Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวก ตามทิศทางดาวโจนส์-จับตาข้อมูลเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวก ตามทิศทางดาวโจนส์-จับตาข้อมูลเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวกในวันนี้ (23 ก.ย.) ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดบวกในวันจันทร์ ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังรอดูการรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของยูโรโซนในวันนี้เวลา 15.00 น. ตามเวลาไทยด้วย

    ดัชนี STOXX 600 เปิดตลาดที่ระดับ 553.80 จุด เพิ่มขึ้น 0.4 จุด หรือ +0.07%

    ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดที่ระดับ 7,867.69 จุด เพิ่มขึ้น 37.58 จุด หรือ +0.48% และดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดที่ระดับ 23,604.36 จุด เพิ่มขึ้น 77.31 จุด หรือ +0.33%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531572&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23iD0A6dx4pcUpCeQbArX0

  • ‘วรภัค’ เปิดข้อเสนอ ‘สมาคมธนาคารไทย’ เตือนเศรษฐกิจไทย กำลังถูกล้อมรอบด้วยความเสี่ยง

    ‘วรภัค’ เปิดข้อเสนอ ‘สมาคมธนาคารไทย’ เตือนเศรษฐกิจไทย กำลังถูกล้อมรอบด้วยความเสี่ยง

    การเงิน-การลงทุน

    ‘วรภัค’ เปิดข้อเสนอ ‘สมาคมธนาคารไทย’ เตือนเศรษฐกิจไทย กำลังถูกล้อมรอบด้วยความเสี่ยง

    23 ก.ย. 2025 เวลา 10:35 น.

    รมช.คลัง เปิดข้อเสนอ ‘สมาคมธนาคารไทย’ มองเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ อาจพลาดโอกาสสร้างการเติบโตระลอกใหม่

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Vorapak Tanyawong” สมาคมธนาคารไทย เปิดบ้านต้อนรับ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ครม. เศรษฐกิจ

    ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปีที่มีนายกรัฐมนตรีมาเยือนสมาคมธนาคารไทย ส่วนใหญ่วันนี้เป็นการมารับฟังข้อมูลปัญหา และคำแนะนำต่างๆ จากสมาคมธนาคารไทยซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง

    ที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย เพราะธนาคารไทยสัมผัสกับลูกค้าแทบจะทุกกลุ่มได้เป็นอย่างดี  ท่านนายกฯ อนุทิน และท่านรองนายกฯ เอกนิติ  รู้จัก CEO ของธนาคารไทยแทบจะทุกท่าน บรรยากาศการพูดคุยเลยค่อนข้างผ่อนคลายเป็นกันเอง และเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมีอรรถรส โดยมีสาระสำคัญจากสมาคมธนาคารไทยพอสังเขปดังนี้ครับ 

    Perfect Storm: ภาพเศรษฐกิจที่สมาคมธนาคารฉาย

    ในสายตาของสมาคมฯ ไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี

     • โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง

    เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง–คริปโทฯ หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งใน และนอกระบบ

     • ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง

    ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน

     • ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน

    กฎหมาย และกฎระเบียบมากกว่า แสนฉบับ กำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

     • Reinvent Thailand: ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคาร

    สมาคมไม่ได้มาเพียงบ่น แต่ชูแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชน–การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมี ข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    สามแนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ 

    ภาคประชาชน

     • จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่

     • กำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกรายต้องรายงานข้อมูลเครดิตเข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    ภาคธุรกิจ

     • ผลักดันโครงการ “Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศ

     • มาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน

     • ใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    ภาครัฐ

     • ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT

     • ปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอน และความซ้ำซ้อน

    นโยบายเร่งด่วน 4+4

    สมาคมฯ สรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก + 4 มาตรการเสริม

     1. ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ

     2. แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score

     3. เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัปสกิล และค่าตอบแทน

     4. กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    +4 เสริม: ใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือ สัญญาณเตือน ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโต และก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    ซึ่งข้อแนะนำบางอย่างท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้ว เช่น การแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้นแต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวก และดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ เป็นต้น 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1199948&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MwITDhxK9P1XABlq0cpYm

  • “วรภัค” เผย สมาคมธนาคารไทย ชง 4 นโยบายเร่งด่วน +4 มาตรการเสริมแก้เศรษฐกิจไทย

    “วรภัค” เผย สมาคมธนาคารไทย ชง 4 นโยบายเร่งด่วน +4 มาตรการเสริมแก้เศรษฐกิจไทย

    รมช.คลัง “วรภัค ธันยาวงษ์” เผย “นายกฯ อนุทิน-เอกนิติ” ถกสมาคมธนาคารไทย ฟังคำแนะนำด้านเศรษฐกิจ เสนอนโยบาย 4 เร่งด่วน + 4 มาตรการเสริม ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ แก้หนี้ครัวเรือน ใช้ PromptBiz และเครื่องมือช่วย SMEs

    วันที่ 23 กันยายน 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เช้าวันที่ 22 กันยายน 2568 สมาคมธนาคารไทยเปิดบ้านต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี เพื่อรับฟังข้อมูลปัญหาและคำแนะนำต่างๆ จากสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง นายกฯ อนุทินและรองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รู้จัก CEO ของธนาคารไทยแทบจะทุกท่าน บรรยากาศการพูดคุยเลยค่อนข้างผ่อนคลายเป็นกันเองและเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมีอรรถรส

    โดยมีสาระสำคัญ คือ เรื่อง Perfect Storm: ภาพเศรษฐกิจที่สมาคมธนาคารฉายภาพ ในสายตาของสมาคมฯ ไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง–คริปโต หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งในและนอกระบบ

    ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน

    ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน กฎหมายและกฎระเบียบมากกว่า แสนฉบับ กำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    Reinvent Thailand: ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคาร สมาคมไม่ได้มาเพียงบ่น แต่แพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชน–การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมี ข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    ส่วน 3 แนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ ในด้านภาคประชาชน จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่ กำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกรายต้องรายงานข้อมูลเครดิต เข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    ขณะที่ ภาคธุรกิจ ต้องผลักดันโครงการ “Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมถึงมาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน และใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    ส่วนภาครัฐ ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT รวมถึงปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อน

    นโยบายเร่งด่วน 4+4

    ทางสมาคมฯ ได้สรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก + 4 มาตรการเสริม

    1. ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ

    2. แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score

    3. เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัพสกิลและค่าตอบแทน

    4. กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    +4 เสริม: ใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือ สัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโตและก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    ซึ่งข้อแนะนำบางอย่างท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจ ได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้ว อาทิเช่น การแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้นแต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2884472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw207cgKMBQN-OPYH4dSqMRW

