได้ประมาณ 1 ปี ปัจจุบันยังคงเน้นกลุ่มลูกค้าชาวไทยเป็นหลักเพื่อรับฟังความคิดเห็นและนำมาปรับปรุง แต่มีแผนที่จะขยายตลาดไปสู่ชาวต่างชาติในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากได้รับการติดต่อเข้ามาเป็นจำนวนมาก

    ขณะที่ตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่มีผลต่อการบริการของเรืออย่างมาก คุณภรภัทร์ อธิบายว่า คนรุ่นใหม่มีไลฟ์สไตล์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างเนื้อหา (Content) โดยเฉพาะการถ่ายรูป ซึ่งการออกแบบเรือที่มีกระจกขนาดใหญ่หรือห้องซาลูนที่สวยงามกว่าที่อื่นสามารถกลายเป็นจุดขายสำคัญได้ กลุ่มเป้าหมายของเรือเวฬา จึงครอบคลุมกลุ่มวัยรุ่นที่อาจเข้ามาเพื่อทดลองสัมผัสประสบการณ์และเก็บภาพไปแบ่งปันในกลุ่มเพื่อน รวมไปถึงกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง และไม่ได้ตั้งใจมาเพื่อดำน้ำอย่างจริงจังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการการพักผ่อนควบคู่ไปด้วย

    ส่วนเส้นทางการเดินเรือของเวฬาครอบคลุมทั้งสองฝั่งทะเล โดยในช่วงที่ฝั่งอันดามันปิดจะย้ายไปวิ่งทางฝั่งอ่าวไทย ซึ่งแบ่งเส้นทางเป็นชุมพร เกาะเต่า และโลซิน ส่วนในช่วงเปิดฤดูกาลฝั่งอันดามัน ลูกค้าที่เหมาเรือ (Charter) สามารถเลือกเส้นทางได้ทั้งอันดามันเหนือและอันดามันใต้ หรือจัดทริปยาวแบบผสมผสานก็ได้ นอกจากนี้ทางเรือเวฬายังมีความพยายามที่จะขยายเส้นทางไปถึงประเทศเมียนมา เพื่อตอบโจทย์ชาวต่างชาติที่ต้องการประสบการณ์การพักผ่อนและการเดินทางที่ยาวนานขึ้น โดยอาจจะเริ่มขึ้นเรือที่ภูเก็ตแล้ววิ่งผ่านจุดดำน้ำสำคัญไปจนถึงพม่า

    เมื่อถามถึงจุดดำน้ำในดวงใจที่อยากแนะนำให้ทุกคนไปสัมผัส คุณภรภัทร์ ตอบโดยไม่ลังเลว่า อยากให้ทุกคนลองไปสัมผัสประสบการณ์ดำน้ำที่ “เกาะโลซิน” ซึ่งเป็นกองหินขนาดใหญ่ เขตจังหวัดปัตตานี จุดดำน้ำลึกที่มีแหล่งปะการังสวยงาม เนื่องจากเป็นจุดที่ต้องเดินทางด้วยเรือพักค้างคืนบนเรือ (Liveaboard) เท่านั้น ไม่สามารถใช้เรือสปีดโบ๊ทหรือเรือประมงไปได้เพราะจะลำบากเกินไป

    “โลซินเป็นพื้นที่ทางธรรมชาติที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์สูงมากและสามารถดำน้ำได้เพียงไม่กี่เดือนในหนึ่งปีในช่วงที่ไม่มีพายุ ทรัพยากรทางธรรมชาติจึงยังหนาแน่น มีปะการังแข็งจำนวนมาก และเป็นจุดที่สามารถลุ้นพบสัตว์ใหญ่ได้ทุกปี เช่น ฉลามวาฬ โรนัน ปลากระเบนแมนตา และปลากระทงร่ม เป็นต้น และแม้โลซินจะเป็นจุดที่อยู่ไกลและเดินทางยาก แต่รับรองว่าน้ำทะเลใสมากเนื่องจากเป็นพื้นที่ทะเลเปิด ซึ่งทำให้กองหินโลซินกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักดำน้ำทุกคนควรไปสัมผัสสักครั้งในชีวิต”

    สำหรับผู้ที่สนใจเรือเวฬาและต้องการสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวดำน้ำแบบพรีเมียม สามารถพบกันที่งาน Thailand Dive Expo 2026 โดยทางเรือเวฬาจะมีกิจกรรมมากมายรอคอยผู้เข้าชมงาน ทั้งการจำหน่ายแพ็คเกจทริป และกิจกรรมร่วมสนุก การแจกของรางวัล บูธถ่ายรูปสติ๊กเกอร์ และอาจมีการแจกทริปสำหรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมบูธด้วย ซึ่งงานครั้งนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีในการเปิดตัวให้ชาวต่างชาติได้เห็นศักยภาพของเรือและประเทศไทยด้วย

    “อยากเชิญชวนผู้ที่รักทะเลทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เคยดำน้ำมาก่อนหรือผู้ที่กำลังสนใจอยากเริ่มต้น ให้ลองมาเดินชมงานเพราะจะได้รับประสบการณ์และความรู้จากการพูดคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์มานานหลายปี แม้จะยังไม่ตัดสินใจในทันทีก็อยากให้ลองมาดูบรรยากาศของงานที่เหมือนเป็นการรวมญาติของนักดำน้ำเพื่อให้ทุกคนได้เห็นความสวยงามของโลกใต้ทะเลด้วยตาตนเอง ซึ่งอาจจะเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตต่อไป” คุณภรภัทร์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieo8ajv9nz5s5u0evll9vvi5awp62d2e&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u4bq8WVDHdjjq3Hoi8TvZ

  • เนสไลน์ แบรนด์ขนมนำเข้า โตยังไง? จากทุน 2 หมื่น สู่ยอดขาย 300 ล้าน

    เนสไลน์ แบรนด์ขนมนำเข้า โตยังไง? จากทุน 2 หมื่น สู่ยอดขาย 300 ล้าน

    “เนสไลน์” (NEZLINE) แบรนด์ขนมนำเข้าของคนไทยกลายเป็นหนึ่งใน Trendsetter ทางเลือกใหม่ของตลาดสแน็ค ด้วยสินค้าเรือธงขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่ง (OAT CHOCO) ที่หลายคนคุ้นเคย แต่อาจไม่เคยรู้ว่า OAT CHOCO ยอดนิยมต้นตำรับมาจากแบรนด์เนสไลน์ ซึ่งปัจจุบันนำเข้าขนมจากต่างประเทศมาจัดจำหน่ายในไทยกว่า 70 SKU 

