Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • OECD เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ คาดมีการเร่งผลิตก่อนโดนกำแพงภาษี : อินโฟเควสท์

    OECD เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ คาดมีการเร่งผลิตก่อนโดนกำแพงภาษี : อินโฟเควสท์

    องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 3.2% จากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมิ.ย. โดยเหตุผลหลักมาจากการที่หลายประเทศเร่งการผลิตและส่งออกสินค้าก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะขึ้นภาษีนำเข้า

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า สำหรับญี่ปุ่นนั้น OECD ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ขึ้น 0.4 จุด เป็น 1.1% เพราะภาคธุรกิจมีกำไรดีและมีการลงทุนอย่างแข็งแกร่ง ก่อนที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงสู่ระดับ 0.5% ในปี 2569 หลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นทำข้อตกลงเรื่องภาษีกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สำเร็จ

    ส่วนในภูมิภาคเอเชีย จีนซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลกและไม่ได้เป็นสมาชิก OECD คาดว่าจะเติบโต 4.9% ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.2 จุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมาตรการช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลที่ช่วยลดผลกระทบจากอุปสรรคทางการค้า

    อย่างไรก็ตาม OECD ได้เตือนถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญ โดยระบุว่า “การเร่งการผลิตนั้นได้หมดไป ขณะที่อัตราภาษีที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางนโยบายจะยังคงส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการค้า”

    สำหรับปี 2569 OECD ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 2.9% เท่าเดิม

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดว่าจะขยายตัว 1.8% ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.2 จุด จากการคาดการณ์ครั้งก่อน แต่ลดลงจาก 2.8% ในปี 2567 เพราะแม้จะมีการลงทุนในภาคเทคโนโลยี แต่ก็ถูกบดบังด้วยอัตราภาษีที่สูงขึ้นและการย้ายถิ่นฐานที่ลดลง ส่วนในปี 2569 นั้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ น่าจะโต 1.5% ไม่เปลี่ยนแปลงจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0of6K_Y1Qut4bgbDUsx4CU

  • หล่มสักวิกฤตซ้ำ! น้ำเอ่อท่วมย่านเศรษฐกิจ คันกั้นน้ำพังรอบ 4 ชาวตาลเดี่ยวเดือดร้อน

    หล่มสักวิกฤตซ้ำ! น้ำเอ่อท่วมย่านเศรษฐกิจ คันกั้นน้ำพังรอบ 4 ชาวตาลเดี่ยวเดือดร้อน

    วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.08 น.

    สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เข้าขั้นวิกฤตอีกครั้ง หลังมวลน้ำจากแม่น้ำป่าสักเอ่อล้นเข้าท่วมย่านเศรษฐกิจ ขณะที่คันกั้นน้ำในพื้นที่ เทศบาลตำบลตาลเดี่ยว พังทลายเป็นรอบที่ 4 ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

    วันที่ 23 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหล่มสักว่า มวลน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำ บ้านวังขอน ตำบลตาดกลอย อำเภอหล่มเก่า ได้ไหลเข้าสู่เขตอำเภอหล่มสักอีกระลอก ส่งผลให้ระดับน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ย่านเศรษฐกิจ และชุมชนริมน้ำ แม้ทางเทศบาลเมืองหล่มสักจะเร่งเสริมแนวพนังกั้นน้ำอย่างต่อเนื่องก็ตาม

    ที่เทศบาลตำบลตาลเดี่ยว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอยู่แล้ว สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้น เมื่อคันกั้นน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันหมู่บ้านท่าโก หมู่ 7 และหมู่ 9 ได้ พังทลายลงเป็นครั้งที่ 4 ทำให้มวลน้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านหลายครอบครัวต้องเร่งขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงอย่างเร่งรีบ บางครัวเรือนไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้ ทำให้ต้องใช้เรือเข้าช่วยเหลือ

    นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้สั่งการให้นายอำเภอหล่มสักติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน เพื่อประกอบอาหารแจกจ่ายผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นให้ความช่วยเหลือแก่ กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วย เป็นการเร่งด่วน

    สถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้นับเป็นรอบที่สองภายในสัปดาห์เดียว ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า หากฝนยังคงตกหนักและไม่มีการระบายน้ำเพิ่มเติม ระดับน้ำอาจจะเพิ่มสูงขึ้นและขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่นๆ ของอำเภอหล่มสักในคืนนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/916234&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rbTgbwXeocFs9ErDD-QK6

  • ฝนตกหนักนานหลายชั่วโมง น้ำทะลักท่วมเขตเศรษฐกิจพิจิตร

    ฝนตกหนักนานหลายชั่วโมง น้ำทะลักท่วมเขตเศรษฐกิจพิจิตร

    (23 ก.ย. 68) หลังจากเมื่อกลางดึกที่ผ่านมาจนถึงรุ่งเช้าของวันนี้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันมานานหลายชั่วโมง จากอิทธิพลพายุร่องมรสุม ประกอบกับแม่น้ำน่าน ที่ไหลผ่านอำเภอเมืองพิจิตร ยังมีระดับน้ำที่สูงกว่าคันพนังกั้นน้ำของเทศบาลเมืองพิจิตร โดยในในช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาเวลาประมาณ 04.30 น.เกิดน้ำทะลักไหลย้อนท่อระบายของเทศบาล และมีน้ำฝนที่ตกหนักสะสม เกิดไหลท่วมถนนบริเวณถนนสายหลักย่านเศรษฐกิจสำคัญตัวเมืองพิจิตร คือถนนศรีมาลา ถนนธิตะจารี และถนนบุษบาตอนเหนือ

