Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กรมประมง จับมือ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ยกระดับและพัฒนาหลักสูตรการศึกษา เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    กรมประมง จับมือ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ยกระดับและพัฒนาหลักสูตรการศึกษา เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    กรมประมง จับมือ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ยกระดับและพัฒนาหลักสูตรการศึกษา เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    23 กันยายน 2568 กรมประมงและสถาบันการอาชีวศึกษา ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือสนับสนุนการจัดอาชีวศึกษา ให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ ฝึกทักษะ และประสบการณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และใช้ทรัพยากรประมงร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมี นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง นายทองอาบ บุญอาจ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครสวรรค์ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง และว่าที่ร้อยตรี นิพนธ์ ภู่พลับ ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้ เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งสามหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมนิลจิตรลดา อาคารจรัลธาดา กรรณสูต กรมประมง

    นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงมีภารกิจด้านการศึกษาวิจัย พัฒนาและจัดการทรัพยากรประมง การควบคุมการทำการประมง รวมทั้งการผลิตสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ประมงที่มีมาตรฐาน ถูกสุขอนามัย บริหารจัดการการใช้ทรัพยากรประมงและทรัพยากรที่เกี่ยวเนื่องอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมความรู้และพัฒนาอาชีพด้านการประมงแก่เกษตรกร เยาวชน และชาวประมง

    สำหรับการลงนาม MOU ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุนสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ และหน่วยงานกรมประมงในการพัฒนาบุคลากร แลกเปลี่ยนความรู้ ฝึกทักษะ ประสบการณ์อาชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษา รวมถึงบุคลากรของกรมประมง อีกทั้งยังเป็นการบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ การแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย MOU นี้ เป็นความร่วมมือกับวิทยาลัยในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาและสถานศึกษาในเครือข่ายของสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้ ภายใต้หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต (ทล.บ.) ในสาขาวิชาเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)

    สิ่งที่น่าสนใจและสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ทั้งสองสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรและกรมประมงจะร่วมกันจัดทำแผนการเรียนการสอน การฝึกประสบการณ์ กิจกรรมและโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจความร่วมมือ ตลอดจนกำหนดกระบวนการเรียนรู้รายวิชาที่เรียนกับหน่วยงานสังกัดกรมประมง ไปจนถึงการพิจารณารับรองผลการฝึกทักษะวิชาชีพ รวมถึงการปรับปรุงหลักสูตร เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้การเรียนการสอน การพัฒนาทักษะวิชาชีพมีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของภาคการประมง

    อธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า…การลงนามในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกรมประมงกับสถาบันการอาชีวศึกษาในการบูรณาการ แลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน สร้างความร่วมมือในการผลิตและพัฒนากำลังคน ด้านอาชีวศึกษาเกษตร ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร สร้างโอกาสการเรียนรู้ สร้างอาชีพและสร้างรายได้ พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประมงของประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/959305&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30-L1MgRY5cas4j7f3j4yO

  • ไทลินอล (พาราเซตามอล) เชื่อมโยงกับโรคออทิสติกจริงไหม และปลอดภัยหรือไม่หากกินขณะตั้งครรภ์ ? – BBC News ไทย

    ไทลินอล (พาราเซตามอล) เชื่อมโยงกับโรคออทิสติกจริงไหม และปลอดภัยหรือไม่หากกินขณะตั้งครรภ์ ? – BBC News ไทย

    ไทลินอล (พาราเซตามอล) เชื่อมโยงกับโรคออทิสติกจริงไหม และปลอดภัยหรือไม่หากกินขณะตั้งครรภ์ ?

    Image of packets of Tylenol on a shelf. It is a red box with white writing in capital letters.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ตัวยาหลักของไทลินอล คือ อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen)
      • Author, แอนเดร เบียร์นาธ และ ซาราห์ เบลล์
      • Role, บีบีซีแผนกภาษาบราซิล และเวิลด์เซอร์วิส โกลบอล เฮลท์ (

    สื่อต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริการายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 ก.ย.) ว่า มีการคาดการณ์ว่า ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเปิดเผยเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างยาไทลินอลในหญิงตั้งครรภ์กับโรคออทิสติก ทว่า เรื่องดังกล่าวขัดแย้งกับแนวปฏิบัติทางการแพทย์

    เมื่อวันศุกร์ (19 ก.ย.) ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า เขาจะมีการประกาศ “ที่น่าทึ่ง” เกี่ยวกับภาวะการผิดปกติชนิดนี้ โดยบอกกับนักข่าวว่า “โรคออทิสติกเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เลย ผมคิดว่าบางทีเราอาจหาเหตุผลได้แล้วว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น”

    มีงานศึกษาบางชิ้นที่แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงเล็กน้อยระหว่างหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของยายี่ห้อไทลินอล (Tylenol) แต่การค้นพบเหล่านี้มีความไม่สอดคล้องกัน รวมถึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายาชนิดนี้ทำให้เกิดโรคออทิสติก

    ไทลินอลคืออะไร ?

    ไทลินอลเป็นยาแก้ปวดที่จำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป โดยมีสารออกฤทธิ์ที่ในสหรัฐฯ เรียกว่าอะเซตามิโนเฟน แต่ที่อื่น ๆ รู้จักในอีกชื่อว่า พาราเซตามอล (paracetamol)

    ยาชนิดนี้วางขายภายใต้ชื่อยี่ห้อต่าง ๆ และมีทั้งในรูปแบบสำหรับทารก เด็ก และผู้ใหญ่ มันกลายเป็นยาสามัญประจำบ้านสำหรับการรักษาอาการปวดและลดไข้ในครัวเรือนต่าง ๆ ทั่วโลก

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • မြန်မာလူငယ် ၃ ယောက်ရဲ့ ရုပ်အလောင်းတွေကို သယ်ဆောင်ပေးနေတဲ့ ထိုင်းလူမှုအဖွဲ့အစည်းတွေ

    • .

    • A Palestinian flag flutters during a protest against the US and Israel, in Sana'a, Yemen.

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    มีความปลอดภัยในช่วงตั้งครรภ์หรือไม่ ?

