Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดพื้นที่ท่าเรือระนอง จัดพิธีเปิดโครงการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) เส้นทาง สปป.จีน–ลาว–ไทย–เมียนมา–กลุ่ม BIMSTEC พร้อมเปิดการขนส่งเที่ยวปฐมฤกษ์ไปยังท่าเรือย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา นับเป็นอีกก้าวสำคัญของท่าเรือระนองในการยกระดับบทบาทสู่ศูนย์กลางการค้าทางทะเลฝั่งอันดามันของไทยและเชื่อมโยงเครือข่ายเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ณ ท่าเรือระนอง จ.ระนอง 

    พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางการขนส่งสินค้าใหม่ในรูปแบบ Multimodal Transport ที่เชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบทั้งทางรถบรรทุก ทางรถไฟ และทางเรือเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยมีท่าเรือระนองเป็นจุดเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ ที่สามารถขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียใต้ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า ผู้ประกอบการ ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและสายการเดินเรือ
     

    ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า “ท่าเรือระนองถือเป็นท่าเรือของภาครัฐเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลอันดามัน และเป็นเสมือนประตูการค้าของไทยที่เปิดสู่ภูมิภาค BIMSTEC ได้โดยตรงการเปิดเส้นทาง Multimodal Transport ครั้งนี้นอกจากจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจแล้ว ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นของ กทท. ที่จะพัฒนาท่าเรือระนองให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งที่ทันสมัย โปร่งใส และยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับภูมิภาคและโลก”

    ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    สำหรับการขนส่งสินค้าจากท่าเรือระนองไปยังประเทศต่าง ๆ จะใช้เวลาเดินทางเพียง 3 วันถึงท่าเรือย่างกุ้ง เมียนมา, 4 วันถึงท่าเรือจิตตะกอง ประเทศบังคลาเทศ, 6 วันถึงท่าเรือเจนไน ประเทศอินเดีย และท่าเรือโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 14 – 21 วัน กว่าจะสินค้าส่งถึงท่าเรือเหล่านี้ ทั้งหมดนี้แสดงถึงศักยภาพในการลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งได้อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ

    ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากบริษัท ไทยทรานสปอร์ต เซ็นเตอร์ จำกัด ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท Ever Flow River Group Public Co., Ltd. จากเมียนมา บริษัท เอสพีที สมาร์ท ครีเอชั่น จำกัด โดยมีเป้าหมายพัฒนาระบบการขนส่งที่ทันสมัยและเชื่อมต่อได้หลายรูปแบบอย่างไร้รอยต่อ โดยมีท่าเรือระนองเป็นท่าเรือหลักในการกระจายสินค้าไปยังประเทศในภูมิภาค BIMSTEC (บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง และได้มีการจัดทำปฏิญญาความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการร่วมกันมาแล้ว 

    ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    โครงการ Multimodal Transport เที่ยวปฐมฤกษ์ที่เริ่มต้นจากท่าเรือระนองครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีส่วนผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญในภูมิภาคอันดามันและ BIMSTEC มุ่งสู่เป้าหมายในการสร้างระบบขนส่งที่รวดเร็ว ทันสมัย และคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ขยายโอกาสสู่ตลาดใหม่ ตอบโจทย์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงและเสริมศักยภาพให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967426&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nGjnLtx-lV5FFBfkt5Uec

  • ปลัด ศธ. “สุเทพ” มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมพัฒนาระบบราชการ ด้วยจิต Service Mind – กระทรวงศึกษาธิการ

    ปลัด ศธ. “สุเทพ” มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมพัฒนาระบบราชการ ด้วยจิต Service Mind – กระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าว ศธ. 360 องศา

    29 กันยายน 2568 / ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีมอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาระบบราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีนายสมใจ วิเศษทักษิณ นายสุภชัย จันปุ่ม ผู้ตรวจราชการ ศธ. นางสาวปรัชญวรรณ วนานันท์ ที่ปรึกษาด้านระบบบริหารจัดการศึกษา สป. ตลอดจนผู้บริหาร ศธ. ให้การต้อนรับและเข้าร่วม ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา

    ปลัด ศธ. กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล สำหรับประเทศไทยกระทรวงศึกษาธิการเราต้องเป็นผู้นำในการสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาระบบราชการให้ทันสมัย การประกวดสื่อสร้างสรรค์ครั้งนี้จึงถือเป็นเวทีแห่งการสร้างสรรค์ ที่ให้โอกาสบุคลากรในสังกัดแสดงศักยภาพ

    งานด้านระบบราชการเป็นภารกิจที่ประชาชนให้ความคาดหวัง ขณะที่การบริการของภาครัฐมักถูกมองว่ายุ่งยาก ซับซ้อน และใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการรวมถึงหน่วยงานภาครัฐก็มีความพยายามในการปรับปรุงรูปแบบการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำระบบ One Stop Service ระบบออนไลน์ หรือการลดการใช้กระดาษ

    ด้วยเหตุนี้หน่วยงานภาครัฐจึงต้องเร่งพัฒนาตนเอง โดยนำนวัตกรรมดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจและการรับรู้ในบทบาทของระบบราชการสมัยใหม่ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีหน่วยงานและภารกิจที่หลากหลาย ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่ต้องให้บริการแก่พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง

    โดยคำนึกถึง Service Mind ซึ่งจะเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรไปในตัวเป็นสำคัญ พร้อมด้วยการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลให้เป็น “ฐานข้อมูลกลาง” เดียวกัน ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้การบริการภาครัฐมีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    “ด้วยผลงานนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้กระทรวงศึกษาธิการ ก้าวสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ดิจิทัลที่เป็นแบบอย่างให้ส่วนราชการอื่น และหวังว่าผลงานที่ได้รับรางวัลในวันนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจ เป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่นนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนาต่อยอด เพื่อให้การศึกษาไทยก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ที่สำคัญขอให้งานในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติระบบราชการ ด้วยพลังแห่งนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสร้างระบบราชการที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเป็นที่พึ่งพาได้ของประชาชน“

    ในการนี้ ปลัด ศธ. ได้ให้เกียรติมอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาระบบราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้แก่

    รางวัลชนะเลิศ
    อาชีวะสกิลพร้อม E-Portfolio โดย วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1
    การพัฒนาแบบคู่ขนาน : ยกระดับการปฏิบัติราชการสู่การบริการที่เป็นเลิศ โดย ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู กรมส่งเสริมการเรียนรู้

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2
    สพม.เชียงราย One Click Smart future โดย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย จังหวัดเชียงราย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    รางวัลชมเชย 2 รางวัล
    1. Vocational 2025 : จากทางเลือกสุดท้าย สู่ตัวเลือกอันดับหนึ่ง โดย วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
    2. OVEC : Credit Bank โดย สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
    ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า,
    ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-service-mind/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S9FCw9h20gZIQyKxCCt63

  • มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต่อยอดโอกาส สร้างชีวิต ให้แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ | TOPNEWS

    มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต่อยอดโอกาส สร้างชีวิต ให้แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ | TOPNEWS

