สภาเอสเอ็มอี ยื่น 4 ข้อเสนอถึงวุฒิสภา ปลดล็อก SME ไทยสู้ตลาดรัฐ-ออนไลน์ ชี้ปฏิรูปกติกาคือหัวใจฟื้นเศรษฐกิจฐานราก
สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) เดินหน้าผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย โดยเข้าหารือกับ คณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมเอสเอ็มอีและเขตเศรษฐกิจพิเศษสู่ตลาดภาครัฐและออนไลน์ ในคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา พร้อมเสนอ 4 แนวทางสำคัญ ตั้งแต่การดึงผู้ประกอบการนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี การกำกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ การเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ไปจนถึงการผลักดัน Local Content ในพื้นที่ EEC เพื่อสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
การยื่นข้อเสนอครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งยังเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการจ้างงานและการกระจายรายได้ แต่กลับเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการแข่งขันจากแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น รวมถึงอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดภาครัฐ แม้ภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุนหลายโครงการ แต่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังมองว่าการเข้าถึงสิทธิประโยชน์และโอกาสทางธุรกิจยังไม่ทั่วถึง
สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย พร้อมเลขาธิการสภาฯ – รมนต์อร บุญเรือง จึงเข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ซึ่งมี วิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ณ อาคารรัฐสภา เพื่อสะท้อนปัญหาจากมุมมองของผู้ประกอบการทั่วประเทศ และผลักดันให้ข้อเสนอถูกนำไปพัฒนาเป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง

ดึง SME เข้าระบบภาษี ด้วยแรงจูงใจแทนความหวาดกลัว
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการปรับแนวคิดการนำผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี โดยสภาเอสเอ็มอีเห็นว่า การใช้มาตรการตรวจสอบหรือกังวลเรื่องการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกอยู่นอกระบบ
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME ประมาณ 3.2 ล้านราย แต่มีเพียงกว่า 1 ล้านราย ที่อยู่ในระบบภาษี ขณะที่อีกราว 2 ล้านราย ยังอยู่นอกระบบ
สภาเอสเอ็มอีจึงเสนอให้ภาครัฐศึกษารูปแบบการจัดเก็บภาษีจากธุรกรรมออนไลน์ในอัตราคงที่ (Flat Rate) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบโดยสมัครใจ ลดความกังวลเรื่องภาระย้อนหลัง และเปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐได้มากขึ้น
ชี้แพลตฟอร์มต่างชาติเติบโต แต่ข้อมูลเศรษฐกิจไทยไหลออกนอกประเทศ
อีกประเด็นที่สภาเอสเอ็มอีให้ความสำคัญ คือการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นหลัก
สภาฯ มองว่า ประเทศไทยยังไม่มีแพลตฟอร์มระดับชาติที่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลให้ทั้งรายได้ ค่าธรรมเนียม และข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคของคนไทยจำนวนมากไหลออกไปยังต่างประเทศ
จึงเสนอให้ภาครัฐกำหนดมาตรการให้แพลตฟอร์มต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในไทย ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีอย่างถูกต้อง พร้อมผลักดันการพัฒนาแพลตฟอร์มสัญชาติไทย เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่เอื้อต่อผู้ประกอบการในประเทศในระยะยาว
เปิดตลาดจัดซื้อภาครัฐ ลดขั้นตอน เพิ่มโอกาส SME
แม้ภาครัฐจะเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงตลาดดังกล่าวได้ เนื่องจากขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและข้อกำหนดด้านมาตรฐานที่มีความซับซ้อน
สภาเอสเอ็มอีจึงเสนอให้ปรับปรุงระบบ THAI SME-GP ให้ใช้งานได้จริง ลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียน และจัดตั้งกลไกสนับสนุน เช่น งบประมาณหรือระบบพี่เลี้ยง เพื่อช่วยผู้ประกอบการพัฒนามาตรฐานที่จำเป็น อาทิ อย. มอก. และ ISO ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ข้อเสนอดังกล่าวสะท้อนมุมมองว่า การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่สามารถเข้าถึงตลาดภาครัฐ จะช่วยกระจายเม็ดเงินงบประมาณสู่ธุรกิจท้องถิ่นได้มากขึ้น และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

เสนอ Local Content เชื่อมเม็ดเงินลงทุน EEC สู่ธุรกิจไทย
อีกหนึ่งข้อเสนอที่ได้รับความสนใจ คือการผลักดัน Local Content ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)
สภาเอสเอ็มอีเสนอให้บริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ที่ได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC กำหนดสัดส่วนการจัดซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการ SME ไทยในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศหมุนเวียนสู่ผู้ประกอบการภายในประเทศมากขึ้น
แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนรายใหญ่กับผู้ผลิตไทย ช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก
สะท้อนโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย
การเสนอข้อเรียกร้องทั้ง 4 ด้านในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในยุคดิจิทัล ทั้งการเพิ่มแรงจูงใจให้ธุรกิจเข้าสู่ระบบ การสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ การเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงตลาดภาครัฐ และการเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทย
สุปรีย์ กล่าวว่า สภาเอสเอ็มอีจะติดตามความคืบหน้าของข้อเสนอทั้งหมดอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เกิดนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SME ไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ทำหน้าที่เป็นองค์กรตัวแทนผู้ประกอบการ SME ของประเทศ โดยมีบทบาทเชื่อมโยงข้อเสนอจากภาคธุรกิจเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sme-4-proposals-government-online&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AtxMU8pYxLuo1_dgsG1EM
