Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สกพอ. ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดผลการศึกษาขยายพื้นที่ อีอีซี ปลุกพลังคนปราจีนบุรี ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    สกพอ. ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดผลการศึกษาขยายพื้นที่ อีอีซี ปลุกพลังคนปราจีนบุรี ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. ร่วมกับ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น ต่อ (ร่าง) รายงานผลการศึกษา โครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยมี นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธาน และ ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. ร่วมกล่าวเปิดการประชุม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมการประชุมฯ รวมกว่า 300 คน  เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนภาคประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการรับฟังความคิดเห็นต่อข้อห่วงใยถึงผลกระทบและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการขยายพื้นที่อีอีซี เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม การจัดการน้ำ หรือผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน ณ โรงแรมสยามดาษดา เขาใหญ่รีสอร์ท จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหน่วยงานกลางที่ศึกษาถึงการขยายพื้นที่ อีอีซี ดังกล่าว ได้นำเสนอ ถึงผลการศึกษาความเหมาะสมของจังหวัดปราจีนบุรีในการเข้าสู่พื้นที่อีอีซี  รวมทั้งได้เผยถึง รายงานสรุปข้อมูลผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์จุดเด่นและข้อจำกัดของพื้นที่ 7 อำเภอในจังหวัดปราจีนบุรี รวมทั้งแนวโน้มการใช้ทรัพยากรจากเข้าสู่อีอีซี พร้อมกันนี้ ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุม ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในมิติต่าง ๆ อย่างเปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นกลาง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

    สำหรับการดำเนินการต่อไป สกพอ. จะได้สรุปรายงานผลการศึกษา พร้อมรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ นำผลการศึกษาฯ เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา ทั้งนี้ หากเห็นชอบให้มีการขยายพื้นที่ฯ ดังกล่าว สกพอ. จะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (เพิ่มเติม) เพื่อเสนอ กพอ. และ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา

    โดย สกพอ. ขอให้ความมั่นใจแก่ประชาชนจังหวัดปราจีนบุรี ว่าจะดำเนินการโดยยึดผลประโยชน์ของพื้นที่และชุมชนเป็นหลัก โดยจะนำข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วม อาทิ ข้อเสนอแนะเรื่องผลักดันการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่อย่างเท่าเทียมจากหอการค้าจังหวัดปราจีนบุรี ข้อเสนอแนะจากอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี เรื่องการสร้างโอกาสพัฒนาจังหวัดฯ ในทุกมิติผ่านการสร้างตลาดแรงงานชั้นสูง ซึ่งถือเป็นการการสร้างงาน สร้างอาชีพกับนักศึกษาในท้องที่ ได้มีโอกาสทำงานที่ดีใกล้บ้าน และมีรายได้ที่มั่นคง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน จากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูง ไปพิจารณาเพื่อให้การศึกษาขยายพื้นที่อีอีซีครั้งนี้ ทุกภาคส่วนจะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด ต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/23/580617/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ni4fJAzmXwD7E_dGRsGVu

  • ให้กำลังใจ “ท่องเที่ยว” สู้ต่อ แม้มีข่าว “เวียดนาม” มาแรง

    ให้กำลังใจ “ท่องเที่ยว” สู้ต่อ แม้มีข่าว “เวียดนาม” มาแรง

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ให้กำลังใจ “ท่องเที่ยว” สู้ต่อ แม้มีข่าว “เวียดนาม” มาแรง

    ให้กำลังใจ “ท่องเที่ยว” สู้ต่อ แม้มีข่าว “เวียดนาม” มาแรง

    24 ก.ย. 2568 04:40 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2884484&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QJRRbU6cdTgpFnw0wGSE0

  • เศรษฐกิจกับปัญหาเร่งด่วนทางการเมือง

    เศรษฐกิจกับปัญหาเร่งด่วนทางการเมือง

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    เศรษฐกิจกับปัญหาเร่งด่วนทางการเมือง

    เศรษฐกิจกับปัญหาเร่งด่วนทางการเมือง

    24 ก.ย. 2568 04:30 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2884498&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0flHQoqDYM7rLYCTMzu10S

  • “สมาคมธนาคารไทย” ชงรัฐบาล เร่งแก้เศรษฐกิจนอกระบบ-หนี้ครัวเรือน

    “สมาคมธนาคารไทย” ชงรัฐบาล เร่งแก้เศรษฐกิจนอกระบบ-หนี้ครัวเรือน

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (23 ก.ย.68) นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ผ่าน Facebook ระบุ สมาคมธนาคารไทย ได้ต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี ที่มีนายกรัฐมนตรีมาเยือนสมาคมธนาคารไทย ส่วนใหญ่เป็นการมารับฟังข้อมูลปัญหาและคำแนะนำต่างๆ จากสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง ที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย เพราะธนาคารไทยสัมผัสกับลูกค้าแทบจะทุกกลุ่มได้เป็นอย่างดี