    กลุ่มทางการแพทย์ส่วนใหญ่และรัฐบาลทั่วโลกกล่าวว่า ยาชนิดนี้ปลอดภัยสำหรับเมื่อใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ขณะที่วิทยาลัยสูตินรีเวชศาสตร์แห่งอเมริกา ระบุว่าแพทย์ทั่วประเทศต่างบอกว่าไทลินอลหรือที่เรียกกันในอีกชื่อว่าพาราเซตามอลนั้น เป็นหนึ่งในยาแก้ปวดที่ปลอดภัยสำหรับผู้ตั้งครรภ์ด้วย

    “การศึกษาที่เคยดำเนินการในอดีต แสดงให้เห็นว่าไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนที่พิสูจน์ว่า การใช้อะเซตามิโนเฟนอย่างรอบคอบในช่วงตั้งครรภ์ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาพัฒนาการของเด็กทารกในครรภ์” วิทยาลัยสูตินรีเวชศาสตร์แห่งอเมริกา ระบุ

    ด้านแนวปฏิบัติของบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) ระบุว่า พาราเซตามอลนั้น “เป็นตัวเลือกแรก” ของยาแก้ปวดสำหรับสตรีมีครรภ์ “โดยทั่วไปจะใช้ในระหว่างตั้งครรภ์และไม่เป็นอันตรายต่อลูกในท้องของคุณ”

    บีบีซีได้ติดต่อผู้ผลิตยาเพื่อขอความเห็น และทางเคนวิว (Kenvue) บริษัทผู้ผลิตไทลินอลออกมาปกป้องว่า สตรีมีครรภ์สามารถใช้ยาชนิดนี้ได้ และว่า ตัวยาดังกล่าวยังเป็นตัวเลือกยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้คนอื่น ๆ ด้วย

    อย่างไรก็ตาม ทั้งบริษัทและแพทย์ในสหรัฐฯ ยังแนะนำให้สตรีมีครรภ์พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ก่อนจะรับประทานยาชนิดนี้

    สื่อในสหรัฐฯ รายงานว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์จะแนะนำให้สตรีมีครรภ์กินยาแก้ปวดก็ต่อเมื่อมีไข้สูงเท่านั้น

    ทั้งนี้ ไข้สูงที่ไม่ได้รับการรักษา อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อทั้งมารดาและทารกที่กำลังพัฒนาอยู่ในครรภ์

    A blister pack with missing tablets labelled

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ในแต่ละปี ในสหรัฐฯ พาราเซตามอลมียอดขายเป็นปริมาณมากกว่า 49,000 ตัน

    ไทลินอลเป็นสาเหตุของโรคออทิสติกจริงหรือ ?

    เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ รมว.สาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะ “ทำการทดสอบและทำการวิจัยครั้งใหญ่” เพื่อหาสาเหตุของโรคออทิสติกใน 5 เดือน

    ทว่า ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการค้นหาสาเหตุของโรคออทิสติกซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่ซับซ้อนและถูกศึกษาวิจัยมานานหลายสิบปีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

    นักวิจัยส่วนใหญ่มีมุมมองว่า โรคออทิซึมไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนร่วมกัน

    เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา การทบทวนงานศึกษาวิจัยที่นำโดยคณบดีคณะสาธารณสุขฯ ของ ม.ฮาร์วาร์ด พบว่าเด็กอาจมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นโรคออทิสติกและความผิดปกติของพัฒนาการทางระบบประสาทอื่น ๆ เมื่อสัมผัสกับไทลินอลระหว่างการตั้งครรภ์

    นักวิจัยโต้แย้งว่าควรดำเนินการตามขั้นตอนบางอย่างเพื่อจำกัดการใช้ยาชนิดนี้ แต่ก็บอกด้วยว่ายาแก้ปวดยังคงมีความสำคัญต่อการรักษามารดา เมื่อพวกเธอมีไข้หรือมีอาการปวด

    อย่างไรก็ตาม งานศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่ในปี 2024 ระบุว่า ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างการสัมผัสไทลินอลกับโรคออทิสติก

    “ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนหรือหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่ชี้ให้เห็นว่ามีสาเหตุสัมพันธ์กัน” โมนิก โบธา ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสังคมและพัฒนาการประจำ ม.ดูร์แฮม กล่าว

    ไทลินอลออกฤทธิ์อย่างไร ?

    ยาบรรเทาอาการปวด (หรือที่เรียกว่ายาแก้ปวด) อาจเป็นทั้งกลุ่มโอปิออยด์ (opioids) และยาที่ไม่ใช่กลุ่มโอปิออยด์

    โอปิออยด์สกัดมาจากต้นฝิ่นหรือผลิตในห้องทดลอง ในการทำงาน มันจะจับกับตัวรับโอปิออยด์ในสมองและนำไปสู่การหลั่งโดปามีน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกพึงพอใจ

    ทว่า ยาประเภทดังกล่าวสามารถทำให้เกิดการเสพติดได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการเริ่มต้นรักษาอาการปวดที่ดีที่สุด ควรเริ่มจากยาที่ไม่ใช่สารสกัดจากฝิ่น เช่น พาราเซตามอล

    ที่น่าสนใจ คือ ยังไม่มีความเห็นตรงกันว่ายาพาราเซตามอลทำงานอย่างไร

    “กลไกการออกฤทธิ์ของพาราเซตามอลยังไม่มีความกระจ่างอย่างสมบูรณ์” ฟิลิป โคนาก์ฮัน ศาตราจารย์ด้านเวชศาสตร์กล้ามเนื้อและกระดูกจาก ม.ลีดส์ ของสหราชอาณาจักร กล่าว

    “มันมีแนวโน้มจะส่งผลต่อการรับรู้ความเจ็บปวดในระบบประสาทส่วนกลางและสมอง รวมถึงอาจออกฤทธิ์บริเวณรอบ ๆ ที่เกิดการอักเสบ” เขากล่าว

    จากข้อมูลของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร ระบุว่า พาราเซตามอนปิดกั้นสารเคมีในสมองที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวดและควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

    นานมาแล้วที่มีทฤษฎีว่าพาราเซตามอลทำงานโดยการยับยั้งเอนไซม์ที่รู้จักกันในชื่อว่าไซโคลออกซิเจนเนส หรือ COX (cyclooxygenase) ซึ่งช่วยผลิตพรอสตาแกลนดิน (prostaglandin) ซึ่งเป็นสารคล้ายฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวด

    ขณะนี้ มีแนวคิดอื่น ๆ ที่เชื่อว่าพาราเซตามอลทำงานในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย เช่น มันถูกเผาผลาญเป็นสารประกอบ AM404 ซึ่งกล่าวกันว่ามีบทบาทในกระบวนการบรรเทาปวดหลายรูปแบบ

    White pills spilled from bottle onto blue background

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แม้พาราเซตามอนจะได้รับการยอมรับจากทั่วโลก แต่เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่ามันทำงานอย่างไร

    คุณใช้ไทลินอลได้บ่อยแค่ไหน ?