    จุดเริ่มต้น ไฉไล อินเตอร์เทรด

    “เนสไลน์” (NEZLINE) เป็นแบรนด์ที่อยู่ภายใต้ บริษัท ไฉไลอินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งเริ่มก่อตั้งธุรกิจเมื่อปี พ.ศ.2562 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท เริ่มแรกดำเนินธุรกิจประเภทซื้อมาขายไปในผลิตภัณฑ์ข้าวโอ๊ตธัญพืชอัดแท่ง โดยนำเข้าสินค้ามาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อผลตอบรับดีและเป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้า จึงตัดสินใจขยายธุรกิจภายใต้เครื่องหมายการค้า เนสไลน์ (NEZLINE) 

    เบื้องหลังการเติบโตของบริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด ก่อตั้งโดย 3 ผู้บริหารรุ่นใหม่ คือไฟซอล เจ๊ะอุมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) อับดุลมาติน หะยียะโกะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และเมธัส สนิทมัจโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ที่วางเป้าหมายเป็น ผู้นำธุรกิจนำเข้าขนมจากต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 

    3 ผู้บริหารแบรนด์ ไฉไล อินเตอร์เทรด

    เริ่มจากขาย Gadget และสินค้าไอที 

    ไฟซอล เจ๊ะอุมา เล่าย้อนกลับไปว่า ก่อนหน้านี้บริษัททำธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายสินค้ากลุ่ม Gadget และไอที แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวช่วง Covid-19 จึงมองหาโอกาสใหม่ในสินค้าที่เข้าถึงง่ายและมีการบริโภคทุกวัน 

    โดยพบว่าตลาดขนมนำเข้าในไทยยังมีช่องว่างทางการตลาดอยู่  ทำให้เริ่มทดลองนำเข้าขนมมาขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Shopee และ Lazada ด้วยเงินลงทุนครั้งแรกเพียง 20,000 บาท 

    จากผลตอบรับดี ทำให้ไฟซอลตัดสินใจขยายธุรกิจโดยเป็นผู้ติดต่อหาแหล่งผลิตโรงงาน OEM ในประเทศจีนด้วยตนเอง แต่ช่วงแรกเผชิญปัญหาทั้งด้านมาตรฐานการผลิตและรสชาติขนม จนกลายเป็น pain point สำคัญว่าต้นทุนต่ำไม่ใช่คำตอบยั่งยืนของธุรกิจระยะยาว หลังเปลี่ยนโรงงานผลิตหลายแห่งกว่าจะมาเป็นแบรนด์เนสไลน์ ที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์คุณภาพและราคาเข้าถึงได้ พร้อมควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วัตถุดิบ รสชาติไปจนถึงเนื้อสัมผัส (texture) ของสินค้า ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจด้านความปลอดภัยโดยผ่านการรับรองสินค้าจากโรงงานมาตรฐานสากลอย่าง อย. HACCP HALAL และ ISO9001

    OAT CHOCO สินค้าเรือธง ปั้นรายได้ 

    ขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่ง OAT CHOCO เป็นสินค้าขายดีอันดับหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ได้รับความนิยมจน เติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างรายได้แตะ 100 ล้านบาทเป็นครั้งแรกในปี 2023  

    เมธัส สนิทมัจโร กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้นโฟกัสการทำตลาดเป็นหลัก จนทำให้บริษัทไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า OAT CHOCO ไม่นานนักจึงมีผู้ผลิตคู่แข่งจำนวนมากเข้ามาจำหน่ายสินค้าในลักษณะเดียวกัน นับเป็นบทเรียนแรกในการดำเนินธุรกิจก่อนที่บริษัทจะเริ่มจด trademark สำหรับสินค้าใหม่ เช่น ขนมนูกัตโตะ (NOUGATTO) รวมถึงสินค้าอื่นๆ ในเวลาต่อมา

    พลิกเกมจากขายออนไลน์สู่ Modern Trade 

    อับดุลมาติน หะยียะโกะ COO เผยว่า ช่วงแรกเนสไลน์เติบโตจากการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก โดยทีมผู้บริหารไม่เคยไลฟ์สดขายสินค้าแต่เลือกใช้กลยุทธ์โปรโมชั่นราคาเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบริษัทจับมือกับ distributor อย่าง บริษัทเพนส์ มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ ดิสทริบิวชั่น (PENS) ที่มีเครือข่ายธุรกิจแข็งแกร่ง ทำให้สินค้าขยายช่องทางจัดจำหน่ายสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โมเดิร์นเทรด ซุปเปอร์สโตร์ ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศกว่า 22,000 แห่ง 

    “การกระจายสินค้าจำหน่ายผ่าน distributor ส่งผลให้ยอดขายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปี 2568 ยอดขายมูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท เพราะผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้าน 7-eleven CJ MORE และ MR.D.I.Y. ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายออฟไลน์อยู่ที่ 70% ขณะที่ฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 12 ปีขึ้นไปและกลุ่มคนทำงานในเขตกรุงเทพและปริมณฑลถึง 80% ของยอดขายรวม” 

    เนสไลน์ แบรนด์ขนมนำเข้า โตยังไง? จากทุน 2 หมื่น สู่ยอดขาย 300 ล้าน

    สร้างทีม GEN Z สร้างแบรนด์ดิ้งบน TikTok 

    อีกกลยุทธ์สำคัญ คือ การตั้งทีมคอนเทนต์ภายในองค์กร โดยเปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่ สร้างคอนเทนต์สื่อสารผ่าน TikTok และโซเชียลมีเดีย เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภครุ่นใหม่ คุณเมธัส ระบุว่าปีที่ผ่านมาการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้นช่วยสร้าง Brand Awareness และเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้บริโภคลองสั่งซื้อสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    เม็ดพลาสติกขาดทำต้นทุน Packaging พุ่ง 37% 

    ทั้งนี้ ไฟซอล กล่าวอีกว่า แม้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่องแต่ปีนี้เนสไลน์เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น 37% เนื่องจากเม็ดพลาสติกปรับราคาขึ้นต่อเนื่องผลพวงจากสงครามตะวันออกกลาง บริษัทจำเป็นต้องปรับแผนโลจิสติกส์ล่วงหน้า พร้อมตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุด เพื่อรักษากำลังซื้อผู้บริโภคท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ 