    นายวรภัค กล่าวเสริมว่า ท่านนายกฯและท่านรองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รู้จัก CEO ของธนาคารไทยแทบจะทุกท่าน บรรยากาศการพูดคุยเลยค่อนข้างผ่อนคลายเป็นกันเองและเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมีอรรถรส โดยมีสาระสำคัญจากสมาคมธนาคารไทยพอสังเขป ได้แก่

    Perfect Storm ภาพเศรษฐกิจ ที่สมาคมธนาคารฉายในสายตาของสมาคมฯ ไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี

    1.โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง–คริปโต หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งในและนอกระบบ

    2.ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน

    3.ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน กฎหมายและกฎระเบียบมากกว่า แสนฉบับ กำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    ขณะที่ Reinvent Thailand ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคาร นั้น สมาคมไม่ได้มาเพียงบ่น แต่ชูแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน-การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมี ข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    โดย 3 แนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ คือ

    ภาคประชาชน

    จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่ พร้อมกำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกรายต้องรายงานข้อมูลเครดิตเข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    ภาคธุรกิจ ผลักดันโครงการ Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศมาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน และใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    ภาครัฐ ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT รวมถึงปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อน

    ด้านนโยบายเร่งด่วน 4+4 ซึ่งสมาคมฯ สรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก + 4 มาตรการเสริม

    1.ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ

    2.แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score

    3.เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัพสกิลและค่าตอบแทน

    4.กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    ส่วน +4 เสริม : ใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือ สัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโตและก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    ซึ่งข้อแนะนำบางอย่างท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯเศรษฐกิจได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้วอาทิเช่นการแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้นแต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศเป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/784307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e7Q8gec0vNOyUHVn5D3D3

  • กลุ่มธุรกิจ TCP นำร่อง ‘กระทิงแดง’ ใช้ฟิล์มหดรีไซเคิลแบบพิมพ์สี – ฐานเศรษฐกิจ

    กลุ่มธุรกิจ TCP นำร่อง ‘กระทิงแดง’ ใช้ฟิล์มหดรีไซเคิลแบบพิมพ์สี – ฐานเศรษฐกิจ

    ครั้งแรกในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย! กลุ่มธุรกิจ TCP นำร่อง ‘กระทิงแดง’ ใช้ฟิล์มหดรีไซเคิลแบบพิมพ์สี ต่อยอดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนครบทั้งพอร์ตโฟลิโอ เดินหน้าสู่ Sustainable Growth.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/environment/639623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21S3oDpRsGQ1CUgy0cuxaj

  • รองประธานเฟดเรียกร้องลดดอกเบี้ยเชิงรุกเพื่อกระตุ้นตลาดแรงงานอเมริกัน

    รองประธานเฟดเรียกร้องลดดอกเบี้ยเชิงรุกเพื่อกระตุ้นตลาดแรงงานอเมริกัน

    รองประธานเฟดเดอรัลรีเสิร์ฟของสหรัฐอเมริกา มิเชล โบว์แมน เรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุกโดยลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับสภาวะตลาดแรงงานที่กำลังแย่ลง พร้อมเตือนว่านโยบายการเงินอาจตามไม่ทันสถานการณ์

    โบว์แมน กล่าวในการประชุมที่รัฐนอร์ธแคโรไลนาเมื่อวันอังคารว่า คณะกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของเฟดควรดำเนินการอย่างเด็ดขาด และเชิงรุกเพื่อแก้ไขสภาพตลาดแรงงานที่ลดลงและมีสัญญาณของความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังเผชิญกับสภาวะตลาดแรงงานที่เลวร้ายลงมาหลายเดือน

    ความกังวลเรื่องการปรับนโยบายล่าช้า

    รองประธานเฟดแสดงความกังวลว่า หากสภาวะดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป จะต้องปรับนโยบายในอัตราที่เร็วขึ้น และในระดับที่มากขึ้นในอนาคต แม้ว่าโบว์แมนจะสนับสนุนการตัดสินใจของเฟดในการลดดอกเบี้ย 0.25 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เธอเป็นหนึ่งในสองของกรรมการเฟดที่ผลักดันให้มีการลดดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคม ขณะที่เจ้าหน้าที่คนอื่นโหวตให้คงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม

    เธอยืนยันในวันอังคารว่า เฟดควรเริ่มลดดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พร้อมเพิ่มความมั่นใจว่าภาษีนำเข้าที่สหรัฐกำหนดจะมีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะสั้นและมีขนาดเล็ก

    แนวโน้มนโยบายการเงินในอนาคต

    หากสภาพเศรษฐกิจพัฒนาไปตามที่คาดการณ์ไว้ โบว์แมน คาดหวังว่าการลดดอกเบี้ยของเฟดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะเป็นการเริ่มต้นของการลดดอกเบี้ยหลายครั้งต่อเนื่อง

    ผู้ว่าการเฟด สตีเฟน มิรัน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่จากประธานาธิบดีทรัมป์เป็นคนเดียวในคณะกรรมการตลาดเงินแบบเปิดของรัฐบาลกลางที่คัดค้านการลดดอกเบี้ย 0.25 %โดยเขาต้องการการลดมากกว่า 0.5%

    ความระมัดระวังในการลดดอกเบี้ยแบบรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่นโยบายยังระมัดระวังต่อการลดดอกเบี้ยแบบรุนแรง ประธานเฟดชิคาโก ออสตัน กูลส์บี กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่า ในที่สุดแล้วอัตราดอกเบี้ยสามารถลดลงได้มากหากเราสามารถกำจัดเงินเฟ้อออกไปได้ เขาเตือนด้วยว่า อัตราเงินเฟ้อที่เกินเป้าหมายมาสี่ปีครึ่งติดต่อกันและยังคงสูงขึ้น ต้องระมัดระวังไม่ให้มีการปรับลดอย่างฮวบฮาบเกินไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fed-official-urges-proactive-rate-cuts-boost-us-jobs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kUxwEwtxeGRdStD8CQUJu

  • “เงินบาท” เปิดเช้าทรงตัว 31.78 บ. เกาะติดข้อมูลเศรษฐกิจ “สหรัฐ”

    “เงินบาท” เปิดเช้าทรงตัว 31.78 บ. เกาะติดข้อมูลเศรษฐกิจ “สหรัฐ”

    ผู้สื่อข่าวรายงาน ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (TTB) เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.78 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 31.80 บาท/ดอลลาร์ ทั้งนี้ ค่าบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดติดตามความเห็นของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), ดัชนีราคา PCE เดือนส.ค. และตัวเลข GDP ไตรมาส 2/68 ในช่วงปลายสัปดาห์

    ส่วนปัจจัยในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นว่ากำลังติดตามค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และได้เข้าดูแลตลาดเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของทุนสำรองระหว่างประเทศ  และต้องตามดูประเด็น Net Error and Omission (NEO) หรือ ข้อผิดพลาดและตกหล่นสุทธิว่าจะมีส่วนกดดันต่อค่าเงินบาทหรือไม่

    ด้านราคา ทองคำ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันค่าเงินบาท โดยทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือระดับ 3,710 ดอลลาร์ต่อออนซ์ รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หลังจากสัปดาห์ก่อนมีการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกของปี และส่งสัญญาณว่าจะดำเนินมาตรการผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อตอบรับตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ทั้งนี้ จาก CME FedWatch Tool นักลงทุนให้น้ำหนักสูงถึง 93% ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนตุลาคม และ 81% สำหรับการประชุมเดือนธันวาคม.

    สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท คาดว่าวันนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ และผันผวนตามราคาทองคำ โดยมีแนวรับที่ระดับ 31.65 บาท/ดอลลาร์ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 7,690 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,672 ล้านบาท

    ส่วนกรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ USD/THB 31.65-31.85 แนะนำทยอยซื้อที่ระดับ 31.65, EUR/THB 37.20-37.60 แนะนำทยอยซื้อที่ระดับ 37.20, JPY/THB 0.2140-0.2180 แนะนำทยอยซื้อ  0.2100, GBP/THB 42.80-43.20 และ AUD/THB 20.80-21.20

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/784174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OdEiQ9APyG_wfPv5WEa30