    ทำให้พ่อค้า แม่ค้า นักธุรกิจต่างๆต้องตื่นมาขนย้ายสิ่งของหนีน้ำ ซึ่งระดับน้ำท่วมสูงเฉลี่ย 30 ซม.โดยเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองพิจิตรต้องนำรถดับเพลิงเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน ทำการปิดเส้นทางบริเวณสี่แยกกรุงไทย บริเวณถนนธิตะจารี และจุดต่างๆ เพื่อไม่ให้รถวิ่งสัญจรผ่านไปมาเนื่องจากคลื่นน้ำจะไหลกระแทกเข้าตัวอาคารร้านค้า

    ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองพิจิตร ได้ทำการเดินเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 8 เครื่องเพื่อเร่งสูบน้ำที่ท่วมขังจากตัวย่านเศรษฐกิจสำคัญกลางเมืองพิจิตร ให้ลดระดับลง เพื่อลดผลกระทบความเสียหาย อาคาร ร้านค้า สำนักงาน และธนาคารต่างๆที่ตั้งอยู่บริเวณถนนดังกล่าว

    พร้อมกับเร่งเสริมคันพนังกั้นน้ำให้แน่นหนาหวั่นมวลน้ำน่านจะทะลักเข้าตัวเมือง ขณะรายงานข่างน้ำที่ท่วมขังถนนสายหลักเริ่มลดระดับลงหากไม่มีฝนกระหน้ำซ้ำมาอีก

    อย่างไรก็ตามผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร นางสาวธนียา นัยพินิจ ได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่าในระยะนี้จากอิทธิพลของพายุ “รากาซา” ส่งผลให้มีร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคอื่นๆ มีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 23-26 กันยายนนี้ ทำให้บริเวณภาคเหนือ และภาคอื่นๆมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ประกอบกับจังหวัดพิจิตร ระดับน้ำในแม่น้ำน่าน และแม่น้ำยม ที่ไหลผ่านหลายอำเภอนั้น ระดับน้ำยังสูงกว่าพนังกั้นน้ำ และหลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังสูงอยู่

    ดังนั้นจากอิทธิพลพายุดังกล่าวจะทำให้มีฝนตกหนักและระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นได้ในพื้นที่เสี่ยงลุ่มแม่น้ำน่าน และแม่น้ำยม รวมทั้งพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำป่าไหลหลากจากเขาเพชรบูรณ์ ในอำเภอสากเหล็ก อำเภอวังทรายพูน อำเภอทับคล้อ และอำเภอดงเจริญ ให้เฝ้าระวังสถานการณ์และติดตามการแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/disaster/NCCiQcuXJ&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ztALqt6wexWx2I9MDqP4P

  • ส.ธนาคารไทย เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงรอบด้าน เสนอ 4 นโยบายเร่งด่วน

    ส.ธนาคารไทย เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงรอบด้าน เสนอ 4 นโยบายเร่งด่วน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงการหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยวานนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี ที่มีนายกรัฐมนตรีมาเยือนสมาคมธนาคารไทย

    นายวรภัค ระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นการมารับฟังข้อมูลปัญหา และคำแนะนำต่าง ๆ จากสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง ที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย

    ในสายตาของสมาคมธนาคารไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี

    * Perfect Storm:

    – โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง เศรษฐกิจนอกระบบ ยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบา ทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง-คริปโต หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งในและนอกระบบ

    – ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน

    – ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน กฎหมายและกฎระเบียบมากกว่าแสนฉบับกำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคารไทย

    * Reinvent Thailand:

    สมาคมฯ ชูแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน-การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมีข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง เสนอ 3 แนวทางหลัก

    1. ภาคประชาชน

    – จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่

    – กำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกราย ต้องรายงานข้อมูลเครดิตเข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    2. ภาคธุรกิจ

    – ผลักดันโครงการ “Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศ

    – มาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน

    – ใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    3. ภาครัฐ

    – ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT

    – ปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอน และความซ้ำซ้อน

    * 4 นโยบายเร่งด่วน-มาตรการเสริม

    1. ดึงเศรษฐกิจนอกระบบ เข้าสู่ระบบ

    2. แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score

    3. เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัพสกิลและค่าตอบแทน

    4. กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    ส่วน มาตรการเสริม: คือ การใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    นายวรภัค กล่าวว่า ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือสัญญาณเตือน ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโต และก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    “ข้อแนะนำบางอย่าง ท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้ว เช่น การแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้น แต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ เป็นต้น” รมช.คลัง ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/stockmarket/detail/9680000090949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wjg2bIsrJsYk2RubRyHUy

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 กันยายน 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 กันยายน 2568 – InterGold

    วันที่ 23 กันยายน 2568 เวลา 10.48 น.

    กลยุทธ์  : ลุ้นปรับฐานระยะสั้น
    แนวรับ  :  $3,700  หรือ  56,000 บาท
    แนวต้าน  :  –

    ข่าว :  

    .

    ราคาทองคำ (Spot gold) พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 3,728.22 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังตลาดคาดการณ์เกือบ 100% ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ (ต.ค. และ ธ.ค.) ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างหนัก ในขณะที่ ECB กังวลยูโรแข็งค่าเกินไป อาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินฝืด ขณะที่ PBOC ของจีนยังคงดอกเบี้ยไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพหยวน นโยบายการเงินที่สวนทางกันของธนาคารกลางหลักของโลกเพิ่มความไม่แน่นอนในตลาด และยิ่งหนุนความต้องการทองคำ นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังส่งสัญญาณเปราะบาง โดยเฉพาะจีนที่ยอดค้าปลีกและผลผลิตอุตสาหกรรมอยู่ในระดับต่ำสุดรอบปี รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนหันมาถือทองคำมากขึ้น ขณะเดียวกันเงินทุนยังไหลเข้าสู่ กองทุน Gold ETF อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งของนักลงทุนรายใหญ่

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ปัจจัยหลัก: การคาดการณ์ลดดอกเบี้ยของเฟดต่อเนื่องเป็นแรงผลักสำคัญต่อราคาทองคำ นโยบายสวนทาง : ECB และ PBOC ใช้ท่าทีต่างจากเฟด ทำให้ตลาดโลกสับสนและยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เศรษฐกิจโลกชะลอ : จีนซบเซาและภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด เป็นแรงเสริมให้ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น Fund Flow : การซื้อสุทธิของ Gold ETF สะท้อนถึงความมั่นใจระยะกลางถึงยาว ด้านเทคนิค : แม้ราคาทองคำทะลุแนวต้านเดิมและทำ All-time High แต่เริ่มมีสัญญาณ Bearish Divergent ในกรอบสั้น อาจนำไปสู่การพักฐาน

    กลยุทธ์ :

    .

