Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ถนนชีวิต “มานิจ สุขสมจิตร” บนกระดาษขาว-หยาดหมึก “คนข่าวสู่ราชบัณฑิต” – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    ถนนชีวิต “มานิจ สุขสมจิตร” บนกระดาษขาว-หยาดหมึก “คนข่าวสู่ราชบัณฑิต” – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    รายงานพิเศษ 

    ——————

    15กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งราชบัณฑิต รวมทั้งสิ้น 14 ราย 

    โดยหนึ่งในนั้นคือ ‘มานิจ สุขสมจิตร’ นักวิชาการและผู้คร่ำหวอดในวงการสื่อสารมวลชน ได้รับแต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาสังคมศาสตร์ สาขานิเทศศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง

    “มานิจ”นับเป็นสื่อมวลชนไทยรายเเรกที่ได้รับเกียรติประวัติในการเข้ารับตำเเหน่งหน้าที่ดังกล่าว โอกาสนี้ “มานิจ”ให้เวลากับกองบรรณาธิการในการเปิดเผยประวัติเเละเเนวทางการทำงานรวมทั้งมุมมองในการประกอบวิชาชีพให้อนุชน

    “พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เป็นราชบัณฑิตสาขาวิชานิเทศศาสตร์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ผมเป็นคนแรกและคนเดียวในวงการนสพ. ผมภาคภูมิใจมาก      

    เพราะกว่าจะได้เป็นราชบัณฑิต ต้องสมัครเป็นภาคีสมาชิกเมื่อมีตำแหน่งว่าง และต้องเข้ารับการอบรมพร้อมกับต้องคันคว้าสรรพวิชาไปบรรยายให้คนอื่นฟังหลายต่อหลายครั้ง

    ราชบัณฑิตยสภาจึงตรวจสอบผลงานทางวิชาการ /การเขียนตำรา  เมื่อเห็นสมควร  ราชบัณฑิตยสภาจึงลงมติให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา

    ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาหกปี“มานิจระบุ

    “ราชบัณฑิตยสภาเป็นหน่วยงานของรัฐ  ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี  มีหน้าที่ค้นคว้า บำรุง รักษาเผยแพร่สรรพวิชาต่างๆแยกเป็น3สำนักตามความถนัดของสมาชิกคือ 1.สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง 2.สำนักวิทยาศาสตร์3.สำนักศิลปกรรม”มานิจอธิบายความ

    บุรุษจากหลังเขา

    “ผมเกิดที่อ.เเม่สะเรียง จ.เเม่ฮ่องสอน คุณพ่อเป็นกำนัน คุณเเม่เป็นครูประชาบาล  ผมจบม.5 (มัธยมศึกษาปีที่5) จากโรงเรียนบริพัตรศึกษาเเละได้ทุนเรียนดี (ปัจจุบันคือโรงเรียนเเม่สะเรียงบริพัตรศึกษา)ตอนจบตอนม.5เเละจะขึ้น ม.6นั้น  ผมมาเรียนม.6ที่โรงเรียนวัดราชบพิธ กทม.”มานิจย้อนปูมหลังชีวิตให้ฟัง

    “ ผมพักอยู่วัดบวรนิเวศฯ เเต่ผมมาจากต่างจังหวัดช้า ตอนเเรกจะเรียนที่โรงเรียนวัดบวรฯ เเต่นักเรียนเต็ม  หลวงพ่อจึงฝากไปวัดราชบพิธเเละเรียนที่นั่น   โรงเรีบนวัดราชบพิธในตอนนั้น (ก่อนย้ายโรงเรียนมาตั้งใกล้กับกรมการรักษาดินเเดนในปัจจุบัน) พวกผมนั่งเรียนรอบๆโบสถ์    ผมนั่งรถรางเที่ยวละ 20 สตางค์จากวัดบวรฯไปเรียนที่วัดราชบพิธ

    จากนั้นผมเข้าสอบที่โรงเรียนเตรียมอุดม พญาไท ชั้นม.7-ม.8 (สมัยนั้นเรียกว่า เตรียมอุดมศึกษาชั้นปีที่1เเละชั้นปีที่2) เเละมาเรียนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  รุ่นนิติฯ01 (บุคคลสำคัญในรุ่นนี้คือ ชวน หลีกภัย ,สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี/มีชัย ฤชุพันธุ์  อดีตรองนายกฯเเละนักกฎหมายชั้นนำ )”มานิจ  กล่าว

    มานิจย้อนวันวานในช่วงเป็นเด็กหนุ่มจากหลังเขาเพื่อมาเรียนหนังสือในเมืองหลวง เส้นทางชีวิตเป็นอย่างไร คำตอบอยู่ถัดจากบรรทัดนี้

    “สมัยนั้น ผมใช้เวลาห้าวันเดินทางจากอ.เเม่สะเรียงมายังอ.ฮอด จ.เชียงใหม่ มาขึ้นรถคอกหมู(รถโดยสารสองชั้น ชั้นบนให้ประชาชนนั่ง ชั้นล่างบรรทุกหมู/สัตว์เลี้ยง)ไปอ.เมืองเชียงใหม่เพื่อขึ้นรถไฟเข้ากทม.

    นักเรียนม.6รุ่นเดียวกันที่โรงเรียนวัดราชบพิธสอบเข้าเตรียมอุดมได้สามคน  เเต่มีผมที่มาจากบ้านอกแล้วสอบเข้าได้ เพื่อนๆถามว่า“เอ็งมีเส้นหรือ ? ”ผมตอบว่า ”จะมีได้อย่างไร ข้ามาจากบ้านนอก “ เเละตอนนั้นมีคนเเซวผมว่า “สอบได้ที่กทม.มีเงินมาเรียนด้วยหรือ มาจากต่างจังหวัดเเบบนี้? ”เเต่ตอนนั้นผมอ่านหนังสือเยอะ จึงสอบได้

    หลังจบจากโรงเรียนเตรียมอุดมไปเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เเละเริ่มเป็นนักข่าว เมื่อพอมีรายได้บ้าง  ครั้นจะอาศัยวัดต่อก็ดูกระไรอยู่ ผมจึงไปเช่าหอพัก“มานิจระบุ

    ผู้สื่อข่าวในเครื่องเเบบนักศึกษา

    “ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ ปี2501 จบปี2505 

    ผมทำนสพ.ขายในมธ. ตอนนั้นนสพ.ในมธ.ออกทุกวันเเบบไม่ซ้ำหัวเลย  นสพ.จะวิจารณ์สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในมธ.เเละสังคม