  • ‘บัณฑิตล้นตลาด’ แต่ขาด ‘ช่างฝีมือ’ เด็กจีนจบปริญญา หันเรียนอาชีวะต่อ

    ‘บัณฑิตล้นตลาด’ แต่ขาด ‘ช่างฝีมือ’ เด็กจีนจบปริญญา หันเรียนอาชีวะต่อ

    ต่างประเทศ

    ‘บัณฑิตล้นตลาด’ แต่ขาด ‘ช่างฝีมือ’ เด็กจีนจบปริญญา หันเรียนอาชีวะต่อ

    ตลาดแรงงานจีนเจอภาวะ ‘บัณฑิตล้น–ช่างฝีมือขาด’ เรียนจบสูงแต่หางานยาก ต้องผันตัวไปทำงานรับจ้างหรือกลับบ้าน ขณะที่อุตสาหกรรมเกิดใหม่กลับขาดแรงงานฝีมือมหาศาล กระแสใหม่จึงเกิดขึ้น คนจบป.ตรีและโทแห่เรียน ‘อาชีวะ’ เพื่อคว้าโอกาสงานจริงและปรับตัวสู่ตลาดแรงงานที่ต้องการทักษะฝีมือ

    ในทุกปี จีนผลิต “บัณฑิตมหาวิทยาลัย” ออกมามหาศาล แต่กลับหางานยาก หลายคนต้องผันตัวเป็นไรเดอร์ส่งอาหาร ไลฟ์สตรีมเมอร์ หรือแม้แต่กลับไปอยู่บ้านพ่อแม่แทน ในขณะที่ตำแหน่งงานสายเทคนิค เช่น การผลิต ไอที และสาธารณสุข กลับ “ขาดแคลนแรงงาน” นับสิบล้านตำแหน่ง นี่จึงทำให้บัณฑิตจีนไม่น้อย หันไปเรียนต่อ “อาชีวะ” แทน ซึ่งให้โอกาสงานมากกว่า

    “งานผลิตระดับล่างอาจใช้หุ่นยนต์ได้ แต่เรายังขาด ‘แรงงานช่างฝีมือ’ ที่เขียนโค้ดหรือควบคุมเครื่องจักรเหล่านั้น” แดน หวัง ผู้อำนวยการประจำจีนของ Eurasia Group กล่าว

    หนึ่งในนั้น คือ เกา เซิงหาน หลังจบ “ปริญญาตรีสาขาการแสดงดนตรี” เธอผ่านงานหลายอย่างมา 6 ปี ทั้งเป็นครูดนตรี เจ้าของร้านอาหาร และร้านเสื้อผ้า สุดท้ายความหลงใหลในแฟชั่นและต้องการเพิ่มโอกาสแข่งขัน ทำให้เธอเลือกเส้นทาง “กลับมาเรียนสายอาชีพ” เป็นนักศึกษาใหม่ด้านแฟชั่นที่ Guangzhou Baiyun Technician College of Business and Technology 

    ปรากฏการณ์นี้ยังรวมถึงถง เจี๋ยจง ที่แม้จะจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งอย่างชิงหัว แต่ภายหลังเธอถูกเลิกจ้างจากงานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ จึงหันมาสมัครเรียนสาขาอาชีพ ศิลปะการทำอาหารที่ Shandong Lanxiang Technician College แม้คนในออนไลน์จะประหลาดใจ แต่ถงยืนยันว่าความรักในการทำอาหารคือแรงผลักดันหลักของเธอ

    จากข้อมูลเว็บไซต์บริการหางาน Zhaopin เผยว่า ภายในเดือนเมษายน 2024 มีบัณฑิตปริญญาตรีที่ได้รับข้อเสนองานเพียง 45% ในขณะที่ผู้จบ “วิทยาลัยอาชีวะ” มีอัตราได้งานสูงถึง 57% เพราะสถาบันเหล่านี้มักมีเครือข่ายฝึกงานและบรรจุงานร่วมกับบริษัทเอกชน

    ‘บัณฑิตล้นตลาด’ แต่ขาด ‘ช่างฝีมือ’ เด็กจีนจบปริญญา หันเรียนอาชีวะต่อ

    – งานด้านสายอาชีพ กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด (ภาพ: shutterstock) –

    บัณฑิตล้นตลาด แต่ขาดช่างฝีมือ

    ในขณะนี้ บัณฑิตมหาวิทยาลัยมักเผชิญปัญหาใหญ่ คือ “ความรู้เชิงทฤษฎีไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมจริง” ทำให้มีคุณสมบัติสูงเกินไปสำหรับงานเริ่มต้น แต่ทักษะไม่พอสำหรับงานเทคนิค

    เหมา อวี้เฟย รองศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์แรงงานมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจปักกิ่งระบุว่า แนวโน้มนี้สะท้อนความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษา

    “หากนักเรียนเรียนจบการศึกษาระดับสูงแล้ว ยังต้องกลับมาฝึกสายอาชีพ แสดงว่าทรัพยากรการศึกษาเดิมไม่ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นทักษะที่ใช้ได้จริง ส่งผลให้เกิดการซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองทรัพยากรทั้งคน อุปกรณ์การเรียนการสอน และการเงิน” เหมากล่าว