    แนวรับสำคัญ : 3,700 / 3,660 ดอลลาร์ (ประมาณ 56,000 / 55,600 บาท) แนวต้าน : – (ยังไม่มี เนื่องจากทำสถิติสูงสุดใหม่แล้ว) กลยุทธ์ : ราคาทองคำอยู่ในโซน ไร้แนวต้าน หลังทะลุ 3,700 ดอลลาร์ แต่จากสัญญาณเทคนิค นักลงทุนควรระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ “Buy on Dips” รอเข้าซื้อเมื่อราคาย่อในโซนแนวรับ เพื่อเก็บจังหวะขึ้นรอบถัดไป

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก


    stdClass Object ( [priceLogAPIId] => 1 [createDate] => 2025-09-23T10:48:31.473 [bidPrice99] => 58408 [bidPrice99Diff] => -10 [offerPrice99] => 58463 [offerPrice99Diff] => -10 [bidPrice99Lv1] => 58408 [bidPrice99Lv1Diff] => -10 [offerPrice99Lv1] => 58463 [offerPrice99Lv1Diff] => -10 [bidPrice99Lv2] => 58403 [bidPrice99Lv2Diff] => -10 [offerPrice99Lv2] => 58468 [offerPrice99Lv2Diff] => -10 [bidPrice99Lv3] => 58413 [bidPrice99Lv3Diff] => -10 [offerPrice99Lv3] => 58458 [offerPrice99Lv3Diff] => -10 [bidPrice96] => 56352 [bidPrice96Diff] => -10 [offerPrice96] => 56412 [offerPrice96Diff] => -10 [bidPrice96Lv1] => 56352 [bidPrice96Lv1Diff] => -10 [offerPrice96Lv1] => 56412 [offerPrice96Lv1Diff] => -10 [bidPrice96Lv2] => 56347 [bidPrice96Lv2Diff] => -10 [offerPrice96Lv2] => 56417 [offerPrice96Lv2Diff] => -10 [bidPrice96Lv3] => 56357 [bidPrice96Lv3Diff] => -10 [offerPrice96Lv3] => 56407 [offerPrice96Lv3Diff] => -10 [bidCentralPrice96] => 56300 [bidCentralPrice96Diff] => 0 [offerCentralPrice96] => 56400 [offerCentralPrice96Diff] => 0 [usdBuy] => 31.813 [usdBuyDiff] => 0 [usdSell] => 31.843 [usdSellDiff] => 0 [AUXBuy] => 3744.449 [AUXBuyDiff] => -0.611 [AUXSell] => 3744.609 [AUXSellDiff] => -0.611 [statusSystem] => 1 )

    ราคาทอง

    23 กันยายน 2568 | 10:48:31


    ประเภท รับซื้อ ขายออก
    LBMA
    99.99% (Baht)

    58,413

    -10.00

    58,458

    -10.00

    InterGold
    96.5% (Baht)

    56,357

    -10.00

    56,407

    -10.00

    สมาคมฯ
    96.5% (Baht)

    56,300

    0.00

    56,400

    0.00

    Gold Spot
    (USD)

    3,744

    -0.61

    3,745

    -0.61

    ค่าเงินบาท
    (USDTHB)

    32

    0.00

    ราคาทองคำย้อนหลัง

    ความเคลื่อนไหวกองทุนทองคำ

    23 กันยายน 2568 | 10:45:02


    SPDR (ton) (USD) HUI (USD)

    1,000.57

    6.01

    218.53

    0.67

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-23-sep-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BVDxelB4nUxydu7pOMmxf

  • “โกลเบล็ก” แนะจับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมคัด 5 หุ้นเด่น รับอานิสงส์ กนง. ลดดอกเบี้ย

    “โกลเบล็ก” แนะจับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมคัด 5 หุ้นเด่น รับอานิสงส์ กนง. ลดดอกเบี้ย


    บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินหุ้นไทยสัปดาห์นี้ Rebound ระยะสั้นในกรอบ 1,270-1,320 จุด หลังสิ้นสุด FTSE Rebalance จับตาปลดล็อคการเมืองกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์นี้ มีโอกาส Rebound ระยะสั้น หลังสิ้นสุด ช่วง FTSE Rebalance พร้อมแนะ นักลงทุนติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มองกรอบดัชนีในสัปดาห์นี้ที่ 1,270-1,320 จุด

    ขณะที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ระดับ 46.9 ปรับตัวลดลงจาก 47.2 ในไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากผลประกอบการ, ปริมาณ, การผลิต, คำสั่งซื้อ, การจ้างงาน และการลงทุนที่ปรับตัวลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของต้นทุนประกอบการกลับเริ่มปรับตัวดีขึ้นนอกจากนี้ ทางด้านกระทรวงการคลัง มีการรายงานว่า แนวโน้มการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2568 ที่จะสิ้นสุดในปลายเดือน ก.ย.นี้ จะทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องกู้เสริมสภาพคล่อง หรือกู้รายจ่ายสูงกว่ารายได้มาชดเชย

    นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้ อาทิ วันที่23 ก.ย. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, สัปดาห์ที่ 4กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ, สัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, วันที่ 30 ก.ย. ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย และ วันที่ 8 ต.ค. กำหนดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 5/2568

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังต้องเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 22 ก.ย. สหรัฐฯ รายงานดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือน ส.ค., วันที่ 23 ก.ย. อียู รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน ก.ย., สหรัฐฯ รายงานดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2/2568 และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและบริการขั้นต้นเดือน ก.ย., วันที่ 24 ก.ย. ญี่ปุ่น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและบริการขั้นต้นเดือน ก.ย., สหรัฐฯ รายงานยอดขายบ้านใหม่เดือน ส.ค. และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์, วันที่ 25 ก.ย. สหรัฐฯ รายงาน GDP ไตรมาส 2/2568

    “ทั้งนี้สำรวจของสมาคมนักลงทุนรายย่อยอเมริกา(AAII) ในต่างประเทศพบว่า นักลงทุน ไม่มีความเชื่อมั่นต่อทิศทางของตลาดหุ้นในระยะ 6 เดือนข้างหน้า มีจำนวน 42.4% ลดลงจากระดับ 49.5%   ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 31%”

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ย ได้แก่ SAWAD, TIDLOR, THANI, NCAP และ SAK 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/35714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26MjLeChzbSx1pRG9FCPcc

  • จุฬาฯ – กรมอนามัย ผลิตผู้นำคุณภาพ ต่อยอดสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน

    จุฬาฯ – กรมอนามัย ผลิตผู้นำคุณภาพ ต่อยอดสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน

    หลักสูตรเวฬา หรือ VELA (Vitality Enhancement & Longevity Academy) รุ่นที่ 3 เดินทางมาถึงบทสรุปอย่างสมบูรณ์ มุ่งมั่นสร้างเครือข่ายผู้นำด้านสุขภาพที่มีองค์ความรู้รอบด้าน ตอบโจทย์สังคมสูงวัย (Aging Society)ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทยและระดับโลก

    นับตั้งแต่รุ่นแรกถึงปัจจุบัน หลักสูตร VELA ได้ผลิตผู้บริหารประมาณ 300 ท่าน ที่พร้อมเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต สำหรับรุ่นที่ 3 นี้ มีผู้เข้าอบรมจำนวน 108 ท่าน ที่ได้เรียนรู้อย่างเข้มข้น ครอบคลุมกว่า 16 หัวข้อ ตั้งแต่เทรนด์สุขภาพและนวัตกรรมทางการแพทย์ การแพทย์แม่นยำและเวชศาสตร์ฟื้นฟู สุขภาวะกาย-ใจ-จิตวิญญาณ เวชศาสตร์ชะลอวัย ไปจนถึงการเงินและการจัดการสุขภาพในองค์กร

    เพื่อเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติจริง ผู้เข้าอบรมได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่ Wellness We Care Center จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 โดยได้รับฟังการบรรยายหัวข้อ “Spiritual Wellness” จาก นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ถ่ายทอดแนวทางการดูแลสุขภาวะทางจิตวิญญาณควบคู่กับกายและใจ เพื่อการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งได้ลงพื้นที่เรียนรู้กิจกรรมของศูนย์อย่างใกล้ชิด ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ช่วยต่อยอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพแบบองค์รวมได้อย่างชัดเจน

    นอกจากนี้หลักสูตรยังได้ต้อนรับ Specialist จากต่างประเทศ ที่บินตรงจากเดนมาร์กเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการแพทย์และการยืดอายุชีวิต เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน  2568 ในหัวข้อ “Longevity Medicine” โดย Assoc. Prof. Dr. Morten Scheibye Knudsen จาก University of Copenhagen และ Dr. Alberto De Maria, Chief Scientific Officer (CSO) จาก BioHalo ApS ถ่ายทอดความก้าวหน้าทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์เพื่อการแก่ช้า อายุยืนอย่างมีคุณภาพ พร้อมด้วยการบรรยายหัวข้อ Cell Therapy & ATMPs in Thailand”  โดย Dr. Lilly Marie Blecher จาก SOMA Health ร่วมกับ ศ.ดร.นพ.วิปร วิประกษิต จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ช่วยเปิดมุมมองด้านนวัตกรรมการแพทย์ระดับนานาชาติสู่การพัฒนาของไทย

    อีกหนึ่งไฮไลต์คือการเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16–22 มิถุนายน 2568 โดยคณะได้เยี่ยมชมบริษัทชั้นนำด้านสเต็มเซลล์และเซลล์บำบัด เช่น Reprocell และ GC Lymphotec ตลอดจนเข้าร่วมสัมมนากับมหาวิทยาลัยโตเกียว (The University of Tokyo) ในหัวข้อ Monozukuri” ที่สะท้อนถึงนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและการยืดอายุในสไตล์ญี่ปุ่น นอกจากนี้ที่เมืองโอซาก้า ผู้เข้าอบรมยังได้เข้าชมงาน World Expo 2025 สัมผัสนวัตกรรมระดับโลกและเยี่ยมชม Thai Pavilion ที่นำเสนอศักยภาพด้านการแพทย์ของไทย รวมถึงประเทศต่างๆ ที่จัดแสดงภายในงาน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าอบรมอย่างอบอุ่น

    ปิดท้ายด้วยประสบการณ์อันทรงคุณค่าและถือเป็นโอกาสสุด Exclusive ของผู้เข้าอบรม VELA รุ่นที่ 3 คือการได้เข้าศึกษาดูงานที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าอบรมได้สัมผัสกับงานนวัตกรรมการแพทย์แนวหน้าของประเทศอย่างใกล้ชิด ผ่านการเยี่ยมชม 4 ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ได้แก่ ศูนย์ฝึกสมอง (Cognitive Fitness Center) ที่มุ่งพัฒนาสมรรถนะทางปัญญาสำหรับผู้สูงวัย ศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นต้นแบบการรักษามะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอนแห่งแรกของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ที่มุ่งพัฒนาและต่อยอดวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อการรักษาผู้ป่วย และศูนย์ภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง (Cancer Immunotherapy) ที่ร่วมมือกับสถาบัน M.D. Anderson Cancer Center แห่งสหรัฐอเมริกาในการพัฒนาการรักษาเชิงลึกสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

    นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมยังได้รับฟังการบรรยายจากคณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ นำโดย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาฯ ในหัวข้อ “The Future of HealthTech for Longevity”  ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร ผู้ช่วยอธิการบดีด้านนวัตกรรม จุฬาฯ ในหัวข้อ “Medical Innovation for Elderly” และ ศ.ดร.พญ.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง ในหัวข้อ “Cancer Immunotherapy Excellence Center” การเรียนรู้นอกห้องเรียนครั้งนี้ไม่เพียงต่อยอดองค์ความรู้จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ แต่ยังทำให้ผู้เข้าอบรมได้เห็นศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ไทยในระดับสากลอย่างแท้จริง

    เส้นทางการเรียนรู้ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เข้าอบรม โดยมีการนำเสนอ Capstone Project ที่เปิดเวทีให้ผู้เข้าอบรมระดมความคิดและต่อยอดเป็นโครงการนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยปีนี้มี 3 โครงการที่ได้รับรางวัล ได้แก่

    –  Wolffy ไข่ผำจิ๋ว – โปรตีนแห่งอนาคตเพื่อแก้ปัญหาทุพโภชนาการในเยาวชน

    – CoCoon 100 – การดูแลสุขภาพภายใน 100 วัน ด้วย AI Health Companion

     – Zirtu-M – ผลิตภัณฑ์สกินแคร์จากเปลือกมะม่วง เพื่อชะลอความเสื่อมของเซลล์

    โครงการเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของผู้เข้าอบรม แต่ยังตอกย้ำว่า VELA คือพื้นที่แห่งการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมสุขภาพดี และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub อย่างยั่งยืน

    นอกจากการเรียนรู้เชิงวิชาการและการศึกษาดูงานแล้ว หลักสูตร VELA ยังให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรม Networking ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้เข้าอบรมให้รู้จักและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากขึ้น ภายในแต่ละสัปดาห์มีกิจกรรมสร้าสรรค์ที่ผู้เข้าอบรมในแต่ละกลุ่มหมุนเวียนกันจัดขึ้น เพื่อสร้างรอยยิ้ม ความสุข และบรรยากาศที่ผ่อนคลาย กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ผู้เรียนได้เปิดมุมมองใหม่ ๆ แต่ยังช่วยก่อร่างมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและเครือข่ายผู้นำที่พร้อมจะสนับสนุนกันและกันทั้งในระดับวิชาชีพและสังคม

    หลักสูตรเวฬา รุ่นที่ 3 จึงไม่เพียงปิดฉากด้วยความสำเร็จ แต่ยังตอกย้ำบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมอนามัย รวมถึงหน่วยงานปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิตวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาฯ และ บริษัท ดีกรีพลัส จำกัด ในการพัฒนาผู้นำด้านสุขภาพที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และสังคม เกิดเป็นเครือข่ายผู้นำที่ตระหนักถึงคุณค่าของสุขภาพและคุณภาพชีวิต พร้อมขับเคลื่อนไทยสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน และสำหรับผู้ที่มองหาพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ผสานวิชาการเข้ากับการลงมือปฏิบัติจริง VELA คือเวทีที่จะเปิดโอกาสให้คุณก้าวสู่การเป็นผู้นำที่พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพในศตวรรษใหม่อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/261805/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vXS1slxEY6hF4Hlzk3ywV

  • Cisco ประเทศไทย มององค์กรต้องคิดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ยุคนี้ไม่มีเส้นแบ่งธุรกิจ-ไอทีแล้ว

    Cisco ประเทศไทย มององค์กรต้องคิดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ยุคนี้ไม่มีเส้นแบ่งธุรกิจ-ไอทีแล้ว

    เรากำลังอยู่ในยุคที่ ‘ไอที’ คือ ‘ธุรกิจ’ จากเมื่อก่อนที่ทำหน้า ‘สนับสนุน’ การทำงานขององค์กรเท่านั้น

    นี่คือสิ่งที่ ‘วีระ อารีรัตนศักดิ์’ กรรมการผู้จัดการ Cisco ประเทศไทยและเมียนมาร์ พูดภายในงาน ‘FY26 Media Kick-off’ ถึงภาพใหญ่ของโลกไอทีที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค ‘AI-First’

    รวมทั้งยังชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายขององค์กรไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นการคิดใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้พร้อมรับคลื่นการใช้งาน AI ที่จะเข้มข้นกว่าเดิมหลายเท่า

    องค์กรไทย 21% เท่านั้นที่พร้อมใช้ AI จริงจัง

    ‘วีระ’ อธิบายวิวัฒนาการของโครงสร้างพื้นฐานไอทีว่า เริ่มตั้งแต่วันที่องค์กรต้องสร้างห้องดาต้าเซ็นเตอร์เอง ลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์และแอปพลิเคชัน มาสู่ยุคคลาวด์ที่ไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานเอง

    จนมาถึงวันนี้ที่เข้าสู่ยุค AI ซึ่งเป็นการเปลี่ยนภาพครั้งใหญ่ ข้อมูลและแอปพลิเคชันไม่ได้อยู่แค่ในองค์กรอีกต่อไป บางครั้งยังใช้ข้อมูลที่ไม่ใช่ของเราเอง