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพเน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญ คือ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้ยาพาราเซตามอลอย่างปลอดภัย

    พวกเขาโต้แย้งว่ายาพาราเซตามอลแทบจะไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง หากรับประทานในขนาดที่ถูกต้องและเป็นระยะเวลาสั้น ๆ

    ตามคำแนะนำของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักรคือ ควรรับประทานยาเม็ดขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละไม่เกิน 1 หรือ 2 เม็ด และไม่ควรรับประทานเกิน 4 ครั้งใน 24 ชั่วโมง แต่โดยรวมแล้ว ไม่ควรรับประทานเกิน 8 เม็ด ใน 24 ชั่วโมง

    NHS ระบุอีกว่า หากรับประทานเกิดขนาดที่แนะนำไว้ อาจนำไปสู่ความเสียหายหรือการทำงานล้มเหลวของตับอย่างรุนแรง เนื่องจากประมาณ 5% ของพาราเซตามอลถูกเผาผลาญเป็นสารพิษที่มีชื่อว่าเบนโซควิโนน (benzoquinone) หรือที่เรียกว่า NAPQI

    ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ ระบุว่า การใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดเป็นสาเหตุหลักของภาวะตับวายเฉียบพลันในสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 1998 ถึง 2003

    เกือบครั้งหนึ่งของกรณีที่ใช้ยาเกินขนาด พบว่าเกิดจากความพลั้งเผลอ เนื่องจากผู้ที่ใช้เกินขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันโดยไม่ได้ตั้งใจ

    ที่จริงแล้วมีตัวยาพาราเซตามอลเป็นส่วนผสมในยาอื่น ๆ อีก 600 ชนิด จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ ดังนั้น การรับประทานยาชนิดนี้เกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจจึงเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง

    ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่อาจได้รับการรักษาจากยาหลายตัวโดยไม่รู้ว่าแต่ละชนิดมีพาราเซตามอลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย

    ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ผู้ปกครองใช้ยากับบุตรหลานอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องมีผู้ดูแลหลายคนสลับสับเปลี่ยนกัน เช่น สถานที่รับเลี้ยงเด็ก ปู่ย่าตายาย และที่บ้าน

    ประสิทธิภาพของยาเป็นอย่างไร ?

    องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ยาพาราเซตามอลในการรักษาขั้นแรกสำหรับอาการปวดและไข้ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

    หากไม่ได้ผล ผู้ป่วยสามารถหันไปใช้ยาโอปิออยด์อ่อน ๆ หรือที่แรงขึ้นได้ตามลำดับ ไปจนถึงการรักษาแบบเฉพาะทางหากจำเป็น

    ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของยาพาราเซตามอลจะแตกต่างกันไปตามตามประเภทของอาการปวด

    สถาบันโคแครน (Cochrane Institute) ในสหราชอาณาจักร ซึ่งตรวจสอบและวิเคราะห์งานวิจัยที่ตีพิมพ์ ระบุว่ายาชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการจัดการกับอาการปวดศีรษะไมเกรนเฉียบพลัน รวมถึงอาการปวดหลังคลอดและหลังการผ่าตัด

    อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของยาพาราเซตามอลสำหรับอาการต่างๆ เช่น โรคข้ออักเสบที่หัวเข่า ถือว่า “พอประมาณ” เท่านั้น และสำหรับอาการปวดหลังส่วนล่าง หรือความรู้สึกไม่สบายทางร่างกายที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง ทางสถาบันโคแครนกล่าวว่า ยานี้ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากกว่ายาหลอก (การรักษาที่ไม่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ เช่น ยาเม็ดน้ำตาล)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c5yjl42g2j8o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TZkIk-g6btSmPEiGp9kMX

  • ประเทศผู้นำกรีนไฟแนนซ์ หนุนเศรษฐกิจโลกโต สร้างงานใหม่ 65 ล้านตำแหน่ง

    ประเทศผู้นำกรีนไฟแนนซ์ หนุนเศรษฐกิจโลกโต สร้างงานใหม่ 65 ล้านตำแหน่ง

    กรีนไฟแนนซ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก มูลค่าตลาดแตะ 5.21 แสนล้านดอลลาร์ คาดสร้างงานใหม่กว่า 65 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030

    การสร้าง เศรษฐกิจสีเขียว จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาเครือข่ายรถโดยสารไฟฟ้าใหม่ การก่อสร้างฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ หรือการสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียน

    นั่นหมายความว่าตลาดกรีนบอนด์ เงินที่กู้มาเพื่อลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นตัวชี้วัดที่ดีถึงความก้าวหน้าของประเทศต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    นับตั้งแต่ปี 2007 ที่มีการออกกรีนบอนด์ครั้งแรกเพื่อช่วยจัดหาเงินทุนสำหรับการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ตลาดได้เติบโตจนมีมูลค่ารวมทั่วโลกถึง 5.21 แสนล้านดอลลาร์ และเกือบ 200 ประเทศได้ให้คำมั่นว่าจะระดมการเงินสีเขียว ภายใต้ความตกลงปารีสปี 2015 ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ตามรายงานของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสภาพภูมิอากาศโลก ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่แนวทางการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและยั่งยืน อาจนำไปสู่แรงหนุนทางเศรษฐกิจมากถึง 26 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 และช่วยสร้างงานใหม่กว่า 65 ล้านตำแหน่ง

