Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ก.ท่องเที่ยวฯ ชวนเที่ยวไทยปลายปี สัมผัสประเพณี 4 ภาค

    ก.ท่องเที่ยวฯ ชวนเที่ยวไทยปลายปี สัมผัสประเพณี 4 ภาค

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชวนประชาชนเที่ยวไทยช่วงปลายปี (ตุลาคม – ธันวาคม) สัมผัสมนต์เสน่ห์ประเพณีจาก 4 ภาค ที่สะท้อนเอกลักษณ์และสีสันเฉพาะตัวของแต่ละถิ่น

    ภาคเหนือ – ส่องฟ้าลอยโคมสู่ความสุขในงานประเพณียี่เป็ง จ.เชียงใหม่
    ภาคใต้ – ผสมผสานวัฒนธรรมจีนฮกเกี้ยนกับความเชื่อท้องถิ่น จ.ภูเก็ต
    ภาคอีสาน – ช่วงเทศกาลบุญ สนุกสนาน และศรัทธากับประเพณีผีตาโขน จ.เลย
    ภาคกลาง – นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมสิริมงคล กับประเพณีนมันการองค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมให้ร่วมอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ให้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทย และสนุกสนานไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000090869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DPi-igx-Nw626tD-xHWA8

  • ตำรวจท่องเที่ยวเตรียมเปิดจุดบริการวัดโสธร กำราบเหลือบสร้างความเดือดร้อนรำคาญหน้าวัด

    ตำรวจท่องเที่ยวเตรียมเปิดจุดบริการวัดโสธร กำราบเหลือบสร้างความเดือดร้อนรำคาญหน้าวัด

    วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.45 น.

    วันที่ 23 ก.ย.68 เวลา 11.00 น. พ.ต.ท.ต่อลาภ ตินะมาตร สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 (พัทยา) กก.2 บก.ทท.1 ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่ จ.ชลบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา ได้กล่าวเปิดเผยว่า ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา เดิมนั้นมีชุดปฏิบัติการที่ พัทยา เกาะล้าน และบางแสน ในปีนี้ได้มาเปิดชุดปฏิบัติการอีก 1 แห่งที่ จ.ฉะเชิงเทรา บริเวณหน้าวัดโสธรวรามวรวิหาร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งถือเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของ จ.ฉะเชิงเทรา

    โดยมีภารกิจในการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั่วทั้ง จ.ฉะเชิงเทรา ที่จะเน้นในด้านวิธีการมากกว่าการใช้กำลังคน แม้จะมาตั้งจุดอยู่ที่บริเวณพื้นที่นี้ก็จริง แต่จะรับผิดชอบไปในทุกอำเภอทุกแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนี้ ดังนั้นทีมงานที่มาอยู่ที่นี่จะสร้างเครือข่ายภาคประชาชนและมวลชน และจะทำงานร่วมกับตำรวจท้องที่ในทุกโรงพัก (สภ.) เช่น สถานที่ท่องเที่ยวบริเวณวัดสมานรัตนาราม พระพิฆเนศ (องค์ยืน) ที่ อ.คลองเขื่อน หรือตลาดคลองสวน 100 ปี

    ซึ่งจุดต่างๆทั้งหมด เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะเข้าไปดูแล บริหารจัดการด้านความปลอดภัยโดยทำงานร่วมกันกับ ภ.จว.ฉะเชิงเทรา ซึ่งจะเป็นงานเฉพาะด้านการท่องเที่ยว จึงมีเวลาที่จะเข้าไปดูให้ได้ลึกถึงสาเหตุและแก้ปัญหาในแต่ละเรื่องอย่างลึกซึ้งกว่าทาง จนท.ตำรวจภูธรในพื้นที่ และเชื่อว่าจะสามารถส่งเสริมกการท่องเที่ยวของ จ.ฉะเชิงเทรา ให้ได้รับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ทั้งชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และการฉ้อโกงเอารัดเอาเปรียบ ที่จะต้องลดน้อยลงหลังจากที่ ตร.ท่องเที่ยวได้เข้ามาอยู่ที่นี่

    โดยมาตรการเร่งด่วนนั้น เมื่อได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่แล้ว จะเริ่มจากการร่วมกันจัดระเบียบในเรื่องของการค้าขาย การจอดรถที่บริเวณหน้าวัดโสธร ซึ่งถือเป็นความปลอดภัยในเบื้องต้นและลดการฉ้อโกง ลดการรบกวน ลดการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ลดด้านอาชญากรรม เช่น การลักเล็กขโมยน้อย ซึ่งที่ผ่านมานั้นถือว่าดีขึ้นมากแล้ว หลังจากที่ทางวัดได้มีการปรับภูมิทัศน์ใหม่ ซึ่งเป็นการดำเนินการเบื้องต้นที่ทำในเรื่องเหล่านี้

    ส่วนเรื่องต่อมานั้น คือ เรื่องวงจรการท่องเที่ยวของทั้ง จ.ฉะเชิงเทรา ประกอบด้วยการเดินทาง สถานที่พัก สินค้าและบริการ รวมถึงตัวสถานที่ท่องเที่ยว ในส่วนของการเดินทางนั้นจะทำเครือข่ายร่วมกับการเดินทางสาธารณะของทั้งจังหวัด ทั้งท่ารถและรถรับจ้าง กลุ่มบริษัทรถให้เช่าและรถรับเหมาที่จะเข้าไปทำความรู้จักและทำความเข้าใจในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว ส่วนของสถานที่พักนั้นจะเริ่มเข้าไปทำความรู้จักกับโรงแรมและที่พักให้เป็นเครือข่ายสำคัญในการร่วมมือกัน ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว

    เมื่อมีเหตุอะไรเกิดขึ้นให้สามารถเรียกใช้บริการตำรวจท่องเที่ยวได้ ตัวอย่างเรื่องสินค้าและบริการ เช่น เรื่องของการขายของปลอม การขายของเกินราคา ของด้อยคุณภาพ หรือการสร้างความเดือดร้อนรำคาญในเรื่องของการเชียร์ของจนเสียบรรยากาศการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องค่อยๆ เริ่มเข้าไปทำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อผู้ประกอบการ โดยใช้กฎหมายในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายเข้าไปเป็นเครื่องมือในการทำงานร่วมกันด้วย หรือมีการบังคับใช้กฎหมายในบางส่วน

    ซึ่งจุดปฏิบัติการตำรวจท่องเที่ยวที่บริเวณด้านหน้าวัดโสธรแห่งนี้ ได้เริ่มเปิดทำการมาแล้วประมาณ 10 วัน โดยมี จนท.มาประจำการแล้วจำนวน 3 นาย และจะเริ่มมีการประชาสัมพันธ์สายด่วนและหมายเลขโทรศัพท์รวมถึงแอปพลิเคชันของตำรวจท่องเที่ยว เพื่อให้ชาว จ.ฉะเชิงเทรา ได้ทราบ รวมถึงจะมีการติดหมายเลขโทรศัพท์ของ จนท.ตำรวจที่มาเข้าเวรในแต่ละวัน เอาไว้ที่บริเวณด้านหน้าจุดบริการด้วย