    วันนี้ (วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 156 สถาบัน จำนวน 910 ทุน รวมเป็นจำนวนเงิน 12,615,000 บาท (สิบสองล้านหกแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมี เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

    นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม

    โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน และในวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาในภาคเหนือ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน รวม 53 สถาบัน 265 ทุน เป็นลำดับต่อไป

    รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,880,000 บาท (สิบเจ็ดล้านแปดแสนแปดหมื่นบาทถ้วน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1335924&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GrayU28YUGxPkfH2m7MxJ

  • กลไกเพิกถอน ยาอันตราย อย.ล่าช้าถึง 3 ปี ผู้บริโภครับเคราะห์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กลไกเพิกถอน ยาอันตราย อย.ล่าช้าถึง 3 ปี ผู้บริโภครับเคราะห์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กลไกเพิกถอนยาอันตราย อย.ล่าช้าถึง 3 ปี ผู้บริโภครับเคราะห์

    กรณี “จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง” ที่มีสารอันตราย แต่ อย. ใช้เวลานาน เกือบ 3 ปี กว่าจะเพิกถอนทะเบียน สะท้อนปัญหา ข้อจำกัดทางกฎหมาย และขั้นตอนที่ล่าช้า ผู้บริโภคจึงรับความเสี่ยงต่อเนื่อง แม้เพิกถอนแล้ว ผลิตภัณฑ์ยังขายบนออนไลน์ เสนอให้เร่งปรับปรุงกลไกและเฝ้าระวังเชิงรุก

    จากกรณีการตรวจพบยาสมุนไพรจีนยี่ห้อดังมีการลักลอบใส่ยาแผนปัจจุบันที่อาจทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงอันตราย จนนำมาสู่การเพิกถอนทะเบียนโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จุดประกายคำถามสำคัญถึงประสิทธิภาพและความรวดเร็วของกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในปัจจุบันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาทิ ทำไมผลิตภัณฑ์ที่อาจเป็นอันตรายจึงยังคงวางจำหน่ายได้เป็นเวลานาน บ้างกินเวลายาวนานข้ามปี กว่าจะมีการประกาศเตือนหรือเรียกเก็บ? และที่สำคัญคือ ผู้บริโภคจะป้องกันตนเองจากภัยเงียบเหล่านี้ได้อย่างไร?

    เมื่อ “พิธีรีตองทางกฎหมาย” มาก่อน “สุขภาพประชาชน”

    ความเห็นจาก ภก.ภาณุโชติ ทองยัง ประธานอนุกรรมการ ด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค วิเคราะห์ถึงปัญหาสำคัญที่ทำให้กระบวนการของ อย. ล่าช้า โดยชี้ว่าข้อจำกัดไม่ได้เป็นความตั้งใจ ของ อย. แต่เกิดจาก ข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่ซับซ้อน โดยเฉพาะในขั้นตอนการเพิกถอนทะเบียนที่ล่าช้า จากข้อจำกัดด้านอำนาจ เนื่องจากการเพิกถอนทะเบียนไม่ใช่เป็นอำนาจของเลขาธิการ อย. ที่จะสั่งการได้ทันที แต่ต้องผ่านการพิจารณาของ คณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีการประชุมเพียงเดือนละครั้ง นี่จึงเป็นเหตุผลว่า “เจอวันนี้ จึงไม่ได้สามารถถอนทะเบียนได้ทันทีในวันนี้” ทำให้กระบวนการยืดเยื้อออกไปหลายเดือน หรืออาจนานเป็นปี”

    อย่างไรก็ดี ภก.ภาณุโชติย้ำว่า ในความเป็นจริงเมื่อผลการตรวจสอบออกมาแล้วว่าผลิตภัณฑ์มีปัญหา จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะการเรียกเก็บผลิตภัณฑ์ออกจากตลาด เพราะการล่าช้าแม้เพียงหนึ่งหรือสองวัน อาจส่งผลให้มีผู้บริโภคจำนวนมากทั่วประเทศยังคงนำสารพิษเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพประชาชน แต่ยังสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบยาไทย

    “ยิ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์สมุนไพรดี ๆ มันหายไป มันก็ทำลายระบบสมุนไพรของยาไทยของเราโดยทางอ้อมด้วยซ้ำ” ภก.ภาณุโชติกล่าว

    ล่าช้า 3 ปี ไร้คำตอบด้านการเยียวยา

    ด้าน มลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค ตั้งคำถามอย่างหนักถึงกรอบเวลาในการดำเนินการของ อย. โดยยกกรณีของ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง ซึ่งมีการสั่งเรียกเก็บคืนผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ 21 ตุลาคม 2565 แต่เพิ่งมีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนอย่างเป็นทางการในปี 2568 ความล่าช้าเกือบ 3 ปีในการเพิกถอนทะเบียนผลิตภัณฑ์ถือเป็นปัญหาร้ายแรง เพราะเป็นการปล่อยให้ผู้บริโภคต้องเผชิญความเสี่ยงต่อสุขภาพเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว

    เธอระบุว่า “มีการเก็บตัวอย่างมานานมากแล้ว เพิ่งจะมาเพิกถอนทะเบียนในปี 68 แล้วก่อนหน้านั้นล่ะจะทำให้ผู้บริโภคที่รับประทานยาตัวนี้มีผลเสียผลกระทบต่อร่างกายอย่างไรบ้าง”

    มลฤดีให้มุมมองว่า ความล่าช้าดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อสุขภาพของผู้ที่บริโภคไปแล้ว ขณะเดียวกันอีกจุดอ่อนในด้านการเยียวยาผู้เสียหาย ของ อย. มักทำได้เพียงประกาศเตือนให้ผู้บริโภคระวังและหยุดใช้ โดยยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบไปแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่เสียไป นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการดำเนินการลงโทษบริษัทผู้ผลิตและผู้ประกอบการอีกด้วย

    “เราเคยรณรงค์มาตลอดว่า ผู้บริโภคเมื่อเจอผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยขอให้ร้องเรียน แต่ร้องเรียนไปแล้ว เมื่อผู้บริโภคซื้อไปแล้ว แต่การร้องเรียนผู้บริโภคจะได้อะไรกลับบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเยียวยาเรื่องทางด้านสุขภาพ หรือทางด้านเงินที่เสียไป  อันนี้ก็อยากจะให้ อย. ทบทวนเกี่ยวกับเรื่องการเยียวยาให้กับผู้บริโภค”

    ย้อนไทม์ไลน์ ก่อน “ระงับ” จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง

    ย้อนไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 มีการแจ้งเตือนให้เรียกคืนผลิตภัณฑ์สมุนไพร จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง เนื่องจากการตรวจพบการปลอมปน สารทาดาลาฟิล ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันอันตราย ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 อย. ได้ประกาศเตือนอย่างเป็นทางการว่าผลิตภัณฑ์บางรุ่นเป็นของปลอม จากนั้นจึงมีการขยายผลการตรวจสอบจนพบการปนเปื้อนต่อเนื่องในอีก 3 รุ่นการผลิตในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 กระทั่งถึงวันที่ 22 กันยายน 2568 อย. จึงมีคำสั่ง เพิกถอนทะเบียนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ การดำเนินการดังกล่าวยืดเยื้อกินเวลากว่า 3 ปีนับตั้งแต่การตรวจพบปัญหาครั้งแรก สะท้อนถึงจุดอ่อนของกระบวนการทางกฎหมายที่ล่าช้าในการปกป้องประชาชน