  • เงินดิจิทัล 10,000 บาท ปรับเป็นเงินสด เริ่มแจก 20 ก.ย. 68 แล้วเหรอ

    เงินดิจิทัล 10,000 บาท ปรับเป็นเงินสด เริ่มแจก 20 ก.ย. 68 แล้วเหรอ

    เงินดิจิทัล 10,000 บาท ดิจิทัลวอลเล็ต ปรับเป็นเงินสด เริ่มโอน 20 ก.ย. 68 แล้วเหรอ ล่าสุดเฉลยแล้ว

    จากกรณีที่โลกออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ด้วยการปรับแจกเป็นเงิน โดยเริ่มโอนตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 68 ที่ผ่านมานั้น

    ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย รายงานว่า จากการตรวจสอบข้อมูลถึงประเด็นข้างต้นพบว่า เป็นการกล่าวถึงการดำเนินการเกี่ยวกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 โดยผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีการโอนเงิน 10,000 บาท แก่กลุ่มเป้าหมาย (ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้พิการ) รวม 14.55 ล้านคน ในช่วงเดือนกันยายน ปี 2567 เพื่อให้นำไปใช้จ่ายได้อย่างไม่มีเงื่อนไข และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อไป

    digital

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2567 ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเงินดิจิทัลวอลเล็ตให้เป็นเงินสด หรือเริ่มมีการโอนวันที่ 20 กันยายน 68 แต่อย่างใด

    สรุป : เงินดิจิทัล 10,000 บาท ไม่ได้มีการปรับแจกเป็นเงินสด และไม่มีการโอนเงินเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 68 ตามที่โลกออนไลน์แชร์ข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943307/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pbLA9LWhO_T0qqzGz4gv7

  • นโยบายที่ต่อเนื่องของรัฐบาลชุดใหม่ ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย-แต่ยังเติบโตอ่อนแอ

    นโยบายที่ต่อเนื่องของรัฐบาลชุดใหม่ ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย-แต่ยังเติบโตอ่อนแอ

    วิจัยกรุงศรี คาดการดำเนินนโยบายที่ต่อเนื่องของรัฐบาลชุดใหม่จะช่วยลดความเสี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจ แต่การเติบโตยังมีแนวโน้มอ่อนแอ

    วิจัยกรุงศรี วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจไทย GDP ในไตรมาส 3 อาจลดลงจากไตรมาสก่อน แต่คาดว่าจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสสุดท้ายของปี ล่าสุดรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เบื้องต้นมีการเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมนี้  ซึ่งจะถือเป็น “วันแรก” ของการบริหารประเทศอย่างเป็นทางการภายใต้กรอบเวลาเพียง 4 เดือน

    ก่อนจะประกาศยุบสภาฯเพื่อกำหนดการเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลชุดนี้จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ามีศักยภาพเพียงใดในการสร้างความต่อเนื่องด้านนโยบายและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้านโยบาย ช่วยลดความเสี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอย

    โดย วิจัยกรุงศรี ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความชัดเจนขึ้น ประกอบกับ ความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยสามารถหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคได้ โดยคาดว่าแม้ GDP อาจหดตัวในไตรมาส 3/2568 (เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือ %QoQ) แต่อาจจะขยายตัวเล็กน้อยในไตรมาส 4 ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับประมาณการในกรณีฐานซึ่งคาดการณ์ว่า GDP ทั้งปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.1%

    แต่แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจยังมีข้อจำกัด

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตยังมีข้อจำกัด โดยคาดว่า GDP ในช่วงครึ่งหลังของปีจะขยายตัวเพียง 1.3% YoY ชะลอลงจาก 3.0% YoY ในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากแรงส่งจากการเร่งส่งออกล่วงหน้ามีแนวโน้มลดลง ขณะที่ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯสู่ 19% ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจะกดดันภาคส่งออกมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ยังเป็นความท้าทายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป แม้ว่าความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยได้ในระดับหนึ่งก็ตาม

    ภาคท่องเที่ยวไทยเผชิญการแข่งขันแรงขึ้นในภูมิภาค

    ขณะที่ ภาคท่องเที่ยวไทยเผชิญการแข่งขันแรงขึ้นในภูมิภาค การฟื้นตัวในช่วงที่เหลือยังเผชิญความท้าทาย ในเดือนสิงหาคม มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 2.58 ล้านคน หดตัว -12.8% YoY สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1.19 แสนล้านบาท ลดลง -13.4% สำหรับในช่วง 8 เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 21.9 ล้านคน ลดลง -7.2% YoY สร้างรายได้ 1.01 ล้านล้านบาท ลดลง -8.7%

    ท่องเที่ยวของไทยยังคงฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ

    วิจัยกรุงศรี มองว่า การท่องเที่ยวของไทยยังคงฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ โดยมีแรงกดดันสำคัญจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่หดตัวต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคมมีนักท่องเที่ยวจีนเพียง 0.4 ล้านคน ลดลง -37.7% YoY และในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีเพียง 3.1 ล้านคน ลดลง -35.3% YoY หรือคิดเป็นเพียงประมาณ 40% ของระดับก่อนการแพร่ระบาดในปี 2562 ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงความกังวลด้านความปลอดภัยและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนที่หันไปเลือกจุดหมายปลายทางอื่นเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่ญี่ปุ่นเท่านั้นหากยังรวมถึงประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้ถึง 3.5 ล้านคน สูงกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมาเลเซียที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน

    สถานการณ์ดังกล่าวนี้สะท้อนว่าไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีนซึ่งเคยเป็นตลาดหลักของการท่องเที่ยวไทย และตอกย้ำว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปี 2568 ยังคงเผชิญความท้าทายสูง หากไม่มีมาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย อาจทำให้บทบาทของการท่องเที่ยวในฐานะที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยลดลงในระยะถัดไป

    RELATED

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257636/amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw206QpBd1_WP2tWQjveQ3EK

  • เตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ เสี่ยงสูง สมาคมธนาคารไทย ดันข้อเสนอใหญ่นายกฯ

    เตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ เสี่ยงสูง สมาคมธนาคารไทย ดันข้อเสนอใหญ่นายกฯ

    เตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ เสี่ยงสูง สมาคมธนาคารไทย ดันข้อเสนอใหญ่นายกฯ

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงการหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยวานนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี ที่มีนายกรัฐมนตรีมาเยือนสมาคมธนาคารไทย โดยระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นการมารับฟังข้อมูลปัญหา และคำแนะนำต่าง ๆ จากสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง ที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย

    Perfect Storm : ภาพเศรษฐกิจที่สมาคมธนาคารฉาย

    ในสายตาของสมาคมธนาคารไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี

    • โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง-คริปโต หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งในและนอกระบบ
    • ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน
    • ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน กฎหมายและกฎระเบียบมากกว่าแสนฉบับกำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    ส.ธนาคารไทยเตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง ดันข้อเสนอใหญ่นายกฯ

    Reinvent Thailand : ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคารไทย

    • สมาคมฯ ชูแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน-การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมีข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    สามแนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ

    ภาคประชาชน

    • จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่
    • กำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกราย ต้องรายงานข้อมูลเครดิตเข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    ภาคธุรกิจ

    • ผลักดันโครงการ “Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศ
    • มาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน
    • ใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    ภาครัฐ

    • ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT
    • ปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอน และความซ้ำซ้อน

    นโยบายเร่งด่วน 4+4

    สมาคมสรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก+4 มาตรการเสริม

    • ดึงเศรษฐกิจนอกระบบ เข้าสู่ระบบ
    • แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score
    • เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัพสกิลและค่าตอบแทน
    • กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    ส่วนมาตรการเสริม: คือ การใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    นายวรภัค กล่าวอีกว่า ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือสัญญาณเตือน ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโต และก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    “ข้อแนะนำบางอย่าง ท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้ว เช่น การแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้น แต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ เป็นต้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19ffUznvzrZSM0xIPbriPl

  • ท่องเที่ยวชุมชนบ้านซำหวาย จ.อุบลราชธานี รางวัลลูกโลกสีเขียว รางวัลแห่งความยั่งยืน

    ท่องเที่ยวชุมชนบ้านซำหวาย จ.อุบลราชธานี รางวัลลูกโลกสีเขียว รางวัลแห่งความยั่งยืน

    23 กันยายน 2568 10:47 น. สยามรัฐออนไลน์ ท่องเที่ยว

    วันหยุดนี้ เก็บกระเป๋าแล้วไปผจญภัยท่ามกลางธรรมชาติ บนผืนป่าที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาปกป้องป่าและพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์ให้กลับมาอีกครั้ง ที่ชุมชนบ้านซำหวาย จ.อุบลราชธานี ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทสิปปนนท์ เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน ครั้งที่ 23 ประจำปี 2567

                    เริ่มต้นกับการเดินสำรวจผืนป่าบน “เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ” ชมความหลากหลายของพืชพื้นถิ่น ที่มาอวดโฉมเบ่งบานรับแสงอรุณยามเช้า ไม่ว่าจะเป็น ผักหวานดง เครือหวาย  เติมเต็มความสดชื่นจาก “ฝายชะลอน้ำ-ธนาคารน้ำใต้ดิน” หนึ่งไฮไลน์ ที่สำคัญที่ทำที่ทำให้ผืนป่ากลับมาชุ่มชื้นตลอดทั้งปี และยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิด ที่นี่จึงเป็นเสมือนห้องเรียนรู้ระบบนิเวศที่หลากหลาย ท่ามกลางธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นแหล่ง “เพาะพันธุ์ปลาอีไทในบ่อรีชาร์จน้ำใต้ดิน” ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน สอดคล้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติได้อย่างลงตัว

                    ปิดท้ายด้วยกิจกรรม “เวิร์กชอปวิถีชุมชน” เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตั้งแต่การเก็บวัตถุดิบจากในป่า มาทำอาหารพื้นบ้าน ไปจนถึงการนำทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนกลับมาใช้ใหม่อย่างรู้คุณค่า ซึ่งแต่ละกิจกรรมเป็นการตอกย้ำให้ทุกคนหันกลับมาดูแลธรรมชาติด้วยความจริงใจ และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า ชุมชนบ้านซำหวายจึงเป็นหนึ่งในชุมชนที่ทุกคนไม่ควรพลาดที่จะเข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติอย่างใกล้ชิดแล้วจะหลงรักผืนป่าเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

    สนใจเรียนรู้ /ทำกิจกรรมโทร. 082 796 5823 (คุณปรึม)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/652990&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-PhRt-nukNmCCJNwlg4bK

  • รองปลัดฯ ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ อ.ปาย ร่วมหารือยกระดับการท่องเที่ยวชุมชน พร้อมเน้นมาตรฐานความปลอดภัยสู่ความยั่งยืน

    รองปลัดฯ ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ อ.ปาย ร่วมหารือยกระดับการท่องเที่ยวชุมชน พร้อมเน้นมาตรฐานความปลอดภัยสู่ความยั่งยืน

    วันที่ 22 กันยายน 2568 นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะประกอบด้วย นางสาววริชญา ชอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน นางเกษราภรณ์ วิมลรัตน์ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว และ พ.ต.ต. ณัฐวัตร สุขสวัสดิ์ปรีชา สารวัตรตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อสำรวจและหารือแนวทางพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตลอดจนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ รองปลัดกระทรวงฯ และคณะได้เยี่ยมชม ชุมชนชาวจีนยูนนานบ้านสันติชล ซึ่งมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมโดดเด่น และ กองแลน (ปายแกรนด์แคนยอน) แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีชื่อเสียงของจังหวัด โดยได้ร่วมพูดคุยกับผู้นำชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ถึงความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับการท่องเที่ยวโดยชุมชน และเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวสามารถท่องเที่ยวได้อย่างมั่นใจ

    นางสาววนิดา พันธ์สอาด กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เพื่อให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นที่รู้จักในระดับสากล และเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/243931&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CjVVjmjksuXag5vygaiVK

  • กลุ่มเซ็นทรัล ผนึก ททท. ปลุกไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก อัดบิ๊กอีเวนต์และแคมเปญปลายปี รับกระแสท่องเที่ยวฟื้นตัว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    กลุ่มเซ็นทรัล ผนึก ททท. ปลุกไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก อัดบิ๊กอีเวนต์และแคมเปญปลายปี รับกระแสท่องเที่ยวฟื้นตัว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ 23 ก.ย.68 ; กลุ่มเซ็นทรัลเผยสัญญาณท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวแรง ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่ต้นปีที่ใช้บริการศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และธุรกิจในเครือพุ่งเกือบเท่าตัว เมื่อเทียบปีก่อน ตอกย้ำศักยภาพ “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะจากจีน รัสเซีย ตะวันออกกลาง และอินเดีย สะท้อนถึงพลังการจับจ่ายที่กลับมาสร้างความคึกคักให้แก่อุตสาหกรรมค้าปลีกและการท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน ทั้งนี้ยังสอดคล้องกับข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ปัจจุบัน 5 ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยสูงสุด ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ตั้งแต่ 1 ม.ค.–14 ก.ย. 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยแล้วทะลุ 22.9 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าช่วงไฮซีซันปลายปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวทั้งตลาดระยะใกล้และระยะไกลเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ท่ามกลางบรรยากาศการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักนี้ กลุ่มเซ็นทรัลในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการของไทย จึงเดินหน้าจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการผนึกกำลังจัดแคมเปญการตลาด บิ๊กอีเวนต์ และกิจกรรมระดับโลก ครอบคลุมทุกธุรกิจในเครือ ทั้งศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และโรงแรมทั่วประเทศ ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี เพื่อสร้าง “แม่เหล็กการท่องเที่ยว” ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พร้อมมอบประสบการณ์ที่แตกต่างและครบวงจร