    “วันนี้เราไม่ได้ทำงานกับระบบที่อยู่แค่ในองค์กร แต่ใช้ข้อมูลจากทุกที่ AI Agents, AI Apps, และหุ่นยนต์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ระบบไม่ได้แค่ตอบสิ่งที่เราถาม แต่เรียนรู้และแนะนำสิ่งที่ดีกว่าให้เอง”

    อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจ ‘Cisco’s 2024 AI Readiness Index’ ที่ ‘วีระ’ ยกมาพูดในงาน ชี้ว่าความพร้อมด้าน AI ขององค์กรทั่วโลก รวมถึงไทย ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น

    โดยมีเพียง 21% ขององค์กรไทยที่บอกว่า พร้อมนำ AI มาใช้ในระดับเต็มรูปแบบ หรือเรียกว่า ‘Pacesetters’ ขณะที่อีก 79% อยู่ในกลุ่มที่ยังต้องพัฒนา ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และกระบวนการทำงาน

    ‘วีระ’ อธิบายว่าองค์กรไทยกำลังเจอความท้าทาย 3 อย่างพร้อมกัน

    • Infrastructure Constraints: โครงสร้างพื้นฐานเดิมไม่ตอบโจทย์ปริมาณงาน และความเร็วที่ AI ต้องการ
    • Complexity & Risks: ข้อมูลกระจายอยู่ทั้งข้างในและข้างนอกองค์กร เพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
    • Trust Deficit: ความกังวลด้านความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ AI

    ขณะที่ ‘Cisco’s 2025 Networking Report’ ยังพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมกับงาน AI มีน้อยกว่า 1 ใน 3 ขณะที่ความจุของดาต้าเซ็นเตอร์จะขยายตัวถึงสามเท่าในสามปีข้างหน้า

    ซึ่งแปลว่า ธุรกิจต้องคิดใหม่ทั้งเรื่องความจุ ความเร็ว และความปลอดภัยนั่นเอง

    วีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ Cisco ประเทศไทยและเมียนมาร์

    AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่เทคโนโลยี แต่เปลี่ยนวิธีทำงานทั้งองค์กร

    ความพร้อมด้าน AI ไม่ได้หมายถึงแค่เทคโนโลยี แต่ยังรวมถึง ‘วิธีทำงาน’ ของคนในองค์กร และ ‘บทบาท’ ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปด้วย

    ‘วีระ’ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในองค์กร โดยเฉพาะพฤติกรรมการทำงานหลังโควิดที่ไม่กลับมาเหมือนเดิม อย่าง ‘Cisco ประเทศไทย’ เองลดพื้นที่ออฟฟิศจากที่เคยเตรียมไว้สำหรับพนักงาน 150 คน เหลือพื้นที่เพียงพอสำหรับประมาณ 30 คน เพราะพนักงานกลับเข้าออฟฟิศน้อยลง

    และยังเล่าว่าเด็กรุ่นใหม่เวลาสัมภาษณ์งานจะถามทันทีว่าสามารถทำงานรีโมทได้หรือไม่ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเกณฑ์เลือกงานของเด็กจบใหม่แล้ว

    ขณะเดียวกัน ‘ไอที’ ไม่ได้เป็นเพียงตัวสนับสนุนธุรกิจอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘หัวใจ’ ของธุรกิจ ‘วีระ’ ยกตัวอย่างว่า เมื่อก่อนถ้าเข้าอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งไม่ได้ ก็ยังเดินไปสาขาทำธุรกรรมได้ตามปกติ แต่ทุกวันนี้ ‘โมบายแบงก์กิ้ง’ คือช่องทางหลัก ถ้าระบบล่มคือธุรกิจหยุดให้บริการเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

    ภาพแบบนี้เกิดขึ้นกับหลายอุตสาหกรรม ไม่ใช่เฉพาะธนาคาร แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ บริการดิจิทัล หรือระบบออนไลน์ใดๆ ก็เช่นกัน ถ้าโครงสร้างพื้นฐานล่ม นั่นหมายถึงรายได้หาย และลูกค้าไม่ได้รับบริการทันที

    AI จะกลายเป็นอาเจนด้าขององค์กรทั่วโลก

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า องค์กรต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมคนทำงาน ไม่ใช่แค่เพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องทำให้ระบบมีความทนทานที่ยืดหยุ่น รับมือเหตุไม่คาดคิด และป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้

    ข้อมูลจาก Cisco ระดับโลกยังระบุว่า ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานของ AI เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในปีงบประมาณ 2025 บริษัทมียอดคำสั่งซื้อโครงสร้างพื้นฐาน AI กว่า 2 พันล้านดอลลาร์ฯ​ หรือ 6.36 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเดิมถึงสองเท่า

    แสดงให้เห็นว่า การลงทุนเพื่อรองรับ AI กำลังกลายเป็นอาเจนด้าสำคัญขององค์กรทั่วโลก

    ที่มา: Cisco Kickoff FY2026 & Thank You Media

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/cisco-connect-and-protect-ai-era/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qtl9goBH3I4iNmA44jeXS

  • SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.สมบัติ กุสุมาวลี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการนานาชาติ (นิด้า)

    ทำไม SDG17 จึงเป็น “หัวใจของทุกเป้าหมาย”

    SDG17 หรือ “Partnerships for the Goals—ความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมาย” คือเสาหลักที่ทำให้ SDG ทั้ง 1–16 เดินหน้าได้จริง แก่นสำคัญคือการทำงาน ร่วมกับผู้อื่น—ข้ามหน่วยงาน ข้ามภาคส่วน และข้ามพรมแดน หากทำงานแบบโดดเดี่ยว ย่อมไปไม่ถึงเส้นชัยของปี 2030 ความร่วมมือจึงต้องเกิดทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการร่วมมือที่ “ยกระดับ” ประเทศหรือองค์กรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจต่ำกว่าให้ดีขึ้นไปพร้อมกัน