    หาก จนท.ออกไปปฏิบัติงานตรวจจุดแก้ไขปัญหาระงับเหตุ หรือพบปะมวลชนภายนอก จะสามารถติดต่อกันได้ตลอด 24 ชม. โดยคาดว่าจะมีการเปิดจุดบริการแห่งนี้อย่างเป็นทางการ ตามที่คาดหมายไว้นั้น คือ ในช่วงของการจัดงานนมัสการหลวงพ่อโสธรหรืองานประจำปีของ จ.ฉะเชิงเทรา ในช่วงกลางเดือน 12 (ต.ค.-พ.ย.) 2568 นี้ พ.ต.ท.ต่อลาภ กล่าว

    ด้าน นางปวีณวรรณ นิลกำแหง ผอ.สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า การที่มีหน่วยงานตำรวจท่องเที่ยวเข้ามาช่วยดูแลในเรื่องของความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว จะสามารถอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวได้มากขึ้น รวมถึง ปชช.ที่สัญจรผ่านสามารถโทรศัพท์ประสานขอความช่วยเหลือได้ ที่หมายเลข 1155 ตำรวจท่องเที่ยว ที่จะสามารถช่วยเหลือได้ในทุกกรณีเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

    ส่วนปัญหาการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ เช่น การเรียกโบกรถไปจอดที่บริเวณหน้าวัดโสธรนั้น เป็นปัญหาที่จะต้องช่วยกันในหลายๆ หน่วยงานในพื้นที่ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาในบริเวณจุดนี้ และการที่มีตำรวจท่องเที่ยวเข้ามานั้น ก็ถือเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วย โดยจะต้องมีการบูรณาการร่วมกันทั้งตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา รวมถึงนโยบายของทางจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราด้วย ซึ่งคิดว่าปัญหาน่าจะลดน้อยลง นางปวีณวรรณ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/447539&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12GU0Hq22UpPkwecNVdolM

  • เบื้องลึก “Wellness Complex” ไทย สู่อนาคต “เมืองแห่งคุณภาพชีวิต”

    เบื้องลึก “Wellness Complex” ไทย สู่อนาคต “เมืองแห่งคุณภาพชีวิต”

    แนวคิด “Wellness Complex” ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างรีสอร์ตหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งสุขภาพที่เชื่อมโยงตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คน

    เป้าหมายคือการวางประเทศไทยในฐานะ “เมืองแห่งคุณภาพชีวิต” ที่พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่เปลี่ยนแปลงชีวิตให้กับผู้มาเยือน

    ข้อมูลล่าสุดของสถาบันสุขภาพโลก (GWI) ระบุว่า ตลาดการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพจะมียอดเงินหมุนเวียน 817,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2566 และขยายตัวเป็น 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี พ.ศ. 2568 เป็นผลมาจากที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพก่อนป่วย รวมทั้งการรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Care) ตลอดจนการเสริมภูมิต้านทาน ซึ่งในภาพรวมธุรกิจกลุ่มนี้มีอัตราเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 8.1% ต่อปี

    ไทยอันดับ 24 ของโลก

    ข้อมูลล่าสุดจากสถาบันโกลบอลเวลเนส (Global Wellness Institute หรือ GWI) ฉบับรายงานเฉพาะประเทศไทย พบว่าธุรกิจบริการด้านสุขภาพทั้งสินค้าและบริการส่งเสริมสุขภาพมีมูลค่า 40,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 1.42 ล้านล้านบาท ไทยอยู่ในอันดับ 24 ของโลก จาก 218 ประเทศ เป็นอันดับที่ 9 ของเอเชียแปซิฟิก

    นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายในกิจกรรมและบริการด้านสุขภาพ เฉลี่ยในไทยประมาณ 1,735 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 60,650.60 บาทต่อทริป ส่วนของธุรกิจสปามีการเติบโตอยู่ที่ 9.4% มูลค่ารวม 1.598 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 55.93 พันล้านบาท โดยสปาทางการแพทย์ (Medical Spa) เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 22%

    นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เคยระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจำนวน 13.5 ล้านคน มากเป็นอันดับ 15 ของโลก คาดว่าในปี 2568 จะแซงปี 2562 ก่อนโควิดระบาด ซึ่งมีจำนวน 15 ล้านคน มากเป็นอันดับ 7 ของโลก

    6 เสาหลัก พิมพ์เขียวของเมืองสุขภาพ

    เบื้องหลังแนวคิด Wellness Complex คือการออกแบบอย่างเป็นระบบ โดยมี 6 เสาหลักสำคัญ เป็นเหมือนรากฐานของ “เมืองคุณภาพชีวิต” ได้แก่ เอกลักษณ์เฉพาะตัว สิ่งอำนวยความสะดวก กิจกรรม แหล่งท่องเที่ยวข้างเคียง สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และศาสตร์บำบัด 

    เสาหลักเหล่านี้ไม่ได้ตั้งอยู่โดดเดี่ยว หากแต่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์แบบองค์รวม ยกตัวอย่างเช่น ชีวาศรม (Chiva-Som) ที่หัวหิน ซึ่งไม่เพียงนำเสนอโปรแกรมสุขภาพ แต่ยังเป็นศูนย์กลางระดับโลกที่ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่มาตรฐานสากล หรือกมลายา (Kamalaya) ที่เกาะสมุย ซึ่งเปลี่ยนภูมิทัศน์ริมทะเลให้กลายเป็นพื้นที่ฟื้นฟูทั้งกายและใจ รวมถึง RAKxa Wellness ที่บางกระเจ้า ซึ่งเน้นการแพทย์บูรณาการและการปรับโปรแกรมให้เข้ากับความต้องการเฉพาะบุคคล

    ดัชนีคุณภาพชีวิต ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

    สิ่งที่ทำให้ Wellness Complex ไม่ใช่แค่รีสอร์ตสุขภาพ คือการมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตใน 4 มิติหลัก ได้แก่ สมรรถภาพทางกาย ที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูแข็งแรง ความแข็งแกร่งทางใจ ที่ลดความเครียดและฟื้นฟูสมดุลอารมณ์ คุณภาพชีวิตโดยรวม ที่เชื่อมโยงกับความสุขทางสังคม และ สุขภาพสิ่งแวดล้อม ที่ตระหนักว่ามนุษย์กับธรรมชาติไม่อาจแยกออกจากกัน ผลลัพธ์ทั้งสี่นี้จึงไม่เพียงตอบโจทย์การพักผ่อนระยะสั้น แต่ยังส่งผลระยะยาวต่อความสุขของผู้มาเยือน และสอดคล้องกับกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