    แนวโน้มนี้สะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างตลาดแรงงานจีน คือมีผู้สมัครงานสายออฟฟิศล้นตลาด ขณะเดียวกันกลับขาดแคลนแรงงานทักษะสูง สำหรับอุตสาหกรรมเกิดใหม่อย่างรุนแรง

    รัฐดันสายอาชีพ สู่โรงงานและเทคโนโลยีอนาคต

    ด้วยการขาดแคลนเช่นนี้ รัฐบาลจีนโดยเฉพาะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จึงส่งสัญญาณสนับสนุนให้เยาวชนเลือกเรียน “สายอาชีวะ” ซึ่งเป็นหลักสูตร 3 ปี เน้นสร้างทักษะช่างเทคนิค เครื่องจักร วิศวกรหุ่นยนต์ พยาบาล และสายงานเฉพาะอื่นๆ เพื่อป้อนโรงงานและอุตสาหกรรมที่กำลังขาดแคลนคน

    ปัจจุบัน จีนมีนักศึกษามหาวิทยาลัยกว่า 20 ล้านคน เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยของจีนกว่า 1,300 แห่ง และอีก 17 ล้านคน ศึกษาอยู่ในวิทยาลัยอาชีวะกว่า 1,500 แห่ง

    เป้าหมายของรัฐบาลคือ ยกระดับสถาบันอาชีวะให้เป็น “อาชีวะชั้นนำระดับโลก” ภายในปี 2035 โดยค่าเล่าเรียนแทบไม่ต่างกันอยู่ที่ราว 6,000 หยวน (ประมาณ 26,000 บาท) ต่อปีในสถาบันของรัฐ ส่วนโรงเรียนเอกชนมักมีค่าใช้จ่ายอย่างน้อยสองเท่าของอัตรานี้

    ‘บัณฑิตล้นตลาด’ แต่ขาด ‘ช่างฝีมือ’ เด็กจีนจบปริญญา หันเรียนอาชีวะต่อ

    ผู้ปกครองจีนติดค่านิยม สายสามัญดูมีศักดิ์กว่าอาชีวะ

    แม้รัฐบาลประกาศตั้งแต่สามปีก่อนว่า ผู้เรียนสายสามัญและสายอาชีพควรมีโอกาสเท่าเทียมกัน แต่ในความเป็นจริงหลายบริษัทใหญ่ยังต้องการใบปริญญาตรี สำหรับตำแหน่งงานที่มีเกียรติหรือมีชื่อเสียงมากกว่า อีกทั้งบัณฑิตมหาวิทยาลัยยังมีรายได้เฉลี่ยหลังจบ 3 ปีที่ราว 10,168 หยวน หรือราว 45,000 บาทต่อเดือน สูงกว่าผู้จบวิทยาลัยอาชีวะราว 1 ใน 3 ตามข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาการศึกษา Mycos

    เหตุผลเพราะตลอดหลายพันปีในจีน เป้าหมายของการศึกษาคือ การสอบผ่าน “ระบบจอหงวน” เพื่อรับตำแหน่งข้าราชการ ดังนั้นเด็กที่ตั้งใจเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน จึงใช้เวลาเกือบทั้งหมดในช่วงมัธยมปลายเพื่อเตรียมสอบ “เกาเข่า” ซึ่งเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ทรหดและกินเวลาหลายวัน

    ผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุดจะได้เข้า “มหาวิทยาลัยชั้นนำ” ส่วนผู้ที่คะแนนต่ำกว่าจะต้องเลือก มหาวิทยาลัยที่ไม่โด่งดังนัก หรือแม้แต่ “วิทยาลัยอาชีวะ”

    ความคิดของผู้ปกครองก็เป็นอุปสรรค ผู้ปกครองส่วนใหญ่เชื่อในการเรียนหนักว่า “โรงเรียนที่ดีคือต้องปลุกเด็ก 6 โมงเช้า และให้เรียนยาวถึง 5 ทุ่ม” หลี่ รู่หยวน ครูใหญ่โรงเรียนอาชีวะในมณฑลเหอเป่ยกล่าว “ถ้าบอกว่าเด็กสามารถเล่นหรือทำกิจกรรมส่วนตัวได้ พ่อแม่จะกังวลทันที”

    ปรับภาพลักษณ์สายอาชีพใหม่ ‘รากฐานของชาติ’