     จากนั้นผมสมัครทำงานเป็นผู้สื่อข่าวตั้งเเต่เป็นนักศึกษาปี1-จบการศึกษา ประจำสายศาลยุติธรรม  (มานิจทำงานที่เเรกคือ หนังสือพิมพ์กรุงเทพรายวัน เเห่งที่สองคือหนังสือพิมพ์หลักเมือง ต่อมาย้ายไปหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเป็นเเห่งที่สาม   (หลังจากเปลี่ยนชื่อจากนสพ.เสียงอ่างทองเป็นนสพ.ไทยรัฐ)

    ตอนเป็นนักข่าว ได้เบี้ยเลี้ยงวันละหกบาท เงินเดือน 1200 บาท นับว่าสูง เพราะข้าราชการตอนนั้นเงินเดือน 900 บาท 

    หัวหน้ากองนสพ.ไทยรัฐคือ“ วิมล พลกุล” ส่งผมทำงานเป็นนักข่าวสายศาลยุติธรรม   หน้าที่คือ ผมเขียนข่าวคดีต่างๆที่สำคัญส่งโรงพิมพ์ โดยตอนเช้าจะเเวะไปดูว่าวันนี้ศาลจะตัดสินคดีอะไรบ้าง เเละเข้าฟังการตัดสิน   บางครัังตอนออกจากศาลกลับมาเรียน อาจารย์(ผู้พิพากษา)ที่สอนพวกผมเพิ่งลงบัลลังก์เพื่อข้ามสนามหลวงมาสอนหนังสือ

    ผมก็เดินตามหลังเเละสอบถามอาจารย์ว่าคดีนั้นคดีนี้ทำไมตัดสินเเบบนั้น อาจารย์ก็อธิบายความ ผมก็นำคำพิพากษาเเละคำอธิบายของอาจารย์มาเทียบกับข้อกฎหมายที่เรียนอยู่ เพื่อสังเคราะห์เเล้วก็พิมพ์ข่าวส่งโรงพิมพ์ ทำงานเเบบทุกวันช่วงที่เรียน สูงสุดส่งไปห้าข่าว/วัน 

    ช่วงนั้นสนุก(ยิ้ม)ทำงานด้วย/เรียนด้วย เพราะได้เงินใช้ บางวันเบี้ยเลี้ยงจากโรงพิมพ์ไม่ออกก็หน้าเเห้ง กระเป๋าเเฟบ(ยิ้ม)พร้อมเพื่อนนักข่าว

    ข่วงที่จบการศึกษา  ผมสอบชิงทุนของมหาวิทยาลัยไปเรียนต่อที่ต่างประเทศได้(เงื่อนไขคือหากสำเร็จการศึกษาเเล้วต้องกลับมาใช้ทุน โดยมธ.จะบรรจุเป็นอาจารย์) เเต่ผมสละสิทธิ 

    อาจารย์อดุลย์ วิเชียรเจริญ  ซึ่งเป็นเลขาธิการมหาวิทยาลัยในตอนนั้นเรียกผมไปสอบถามว่า “สอบชิงทุนได้ สละสิทธิทำไม? ” ผมตอบไปว่า “ผมสอบวัดความรู้ที่ได้เรียนมาเเละผมมีเงินเดือนจากการเป็นผู้สื่อข่าวเเล้วครับ”

    ”ตอนนั้นผมรับเงินเดือนนักข่าว1200บาท เบี้ยเลี้ยงรายวันอีกต่างหาก มันเยอะกว่าเงินเดือน900บาทของข้าราชการนะในสมัยนั้น(ยิ้ม) ทำข่าวเรื่อยมา เเละอายุ 37 ปีรับหน้าที่นายกสมาคมนักข่าวเเห่งประเทศไทย เเละอื่นๆ“มานิจกล่าว

    เส้นทางวิชาชีพ ปากกา/กระดาษ/กล้องถ่ายรูป

    มานิจเล่าต่อว่า”ผมไปทำงานกับคุณกำพล วัชรพล(นสพ.ไทยรัฐ)เป็นเเห่งที่สามจนเกษียณ

    เพื่อนผู้สื่อข่าวรุ่นเดียวกับผมในตอนนั้นมีหลายคนเช่น เเถมสิน รัตนพันธุ์ (คอลัมน์ลัดดาซุบซิบ)ระวิ โหลทอง (นสพ.สยามกีฬารายวัน) โรจน์ งามเเม้น(นสพ.ไทยโพสต์เเละคอลัมน์เปลว สีเงิน) เพื่อนๆพี่ๆนักข่าวรู้จักเเละสนิทกันตอนทำงานที่นสพ.หลักเมืองรายวัน

    หลักการทำงานนั้น ผมเเจ้งกองบรรณาธิการว่า ยึดหลักจรรยาบรรณในวิชาชีพ เเละนักข่าวควรอ่านหนังสือให้เยอะๆหลากประเภทเพื่อเสริมความรู้รอบตัว เวลาทำงานจะได้มีองค์ความรู้ วิเคราะห์เเละสังเคราะห์ข่าวได้

    การเสนอข่าวต้องรายงานข้อเท็จจริงของเหตุการณ์เเละนักข่าวต้องเสนอมุมมองว่าทางออกของข่าวนั้นคืออะไรเพื่อให้ประชาชนช่วยกันคิดเเก้ไขไปด้วย“

    นสพ.ไทยรัฐในตอนนั้นนับเป็นพี่ใหญ่วงการสื่อมวลชนเเละเเนวทางการทำงานนั้น มานิจเล่าว่า

    “ข่าวเเละภาพของเราต้องเอ็กซ์คลูซีฟ คือข่าวนี้มีที่นี่ที่เดียว   นสพ.ไทยรัฐลงทุนเพื่อเสนอข่าวเป็นอย่างมาก  ทั้งอุปกรณ์ เเท่นพิมพ์  ระบบสื่อสาร งบประมาณการทำข่าว เช่น หากมีการเเข่งขันชกมวยระดับโลกที่ต่างจังหวัด ตอนนั้นระบบการโทรคมนาคม/สื่อสารไม่ทันสมัยเเบบวันนี้ 