    มุมมองภาคอุดมศึกษา: Impact Ranking และโจทย์ของมหาวิทยาลัย

    สำหรับภาคการศึกษา มีกรอบประเมินเฉพาะที่สะท้อน “ผลกระทบเชิงยั่งยืน” ของมหาวิทยาลัย (Impact Ranking) จุดที่ท้าทายคือ ทุกมหาวิทยาลัยที่สมัครเข้าร่วมจะต้องถูกประเมิน SDG17 เป็นเป้าบังคับ ควบคู่กับอีก 4 เป้าหมายที่เลือกส่งเอง ซึ่งหมายความว่า ความร่วมมือ ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่เป็น “ภารกิจหลัก” ของสถาบันอุดมศึกษา

    ตัวอย่างมิติการประเมินที่เกี่ยวกับ SDG17 (ฝั่งมหาวิทยาลัย)

    • งานวิจัยและสิ่งพิมพ์ร่วม กับสถาบัน/นักวิจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่า และหัวข้อวิจัยเชื่อมโยงกับ 16 เป้าหมายย่อยของ SDGs
    • ความร่วมมือข้ามภาคส่วน (cross-sectoral dialogue): มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพ/ผู้ริเริ่มเวทีเสวนา ประชุม สัมมนา ร่วมกับหน่วยงานรัฐ เอกชน และ NGO
    • การร่วมมือเชิงนโยบาย: ทำงานกับหน่วยงานรัฐและ NGO ในระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนนโยบายสาธารณะด้านความยั่งยืน
    • การเก็บข้อมูลและแลกเปลี่ยน best practices สำหรับการขับเคลื่อน SDGs
    • การสื่อสารความคืบหน้า: จัดทำรายงาน SDG ประจำปีของสถาบัน
    • การจัดการศึกษาเพื่อ SDGs: บูรณาการความรู้เรื่องความยั่งยืนในหลักสูตร สร้าง “ความผูกพันต่อ SDGs” ให้กับนักศึกษา
    • หลักสูตรเฉพาะทางด้านความยั่งยืน และ การให้ความรู้กับชุมชนในวงกว้าง (Education for SDGs in the wider community)

    สิ่งที่นิด้าลงมือทำ: ปลูกฝังความยั่งยืนตั้งแต่ “ชั้นเรียนแรก”

    นิด้าพัฒนา วิชา ND 4,000 เป็นฐานการเรียนรู้เรื่องความยั่งยืนสำหรับนักศึกษาภาคปกติทุกคน แบ่งเป็น 3 โมดูลหลัก

    1. Glocal Citizenship พลเมืองโลกที่รักท้องถิ่น เรียนรู้ 15 ชั่วโมงและได้รับประกาศนียบัตร
    2. Digital Literacy เสริมสมรรถนะดิจิทัลเพื่อการพัฒนา
    3. Sustainability Leadership ภาวะผู้นำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    แนวทางนี้ทำให้นักศึกษามีทั้งกรอบคิดและทักษะพร้อมต่อยอดสู่การทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ตามเจตนารมณ์ของ SDG17 นอกจากนี้ยังมีการเตรียมการประเมิน “Sustainability Literacy” ของนักศึกษา เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจก่อน–หลังเรียน และยกระดับคุณภาพผลลัพธ์การศึกษาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    จากห้องเรียนสู่พันธมิตร: ความร่วมมือที่ “ยกระดับไปด้วยกัน”

    สาระสำคัญของ SDG17 ในมุมมองผู้บริหารงานวิชาการคือ ความร่วมมือที่มีผลลัพธ์เชิงยกระดับ (uplifting partnership) ไม่ใช่แค่ร่วมมือให้มี “กิจกรรม” แต่ต้องร่วมมือจนเกิด การเปลี่ยนแปลง ทั้งต่อมหาวิทยาลัย ภาคส่วนพันธมิตร และชุมชน โดยเฉพาะการทำงานกับต่างประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่าเพื่อเติบโตไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/sdg17-partnerships-for-sustainable-development/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06u1GBsAIgFU0b1jrytLqO

  • จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตรปริญญาโทวิสัญญีพยาบาล หลักสูตรแรกในประเทศ

    จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตรปริญญาโทวิสัญญีพยาบาล หลักสูตรแรกในประเทศ

    คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว“หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลด้านการให้ยาระงับความรู้สึก” โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ศ.ดร.รัตน์ศิริ ทาโต คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวรายงาน ศ.เกียรติคุณ ดร.สมจิต หนุเจริญกุล บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ความก้าวหน้าในวิชาชีพของพยาบาลด้านการให้ยาระงับความรู้สึก” เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ณ ชั้น 10 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ

    วิสัญญีพยาบาล (Nurse Anesthetist) เป็นบุคลากรทางการพยาบาลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการให้ยาระงับความรู้สึก ทั้งในระหว่างการผ่าตัด การตรวจวินิจฉัยที่ซับซ้อน และการทำหัตถการที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด วิสัญญีพยาบาลมีหน้าที่ประเมินสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยก่อนให้ยาระงับความรู้สึก พร้อมวางแผนการพยาบาลที่เหมาะสม เลือกวิธีการให้ยาระงับความรู้สึกที่ปลอดภัย เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนให้การดูแลหลังการฟื้นจากยาระงับความรู้สึก ซึ่งต้องอาศัยความรู้ทั้งทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และการพยาบาลผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน รวมทั้งให้การดูแลให้ผู้ป่วยให้ได้มาตรฐานสูงสุด
    คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ เปิดหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลด้านการให้ยาระงับความรู้สึก เป็นหลักสูตรแรกของประเทศไทย เพื่อพัฒนาพยาบาลวิสัญญีให้มีความเชี่ยวชาญระดับสูงในด้านการดูแลผู้ป่วย การวิจัย และการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึกให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    คุณสมบัติของผู้ต้องการศึกษาในหลักสูตร จะต้องเป็นวิสัญญีพยาบาลที่ผ่านการอบรมในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิสัญญีพยาบาล จากราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์ (หลักสูตร 1 ปี) และมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการพยาบาลระดับวิชาชีพในการให้ยาระงับความรู้สึกมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี มีรูปแบบการเรียนเป็นหลักสูตรนอกเวลา เป็นแผน 1 แบบวิชาการ (ทำวิทยานิพนธ์อย่างเดียว) โดยเรียนแบบ Hybrid มีจำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตร 36 หน่วยกิต ใช้ระยะเวลาในการศึกษา 2-3 ภาคการศึกษา หรือระยะเวลา 1 ปี – 1 ปีครึ่ง