    “นวัตกรรม” หัวใจการพัฒนาเมืองอัจฉริยะสุขภาพ

    จุดแข็งของไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่วัฒนธรรมหรือธรรมชาติ หากแต่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้ไทยก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะด้านสุขภาพ (Smart Wellness City) เช่น การใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านแอปพลิเคชันสุขภาพและ Telemedicine การออกแบบ โปรแกรมสุขภาพเฉพาะบุคคล จากการตรวจพันธุกรรม ไปจนถึงการ ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ อย่างการบำบัดสมุนไพรไทยที่ผนวกเข้ากับหลักการแพทย์ตะวันตก สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงยกระดับคุณภาพบริการ แต่ยังสร้างความแตกต่างที่ไม่อาจลอกเลียนแบบได้

    หากมองไปที่ Wellness Complex ในยุโรปหรืออเมริกา เช่น Lanserhof ในเยอรมนี หรือ SHA Wellness Clinic ในสเปน เราจะเห็นการมุ่งเน้นไปที่การดูแลสุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์และการฟื้นฟูแบบปัจเจก ขณะที่ไทยนำเสนอมิติที่แตกต่างออกไป คือการเน้น “ความสัมพันธ์ทางสังคม” ซึ่งหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมไทย นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจึงไม่ได้รับเพียงการฟื้นฟูร่างกาย แต่ยังมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมครอบครัว ทำงานศิลปะร่วมกัน หรือเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน

    สิ่งเหล่านี้คือ “หัวใจ” ที่ทำให้ประสบการณ์ Wellness แบบไทยไม่เหมือนใคร เพราะไม่ได้ดูแลเฉพาะตัวบุคคล แต่ยังสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ ๆ และเติมเต็มชีวิตในเชิงอารมณ์และสังคม

    ตัวอย่างระดับโลกที่ไทยเทียบเคียงได้

    หากมองในระดับสากล ตัวอย่างเช่น Lanserhof (เยอรมนี) ที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เชิงป้องกัน SHA Wellness Clinic (สเปน) ที่ผสานการแพทย์สมัยใหม่กับโภชนาการ หรือ Six Senses (มัลดีฟส์–ภูเก็ต–ฟิจิ) ที่ใช้ธรรมชาติเป็นหัวใจของการบำบัด ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า Wellness Complex ในแต่ละประเทศมีเอกลักษณ์เฉพาะ แต่สิ่งที่ไทยกำลังสร้างคือ “เอกลักษณ์แบบไทย” ที่ผสานทั้งภูมิปัญญา นวัตกรรม และความอบอุ่นทางสังคม ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบที่ประเทศอื่นนำไปศึกษาและต่อยอด

    5 อันดับ Wellness Complex/Retreat ชื่อดังในไทย

    1. RAKxa Wellness & Medical Retreat – บางกระเจ้า, สมุทรปราการ

    จุดเด่น: เป็น Wellness & Medical Retreat ระดับโลก ตั้งอยู่ใน “คุ้งบางกระเจ้า” หรือที่รู้จักกันว่า “ปอดกรุงเทพฯ”

    บริการหลัก: โปรแกรมสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Wellness) โดยใช้ การแพทย์ผสมผสาน ระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย เช่น การตรวจ DNA, โภชนาการเฉพาะบุคคล, การนวดแผนไทย, สมาธิบำบัด และ IV Therapy

    จุดแข็ง: ใช้แนวคิด Integrative Medicine เป็นแกนหลัก ผสานวิทยาศาสตร์การแพทย์กับภูมิปัญญาไทย

    2. Kamalaya Wellness Sanctuary – เกาะสมุย, สุราษฎร์ธานี

    “กมลายา” มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึง “อาณาจักรแห่งดอกบัว” 

    จุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ชีวิตของสองสามีภรรยาผู้ก่อตั้งคือ John Stewart ที่ใช้เวลา 16 ปีในเทือกเขาหิมาลัย (Himalayas) ศึกษาเรื่องจิตวิญญาณและการเยียวยาในชุมชนพระธุดงค์ ส่วน Karina มีพื้นฐานการรักษาด้านการแพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine) และสนใจศาสตร์การแพทย์เชิงบูรณาการ (integrative medicine)

    จุดเด่น: ทำเลตั้งอยู่บนเนินเขามีถ้ำเก่าแก่ซึ่งเคยใช้ปฏิบัติธรรม เชื่อมโยงทั้งจิตวิญญาณและธรรมชาติ

    บริการหลัก: โปรแกรมดีท็อกซ์, การจัดการความเครียด, Art Therapy, Meditation, Yoga, ฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม

    จุดแข็ง: เน้นการเยียวยาจิตใจและพลังงานชีวิต ได้รับรางวัล Wellness Destination ระดับโลกหลายสมัย

    3. Chiva-Som International Health Resort – หัวหิน, ประจวบคีรีขันธ์

    จุดเด่น: หนึ่งใน Wellness Resort ระดับตำนานของไทยที่เปิดมากว่า 25 ปี ได้รับรางวัล World’s Best Destination Spa หลายปีซ้อน

    บริการหลัก: โปรแกรมโภชนาการ การฟื้นฟูสุขภาพกาย-ใจ ฟิตเนส โยคะ และ Medical Wellness เช่น Hydrotherapy และ Physiotherapy

    จุดแข็ง: เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรม Wellness Tourism ของไทย และยังเป็นศูนย์พัฒนาบุคลากรด้าน Wellness ระดับนานาชาติ

    4. Anantara Spa & Wellness – กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ภูเก็ต และหลายสาขา

    จุดเด่น: แบรนด์ไทยที่ขยายไปทั่วโลก แต่ในไทยมีหลายโลเกชันที่กลายเป็น Wellness Hub ผสานบริการสปาเข้ากับการท่องเที่ยวหรูหรา

    บริการหลัก: สปาทรีตเมนต์ที่ใช้สมุนไพรไทย, การนวดแผนไทยประยุกต์, โปรแกรม Detox & Wellness แบบครบวงจร

    จุดแข็ง: การยกระดับภูมิปัญญาสปาไทยสู่มาตรฐานโรงแรมหรูระดับโลก

    5. Absolute Sanctuary – เกาะสมุย, สุราษฎร์ธานี

    จุดเด่น: โด่งดังในฐานะ “Wellness Fitness Resort” สำหรับผู้ที่อยากรีบูตร่างกายด้วย โยคะ, Pilates และฟิตเนส

    บริการหลัก: โปรแกรม Weight Management, Detox, Yoga Retreats, โภชนาการสุขภาพ และ Life Coaching

    จุดแข็ง: ได้รับการยกย่องจาก CNN Travel ว่าเป็นหนึ่งใน “Top Yoga Retreats in Asia” และเหมาะกับคนรุ่นใหม่/นักท่องเที่ยวสาย Active