    ที่ผ่านมา ปธน.สี จิ้นผิงซึ่งเคยบริหารวิทยาลัยอาชีวะในทศวรรษ 1990 พยายามยกระดับภาพลักษณ์ของการเรียนสายช่าง โดยเรียกแรงงานฝีมือว่า “รากฐานของชาติ” อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเดิมๆ ยังคงฝังลึก

    ปี 2021 การเสนอควบรวมมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งกับวิทยาลัยอาชีวะเพื่อเพิ่มศักยภาพสายช่างกลับจุดกระแสต่อต้าน เพราะกลัวว่าการควบรวมจะทำให้ปริญญาของตนด้อยค่า โดยมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในนครหนานจิง มีการประท้วงหนักถึงขั้นนักศึกษากักตัวคณบดี ก่อนที่ตำรวจจะเข้าช่วยเหลือ

    อย่างไรก็ตาม สถาบันอาชีวะบางแห่งก็เริ่มสร้างชื่อทัดเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำแล้ว เช่น Shenzhen Polytechnic University ที่ได้รับฉายา “ชิงหัวน้อย” ด้วยความร่วมมือใกล้ชิดกับบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Huawei และสนับสนุนสตาร์ตอัปของนักศึกษา จึงดึงดูดคนเก่งที่สามารถเลือกมหาวิทยาลัยชั้นนำได้

    “ฉันได้รู้ว่า ไม่จำเป็นต้องมีปริญญาโท ก็ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้” โจวเฉิน นักศึกษาที่นี่กล่าว

    ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ไม่ว่าบัณฑิตที่กลับมาฝึก “สายอาชีพ” กลางคัน หรือเด็กเก่งที่เลือกเส้นทางอาชีวะตั้งแต่แรก เหมา อวี้เฟยจึงแนะนำ “แนวทาง 2 ข้อ” อย่างแรก มหาวิทยาลัยควรปรับหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมจริง เช่น หลักสูตรปริญญาตรีเชิงปฏิบัติ หรือปริญญาโทสายวิชาชีพ และสอง รัฐบาลควรสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้คนสามารถพัฒนาทักษะต่อเนื่องไปตลอดอาชีพ โดยไม่ควรรอให้เกิดปัญหาในอาชีพ แล้วค่อยมาฝึกเพิ่มในภายหลัง

    อ้างอิง: bloombergnikkeiyicai

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1199886&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jSs_e39UnUWD9147AOTlv

  • แพทย์อเมริกัน อ่อนกว่าอายุจริง 11 ปี แจกสูตรให้ฟรีๆ “กินย้อนวัย” ฟื้นฟูร่างกายได้จริง!

    แพทย์อเมริกัน อ่อนกว่าอายุจริง 11 ปี แจกสูตรให้ฟรีๆ “กินย้อนวัย” ฟื้นฟูร่างกายได้จริง!

    เคล็ดลับ “ย้อนวัย” ร่างกาย ผู้เชี่ยวชาญเผย 4 วิธีง่ายๆ ทำได้จริง

    แม้อายุจริงจะ 52 ปี แต่หมอชาวอเมริกันคนหนึ่งกลับมีอายุชีวภาพเพียง 41 ปีเท่านั้น! เคล็ดลับของเขาไม่ได้ซับซ้อน แต่อยู่ที่การเลือกรับประทานอาหารและดูแลสุขภาพแบบสม่ำเสมอ

    เป็นไปได้ไหมที่จะดูเหมือนอายุ 35 ปี ทั้งๆ ที่อายุ 52 ปี? คำตอบคือ เป็นไปได้ และกุญแจสำคัญอยู่ที่ไลฟ์สไตล์และการเลือกรับประทานอาหารในแต่ละวันของคุณ ดร. เคิร์ต ฮอง (Dr. Kurt Hong) เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคอ้วนและกระบวนการชราภาพ (การแก่ตัว) ในสหรัฐอเมริกา คือข้อพิสูจน์ที่มีชีวิต!

    แม้ว่าเขาจะผ่านวัย 50 ไปแล้วก็ตาม แต่เขายังคงรักษา “อายุทางชีววิทยา” ที่อ่อนกว่าวัยถึง 11 ปี เนื่องมาจากการออกกำลังกาย การเสริมวิตามินดี การฝึกสมอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้หลักโภชนาการต่อต้านวัย 4 ประการ

    1. กินผักใบเขียวและผลไม้ให้ได้วันละ 5 ส่วน

    ผักและผลไม้ที่อุดมด้วยไฟเบอร์และสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็ง และโรคทางเดินหายใจ

    งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแนะนำให้บริโภค ผัก 3 ส่วน + ผลไม้ 2 ส่วน/วัน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    ควรเลือก: บรอกโคลี, ผักโขม, ผักกาดหอม
    ควรหลีกเลี่ยง: น้ำผลไม้หวานจัด, ข้าวโพด, มันฝรั่ง (ถ้าทานในปริมาณมาก)

    2. เลือกปลาแทนเนื้อแดง

    เนื้อแดงแม้จะให้โปรตีนสูง แต่มีไขมันอิ่มตัวที่ส่งผลเสียต่อหัวใจ ขณะที่ปลาให้ไขมันดี เช่น โอเมก้า-3 ซึ่งช่วยลดการอักเสบในร่างกาย

    ปลาที่แนะนำ: ปลาแซลมอน (มีแอสตาแซนธิน), ปลาทู, ปลาซาร์ดีน, หอยนางรม และหมึก

    เคล็ดลับ: ทานปลาอย่างน้อย 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ โดยวิธีการปรุงควรเป็น ต้ม, ย่าง, หรือนึ่ง

    3. ควบคุมปริมาณอาหาร  “กินให้พอดี”

    แม้ผลไม้จะดี แต่การทานมากเกินไปก็ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง และสะสมไขมันที่ตับได้

    คำแนะนำ: จำกัดผลไม้วันละ 2 ส่วน โดยแต่ละครั้งไม่เกินขนาด “หนึ่งกำมือ” และควรทานพร้อมอาหารหลัก

    4. หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Foods)

    อาหารสำเร็จรูป เช่น มาม่า, ไส้กรอก, ขนมกรุบกรอบ เป็น “ศัตรูเงียบ” ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังถึง 32 ชนิด เช่น มะเร็ง, เบาหวาน, นอนไม่หลับ และโรคหัวใจ

    แนวทางง่ายๆ วางแผนก่อนซื้อของ, หลีกเลี่ยงโซนขนมในซูเปอร์มาร์เก็ต, กำหนดวัน Cheat Day เป็นครั้งคราว

    การกินเพื่อย้อนวัยไม่ใช่เรื่องไกลตัว แค่ใส่ใจเลือกสิ่งที่ร่างกายต้องการ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่จำเป็น ก็สามารถช่วยให้สุขภาพดีขึ้นและดูอ่อนวัยกว่าวัยจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9847110/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D3NFHp07QrMi7ORh5VCej

  • กฤษฎีกากับการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์

    กฤษฎีกากับการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์

    การพัฒนากฎหมายมีความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อประโยชน์และความสุขของประชาชนทุกคน ในปัจจุบัน เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิต การทำงาน และการดำเนินธุรกิจ หรือแม้แต่การปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น การสนับสนุนให้การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือแนวคิด technology for public goods จึงสำคัญอย่างยิ่ง เป็นหัวข้อที่ตามมาซึ่งคำถามทั้งทางกฎหมาย ธรรมาภิบาล และจริยธรรมของการพัฒนา ให้บริการ และนำเทคโนโลยีไปใช้

    สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการกำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial Intelligence (AI) แต่ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกลางทางกฎหมายที่มีหน้าที่ให้ความเห็นทางกฎหมายแก่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ตรวจสอบ แก้ไขและยกร่างกฎหมายของรัฐบาล รวมทั้งมีหน้าที่ในการพัฒนากฎหมายของประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สำนักงานฯ ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถเตรียมการรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต และปรับปรุงแก้ไขกฎหมายของประเทศให้รองรับกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านั้น และในขณะเดียวกันก็เพื่อสนับสนุนการดำเนินนโยบายของรัฐบาลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

    เมื่อกล่าวถึง AI เราได้เห็นแนวทางการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้ในภาคประชาชนและธุรกิจ โดยเฉพาะการสร้าง Chatbot ที่มีความฉลาดสามารถตอบและประมวลผลจากคำถามของผู้ใช้งานได้ใกล้เคียงหรือเสมือนเป็นการพูดคุยสนทนากับมนุษย์ด้วยกัน กล่าวคือ AI มีความสามารถเพิ่มมากขึ้นในการเข้าใจรูปแบบและลักษณะของข้อมูล และนำความเข้าใจในข้อมูลนั้นไปสร้างแนวทางการตอบคำถามหรือการสร้างข้อมูลชุดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  หากพิจารณาการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในวงการกฎหมาย เราเริ่มเห็นการนำ AI ในรูปแบบใหม่ หรือ Generative AI มาใช้ต่อยอดการบริหารจัดการข้อมูลกฎหมาย เช่น การแก้ไขและชำระข้อมูลที่มีความบกพร่องหรือตกหล่นด้วยการประมวลผลข้อมูลในรูปแบบภาษาธรรมชาติ (natural language processing) หรือการนำ AI มาช่วยการกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มเพื่อลดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมายของประชาชนและผู้ประกอบการ เช่น การกรอกใบคำร้องต่ออายุใบอนุญาต หรือ การกรอกเอกสารยื่นภาษีเงินได้ เป็นต้น

    ด้วยศักยภาพและโอกาสในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบและปัจจัยต่าง ๆ เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้ในสังคมไทย โดยในปัจจุบันอาจแบ่งประเด็นพิจารณาออกได้เป็นทั้งหมดสามเรื่องหลัก ดังนี้

    1. ปัจจัยด้านกฎหมาย (legal implications) เทคโนโลยี AI มีผลเพิ่มความเป็นอิสระในการดำเนินการให้แก่อุปกรณ์หรือระบบต่าง ๆ ซึ่งในกรณีที่มีการดำเนินการที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่สวัสดิภาพของบุคคล จำเป็นที่จะต้องมีแนวทางในการกำหนดความผิดและผู้รับผิดชอบในความผิดนั้น (harm and causation of harm) ในเรื่องนี้ หน่วยงานด้านกฎหมายต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแห่งประเทศสหราชอาณาจักร (UK Law Commission) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับ AI (AI and the Law: a discussion paper) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 โดยมีการตั้งประเด็นไว้ว่าอาจต้องพิจารณาปรับปรุงกฎหมายแพ่งเพื่อรองรับการกำหนดความรับผิดชอบและผู้รับผิดชอบในกรณีที่อุปกรณ์เครื่องใช้หรือซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์สร้างความเสียหายต่อผู้ใช้งาน นอกจากนั้น ยังมีการตั้งประเด็นเพิ่มเติมว่า จำเป็นต้องมีการกำหนดประเภทของบุคคลเพิ่มเติม (จากประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) ให้แก่ระบบ AI ที่มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและดำเนินการเป็นการทั่วไปได้เสมือนมนุษย์หรือไม่
    2. ปัจจัยด้านการกำกับดูแล (regulatory implications) นอกเหนือจากปัจจัยและข้อคำถามด้านกฎหมายแล้ว การพัฒนาสังคมเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI อาจมีความจำเป็นต้องพิจารณากฎหมายเชิงกำกับดูแลประกอบควบคู่ไปด้วย การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจหรือการดำเนินชีวิตของประชาชนเป็นต้นทุนที่ควรกำหนดเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่หากปล่อยให้เอกชนหาวิธีการแก้ไขอาจไม่ทันการณ์หรืออาจสร้างความเสียหายเพิ่มเติมโดยเฉพาะต่อกลุ่มคนที่ไม่มีอิทธิพลหรือไม่มีอำนาจต่อรอง ปัญหาเหล่านี้อาจเรียกรวมได้ว่าเป็นปัญหาความบิดเบือนของตลาด (market distortion) หรือความล้มเหลวของตลาด (market failure) หากใช้กฎหมายกำกับดูแลแบบพร่ำเพรื่อหรือไม่สอดคล้องกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข อาจะส่งผลเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชนโดยไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ในประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลเลือกที่จะไม่ออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลเทคโนโลยี AI เป็นการทั่วไป แต่เลือกที่จะออกกฎหมายกำกับดูแลการนำ AI ไปใช้ในบางกรณี (specific use case) เช่น เรื่องยานยนต์ไร้คนขับ (autonomous vehicle) เป็นต้น
    3. ปัจจัยด้านการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี (innovation promotion) ปัจจัยสุดท้ายที่หน่วยงานด้านกฎหมายอาจเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่ การช่วยเหลือสนับสนุนให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม การสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี AI เกี่ยวข้องกับหลายเรื่อง เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีคลาวด์ (cloud computing) การสร้างส่วนประกอบหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับคอมพิวเตอร์ รวมถึงการส่งเสริมให้มีการสร้างทุนมนุษย์ที่มีทักษะความสามารถพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและกลายไปเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต เป็นต้น เรื่องเหล่านี้บางเรื่องจำเป็นต้องใช้การผลักดันด้านกฎหมายเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    ทั้งหมดนี้เป็นเพียงหลักการที่มีส่วนในการสนับสนุนการผลักดันสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะหน่วยงานทางกฎหมายของรัฐบาล เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวนี้ และจะดำเนินภารกิจด้านการพัฒนากฎหมายโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/866053/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PLDRN1JbOMX1Q6cBXObvI