Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จีน ออกบอนด์เกินโควต้า หวังแก้ ‘หนี้นอกงบดุล’ เหนือกระตุ้นเศรษฐกิจ

    จีน ออกบอนด์เกินโควต้า หวังแก้ ‘หนี้นอกงบดุล’ เหนือกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ต่างประเทศ

    จีน ออกบอนด์เกินโควต้า หวังแก้ ‘หนี้นอกงบดุล’ เหนือกระตุ้นเศรษฐกิจ

    29 ก.ย. 2025 เวลา 12:00 น.

    รัฐบาลท้องถิ่นจีนออกพันธบัตรพิเศษเกินโควต้าที่กำหนดไว้ เพื่อระดมทุนเพิ่มกว่า 4 แสนล้านหยวน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อจัดการหนี้นอกงบดุล

    • รัฐบาลท้องถิ่นจีนออกพันธบัตรพิเศษเกินโควต้าที่กำหนดไว้ เพื่อระดมทุนเพิ่มกว่า 4 แสนล้านหยวน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อจัดการหนี้นอกงบดุล
    • วัตถุประสงค์ของการออกพันธบัตรครั้งนี้คือการสวอปหนี้ (Debt Swap) หรือชำระหนี้ก้อนเดิม ไม่ใช่เพื่อการลงทุนหรือกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง
    • การกระทำดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการควบคุมความเสี่ยงทางการเงินและรักษาเสถียรภาพ มากกว่าการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุน

    สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานวันนี้ (29 ก.ย.) ว่า เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลท้องถิ่นจีน ปรับวงเงินการกู้ยืมประจำปีขึ้นมากกว่าเพดานที่กำหนดไว้เพื่อปรับโครงสร้าง”หนี้นอกงบดุล” โดยรัฐบาลตั้งใจระดมทุนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4 แสนล้านหยวนหรือประมาณ 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์จนทำให้เม็ดเงินเพื่อการลงทุนน้อยลง 

    ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก เผยว่า ตลอดทั้งปี 2025 พันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นฉบับพิเศษชุดใหม่ที่ประกาศขายออกมาขยับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1.2 ล้านล้านหยวนในปีนี้โดยผู้ออกพันธบัตรไม่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการใช้เงินและข้อมูลจำเพาะอื่นๆ

    ทั้งนี้ การออกพันธบัตรชุดนี้เป็นตัวชี้วัดที่นักลงทุนใช้ติดตามเพื่อระบุปริมาณพันธบัตรที่รัฐบาลออกมาเพื่อนำไปชำระก้อนหนี้นอกงบดุลก้อนเดิม หรือเรียกว่า การแลกเปลี่ยนหนี้(สวอป) 

    เม็ดเงินดังกล่าวมากกว่าวงเงินทั้งปีที่จัดสรรให้กับจังหวัดต่างๆ เพื่อลดภาระหนี้สินถึง 50% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขายพันธบัตรรัฐบาลประจำปีมูลค่ารวม 4.4 ล้านล้านหยวน ส่วนเม็ดเงินที่เหลือจากการสวอปหนี้จะใช้เพื่อจุดประสงค์ด้านการลงทุน

    บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก เผยว่า การออกพันธบัตรใดๆ ก็ตามของรัฐบาลที่เกินกว่าโควต้าที่วางแผนไว้จะต้องชดเชยด้วยการลดงบด้านการลงทุนเนื่องจากไม่มีโควต้าการออกพันธบัตรเพิ่มเติมที่ได้รับการอนุมัติในปีนี้ โดยการเปลี่ยนโฟกันของเม็ดเงินงบประมาณในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการควบคุมความเสี่ยงจากหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจจีนในวงกว้าง มากกว่าเม็ดเงินลงทุนเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ

    จีน ออกบอนด์เกินโควต้า หวังแก้ 'หนี้นอกงบดุล' เหนือกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เหวิน ไหลเฉิง ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Central University of Finance and Economics ในปักกิ่ง อธิบายว่า เงินทุนที่ระดมได้เกินวงเงินที่อนุมัติน่าจะนำไปใช้สำหรับค่าใช้จ่ายค้างชำระที่รัฐบาลท้องถิ่นเป็นหนี้บริษัทเอกชนในประเทศ

    “คณะทำงานในกระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการลดหนี้ที่ซ้อนอยู่นอกงบดุลและค้างชำระมากกว่าที่เคยให้มาในอดีต”
     

    บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก เผยว่า ข้าราชการชาวจีนตกอยู่ท่ามกลางแรงกดดันให้เร่งแก้ปัญหาหนี้หลังจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เตือนว่าสถานะการเป็นหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นอาจทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล ขณะที่นักวิชาการจีนจำนวนหนึ่งประประเมินว่า จำนวนเงินที่รัฐบาลเป็นหนี้ผู้รับเหมาและข้าราชการพลเรือนมีมูลค่ารวมถึง 10 ล้านล้านหยวน
     

    ปัจจุบันรัฐบาลกำลังพิจารณาขอให้ธนาคารรัฐและธนาคารเพื่อการพัฒนาปล่อยกู้แก่หน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้สามารถชำระเงินค้างชำระได้ เพื่อแก้ไขหนี้สินจำนวนเงินกว่า 1 ล้านล้านหยวนที่เป็นหนี้บริษัทเอกชน โดยท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลถือเป็นเฟซแรกของการเริ่มแก้หนี้ของประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ศาสตราจารย์เหวิน กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่รัฐบาลท้องถิ่นค้างชำระหนี้บริษัทเอกชนอย่างต่อเนื่องทำให้บริษัทเอกชนเหล่านั้นเข้าใกล้จุด “ล่มสลาย” จนทำให้รัฐบาลต้องออกนโยบายเพื่อไม่ให้เกิดคลื่นการล้มละลายที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจมหาศาล โดยการออกพันธบัตรครั้งนี้เป้าหมายส่วนหนึ่งคือเพื่อป้องกันการผิดนัดชำระสำหรับพันธบัตรของรัฐบาลจากพันธบัตร LGFVs 

    “ง่ายๆ เลยมันเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ” เขากล่าว 

    อ้างอิง: Bloomberg 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1200853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wjivk4Ed7bXUMRGd9NCy9

  • ไทยเบฟ นำทัพเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ช่วยชุมชน 1.53 แสนครัวเรือน สร้างรายได้ 3,020 ล้านบาท | เดลินิวส์