    นอกจากนี้จากข้อมูลยังพบว่า ก่อนหน้านั้นในปี 2553 อย. เคยสั่งระงับโฆษณาผลิตภัณฑ์ “จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง” จากสื่อหลายประเภท เนื่องจากการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงและมีผู้บริโภคร้องเรียน ซึ่งการกระทำดังกล่าวขัดกับพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562  ที่ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีข้อจำกัดในการโฆษณาสรรพคุณ ห้ามโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น การอ้างว่าสามารถบำรุงร่างกายชาย เสริมสมรรถภาพทางเพศ รักษาโรคข้อ หรือรักษาตา เป็นต้น แต่ภายหลังการสั่งระงับของ อย.กลับพบว่า สมุนไพรเจ้าปัญหาดังกล่าวยังคงมีการโฆษณาผ่านช่องทางสื่ออยู่เป็นระยะ

    จากการค้นฐานข้อมูลของผู้ผลิต บริษัท จงไท้เจี้ยนหมิงเอี้ยวเอี้ย (กรุ๊ป) จำกัด ระบุว่าก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2549 ธุรกิจหลักเป็นผู้นำเข้า ผลิต และจำหน่ายยาสมุนไพรแผนโบราณบำรุงร่างกาย โดยมีเครื่องหมายการค้า “จิ่วเจิ้ง” ล่าสุด มีข้อน่าสังเกตว่า บริษัทได้แจ้งเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท หนานหยางถงเหรินถังจื้อเย่า (กรุ๊ป) จำกัด เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568

    อีกหนึ่งความท้าทายของเรื่องนี้คือ แม้จะมีการประกาศเพิกถอนทะเบียนและคำสั่งเรียกคืนอย่างชัดเจน แต่ผลิตภัณฑ์ “จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง” ยังคงสามารถพบเห็นและซื้อขายได้บนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งผู้จำหน่ายบางรายใช้ข้อความโฆษณาที่หลีกเลี่ยงการกล่าวอ้างเกินจริงอย่างตรงไปตรงมา แต่ยังคงใช้คำว่า “ของแท้” “ล็อตใหม่” หรือ “จากโรงงานโดยตรง” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและล่อลวงผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายยังคงถูกกฎหมายและปลอดภัย 

    (ข้อมูลจากการค้นหาในแพลตฟอร์มพาณิชย์แห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568)

    ปัญหาดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่ากลไกการเรียกคืนผลิตภัณฑ์แบบเดิมที่มุ่งเน้นไปยังผู้ผลิตและร้านค้าทางกายภาพ หากแต่ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จในตลาดดิจิทัล ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องปรับตัวและพัฒนากลไกการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อป้องกันการเข้าถึงผลิตภัณฑ์อันตรายของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    มลฤดีกล่าวว่า ปัญหาการขายผลิตภัณฑ์ที่เพิกถอนทะเบียนหรือมีสารต้องห้ามในแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นปัญหาใหญ่ โดยพบเกือบร้อยรายการ เธอยอมรับว่าแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการควบคุมตลาดดิจิทัล แม้จะมองว่าพระราชบัญญัติสมุนไพร พ.ศ. 2562 ถือเป็นกฎหมายที่มีอำนาจการบังคับใช้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดา พรบ. ต่าง ๆ ของ อย.

    “สิ่งที่น่าสนใจคือ จากข้อมูลการร้องเรียนของสภาผู้บริโภค พบว่าการร้องเรียนส่วนใหญ่ยังมาจากการเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคมากกว่าการร้องเรียนโดยตรงจากผู้บริโภค ซึ่งอาจสะท้อนว่าผู้บริโภคอาจยังไม่ทราบช่องทางหรือไม่ตระหนักถึงความเสี่ยง”

    ดึงพลังประชาชน ทางออกเท่าทันเกมผู้ค้า

    ด้าน ภก.ภาณุโชติ เอ่ยถึงแนวทางที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนกว่าคือการดึงพลังของภาคประชาชนเข้ามาช่วยยกระดับการทำงานเชิงรุก โดยการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นระบบกับเครือข่ายภาคประชาสังคม สื่อมวลชน หรืออินฟลูเอนเซอร์ผู้มีอิทธิพลทางความคิด

     “ถ้าคุณบอกว่าคนน้อย งบประมาณไม่พอ แต่คุณยังใช้วิธีการเดิม ๆ ในการแก้ปัญหา ยังไงก็ไม่สำเร็จ คุณก็อาจจะต้องใช้วิธีการใหม่ ๆ แล้ว โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้เป็นโลกที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม”

    ภก.ภาณุโชติ ยังให้ความเห็นว่า อย. ควรเร่งสร้างระบบที่สามารถ เชื่อมโยงข้อมูลผลการตรวจสอบอันตรายเข้ากับภาคีเครือข่ายเหล่านี้โดยตรง ซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล คือการสร้าง ระบบเฝ้าระวังเชิงรุก ที่มีคนคอยเป็นหูเป็นตาจากทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และยังได้ ระบบเตือนภัยเร่งด่วน ที่ทุกคนพร้อมจะช่วยกันกระจายข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/dangerous-drug/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yrJIg38gG9E3a4aU7PoA-

  • สมศ. จับมือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอกเชิงพื้นที่ ปักหมุดยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท.

    สมศ. จับมือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอกเชิงพื้นที่ ปักหมุดยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท.

    สมศ. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผนึกกำลังยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยแนวคิดการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment ในลักษณะ กลุ่มพื้นที่ตำบลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากร เปรียบเทียบผลในเชิงระบบ และสร้างคุณภาพการศึกษาปฐมวัยในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.
    โดย ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้ประชุมเชิงนโยบายร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดยนายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะผู้บริหาร หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมรูปแบบ Cluster-Based Assessment ในลักษณะ กลุ่มพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

    ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. กล่าวว่า สำหรับแนวคิดการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment มีเป้าหมายเพื่อปรับรูปแบบการประเมินจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรายแห่ง ไปสู่การประเมินในลักษณะ “กลุ่มพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบ Cluster” ผลการประเมินและข้อเสนอแนะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณ ลดความซ้ำซ้อนในการลงพื้นที่ของผู้ประเมินภายนอก สามารถเปรียบเทียบผลการประเมินระหว่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดเดียวกัน เพื่อนำไปสู่การยกระดับในการพัฒนาเชิงระบบและสร้างมาตรฐานคุณภาพที่เข้มแข็งให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคม 

    แนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รูปแบบใหม่นี้มีความแตกต่างจากการประเมินรูปแบบเดิม ด้วยการจัดกลุ่มศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลุ่มละ 3–5 แห่ง เพื่อเข้ารับการตรวจเยี่ยมพร้อมกัน 2–3 วัน โดยมีผู้ประเมินภายนอกอย่างน้อย 2 คน วิเคราะห์ SAR ของทุกศูนย์ พร้อมประชุมออนไลน์กับผู้บริหารท้องถิ่นและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อสรุปแผนการตรวจเยี่ยม การลงพื้นที่ประเมินแต่ละแห่ง ตลอดจนสรุปผลด้วยวาจาเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้ได้บทสรุปเชิงระบบ และข้อค้นพบที่สามารถต่อยอดเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) สำหรับใช้เป็นฐานข้อมูลเปรียบเทียบคุณภาพในพื้นที่เดียวกันได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย สมศ. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีแผนการดำเนินงานการประเมินคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะครอบคลุมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 11,219 แห่ง ในรูปแบบคลัสเตอร์ โดยจัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลุ่มละ 3–5 แห่ง รวมกว่า 3,039 คลัสเตอร์

    สมศ. มองว่าแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment นี้จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย จุดสำคัญคือการยกระดับการประเมินคุณภาพภายนอก โดยผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตั้งคำถามและพิจารณาอย่างรอบด้าน และช่วยให้การประเมินคุณภาพภายนอกมีความรวดเร็วขึ้น จะเห็นภาพรวมในลักษณะพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มองเห็นทั้งมิติระดับจังหวัดและแนวทางพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

    นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
    มีความสำคัญต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ในการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน การสร้างรากฐานการศึกษา และการแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ดังนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงเห็นถึงความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดำเนินงานได้อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐาน ผ่านการจัดทำหลักสูตร แนวปฏิบัติ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนาเด็กปฐมวัยในระดับต่างๆ

    ดังนั้นเพื่อให้เกิดคุณภาพและการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเห็นถึงความจำเป็นต้องมีแนวทางการประกันคุณภาพที่เหมาะสม ซึ่งการประชุมกับ สมศ. ในครั้งนี้เพื่อหารือถึงแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment ในการกำหนดจุดยืน ตลอดจนบูรณาการข้อมูลผลการประกันคุณภาพภายนอกจาก สมศ. เพื่อกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อีกประเด็นที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ความสำคัญคือ การจัดสรรภาระงานของการตรวจประเมินที่แม้มีข้อเสนอให้ลดลง เพื่อลดภาระและความซ้ำซ้อน แต่มีข้อห่วงใยว่าหากไม่มีเกณฑ์หรือข้อกำหนดที่รัดกุม อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการประเมินและมาตรฐานที่ตั้งไว้ได้ โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างการลดภาระงานกับการรักษาคุณภาพในการประเมินคุณภาพ เพื่อให้ผลการประเมินคุณภาพสามารถสะท้อนภาพรวมได้อย่างถูกต้อง และเป็นข้อมูลที่หน่วยงานสามารถนำไปใช้พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อไปได้จริง การประชุมครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้ได้มาตรฐานที่เข้มแข็งและนำผลการประเมินไปสู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/870148/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uaEkQqZ4HFEfl3dOvISG9

  • คุณสมบัติและเงื่อนไขใหม่ของการเป็นผู้ทำบัญชี (อัปเดตปี 2568) – คณะบัญชี

    คุณสมบัติและเงื่อนไขใหม่ของการเป็นผู้ทำบัญชี (อัปเดตปี 2568) – คณะบัญชี

    คุณสมบัติและเงื่อนไขใหม่ของการเป็นผู้ทำบัญชี

    โลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้วิชาชีพ “ผู้ทำบัญชี” ต้องปรับตัวตามไปด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงกฎระเบียบและข้อบังคับที่เข้มข้นขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงคุณสมบัติและเงื่อนไขล่าสุดของการเป็นผู้ทำบัญชี เพื่อให้ผู้ที่สนใจในสายงานนี้ และผู้ประกอบการได้เตรียมตัวอย่างถูกต้องตามหลัก กฎหมายบัญชี ที่เกี่ยวข้อง

    รากฐานสำคัญ: กฎหมายที่ผู้ทำบัญชีต้องรู้ (พ.ร.บ.บัญชี)

    ก่อนจะก้าวสู่การเป็นผู้ทำบัญชีมืออาชีพ สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือกรอบของกฎหมายที่ควบคุมวิชาชีพนี้ หัวใจหลักคือ พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 (พ.ร.บ. 2543) ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทที่กำหนดหน้าที่ของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี, ผู้ทำบัญชี, และสาระสำคัญของงบการเงิน เพื่อให้เกิดมาตรฐานและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ

    ต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไขโดย พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 (พ.ร.บ. 2547) ซึ่งได้จัดตั้ง “สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์” ขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลและส่งเสริมมาตรฐานของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีโดยตรง ดังนั้น การทำความเข้าใจ พ.ร.บ.บัญชี ทั้งสองฉบับนี้จึงเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกคนในวงการ

    เจาะลึกคุณสมบัติหลักของผู้ทำบัญชีตามกฎหมาย

    ตามประกาศของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและข้อบังคับของสภาวิชาชีพบัญชี คุณสมบัติของผู้ทำบัญชีที่ต้องมีโดยสรุป มีดังนี้:

    • วุฒิการศึกษา: ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับ ปริญญาตรีบัญชี หรือเทียบเท่าที่สภาวิชาชีพบัญชีรับรอง นี่คือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด
    • คุณสมบัติทั่วไป: มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร, ไม่เคยต้องโทษในคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในวิชาชีพ และไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
    • การเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี: ต้องสมัครเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพบัญชี และปฏิบัติตามข้อบังคับและจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด
    • การขึ้นทะเบียน: ต้องขึ้นทะเบียนเป็น “ผู้ทำบัญชี” กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าผ่านระบบออนไลน์ และแจ้งข้อมูลการทำบัญชีให้กับธุรกิจต่างๆ ที่ตนรับผิดชอบ

    แนวโน้มและเงื่อนไขใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2568

    แม้กฎหมายหลักจะยังคงเป็น พ.ร.บ. 2543 และ พ.ร.บ. 2547 แต่โลกดิจิทัลทำให้เกิดการปรับตัวและคาดว่าภายในปี 2568 จะมีการเน้นย้ำในประเด็นต่อไปนี้มากขึ้น:

    • การพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง (CPD): จะมีการกำหนดหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล, Data Analytics, และความปลอดภัยทางไซเบอร์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชั่วโมง CPD ที่ต้องเก็บสะสมในแต่ละปี
    • ความสามารถด้านเทคโนโลยี: ผู้ทำบัญชีจะถูกคาดหวังให้มีความเชี่ยวชาญในการใช้โปรแกรมบัญชีคลาวด์ (Cloud Accounting) และเครื่องมืออัตโนมัติต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
    • จรรยาบรรณและความโปร่งใส: กฎระเบียบด้านการตรวจสอบและจรรยาบรรณจะเข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันการทุจริตและการตกแต่งบัญชีให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    การศึกษาคือใบเบิกทาง: ทำไมปริญญาตรีบัญชีจึงสำคัญ?