    กลยุทธ์ “ขายทุกไซส์” ช่วยผู้บริโภคซื้อคล่อง-คุ้มค่า

    ทุกไลน์สินค้าของเนสไลน์ ไม่จำกัดราคาแบบตลาดขนมทั่วไป แต่เลือกวางกลยุทธ์สินค้าหลายขนาด หลายราคา เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย และสร้างการซื้อซ้ำ 

    แนวคิด “ขนมแบ่งปัน” ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ให้สินค้าได้รับความนิยม โดยเฉพาะสินค้าแบบ multi-piece ยกตัวอย่างเช่น ซื้อนูกัตโตะขนาด 50 กรัมในซองนั้นมีขนมบรรจุแยกจำนวน 5 ชิ้น สามารถแบ่งเพื่อนรับประทานได้ รวมถึงขนาดพกพาสะดวกจึงเจาะฐานลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี 

    เนสไลน์ แบรนด์ขนมนำเข้า โตยังไง? จากทุน 2 หมื่น สู่ยอดขาย 300 ล้าน

    เป้าหมาย 1,000 ล้านในอีก 4 ปี 

    การเดินทางของเนสไลน์กำลังก้าวสู่ปีที่ 7 ด้วย Positioning ในฐานะขนมทางเลือกใหม่ของตลาด(Alternative Products) ให้ผู้บริโภคได้เลือกทานขนมหลากหลายในแบบของตนเอง 

    เนสไลน์ไม่หยุดนิ่งพัฒนาสินค้าใหม่สู่ตลาดต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 5-10 SKU และการที่ทีมผู้บริหารคลุกคลีทำงานเชิงลึก สามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันต่อทุกการเปลี่ยนแปลง ทำให้เป้าหมายแบรนด์สู่ยอดขาย 1,000 ล้านบาทในอีก 4 ปีข้างหน้าไม่ไกลเกินเอื้อม

    ไฟซอล เจ๊ะอุมา CEO ย้ำว่า “เราไม่ได้อยากเป็นแค่แบรนด์ขนมนำเข้า แต่ต้องการเป็น Trendsetter ที่สร้างตัวเลือกใหม่ให้ผู้บริโภค”    

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/741533&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KUOJ27mLR1MiNCkbDgXpb

  • S

    S

    บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SiS ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ ด้วยการได้รับรางวัล “APJ Partner of the Year 2025” ภายใต้กลุ่ม Managed Service Providers (MSP) จาก Cohesity ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการจัดการและปกป้องข้อมูล

    SiS คว้ารางวัล APJ Partner of the Year 2025 หนึ่งเดียวในภูมิภาค จาก Cohesity ตอกย้ำศักยภาพผู้นำโซลูชันไอที

    รางวัลดังกล่าวเป็นหนึ่งในรางวัลภายใต้กลุ่ม Managed Service Providers (MSP) ที่ Cohesity มอบให้แก่พันธมิตรที่มีผลงานโดดเด่นในแต่ละภูมิภาค โดย SiS เป็นบริษัทเพียงรายเดียวในภูมิภาค APJ ที่ได้รับรางวัล “APJ Partner of the Year” ประจำปี 2025 ซึ่งภูมิภาค APJ ครอบคลุมตลาดสำคัญทั่วเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ กลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN), ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ SiS คว้ารางวัล APJ Partner of the Year 2025 หนึ่งเดียวในภูมิภาค จาก Cohesity ตอกย้ำศักยภาพผู้นำโซลูชันไอที

    ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของ SiS ในการให้บริการ Managed Service Provider (MSP) ทั้งด้านการพัฒนาโซลูชัน การให้บริการลูกค้า และการสร้างการเติบโตทางธุรกิจร่วมกับ Cohesity ในระดับภูมิภาค ตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้าน Cloud และ Data Management รวมถึงความแข็งแกร่งของเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศไทย

    คุณสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การได้รับรางวัลในครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของ SiS เป็นอย่างยิ่ง และเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการพัฒนาโซลูชันและบริการด้าน Managed Service Provider ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง ความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Cohesity รวมถึงการสนับสนุนจากพันธมิตรทางธุรกิจของเราในประเทศไทย”

    SiS ยังคงมุ่งมั่นในการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรยุคดิจิทัล โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูลอย่างปลอดภัยและสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุดหรือหยุดชะงัก (Data Security and Resilience) รวมถึงการรองรับเวิร์คโหลดที่หลากหลาย และการให้บริการแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมรองรับการเติบโตในระยะยาว

    การได้รับรางวัล “APJ Partner of the Year 2025” ภายใต้กลุ่ม Managed Service Providers (MSP) ในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จของ SiS ในระดับประเทศ แต่ยังเป็นการยกระดับสู่เวทีภูมิภาคในฐานะพันธมิตรเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่ม APJ ที่ได้รับการยอมรับจาก Cohesity พร้อมเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมไอทีในประเทศไทย และสนับสนุนองค์กรไทยสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieo8ajv7i3ligl7n2cg7ug3cjdevted6&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xlsUTOm9KJ5nNAH5ONsuo

  • ‘ยศชนัน’ หนุนปฏิรูปการศึกษา ย้ำหลักสูตรต้องไม่ล้าสมัย ดัน พ.ร.บ.การศึกษาฯ คลอดรัฐบาลนี้ | เดลินิวส์

    ‘ยศชนัน’ หนุนปฏิรูปการศึกษา ย้ำหลักสูตรต้องไม่ล้าสมัย ดัน พ.ร.บ.การศึกษาฯ คลอดรัฐบาลนี้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ศ.ดร.ยศชนัน วงษ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการ MOE Human Capital Blueprint Workshop ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า การออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยและการพัฒนาทุนมนุษย์ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะกำหนดอนาคตประเทศให้ก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยระบบการศึกษาจะต้องสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก หลายสิ่งที่เรียนมาอาจล้าสมัยก่อนเรียนจบ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้คนไทยอัปสกิล และ รีสกิล ได้ตลอดเวลา ขณะที่หลักสูตรการศึกษาไม่ควรยึดโยงกับวงรอบเดิมที่ใช้เวลานาน โดยควรมีการปรับปรุงทุก 3-4 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้น เพื่อให้เด็กไทยสามารถปรับตัวได้ทันต่อโลกอนาคต