    ไทยรัฐลงทุนเช่าเหมาลำเครื่องบิน เที่ยวละสองเเสนบาทเพื่อส่งนักข่าว/ช่างภาพไปทำงาน เมื่อชกมวยเสร็จ นักข่าว/ช่างภาพรีบกลับมาขึ้นเครื่องบิน เพื่อเขียนข่าว/ล้างรูป/อัดรูป โดยทำงานบนเครื่องบินเลย 

    เมื่อเครื่องลงจอดที่สนามบินดอนเมือง เราส่งจักรยานยนต์ไปรับรูปเเละข่าวเพื่อมาขึ้นเเท่นตีพิมพ์/ปิดกรอบนสพ.เพื่อให้ทันจำหน่าย(สมัยนั้นนสพ.ไทยรัฐมี6กรอบ)ชนิดที่เรียกว่าข่าวเเละภาพเเบบนี้มีเพียงนสพ.ไทยรัฐเจ้าเดียว(ยิ้ม)

    ต้นทุนการทำข่าวนับว่าสูงมาก เเต่เรามีเทคนิคประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น เเจ้งภาคเอกชนว่าไทยรัฐจะเสนอข่าวนี้ในวันนี้ สนใจจะเป็นสปอนเซอร์หรือไม่ หากตอบรับ เราก็จะฝังโลโก้ของเอกชนรายนั้นๆบนภาพข่าวที่ตีพิมพ์ลงหน้าหนึ่ง เท่ากับว่าเราลดต้นทุนไปได้มาก เอกชนก็ได้รับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปในตัวกับภาพข่าวบนกรอบนั้นๆของนสพ.ไทยรัฐ

    ข่าวเเละภาพคือความสำคัญของสื่อมวลชนที่ทุกคนควรยึดหลักว่าได้มาโดยสุจริต เที่ยงตรง เเละเกิดประโยชน์กับสาธารณะ ตัวอย่างหนึ่งตอนที่ผมต้องคุมปิดกรอบหน้าหนึ่ง นสพ.ไทยรัฐ กรอบสุดท้าย  เวลาปิดต้นฉบับคือ 24.00น. ตอนนั้นในต่างจังหวัดเกิดอุบัติเหตุใหญ่ มีผู้บาดเจ็บเเละเสียชีวิตเยอะ นักข่าวทยอยส่งภาพเเละข่าวเป็นระยะเพื่อให้กองบรรณาธิการเรียบเรียง 

    ตอนใกล้เวลาปิดกรอบ นักข่าวเเจ้งว่าตอนนี้มีผู้เสียชีวิตเเล้ว9ราย อีก1รายสาหัสเเละน่าจะเสียชีวิตในเร็วๆนี้ จะให้เขียนข่าวว่า”เสียชีวิตรวมสิบราย“หรือไม่ ผมบอกไปว่า ”เขียนข่าวตามข้อเท็จจริง(เสียชีวิต9ราย)เพื่อปิดกรอบนี้ก่อนเเล้วค่อยรายงานความคืบหน้าของข่าวนี้ในกรอบต่อไป “

    บทสรุป คือ นักข่าวต้องยึดข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นัันๆเป็นหลักในการเสนอข่าว หากข่าวนั้นมีความคืบหน้าเเล้วค่อยเสนอในลำดับต่อไป จะอนุมานเอาเองไม่ได้”

    ปลดโซ่ตรวนกฎหมายล็อกคอสื่อ

    สมัยก่อนนั้น กฎหมายปิดปากสื่อ/คำสั่งปิดนสพ.นับว่ารุนเเรงมาก หากวิจารณ์รัฐบาล(รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ – จอมพลถนอม กิตติขจร – ธานินทร์ กรัยวิเชียร)  มีผ่อนปรนบ้างในยุครัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ – มรว.เสนีย์ ปราโมช – มรว.คึกฤทธิ์  ปราโมช

    เเละช่วงรัฐบาลหอย(ธานินทร์ กรัยวิเชียร) สร.1บอกสังคมหลังผ่านเหตุการณ์14ตุลาคม2516เเละ6ตุลาคม2519ว่า รัฐบาลจะใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญ12ปีในการเดินสู่ถนนประชาธิปไตย จนสื่อมวลชนยุคนั้นวิจารณ์กันหนัก 

    เครื่องพันธการสื่อไม่ให้มีเสรีภาพนั้นมีสองชนิดคือ1. “ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่17(ออกโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์คือประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 17 ลงวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 17 พ.ศ. 2517)

    2.คำสั่ง ปร.42 (ออกโดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน) โดย“จอวส์ใหญ่(ฉายาของพลเอกเริอเอกสงัด)”คือเเบ็กอัพตั้งรัฐบาลหอย  ทำให้รัฐบาลหอยมีเครื่องมือคุมสื่อคือคำสั่งฉบับนี้(ต่อมาจอวส์ใหญ่ก็ล้มรัฐบาลหอย เพราะกระเเสสังคมไม่ยอมรับ  โดยส่งพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ขึ้นเเท่นสร.1เเทน)

    มานิจเล่าว่า

    “ยุครัฐบาลหอยนั้น  มท.1(สมัคร สุนทรเวช รมว.มหาดไทย) สั่งปิดนสพ.หลายฉบับ โดยอาศัยปร.42 เพราะมท.1คุมความมั่นคงในประเทศ ด้วยการเอาโซ่ล่ามเเท่นพิมพ์  เเละออกคำสั่งปิดนสพ. โดยอ้างว่านสพ.ทำผิดกฎหมาย เป็นภัยความมั่นคงเพราะวิจารณ์รัฐบาล  คือใช้คำว่า”นสพ.ทำให้รัฐบาลเกิดความเสื่อมเสีย/เสียความนิยมในสายตาประชาชน“เพียงเท่านี้ก็ปิดนสพ.ได้เลย

    หากโดนคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยสั่งปิดก็พิมพ์นสพ.ไม่ได้ นสพ.จะจดทะเบียนหัวใหม่ก็ไม่ได้ เพราะกฎหมายล็อกไว้  เจ้าของนสพ.ต้องซื้อหัวนสพ.จากต่างจังหวัดมาใช้

    นสพ.เสียงอ่างทอง(นสพ.ไทยรัฐในวันนี้)นั้น คุณกำพลซื้อหัวนสพ.มาจากจ.อ่างทอง ราคาสองเเสนบาทนะ  ยุคนั้นนับว่าเเพงมาก“