    ไทยเบฟ นำทัพเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ช่วยชุมชน 1.53 แสนครัวเรือน สร้างรายได้ 3,020 ล้านบาท | เดลินิวส์

    “ฐาปน” หัวหน้าทีมคณะทำงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ภาคเอกชน จัดสัมมนาประจำปี 68 ทุกภาคส่วนร่วมงานกว่า 1,000 คน ชี้ 10 ปี เอกชนร่วมขับเคลื่อนช่วยชุมชน 1.53 แสนครัวเรือน สร้างรายได้สะสมกว่า 3,020 ล้านบาท พร้อมดึงรุ่นใหม่เติมเต็มภูมิปัญญาเดิม สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อชุมชนยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5158252/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gQAl8gJUK9sNi1ZseHcsZ

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 29 ก.ย.68 ‘อ่อนค่า‘ หลังเศรษฐกิจสหรัฐยังดี

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 29 ก.ย.68 ‘อ่อนค่า‘ หลังเศรษฐกิจสหรัฐยังดี

    การเงิน-การลงทุน

    29 ก.ย. 2025 เวลา 8:07 น.

    ค่าเงินบาทวันนี้ 29 ก.ย.68 เปิดตลาด“อ่อนค่า“ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย“ ชี้หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอออกมาดี มองกรอบเงินบาทวันนี้ 31.10-32.30 บาทต่อดอลลาร์

    • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ 32.23 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย สวนทางกับแนวโน้มหลักที่อ่อนค่า
    • สาเหตุหลักที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่ามาจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้ตลาดลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลด

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้”เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.23 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.25 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.75- 32.75 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่า จะอยู่ที่ระดับ 32.10-32.30 บาทต่อดอลลาร์ 

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.18-32.27 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 29 ก.ย.68 ‘อ่อนค่า‘ หลังเศรษฐกิจสหรัฐยังดี

    ทว่า เงินบาทก็พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และจังหวะย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม สูงขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 2.7% ตามคาด ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ก็ทรงตัวที่ระดับ 2.9% ตามคาด ทำให้ ผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดเพิ่มเติม 

    นอกจากนี้ การย่อตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึง ความวุ่นวายของการเมืองสหรัฐฯ ที่เริ่มเห็นความเสี่ยงการเกิดภาวะ Government Shutdown เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 3,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง และเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินบาท

    แนวโน้มค่าเงินบาท 

    แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทยังมีกำลังอยู่ โดยเฉพาะหลังจากที่เงินบาทได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ตามกลยุทธ์ Trend-Following) อย่างไรก็ดี เงินบาทเสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-way risk หรือพร้อมเคลื่อนไหว ได้ทั้งสองทิศทาง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งต้องรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงาน รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยในกรณีที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาดต่อเนื่อง อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หนุนให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งต้องระวังในกรณีที่ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับการปรับเพิ่มสถานะ Short USD (มองเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง) เพราะอาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างกลุ่ม CTA ที่เน้นกลยุทธ์ Trend Following ต้องปิดสถานะ Short USD (Stop Loss) และยิ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้

    แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า แต่การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจไม่ได้รุนแรงในระยะสั้น ตราบใดที่ราคาทองคำยังสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง อีกทั้งบรรดานักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้เทขายสินทรัพย์ไทยต่อเนื่อง เหมือนในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ผ้เล่นในตลาดบางส่วน อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ และ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และ 31.50-31.60 บาทต่อดอลลาร์

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์สามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์อาจเร่งขึ้นได้ หากผู้เล่นในตลาด อย่าง กลุ่ม CTA-Trend Following ปรับลดสถานะ Short USD อย่างไรก็ดี ความเสี่ยง Two-way risk ของเงินดอลลาร์ยังคงอยู่ โดยทิศทางของเงินดอลลาร์จะขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดเป็นสำคัญ

    เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward 

    สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ต่างออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และความเสี่ยง Government Shutdown ของสหรัฐฯ

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งจะทยอยรับรู้จาก ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) จนถึงยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) โดยรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดังกล่าว รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) พร้อมทั้ง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า เฟดยังมีโอกาสราว 63% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสราว 42% สำหรับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปี 2026 จบรอบการลดดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังกล่าว อาจถูกเลื่อนการรายงานข้อมูลไปก่อนได้ หากสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown ในวันที่ 1 ตุลาคม โดยหากเกิดภาวะ Government Shutdown ขึ้นจริง แม้สถิติในอดีตจะชี้ว่า ภาวะดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทว่า อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอสมควร นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP มากขึ้นกว่าปกติ ที่ผู้เล่นในตลาดมักรอลุ้น รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม ทำให้ ต้องจับตารายงานข้อมูลการจ้างงานดังกล่าว อย่างใกล้ชิด 

    ▪ ฝั่งยุโรป – แม้จะมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญไม่มากนัก ทว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB 

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน ซึ่งจะมีทั้งรายงานดัชนี PMI โดยทางการจีน ที่จะเน้นบริษัทขนาดใหญ่และรัฐวิสหากิจ รวมถึง ดัชนี PMI โดยทาง RatingDog (เดิม Caixin) ซึ่งจะเน้นบริษัทขนาดเล็ก-กลาง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนสิงหาคม พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานผลสำรวจภาคธุรกิจของญี่ปุ่น โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ Tankan Survey) ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.60% และ 5.50% ตามลำดับ

    ▪ ฝั่งไทย – ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ต่อภาคธุรกิจของไทยอาจถูกสะท้อนให้เห็นชัดเจนมากขึ้น จากรายงาน ดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนกันยายน รวมถึง ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) เดือนสิงหาคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1200816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dyQ0fVGemoxFr03-rBFu4

  • เด็กจบใหม่เสี่ยงว่างงาน เพราะเศรษฐกิจชะลอ! SCB EIC คาดปี 68 GDP ไทยโต 1.8% ปีหน้าเหลือ 1.5%

    เด็กจบใหม่เสี่ยงว่างงาน เพราะเศรษฐกิจชะลอ! SCB EIC คาดปี 68 GDP ไทยโต 1.8% ปีหน้าเหลือ 1.5%

    “หางานยาก”

    “ยื่นใบสมัครไปก็ยังไม่มีบริษัทไหนรับเลย”

    บนโลกโซเชียล หลายคนเริ่มพูดถึงปัญหางานหายากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ ที่มักบ่นกันว่า ตำแหน่งที่เปิดรับชอบระบุว่า “ต้องมีประสบการณ์” ทำให้การยื่นสมัครงาน และโอกาสได้ไปสัมภาษณ์ดูน้อยลงทุกที

    Thairath Money อยากชวนมาเจาะลึกสาเหตุที่ “งานหายาก” อาจไม่ใช่เรื่องความสามารถของบุคคล แต่เพราะตลาดแรงงานที่เปราะบาง และเศรษฐกิจไทยที่ชะลอลง?