    รมว.อว.กล่าวต่อไปว่า  ทั้งนี้การประชุมดังกล่าวถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทุกฝ่ายมาร่วมกันคิด เพราะการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องเกิดจากฉันทามติของทุกคน เพราะตนเห็นได้ว่ามีการถกเถียงกันมากเรื่องการจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.. ซึ่งจำเป็นต้องรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วน เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้สมบูรณ์ที่สุดสำหรับประเทศ  ดังนั้นในการจัดทำกฎหมายการศึกษานั้นศธ.จะเป็นเจ้าภาพหลักในการรวบรวมความคิดเห็นและทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลาง เปิดรับทุกเสียง เพื่อนำมาจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ..โดยขอยืนยันว่าไม่ควรมีใครเป็นพระเอก แต่ต้องรวมทุกแนวคิดทุกข้อเสนอ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ เพราะการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ และต้องสำเร็จในยุคของผู้บริหารชุดนี้ และผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.. ให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลนี้ด้วย

    “ผมมองว่าการพัฒนาทุนมนุษย์ไทยควรเริ่มจากการวางรากฐานให้เด็กไทยสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะการเรียนรู้ทักษะพื้นฐาน เช่น ภาษาอังกฤษ และทักษะสำคัญในอนาคต ตั้งแต่วัยเด็ก เพราะหากเริ่มช้า การเรียนรู้ก็จะช้าตามไปด้วย ซึ่งหากก้าวแรกของการเรียนรู้ไม่ใช่สิ่งที่เด็กต้องการ การเรียนจะกลายเป็นความทุกข์ เราจึงต้องทำให้การศึกษาเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ชีวิต และสร้างความเท่าเทียม ไม่ว่าเด็กจะเกิดที่ไหนก็ควรได้รับคุณภาพการศึกษาอีกทั้งการศึกษาในอนาคตไม่ควรถูกจำกัดด้วยอายุหรือเวลา เพราะทุกคนสามารถเป็นนักเรียนได้ตลอดชีวิต เช่น ประเทศญี่ปุ่นที่ผู้สูงอายุจำนวนมากกลับไปเรียนหนังสือใหม่หลังเกษียณ เพื่อทำตามความฝันและพัฒนาตนเอง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

    ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของประเทศ โดยสิ่งที่น่ากังวลคือผลการประเมิน PISA รอบล่าสุดที่ประเทศไทยมีอันดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน เรื่องดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าเด็กไทยไม่เก่ง แต่เป็นคำถามสำคัญว่าระบบการศึกษาที่ดำเนินมาในอดีตนั้นเดินมาถูกทางหรือไม่ หรือมีความผิดปกติบางอย่างในระบบที่ต้องเร่งค้นหาและแก้ไขอย่างจริงจัง ตนเชื่อว่าครูไทยทุ่มเทกับการเรียนการสอนอย่างมาก แต่วันนี้ครูไทยกว่า 40% ต้องใช้เวลากับงานเอกสารและภารกิจที่ไม่ใช่งานสอน เราจะคืนเวลาให้ครูได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ตนได้ประกาศเป็นนโยบายไปแล้ว

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า  ส่วนโลกแรงงานในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะใหม่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงทุก 3 ปี ขณะที่แรงงานไทยกว่า 40% ยังอยู่นอกระบบ และมีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยต้องออกจากระบบการศึกษาไปทำงานด้วยรายได้เพียงหลักหมื่นบาทต่อเดือน โดยไม่มีวุฒิการศึกษารองรับ ดังนั้น แนวคิดเรื่อง Credit Bank และ การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้คนสามารถสะสมหน่วยกิตและกลับมาเรียนต่อ หรือพัฒนาทักษะได้ตลอดเวลาอย่างไร้รอยต่อ ก่อนเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ  ตนเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีโอกาสลงพื้นที่หลายโรงเรียนพบว่า ครูจำนวนมากต้องเสียเวลากับงานเอกสาร งานจัดซื้อจัดจ้าง และงานธุรการต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องเร่งคืนครูสู่ห้องเรียนให้ถูกบรรจุไว้ในกฎหมายการศึกษา เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง  ทั้งนี้ศธ.จะเร่งจัดทำ Blueprint เพื่อใช้เป็นกรอบประกอบการยกร่างกฎหมายการศึกษา และในวันที่ 1 พ.ค.นี้ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่ตอบโจทย์อนาคตประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5815075/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HEsVJkatVAByexBCMkxMS

  • รมว.ศธ. “ประเสริฐ” เคาะ 5 นโยบาย ย้ำเรียนฟรีไม่ใช่แค่วาทกรรม “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” เตรียมเวิร์คช็อปทีมการศึกษาไทยเข้มข้น

    รมว.ศธ. “ประเสริฐ” เคาะ 5 นโยบาย ย้ำเรียนฟรีไม่ใช่แค่วาทกรรม “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” เตรียมเวิร์คช็อปทีมการศึกษาไทยเข้มข้น

    รมว.ศธ. “ประเสริฐ” เคาะ 5 นโยบาย ย้ำเรียนฟรีไม่ใช่แค่วาทกรรม “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” เตรียมเวิร์คช็อปทีมการศึกษาไทยเข้มข้น


    20/04/2569 | 3 |

    20 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัดและองค์กรในกำกับ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้เป็นการให้นโยบายกับข้าราชการและผู้บริหารในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเมื่อช่วงเช้านายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูลได้ให้นโยบายการจัดทำงบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยให้แต่ละกระทรวงนำไปเป็นแผนงานในการปฎิบัติ และนำมาเปลี่ยนแปลงเป็นกรอบนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ 5 ภารกิจหลัก ดังนี้ 

    1. “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” 
    ที่ผ่านมาครูมีภารกิจทั้งงานเอกสาร ภารกิจที่เกี่ยวกับการจัดอาหารกลางวันของเด็ก และภารกิจที่ครูทำเพิ่มเติมหลายโครงการ ทำให้เวลาที่เหลือในการเรียนการสอนมีน้อย จึงได้ให้แนวทางการสั่งยุบรวมโครงการที่ซ้ำซ้อนให้ลดลง และนำเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล AI เข้ามาใช้แบ่งเบาภาระด้านเอกสารงานธุรการ รวมถึงการปรับเกณฑ์ประเมินผู้บริหารที่ต้องนำผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นหลักแทนการสะสมรางวัล สิ่งที่ให้ความสำคัญคือผู้เรียนและความเหลื่อมล้ำของช่องว่างระหว่างในเมืองกับชนบท และเรื่องของบัณฑิตที่จบมาแล้วขาดทักษะแรงงานที่ยุคใหม่ต้องการ 