    หลังภาวะบ้านเมือง/เหตุวุ่นวายของประเทศเพื่อนบ้านเริ่มคลี่คลายจากหลายปัจจัย เช่น สงครามเวียดนามเเละสงครามในเขมร/คำสั่งสำนักนายกฯที่66/2523  /วิกฤตน้ำมันเเพง /การเดินผ่านยุค“ประชาธิปไตยครึ่งใบ”ของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เข้าสู่ยุค“เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า”ของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณนั้น

    คราวนั้นพบว่า สื่อมวลชนเริ่มมีอิสระ กฎหมาย/คำสั่งคณะปฏิวัติถูกยกเลิกหลายฉบับ เเต่มีหนึ่งคำสั่งที่ยังล่ามอิสระของสื่อมวลชนไว้คือ “ปร.42”

    นักข่าวในยุคนั้น เรียกร้องรัฐบาลพรรคชาติไทยให้ปลดล็อกปร.42 โดยมีการเเถลงข่าวที่นำโดย“สุทธิชัย หยุ่น  จากเครือเนชั่น /มานิจเเละไพฑูรย์ สุนทร อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย  ” เเถลงข่าวเเสดงจุดยืน เเละขอเข้าพบพลเอกชาติชายซึ่งเป็นนายกฯในตอนนั้น เพื่ออธิบายความจำเป็นในการปลดล็อกครั้งนั้น

    มานิจย้อนเวลาให้ฟังว่า”น้าชาติ(พลเอกชาติชาย) ในตอนนั้นรับฟังข้อเรียกร้องของตัวเเทนสื่อ เเละน้าชาติเขียนหนังสือเเจ้งไปกระทรวงมหาดไทยให้ยกเลิก  ปร.42 ผมถ่ายภาพหนังสือฉบับนั้นเอาไว้เเละทำสำเนาพกติดตัวไว้ด้วย เพราะมท.1(บรรหาร ศิลปอาชา) ในช่วงนั้นไม่เห็นด้วย เเม้เเต่บวรศักดิ์ อุวรรโณ ในตอนนั้นเป็นที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกของน้าชาติก็ค้านนะ ต่อมาผมก็คุยกับบวรศักดิ์รวมทั้งช่วงเป็นกรรมาการร่างรธน.2550 ก็เข้าใจตรงกัน(ยิ้ม)“

    “ต่อมาน้าชาติไปเป็นประธานเปิดโรงเรียนไทยรัฐวิทยาในต่างจังหวัด   มท.1ก็ไปด้วย ผมไปกระซิบถามน้าชาติว่า “ได้เเจ้งมท.1เเล้วหรือไม่ ”น้าชาติบอกว่า”เเจ้งไปเเล้ว“ ผมจึงขออนุญาตน้าชาตินำสำเนาหนังสือฉบับนัันไปมอบให้มท.1 ในงานนั้นเลย มท.1เห็นหนังสือเเล้วมองหน้าน้าชาติในทำนองสอบถามว่า “เอาเเบบนี้หรือ? ”น้าชาติพยักหน้า จากนั้นคำสั่งยกเลิกปร.42ก็ประกาศใช้(ยิ้ม)”

    “วันนั้นพวกผมต่อสู้เพื่อสิทธิของสื่อมวลชน ดังนั้นขอให้นักข่าวทุกคนทำงานบนหลักการว่า เสรีภาพต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ คือเคารพกฎหมายเเละจริยธรรมในวิชาชีพ” มานิจสรุป

    เเพลตฟอร์มออนไลน์“โลกใหม่ของสื่อมวลชนวันนี้”กับเสรีภาพเสมือนไร้กำเเพง

    มานิจมองการเปลี่ยนเเปลงของสนามข่าวในวันนี้กับวันวานว่า

    ”ยุคนี้ระบบสื่อสารดีกว่ายุคของผมเยอะ   ผู้สื่อข่าวสามารถใช้โทรศัพท์มือถือ/คอมพิวเตอร์/เเทบเล็ตใช้รายงานสด(live)จากพื้นที่ได้ทันทึ  ค้นข้อมูลจากระบบออนไลน์ได้ทันทีเช่นกัน

    ตอนนี้สื่อหลายสำนักเเข่งขันกันที่ความเร็วในการเสนอข่าวเพื่อดึงยอดผู้ชมเเละเรตติ้งในเเพลตฟอร์มออนไลน์

    ขอเเนะนำว่า ข่าวที่ดีนั้นคือ ข่าวที่รายงานได้รวดเร็ว ครบถ้วน ถูกต้อง  เเต่สภาพการเเข่งขันของสื่อมวลชนวันนี้(เเพลตฟอร์มออนไลน์เเละรายงานสด)พบว่าเเข่งขันกันที่ความเร็ว จนขาดความลุ่มลึก

    สมมติว่า หากเรารายงานสด/เสนอข่าวออกไปเเล้วมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น  สังคมจะจดจำว่า นักข่าวคนนี้เเละสื่อสังกัดนี้รายงานผิด/คลาดเคลื่อน จนเสียเครดิตไปฟรีๆ เพราะสังคมจดจำ

    ฉะนั้นหากเรารายงานข่าวช้ากว่าเพื่อนสักนิด  เเต่เรารายงานถูกต้อง ครบถ้วน  เเนะนำว่า ควรยึดหลักการนี้ดีกว่า เพราะสังคมจะเชื่อมั่นว่า เรายึดหลักการทำงานตามเเนวทางวิชาชีพที่ถูกต้อง

    สมัยผมนะ (ยิ้ม) ห้องทำงานของนักข่าวภาคสนาม จะประจำกันที่กรมประชาสัมพันธ์ ถนนราชดำเนิน(ตรงข้ามโรงเเรมรัตนโกสินทร์ ) หน่วยราชการจะมีเอกสารข่าวมาวางในตะกร้า  ใครสนใจก็หยิบไปอ่านเเละเเจ้งโรงพิมพ์ บางคนไปทำข่าวข้างนอกเสร็จเเล้วจะเเวะมาพิมพ์ข่าวที่นี่

    เพื่อนนักข่าว2-3คนไม่ค่อยออกไปทำข่าวข้างนอก คราวหนึ่งพวกผมเเกล้งเพื่อนกลุ่มนี้ (ศัพท์ในวงการนักข่าวคือวางยา) โดยพิมพ์ข่าวว่า “มีรายงานจาก…ว่า เมื่อวันที่… เวลา… เรือหลวงของกองทัพเรือไทยสองลำ ชื่อ… มีลูกเรือจำนวน…. กัปตันเรือชื่อ….ถูกเรือไม่ทราบฝ่ายยิงจนเสียหายเเละอับปางที่…”เเล้วไปวางไว้ในตะกร้าข่าว เพื่อนเหล่านั้นเห็นข่าวนี้ก็ส่งโรงพิมพ์ ”