    ที่มา:

    https://link.springer.com/

    https://bmcpsychology.biomedcentral.com/

    www.thailandprivilege.co.th

    Home

    กรุงเทพธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/730836&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G4cIq81JdT_DEArFVO6n3

  • ยอดสะสมต่างชาติเที่ยวไทย 23.4 ล้านคน “มาเลเซีย” ยังครองแชมป์ : อินโฟเควสท์

    ยอดสะสมต่างชาติเที่ยวไทย 23.4 ล้านคน “มาเลเซีย” ยังครองแชมป์ : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-21 ก.ย. 68 รวมทั้งสิ้น 23,450,122 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,082,938 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 3,380,339 คน จีน 3,301,185 คน อินเดีย 1,711,381 คน รัสเซีย 1,244,626 คน และเกาหลีใต้ 1,105,186 คน

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (15-21 ก.ย.) นักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด ก่อนการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในเดือนต.ค. ส่งผลให้ภาพรวม มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 496,986 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 68,333 คน หรือ 12.09% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 70,998 คน โดย 5 อันดับแรก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 101,376 คน จีน 70,678 คน อินเดีย 44,813 คน เกาหลีใต้ 23,590 คน และญี่ปุ่น 23,271 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ และจีน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.32% และ 5.59% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย อินเดีย และญี่ปุ่น มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 29.29% 17.29% และ 9.74% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (22-28 ก.ย.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางท่องเที่ยวก่อนมีวันหยุดในต้นเดือนต.ค.ในประเทศจีน การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531575&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H68QiX1y-id2N8tQ2q6-H

  • โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว!  กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

    โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว! กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

    ธุรกิจ

    โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว! กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

    จากผลสำรวจ “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม เดือนส.ค.2568” ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 13-30 ส.ค.2568 มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 104 แห่ง พบว่าธุรกิจ “โรงแรม” ส่วนใหญ่กว่า 36% หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ประเมินว่าจำนวน “ลูกค้าต่างชาติ” (ไม่รวมลูกค้าจีน) ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มลดลงจากช่วงครึ่งปีแรก

    เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า เฉพาะ “ลูกค้าจีน” ที่ปกติแล้วจะเที่ยวในช่วงครึ่งปีแรกมากกว่าครึ่งปีหลัง ผู้ประกอบการโรงแรมกว่า 57% ประเมินว่าจะลดลงจากครึ่งปีแรก โดยเกือบ 1 ใน 4 มองว่าน่าจะลดลงมากกว่า 15% ขณะที่ผู้ประกอบการ 10% คาดลูกค้าจีนจะลดลง 11-15%

    ผู้ประกอบการ 43% คาดด้วยว่า “ลูกค้าไทย” ในครึ่งปีหลังจะลดลงเมื่อเทียบครึ่งปีแรก โดย 9% ของผู้ประกอบการทั้งหมดประเมินว่าลูกค้าไทยจะลดลงมากกว่า 20% ขณะที่ 20% คาดลดลง 11-20% อีก 14% คาดลดลงไม่เกิน 10%

    สาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมคาดว่า “ลูกค้าต่างชาติ” (รวมจีน) จะลดลง เป็นเพราะประเด็น “ความกังวลด้านความปลอดภัย” (Safety Concern) รองลงมาคือประเด็นราคาค่าใช้จ่ายในประเทศคู่แข่งน่าดึงดูดกว่าไทย ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในประเทศต้นทาง แหล่งท่องเที่ยวไทยไม่น่าดึงดูด และไม่มีโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวใหม่ๆ

    ส่วนสาเหตุที่คาดว่าลูกค้าต่างชาติจะเพิ่มขึ้น ปัจจัยหนุนอันดับแรกคือ “แหล่งท่องเที่ยวไทยยังมีศักยภาพเทียบกับภูมิภาค” รองลงมาคือ ประเด็นความกังวลด้านความปลอดภัยที่เริ่มคลี่คลายลง ผลดีจากโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว ราคาค่าใช้จ่ายในไทยคุ้มค่ากว่าคู่แข่ง และรายได้นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ลูกค้าต่างชาติที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเป็น “กลุ่มตลาดระยะไกล” (Long-haul) อาทิ ยุโรป และสหรัฐ ที่เลือกพักในโรงแรมระดับ 4 ดาว โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคใต้ที่มีแหล่งท่องเที่ยวน่าดึงดูด สะท้อนจากเริ่มเห็นยอดจองห้องพักล่วงหน้าผ่านแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) และบริษัททัวร์ติดต่อเข้ามาบ้างแล้ว

    โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว!  กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ดังกล่าวระบุถึง “อัตราการเข้าพัก” เฉลี่ยเดือนส.ค.2568 อยู่ที่ 62% ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในทุกระดับดาว และเกือบทุกภูมิภาค ตามการเข้าสู่ช่วง “Summer Holiday” ของหลายประเทศในยุโรป ขณะที่คาดการณ์อัตราการเข้าพักเดือนก.ย.68 อยู่ที่ 54%

    เมื่อดูเป็นรายภูมิภาค พบว่าภาคเหนือในเดือนส.ค. อัตราการเข้าพักอยู่ที่ 44% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 41% ของเดือนก่อนหน้า ส่วนภาคตะวันออกอยู่ที่ 63% เพิ่มขึ้นจาก 58% ขณะที่ภาคกลาง 69% เพิ่มจาก 67% และภาคใต้ 55% ลดลงเล็กน้อยจาก 56%

    โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว!  กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์

    เทียนประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวเดือนส.ค. ที่ผ่านมาได้อานิสงส์จากการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025” ใน 4 จังหวัดหลัก กรุงเทพฯ เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต สอดคล้องกับแคมเปญ “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” โดยภาครัฐคาดว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้สร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศกว่า 8,400 ล้านบาท กระจายรายได้ไปในส่วนต่างๆ และกระตุ้นการจองที่พัก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

    สมาคมฯ หวังว่าภาครัฐจะเดินหน้าส่งสริมภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจเกี่ยวข้องต่อเนื่อง ยกระดับคุณภาพมาตรฐานบริการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวการเดินทาง เพื่อลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะเมืองหลัก กระจายรายได้ไปในเมืองอื่นๆ สำคัญสุดคือ การสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเพิ่มขึ้น

    สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่ผู้ประกอบการโรงแรมส่วนใหญ่ต้องการจากภาครัฐ คือ 1.มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและรายได้ เช่น เพิ่มการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลัก เมืองรอง การอำนวยความสะดวกด้านท่องเที่ยว อาทิ ขยายระยะเวลามาตรการวีซ่าฟรี และพัฒนาช่องทางการจองพักออนไลน์ ส่งเสริมการจัดประชุมสัมมนาของรัฐและเอกชน เพิ่มจำนวนสิทธิของโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง พัฒนาระบบลงทะเบียนให้มีความเสถียร เข้มงวดในการคัดกรองนักท่องเที่ยวขาเข้า เพื่อเพิ่มจานวนนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ควบคุมจำนวนโรงแรมเปิดใหม่ให้พอดีกับอุปสงค์ เพื่อลดปัญหาซัพพลายล้นตลาด และแก้ไขภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของไทย อาทิ ค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม และเพิ่มมาตรฐานด้านความปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว

    2.มาตรการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนค่าพลังงาน และควบคุมการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษี อาทิ ภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา และภาษีโรงเรือน 3.มาตรการด้านการเงิน มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) 4.มาตรการด้านแรงงาน พัฒนาระบบลงทะเบียนแรงงานต่างชาติให้เสถียร และ 5.มาตรการอื่นๆ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1199904&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kHHhgPh_VPzTQnh0kdHFO

  • นครสวรรค์ จัดมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ขนสินค้าจำเป็นกว่า 1,000 รายการ บุกปากน้ำโพ | TOPNEWS

    นครสวรรค์ จัดมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ขนสินค้าจำเป็นกว่า 1,000 รายการ บุกปากน้ำโพ | TOPNEWS

    นครสวรรค์ จัดมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค บุกปากน้ำโพ ขนสินค้าจำเป็นกว่า 1,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 60% บรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค​ จังหวัด​นครสวรรค์​

    วันนี้ 23 กันยายน 2568 เวลา 10.30 น. ที่บริเวณ​สนามเสือป่า​ (ศาลากลาง​หลัง​เก่า)​ อ.เมือง​ จ.นครสวรรค์​ นายเศวต​ เพชร​นุ้ย​ รองผู้​ว่าราชการ​จังหวัด​นครสวรรค์​ เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จังหวัดนครสวรรค์​” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อนำสินค้าอุปโภค-บริโภค ที่จำเป็นกว่า 1,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาประหยัด ลดสูงสุดถึง 60%

    โดยมีสินค้าหลัก เช่น ไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ข้าวหอมมะลิ รวมทั้งมีผู้ประกอบการจากจังหวั​ดนครสวรรค์​ ในพื้นที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามากกว่า​ 50 ร้านค้า​ อ​าทิเช่น​ สินค้า​ชุมชน​ สินค้าเกษตร​ เกษตร​แปรรูป​ สินค้า​ OTOP​ สินค้า​ GI อาหารและสินค้าเด่นของจังหวัดนครสวรรค์​ เข้าร่วม เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคายุติธรรม

    ภายในงานมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SMEs ในพื้นที่ เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าหลากหลาย อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า เครื่องครัว เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ช่าง รวมถึงสินค้าชุมชนในราคาที่เข้าถึงได้ งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–24 กันยายน 2568 โดยได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างคึกคัก

    รายละเอียดสินค้า สินค้า 10 หมวด มากกว่า 1,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 60% ดังนี้
    ZONE 1 สินค้าไฮไลท์ จำนวน 4 รายการ (ไขไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ข้าวสารหอมมะลิ) จากสมาคม/ผู้ค้าปลีก/ค้าส่ง/Supplier ในพื้นที่
    ZONE 2 กิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ “Thai Fruits Festival 2025​” ได้แก่ ลองกอง เชื่อมโยงจากเกษตรกรผู้ปลูก จ.อุตรดิตถ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1326754&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nj1upUclxi9yNdWsls1iB

  • ไทยรัฐวิทยา มุ่งมั่นสร้างสรรค์สังคมด้วยการศึกษา จากปณิธานของ “กำพล วัชรพล”

    ไทยรัฐวิทยา มุ่งมั่นสร้างสรรค์สังคมด้วยการศึกษา จากปณิธานของ “กำพล วัชรพล”

    นับเป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษ ที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา โดยมูลนิธิไทยรัฐ และไทยรัฐกรุ๊ป ได้มุ่งมั่นพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมและต่อยอดสู่การพัฒนาตลอดชีวิต สะท้อนถึงปณิธานของคุณกำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งไทยรัฐกรุ๊ป ที่เชื่อมั่นในพลังของการศึกษา และส่งต่อความมุ่งมั่นที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

    โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ก่อตั้งจากเจตนารมณ์ของคุณกำพล วัชรพล อดีตผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในฐานะผู้บุกเบิกการสร้างสื่ออันดับหนึ่งของประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญ และขับเคลื่อนระบบการศึกษาตั้งแต่กลุ่มเยาวชน จนกระทั่ง ยูเนสโก (UNESCO) หรือ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ประกาศ ยกย่องเมื่อปี 2560 ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษาและการสื่อสารมวลชน ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาลของท่าน เมื่อปี 2562

    นับตั้งแต่ปี 2512 หรือเป็นเวลา 56 ปีมาแล้ว ที่ไทยรัฐกรุ๊ปยืนหยัดเคียงข้างการศึกษาไทย ด้วยการก่อตั้งมูลนิธิไทยรัฐ และสนับสนุนโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 111 แห่งทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง และปลูกฝังทักษะชีวิตให้กับเยาวชนในทุกพื้นที่ เพราะเราเชื่อว่า การศึกษาไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตของเด็กคนหนึ่ง แต่ยังเปลี่ยนอนาคตของครอบครัว ชุมชน และสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

    ดังตัวอย่างโรงเรียน ไทยรัฐวิทยา 69 (คลองหลวง) จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้นำวิชาจักสาน ขนมไทย และนาฏศิลป์ มาประยุกต์ในการเรียนการสอน เพื่อสร้างอาชีพให้กับนักเรียน

    เช่นเดียวกับโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 7 ที่จังหวัดปราจีนบุรี ที่มีจุดเด่นโครงการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การทำน้ำยาอเนกประสงค์ น้ำกระเจี๊ยบ สมุนไพรไล่ยุง ออกแบบสติกเกอร์ การตัดยางรถยนต์เป็นกระถางต้นไม้ และชุดนั่งรับแขก สร้างอาชีพในอนาคต

    ไทยรัฐวิทยาบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์คุณภาพมุ่งสู่การพัฒนาการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ พร้อมกับให้ความสำคัญกับการศึกษา เรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต ด้วยหลักสูตรวิชาการ ควบคู่ไปกับการนำไปใช้ได้จริง ต่อยอดสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ มีรายได้ อย่างยั่งยืนต่อไป

    จากไทยรัฐวิทยา 1 ถึง ไทยรัฐวิทยา 111 จึงนับเป็นการสืบสานต่อปณิธานของ ผอ.กำพล วัชรพล ในการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กๆ ที่เปราะบาง เป็นคนดีมีคุณธรรม เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งของประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/articles/2884641&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eE428WLGcFsCgbNSfUNj5