    2. รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส 
    “นโยบายเรียนฟรีไม่ใช่แค่วาทะกรรม ทรัพยากรต้องพุ่งตรงไปสนับสนุนเด็กที่ขาดแคลนและโรงเรียนที่ต้องการมากที่สุด” จึงต้องการรื้อสูตรงบประมาณรายหัวเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จัดสรรตามความต้องการอย่างแท้จริงตามความจำเป็นของบริบทพื้นที่ รวมถึง Thailand Zero Dropout ทำให้เด็กหลุดระบบการศึกษาไทยเป็น 0 ให้ได้ ยกระดับทุน ODOS รูปแบบใหม่เพื่อรับประกันว่าเด็กเก่งเด็กเรียนดีทุกอำเภอได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน ส่วนการลดภาระครูเรื่องอาหารกลางวันจะนำร่องระบบครัวกลางหรือ “Cloud Kครitchen” เพื่อให้ครูไม่ต้องเหนื่อยหรือกลายเป็นครูแม่ครัวไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้างในเรื่องนี้อีกต่อไป ตามเป้าหมายคือที่โรงเรียนนวัตกรรมที่จะเป็น Sandbox พื้นที่นำร่อง ให้ครูได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนการสอนโดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง

    3. “ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง” 
    เปลี่ยนจากท่องจำหลักสูตรฐานสมรรถนะ นำหลักคิดวิเคราะห์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยเตรียมความพร้อมเปลี่ยนเป็นการใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณในฐานะเครื่องมือสร้างสรรค์ เพื่อนำเป็นแนวทางในการสอบ PISA ที่ ORCD ใช้เป็นเกณฑ์วัดในปี 2029 โดยจะตั้งคณะกรรมการ Human Capital Superboard เป็นบอร์ดใหญ่พัฒนาทุนมนุษย์ ดึงเครดิตแบงค์ ระบบ E-Portfolio ให้การเรียนไร้รอยต่อ ร่วมงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้ององค์กรระดับโลกเพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็นพลเมืองโลก 

    4. “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง” 
    ทั้งมิติของร่างกายและจิตใจ นำศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ จากโมเดล “AOC” ที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง จัดทีมขึ้นมาเพื่อปกป้องเด็กและบุคลากรทางการศึกษาจากภัยทุกรูปแบบ รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่อันตรายจากระบบน้ำ ไฟ อาคารสถานที่ ให้ปลอดภัย โรงเรียน

    5. “สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่” 
    ผลักดันให้เป็นธรรมนูญการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศ ปลดล็อกหลักสูตรที่ไม่ทันโลกพัฒนาสนับสนุนวิชาชีพครูอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อคุ้มครองผู้เรียนที่หลากหลาย 

    “นี่คือ 5 เรื่องหลัก ที่อยากให้แปลงนโยบายไปสู่การปฎิบัติ ทุกอย่างต้องใช้เวลาและใช้พลังจากพวกเราทุกคนในกระทรวงที่จะต้องทำงานร่วมกัน “การศึกษาแยกจากการเมืองเด็ดขาด” ไม่ให้เรื่องการเมืองมาทำลายระบบการศึกษาใช้การตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่แน่นอนสู่ความถูกต้อง สวมหมวกทีมการศึกษาไทยทีมที่ไม่มีใครคิดร้ายต่อการศึกษาและสร้างเด็กขึ้นมาให้เป็นอนาคตของชาติ ถ้าเราต้องการ Education for All ต้องเริ่มจาก All for Education และในสัปดาห์หน้าเราจะจัดเวิร์คช็อปทำงานเชิงรุก สร้าง Blueprint ขึ้นมาใหม่โดยนำผู้ที่มีประสบการณ์เข้ามามีส่วนร่วมวางกรอบการทำงาน เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนด้านการศึกษา การศึกษาที่ประสบความสำเร็จประเทศเจริญ เริ่มต้นจากการสร้างระบบการศึกษาที่เด็กทุกคนได้รับความคุณภาพเท่าเทียม สร้างคนไทยให้เป็นพลเมืองของโลกนี่คือเป้าหมาย ทีมกระทรวงศึกษาธิการจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ ยกระดับพลมนุษย์ให้เป็นภารกิจเร่งด่วนและสำคัญที่สุดของประเทศนี้” รมว.ศธ.กล่าว

    รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพซึ่งกระทรวงศึกษาธิการต้องการที่จะดูแลนักเรียน คุณครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเข้มข้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือเราจะดูแลผู้เรียน พร้อมลดขั้นตอนการตรวจราชการแนวปฏิบัติใหม่ แก้ปัญหาหาให้ได้จริงในพื้นที่ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดตั้งศูนย์ขึ้น เพื่อในอนาคตจะสามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกหน่วยงาน


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/497943&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KeiJP6gb3ZUusQAckhcFk

  • ‘ปิยะศิริ’ เคลียร์ปมปอเนาะ! จับมือ ศธ. ตั้งคณะทำงานรื้อระบบศึกษาใต้ ย้ำ ‘โปร่งใส-ตรวจสอบได้’

    ‘ปิยะศิริ’ เคลียร์ปมปอเนาะ! จับมือ ศธ. ตั้งคณะทำงานรื้อระบบศึกษาใต้ ย้ำ ‘โปร่งใส-ตรวจสอบได้’

    เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวอีกว่า ในวันที่ 22 เมษายน 2569 ทราบว่าทางสมาพันธ์หรือสมาคมปอเนาะจะมีท่าทีอย่างเป็นทางการออกมา ซึ่งจากการได้สนทนากันเบื้องต้น พบว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี

    นอกจากการปรับความเข้าใจในเชิงมวลชนแล้ว นายปิยะศิริยังแย้มถึงแผนการทำงานเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเรื่อง “ความโปร่งใสในการศึกษา” ซึ่งเป็นประเด็นค้างคามานาน

    ซึ่งในวันที่ 29 เมษายนนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประสานผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพื่อหารือร่วมกับสมาคมปอเนาะและ ศอ.บต. เพื่อวางแนวทางพัฒนาสถานศึกษาให้มีมาตรฐาน โดยมีหมุดหมายสำคัญคือ การยกระดับหลักสูตร ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน การพัฒนาบุคลากร ทั้งผู้บริหารสถานศึกษาและครู การตรวจสอบที่โปร่งใส เพื่อให้สังคมสิ้นสงสัย