    “วันรุ่งขึ้นทร.เเถลงว่าไม่มีเหตุตามที่บางสื่อเสนอข่าวนี้เกิดขึ้น….(ยิ้ม) นิทานเริ่องนี้สอนให้รู้ว่า…(ยิ้ม)”มานิจเล่าประสบการณ์จริงให้นักข่าววันนี้ไว้เป็นหลักคิด

    ส่วนการสร้างคนข่าวรุ่นใหม่นั้น มานิจมีมุมมองว่า“ขอฝากสถาบันการศึกษาที่สอนวิชาสื่อมวลชนว่าควรให้นักศึกษาติดตามข่าวสาร/อ่านหนังสือเยอะๆหลากประเภทจะได้มีองค์ความรู้รอบด้าน

    เเละฝากนักข่าวยุคนี้ด้วยว่า  ต้องอ่านหนังสือ/อ่านข่าวเยอะๆ ความรู้เรียนได้ทุกวันเเละมันจะติดตัวเรา

    เวลารายงานข่าวนั้น นักข่าวควรทำการบ้านให้มากๆ คืออ่านข่าวจากทุกเเหล่งข้อมูลเเล้ววิเคราะห์/สังเคราะห์ก่อนปฏิบัติหน้าทึ่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการเสนอข่าวนั้นๆ ด้วย 

    หากสื่อมวลชนรายงานแต่ปัญหา / เหตุการณ์ข่าวนั้นๆ โดยไม่เสนอต้นสายปลายเหตุ / ทางออกของข่าวให้ประชาชน / ผู้ชม / ผู้อ่านพิจารณาไปด้วยนั้น ผมมองว่าขาดตกบกพร่องไประดับหนึ่งในการทำหน้าที่สื่อมวลชน“มานิจกล่าว

    เส้นทางชีวิต-วิชาชีพ-วิชาการ

    ชีวิต

    มานิจ  สุขสมจิตร ชาวอ.เเม่สะเรียง จ.เเม่ฮ่องสอน

    สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับประกาศนียบัตรวิชาการหนังสือพิมพ์ชั้นสูงจากสหราชอาณาจักร 

    * ปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2506)

    * ประกาศนียบัตรวิชาการหนังสือพิมพ์ชั้นสูง ร.ร.วิชาการหนังสือพิมพ์ เมืองคาร์ดีฟ สหราชอาณาจักร รุ่น J22 (พ.ศ. 2513)

    วิชาชีพ

    มานิจเข้าสู่วงการสื่อสารมวลชน ในฐานะผู้สื่อข่าวและอาจารย์พิเศษด้านกฎหมายและจริยธรรมสื่อให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง

    นามปากกาที่ใช้ในการเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์

    1.”เสมา วิจิตรรัตนา“ ใช้เวลาเขียนบทความทางการศึกษาหรือทางการเมือง

    2.”สีสด“ ใช้ตอบปัญหาสารพันแทนผู้ใช้นามปากกา” สีเสียด “

    3.“นายเมือง เพื่อนนายเถื่อน” ใช้เวลาเขียนเรื่องสัพเพเหระ

    4.”  พงศ์อมร ทนายชาวบ้าน”เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับกฏหมาย

    มานิจ ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย /ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน /ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ /ประธานมูลนิธิพัฒนาการสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย /บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    วิชาการ

    ราชบัณฑิต

    ภาคีสมาชิก  แต่งตั้งเมื่อวันที่ 2ธันวาคม 2563 สาขาวิชานิเทศศาสตร์    ประเภทวิชาสังคมศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง 

    ราชบัณทิต มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯเเต่งตั้ง เมิ่อวันที่ 15กันยายน 2568  ประเภทวิชาสังคมศาสตร์ สาขานิเทศศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง

    ภาคกฎหมายเเละการเมือง

    สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/highlight/1455734&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CBzXT2h-XVImtrAFevkDG

  • อัตราว่างงาน ‘เด็กจบใหม่’ ยังน่าห่วง

    อัตราว่างงาน ‘เด็กจบใหม่’ ยังน่าห่วง

    เด็กจบใหม่เสี่ยง ‘ตกงาน’ สูง โดยไตรมาส 2 แตะ 18.9%  เหตุเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว และการเข้ามาแทนที่ของ AI

    ‘ยรรยง ไทยเจริญ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ปัญหาการว่างงานของไทยยังน่ากังวล โดยเฉพาะเด็กจบใหม่อายุ 15-24 ปี ที่อัตราว่างงานเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 18.9% เพิ่มขึ้นจาก 16.1% ในไตรมาส 1 ปี 2568

    เนื่องจาก 1. มาจากเศรษฐกิจชะลอตัว โดยในปีนี้ภาพรวมของ GDP จะเติบโตเพียง 1.8% ส่วนปีหน้ามีแนวโน้ม GDP โตลดลงมาอยู่ที่ 1.5% และ 2. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการนำ AI เข้ามาใช้ในตำแหน่งระดับเริ่มต้น ที่กดดันให้มีการจ้างงานลดลง

    “การว่างงานที่สูงในกลุ่มแรงงานจบใหม่ ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะจะทำให้ทักษะที่ได้จากระบบการศึกษาของคนกลุ่มนี้หายไปเมื่อไม่มีการนำมาใช้จริงในตลาดแรงงาน และยังเสี่ยงที่แรงงานกลุ่มนี้จะเข้าสู่เศรษฐกิจนอกระบบที่มีรายได้ต่ำ ไม่มีสวัสดิการคุ้มครองที่เพียงพอ”

    ดังนั้น เพื่อทำให้ตนเองเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เด็กจบใหม่จำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้ง Upskill การยกระดับทักษะแรงงาน และ Reskill การเรียนรู้ทักษะใหม่ให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ

    นอกจากการว่างงานในกลุ่มเด็กจบใหม่ที่สูงขึ้นแล้ว อีกสัญญาณที่น่ากังวล คือ ‘การว่างงานในระบบประกันสังคม’  ที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง  จาก 1.8% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 2.2% โดยพบว่า ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงถึงปานกลางอย่างธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงได้เริ่มปรับลดแรงงานลงแล้ว