  • สว. ตอกฝาโลง ‘กาสิโน’ เปิดผลศึกษาชำแหละกฎหมายหมกเม็ดหลอกลวงประชาชน

    สว. ตอกฝาโลง ‘กาสิโน’ เปิดผลศึกษาชำแหละกฎหมายหมกเม็ดหลอกลวงประชาชน

    “วุฒิสภา” ถกผลศึกษาร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ กมธ.ฯมีมติไม่เห็นด้วยเปิดบ่อนกาสิโน ชี้ผลกระทบหลายด้าน มองเป็นกฎหมายหมกเม็ดตั้งใจเปิดบ่อนกาสิโน แต่เอาชื่อสถานบันเทิงครบวงจรมาบังหน้าหลอกลวงประชาชน ซัดหวยเกษียณไม่ต่างจากหวยเถื่อน ปธ.กมธ.ฯ แนะพรรคไหนหากจะเปิดบ่อนถูกกฎหมาย ขอให้ใส่ในนโยบายหาเสียงด้วย อย่าหมกเม็ด

    23 กันยายน 2568 – ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานการศึกษา เรื่อง การเปิดสถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโน ซึ่งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) ที่มี นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. เป็นประธานกมธ.ฯพิจารณาแล้วเสร็จ

    ทั้งนี้ กมธ.ฯได้ร่วมนำเสนอรายงานต่อที่ประชุม ที่มีข้อสรุปต่อร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่รัฐบาลของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ เสนอต่อสภาฯ ว่า กมธ.มีมติไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากมีผลกระทบในหลายมิติกับประชาชน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นผลกระทบระยะยาว รวมถึงอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เป็นความเสี่ยงที่ทำให้ประเทศเป็นแหล่งฟอกเงิน อย่างไรก็ดีหากรัฐบาลต้องการผลักดันร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ผ่านการทำประชามติ

    ขณะที่นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ อภิปรายว่าตนอยากขอให้ที่ประชุมใช้ข้อบังคับที่ 100 เพื่ออนุญาตให้ตั้งกมธ. ชุดใหม่ หลังจากที่กมธ.ชุดนี้หมดวาระหลังจากที่เสนอรายงานสามารถทำงานศึกษาต่อเนื่อง ทั้งนี้ตนมองว่ามีหลักการเพิ่มเติมที่ต้องศึกษา เช่น 1.กรณีการทำธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรไม่มีกาสิโน 2.การมีเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีกาสิโนอย่างที่มีข้อจำกัด และ 3.ระบบเอนเทอร์เทนเมนต์ที่มีกาสิโนแบบออนไลน์ ซึ่งตนเชื่อว่าจะมีข้อศึกษาที่ทำให้สังคมสบายใจ เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นการศึกษาผ่านงานวิจัยนั้นและยังไม่สมบูรณ์

    “ผมอยากชวน กมธ. ให้ไปดูกาสิโนถูกกฎหมาย สามารถควบคุมคนเข้าไปเล่นได้ ผ่านการลงทะเบียนทุกคน คนที่ไม่ลงทะเบียนไม่มีบัตรไม่สามารถเข้าได้ เช่น ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่ให้เฉพาะนักท่องเที่ยว เป็นต้น สิ่งสำคัญที่ต้องการเห็นคือการปรับปรุงกฎหมาย สำหรับร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอมาในส่วนของการแบ่งรายได้ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้นหากจะเสนอกฎหมายให้พิจารณาอีกครั้งต้องปรับปรุงระบบควบคุม การแบ่งสัดส่วนรายได้” นายสรชาติ กล่าว

    ขณะที่ความเห็นของ สว.ส่วนใหญ่สนับสนุนรายงานของกมธ. โดยนายชินโชติ แสงสังข์ สว.อภิปรายว่าในร่างพ.ร.บ.ที่รัฐบาลจุดก่อนหน้านั้นเสนอ ตนมองว่าเป็นการหลอกหลวงประชาชน ซึ่งในการชี้แจงจากตัวแทนรัฐบาลกับกมธ.ระบุว่าตัดกาสิโนออกจากสถานบันเทิงครบวงจรได้หรือไม่ คำตอบที่ได้ คือ ใครจะมาลงทุน ทำให้เป็นคำตอบว่าเป็นการหลอกประชาชน หลอกสังคม

    “เอาบ่อนกาสิโนเป็นติ่งในร่างพ.ร.บ.แต่ข้อเท็จจริงหัวใจหลัก หัวข้อใหญ่ของรัฐบาลไม่ต้องการเปิดอย่างอื่น ต้องการแต่เปิดบ่อน ผมอยยากให้รัฐบาลใหม่ของผมที่จะแถลงนโยบายรัฐบาล อย่ามีนโยบายเรื่องบ่อนกาสิโนเด็ดขาด แล้วจะอยู่ยาว คือหมายถึงเลย4เดือนไปก่อน สุดท้ายข้ออ้างของคนกลุ่มหนึ่งที่ว่า ไม่สามารถปราบบ่อนกาสิโนได้ จึงประชดให้ทำถูกกฎหมาย เป็นการทำที่ไร้สมองมาก ผมไม่อยากพูดว่าปัญญาอ่อนเพราะแรง” นายชินโชติ กล่าว

    ส่วนนายสิทธิกร ธงยศ สว. อภิปรายว่า รัฐบาลที่ผ่านมามีแนวคิดส่งเสริมประชาชนเล่นการพนัน เช่น ยกเลิกโป๊กเกอร์ไม่ให้เป็นการพนัน รวมถึงสนับสนุนให้มีหวยเกษียณ ซึ่งไม่แตกต่างจากหวยเถื่อน 1 เดือน ออก 4 ครั้ง รางวัลไม่ล่อใจ แต่สิ่งที่น่ากังวลประชาชนจะนำเลขท้าย2ตัว 3ตัวเป็นหวยเถื่อน ตนมองว่าประชาชนซึมซับกับการเล่นพนัน ก่อนการปูทางไปสู่กาสิโนครบวงจร ทั้งนี้ตนขอฝากไปยังรัฐบาลที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ให้ความสำคัญและนำผลการศึกษาของกมธ. เป็นแนวทาง และแนวคิด คือ ถอนไปดีกว่า อย่านำร่าง พ.ร.บ.เข้าสู่สภาฯ เพราะจะเกิดหายนะและอันตราย

    ด้านนพ.วีระพันธ์ ชี้แจงว่า ในอีก 4 เดือนยุบสภา นักการเมืองที่สมัคร สส. ไม่ว่าพรรคใด หากจะเปิดบ่อนกาสิโนที่ถูกกฎหมาย กรุณาใช้เป็นนโยบายหาเสียง อย่าหมกเม็ดว่าเป็นสถานบันเทิงครบวงจร

    ทั้งนี้หลังจากที่ที่ประชุมอภิปรายแล้วเสร็จ นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ในฐานะประธานในที่ประชุมได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า จะส่งรายงานดังกล่าว ให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/866458/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NkKbQGjhiG–rzwDkIhiN