    จบปริญญาตรีอาจไม่มีงานทำ?

    ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า แม้ว่าอัตราว่างงานใน “กลุ่มเด็กจบใหม่” หรือกลุ่มอายุ 15-24 ปีที่จบปริญญาตรีขึ้นไป มักอยู่ในระดับสูง แต่ล่าสุดตัวเลขนี้ยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องโดยไตรมาส 2 ปี 68 สูงถึง 18.9% จากไตรมาส 1 ปี 68 อยู่ที่ 16.1%

    จากข้อมูลนี้สะท้อนว่า เด็กจบใหม่เสี่ยงที่จะว่างงานสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ และถือว่าน่ากังวลมากเพราะถ้าไม่ได้ทำงานนาน ๆ ไป อาจทำให้ทักษะของพวกเขาลดลง ดังนั้นในภาพรวมอัตราการว่างงานของกลุ่มเด็กจบใหม่อาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะปรับตัวดีขึ้น และภาครัฐควรให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้ผ่านการส่งเสริมการ Reskill/Upskill เพื่อเพิ่มโอกาสหางานทำได้มากขึ้น

    แต่ปัญหาของตลาดแรงงานไทย ไม่ใช่แค่กลุ่มเด็กจบใหม่เท่านั้น จากข้อมูลพบว่าอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมยังเร่งตัวขึ้นด้วย ขณะเดียวกันการจ้างงานเริ่มทยอยลดลงโดยเฉพาะในธุรกิจไทยที่เจอผลกระทบจากการส่งออกไปสหรัฐฯ และการแข่งขันที่สูงขึ้น ได้แก่

    – ธุรกิจเสี่ยงสูง จ้างงานลดลง 2.6 แสนคน โดยเฉพาะอุตสาหกรรม ยางพารา สิ่งทอ อาหารทะเล (กุ้ง) และยานยนต์

    – ธุรกิจเสี่ยงปานกลาง จ้างงานลดลง 4.7 แสนคน โดยเฉพาะอุตสาหกรรม มันสำปะหลัง, น้ำตาล, ปาล์มน้ำมัน, อาหารสัตว์เลี้ยง, ยานยนต์เชิงพาณิชย์, เหล็ก, ขนส่ง และโลจิสติกส์

    (ข้อมูลการจ้างงานเดือน ก.ค. เทียบครึ่งปีแรก 2568)

    ดังนั้นเมื่อผู้มีงานทำมีน้อยลง รายได้ก็อาจลดลงไปด้วย สะท้อนจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ค่าเฉลี่ยรายได้จากการทำงานครึ่งแรกปี 68 อยู่ที่เดือนละ 19,616 บาท/ครัวเรือน ซึ่งลดลงจากครึ่งแรกปี 66 อยู่ที่เดือนละ 20,799 บาท/ครัวเรือน

    3 ปัจจัยกระทบเศรษฐกิจไทย?

    ยรรยง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องเจอความท้าทายอีกมาก โดยช่วงครึ่งปีหลังจะชะลอลงจน GDP อาจโตต่ำ 1% และยังเสี่ยงเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ทำให้ภาพรวม GDP ในปี 68 จะเติบโตเพียง 1.8% และปีหน้าจะชะลอตัวลงที่ 1.5%

    ทั้งนี้ ปัจจัยภายนอกที่ไทยต้องเผชิญในช่วงที่เหลือของปีนี้คือ

    1) การส่งออกจะหดตัวมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ ไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2569 หลังหมดแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นการเร่งส่งออกสินค้าเพื่อเลี่ยงภาษีทรัมป์ (เช่น อิเล็กทรอนิกส์และหมวดอื่น ๆ) รวมถึงปัจจัยพิเศษทองคำที่มีการส่งออกในสัดส่วนสูง

    2) เงินบาทที่แข็งค่าทั้งเร็วและแรง ปัจจุบันแข็งค่ากว่า 8% ถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 40 ที่ต้องให้ความสำคัญเพราะเงินบาทแข็งค่าไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว และยังกลายเป็นปัจจัยกดดันต่อการท่องเที่ยวรวมถึงภาคการส่งออกของไทย

    3) นักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว โดยข้อมูลล่าสุด 8 เดือนแรกปี 68 อยู่ที่ 23.45 ล้านคน ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เช่น จีน (ลดลง 35%) และ อาเซียน (ลดลง 9%) ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เช่น ญี่ปุ่น (เพิ่มขึ้น 18%), จีน (เพิ่มขึ้น 28%)

    แต่ไทยยังมีปัญหาภายในประเทศหลายด้านทั้ง ตลาดแรงงานที่เปราะบาง ธุรกิจ SMEs ที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 แถมยังแข่งขันกับรายใหญ่ได้ยาก นอกจากนี้ ไทยยังมีข้อจำกัดการคลัง แม้จะมี “โครงการคนละครึ่ง” แต่ด้วยวงเงิน 25,000 ล้านบาทอาจกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ติดปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะที่ใกล้แตะเพดาน

    ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาในด้านต่าง ๆ รัฐบาลชุดใหม่ควรให้ความสำคัญกับ 3 ด้าน 1) ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ 2) มาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องตรงจุด รวดเร็ว และนโยบายการเงินควรผ่อนคลาย 3) เอื้อภาคธุรกิจให้ดำเนินธุรกิจง่ายขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2885932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hHdEUrCT5gLSvzyJFF97q