    จากคุณสมบัติข้างต้น จะเห็นได้ว่าวุฒิ ปริญญาตรีบัญชี ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “ข้อบังคับ” ตามกฎหมาย การเลือกสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพจึงเปรียบเสมือนการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับอาชีพ

    ทำไมการเรียนปริญญาตรีบัญชีที่ ม.ศรีปทุม (SPU) จึงเป็นคำตอบ?

    ที่คณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) เราเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของ กฎหมายบัญชี และความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ หลักสูตรของเราจึงถูกออกแบบมาเพื่อ:

    • สร้างนักบัญชีมืออาชีพ: สอนลึกถึงแก่นของมาตรฐานการบัญชีและ พ.ร.บ.บัญชี ที่เกี่ยวข้อง
    • พร้อมสำหรับโลกดิจิทัล: เน้นการเรียนรู้ผ่านโปรแกรมบัญชีชั้นนำและเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) ที่ใช้จริงในองค์กร
    • ประสบการณ์จริง: มีความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงานและเรียนรู้จากมืออาชีพตัวจริง

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

    Q1: ไม่จบปริญญาตรีบัญชีโดยตรง แต่จบบริหารธุรกิจ สามารถเป็นผู้ทำบัญชีได้หรือไม่?

    A: ไม่ได้ครับ ตาม กฎหมายบัญชี ปัจจุบันกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำไว้อย่างชัดเจนว่าต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าวุฒิ ปริญญาตรีบัญชี หรือวุฒิอื่นที่สภาวิชาชีพบัญชีให้การรับรองเทียบเท่าเท่านั้น

    Q2: ผู้ทำบัญชีต้องต่ออายุสมาชิกภาพกับสภาวิชาชีพบัญชีทุกปีหรือไม่?

    A: ใช่ครับ ผู้ทำบัญชีมีหน้าที่ต้องชำระค่าบำรุงสมาชิกภาพรายปี และต้องเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชี (CPD) ตามจำนวนชั่วโมงที่สภากำหนด เพื่อรักษาสถานะและสิทธิ์ในการเป็นผู้ทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย

    Q3: จะตรวจสอบข้อมูลกฎหมายบัญชีฉบับล่าสุดได้จากที่ไหน?

    A: แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดคือเว็บไซต์ของหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยตรง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TFAC) ซึ่งจะมีการประกาศอัปเดตข้อบังคับและ พ.ร.บ.บัญชี ต่างๆ อย่างเป็นทางการเสมอ

    โดยสรุป การเป็นผู้ทำบัญชีในยุคใหม่ต้องมีความพร้อมทั้งด้านความรู้ตามหลัก กฎหมายบัญชี และทักษะด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย การเริ่มต้นด้วยการศึกษาในหลักสูตร ปริญญาตรีบัญชี ที่มีคุณภาพจากสถาบันที่เชื่อถือได้เช่น ม.ศรีปทุม (SPU) คือก้าวแรกที่สำคัญสู่ความสำเร็จในวิชาชีพที่ท้าทายและมีอนาคตสดใสนี้

    สนใจความรู้ด้านบัญชีและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง สามารถพบกันได้ที่ คณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/account/76996&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lSnAJrcxb-s2otFmHHho7

  • นายกฯ “อนุทิน” ยืนยันรัฐบาล “ทำได้ ทำเป็น ทำดี” พร้อมร่วมงานกับทุกคน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

    นายกฯ “อนุทิน” ยืนยันรัฐบาล “ทำได้ ทำเป็น ทำดี” พร้อมร่วมงานกับทุกคน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

    นายกฯ “อนุทิน” ยืนยันรัฐบาล “ทำได้ ทำเป็น ทำดี” พร้อมร่วมงานกับทุกคน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน


    29/09/2568 | 11 |

    (29 กันยายน 2568) เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา  เป็นประธานการประชุม

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตอบคำถามถึงการทำงานของรัฐบาลที่ว่า “ทำได้ไหม ทำเป็นหรือเปล่า ทำดีหรือเปล่า” ยืนยันคำแถลงนโยบายรัฐบาล เป็นสิ่งที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วว่า  “ทำได้เร็ว และต้องทำได้เลย”  นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีที่ได้คัดสรรมา ล้วนแต่เป็นผู้มีประสบการณ์ในวิชาชีพทุกๆ ด้านที่มี แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน ก็ได้ทำการตรวจสอบประวัติการทำงาน ประวัติศึกษา ยืนได้ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

    นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า ใช้เวลากว่า 10 ปีจนมาตำแหน่งนี้ ก็ต้องถือโอกาสนี้ทำดีที่สุด ให้เป็นเกียรติประวัติ เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่ รัฐบาลจะได้แสดงผลงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีทุกคนแล้วว่า ไม่มีความกังวลใดๆ ไม่มีพรรค โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวให้ความเชื่อมั่นว่า ทุกคนในรัฐบาลคัดเลือกด้วยตัวเอง นอกจากคุณความดีที่แต่ละคนมี ความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน และผลงาน ความรู้ ประสบการณ์ รัฐบาลนี้เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ
     
    “คณะรัฐมนตรีทุกคนจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อให้เป็นเกียรติประวัติและเกิดประโยชน์แก่บ้านเมือง ทั้งนี้ รัฐบาลชุดนี้จะไม่มีการแบ่งพรรค แบ่งพวก แต่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน” นายกรัฐมนตรีกล่าว
     
    พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ทุกนโยบายและการดำเนินการจะต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและระเบียบที่ถูกต้อง โดยรัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายสามารถเข้ามาตรวจสอบได้อย่างตรงไปตรงมา สำหรับแนวทางการทำงานทางการเมืองของรัฐบาลนั้น รัฐบาลจะทำงานร่วมกับสมาชิกรัฐสภาทุกคน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน พร้อมยืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาลชุดนี้ทำงานโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การบงการจากใคร นอกจากนั้น ลักษณะของรัฐบาลปัจจุบัน นับว่าเป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาและความเสียหายของประเทศ โดยมีกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะยุบสภาตามข้อตกลง (MOA) เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน

    “จากนี้ไปรัฐบาลนี้จะวางรากฐาน วางแนวทางแบบอย่างที่ดีในการที่จะเป็นรัฐบาลที่จะทำให้อนาคตของ ประชาธิปไตยมีความสดใส คิดเองและหารือกับ ครม. และรัฐสภา เพื่อทำประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน”

    นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ยกเลิกการจัดตั้งคาสิโนและเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีการพนัน รวมถึงยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัล โดยมีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ใช้การพนันเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และจะไม่ปล่อยให้ประชาชนถูกมอมเมาด้วยอบายมุข ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันกับแนวทางดังกล่าว อีกทั้ง รัฐบาลชุดนี้มุ่งผลักดันนโยบายที่เป็นทางออกของประเทศ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ในตอนท้าย นายกฯ ยืนยันว่า รัฐบาล และ ครม. ทุกคนที่ต้องทำงานอย่างหนัก จะผลักดันทุกนโยบายให้เป็นทางออกของประเทศ “ผู้ชนะจะเห็นทางออกในทุกปัญหา” 