    เเละนี่คือสิ่งที่บางประเทศซึ่งเป็นผู้นำด้านการเงินสีเขียวกำลังดำเนินการอยู่

    ประเทศผู้นำด้านการเงินสีเขียว

    สหรัฐอเมริกา

    ตามรายงาน Global Sustainable Investment Review สหรัฐฯ อยู่แถวหน้าของตลาดกรีนบอนด์ ในปี 2018 มีการออกตราสารมูลค่า 1.186 แสนล้าน  ขณะที่มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารในสหรัฐฯ ที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนอย่างยั่งยืน เติบโตจาก 8.7 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อต้นปี 2016 เป็น 12 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อต้นปี 2018 หรือเพิ่มขึ้น 38%

    การพุ่งขึ้นดังกล่าวถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการของลูกค้า โดย 40% ของผู้จัดการกองทุนสหรัฐฯ ระบุว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับการลงทุนใหม่ ๆ

    ฝรั่งเศส

    ปี 2017 ฝรั่งเศสได้ออกกรีนบอนด์ภาครัฐเป็นครั้งแรก เพื่อพยายามผลักดันให้ปารีสเป็นศูนย์กลางทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ ตราสารนี้ช่วยให้ฝรั่งเศสสามารถกู้ยืมเงินได้ 7 พันล้านยูโรเพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานสะอาด

    ในเวลานั้นถือว่าเป็นการออกตราสารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีอายุยาวนานที่สุดเท่าที่เคยปรากฏในตลาดกรีนบอนด์ที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น

    จีนประกาศแผนดำเนินนโยบายด้านการเงินสีเขียว

    จีน

    การประชุมสุดยอด G20 ปี 2016 ที่เมืองหางโจว ผู้นำทุกประเทศเห็นพ้องในเป้าหมายร่วมกันเพื่อส่งเสริมการเงินสีเขียว ซึ่งถือเป็นชัยชนะของจีน หลังจากที่จีนได้ประกาศแผนดำเนินนโยบายด้านการเงินสีเขียวของตนเอง จีนมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในภาคส่วนสีเขียว เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยใช้มาตรการจูงใจเชิงนโยบาย เช่น กองทุนพัฒนาสีเขียว

    สหราชอาณาจักร

    เดือนกรกฎาคม 2019 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ประกาศกลยุทธ์ Green Finance Strategy พร้อมแผนสร้างกรอบกติกาด้านการเงินสีเขียว ควบคู่ไปกับการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงเงินลงทุนสำหรับโครงการสีเขียว รัฐบาลยังทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อจัดทำมาตรฐานการเงินอย่างยั่งยืน (Sustainable Finance Standards) เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงและโอกาสทางการเงินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จะถูกผสานอยู่ในกระบวนการตัดสินใจด้านการลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/639577&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eu537RCqxLb1NPGTzkSK9

  • ปฏิทินเศรษฐกิจ 23-26 กันยายน มีอะไรที่นักเทรดคริปโตต้องจับตา

    ปฏิทินเศรษฐกิจ 23-26 กันยายน มีอะไรที่นักเทรดคริปโตต้องจับตา

    ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมาตลาดคริปโตได้ประสบกับความผันผวนรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อนในปีนี้ส่งผลทำให้ราคาของสินทรัพย์ต่าง ๆ ร่วงลงอย่างหนัก 

    ทว่า ในสัปดาห์นี้ปฏิทินเศรษฐกิจได้เผยว่ายังคงมีเรื่องที่นักลงทุนต้องจับตาอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อตลาดคริปโตทั้งทางตรงและทางอ้อมแต่จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย

    23 กันยายน

    ในค่ำคืนวันนี้ ตลาดคริปโตจำเป็นที่จะต้องจับตาความเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ได้แย้มว่าจะมีการประกาศครั้งสำคัญ ตอน 20.50 น. ซึ่งชาวคริปโตต่างก็หวังว่าข่าวนั้นจะเกี่ยวข้องกับการตั้งทุนสำรองบิทคอยน์ของสหรัฐฯ แต่ข่าวลือดังกล่าวยังคงขาดความน่าเชื่อถือและไม่ควรคาดหวังมากจนเกินไป

    มากไปกว่านั้น ในช่วงเวลาประมาณ 23.35 น. ยังจะมี คำกล่าวของนายพาวเวลล์ (Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ที่จะออกมาชี้ทิศทางของหน่วยงานต่อเนื่องจากการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

    24 กันยายน

    ถัดมาในคืนวันพุธเวลา 21.00 น. จะมีการประกาศตัวเลขยอดขายบ้านใหม่ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ถึงแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับตลาดคริปโตโดยตรงแต่เป็นตัวเลขรอง ที่นักลงทุนใช้คาดการณ์ ทิศทางเศรษฐกิจ,ดอกเบี้ย,ค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลอ้อมต่อราคาคริปโต

    25 กันยายน

    ต่อเนื่องกันในคืนวันพฤหัสบดี จะมีการประกาศตัวเลขการซื้อบ้ายมือสอง นอกจากนั้นยังมีการเผยตัวเลขจำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก รวมไปถึงการประกาศ ดัชนี GDP ไตรมาสต่อไตรมาส (ไตรมาส 2) ด้วยเช่นกัน ในช่วง 19.30 น.

    26 กันยายน

    สุดท้ายนี้คืนวันศุกร์ถือเป็นคืนที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเนื่องจากจะมีการประกาศตัวเลข Core PCE ที่เป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับเงินเฟ้อและการจับจ่ายของประชาชน ณ เวลา 19.30 น.