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ในระดับปริญญาเท่านั้น แต่เป็นการนำปริญญาไปพัฒนาต่อยอด ปัจจุบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ความรู้ทางด้านสุขภาพมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก หลักสูตรการเรียนการสอนจึงต้องมีหลักสูตรใหม่ ๆ ออกมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและพัฒนาสุขภาพของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ ได้เปิดหลักสูตรปริญญาโทด้านการพยาบาลการให้ยาระงับความรู้สึก หรือวิสัญญีพยาบาลเป็นครั้งแรกของประเทศไทย
    ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวว่า หลักสูตรนี้จะเป็นหลักสูตรนำร่อง และจะมีหลักสูตรอื่นๆ ตามมา ซึ่งจุฬาฯ มุ่งพัฒนาหลักสูตรตามความต้องการของประชาชน ที่สำคัญมากกว่านั้นคือการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ การผลิตพยาบาลในสาขานี้จะเอื้อประโยชน์ในด้านคุณภาพการดูแลสุขภาพของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น และเป็นต้นแบบในการพัฒนาทางด้านพยาบาลศาสตร์อื่น ๆ ต่อไป
    “ปัจจุบันโลกหมุนเร็วมาก จุฬาฯ จึงไม่หยุดนิ่ง และไม่ได้ผลิตหลักสูตรที่ก้าวตามให้ทันโลกเท่านั้น แต่มุ่งผลิตหลักสูตรให้ก้าวล้ำโลก ผ่านการมีวิสัยทัศน์ที่มองไปไกลว่าเมื่อจบการศึกษาแล้วผู้ที่จบการศึกษาจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานและความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างแท้จริง” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว

    ศ.ดร.รัตน์ศิริ ทาโต คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า “พยาบาลวิสัญญี” คือพยาบาลที่ให้การดูแลในเรื่องของการให้ยาระงับความรู้สึก ซึ่งการผ่าตัดต่าง ๆ ทั้งการดมยาสลบทั้งตัว (General anesthesia) หรือการให้ยาชาเฉพาะที่ (Regional) จะอยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ วิสัญญีแพทย์เป็นวิชาชีพที่ขาดแคลนอย่างมากโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ปัจจุบันมีจำนวนวิสัญญีพยาบาลทั่วประเทศไทยประมาณ 4,000 ราย ซึ่งจุฬาฯ ได้ทำการสำรวจพยาบาลวิสัญญีประมาณ 3,000 กว่าราย พบว่ากว่า 70 % มีความต้องการจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ในขณะที่สาขาพยาบาลวิสัญญีระดับปริญญาโทยังไม่มีการเปิดการเรียนการสอน แม้จะมีความพยายามที่จะเปิดหลักสูตรมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ทางชมรมพยาบาลวิสัญญีจึงได้ทำหนังสือขอให้คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ เปิดหลักสูตรปริญญาโทวิสัญญีพยาบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ทางคณะฯ จึงมุ่งมั่นที่จะสานต่อความประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพพยาบาลให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มเติม และมีความเติบโตในวิชาชีพพยาบาลวิสัญญี

    “จุดเด่นของหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลด้านการให้ยาระงับความรู้สึก คือการมีแผนวิชาการอย่างเดียว ไม่มีการเรียนคอร์สเวิร์ค แต่จะมุ่งเน้นการทำวิจัย และการทำวิทยานิพนธ์ เนื่องจากองค์ความรู้ในรายวิชาต่าง ๆ ผู้เรียนได้ผ่านการอบรมจากราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์มาแล้ว จุฬาฯ จึงต่อยอดในเรื่องของการทำวิจัย โดยนิสิตสามารถสำเร็จการศึกษาได้ภายในระยะเวลา 1 ปีหรือ 1 ปีครึ่ง ผู้สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรจะได้รับการยกระดับและเพิ่มสมรรถนะของพยาบาล โดยเฉพาะด้านการทำวิจัยและการสร้างนวัตกรรม ช่วยเพิ่มคุณภาพการดูแลและความปลอดภัยทั้งในระยะก่อนผ่าตัด ขณะผ่าตัด และหลังผ่าตัดได้ในระดับสูงสุด” ศ.ดร.รัตน์ศิริกล่าว
    ทั้งนี้ในปีการศึกษาแรกคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ จะเปิดรับนิสิตผู้สนใจจำนวน 15 คน เพื่อให้การเรียนการสอนเกิดศักยภาพอย่างสูงสุด ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานในตำแหน่งพยาบาลวิสัญญีผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัยด้านการพยาบาล ผู้บริหารในระบบสาธารณสุข หรืออาจารย์ในสถาบันการศึกษา รวมถึงสามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และขับเคลื่อนนวัตกรรมในแวดวงพยาบาลวิสัญญีให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

    ผู้สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรนี้ได้ที่ https://www.nurs.chula.ac.th/en/prospect-student/master-program-in-nursing-science/sakha-wichakar-phyabal-dan-kar-hi-ya-rangab-khwam-rusuk.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/261964/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bw-DI-V_DmHzjqwMFfAn_