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2016/iid/427424&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IOLUuN3OEJInExx71BM-Q

  • จีนฉวยจังหวะทอง ส่ง “K วีซ่า” งัดสหรัฐฯ เปิดรับสายไอทีทั่วโลก 

    จีนฉวยจังหวะทอง ส่ง “K วีซ่า” งัดสหรัฐฯ เปิดรับสายไอทีทั่วโลก 

    จีนฉวยจังหวะทอง ส่ง “K วีซ่า” สวนหมัดนโยบาย “H-1B” ของสหรัฐฯ ปูพรมแดงต้อนรับบัณฑิตไอทีทั่วโลก ชูจุดเด่นไม่ต้องมีนายจ้างรับรอง

    สำนักข่าว Reuters รายงานว่า จีนได้เปิดโครงการวีซ่าใหม่โดยตั้งเป้าดึงดูดบุคลากรด้านเทคโนโลยีชั้นนำจากทั่วโลก 

    ความเคลื่อนไหวนี้ถูกจับตามองว่าจะช่วยเสริมความได้เปรียบให้จีนในการขับเคี่ยวเชิงภูมิรัฐศาสตร์กับสหรัฐฯ โดยเฉพาะในจังหวะที่นโยบายวีซ่าของสหรัฐฯ กำลังบีบให้แรงงานฝีมือต้องมองหาลู่ทางใหม่

    แม้จีนจะไม่ได้ขาดแคลนวิศวกรฝีมือดีในประเทศ แต่โครงการนี้ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญของรัฐบาลในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่

    ว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้างต้อนรับการลงทุนและผู้มีความสามารถจากต่างแดน เพื่อสวนกระแสความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่กำลังบดบังแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศ

    ที่ผ่านมา จีนได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการเดินทางจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีในภาคธุรกิจต่างๆ หรือการยกเว้นวีซ่าให้พลเมืองจากหลายประเทศ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

    “ความเคลื่อนไหวนี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมาก ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังสร้างกำแพง จีนกลับกำลังทลายกำแพงลง”

    แมตต์ เมาน์เทล-เมดิชี ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านการย้ายถิ่นฐาน ให้ความเห็นถึง “K วีซ่า” ซึ่งเป็นวีซ่าประเภทใหม่ของจีน

    “K วีซ่า” คืออะไร

    K วีซ่า เป็นวีซ่าประเภทใหม่ของจีนที่มุ่งเป้าไปที่บัณฑิตจบใหม่ชาวต่างชาติในสาขา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) โดยมีจุดเด่นคือ 

    เปิดโอกาสให้สามารถเดินทางเข้าประเทศ พำนัก และทำงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีนายจ้างรับรอง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เรียกได้ว่าดึงดูดใจสำหรับผู้กำลังมองหาทางเลือกอื่นนอกจากสหรัฐฯ

    ความเคลื่อนไหวของจีนเกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าทำงาน H-1B ซึ่งเป็นวีซ่าหลักที่บริษัทเทคโนโลยีใช้จ้างชาวต่างชาติ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึงปีละ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

    “สหรัฐฯ พลาดท่าอย่างแรงในประเด็น H-1B และนี่คือจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะอย่างยิ่งสำหรับ K วีซ่าของจีน” ไมเคิล เฟลเลอร์ หัวหน้านักยุทธศาสตร์จาก Geopolitical Strategy กล่าว

    จุดเด่นที่สุดของ K วีซ่าที่เหนือกว่าวีซ่า H-1B อย่างเห็นได้ชัด คือการที่ไม่บังคับว่าต้องมีนายจ้างเป็นผู้สนับสนุน (Sponsor) ซึ่งถือเป็นอุปสรรคใหญ่ของวีซ่าฝั่งสหรัฐฯ ที่ต้องผ่านระบบโควต้าและการจับสลากที่อัตราการแข่งขันสูง

    อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ K วีซ่าก็อาจไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะข้อกำหนดหลายอย่างยังคงคลุมเครือ เช่น “อายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน”

    อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางการเงิน การช่วยเหลือด้านการจ้างงาน หรือโอกาสในการขอถิ่นที่อยู่ถาวร

    กำแพงด้านภาษา ถือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ในจีนใช้ภาษาจีนกลางเป็นหลัก 

    นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีนและอินเดีย ก็อาจเป็นปัจจัยที่จำกัดจำนวนผู้สมัครชาวอินเดียที่รัฐบาลจีนพร้อมจะอ้าแขนรับ

    ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์การดึงหัวกระทิของจีนมักใช้แรงจูงใจอย่างเงินอุดหนุนซื้อบ้านหรือโบนัสแรกเข้ามูลค่าหลายสิบล้านบาท ซึ่งประสบความสำเร็จในการดึงบุคลากร STEM ชาวจีนจากสหรัฐฯ กลับประเทศได้จำนวนมาก

    บัณฑิตชาวจีนคนหนึ่งที่เพิ่งได้งานในซิลิคอนแวลลีย์ มองว่า “ประเทศในเอเชียอย่างจีนไม่ได้พึ่งพาผู้อพยพเป็นหลัก รัฐบาลท้องถิ่นเองก็มีวิธีดึงดูดหัวกระทิในประเทศอยู่แล้ว”

    ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีผู้อพยพกว่า 51 ล้านคน (15% ของประชากร) ขณะที่จีนมีชาวต่างชาติเพียง 1 ล้านคน (ไม่ถึง 1%)

    แม้จีนอาจไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อรับแรงงานต่างชาติจำนวนมหาศาล แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า K วีซ่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันบนเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/731144&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yNaa5OnJ_c0BXj3zfhz_B

  • เศรษฐกิจไทยเจอความท้าทายรอบด้าน ข้างนอกพึ่งยาก ข้างในเปราะบาง

    เศรษฐกิจไทยเจอความท้าทายรอบด้าน ข้างนอกพึ่งยาก ข้างในเปราะบาง

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.16 น.