    นอกจากนี้ วันศุกร์ที่ 26 กันยายนจะเป็นวันที่สัญญาออปชันจำนวนมากของ Bitcoin และ Ethereum หมดอายุ ที่สำคัญเลยก็คือสัปดาห์นี้น่าจะเป็นสัปดาห์พิเศษที่ถูกนับเป็นศุกร์สุดท้ายของเดือนซึ่งจะมีปริมาณสัญญาออปชันสูงเป็นพิเศษ ทำให้ตลาดอาจเกิดความผันผวนได้โดยตรง

    ทั้งนี้ ถ้าหากภาพรวมของตลาดคริปโตยังสามารถทนรับแรงกดดันที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ได้ และไม่หลุดแนวรับสำคัญ ก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าตลาดจะฟื้นตัวและขาขึ้นเดือนตุลาคมอาจจะกลับมาจริง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครหลายคนรอคอยมาอย่างยาวนาน

    ที่มา : Investing

    ลิงก์ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/09/23/economic-calendar-23-26-sept/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vv_S1mhwwu3rgCfMoGac6

  • สภาอุตฯ​ ชี้ เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น กำลังซื้อลด แบงก์เข้มสินเชื่อ ทำยอดขายรถกระบะลด

    สภาอุตฯ​ ชี้ เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น กำลังซื้อลด แบงก์เข้มสินเชื่อ ทำยอดขายรถกระบะลด

    สภาอุตฯ ชี้ เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ และกำลังซื้อของประชาชนที่ลดต่ำลง ส่งผลให้ยอดขายรถกระบะลดลงอย่างต่อเนื่อง

    นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนสิงหาคม 2568

    โดยจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนสิงหาคม 2568 มีทั้งสิ้น 112,366 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.58 แต่ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 6.11 จากการผลิตเพื่อส่งออกที่ลดลงร้อยละ 10.67 จากสิงหาคมปีที่แล้ว เพราะผลิตรถยนต์นั่งลดลงร้อยละ 21.27 จากการเลิกผลิตรถยนต์นั่งบางรุ่นเพราะความเข้มงวดในการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยขับในด้านความปลอดภัยของประเทศคู่ค้า รวมทั้งผลิตรถกระบะส่งออกลดลงร้อยละ 6.36 จากการเข้มงวดในการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า ส่วนการผลิตเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.11 จากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาขายในปี 2565 – 2566 ทำให้จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 947,697 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – สิงหาคม 2567 ร้อยละ 5.77

    สำหรับการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออก เดือนสิงหาคม 2568 ผลิตได้ 73,956 คัน เท่ากับร้อยละ 65.82 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 10.67 ส่วนเดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 623,069 คัน เท่ากับร้อยละ 65.75 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 9.24

    ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนสิงหาคม 2568 ผลิตได้ 38,410 คัน เท่ากับร้อยละ 34.18 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 4.11 และเดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 ผลิตได้ 324,628 คัน เท่ากับร้อยละ 34.25 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – สิงหาคม 2567 ร้อยละ 1.69

    ด้านยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนสิงหาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 47,622 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 3.01 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 5.38 จากการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่มีถึง 9,246 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.62 จากปีที่แล้ว รถกระบะขายได้ 10,960 คัน ลดลงร้อยละ 10.92 รถกระบะยังคงขายลดลงต่อเนื่องกว่าสองปี จากการเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงินเพราะเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำ, หลักฐานการเงินของผู้ซื้ออ่อนแอ

    ขณะที่สถานการณ์รถยนต์ไฟฟ้าในเดือนสิงหาคม 2568 แบ่งเป็น

    • ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีการจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด 11,486 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 30.46 ส่งผลให้เดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 92,665 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 34.49
    • ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 10,575 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 3.86 ส่งผลให้เดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 94,703 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 0.10
    • ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 1,049 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 22.83 ส่งผลให้เดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 13,681 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 108.04

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2884533&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14iSwWKe0l9CTuSAyaaMz_

  • ยอดขายรถยนต์สิงหาคม 2568 ไฮบริดโตสวนกระแส กระบะทรุดต่อเนื่อง พิษเศรษฐกิจ-คุมเข้มสินเชื่อ – ข่าวในวงการรถยนต์ |

    ยอดขายรถยนต์สิงหาคม 2568 ไฮบริดโตสวนกระแส กระบะทรุดต่อเนื่อง พิษเศรษฐกิจ-คุมเข้มสินเชื่อ – ข่าวในวงการรถยนต์ |

    ส.อ.ท.รายงานสถิติยอดขายรถยนต์เดือนสิงหาคม 2568 ผลิตรถยนต์ 112,366 คัน ลดลงร้อยละ 6.11 ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 7,512 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2,034.09 ขาย 47,622 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.38  ส่งออก 71,179 คัน ลดลงร้อยละ 17.30 รายละเอียดด้านยอดขายรถไฮบริดเพิ่มขึ้น 30.43% ส่วนกระบะยังติดลบ 10.92% เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตในอัตราต่ำ-ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน


    ยอดขายรถยนต์สิงหาคม 2568 ไฮบริดโตสวนกระแส กระบะทรุดต่อเนื่อง พิษเศรษฐกิจ-คุมเข้มสินเชื่อ

    สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์  ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนสิงหาคม 2568 ดังต่อไปนี้

    ยอดขายรถยนต์สิงหาคม 2568 ไฮบริดโตสวนกระแส กระบะทรุดต่อเนื่อง พิษเศรษฐกิจ-คุมเข้มสินเชื่อ 2568

    เดือนส.ค.ผลิตลดลงเทียบกับปีก่อน

    จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนสิงหาคม 2568 มีทั้งสิ้น 112,366 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.58 แต่ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 6.11 จากการผลิตเพื่อส่งออกที่ลดลงร้อยละ 10.67 จากสิงหาคมปีที่แล้ว เพราะผลิตรถยนต์นั่งลดลงร้อยละ 21.27 จากการเลิกผลิตรถยนต์นั่งบางรุ่นเพราะความเข้มงวดในการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยขับในด้านความปลอดภัยของประเทศคู่ค้ารวมทั้งผลิตรถกระบะส่งออกลดลงร้อยละ 6.36 จากการเข้มงวดในการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า ส่วนการผลิตเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.11 จากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาขายในปี 2565 – 2566

    จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 947,697 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – สิงหาคม 2567 ร้อยละ 5.77

    เดือนส.ค. 2568 ผลิตลดลงเทียบกับปีก่อน

    รถกระบะขายลดลงจากพิษเศรษฐกิจและการเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน

    ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนสิงหาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 47,622 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 3.01 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 5.38 จากการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่มีถึง 9,246 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.62 จากปีที่แล้ว รถกระบะขายได้ 10,960 คันลดลงร้อยละ 10.92 รถกระบะยังคงขายลดลงต่อเนื่องกว่าสองปีจากการเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงินเพราะเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำ หลักฐานการเงินของผู้ซื้ออ่อนแอ

    รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 30,797 คัน เท่ากับร้อยละ 64.67 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 10.96

    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 9,611 คัน เท่ากับร้อยละ 20.18 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 18.19
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 9,246 คัน เท่ากับร้อยละ 19.42 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 26.62
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 465 คัน เท่ากับร้อยละ 0.98 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 400
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 244 คัน เท่ากับร้อยละ 0.51 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 11,231 คัน เท่ากับร้อยละ 23.58 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 30.43

    รถกระบะมีจำนวน 10,960 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 10.92 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 63 ในปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย รถ PPV มีจำนวน 3,576 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 34.08 รถบรรทุก 5 – 10 ตัน มีจำนวน 1,191 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 4.87 และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 1,035 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 14.74

    ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 130,283 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 9.81 และลดลงจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 1.10 ตั้งแต่เดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 รถยนต์มียอดขาย 399,619 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 8 คันจากการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า

    รถกระบะขายลดลงจากพิษเศรษฐกิจและการเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน

    หวังรัฐบาลใหม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สำหรับรัฐบาลใหม่ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ได้แสดงความตั้งใจที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตมากขึ้นแ จึงขอเสนอการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะได้เก็บภาษีมากกว่าเงินที่จะจ่ายซึ่งอาจจะไม่ต้องจ่ายถ้าเศรษฐกิจดีวันดีคืน ข้อเสนอนี้เป็นของ กกร.ปีที่แล้วที่เสนอรัฐบาลตั้งกองทุนห้าพันล้านบาทเพื่อค้ำประกันผลขาดทุนจากการยึดรถกระบะแล้วขายขาดทุนโดยจ่ายผลขาดทุนตามจริงแต่ไม่เกินคันละห้าหมื่นบาทให้กับสถาบันการเงินโดยมีข้อแลกเปลี่ยนหรือเงื่อนใขว่า สถาบันการเงินต้องปล่อยกู้ให้มียอดขายรถกระบะมากขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างน้อย 30%

    ตัวอย่างสมมติปีที่แล้วขายรถกระบะ 130,000 คัน ถ้าขายมากกว่าปีที่แล้วอย่างน้อย30% ปีนี้ต้องปล่อยสินเชื่อให้ขายรถกระบะให้ได้ 170,000 คัน ที่เพิ่มขึ้น 40,000 คันนี้ รัฐบาลจะค้ำประกันผลขาดทุนจากการยึดรถคันละไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงตั้งกองทุนค้ำประกันผลขาดทุนจากรถยึดรถกระบะเพียง 2,000 ล้านบาท (40,000คัน × 50,000 บาทค่อคัน) แต่รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตรถกระบะ 3% × 24,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 720 ล้านบาท  (ถ้าเฉลี่ยรถกระบะคันละ 600,000 บาท x 40,000 คันที่เพิ่มขึ้น)

    เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%ของยอด 24,000 ล้านบาท ได้เงิน 1,680 ล้านบาท รวมเก็บภาษีสองประเภทนี้”เพิ่มขึ้น” 2,400 ล้านบาท มากกว่าเงินกองทุน 2,000 ล้านบาท และยังเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ซัพพลายเชนขายได้มากขึ้น กำไรสุทธิมากขึ้น เช่นบริษัทผลิตยางล้อรถยนต์ขายยางล้อได้มากขึ้น160,000 เส้น กระจกขายได้มากขึ้น 40,000 แผ่น เครื่องปรับอากาศรถยนต์ขายมากขึ้น 40,000 เครื่อง บริษัทขายท่อไอเสียมากขึ้น 40,000 ชิ้นฯลฯ

    และยังเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้นจากรายได้พนักงานสถาบันการเงิน บริษัทประกันภัยและพนักงานขายรถกระบะรวมทั้งคนงานทำงานในบริษัทซัพพลายเชนที่มีรายได้เพื่มขึ้น ทำให้กลุ่มบริษัทลงทุนเพิ่ม จ้างงานเพิ่ม คนงานเหล่านี้มีรายได้มากขึ้นชำระหนี้ได้มากขึ้น(หนี้ครัวเรือนลดลงอย่างแท้จริง) ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้น ทานอาหารมากขึ้น เดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างประเทศและในประเทศลงทุนมากขึ้นและเร็วขึ้น ผลิตสินค้าส่งออกมากขึ้น เศรษฐกิจของประเทศไทยจะได้เติบโตเป็นวงจรขาขึ้นในอัตราที่สูงขึ้นเสียที ส่วนเงินกองทุน 2,000 หรือ 5,000 ล้านบาทขึ้นกับเป้าหมายที่จะให้ขายรถกระบะเพิ่มขึ้นกี่หมื่นคันในแต่ละปี ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายในอีกสองปีข้างหน้าเมื่อยึดรถกระบะมาแล้วและประมูลขายขาดทุนแล้วเท่านั้น

    หวังรัฐบาลใหม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ส่งออกลดลง เนื่องบางประเทศเข้มงวดในการปล่อยคาร์บอน

    เดือนสิงหาคม 2568 ส่งออกได้ 71,179 คัน ลดลงจากเดือนที่แล้วร้อยละ 1.74 และลดลงจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 17.30 จากส่งออกรถกระบะใช้น้ำมันลดลงร้อยละ 14.65 และรถยนต์นั่งที่ใช้น้ำมันลดลงร้อยละ 35.09 เพราะการเข้มงวดในการปล่อยก๊าซคาร์บอนของบางประเทศ

    ประเภทรถยนต์ส่งออกเดือนสิงหาคม 2568 แบ่งเป็น ดังนี้

    • รถกระบะ 41,141 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 57.80 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 14.65
    • รถกระบะ BEV 51 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.07 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออก
    • รถยนต์นั่ง ICE 14,719 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 20.68 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567ร้อยละ 35.09
    • รถยนต์นั่ง BEV 1,372 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 3.01 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออกรถยนต์นั่ง BEV
    • รถยนต์นั่ง PHEV 317 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 9.20 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออกรถยนต์นั่ง BEV
    • รถยนต์นั่ง HEV 3,099 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 4.35 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 11.86
    • รถ PPV 10,480 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 14.72 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 10.21

    มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 45,553.26 ล้านบาท ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 24.50 แต่เครื่องยนต์และชิ้นส่วนส่งออกเพิ่มขึ้นดังนี้

    • เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,445.85 ล้านบาท ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 0.63
    • ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 16,567.34 ล้านบาท ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 1.18
    • อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,350.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 0.73

    รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนสิงหาคม 2568 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 67,917.28 ล้านบาท ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 18.07 เดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 602,975 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 12.44

    อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

    อัปเดตข่าวรถล่าสุด ดูรีวิวรถยนต์ รีวิวรถมอเตอร์ไซค์ ทุกยี่ห้อ โดยทีมงานมืออาชีพ เช็คราคา ตารางผ่อน พร้อมเกาะติดข่าวสารรถยนต์ไฟฟ้า EV ได้ที่ Autospinn.com

    ซื้อขายรถมือสองออนไลน์ ต้องที่ ตลาดรถมือสอง One2car ซื้อรถง่าย ขายรถไว ทั้งรถเก๋งมือสอง รถตู้มือสอง รถกระบะมือสอง ราคาดี ฟรีดาวน์ ผ่อนถูก คุณภาพพร้อมใช้งาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autospinn.com/2025/09/car-sales-of-august-2025-145314&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C31d_jRGlOUHJrGsLyiL7

  • สหรัฐฯ พร้อมอัดฉีดมาตรการ “ใหญ่และทรงพลัง” อุ้มเศรษฐกิจอาร์เจนตินา : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ พร้อมอัดฉีดมาตรการ “ใหญ่และทรงพลัง” อุ้มเศรษฐกิจอาร์เจนตินา : อินโฟเควสท์

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันจันทร์ (22 ก.ย.) ว่า สหรัฐฯ พร้อมใช้ “ทุกทางเลือก” เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้กับอาร์เจนตินา พร้อมส่งสัญญาณว่าจะใช้มาตรการที่ “ใหญ่และทรงพลัง” เพื่อเข้าช่วยเหลือ การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีต่อประธานาธิบดีฆาบิเอร์ มิเลย์ และทีมเศรษฐกิจของอาร์เจนตินา

    เบสเซนต์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาและปธน.ทรัมป์จะหารือกับปธน.มิเลย์ก่อน นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นิวยอร์กในวันอังคารนี้ (23 ก.ย.) จากนั้นจึงจะตัดสินใจดำเนินการขั้นต่อไป

    “เราต้องรอดูสถานการณ์ตลาดและทิศทางของกระแสเงินทุนก่อน แต่อย่าให้ใครสงสัยในความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดนี้” เบสเซนต์กล่าวเมื่อถูกถามว่าจะดำเนินการทันทีหลังการประชุมหรือไม่ แม้เบสเซนต์จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดของมาตรการ แต่ก็ย้ำว่า “ผมบอกได้เลยว่ามันจะใหญ่และทรงพลัง”

    ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ตลาดการเงินของอาร์เจนตินาดีดตัวขึ้นทันทีในวันจันทร์ โดยหุ้นที่ซื้อขายในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 10% และค่าเงินเปโซแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากที่ร่วงลงอย่างหนักในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะพันธบัตรระหว่างประเทศที่มูลค่าดิ่งลงกว่า 20% ตั้งแต่ต้นปี

    ก่อนหน้านี้ ตลาดเผชิญความผันผวนอย่างหนักจากข้อกล่าวหาคอร์รัปชันในกลุ่มคนใกล้ชิดของปธน.มิเลย์ ประกอบกับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นในบัวโนสไอเรสที่ย่ำแย่กว่าที่คาด ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อมาตรการรัดเข็มขัด และทำให้นักลงทุนกังวลว่ามิเลย์อาจไม่สามารถเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจต่อไปได้ โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนต.ค.ใกล้เข้ามา

    เบสเซนต์ ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์กล่าวว่า เขาไม่เห็นความเสี่ยงที่วิกฤตจะลุกลามทางการเงิน และได้เน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจของอาร์เจนตินา

    มาร์ก โซเบล อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า “สิ่งที่พวกเขากำลังพยายามทำคือการพยุงอาร์เจนตินาไว้จนกว่าจะถึงการเลือกตั้ง… มิเลย์ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมากในด้านนโยบายการคลังและการเงิน แต่ปัญหาใหญ่คือค่าเงินที่แข็งเกินจริง ซึ่งพวกเขาต้องรีบแก้ไข”

    เบสเซนต์ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเอ็กซ์ก่อนหน้านี้ว่า ทางเลือกต่าง ๆ อาจรวมถึงการทำข้อตกลงสวอปเงินตรา (swap line), การเข้าซื้อสกุลเงินเปโซโดยตรง หรือแม้แต่การใช้กองทุนรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน (ESF) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอาร์เจนตินา

    เบสเซนต์ยืนยันว่าสหรัฐฯ จะไม่ตั้งเงื่อนไขหรือข้อเรียกร้องใหม่ใด ๆ เพิ่มเติม ขอเพียงให้อาร์เจนตินายังคงปฏิบัติตามข้อตกลงเงินกู้ที่มีอยู่กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เท่านั้น

    สถานการณ์ล่าสุดบีบให้ธนาคารกลางอาร์เจนตินาจำเป็นต้องเทขายเงินดอลลาร์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 6 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 ก.ย.) เพื่อพยุงค่าเงินเปโซที่เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยการเข้าแทรกแซงครั้งล่าสุดมีมูลค่าถึง 678 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดขายรวมในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมาสูงถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์

    ก่อนหน้านี้ในเดือนเม.ย. อาร์เจนตินาได้พยุงทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ร่อยหรอลง ด้วยการต่ออายุข้อตกลงสวอปเงินตรามูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ กับจีนออกไปอีกหนึ่งปี

    เบสเซนต์กล่าวว่า เขาได้หารือกับคริสตาลินา กอร์เกียวา ผู้อำนวยการ IMF แล้ว และพอใจกับจุดยืนของ IMF ที่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงการช่วยเหลืออาร์เจนตินาได้จนกว่าจะผ่านพ้นการเลือกตั้งในเดือนต.ค.