    -กลุ่มธุรกิจเสี่ยงสูง เช่น ยางพารา สิ่งทอ อาหารทะเลประเภทกุ้ง และยานยนต์ ฯลฯ มีการจ้างงานลดลง 260,000 คน

    -ธุรกิจเสี่ยงปานกลาง เช่น มันสำปะหลัง น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน อาหารสัตว์เลี้ยง ยานยนต์เชิงพาณิชย์ เหล็ก ขนส่ง และโลจิสติกส์ ฯลฯ มีการจ้างงานลดลง 470,000 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1540113&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ktWXtJT11xTW3RUXIF-JA

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมพิจารณาการช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในประเทศไทย

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมพิจารณาการช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในประเทศไทย

    วันที่ 29 กันยายน 2568 ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ครั้งที่ 6/2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาคำขอรับเงินช่วยเหลือกรณีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ได้รับบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพถาวร หรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย รวมถึงการเยียวยาด้านจิตใจ

    ที่ประชุมครั้งนี้นับเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภายใต้ “โครงการช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ” ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและการดูแลนักท่องเที่ยวในทุกมิติ พร้อมทั้งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ดีในระดับนานาชาติ

    โครงการดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการยกระดับมาตรการความปลอดภัยและการดูแลเอาใจใส่นักท่องเที่ยวอย่างรอบด้าน#กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245834&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ye7oC8iAj6NMCAzNK3ePj

  • ‘รมว.ท่องเที่ยวฯ’ ยัน ‘งบซอฟต์พาวเวอร์’ โปร่งใส -เน้นก่อประโยชน์จริง | เดลินิวส์

    ‘รมว.ท่องเที่ยวฯ’ ยัน ‘งบซอฟต์พาวเวอร์’ โปร่งใส -เน้นก่อประโยชน์จริง | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5158473/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NhT6GFyt6BUXRslusLfwj

  • คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คว้า 2 รางวัล

    คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คว้า 2 รางวัล

    การตลาด

    คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คว้า 2 รางวัล

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คว้า 2 รางวัล

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ  แก้วอุดม  คณบดีคณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  (กลาง)  เข้ารับมอบ 2 รางวัล  อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568  โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีและพระราชทานรางวัล ประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน “รางวัลดีเด่น และรางวัลแห่งความยั่งยืน” จัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.รุจิภาส  บุญสำเร็จ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา (ขวา)  และ ดร.มนรัตน์  ใจเอื้อ  รองคณบดีฝ่ายวิชาการ (ซ้าย) ร่วมแสดงความยินดี          เมื่อเร็ว ๆ นี้  ณ โรงแรม แกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/marketing/448401&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SZxfoGRNQG-w6ojr4a5Si

  • เซ็นทาราคว้ารางวัลแห่งความยั่งยืน  ในงานรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568

    เซ็นทาราคว้ารางวัลแห่งความยั่งยืน ในงานรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568

    การตลาด

    เซ็นทาราคว้ารางวัลแห่งความยั่งยืน ในงานรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.37 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ประกาศความภาคภูมิใจเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯและเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน คว้ารางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards) ในงานพิธีพระราชทานรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย(Thailand Tourism Awards) ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 จัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

     รางวัลด้านความยั่งยืนอันทรงคุณค่าในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ และเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหินในการมุ่งดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ในทุกการให้บริการแขกผู้เข้าพัก เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

    “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลด้านความยั่งยืนในเวทีนี้ ซึ่งเราไม่หยุดยั้งที่จะนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในการให้บริการแขกผู้เข้าพัก

    เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดและส่งมอบประสบการณ์เข้าพักอย่างเหนือระดับในคราวเดียวกัน” วุฒิศักดิ์ พิชญกานต์ ผู้จัดการทั่วไป

    โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ กล่าว

    “เราให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายและการให้บริการลูกค้าโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่นเสมอ เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและ

    อนุรักษ์เสน่ห์ทางธรรมชาติของอำเภอหัวหินให้เป็นมรดกเมืองท่องเที่ยวของประเทศไทยต่อไปในอนาคต” ยัน ไวไชท์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเซ็นทารา

    แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน กล่าว

    โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมกับแผนระยะยาวในการลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังอาทิ การลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 40% และลดการใช้น้ำและการทิ้งขยะไปสู่หลุมฝังกลบ 20% ภายในปีพ.ศ. 2572  รวมทั้งการตั้งเป้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (NET ZERO) ภายในปีพ.ศ. 2593

    สามารถดูข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของเซ็นทาราได้ที่ www.centarahotelsresorts.com/sustainability

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/directsale/448444&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lKS-DY1Q_mJJcB5288GOI

  • ‘รมว.อรรถกร’ แจงกลางสภา ยืนยันกำกับดูแลกระทรวงท่องเที่ยวฯใช้ งบ Soft Power โปร่งใส

    ‘รมว.อรรถกร’ แจงกลางสภา ยืนยันกำกับดูแลกระทรวงท่องเที่ยวฯใช้ งบ Soft Power โปร่งใส

    วันนี้(วันที่ 29 กันยายน 2568) ในการประชุมรัฐสภา วาระการแถลงนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อสมาชิกรัฐสภา ถึงข้อกังวลเกี่ยวกับงบประมาณด้าน Soft Power โดยระบุว่า

    ตนได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากรองนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้าใจดีว่า มีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งเรื่องเวลา และการที่รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นผู้วางกรอบงบประมาณเอง แต่ตนยืนยันว่า จะดูแลการบริหารงบประมาณทุกบาทอย่างรอบคอบและโปร่งใส

    ”แม้สังคมและสื่อออนไลน์จะมีการพูดถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงบ Soft Power จำนวนมาก แต่คนที่เป็นข่าว ผมแทบไม่รู้จักเลย จึงยืนยันได้ว่าจะไม่มีใครสามารถใช้ประโยชน์จากผมได้”นายอรรถกร กล่าว

    อรรถกร ศิริลัทธยากร

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวต่อว่า งบประมาณส่วนนี้แม้กระจายอยู่หลายกระทรวง แต่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่จะต้องใช้งบประมาณ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าหมายในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ 

    “ผมจะใช้งบตรงตามระเบียบ เน้นความเหมาะสม และให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ทุกโครงการที่ใช้งบ ต้องเกิดผลจริง ต้องช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากที่สุด” นายอรรถกร กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640160&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GTVWYyYfOBLAePtrHe-QS