    เศรษฐกิจไทยเจอความท้าทายรอบด้าน ข้างนอกพึ่งยาก ข้างในเปราะบาง เป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาลใหม่ในการฟื้นความเชื่อมั่น กระตุ้นเศรษฐกิจ และวางรากฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการยกระดับการลงทุนของประเทศท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว 

    เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จากปัจจัยท้าทายภายนอกซ้ำเติมความเปราะบางภายใน

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ภายนอกท้าทายมากขึ้นจากสงครามการค้าและตลาดการเงินโลกผันผวน ภายในท้าทายมากขึ้นจากความเปราะบางในภาคธุรกิจ, ครัวเรือน และข้อจำกัดการคลัง เศรษฐกิจไทยจึงมีแนวโน้มขยายตัวต่ำต่อเนื่อง โดยปี 2568 จะขยายตัวเพียง 1.8% และชะลอลงเหลือ 1.5% ในปี 2569

    ความท้าทายภายนอก : โลกผันผวน อุปสงค์โลกชะลอตัว ไทยจะพึ่งพาโลกได้ยากขึ้น

    •  ส่งออกชะลอ : ส่งออกไทยขยายตัวดีช่วง 8 เดือนแรกของปีจากการเร่ง Front-loading ก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นและการส่งออกทองคำที่เร่งสูงตั้งแต่ต้นปี สัญญาณส่งออกชะลอลงชัดเจนขึ้นในเดือนสิงหาคม ที่ภาษีสหรัฐฯ 19% เริ่มใช้ช่วงต้นเดือน กลุ่มสินค้าหลักที่ขยายตัวสูงในตลาดสหรัฐฯ เหลือแค่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สหรัฐฯ ยังยกเว้นการขึ้นภาษี ขณะที่หลายกลุ่มสินค้าพลิกกลับมาหดตัว SCB EIC มองส่งออกไทยจะหดตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้และหดตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพราะ Front-loading ไปมากแล้ว และยังต้องเจอกำแพงภาษีนำเข้าตลาดสหรัฐฯ หลายรูปแบบที่มีความซับซ้อนและไม่แน่นอนสูง ในภาวะอุปสงค์โลกที่จะชะลอตัวลงด้วย

    •บาทแข็งกดดันเศรษฐกิจเพิ่มเติม : ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐแข็งขึ้นเร็วในปีนี้กว่า 8% แข็งสุดในรอบ 4 ปี และแข็งนำคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินบาทเทียบกับคู่ค้าคู่แข่งสำคัญแข็งค่ามากที่สุดตั้งแต่วิกฤติ 2540

    โดยมีสาเหตุทั้งจากปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐและจากปัจจัยภายในของไทย ทั้งจากการส่งออกทองคำที่พุ่งสูงขึ้นมากตามราคาทองคำที่สูงขึ้นเร็ว การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตร การแข็งค่าของเงินบาทมากเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ

    เงินบาทจึงอาจกลายเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจเพิ่มเติม (Shock amplifier) กระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกซ้ำเติมผลกระทบภาษีทรัมป์ รวมถึงกดดันการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากบาทแข็ง ได้แก่ อุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกสูงและใช้ปัจจัยการผลิตจากในประเทศเป็นหลัก เช่น สินค้าเกษตร รวมถึงธุรกิจบริการที่พึ่งพารายได้ต่างชาติสูง เช่น ภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจเหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากการแปลงรายได้ดอลลาร์สหรัฐเป็นรูปเงินบาทเพื่อจ่ายค่าวัตถุดิบและค่าจ้าง ในช่วงบาทแข็งอาจขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน

    •นักท่องเที่ยวต่างชาติยังต่ำกว่าปีก่อนมาก แต่เริ่มมีสัญญาณพ้นจุดต่ำสุด : นักท่องเที่ยวจีนยังต่ำกว่าปีที่แล้ว แต่เริ่มหดตัวน้อยลง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวในเอเชีย ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักของไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกับหลายประเทศ นอกจากนี้เงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องเสี่ยงจะทำให้ไทยเสียเปรียบการแข่งขัน ทั้งกับประเทศปลายทางอื่น โดยเฉพาะเวียดนามและจีนที่ค่าเงินอ่อนค่ากว่าประเทศอื่นในปีนี้ และการดึงดูดนักท่องเที่ยวอินเดีย, สหรัฐฯ และจีนที่สกุลเงินอ่อนค่ากว่า

    เงินบาท ทำให้การฟื้นตัวนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะข้างหน้ายังมีความท้าทาย

    ความท้าทายภายใน : ธุรกิจเปราะบาง ตลาดแรงงานอ่อนแอ การคลังเจอข้อจำกัด

    •ธุรกิจรายได้ไม่ฟื้น กำไรต่ำ : ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ยังเปราะบาง รายได้ธุรกิจฟื้นตัวแบบ K-shape กว้างขึ้น

    โดยรายได้ SMEs เฉลี่ยยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด ขณะที่สัดส่วนรายได้ธุรกิจขนาดใหญ่ Top 1% ขยายตัวต่อเนื่อง

    และมีสัดส่วนรายได้กว่า 76% ของรายได้รวมของภาคธุรกิจ สะท้อนการแข่งขันของ SMEs ที่ยากขึ้น ขณะที่สัดส่วนบริษัทผีดิบ (ธุรกิจที่กำไรไม่เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ย             ติดต่อ 3 ปี) กลับมาเร่งตัวในปี 2567 โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แม้รายได้ฟื้นตัวดีหลังโควิด แต่ความสามารถทำกำไรลดลงต่อเนื่อง

    และฟื้นไม่เท่ากันในรายสาขา ธุรกิจอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและความสามารถทำกำไรที่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวเล็กน้อยในปีนี้และปีหน้า จากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนที่มีต่อเนื่องในระยะข้างหน้าส่วนใหญ่จากการลงทุนของธุรกิจต่างชาติในอุตสาหกรรม Electronics EV และ

    Data center แม้อาจจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นไม่มากนัก เนื่องจาก Import content สูง แต่จะวางรากฐานของอุตสาหกรรม New S Curve ให้กับประเทศ

    •ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ รายได้ลดลง : ตลาดแรงงานไทยเปราะบางมากขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ เห็นได้จากอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมและอัตราการว่างงานของแรงงานจบใหม่ที่เร่งตัวขึ้น ชั่วโมงการทำงานลดลงทุกสาขา รวมถึงสัดส่วนผู้ทำงานต่ำระดับสูงขึ้น กดดันการฟื้นตัวของรายได้ในระยะข้างหน้าท่ามกลางความเสี่ยงสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม แนวโน้มการจ้างงานในกลุ่มธุรกิจเสี่ยงมาก-ปานกลางเริ่มปรับลดลงตั้งแต่ต้นปี สอดคล้องกับข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติที่พบว่า รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ลดลง

    •ภาคการคลังมีข้อจำกัด : ในระยะสั้นเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจะพยุงการบริโภคได้บ้าง แต่ผลต่อเศรษฐกิจไม่มากเพราะวงเงินไม่สูง หากเกิดการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกระทบกระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบฯ ปี 2570 ส่งผลให้การเบิกจ่ายล่าช้า นอกจากนี้ หนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% ในไม่ช้า เนื่องจากรัฐบาลลดการขาดดุลได้ยาก ภาระดอกเบี้ยเงินกู้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและรายจ่ายสวัสดิการสูงวัยปรับลดยาก รวมถึงแนวโน้มรายได้รัฐบาลต่ำมานาน เสถียรภาพการคลังในระยะปานกลางที่อาจแย่ลงเช่นนี้เป็นความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีการวางกรอบ ออกมาตรการ และสื่อสารแผนปฏิรูปการคลัง