  • SCB EIC ฝากรัฐบาลใหม่เร่งฟื้นเชื่อมั่น-กระตุ้น-ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    SCB EIC ฝากรัฐบาลใหม่เร่งฟื้นเชื่อมั่น-กระตุ้น-ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ เพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องคนไทย ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ, ด้านความมั่นคง, ด้านสังคม, ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เช่น สร้างรายได้ลดรายจ่าย, แก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่อง, ฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว, เร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า, ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ และเร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า รัฐบาลใหม่ แม้จะมีระยะสั้นเพียง 4 เดือน แต่ภารกิจสำคัญที่ควรเน้นนโยบายเศรษฐกิจ 3 ด้าน (3S) ได้แก่ 

    1.Stabilize เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้ฟื้นคืนมาหลังเศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ โดยต้องเน้นการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ทำได้จริง ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกและกระบวนการผลักดันที่มีประสิทธิภาพ 

    2.Stimulate เพื่อกระตุ้นอุปสงค์เศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยเน้นมาตรการการคลังที่ตรงจุด รวดเร็วและชั่วคราว ตลอดจนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับเศรษฐกิจ ควบคู่กับผ่อนคลายภาวะการเงินที่ตึงตัว ผ่านการลดดอกเบี้ยนโยบาย การใช้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SME และการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนกระทบต่อภาคส่งออก 

    3.Structural reform ยกระดับนโยบายภาครัฐเพื่อช่วยสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ ผ่านการแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ การจัดหาตลาดส่งออกใหม่ และการผลักดันการลงทุนด้าน Green transformation รวมไปถึงการวางรากฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ผ่านการวางกรอบนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมสำหรับอนาคตของประเทศ การพัฒนาทักษะของแรงงาน และการปฏิรูปการคลัง    

    ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายรอบด้านทั้งภายในประเทศ และภายนอกประเทศ ที่จะเข้ากระทบต่อเศรษฐกิจไทย 

    สำหรับความท้าทายภายในประเทศ ประกอบด้วย 

    ธุรกิจรายได้ไม่ฟื้น กำไรต่ำ : ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ยังเปราะบาง รายได้ธุรกิจฟื้นตัวแบบ K-shape กว้างขึ้นโดย รายได้ SMEs เฉลี่ยยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด ขณะที่สัดส่วนรายได้ธุรกิจขนาดใหญ่ Top 1% ขยายตัวต่อเนื่องและมีสัดส่วนรายได้กว่า 76% ของรายได้รวมของภาคธุรกิจ สะท้อนการแข่งขันของ SMEs ที่ยากขึ้น ขณะที่สัดส่วนบริษัทผีดิบ (ธุรกิจที่กำไรไม่เพียงพอ ต่อการชำระดอกเบี้ย ติดต่อ 3 ปี) กลับมาเร่งตัวในปี 2567 โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs 

    ขณะที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แม้รายได้ฟื้นตัวดีหลังโควิด แต่ความสามารถทำกำไรลดลงต่อเนื่องและฟื้นไม่เท่ากันในรายสาขา ธุรกิจอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและความสามารถทำกำไรที่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม 

    ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวเล็กน้อยในปีนี้และปีหน้า จากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนที่มีต่อเนื่องในระยะข้างหน้าส่วนใหญ่จากการลงทุนของธุรกิจต่างชาติในอุตสาหกรรม Electronics EV และ Data center แม้อาจจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นไม่มากนัก เนื่องจาก Import content สูง แต่จะวางรากฐานของอุตสาหกรรม New S Curve ให้กับประเทศ

    ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ รายได้ลดลง : ตลาดแรงงานไทยเปราะบางมากขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ เห็นได้จากอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมและอัตราการว่างงานของแรงงานจบใหม่ที่เร่งตัวขึ้น ชั่วโมงการทำงานลดลงทุกสาขา รวมถึงสัดส่วนผู้ทำงานต่ำระดับสูงขึ้น กดดันการฟื้นตัวของรายได้ในระยะข้างหน้าท่ามกลางความเสี่ยงสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม แนวโน้มการจ้างงานในกลุ่มธุรกิจเสี่ยงมาก-ปานกลางเริ่มปรับลดลงตั้งแต่ต้นปี สอดคล้องกับข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติที่พบว่า รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ลดลง

    ภาคการคลังมีข้อจำกัด : ในระยะสั้นเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจะพยุงการบริโภคได้บ้าง แต่ผลต่อเศรษฐกิจไม่มากเพราะวงเงินไม่สูง หากเกิดการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกระทบกระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบฯ ปี 2570 ส่งผลให้การเบิกจ่ายล่าช้า 

    นอกจากนี้ หนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% ในไม่ช้า เนื่องจากรัฐบาลลดการขาดดุลได้ยาก ภาระดอกเบี้ยเงินกู้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและรายจ่ายสวัสดิการสูงวัยปรับลดยาก รวมถึงแนวโน้มรายได้รัฐบาลต่ำมานาน เสถียรภาพการคลังในระยะปานกลางที่อาจแย่ลงเช่นนี้เป็นความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีการวางกรอบ ออกมาตรการ และสื่อสารแผนปฏิรูปการคลังที่ชัดเจนเพื่อลดความเสี่ยงนี้ลง    

    SCB EIC ฝากรัฐบาลใหม่เร่งฟื้นเชื่อมั่น-กระตุ้น-ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ด้านความท้าทายภายนอกประเทศ ประกอบด้วย 

    ส่งออกชะลอ : ส่งออกไทยขยายตัวดีช่วง 8 เดือนแรกของปี จากการเร่ง Front-loading ก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นและการส่งออกทองคำที่เร่งสูงตั้งแต่ต้นปี โดย SCB EIC มองส่งออกไทยจะหดตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้และหดตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพราะ Front-loading ไปมากแล้ว และยังต้องเจอกำแพงภาษีนำเข้าตลาดสหรัฐฯ หลายรูปแบบที่มีความซับซ้อนและไม่แน่นอนสูง ในภาวะอุปสงค์โลกที่จะชะลอตัวลงด้วย

    บาทแข็งกดดันเศรษฐกิจเพิ่มเติม : ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐแข็งขึ้นเร็วในปีนี้กว่า 8% แข็งสุดในรอบ 4 ปี และแข็งนำคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินบาทเทียบกับคู่ค้าคู่แข่งสำคัญแข็งค่ามากที่สุดตั้งแต่วิกฤติ 2540 โดยมีสาเหตุทั้งจากปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐและจากปัจจัยภายในของไทย ทั้งจากการส่งออกทองคำที่พุ่งสูงขึ้นมากตามราคาทองคำที่สูงขึ้นเร็ว การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตร 