    “เราต้องพูดความจริงว่า ที่ผ่านมา สช. กับ ศอ.บต. เราไม่ได้ใกล้ชิด (Close) กันมากนัก หลังจากนี้นายกฯ สั่งการชัดเจนว่าให้สองหน่วยงานเดินไปด้วยกัน ตั้งคณะทำงานร่วมในพื้นที่ เพื่อให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้น เราจะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการพัฒนาเด็กและเยาวชน” นายปิยะศิริ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม นายปิยะศิริได้แสดงความเป็นห่วงถึง “สงครามข่าวสาร” ในโลกออนไลน์ โดยระบุว่าปัจจุบันทุกคนเป็นอินฟลูเอนเซอร์และเป็นนักข่าวได้เอง แต่บ่อยครั้งที่ข้อมูลมีการบิดเบือนจนสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียด

    “โลกโซเชียลเป็นโลกที่คุมไม่ได้ แต่ผมยืนยันว่าหน่วยงานของผม (ศอ.บต.) ไม่มีนโยบายไปทำอะไรแบบนั้น เราเน้นชี้แจงความจริง วันนี้ถ้าเราไม่สร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือในพื้นที่ก่อน จะไปหวังให้คนนอกมองเราสวยงามคงลำบาก อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกัน ‘เข้าใจ’ หากยังไม่ถึงขั้น ‘เข้าถึง’ ก็ขอให้เข้าใจกันหน่อย อย่าใช้ข้อมูลบิดเบือนทำลายบรรยากาศ”

    ในช่วงท้าย นายปิยะศิริ ได้ย้ำถึงหลักการทำงานภายใต้บังเหียนเลขาธิการ ศอ.บต. ว่า ตนยึดถือแนวทางพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นเข็มทิศ โดยเน้นความรวดเร็วในการแก้ปัญหา

    “แนวทางผมง่ายมาก คือทำให้สุดหัวใจ กัดไม่ปล่อย และห้ามเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เพราะคนที่นี่ยังลำบากอีกเยอะ ผมสั่งการข้าราชการเสมอว่าต้องเดินให้เร็ว ถ้าเราช้า ปัญหาประชาชนก็ช้าตาม และสำคัญที่สุดคือต้องพูดตรงไปตรงมา ห้ามโกหกกัน ความจริงใจเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาภาคใต้ได้” เลขาธิการ ศอ.บต. ระบุทิ้งท้าย

    ‘ปิยะศิริ’ เคลียร์ปมปอเนาะ! จับมือ ศธ. ตั้งคณะทำงานรื้อระบบศึกษาใต้ ย้ำ ‘โปร่งใส-ตรวจสอบได้’  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378976610&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gZSBodbXe2BDd7tRALqfE

  • เอ็ดดี้ ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้ เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคต

    เอ็ดดี้ ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้ เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคต

    วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

    เอ็ดดี้ ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้ เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคต

    เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ภาพข้อความของบุคคลหนึ่ง ที่มีเนื้อหาระบุว่า “เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคตชายแดนใต้ ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้อยู่แค่ในป่าเขา ไม่ได้อยู่แค่ในเหตุรุนแรง และไม่ได้อยู่แค่ในแฟ้มคดีความมั่นคง แต่อยู่ใน “ห้องเรียน” ด้วยเพราะห้องเรียนคือจุดเริ่มต้นของการหล่อหลอมภาษา ความคิด อัตลักษณ์ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ และความรู้สึกว่าเด็กคนหนึ่ง “เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย” หรือไม่

    มีข้อมูลระบุว่า รัฐใช้งบอุดหนุนด้านการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ 1,475 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ข้อมูลจาก ศอ.บต. ระบุว่าเด็กไทยในพื้นที่ประมาณ 49% ยังไม่สามารถฟัง พูด อ่าน หรือเขียนภาษาไทยได้เหมาะสมตามวัย ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาภาษา แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า ระบบการศึกษาบางส่วนในพื้นที่ยังไม่สามารถเชื่อมเยาวชนเข้ากับสังคมไทย โอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษาต่อ ตลาดแรงงาน และความเป็นพลเมืองได้อย่างเพียงพอ

    ต้องพูดให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “การเรียนศาสนา” การศึกษาศาสนาเป็นสิทธิ เป็นวิถีชีวิต และเป็นรากฐานสำคัญของชุมชนมุสลิม รัฐที่ฉลาดต้องไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าอิสลามถูกมองเป็นภัย หรือปอเนาะกับตาดีกาถูกมองเป็นศัตรูของรัฐ แต่ปัญหาอยู่ที่ “ช่องว่างของระบบ” ช่องว่างระหว่างการศึกษาศาสนากับมาตรฐานรัฐสมัยใหม่ ช่องว่างระหว่างเงินอุดหนุนกับการประเมินผล ช่องว่างระหว่างอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับความเป็นพลเมืองไทย และช่องว่างระหว่างการเรียนศาสนากับโอกาสชีวิตของเด็กในโลกจริง

    ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีตาดีกา 1,952 แห่ง และปอเนาะ 552 แห่ง ตัวเลขนี้สะท้อนว่า สถานศึกษาศาสนาไม่ใช่พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่นอกระบบ แต่เป็นโครงสร้างการเรียนรู้ขนาดใหญ่ที่เข้าถึงเยาวชนจำนวนมาก โดยเฉพาะเยาวชนมุสลิมในพื้นที่

    ถ้ามองในด้านวัฒนธรรม ตาดีกาและปอเนาะคือพื้นที่รักษาศาสนา ภาษา และอัตลักษณ์ของชุมชน แต่ถ้ามองในด้านรัฐศาสตร์และความมั่นคง คำถามสำคัญคือ ใครเป็นผู้หล่อหลอมความคิดของเด็กเหล่านี้ หลักสูตรเป็นอย่างไร ครูมีมาตรฐานแค่ไหน เนื้อหาตรวจสอบได้หรือไม่ และเด็กที่ผ่านระบบเหล่านี้มีเส้นทางชีวิตไปต่ออย่างไร

    ตรงนี้คือจุดที่รัฐไทยกังวล เพราะสถานศึกษาบางรูปแบบมีความยืดหยุ่นสูง ทั้งเรื่องผู้สอน หลักสูตร เนื้อหา เวลาเรียน วิธีประเมินผล และการตรวจสอบจากรัฐ