    ไฮไลต์ความพิเศษจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มเซ็นทรัล และ ททท. ในช่วงปลายปี

    1. ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัลพัฒนา
    • เซ็นทรัล พาร์ค และ เซ็นทรัลกระบี่ แลนด์มาร์กท่องเที่ยวแห่งใหม่ของไทยที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว โดย เซ็นทรัล พาร์ค มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่ที่ครบทุกมิติ สืบสานความเป็น Legendary Landmark พร้อม Roof Park 7 ไร่ พื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง ใหญ่ที่สุดในไทย เห็นวิวสวนแบบ 180 องศา พร้อมยกระดับเป็น Culinary Landmark แห่งใหม่ของเอเชีย อาทิ First-time in Thailand Street Foods และร้าน Michelin Guide เยอะที่สุดในกรุงเทพฯ ขณะที่ เซ็นทรัล กระบี่ ศูนย์การค้าต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจสู่การอนุรักษ์และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็น The First Sustainable-Lifestyle Shopping Centre เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการ 24 ตุลาคมนี้ ทั้งนี้ เซ็นทรัลกระบี่ถือเป็นการส่งเสริมนโยบายของททท. ที่จะผลักดันโครงการ “Krabi Prototype” สร้างให้กระบี่เป็นเมืองต้นแบบสีขียวและความยั่งยืนระดับโลก
    • ตลอดเดือนตุลาคม ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival เทศกาลที่ส่งเสริมวัฒนธรรมที่สำคัญของอินเดียซึ่งเป็นตลาดศักยภาพสูงผ่านกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ รวมทั้งร่วมสนับสนุนงาน Nihao Month มอบ Welcome Package ให้ส่วนลดพิเศษจากร้านค้ากับนักท่องเที่ยวจีน พร้อมกับจัดทำแคมเปญพิเศษ Chinese Golden Week Celebration ในศูนย์การค้าทัวริสต์มอลล์ทั่วประเทศ
    • centralwOrld Bangkok Countdown 2026 งานเคานต์ดาวน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเซีย! จัดเต็มโชว์พิเศษจากไลน์อัพศิลปินชื่อดังมากมาย ที่จะมามอบความสุขส่งท้ายปี คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้งไทยและต่างชาติกว่า 300,000 คน
    • แคมเปญ The World’s Great Celebration ใน 43 ศูนย์การค้าทั่วประเทศที่จะสร้างความสุขให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สู่การเป็น World-class Destination เตรียมจัดเมกะอีเวนต์และโปรโมชั่นทั่วประเทศ ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวไตรมาสสุดท้ายยิ่งใหญ่ โดยได้รับความร่วมมือจากททท.ในการสนับสนุนการทำต้นคริสต์มาส “Local Pride” ชูเสน่ห์ อัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่งานคราฟต์หนึ่งเดียวในโลกที่เน้นการนำภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดมานำเสนอที่น่าประทับใจ สามารถชมความงดงามของต้นคริสต์มาส Local Pride ได้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 8 สาขาทั่วประเทศคือ เซ็นทรัลมหาชัย, ศาลายา, ชลบุรี, โคราช, เชียงราย, เชียงใหม่แอร์พอร์ต, สุราษฎร์ธานี, และกระบี่
    1. ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล
    • ห้างเซ็นทรัล เตรียมฉลองครบรอบ 78 ปี แห่งความผูกพันอันงดงามด้วยเทศกาลดอกไม้สุดยิ่งใหญ่แห่งปีกับซิกเนเจอร์อีเวนต์ Central 78th Anniversary เนรมิตห้างเซ็นทรัลชิดลม ถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านประสบการณ์อันเปี่ยมด้วยสีสันผ่านงานศิลปะแห่งดอกไม้ ส่งมอบความประทับใจทุกเรื่องราว พร้อมผลิบานไปด้วยกัน
    • ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสัน ผนึกกำลังกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดแคมเปญ Amazing Thailand Grand Diwali 2025” เฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี เทศกาลแห่งแสงสว่างที่มีรากฐานจากวัฒนธรรมอินเดีย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 อย่างยิ่งใหญ่ โดยเตรียมความพิเศษไว้อย่างครบครัน ทั้งโปรโมชันสุดคุ้มและข้อเสนอจากพันธมิตร การแสดงแสง สี เสียง สุดตระการตาในสไตล์อินเดีย พิธีจุดตะเกียงเพื่อความเป็นสิริมงคล กิจกรรมเวิร์กชอป สุดสร้างสรรค์ รวมถึงการลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มสไตล์อินเดียแท้ ณ สาขาที่ร่วมรายการ ครอบคลุมหัวเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวอินเดียและผู้ที่สนใจได้ร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งเทศกาลดิวาลีอย่างเต็มอิ่ม
    • นอกจากนี้ ห้างเซ็นทรัล ยังได้ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในแคมเปญ Nihao Month” มอบสิทธิพิเศษแก่ลูกค้านักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 ต้อนรับช่วงเทศกาล Golden Week โดยเตรียมทั้งคูปองส่วนลดและของพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ณ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ พัทยา ภูเก็ต และป่าตอง (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)
    • โรบินสันไลฟ์สไตล์ เตรียมจัดงาน กินเจ ครบรอบ 200 ปี เมืองภูเก็ต ในเดือนตุลาคม เพื่อผลักดันซอฟต์เพาเวอร์ไทยสู่ระดับสากล ณ โรบินสันไลฟ์สไตล์ สาขาถลาง พร้อมมอบสิทธิพิเศษแก่ชาวต่างชาติด้วยโปรโมชั่น “Shop Here Get More!! only at Robinson Lifestyle” ณ โรบินสันไลฟ์สไตล์ สาขาฉลอง
    • ซูเปอร์สปอร์ต มอบโปรโมชั่นส่วนลด 10% ไม่มีขั้นต่ำ สำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 มาใช้จ่ายราว 80,000 คน โดยแบรนด์ยอดนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ Nike, Adidas, Skechers, Crocs, และ Fila
    • ท็อปส์ มองเห็นโอกาสในการทำการตลาดและสร้างยอดขายจากแนวโน้มการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการที่ท็อปส์อย่างต่อเนื่อง โดยจากฐานข้อมูล Tourist Card ตั้งแต่ ต้นปีจนถึงกรกฎาคม 2568 พบจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการท็อปส์เพิ่มขึ้นกว่า 29% เมื่อเทียบกับปีก่อน มียอดขายจากกลุ่มนักท่องเที่ยวเติบโตกว่า 6% และพบพฤติกรรมการจับจ่ายถี่ขึ้นเฉลี่ย 2.3 ครั้งต่อเดือน เพิ่มขึ้น 3% และด้วยแนวโน้มของการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยว ท็อปส์จึงเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกต่อเนื่อง โดยเร่งเดินหน้าขยายสาขาในแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มเติม สื่อสารแบรนด์ในพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวเข้าถึงโดยตรง ควบคู่กับการผนึกกำลังกับพันธมิตรในเครือเพื่อสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายช่วงเทศกาลเพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สนุกและน่าจดจำ พร้อมคัดสรรสินค้าและบริการตรงใจนักท่องเที่ยว รวมถึงของฝากก่อนเดินทางกลับ
    1. โรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา
    • ในครึ่งปีแรก เซ็นทาราต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาพักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่ากระแสการท่องเที่ยวจะยิ่งคึกคักในช่วงครึ่งปีหลัง จากแรงส่งของแคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มุ่งชูเสน่ห์ไทยในแต่ละภูมิภาค เพื่อตอบรับกระแสนี้เซ็นทาราจึงนำเสนอโปรโมชั่น “Suite Heaven” มอบส่วนลดและสิทธิพิเศษเหนือระดับสำหรับห้องพักประเภท Premium Suite และ Villa เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568 พร้อมสิทธิ์เข้าพักได้ถึง 31 มีนาคม 2569 นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่น “Linger for Longer ยิ่งพักนาน ยิ่งคุ้ม” เพื่อกระตุ้นการเข้าพักระยะยาวของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ พร้อมมอบความคุ้มค่าและประสบการณ์การพักผ่อนอันน่าประทับใจ
    1. ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
    • จากความสำเร็จครั้งสำคัญของงาน “KAWS:HOLIDAY THAILAND” นิทรรศการศิลปะระดับโลกครั้งแรกในประเทศไทย ณ ท้องสนามหลวง ที่สามารถดึงดูดผู้เข้าชมได้กว่า 330,000 คน เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เตรียมสานต่อความยิ่งใหญ่อีกครั้งในช่วงเทศกาลปลายปีกับซิกเนเจอร์ บิ๊กอีเวนต์ “CENTRAL EMBASSY LET’S CELEBRATE 2026” ที่พร้อมสร้างความตื่นตา ตื่นใจครั้งใหม่จากครีเอทีฟสตูดิโอชื่อดังระดับโลกมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยังคงไว้ซึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ พร้อมยกระดับแคมเปญและสิทธิพิเศษเพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถดึงดูดผู้เข้ามาใช้บริการได้มากกว่า 2 ล้านคน และผลักดันให้รายรับเติบโตขึ้นถึง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตอกย้ำความเป็นผู้นำในฐานะศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับไฮพรีเมี่ยมที่แท้จริง
    1. ร้านวิสาหกิจเพื่อสังคม Good Goods (กุ๊ดส์ กุ๊ดส์)
    • เชิญสัมผัสเสน่ห์สินค้าชุมชนไทยภายใต้แบรนด์ Good Goods แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำของไทยที่ครองใจนักท่องเที่ยว มาพร้อมคอลเลกชันใหม่ดีไซน์ร่วมสมัยที่ยังคงสะท้อนเอกลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างงดงาม พร้อมโฉมใหม่ของร้านสาขาที่ 8 ในคอนเซ็ปต์ Modern Craft ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค

    นางสาวอัจฉรา วิสุทธิวงศ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด สื่อสารองค์กร และความยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล  กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งการจัดอีเวนต์ระดับเวิลด์คลาสและแคมเปญการตลาด การมอบประสบการณ์เหนือระดับในศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และโรงแรมในเครือ ตลอดจนการเชื่อมโยงวิถีชุมชนเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการอันเป็นเอกลักษณ์จากแต่ละภูมิภาค

    เราพร้อมใช้ศักยภาพของกลุ่มธุรกิจสนับสนุนทุกแคมเปญของ ททท. เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ กระตุ้นการใช้จ่าย และกระจายรายได้สู่เมืองหลัก แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม รวมถึงเมืองรองหรือเมืองน่าเที่ยว และพื้นที่ชุมชนทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับเสน่ห์ของประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก (Tourist Destination)  แต่ยังส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นไทย และสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกครั้ง”

    นางสาวปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัล
    รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
    กล่าวว่า “ภาพรวมการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวในครึ่งปีแรกเริ่มกลับมาเป็นบวก แม้ช่วงไตรมาส 2 จะมีการชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ปัจจุบันเห็นสัญญาณฟื้นตัวมากขึ้น เราจึงมุ่งต่อยอดบรรยากาศเชิงบวกนี้สู่ช่วงปลายปี ซึ่งถือเป็นไฮซีซัน โดยห้างร้านในเครือเซ็นทรัล รีเทล มากกว่า 3,000 สาขาทั่วประเทศ ได้จัดเตรียมแคมเปญและอีเวนต์พิเศษรับเทศกาลสำคัญทั้งโกลเด้น วีค ดีวาลี และคริสต์มาส เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวหลากหลายประเทศและสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 1.5 ล้านคนเข้ามาช้อปที่ห้างร้านในเครือเซ็นทรัล รีเทล ในไตรมาส 4 และสร้างยอดขายกว่า 5,200 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นจากปีก่อน โดยสินค้ายอดนิยมยังคงเป็นสินค้ากลุ่มแฟชั่น เครื่องสำอาง และสินค้าเด็ก”

    ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมนักท่องเที่ยวจีนภายในศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาเติบโตในทุกมิติ โดยข้อมูลจาก Chinese E-Wallet Partner อย่าง Alipay และ WeChat Pay พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาใช้บริการและจำนวนธุรกรรมการซื้อสินค้าและบริการผ่าน e-Wallet เพิ่มขึ้นกว่า 10% เทียบกับปี 2024 ในขณะที่การใช้จ่ายกลับเพิ่มขึ้นกว่า 40% โดยเฉพาะในทำเลสำคัญอย่าง เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลภูเก็ต และเซ็นทรัลพัทยา ที่เติบโตเกิน 50% สะท้อนถึง ‘Quality Traffic’ ที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวฟื้นตัวใกล้เคียงปี 2019 หรือประมาณ 90% นอกจากนักท่องเที่ยวจีนเรายังขยายฐานไปสู่ตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงอย่างตะวันออกกลาง ผ่านความร่วมมือกับ Fazaa Card ซึ่งเป็นโครงการ CRM ที่ใหญ่ที่สุดของ UAE ทำให้เซ็นทรัลพัฒนาสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าพรีเมียมต่อเนื่อง ซึ่งใน ไตรมาส 4 คาดว่ายอดการใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน มาเลเซีย อินเดีย อเมริกา รัสเซีย อังกฤษ ตะวันออกกลาง เป็นต้น สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งต่อประเทศไทยและศูนย์การค้าเซ็นทรัล ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก”

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ททท. เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Partnership 360 องศา ผนึกกำลังกลุ่มเซ็นทรัล จัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดรับบรรยากาศท่องเที่ยวที่กำลังกลับมาคึกคัก โดยเสนอ  Grand Privilege มอบสิทธิประโยชน์และดีลพิเศษ ครอบคลุมธุรกิจในเครือทั้งศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และโรงแรมทั่วประเทศ เพื่อสร้างประสบการณ์เหนือระดับให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายปลายปี รองรับไฮซีซันที่จะมีนักท่องเที่ยวทั้งตลาดใกล้และไกลเดินทางเข้าไทยต่อเนื่อง นอกจากนี้ ททท.  ยังเดินหน้าเพิ่มเเรงส่งต่อเนื่องด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 2 แคมเปญหลัก ได้แก่ Amazing Thailand Grand Sale 2025 มอบส่วนลดสูงสุด 80% ระหว่าง 1 มิ.ย.–15 ส.ค. เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมช้อปปิงและมีกำลังซื้อสูง เช่น จีน อินเดีย และอาเซียน และ Chinese Passport Privilege ภายใต้โครงการ Nihao Month ระหว่าง 20 ก.ย.–31 ธ.ค. เพียงแสดงหนังสือเดินทางจีนก็รับสิทธิพิเศษและส่วนลดมากมาย ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก แต่ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็น “Quality Destination” จุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวมาสร้าง Grand Momentที่ไทย ด้วยความอบอุ่น ปลอดภัย และเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว”

    เราเชื่อมั่นว่าพลังความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน นำความภาคภูมิใจมาสู่คนไทย และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยโดดเด่นในเวทีโลกอย่างแท้จริง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/23/580404/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J2M7_b1X7tQDpjl7BSsT0

  • กลุ่มเซ็นทรัล ผนึก ททท. อัดบิ๊กอีเวนต์-แคมเปญปลายปี ปลุกไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก

    กลุ่มเซ็นทรัล ผนึก ททท. อัดบิ๊กอีเวนต์-แคมเปญปลายปี ปลุกไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก

    กลุ่มเซ็นทรัล ผนึก ททท. ปลุกไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก อัดบิ๊กอีเวนต์และแคมเปญปลายปี รับกระแสท่องเที่ยวฟื้นตัว

    วันที่ 23 ก.ย. 2568 กลุ่มเซ็นทรัลเผยสัญญาณท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวแรง ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่ต้นปีที่ใช้บริการศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และธุรกิจในเครือพุ่งเกือบเท่าตัว เมื่อเทียบปีก่อน ตอกย้ำศักยภาพ “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะจากจีน รัสเซีย ตะวันออกกลาง และอินเดีย สะท้อนถึงพลังการจับจ่ายที่กลับมาสร้างความคึกคักให้แก่อุตสาหกรรมค้าปลีกและการท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน

    ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ปัจจุบัน 5 ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยสูงสุด ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ตั้งแต่ 1 ม.ค.–14 ก.ย. 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยแล้วทะลุ 22.9 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าช่วงไฮซีซันปลายปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวทั้งตลาดระยะใกล้และระยะไกลเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ท่ามกลางบรรยากาศการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักนี้ กลุ่มเซ็นทรัลในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการของไทย จึงเดินหน้าจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการผนึกกำลังจัดแคมเปญการตลาด บิ๊กอีเวนต์ และกิจกรรมระดับโลก ครอบคลุมทุกธุรกิจในเครือทั้งศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และโรงแรมทั่วประเทศ ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี เพื่อสร้าง “แม่เหล็กการท่องเที่ยว” ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พร้อมมอบประสบการณ์ที่แตกต่างและครบวงจร

    ไฮไลต์ความพิเศษจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มเซ็นทรัล และ ททท. ในช่วงปลายปี

    1. ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัลพัฒนา

    • เซ็นทรัล พาร์ค และ เซ็นทรัลกระบี่ แลนด์มาร์กท่องเที่ยวแห่งใหม่ของไทยที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว โดย เซ็นทรัล พาร์ค มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่ที่ครบทุกมิติ สืบสานความเป็น Legendary Landmark พร้อม Roof Park 7 ไร่ พื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง ใหญ่ที่สุดในไทย เห็นวิวสวนแบบ 180 องศา พร้อมยกระดับเป็น Culinary Landmark แห่งใหม่ของเอเชีย อาทิ First-time in Thailand Street Foods และร้าน Michelin Guide เยอะที่สุดในกรุงเทพฯ ขณะที่ เซ็นทรัล กระบี่ ศูนย์การค้าต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจสู่การอนุรักษ์และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็น The First Sustainable-Lifestyle Shopping Centre เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการ 24 ตุลาคมนี้ ทั้งนี้ เซ็นทรัลกระบี่ถือเป็นการส่งเสริมนโยบายของททท. ที่จะผลักดันโครงการ “Krabi Prototype” สร้างให้กระบี่เป็นเมืองต้นแบบสีเขียวและความยั่งยืนระดับโลก
    • ตลอดเดือนตุลาคม ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival เทศกาลที่ส่งเสริมวัฒนธรรมที่สำคัญของอินเดียซึ่งเป็นตลาดศักยภาพสูงผ่านกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ รวมทั้งร่วมสนับสนุนงาน Nihao Month มอบ Welcome Package ให้ส่วนลดพิเศษจากร้านค้ากับนักท่องเที่ยวจีน พร้อมกับจัดทำแคมเปญพิเศษ Chinese Golden Week Celebration ในศูนย์การค้าทัวริสต์มอลล์ทั่วประเทศ
    • centralwOrld Bangkok Countdown 2026 งานเคานต์ดาวน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย! จัดเต็มโชว์พิเศษจากไลน์อัพศิลปินชื่อดังมากมาย ที่จะมามอบความสุขส่งท้ายปี คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้งไทยและต่างชาติกว่า 300,000 คน
    • แคมเปญ The World’s Great Celebration ใน 43 ศูนย์การค้าทั่วประเทศที่จะสร้างความสุขให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สู่การเป็น World-class Destination เตรียมจัดเมกะอีเวนต์และโปรโมชั่นทั่วประเทศ ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวไตรมาสสุดท้ายยิ่งใหญ่ โดยได้รับความร่วมมือจากททท.ในการสนับสนุนการทำต้นคริสต์มาส “Local Pride” ชูเสน่ห์ อัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่งานคราฟต์หนึ่งเดียวในโลกที่เน้นการนำภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดมานำเสนอที่น่าประทับใจ สามารถชมความงดงามของต้นคริสต์มาส Local Pride ได้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 8 สาขาทั่วประเทศคือ เซ็นทรัลมหาชัย, ศาลายา, ชลบุรี, โคราช, เชียงราย, เชียงใหม่แอร์พอร์ต, สุราษฎร์ธานี, และกระบี่