  • สมัครงาน 2568 : กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รับข้าราชการ 45 อัตรา

    สมัครงาน 2568 : กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รับข้าราชการ 45 อัตรา

    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดรับสมัครสอบแข่งขันบุคคลบรรจุเข้ารับราชการทั้งหมด 3 ตำแหน่ง 45 อัตรา เงินเดือนระหว่าง 13,920 – 15,320 บาท ถึง 16 ต.ค. 68

    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สังกัดกระทรวงมหาดไทย ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ในตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน ทั้งหมด 3 ตำแหน่ง จำนวน 45 อัตรา ค่าตอบแทนระหว่าง 13,920 – 15,320 บาทต่อเดือน เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

    ตำแหน่งที่เปิดรับ

    1. ตำแหน่ง เจ้าพนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นปฏิบัติงาน จำนวน 20 อัตรา เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
    ประกาศกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ในตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในทุกสาขาวิชา โดยจะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิ การศึกษาที่สมัครของแต่ละตําแหน่ง ทั้งนี้ สามารถนําผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปในระดับ วุฒิการศึกษาที่สูงกว่าไปใช้ในการสอบแข่งขันในระดับวุฒิการศึกษาที่ต่ำกว่าได้
    • ในกรณีผู้สมัครสอบที่อยู่ระหว่างรอผลการสอบวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ. สามารถสมัครและเข้าสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตําแหน่ง (สอบข้อเขียน) ได้ โดยผู้ผ่านการสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตําแหน่ง (สอบข้อเขียน) จะต้อง นําหลักฐานว่าเป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ส่งให้กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นในวันสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตาแหน่ง (สอบสัมภาษณ์)

    2. ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน จำนวน 15 อัตรา เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในสาขาวิชาการบัญชี หรือสาขาวิชาการเงินและการธนาคาร โดยจะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิ การศึกษาที่สมัครของแต่ละตําแหน่ง ทั้งนี้ สามารถนําผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปในระดับ วุฒิการศึกษาที่สูงกว่าไปใช้ในการสอบแข่งขันในระดับวุฒิการศึกษาที่ต่ำกว่าได้
    • ในกรณีผู้สมัครสอบที่อยู่ระหว่างรอผลการสอบวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ. สามารถสมัครและเข้าสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตําแหน่ง (สอบข้อเขียน) ได้ โดยผู้ผ่านการสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตําแหน่ง (สอบข้อเขียน) จะต้อง นําหลักฐานว่าเป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ส่งให้กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นในวันสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตาแหน่ง (สอบสัมภาษณ์)

    3. ตำแหน่ง เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน จำนวน 10 อัตรา เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในทุกสาขาวิชา โดยจะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิ การศึกษาที่สมัครของแต่ละตําแหน่ง ทั้งนี้ สามารถนําผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปในระดับ วุฒิการศึกษาที่สูงกว่าไปใช้ในการสอบแข่งขันในระดับวุฒิการศึกษาที่ต่ำกว่าได้
    • ในกรณีผู้สมัครสอบที่อยู่ระหว่างรอผลการสอบวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ. สามารถสมัครและเข้าสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตําแหน่ง (สอบข้อเขียน) ได้ โดยผู้ผ่านการสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตําแหน่ง (สอบข้อเขียน) จะต้อง นําหลักฐานว่าเป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ส่งให้กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นในวันสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตาแหน่ง (สอบสัมภาษณ์)

    ผู้ที่สนใจ สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://dla.thaijobjob.com ระหว่างวันนี้ ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ในตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน

    รายละเอียด ตำแหน่งเจ้าพนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นปฏิบัติงาน

    รายละเอียด ตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน

    รายละเอียด ตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/257621&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M4n1iBFYS2tgX4UU2eG9a

  • มติวุฒิสภา ส่งผลศึกษาให้รัฐบาลอนุทิน คว่ำร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร

    มติวุฒิสภา ส่งผลศึกษาให้รัฐบาลอนุทิน คว่ำร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร

    มติวุฒิสภา ส่งผลศึกษาให้รัฐบาลอนุทิน คว่ำร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร

    ในการประชุมวุฒิสภา ซึ่งมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุมวันนี้ (23ก.ย.68) ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบรายงานการศึกษา เรื่อง การเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจรที่มีกาสิโน ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) วุฒิสภา โดยมี นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ

    ทั้งนี้หลังจากที่ที่ประชุมอภิปรายเสร็จสิ้น นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ในฐานะประธานในที่ประชุม ได้แจ้งว่า จะส่งรายงานดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป 

    การอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภา

    สำหรับบรรยากาศการประชุม สมาชิกวุฒิสภาหลายท่านได้แสดงความเห็นสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการฯ

    นายชินโชติ แสงสังข์ สว. อภิปรายอย่างหนักแน่นว่า ร่าง พ.ร.บ. ที่รัฐบาลชุดก่อนเสนอมานั้น ตนมองว่าเป็นการ “หลอกหลวงประชาชน” โดยข้อเท็จจริงหัวใจหลักของรัฐบาลคือการเปิด “บ่อน” ท่านยังกล่าวฝากไปยังรัฐบาลชุดใหม่ที่จะแถลงนโยบาย “อย่ามีนโยบายเรื่องบ่อนกาสิโนเด็ดขาด”

    นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. ในฐานะรองประธาน กมธ.ฯ อภิปรายเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดใหม่เพื่อศึกษาต่อเนื่อง โดยให้ศึกษาทางเลือกเพิ่มเติม เช่น การทำธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรที่ ไม่มีกาสิโน หรือระบบกาสิโนที่สามารถ ควบคุมคนเข้าเล่นได้ ผ่านการลงทะเบียน เช่น กรณีเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่ให้เฉพาะนักท่องเที่ยว

    นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย ประธาน กมธ.ฯ ชี้แจงในช่วงท้ายว่า หากนักการเมืองที่ลงสมัคร ส.ส. ไม่ว่าพรรคใด จะเปิดบ่อนกาสิโนที่ถูกกฎหมาย “กรุณาใช้เป็นนโยบายหาเสียง อย่าหมกเม็ดว่าเป็นสถานบันเทิงครบวงจร”

    นายสิทธิกร ธงยศ สว. ฝากไปยังรัฐบาลที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ว่า ควรนำผลการศึกษาของ กมธ. เป็นแนวทาง และควร “ถอนร่าง พ.ร.บ. เข้าสู่สภาฯ เพราะจะเกิดหายนะและอันตราย”

    เจาะรายละเอียดรายงานการศึกษา

    คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ได้สรุปและนำเสนอรายงานต่อที่ประชุม โดยมีข้อสรุปที่สำคัญต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. ที่ถูกเสนอโดยรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า คณะกรรมาธิการฯ มีมติไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว

    ข้อสรุปหลัก: ผลกระทบระยะยาวและความเสี่ยงรอบด้าน

    คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ให้เหตุผลว่า ร่าง พ.ร.บ. มีผลกระทบในหลายมิติต่อประชาชน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยเน้นย้ำว่า นโยบายการผลักดันโครงการ Entertainment Complex ที่มี “กาสิโน” เป็นองค์ประกอบหลัก นั้น ตั้งอยู่บน สมมติฐานที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ ถึงความเหมาะสมในบริบทของประเทศไทย

    ความเสี่ยงสำคัญที่คณะกรรมาธิการฯ ตรวจพบมีดังนี้:

    1. มิติทางเศรษฐกิจ: กิจกรรมการพนันไม่ใช่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    • การโอนถ่ายเงินที่ไม่สร้างมูลค่า: กิจกรรมการพนันโดยพื้นฐานเป็นการโอนถ่ายเงินจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ไม่ก่อให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจ และจะไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
    • อุตสาหกรรมขาลง: อุตสาหกรรมบ่อนพนันขนาดใหญ่ทั่วโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ “ขาลง” (Sunset Industry) และกำลังถูกแทนที่ด้วยการพนันออนไลน์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าและเข้าถึงง่ายกว่า
    • ความไม่ชัดเจนด้านรายได้: การคาดการณ์รายได้จากภาษีมากกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ “เกินจริง” และ “ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในเชิงตัวเลข” เนื่องจากร่างกฎหมายกำหนดเงื่อนไขให้คนไทยที่จะเข้าเล่นกาสิโน ต้องมีเงินฝากในบัญชีธนาคารเกิน 50 ล้านบาท ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งมีจำนวนผู้ที่มีคุณสมบัติน้อยกว่า 1 หมื่นคนทั่วประเทศ
    • อัตราภาษีที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย: ประเทศไทยมีแนวโน้มจะกำหนดอัตราภาษีจากรายได้รวมการพนัน (GGR) เพียงร้อยละ 17 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหลายประเทศ เช่น มาเก๊าที่ 50% หรือเวียดนามที่ 35%
    • ความเสี่ยงด้านการลงทุน: การนำพื้นที่ของการท่าเรือคลองเตย ซึ่งมีมูลค่าสูงไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนล้านบาท ไปใช้สำหรับกิจการที่มีความเสี่ยงสูงอย่างกาสิโน อาจไม่สอดคล้องกับหลักการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดมูลค่าสูงสุด (Highest and Best Use) และมีค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) สูงมาก
    • ผลกระทบจากมาตรการจีน: หากประเทศไทยเปิดกาสิโน อาจต้องเผชิญกับมาตรการควบคุมเชิงรุกของรัฐบาลจีนที่ประกาศ “บัญชีดำ” (Blacklist) จุดหมายปลายทางที่ส่งเสริมการพนัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ

    2. มิติทางสังคมและสุขภาพ: โรคติดการพนันและอาชญากรรม

    • การติดการพนันเป็นโรค: องค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (APA) ได้กำหนดให้ “การติดการพนัน” (Gambling Disorder) เป็นความผิดปกติทางจิตประเภทหนึ่ง ภายใต้หมวด “พฤติกรรมเสพติด” (Behavioral Addiction)
    • ปัญหาอาชญากรรมที่ซับซ้อน: กาสิโนเป็นพื้นที่อ่อนไหวต่อการก่ออาชญากรรม และมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น แหล่งฟอกเงิน (Money Laundering) และเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งประเทศไทยยังขาดความพร้อมในการควบคุม
    • ประชาชนคัดค้าน: ผลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.72 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย ทั้งสถานบันเทิงครบวงจรและกาสิโน และ มากกว่าร้อยละ 60  สนับสนุนให้มีการจัดทำ ประชามติระดับชาติ ในประเด็นนี้
    • ศาสนาปฏิเสธ: องค์กรทางศาสนาทุกศาสนาในประเทศไทย (พุทธ, อิสลาม, คริสต์, พราหมณ์–ฮินดู) มีจุดยืนชัดเจนในการคัดค้าน เนื่องจากมองว่าการพนันเป็น “อบายมุข” หรือทางแห่งความเสื่อม ซึ่งขัดต่อหลักศีลธรรมอันดีงามของสังคมไทย

    3. มิติด้านกฎหมาย: ขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม

    • ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวอาจขัดต่อ หลักนิติธรรม (Rule of Law) ตามมาตรา 3 และมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 เนื่องจากการอนุญาตให้มีธุรกิจกาสิโนเป็นการย้อนแย้งต่อสำนึกในศีลธรรมอันดีของประชาชน
    • การมอบอำนาจอย่างกว้างขวางให้แก่ คณะกรรมการนโยบาย (ซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจากหลายกระทรวง) ในการสั่งการให้ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายอื่น (เช่น กฎหมายผังเมืองหรือสิ่งแวดล้อม) มีลักษณะเป็นการ รวมศูนย์อำนาจ และขาดกลไกถ่วงดุลและตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ เสี่ยงต่อการเป็นช่องทางให้เกิดการ ทุจริตเชิงนโยบาย และขัดแย้งต่อหน้าที่ของรัฐในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน (มาตรา 58)

    ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ: “เงินสีขาว” คือทางเลือกที่ยั่งยืน

    คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้เสนอ ข้อเสนอแนะ 3 ฉากทัศน์ สำหรับการดำเนินการของรัฐบาล:

    1. ฉากทัศน์เชิงอุดมคติ (Best-case Scenario): ไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนให้มีธุรกิจกาสิโนในประเทศไทย แต่เห็นควรให้ส่งเสริมการพัฒนาในรูปแบบอื่น เช่น โครงการพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness Complex) ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ และสามารถสร้างรายได้จาก “เงินสีขาว” (clean money) ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

    2. ฉากทัศน์ทางเลือก (Base-case Scenario): หากรัฐบาลยังคงยืนยันเดินหน้าผลักดันโครงการที่มีกาสิโน รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วยกระบวนการทำประชามติ โดยต้องกำหนดแนวทางกำกับดูแลอย่างรัดกุม, มีมาตรการคัดกรองคนไทยเข้าถึงอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นอิสระในการตรวจสอบ (Independent Regulatory Body)

    3. ฉากทัศน์เชิงป้องกันความเสี่ยง (Worst-case Scenario): หากโครงการล้มเหลวหรือไม่สามารถควบคุมผลกระทบทางลบได้ รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบและดำเนินการชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สาธารณชนทันที

    นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยังได้เสนอให้วุฒิสภามีข้อเสนอต่อรัฐบาลให้ พิจารณาทบทวนและแก้ไขเนื้อหา ของร่าง พ.ร.บ. ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม และ หากข้อกังวลยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างชัดเจนและเพียงพอ วุฒิสภาควรแสดงท่าทีไม่เห็นชอบด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อประเทศในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639613&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b5U5CamhQUKmmZJxHdgak