    ถ้าผู้สอนมีความรู้รอบด้าน มีทัศนคติสมดุล และเข้าใจสังคมพหุวัฒนธรรม เด็กจะได้ทั้งศาสนา คุณธรรม และความเข้าใจโลก แต่ถ้าผู้สอนบางรายมีแนวคิดสุดโต่ง หรือถ่ายทอดประวัติศาสตร์แบบบิดเบือน เด็กก็อาจถูกหล่อหลอมให้มองรัฐไทยและสังคมไทยในทางลบได้

    หลังเหตุการณ์ความรุนแรงวันที่ 15 ต.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ตรวจพบสัญลักษณ์ BRN ตำราปลุกระดม และตำราเกี่ยวกับอาวุธในปอเนาะบางแห่ง ประเด็นนี้ไม่ควรถูกใช้เพื่อเหมารวมปอเนาะทั้งหมด แต่สะท้อนว่า ช่องว่างของระบบการศึกษานอกระบบอาจถูกใช้เป็นพื้นที่แทรกซึมทางความคิดในบางกรณีได้ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าความมั่นคง คือ “เพดานของโอกาสชีวิต”

    หากเด็กเรียนอยู่ในระบบที่เน้นศาสนาเป็นหลัก แต่ขาดภาษาไทย ความรู้สามัญ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และทักษะอาชีพ เด็กอาจมีความรู้ศาสนา แต่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดแรงงาน เข้าสู่ระบบอุดมศึกษา หรือเคลื่อนตัวทางเศรษฐกิจได้เท่าที่ควร การศึกษาศาสนาควรเป็นฐานทางคุณธรรมและอัตลักษณ์ ไม่ใช่เพดานของโอกาสชีวิต

    เด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ควรถูกบังคับให้เลือกระหว่าง “เป็นมุสลิมที่ดี” กับ “เป็นพลเมืองไทยที่มีอนาคต” รัฐต้องทำให้เด็กเห็นว่า เขาสามารถเป็นทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน เป็นมุสลิมที่ดีได้ รักษาภาษามลายูได้ เรียนอาหรับเพื่อศาสนาได้ แต่ก็ต้องใช้ภาษาไทยได้ดีพอที่จะเรียนต่อ ทำงาน ติดต่อรัฐ ใช้สิทธิพลเมือง และมองเห็นที่ยืนของตัวเองในสังคมไทย

    ภาษาไทยจึงต้องเป็น “สะพาน” ไม่ใช่ “อาวุธทางวัฒนธรรม” ถ้ารัฐสอนภาษาไทยด้วยท่าทีเหมือนจะกลืนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ชุมชนจะระแวง แต่ถ้ารัฐทำให้เด็กและผู้ปกครองเห็นว่า ภาษาไทยคือประตูไปสู่การศึกษา อาชีพ กฎหมาย ราชการ เศรษฐกิจ และอนาคตที่กว้างขึ้น ภาษาไทยจะไม่ถูกมองเป็นเครื่องมือของการครอบงำ แต่จะเป็นเครื่องมือของการเปิดชีวิต

    ทางออกจึงไม่ใช่การเข้าไป “จัดการศาสนา” แต่คือการเข้าไป “จัดการช่องว่างของระบบ” และสิ่งแรกที่รัฐต้องตอบให้ได้คือ ใครเป็นเจ้าภาพ?

    ปัญหาชายแดนใต้ไม่เคยขาดแผน แต่ขาดกลไกเจ้าภาพที่มีอำนาจจริง ประสานงานได้จริง และได้รับความไว้วางใจจากชุมชน หากให้ฝ่ายความมั่นคงนำเต็มตัว ชุมชนอาจมองว่านี่คือการแทรกแซงศาสนา หากให้กระทรวงศึกษาธิการทำฝ่ายเดียว ก็อาจขาดข้อมูลพื้นที่และมิติความมั่นคง

    หากให้ ศอ.บต. ทำลำพัง ก็อาจติดข้อจำกัดด้านอำนาจ งบประมาณ และการประสานงาน โครงสร้างที่เหมาะสมจึงไม่ควรเป็นความมั่นคงนำเต็มตัว แต่ควรเป็น “พลเรือนนำ ความมั่นคงสนับสนุน”

    กระทรวงศึกษาธิการเป็นแกนด้านมาตรฐานการศึกษา ศอ.บต. เป็นแกนด้านการพัฒนาและความไว้วางใจ กอ.รมน. สนับสนุนข้อมูลความเสี่ยงเฉพาะจุด ไม่ใช่นำนโยบายการศึกษา

    ส่วนสำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการอิสลาม ผู้นำศาสนา ครูท้องถิ่น ผู้ปกครอง และชุมชน ต้องร่วมเป็นเจ้าของกระบวนการ เพราะนโยบายนี้จะสำเร็จไม่ได้ หากรัฐคิดเอง พูดเอง และสั่งเองฝ่ายเดียว

    ระยะแรก รัฐต้องสร้างความไว้วางใจก่อน ต้องสื่อสารให้ชัดว่า รัฐไม่ได้ต้องการปิดปอเนาะ ไม่ได้ต้องการลบตาดีกา และไม่ได้มองอิสลามเป็นภัย แต่ต้องการให้เด็กมุสลิมในพื้นที่มีทั้งศาสนา ภาษาไทย ความรู้สามัญ ทักษะอาชีพ และอนาคตที่กว้างขึ้น

    ถ้าชุมชนรู้สึกว่ารัฐกำลังควบคุมศาสนา มาตรการทั้งหมดจะถูกต่อต้านตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่ถ้าชุมชนเห็นว่ารัฐกำลังเปิดอนาคตให้ลูกหลาน ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า ระยะต่อมา จึงค่อยสร้างมาตรฐานร่วม เด็กต้องมีทักษะภาษาไทยตามวัย มีความรู้พื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

    ครูต้องผ่านการอบรมขั้นต่ำด้านการสอนและสังคมพหุวัฒนธรรมเนื้อหาต้องไม่บ่มเพาะความเกลียดชัง และสถานศึกษาที่รับเงินรัฐต้องยอมรับการประเมินผลที่โปร่งใส รัฐไม่จำเป็นต้องควบคุมทุกคำสอนทางศาสนา
    แต่รัฐมีสิทธิและหน้าที่รับประกันว่า เด็กที่อยู่ในประเทศไทยต้องไม่ถูกปิดกั้นจากภาษา ทักษะ และอนาคตในสังคมไทย