    2. ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล

    • ห้างเซ็นทรัล เตรียมฉลองครบรอบ 78 ปี แห่งความผูกพันอันงดงามด้วยเทศกาลดอกไม้สุดยิ่งใหญ่แห่งปีกับซิกเนเจอร์อีเวนต์ Central 78th Anniversary เนรมิตห้างเซ็นทรัลชิดลม ถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านประสบการณ์อันเปี่ยมด้วยสีสันผ่านงานศิลปะแห่งดอกไม้ ส่งมอบความประทับใจทุกเรื่องราว พร้อมผลิบานไปด้วยกัน
    • ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสัน ผนึกกำลังกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดแคมเปญ “Amazing Thailand Grand Diwali 2025” เฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี เทศกาลแห่งแสงสว่างที่มีรากฐานจากวัฒนธรรมอินเดีย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 อย่างยิ่งใหญ่ โดยเตรียมความพิเศษไว้อย่างครบครัน ทั้งโปรโมชันสุดคุ้มและข้อเสนอจากพันธมิตร การแสดงแสง สี เสียง สุดตระการตาในสไตล์อินเดีย พิธีจุดตะเกียงเพื่อความเป็นสิริมงคล กิจกรรมเวิร์กชอป สุดสร้างสรรค์ รวมถึงการลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มสไตล์อินเดียแท้ ณ สาขาที่ร่วมรายการ ครอบคลุมหัวเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวอินเดียและผู้ที่สนใจได้ร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งเทศกาลดิวาลีอย่างเต็มอิ่ม
    • นอกจากนี้ ห้างเซ็นทรัล ยังได้ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในแคมเปญ “Nihao Month” มอบสิทธิพิเศษแก่ลูกค้านักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 2568 – 31 ธ.ค. 2568 ต้อนรับช่วงเทศกาล Golden Week โดยเตรียมทั้งคูปองส่วนลดและของพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ณ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ พัทยา ภูเก็ต และป่าตอง (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)
    • โรบินสันไลฟ์สไตล์ เตรียมจัดงาน กินเจ ครบรอบ 200 ปี เมืองภูเก็ต ในเดือนตุลาคม เพื่อผลักดันซอฟต์เพาเวอร์ไทยสู่ระดับสากล ณ โรบินสันไลฟ์สไตล์ สาขาถลาง พร้อมมอบสิทธิพิเศษแก่ชาวต่างชาติด้วยโปรโมชั่น “Shop Here Get More!! only at Robinson Lifestyle” ณ โรบินสันไลฟ์สไตล์ สาขาฉลอง
    • ซูเปอร์สปอร์ต มอบโปรโมชั่นส่วนลด 10% ไม่มีขั้นต่ำ สำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 มาใช้จ่ายราว 80,000 คน โดยแบรนด์ยอดนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ Nike, Adidas, Skechers, Crocs, และ Fila
    • ท็อปส์ มองเห็นโอกาสในการทำการตลาดและสร้างยอดขายจากแนวโน้มการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการที่ท็อปส์อย่างต่อเนื่อง โดยจากฐานข้อมูล Tourist Card ตั้งแต่ต้นปีจนถึงกรกฎาคม 2568 พบจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการท็อปส์เพิ่มขึ้นกว่า 29% เมื่อเทียบกับปีก่อน มียอดขายจากกลุ่มนักท่องเที่ยวเติบโตกว่า 24.6% และพบพฤติกรรมการจับจ่ายถี่ขึ้นเฉลี่ย 2.3 ครั้งต่อเดือน เพิ่มขึ้น 3% และด้วยแนวโน้มของการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยว ท็อปส์จึงเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกต่อเนื่อง โดยเร่งเดินหน้าขยายสาขาในแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มเติม สื่อสารแบรนด์ในพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวเข้าถึงโดยตรง ควบคู่กับการผนึกกำลังกับพันธมิตรในเครือเพื่อสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายช่วงเทศกาลเพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สนุกและน่าจดจำ พร้อมคัดสรรสินค้าและบริการตรงใจนักท่องเที่ยว รวมถึงของฝากก่อนเดินทางกลับ

    3. โรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา

    • ในครึ่งปีแรก เซ็นทาราต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาพักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่ากระแสการท่องเที่ยวจะยิ่งคึกคักในช่วงครึ่งปีหลัง จากแรงส่งของแคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มุ่งชูเสน่ห์ไทยในแต่ละภูมิภาค เพื่อตอบรับกระแสนี้เซ็นทาราจึงนำเสนอโปรโมชั่น “Suite Heaven” มอบส่วนลดและสิทธิพิเศษเหนือระดับสำหรับห้องพักประเภท Premium Suite และ Villa เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568 พร้อมสิทธิ์เข้าพักได้ถึง 31 มีนาคม 2569 นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่น “Linger for Longer ยิ่งพักนาน ยิ่งคุ้ม” เพื่อกระตุ้นการเข้าพักระยะยาวของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ พร้อมมอบความคุ้มค่าและประสบการณ์การพักผ่อนอันน่าประทับใจ