    การแข็งค่าของเงินบาทมากเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำเงินบาทจึงอาจกลายเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจเพิ่มเติม (Shock amplifier) กระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกซ้ำเติมผลกระทบภาษีทรัมป์ รวมถึงกดดันการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว 

    นักท่องเที่ยวต่างชาติยังต่ำกว่าปีก่อนมาก แต่เริ่มมีสัญญาณพ้นจุดต่ำสุด : นักท่องเที่ยวจีนยังต่ำกว่าปีที่แล้วแต่เริ่มหดตัวน้อยลง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวในเอเชีย ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักของไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกับหลายประเทศ 

    นอกจากนี้ เงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องเสี่ยงจะทำให้ไทยเสียเปรียบการแข่งขัน ทั้งกับประเทศปลายทางอื่น โดยเฉพาะเวียดนามและจีนที่ค่าเงินอ่อนค่ากว่าประเทศอื่นในปีนี้ และการดึงดูดนักท่องเที่ยวอินเดีย, สหรัฐฯ และจีนที่สกุลเงินอ่อนค่ากว่าเงินบาท ทำให้การฟื้นตัวนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะข้างหน้ายังมีความท้าทาย

    “ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเร็วในปีนี้กว่า 8% แข็งสุดในรอบ 4 ปี และแข็งนำคู่แข่งในภูมิภาค เพิ่มแรงกดดันให้กับการส่งออกและการท่องเที่ยว ขณะที่เวียดนาม อ่อนค่าลง 3% เราเสียเปรียบ 10-11% แล้ว” ดร.ยรรยง กล่าว 

    จากความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศดังกล่าว SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี2568 อาจเติบโตเฉลี่ยไม่ถึง 1% โดยคาดว่าในไตรมาส 3/2568 จะเติบโต 0.9% และไตรมาส 4/2568 เติบโต 0.5% โดยยังมีความเสี่ยง Technical recession เมื่อรวมกับเศรษฐกิจไทย ในครึ่งปีแรก เติบโต 3% ส่งผลให้ปี 2568 เศรษฐกิจไทยเติบโต 1.8% และชะลอลงเหลือ 1.5% ในปี 2569 

    “โครงการคนละครึ่ง มีทั้งมิติของกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลดค่าใช้จ่าย เป็นโครงการที่ดี แต่คาดว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจไม่ถึง 0.1% ของ GDP แต่การมีโครงการคนละครึ่งออกมาดีกว่าไม่มีแน่นอน มาตรการที่ดี คือใช้ได้จริง เร็ว และทันการณ์” ดร.ยรรยง กล่าว  

    ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัว ต้องมีนโยบายการเงินมารองรับ โดย SCB EIC ประเมินคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ย 0.25% อีก 1 ครั้ง ในเดือน ธ.ค.2568 เหลือ 1.25% และลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในต้นปี 2569 เหลือ 1% เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงิน ช่วยลดภาระหนี้และความเสี่ยงเครดิต นอกจากนี้ มาตรการที่ต้องมาเสริม คือ การค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อ รวมไปถึงนโยบายการคลัง  

    SCB EIC ฝากรัฐบาลใหม่เร่งฟื้นเชื่อมั่น-กระตุ้น-ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย วิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวว่า SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกโตชะลอลงเหลือ 2.5% ในปี 2568 และ 2.4% ในปี 2569 จากผลนโยบาย Trump กดดันการค้าการลงทุนโลก แต่ในระยะต่อไปจะมีแรงขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล AI และพลังงานสะอาด เร่งเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และกระแส Friendshoring, Reshoring และ Nearshoring 

    นางสาวปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวว่า ไทยต้องเร่งโอกาสดึงดูด FDI อย่างมีกลยุทธ์ท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว โดย FDI ไทยยังมีโอกาสขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่ม Data center และ Future food ขณะที่อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม เช่น อิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ยังเติบโตได้ แต่เผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนนโยบายการค้าโลกและการไหลกลับของเงินลงทุนไป USMCA, ญี่ปุ่น และ EU ที่ได้เปรียบข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ 

    สำหรับความท้าทายด้านการแข่งขันและเงื่อนไขการลงทุนของไทยยังมีมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการไทยต้องยกระดับมาตรฐานการผลิต-ทักษะแรงงาน-เชื่อม Supply chain โลก ขณะที่ภาครัฐต้องเร่งปรับกฎระเบียบ-ลดอุปสรรคขั้นตอน-สร้าง Ecosystem เอื้อการลงทุน

    SCB EIC ฝากรัฐบาลใหม่เร่งฟื้นเชื่อมั่น-กระตุ้น-ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/731148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G9t8daYF6xycLtKip7zzV

  • SCB EIC เตือน เศรษฐกิจไทย จ่อเข้า ‘ความจริงใหม่’ โตไม่ถึง 2% เรื่อยไป คาด ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้น GDP ไม่ถึง 0.1%

    SCB EIC เตือน เศรษฐกิจไทย จ่อเข้า ‘ความจริงใหม่’ โตไม่ถึง 2% เรื่อยไป คาด ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้น GDP ไม่ถึง 0.1%

    SCB EIC เตือนเศรษฐกิจไทย จ่อเข้าสู่ ‘ความจริงใหม่’ ที่ GDP โตไม่ถึง 2% เรื่อยไป มองเศรษฐกิจปีนี้ยังมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) มองโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ควรทำ แต่ผลกระตุ้นเศรษฐกิจอาจไม่ถึง 0.1% ย้ำมาตรการระยะสั้น ‘ยังไม่พอ’ ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.8% ปีนี้ ไม่ต่างจากประมาณการเดิม และยังเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) โดยช่วงครึ่งหลังของปีนี้อาจโตเฉลี่ยไม่ถึง 1%

    สำหรับประมาณการปี 2569 SCB EIC คาดการณ์ว่า GDP จะชะลอลงเหลือ 1.5% เนื่องจาก ความท้าทายภายนอกและภายในจะมาพร้อมข้อจำกัดการคลังที่มากขึ้น นอกจากนี้ ดร.ยรรยงยังมองว่า ความเปราะบางภายในประเทศมีน้ำหนักสูงกว่าความเสี่ยงจากภายนอกในสัดส่วนราว 60:40