  • สศค. เผย “ส่งออก-ท่องเที่ยวในปท.” ยังเป็นแรงหนุนศก.ไทย ส.ค. ห่วงภาษีสหรัฐฯ-ค่าเงิน-ชายแดนฉุด : อินโฟเควสท์

    สศค. เผย “ส่งออก-ท่องเที่ยวในปท.” ยังเป็นแรงหนุนศก.ไทย ส.ค. ห่วงภาษีสหรัฐฯ-ค่าเงิน-ชายแดนฉุด : อินโฟเควสท์

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน

    สัญญาณชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน: โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -1.8% และ -0.3% ตามลำดับ และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -3.0% และ -4.8% ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -10.8 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน

    สัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 23.6% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 0.1% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -10.5% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -8.5% สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -8.0% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -1.0%

    – มูลค่าการส่งออกสินค้า

    ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ 5.8% และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 5.4% การส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ดี ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โดยขยายตัว 44.1% 37.0% และ 10.2% ตามลำดับ นอกจากนี้ การส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ กุ้งสด แช่เย็นแช่แข็ง และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัว 26.1% 7.0% และ 1.3% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 14.3% 12.8% และ 5.9% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ลดลง -11.6% และ -5.3%

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน

    โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนสิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -12.8% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -1.0% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยในเดือนสิงหาคม 2568 จำนวน 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 6.4% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 2.4%

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.6% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -5.7% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และหมวดไม้ผล ลดลงจากเดือนก่อน

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.7 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี

    สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ -0.79% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.81% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 64.5% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    – สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า

    สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด และดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางขยายตัวเร่งขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.9 จุด จากระดับ 49.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า จากปริมาณการผลิต ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่กละการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ

    ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 53.5 จุด ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวดีในหลายประเทศ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความตึงตัวในตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มมีทิศทางที่ผ่อนคลายลง ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    – ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน

    โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ โดยในเดือนกันยายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 23 กันยายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิรวม 9,678.50 ล้านบาท จากในเดือนสิงหาคมซื้อสุทธิสูงถึง 18,370.97 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ในระดับสูงที่ 116,613.37 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่กลุ่มสถาบันในประเทศ กลับมาซื้อสุทธิในเดือนกันยายน 5,144.26 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ซื้อสุทธิ 3,851.32 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ยังคงมียอดขายสุทธิในเดือนกันยายน -5,739.65 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ -19,873.55 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติ แม้ยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย -9,083.11 ล้านบาท ในเดือนกันยายน แต่แรงขายเริ่มลดลงเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่สูงถึง -21,736.88 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังเป็นผู้ขายสุทธิในระดับสูงที่ -93,370.44 ล้านบาท สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 8,212.25 ล้านบาท ในเดือนกันยายน หลังจากที่เดือนสิงหาคมขายสุทธิ -6,445.73 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับสูงที่ 28,977.56 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนและแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532941&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37SBD29ZPnavkXu_iyPS0H

  • “ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ

    “ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ

    “ศิริกัญญา ตันสกุล” ชี้ไม่คาดหวังนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน แต่ยังอดผิดหวังไม่ได้ เผยโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้งบสูงถึง 124,000 ล้านบาท จนแทบจะไม่เหลือเงินสำรองจ่ายไว้ให้กับรัฐบาลหน้าแล้ว

    วันที่ 29 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของคณะรัฐมนตรี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยระบุว่าคำแถลงนโยบายรอบนี้ก็ยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม ไม่แตกต่างจากคำแถลงนโยบายของอีกสองรัฐบาลก่อนๆ มีแต่คำกว้างๆ ลอยๆ ขาดความชัดเจนของเป้าหมาย ไม่มีการระบุตัวชี้วัดใด แม้ทุกคนจะรู้ว่าเป้าหมายของรัฐบาลนี้จะต้องเสร็จภายใน 4 เดือน

    แต่ขอบเขตงานต้องชัดเจน ไม่เช่นนั้นสิ่งที่จะทำเสร็จได้ใน 4 เดือนจะมีแค่แผนงาน ที่สุดท้ายต้องรอให้รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มมาปฏิบัติต่อ

    “ถึงจะคาดหวังน้อยขนาดนี้แล้วตนก็ยังผิดหวังกับคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ที่ไม่ได้ช่วยสร้างความกระจ่างชัดเจน แต่กลับสร้างคำถามตามมา โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่ระบุแต่ว่าจะทำอะไร แต่ขาดรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร เช่น การแก้หนี้สินรายบุคคลในระบบรายละไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งลูกหนี้เหล่านี้มีประมาณ 3 ล้านกว่าบัญชี จะทำให้หมด 3 ล้านกว่าบัญชีเลยหรือไม่ หรือจะทำกี่ราย ลูกหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในธนาคารพาณิชย์ รัฐบาลจะซื้อหนี้หรือไม่ จะตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ใหม่หรือไม่หรือจะใช้เจ้าเดิม แต่กลับไม่ระบุรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร”

    น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า รัฐบาลมีการประกาศว่าจะจัดทำโครงการคนละครึ่ง จากการประกาศต่อสาธารณะ จะทำเป็น 3 โครงการย่อย คือเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 1,700 บาท คนละครึ่งสำหรับผู้ยื่นภาษี 2,400 บาท/คน คนละครึ่งสำหรับผู้ไม่ยื่นภาษี 2,000 บาท เฉพาะส่วนแรกของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 22,000 ล้านบาท จะต้องใช้งบกลางของปี 2568 ซึ่งคณะรัฐมนตรีต้องอนุมัติให้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน หรือก็คือวันพรุ่งนี้ ที่รัฐบาลต้องจัดประชุม ครม.นัดพิเศษเพื่ออนุมัติงบดังกล่าว หลัง 6 โมงเย็นพรุ่งนี้

    “ในการประชุม ครม.วันพรุ่งนี้ จะมีการอนุมัติงบกลาง 68 ที่เหลืออยู่ทั้งหมด 63,000 ล้านบาท ที่เหลือมาจากทั้งเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและเงินที่เหลือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตอนที่รัฐบาลก่อนหน้านี้อนุมัติงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจไม่หมด เหลืออยู่ประมาณ 30,000 ล้านบาท ตนยังทวงถามอยู่ว่าจะมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ก็ได้คำตอบว่าไม่มีแล้ว และเงินส่วนที่เหลือก็น่าจะพับไปเลย ซึ่งตนเห็นด้วย เพราะจะสามารถลดการขาดดุลและลดการกู้เงินเพิ่มได้ จะได้ไม่เป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ และคลังเองก็จัดเก็บรายได้ตกเป้าอยู่ แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล กลับนำงบที่เหลือออกมาใช้ทันที”