    เงินอุดหนุนก็ต้องเปลี่ยนจากการจ่ายตามจำนวนหัว มาเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพ รัฐควรจ่ายเงินพื้นฐานเพื่อให้สถานศึกษาดำเนินการได้ แต่ควรมีเงินเพิ่มตามคุณภาพ เช่น เด็กอ่านเขียนภาษาไทยดีขึ้น ครูผ่านการอบรม หลักสูตรได้รับการรับรอง หรือมีระบบแนะแนวอาชีพ

    วิธีนี้จะทำให้สถานศึกษาไม่รู้สึกว่ารัฐเข้ามาลงโทษ แต่เห็นว่าการยกระดับมาตรฐานทำให้ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น

    จุดชี้ขาดอีกเรื่องคือ โต๊ะครู บาบอ และครูศาสนา คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้สอน แต่เป็นผู้มีสถานะทางสังคมและศีลธรรมในชุมชน สถานะนั้นผูกกับระบบเดิมที่เขาเป็นศูนย์กลาง ตรงนี้คือแรงต้านที่แท้จริง และเงินอย่างเดียวแก้ไม่ได้

    หากรัฐเข้าไปด้วยภาษาของการควบคุม เขาจะรู้สึกว่าสูญเสียทั้งศักดิ์ศรีและอิทธิพลพร้อมกัน ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่การต่อต้านเปิดหน้า แต่เป็นความร่วมมือปลายปากและแรงต้านเงียบที่ลึกกว่า

    รัฐจึงต้องเปลี่ยนโต๊ะครูจาก “ผู้ถูกกำกับ” เป็น “หุ้นส่วนของการยกระดับการศึกษา” ให้การอบรมที่เพิ่มคุณค่า ไม่ใช่ลดอำนาจ ให้การรับรองสถานะอย่างเป็นทางการ ให้ค่าตอบแทนที่สะท้อนบทบาทที่แท้จริง ให้โควตาทุนแก่ลูกศิษย์ที่เรียนดี และเปิดโอกาสเชื่อมกับเครือข่ายการศึกษาศาสนาสายกลางในต่างประเทศ

    ถ้ารัฐทำให้โต๊ะครูเห็นว่า การร่วมมือกับรัฐทำให้เขามีเกียรติมากขึ้น มีทรัพยากรมากขึ้น และลูกศิษย์มีอนาคตมากขึ้น ความร่วมมือจะเกิดขึ้นจริง แต่ถ้าทำให้เขารู้สึกว่าถูกรัฐจับผิด ความร่วมมือจะกลายเป็นแรงต้านเงียบที่ดับนโยบายทุกข้อก่อนที่จะเริ่มต้น สุดท้าย รัฐต้องสร้างเส้นทางอนาคตให้เด็ก ทุนเรียนต่อสายสามัญ ทุนอาชีวะ ทุนครูสองภาษา โควตาเข้ามหาวิทยาลัย ฝึกงานกับธุรกิจฮาลาล เส้นทางอาชีพในภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน ถ้าเด็กเห็นว่าเรียนแล้วมีอนาคต มีงาน มีรายได้ และมีศักดิ์ศรี เขาจะมีแรงจูงใจอยู่กับระบบปกติ

    แต่ถ้าเด็กเรียนแล้วมองไม่เห็นทางไปต่อ ความรู้สึกแปลกแยกจะถูกผลิตซ้ำ และพื้นที่นั้นจะถูกเติมเต็มโดยแนวคิดสุดโต่ง

    ข้อควรระวังคือ มาตรการอย่างลูกเสือ เนตรนารี หรือนักศึกษาวิชาทหาร แม้อาจมีประโยชน์ในด้านวินัย ภาวะผู้นำ และความสัมพันธ์ข้ามกลุ่ม แต่หากทำแบบแข็งหรือมีกลิ่นอายบังคับมากเกินไป ชุมชนอาจรู้สึกว่ารัฐกำลังทำให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ควบคุมทางความมั่นคง

    กิจกรรมเยาวชนจึงควรออกแบบให้สร้างสรรค์ เช่น กีฬา ศิลปะ เทคโนโลยี อาสาสมัคร สิ่งแวดล้อม ภาวะผู้นำ และการทำงานร่วมกันข้ามศาสนา มากกว่าภาพของการฝึกระเบียบเพียงอย่างเดียว

    สรุปให้ชัดที่สุด ตาดีกา ปอเนาะ และสถาบันสอนศาสนา ไม่ใช่ปัญหาโดยตัวเอง แต่ระบบที่ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการเชื่อมต่อกับทักษะชีวิต และเปิดช่องให้การบิดเบือนความคิดต่างหาก คือปัญหา เงินอุดหนุนไม่ใช่ปัญหาโดยตัวเอง แต่การให้เงินโดยไม่มีระบบประเมินผลที่ชัดเจนต่างหาก คือปัญหา 

    การเรียนศาสนาไม่ใช่ปัญหาโดยตัวเอง แต่การเรียนศาสนาโดยตัดขาดจากภาษาไทย ความรู้สามัญ ทักษะอาชีพ และความเป็นพลเมืองต่างหาก คือปัญหา

    ทางออกจึงไม่ใช่การปิดกั้นศาสนา แต่คือการเปิดอนาคตให้เด็ก ให้เด็กเรียนศาสนาได้ แต่ต้องอ่านออกเขียนได้ ใช้ภาษาไทยได้ เข้าใจโลกได้ มีอาชีพได้ อยู่ร่วมกับคนต่างศาสนาได้ และมองเห็นว่าตัวเองมีที่ยืนในสังคมไทย

    ศึกนี้ชนะไม่ได้ด้วยคำสั่งอย่างเดียว แต่ต้องชนะด้วยความไว้วางใจ มาตรฐาน และแรงจูงใจที่ทำให้ชุมชนอยากเดินไปกับรัฐเอง เพราะถ้ารัฐปล่อยช่องว่างไว้ คนอื่นจะเข้ามาเติมช่องว่างนั้นแทน และเมื่อรัฐเสียเยาวชนในสนามความคิดแล้ว การชนะในสนามความมั่นคงก็แทบไม่มีวันจบ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/960837&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hQ-ZWqjtd4C2zOdk1eP7U

  • ปลดแอก ภาระครู ความหวังปฏิรูปการศึกษาครั้งใหม่

    ปลดแอก ภาระครู ความหวังปฏิรูปการศึกษาครั้งใหม่

    Loading…

    ปลดแอก ภาระครู ความหวังปฏิรูปการศึกษาครั้งใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/education-49&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IGgZM77W8zK1caUDYaQyE