    โดยความท้าทายในประเทศ ได้แก่

    • ธุรกิจ SMEs เปราะบาง : รายได้เฉลี่ยยังต่ำกว่าก่อนโควิด กำไรต่ำ บริษัท “ผีดิบ” เพิ่มขึ้น
    • ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ : ว่างงานบางกลุ่มสูงขึ้น ชั่วโมงทำงานลด รายได้ลดลง
    • ข้อจำกัดการคลัง : เสี่ยงเบิกจ่ายช้า หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน เสี่ยงถูกลดอันดับเครดิตประเทศ

    ขณะที่ ความท้าทายนอกประเทศ ได้แก่

    • สงครามการค้า : ภาษีสหรัฐฯ 19% เริ่มกดดัน ส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ชะลอลง สินค้าหลายกลุ่มเริ่มหดตัวและมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง
    • บาทแข็งนำสกุลอื่น : แข็งสุดตั้งแต่เกิดวิกฤติปี 2540 ไม่สอดคล้องปัจจัยพื้นฐาน ยิ่งกดดันส่งออกและท่องเที่ยว
    • นักท่องเที่ยวต่างชาติยังต่ำกว่าปีก่อน มีสัญญาณพ้นจุดต่ำสุด : นักท่องเที่ยวใช้จ่ายระวังขึ้น ไทยอาจเสียเปรียบคู่แข่งจากบาทแข็ง

    เศรษฐกิจไทยจ่อเข้าสู่ ‘ความจริงใหม่’

    ดร.ยรรยง ยังระบุว่า คาดการณ์การเติบโต GDP ปีนี้ที่ 1.8% และปีหน้าที่ 1.5% ถือเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างต่ำ และสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยอาจกำลังเข้าสู่ “Another Reality” หรือความจริงใหม่ ที่ไทยอาจโตไม่ถึง 2% ติดต่อกันต่อเนื่อง

    คาด ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้น GDP ได้เพียง 0.1% ต่อ GDP

    ดร.ยรรยง กล่าวต่อว่า ในประมาณการเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งคาดว่า จะโตราว 1%YoY ได้คิดรวมเม็ดเงินที่ภาครัฐเตรียมจะใช้แล้วจากงบประมาณที่เหลืออยู่ราว 25,000 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นรูปแบบหนึ่งของโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แต่ปัจจุบัน คาดว่า เปลี่ยนมาเป็นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ดร.ยรรยง ยังมองว่า ‘คนละครึ่ง’ เป็นโครงการที่ดี และควรจะต้องทำ เพียงแต่ว่าผลในการกระตุ้น GDP อาจจะมีจำกัด หรือไม่ถึง 0.1%

    โดยอธิบายว่า “คนละครึ่ง มีทั้งมิติการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมิติช่วยลดค่าใช้จ่าย ดังนั้น ถ้าการที่รัฐบาลออกให้ 50% แล้วผู้คนเอาอีก 50% มาใช้จ่ายต่อ ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ถ้าคนเลือกจะประหยัด แล้วเก็บเงินไว้แทน ไม่ใช้จ่ายเพิ่ม ก็อาจจะไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลกระทบจึงไม่น่าจะเยอะ โดยไม่น่าถึง 0.1% ของGDP”

    “ทุกมาตรการก็มีข้อดีข้อเสีย แต่มาตรการคนละครึ่ง ผมเชื่อว่า เป็นมาตรการที่ดี สำคัญที่สุดน่าจะออกมาได้ค่อนข้างทันการณ์ หลังจากตอนนี้ ไทยเสียโอกาสในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปพอสมควร หลังเกิดความล่าช้าต่างๆ ทำให้อุปสงค์เริ่มแผ่วจริงๆ ดังนั้น มาตรการที่ดีก็คือมาตรการที่ทำได้ และออกมาได้เร็วทันการณ์” ดร.ยรรยงกล่าว

    นอกจากนี้ ยังมองว่า การมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี หรือ ‘คนละครึ่งพลัส’ ก็เป็นการเริ่มทำให้เห็นว่า การอยู่ในระบบก็มีประโยชน์ และเป็นการสนับสนุนการขยายฐานภาษีของประเทศด้วย

    อย่างไรก็ตาม ดร.ยรรยง ย้ำว่า มาตรการกระตุ้นระยะสั้นอย่างคนละครึ่งนี้ยังไม่พอ โดยรัฐบาลยังควรต้องเร่งรัดการใช้จ่าย และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ฟื้นความเชื่อมั่นต่างๆ พร้อมกับวางรากฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    “ผมว่าทำได้หลายเรื่องครับ ถึงแม้จะอยู่แค่ 4+4 เดือน เพราะว่า 4 เดือนแรกภาครัฐสามารถเร่งออกมาตรการใหม่ๆ ขณะที่ 4 เดือนที่เหลือสามารถดำเนินการตามมาตรการเหล่านั้นได้” 

    นอกจากนี้ SCB EIC ยังแนะว่า รัฐบาลใหม่ควรเน้นนโยบายเศรษฐกิจ 3 ด้าน (3S) ได้แก่

    • Stabilize เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น เน้นเป้าหมายที่ชัดเจน ทำได้จริง ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกและการผลักดันที่มีประสิทธิภาพ
    • Stimulate เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นมาตรการการคลังที่ตรงจุด รวดเร็วและชั่วคราว ควบคู่กับการผ่อนคลายภาวะการเงินที่ตึงตัว ผ่านการลดดอกเบี้ยนโยบาย การใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อ และการดูแลค่าเงินบาท
    • Structural Reform ยกระดับนโยบายภาครัฐเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ ผ่านการแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค การจัดหาตลาดใหม่ และการผลักดัน Green investment ตลอดจนการวางรากฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านวางกรอบนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมสำหรับอนาคต การพัฒนาทักษะของแรงงาน และการปฏิรูปการคลัง 

    ด้านนโยบายการเงิน SCB EIC มอง กนง. จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้เหลือ 1.25% และอีก 1 ครั้งต้นปีหน้าเหลือ 1% เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงิน ช่วยลดภาระหนี้และความเสี่ยงเครดิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/scb-eic-thai-economy-growth-warning/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KKy3Xdj-JpKXr7hTcwtXQ