    น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ส่วนที่เหลือที่เป็นคนละครึ่งพลัสจริงๆ รวมแล้วทั้งคนที่ยื่นภาษีและไม่ยื่นภาษี 44,000 ล้านบาท ก็จะใช้งบประมาณปี 2569 คิดเป็น 1 ใน 3 ของกระสุนทางการคลังที่ประเทศเหลืออยู่ ที่จะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ของปี 2569 มีส่วนของเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น 99,000 ล้านบาท บวกกับงบกลางรายจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 25,000 ล้านบาท ก็จะรวมเป็น 124,000 ล้านบาท เฉพาะเฟสแรกของคนละครึ่งใช้ไปแล้ว 1 ใน 3 แล้ว รัฐบาลยังบอกว่าจะมีเฟสสองต่อ ไหนจะต้องมีมาตรการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ของประชาชน เยียวยาผลกระทบภาษีทรัมป์ ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว เท่ากับว่ารัฐบาลนี้จะใช้เงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน จนแทบจะไม่เหลือเงินสำรองจ่ายไว้ให้กับรัฐบาลหน้า

    น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่ารัฐบาลนี้แม้จะอยู่เพียงแค่ 4 เดือนแต่ก็ต้องทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญในปลายปีนี้ คือการกำหนดกรอบงบประมาณปี 2570 และมอบนโยบายงบประมาณ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ที่จะมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังแห่งรัฐ ยังต้องเป็นผู้ออกประกาศขยายเพดานหนี้สาธารณะจากเดิมที่ 70% เพราะสิ้นปี 2569 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 69% แล้ว ไม่เช่นนั้นจะกู้เพิ่มได้เพียง 200,000 ล้านบาทเศษ และเพื่อรักษาภาพลักษณ์การคลังของประเทศที่กำลังถูกบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจ้องจะปรับลดเรตติ้งอยู่ ทำให้รัฐบาลยังอาจจะต้องเป็นผู้นำเสนอแผนการจัดเก็บรายได้ใหม่ให้กับประเทศด้วย

    แต่ถ้ารัฐบาลทำแผนการจัดเก็บรายได้ หรือแผนการปฏิรูปภาษี หรือแผนการปฏิรูปการคลัง ตนเกรงว่าจะกลายเป็นแผนที่เอามาบังคับใช้เอากับรัฐบาลหน้า เรียกได้ว่ารัฐบาลนี้เร่งใช้เงิน แต่รัฐบาลหน้าต้องรักษาวินัยการคลัง ถ้าฝ่ายการเมืองยังคงเร่งรีบใช้งบประมาณทุกบาทแบบนี้เพื่อคะแนนนิยม แล้วรัฐมนตรีคนนอกเข้าไปนั่งนิ่งๆ ยอมให้ทำอะไรก็ได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะมีรัฐมนตรีคนนอกโปรไฟล์ดีมาดูด้านเศรษฐกิจการคลัง

    “เวลา 4 เดือนของรัฐบาลนี้ ถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้คงไม่มีใครว่า แต่ขออย่าสร้างความเสียหายที่เรากลับไปแก้ไขไม่ได้ ไม่สามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นได้อีกในอนาคต” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2885967&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TswOJKdlmhIpYHVyLau2l

  • บริโภคเอกชนหนุนเศรษฐกิจภูมิภาคส.ค. แต่กทม.-ภาคใต้ ท่องเที่ยวไม่สดใส : อินโฟเควสท์

    บริโภคเอกชนหนุนเศรษฐกิจภูมิภาคส.ค. แต่กทม.-ภาคใต้ ท่องเที่ยวไม่สดใส : อินโฟเควสท์

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนส.ค.68 ว่า เศรษฐกิจภูมิภาคเดือนส.ค.68 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคใต้ และ กทม. และปริมณฑล ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยว ขยายตัวในทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคใต้ และ กทม. และปริมณฑล

    – ภาคกลาง

    เศรษฐกิจภาคกลาง มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัวได้ 9.5% ขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 2.1% ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -9.2% และรายได้เกษตรกร หดตัว -16.3% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -70.8% จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -40.8% ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัวที่ 81.5% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตภัณฑ์โลหะสำหรับใช้ในการก่อสร้างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 92.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 5.6% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 8.7%

    – ภาคใต้

    เศรษฐกิจภาคใต้ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 4.1% จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 1.2% ขณะที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -14.1% และรายได้เกษตรกร หดตัว -5.9% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวะ -30.3% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -45.6% เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 78.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัวที่ -3.7% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -13.8%

    – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 5.4% ส่วนจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -6.0% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ -15.5% และรายได้เกษตรกร หดตัว -11.4% ต่อปี ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 53.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -49.9% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -62.2% อย่างไรก็ตาม เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัว 17.5% โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์การขึ้นรูปจากพลาสติก ในจังหวัดสกลนคร เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 65.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 0.7% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 0.6%

    – ภาคเหนือ

    เศรษฐกิจภาคเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 4.7% ส่วนจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -2.0% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -22.1% และรายได้เกษตรกร หดตัว -26.8% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 50.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -57.7% และจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 82.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 4.1% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 4.0%

    – ภาคตะวันออก

    เศรษฐกิจภาคตะวันออก มีปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 3.6% ต่อปี ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หดตัว -1.5% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -3.1% และรายได้เกษตรกร หดตัว -10.0% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -31.2% ขณะที่จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 89.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 1.5% ต่อปี ขณะที่รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -9.1%

    – ภาคตะวันตก

    เศรษฐกิจภาคตะวันตก มีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หดตัว -2.9% ส่วนจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -0.6% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -4.4% และรายได้เกษตรกร หดตัว -9.6% โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -55.4% ส่วนจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -36.4% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 92.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 0.4% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 2.6%

    – กทม. และปริมณฑล

    เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 11.0% จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -7.7% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -9.7% และรายได้เกษตรกร หดตัว -21.5% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -24.6% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -50.7% อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 92.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19Cslrhgq4wSoSj7PhYsuV