    เบสเซนต์ชี้ว่า ความปั่นป่วนในตลาดเกิดจากนักลงทุนที่ตื่นตระหนกง่ายและยังมีความทรงจำที่ไม่ดีจากรัฐบาลชุดก่อนของอาร์เจนตินา จึงรีบเทขายสินทรัพย์เมื่อเห็นสัญญาณว่าฝ่ายค้านอาจทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531486&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E3O-dNt8ptK3S9YYQARuf

  • กรมประมง จับมือ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ยกระดับและพัฒนาหลักสูตรการศึกษา เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    กรมประมง จับมือ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ยกระดับและพัฒนาหลักสูตรการศึกษา เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    กรมประมง จับมือ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ยกระดับและพัฒนาหลักสูตรการศึกษา เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    23 กันยายน 2568 กรมประมงและสถาบันการอาชีวศึกษา ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือสนับสนุนการจัดอาชีวศึกษา ให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ ฝึกทักษะ และประสบการณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และใช้ทรัพยากรประมงร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมี นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง นายทองอาบ บุญอาจ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครสวรรค์ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง และว่าที่ร้อยตรี นิพนธ์ ภู่พลับ ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้ เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งสามหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมนิลจิตรลดา อาคารจรัลธาดา กรรณสูต กรมประมง

    นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงมีภารกิจด้านการศึกษาวิจัย พัฒนาและจัดการทรัพยากรประมง การควบคุมการทำการประมง รวมทั้งการผลิตสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ประมงที่มีมาตรฐาน ถูกสุขอนามัย บริหารจัดการการใช้ทรัพยากรประมงและทรัพยากรที่เกี่ยวเนื่องอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมความรู้และพัฒนาอาชีพด้านการประมงแก่เกษตรกร เยาวชน และชาวประมง

    สำหรับการลงนาม MOU ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุนสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ และหน่วยงานกรมประมงในการพัฒนาบุคลากร แลกเปลี่ยนความรู้ ฝึกทักษะ ประสบการณ์อาชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษา รวมถึงบุคลากรของกรมประมง อีกทั้งยังเป็นการบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ การแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย MOU นี้ เป็นความร่วมมือกับวิทยาลัยในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาและสถานศึกษาในเครือข่ายของสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้ ภายใต้หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต (ทล.บ.) ในสาขาวิชาเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)

    สิ่งที่น่าสนใจและสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ทั้งสองสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรและกรมประมงจะร่วมกันจัดทำแผนการเรียนการสอน การฝึกประสบการณ์ กิจกรรมและโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจความร่วมมือ ตลอดจนกำหนดกระบวนการเรียนรู้รายวิชาที่เรียนกับหน่วยงานสังกัดกรมประมง ไปจนถึงการพิจารณารับรองผลการฝึกทักษะวิชาชีพ รวมถึงการปรับปรุงหลักสูตร เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้การเรียนการสอน การพัฒนาทักษะวิชาชีพมีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของภาคการประมง

    อธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า…การลงนามในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกรมประมงกับสถาบันการอาชีวศึกษาในการบูรณาการ แลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน สร้างความร่วมมือในการผลิตและพัฒนากำลังคน ด้านอาชีวศึกษาเกษตร ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร สร้างโอกาสการเรียนรู้ สร้างอาชีพและสร้างรายได้ พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประมงของประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/959305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30-L1MgRY5cas4j7f3j4yO

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 23 กันยายน 2568

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 23 กันยายน 2568

    23 กันยายน 2568 16:30 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 23 กันยายน 2568

    – นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เผยว่า ท่าเรือระนองถือเป็นท่าเรือของภาครัฐเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลอันดามัน และเป็นเสมือนประตูการค้าของไทยที่เปิดสู่ภูมิภาค BIMSTEC ได้โดยตรงการเปิดเส้นทาง Multimodal Transport ครั้งนี้นอกจากจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจแล้ว ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นของ กทท. ที่จะพัฒนาท่าเรือระนองให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งที่ทันสมัย โปร่งใส และยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับภูมิภาคและโลก

    – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม กล่าวว่า รถไฟฟ้า 20 บาท สายสีแดง-สีม่วง จะครบกำหนดสิ้นเดือนนี้ จะต่อหรือไม่นั้น ให้รอนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบาย ขอให้อดใจนิดเดียว ไม่เกิน 1 สัปดาห์ ซึ่งพรุ่งนี้ นายกฯ และ ครม. ก็จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ จากนั้นตามเงื่อนไขไม่น้อยกว่า 5 วัน ก็จะมีการแถลงนโยบาย ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะที่ออกมาให้สื่อมวลชนได้เห็นว่าอะไรที่เราสามารถทำได้ หรือไม่สามารถทำได้ ซึ่งก็จะมีคำอธิบายออกมา

    – นางสุมา วงษ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอซีเอส จำกัด กล่าวว่า ICS Lifestyle Complex ร่วมกับ Hilton Garden Inn Bangkok Riverside มอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าคนสำคัญ ด้วยคูปองส่วนลดสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้แคมเปญ SPECIAL PRIVILEGE FOR HILTON GARDEN INN GUESTS ซึ่งการจับมือร่วมกันในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการมอบสิทธิพิเศษด้านช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้า แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์ประสบการณ์ครบวงจรริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งที่พัก อาหาร แฟชั่น สุขภาพและความงาม ซึ่งจะช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติให้ใช้เวลามากขึ้นในศูนย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/653083&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h8htC-TS2RJJQhr17wGGx

  • “อนุทิน” ยันร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว เน้นเศรษฐกิจปากท้อง ลดค่าครองชีพหนุนคนละครึ่ง

    “อนุทิน” ยันร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว เน้นเศรษฐกิจปากท้อง ลดค่าครองชีพหนุนคนละครึ่ง

    v.prd:0.0.140

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/th/news/list/123454&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PCVApx_FqAUr1zIHh4ik-