  • เจาะลึกเศรษฐกิจกัมพูชา ขแมร์ ไทม์ส ถึงกับพาดหัวว่าจะรับมือได้หรือไม่

    เจาะลึกเศรษฐกิจกัมพูชา ขแมร์ ไทม์ส ถึงกับพาดหัวว่าจะรับมือได้หรือไม่

    เจาะลึกเศรษฐกิจกัมพูชา ขแมร์ ไทม์ส ถึงกับพาดหัวว่าจะรับมือได้หรือไม่

    29 กันยายน 2568 ขแมร์ ไทม์ส ของกัมพูชา รายงานว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจกัมพูชาในปี 2025 ถูกบดบังด้วยปัญหาเรื่องการค้า ความตึงเครียดในภูมิภาค และความเปราะบางทางการเงินในประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นพิเศษ เนื่องจากกัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจที่อ่อนแอที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาในปี 2025 ลงเหลือ 4.8% จาก 6% ในปี 2024 โดยการชะลอตัวนี้ส่วนใหญ่เกิดจากผลกระทบของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และข้อพิพาทบริเวณชายแดน ซึ่งไม่เพียงแต่ยากต่อการประเมินเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าด้วย

    แต่รายงานซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของตระกูลฮุน ได้พยายามกลบเกลื่อนว่า IMF ชื่นชมว่าการทูตอันชาญฉลาดของกัมพูชา ในการขอลดอัตราภาษีศุลกากรสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ และการดำเนินการเชิงรุกของธนาคารแห่งชาติกัมพูชา ในการปรับปรุงกรอบการทำงานและการส่งเสริมการลดการใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจช่วยบรรเทาปัญหาได้บ้าง

    รายงานยังอ้างผู้เชี่ยวชาญด้วยว่า ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง กัมพูชาจำเป็นต้องรวมการสนับสนุนทางการคลังที่กำหนดเป้าหมายกับการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อปกป้องเสถียรภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

    เจาะลึกเศรษฐกิจกัมพูชา ขแมร์ ไทม์ส ถึงกับพาดหัวว่าจะรับมือได้หรือไม่

    แต่สภาพความเป็นจริง กัมพูชาเผชิญตัวเลข GDP ที่ร่วงไม่หยุด หนี้เสียพุ่ง 7% หนี้ประชาชนกู้ยืมธนาคารทะลุเพดานเงินเฟ้อแตะ 3% การท่องเที่ยวก็ฟุบ การส่งออกยิ่งแล้วใหญ่ และยิ่งมีปัญหาพิพาทกับไทย ก็ยิ่งย่ำแย่ และอาจเสียหายมากกว่านี้ในอนาคต ซึ่ง IMF ระบุว่า แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.8% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อปีที่แล้ว แต่ส่วนหนึ่งก็บรรเทาลงได้ด้วยการใช้มาตรการทางการทูตในการลดอัตราภาษีศุลกากร

    หนี้เสีย (NPL) ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทะลุ 7% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการท่องเที่ยว ที่ยังไม่มีแนวโน้มพยุงตัว ความเสี่ยงต่อมาคือหนี้ภาคเอกชนที่สูงและการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคของครัวเรือนและการลงทุนภาคธุรกิจ ส่งผลให้เกิดความเครียดทางการเงินในวงกว้างมากขึ้น

    IMF ย้ำว่า กัมพูชาต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างหากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันและเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวออกจากการเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ภายในปี  2572

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378967433&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29gJ0CrBkJrMNpnKFNxuA1

  • เกาหลีใต้เริ่มฟรีวีซ่าดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยว หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

    เกาหลีใต้เริ่มฟรีวีซ่าดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยว หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

    เกาหลีใต้เริ่มฟรีวีซ่าดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยว หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.44 น.

    29 กันยายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า  เกาหลีใต้ได้เริ่มเสนอมาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนแบบกลุ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ (29 ก.ย.) ซึ่งเป็นมาตรการที่คาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านในเอเชีย

    มาตรการนำร่องนี้จะดำเนินไปจนถึงเดือนมิถุนายนปีหน้า โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปจากจีนแผ่นดินใหญ่ จะสามารถเข้ามาพักในเกาหลีใต้ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นเวลา 15 วัน การดำเนินการนี้เกิดขึ้นก่อนช่วงวันหยุดยาวเนื่องใน วันชาติของจีน (National Day holidays) ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1-8 ตุลาคม รวมถึงช่วงวันหยุดเทศกาลของเกาหลีใต้ที่ใกล้เคียงกัน

    บริษัทเกาหลีใต้ต่างพยายามหาประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจากจีนที่เพิ่มขึ้นโดย ‘ชิลลา ดิวตี้ ฟรี’ (Shilla Duty Free) ที่บริการขายสินค้าปลอดภาษี ได้จัดการทัวร์ล่องเรือสำหรับชาวจีน และแอปพลิเคชันส่งอาหาร ‘แพดัล มินจก’ (Baedal Minjok) กำลังจะเปิดตัวตัวเลือกการชำระเงินด้วย ‘อาลีเปย์’ (Alipay) และ ‘วีแชตเปย์’ (WeChat Pay)

    โครงการนี้ ซึ่งประกาศเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีขึ้นหลังจากที่จีนได้ตัดสินใจยกเว้นวีซ่าให้พลเมืองเกาหลีใต้สามารถพำนักในจีนได้นานถึง 30 วัน เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ครั้งล่าสุดที่เกาหลีใต้เสนอการยกเว้นวีซ่าที่คล้ายกันให้กับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ คือระหว่างเดือนธันวาคม 2017 ถึงเดือนมีนาคม 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่เวลาเดียวกับการจัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวพย็องชาง

    รัฐบาลชุดใหม่ของ ประธานาธิบดีอี แจ มย็อง ของเกาหลีใต้ หวังที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ในช่วงที่คาดว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางมาเยือนเกาหลีใต้เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือ เอเปก ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/917628&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hwFxGNQ2gsc9q_-5YBADT

  • อบต.มะเกลือเก่า คว้ารางวัลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น ผนึกพลังทุกภาคส่วนสานต่อศาสตร์พระราชา | TOPNEWS

    อบต.มะเกลือเก่า คว้ารางวัลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น ผนึกพลังทุกภาคส่วนสานต่อศาสตร์พระราชา | TOPNEWS

    อบต.มะเกลือเก่า คว้ารางวัลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น ผนึกพลังทุกภาคส่วนสานต่อศาสตร์พระราชา