    4. ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

    • จากความสำเร็จครั้งสำคัญของงาน “KAWS:HOLIDAY THAILAND” นิทรรศการศิลปะระดับโลกครั้งแรกในประเทศไทย ณ ท้องสนามหลวง ที่สามารถดึงดูดผู้เข้าชมได้กว่า 330,000 คน เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เตรียมสานต่อความยิ่งใหญ่อีกครั้งในช่วงเทศกาลปลายปีกับซิกเนเจอร์ บิ๊กอีเวนต์ “CENTRAL EMBASSY LET’S CELEBRATE 2026” ที่พร้อมสร้างความตื่นตา ตื่นใจครั้งใหม่จากครีเอทีฟสตูดิโอชื่อดังระดับโลกมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยังคงไว้ซึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ พร้อมยกระดับแคมเปญและสิทธิพิเศษเพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถดึงดูดผู้เข้ามาใช้บริการได้มากกว่า 2 ล้านคน และผลักดันให้รายรับเติบโตขึ้นถึง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตอกย้ำความเป็นผู้นำในฐานะศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับไฮพรีเมี่ยมที่แท้จริง

    5. ร้านวิสาหกิจเพื่อสังคม Good Goods (กุ๊ดส์ กุ๊ดส์)

    • เชิญสัมผัสเสน่ห์สินค้าชุมชนไทยภายใต้แบรนด์ Good Goods แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำของไทยที่ครองใจนักท่องเที่ยว มาพร้อมคอลเลกชันใหม่ดีไซน์ร่วมสมัยที่ยังคงสะท้อนเอกลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างงดงาม พร้อมโฉมใหม่ของร้านสาขาที่ 8 ในคอนเซ็ปต์ Modern Craft ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค

    นางสาวอัจฉรา วิสุทธิวงศ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด สื่อสารองค์กร และความยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งการจัดอีเวนต์ระดับเวิลด์คลาสและแคมเปญการตลาด การมอบประสบการณ์เหนือระดับในศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และโรงแรมในเครือ ตลอดจนการเชื่อมโยงวิถีชุมชนเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการอันเป็นเอกลักษณ์จากแต่ละภูมิภาค

    เราพร้อมใช้ศักยภาพของกลุ่มธุรกิจสนับสนุนทุกแคมเปญของ ททท. เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ กระตุ้นการใช้จ่าย และกระจายรายได้สู่เมืองหลัก แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม รวมถึงเมืองรองหรือเมืองน่าเที่ยว และพื้นที่ชุมชนทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับเสน่ห์ของประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก (Tourist Destination) แต่ยังส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นไทย และสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกครั้ง”

    นางสาวปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวในครึ่งปีแรกเริ่มกลับมาเป็นบวก แม้ช่วงไตรมาส 2 จะมีการชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ปัจจุบันเห็นสัญญาณฟื้นตัวมากขึ้น เราจึงมุ่งต่อยอดบรรยากาศเชิงบวกนี้สู่ช่วงปลายปี ซึ่งถือเป็นไฮซีซัน โดยห้างร้านในเครือเซ็นทรัล รีเทล มากกว่า 3,000 สาขาทั่วประเทศ ได้จัดเตรียมแคมเปญและอีเวนต์พิเศษรับเทศกาลสำคัญทั้งโกลเด้น วีค ดีวาลี และคริสต์มาส เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวหลากหลายประเทศและสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 1.5 ล้านคนเข้ามาช้อปที่ห้างร้านในเครือเซ็นทรัล รีเทล ในไตรมาส 4 และสร้างยอดขายกว่า 5,200 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นจากปีก่อน โดยสินค้ายอดนิยมยังคงเป็นสินค้ากลุ่มแฟชั่น เครื่องสำอาง และสินค้าเด็ก”

    ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมนักท่องเที่ยวจีนภายในศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาเติบโตในทุกมิติ โดยข้อมูลจาก Chinese E-Wallet Partner อย่าง Alipay และ WeChat Pay พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาใช้บริการและจำนวนธุรกรรมการซื้อสินค้าและบริการผ่าน e-Wallet เพิ่มขึ้นกว่า 10% เทียบกับปี 2024 ในขณะที่การใช้จ่ายกลับเพิ่มขึ้นกว่า 40% โดยเฉพาะในทำเลสำคัญอย่าง เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลภูเก็ต และเซ็นทรัลพัทยา ที่เติบโตเกิน 50% สะท้อนถึง ‘Quality Traffic’ ที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวฟื้นตัวใกล้เคียงปี 2019 หรือประมาณ 90% นอกจากนักท่องเที่ยวจีนเรายังขยายฐานไปสู่ตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงอย่างตะวันออกกลาง ผ่านความร่วมมือกับ Fazaa Card ซึ่งเป็นโครงการ CRM ที่ใหญ่ที่สุดของ UAE ทำให้เซ็นทรัลพัฒนาสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าพรีเมียมต่อเนื่อง ซึ่งใน ไตรมาส 4 คาดว่ายอดการใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน 

    โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน มาเลเซีย อินเดีย อเมริกา รัสเซีย อังกฤษ ตะวันออกกลาง เป็นต้น สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งต่อประเทศไทยและศูนย์การค้าเซ็นทรัล ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก”

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ททท. เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Partnership 360 องศา ผนึกกำลังกลุ่มเซ็นทรัล จัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดรับบรรยากาศท่องเที่ยวที่กำลังกลับมาคึกคัก โดยเสนอ Grand Privilege มอบสิทธิประโยชน์และดีลพิเศษ ครอบคลุมธุรกิจในเครือทั้งศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และโรงแรมทั่วประเทศ เพื่อสร้างประสบการณ์เหนือระดับให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายปลายปี รองรับไฮซีซันที่จะมีนักท่องเที่ยวทั้งตลาดใกล้และไกลเดินทางเข้าไทยต่อเนื่อง 

    นอกจากนี้ ททท. ยังเดินหน้าเพิ่มแรงส่งต่อเนื่องด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 2 แคมเปญหลัก ได้แก่ Amazing Thailand Grand Sale 2025 มอบส่วนลดสูงสุด 80% ระหว่าง 1 มิ.ย.–15 ส.ค. เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมช้อปปิงและมีกำลังซื้อสูง เช่น จีน อินเดีย และอาเซียน และ Chinese Passport Privilege ภายใต้โครงการ Nihao Month ระหว่าง 20 ก.ย.–31 ธ.ค. เพียงแสดงหนังสือเดินทางจีนก็รับสิทธิพิเศษและส่วนลดมากมาย ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก แต่ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็น “Quality Destination” จุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวมาสร้าง Grand Moment ที่ไทย ด้วยความอบอุ่น ปลอดภัย และเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว”

    เราเชื่อมั่นว่าพลังความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน นำความภาคภูมิใจมาสู่คนไทย และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยโดดเด่นในเวทีโลกอย่างแท้จริง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2884517&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xnPNxngRzRK262ttVgvYZ