    • เผยแพร่ : 29/09/2025 16:27

    อบต.มะเกลือเก่า คว้ารางวัลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น ผนึกพลังทุกภาคส่วนสานต่อศาสตร์พระราชา

    วันที่ 29 ก.ย. 2568 นายเอกชัย พรหมพันธ์ใจ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมะเกลือเก่า เปิดเผยว่า องค์การบริหารส่วนตำบลมะเกลือเก่า ได้รับรางวัล ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น จากการประกวดและคัดเลือกโดยจังหวัดนครราชสีมา นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่

    ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของ อบต.มะเกลือเก่า มีจุดเด่นด้าน ความหลากหลายทางชีวภาพ และยังจัดทำ “ห้องเรียนธรรมชาติศาสตร์พระราชา” ที่นำแนวพระราชดำริมาเป็นหลักการสอนและการปฏิบัติจริง ไม่ว่าจะเป็นการชะลอน้ำ การอนุรักษ์ดิน การปลูกป่า และแปลงสาธิตหลากหลายรูปแบบ ทำให้ทั้งเยาวชน นักเรียน และประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง

    นอกจากเป็นแหล่งเรียนรู้แล้ว ศูนย์ฯ ยังเปิดพื้นที่รองรับกิจกรรมจากหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน โรงเรียน รวมถึงนักศึกษาวิชาทหารที่เข้าค่ายฝึก และได้รับการยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของ โคราชจีโอพาร์ค ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเตรียมนำเข้าประกวด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์และภูมิศาสตร์ในอนาคต

    นายเอกชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาในเครือข่ายโรงเรียนมะเกลือกว่า 10 แห่ง โรงเรียนวารินวิทยาคม กลุ่มสตรี กลุ่มผู้สูงอายุ อสม. ตลอดจนฝ่ายปกครองท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกอบต. และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ที่มีส่วนร่วมผลักดันจนศูนย์แห่งนี้กลายเป็น แหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชาอย่างแท้จริง

    ภาพ/ข่าว กัญศลักษณ์ รุ่งสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าว topnews ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    SOCAIL 16-9_2ok-Recovered

    ปก web เทศกาลหนัง 3 วัย

    ฉะเชิงเทรา เปิดการแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ภายในสถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทราประจำปี 68

    ฝนถล่มเมืองลำพูน น้ำท่วมขังหลายจุดย่านศรีบุญยืน – ชาวบ้านโอดท่อเล็ก ระบายช้า

    คนเขาใหญ่รวมพลังบริจาคโลหิต ครั้งที่ 4 เติมคลังเลือด สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยว

    เทศบาลนครนครสวรรค์​ เร่งบล็อกท่อระบายน้ำ-พร้อมสูบน้ำออก​ ป้องกันท่วมในพื้นที่เมือง

    “อ.ปรเมศวร์” ยกข้อกม. ชี้ “ทักษิณ” ยื่นขออภัยโทษรอบ 2 ห่างไม่ถึง 2 ปี ไม่ได้ รมว.ยุติธรรม เสี่ยงผิดม. 157

    สุรินทร์เปิดสัมมนาเพื่อแก้ไขปัญหา และปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ในพื้นที่ ชาวบ้านร่วมรับฟังกว่า400 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1335558&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mYVj2tOvia6j9lkILPUd4

  • ส่งออก-ท่องเที่ยว หนุน เศรษฐกิจเดือนสิงหาคม ขยายตัว

    ส่งออก-ท่องเที่ยว หนุน เศรษฐกิจเดือนสิงหาคม ขยายตัว

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.56 น.

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำ เดือนสิงหาคม 2568 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภค

    ในหมวดสินค้าคงทน: โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -1.8%  และ -0.3% ตามลำดับ และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -3%  และ -4.8% ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ – 10.8% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1% จากระดับ 51.7%  ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    อย่างไรก็ดี เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจาก ช่วงเดียวกันปีก่อนที่  23.6%  และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  0.1%  

    ขณะที่ปริมาณรถยนต์ เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ –10.5%  และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -8.5% สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -8%  และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ –1%

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ร้อยละ 5.8 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 5.4 การส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ดี ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ  โดยขยายตัว 44.1%  37%  และ 10.2% ตามลำดับ

    นอกจากนี้ การส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ กุ้งสด แช่เย็น  แช่แข็ง และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัว  26.1%  7%  และ 1.3% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 14.3%  12.8%  และ 5.9 %

    อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ลดลง  -11.6%  และ -5.3%  เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนสิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -12.8 และลดลง เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -1%  ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย

    ในเดือนสิงหาคม 2568 จำนวน 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 6.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.4 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.6 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -5.7% ตามการเพิ่มขึ้น

    ในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และหมวดไม้ผล ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และ

    ความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.7 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี  สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่  -0.79%  ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่  0.81%  ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่  64.5%  ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด และดัชนี

    อยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางขยายตัวเร่งขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.9 จุด จากระดับ 49.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า จากปริมาณการผลิต ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่กละการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ  ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 53.5 จุด

    ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวดีในหลายประเทศ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความตึงตัวในตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มมีทิศทางที่ผ่อนคลายลง ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับ แรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ โดยในเดือนกันยายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 23 กันยายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิรวม 9,678.50 ล้านบาท จากในเดือนสิงหาคมซื้อสุทธิสูงถึง 18,370.97 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี  อยู่ในระดับสูงที่ 116,613.37 ล้านบาท

    ทั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่กลุ่มสถาบันในประเทศ กลับมาซื้อสุทธิในเดือนกันยายน 5,144.26 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ซื้อสุทธิ 3,851.32 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ยังคงมียอดขายสุทธิในเดือนกันยายน –5,739.65 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ –19,873.55 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติ แม้ยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย –9,083.11 ล้านบาท ในเดือนกันยายน แต่แรงขายเริ่มลดลง

    เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่สูงถึง –21,736.88 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังเป็นผู้ขายสุทธิในระดับสูงที่ –93,370.44 ล้านบาท สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 8,212.25 ล้านบาท ในเดือนกันยายน หลังจากที่เดือนสิงหาคมขายสุทธิ –6,445.73 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับสูงที่ 28,977.56 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนและแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/917480&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RbYsUa7d5Wm3tS-hHTEBD