    ที่ชัดเจนเพื่อลดความเสี่ยงนี้ลง

    ดอกเบี้ยจะลดลงอีก ผ่อนคลายภาวะการเงินตึงตัว

    SCB EIC ประเมิน กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้เหลือ 1.25% และอีกครั้งในช่วงต้นปีหน้า เหลือ 1%เพื่อช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะเติบโตชะลอลงในปีหน้า อัตราเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน และคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงต่อเนื่อง ทั้งนี้ภาวะการเงินในช่วงที่ผ่านมายังตึงตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงที่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สินเชื่อที่หดตัวต่อเนื่อง และดัชนีค่าเงินบาทแข็งค่านำ โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องจะมีส่วนช่วยประคองเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้ และเอื้อต่อกระบวนการ Deleveraging ลดหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนได้ แต่อาจไม่ช่วยให้สินเชื่อใหม่ฟื้นตัวได้มากนัก จากความระมัดระวังของทั้งสถาบันการเงินและผู้กู้โจทย์ท้าทายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่มี 3 ด้าน (3S) ได้แก่ 1) Stabilize เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้ฟื้นคืนมาหลังเศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ โดยต้องเน้นการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ทำได้จริง ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกและกระบวนการผลักดันที่มีประสิทธิภาพ  2) Stimulate เพื่อกระตุ้นอุปสงค์เศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยเน้นมาตรการการคลังที่ตรงจุด รวดเร็วและชั่วคราว ตลอดจนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับเศรษฐกิจ ควบคู่กับผ่อนคลายภาวะการเงินที่ตึงตัว ผ่านการลดดอกเบี้ยนโยบาย การใช้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SME และการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนกระทบต่อภาคส่งออก และ 3) Structural reform ด้วยการยกระดับนโยบายภาครัฐเพื่อช่วยสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ ผ่านการแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ การจัดหาตลาดส่งออกใหม่และการผลักดันการลงทุนด้าน Green transformation ตลอดจนการวางรากฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ผ่านการวางกรอบนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมสำหรับอนาคตของประเทศ การพัฒนาทักษะของแรงงาน และการปฏิรูปการคลัง          

    เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวถึงปีหน้า ผลความไม่แน่นอนสงครามการค้า

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปีนี้ และปี 2569 จะได้รับผลกระทบจากนโยบาย Trump 2.0 มากขึ้น เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.5% ในปี 2568 และ 2.4% ปี 2569 ชะลอลงจาก 2.8% ในปีก่อน ผลจากสงครามการค้า

    แม้เศรษฐกิจโลกปรับดีขึ้นบ้างจากมุมมองช่วงกลางปี ตามการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่คืบหน้าและการเร่งผลิตส่งออกก่อนภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ประกาศใช้ นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง แม้สหรัฐฯ ประกาศใช้อัตราศุลกากรตอบโต้รายประเทศ (Reciprocal tariff) แล้ว แต่สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะใช้ศุลกากรเฉพาะสินค้า (Sectoral tariff) และศุลกากรสินค้าสวมสิทธิ (Tariff on transshipped goods) เป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง ซึ่งยังมีรายละเอียดไม่ชัดเจน

    ทั้งนี้กำแพงภาษีสหรัฐฯ ยิ่งเร่งให้เศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว (Decoupling) และมีแนวโน้มกดดันการค้าการลงทุน โดยเฉพาะการค้าระหว่างขั้ว มองไปข้างหน้ากิจกรรมเศรษฐกิจโลกจะถูกขับเคลื่อนจากกระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น ดิจิทัล เทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด ทิศทางการกระจายความเสี่ยงออกจากจีน (China +1) การย้ายฐานการผลิตสู่ประเทศที่มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ต่ำกว่า ประเทศใกล้เคียง หรือประเทศพันธมิตร (Nearshoring and Friendshoring) รวมถึงการเพิ่มการลงทุนและย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ (Reshoring) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ

    นโยบายการคลังและนโยบายการเงินจะมีบทบาทพยุงเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจหลัก เช่น จีนขาดดุลงบประมาณสูงขึ้นมาก ยุโรปคลายข้อจำกัดทางการคลังเพื่อเพิ่มงบประมาณแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี การขาดดุลการคลังอาจเพิ่มความเสี่ยงทางการคลังที่มีอยู่ก่อนแล้วในหลายประเทศ สำหรับนโยบายการเงิน นับตั้งแต่ต้นปี 2568 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยแล้ว 25 bps และมีแนวโน้มลดเพิ่มอีก 100 bps ในช่วงที่เหลือของปี 2568 – ปี 2569 เพื่อพยุงตลาดแรงงานที่แย่ลงเร็ว แม้ยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้อจากกำแพงภาษีนำเข้า ด้านธนาคารกลางจีนลดดอกเบี้ยแล้ว 10 bps และมีแนวโน้มลดอีก 30 bps ควบคู่กับมาตรการการเงินเจาะจงภาคบริการและการผลิตขั้นสูง ด้านธนาคารกลางยุโรปจะลดดอกเบี้ยอีก 25 bps หลังจากปรับลดต่อเนื่องรวม 100 bps และจะสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงรอบนี้ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในช่วงต้นปี และมีแนวโน้มปรับขึ้นรวม 50 bps ในปี 2570 หลังผลกระทบภาษีทรัมป์, ปัจจัยการเมือง และผลการเจรจาค่าจ้างชัดเจนขึ้น

    ไทยต้องเร่งโอกาสดึงดูด FDI อย่างมีกลยุทธ์ท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว

    แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยยังมีโอกาสเติบโตบนความท้าทายสูงขึ้น แม้เจอนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ อุตสาหกรรมที่ FDI ยังมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มที่เติบโตรับเทรนด์อนาคต เช่น  Data center และ Food for the future ขณะที่อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ มีแนวโน้มขยายตัวได้เพื่อรองรับตลาดโลก แต่อาจชะลอตัวจากบางปัจจัย เช่น ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐฯ และเงินลงทุนบางส่วนไหลเข้ากลุ่มประเทศ USMCA มากขึ้น ผลจากข้อได้เปรียบภาษีในตลาดสหรัฐฯ ที่สูงกว่า

    นอกจากนี้ FDI ไทยในระยะข้างหน้ายังมีความท้าทายจากการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติของคู่แข่งอย่างเวียดนามและมาเลเซีย ที่กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายและสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงกับไทย อย่างไรก็ดี BOI ได้ปรับเพิ่มเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนมีผลเดือน ก.ค. 2568 ในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เช่น ปรับเงื่อนไขโครงการเดิมในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ งดส่งเสริมโครงการใหม่ที่ Oversupply หรือเสี่ยงจากการกีดกันการค้า เช่น Solar cell, เหล็ก รวมถึงส่งเสริมให้อุตสาหกรรมที่อาจมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โลหะ, เคมีภัณฑ์ และพลาสติก ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมากขึ้น

    ผู้ประกอบการของไทยจึงควรเร่งปรับตัวคว้าเงินลงทุนต่างชาติจากกระแส Friendshoring และ Nearshoring ทั้งการยกระดับศักยภาพและมาตรฐานการผลิตให้ตอบโจทย์โลก รวมถึงการสร้างพันธมิตร/รวมกลุ่ม Cluster การผลิต เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับ Supply chain ต่างชาติที่เข้ามาลงทุน และเตรียมพร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทักษะแรงงานและการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเตรียมความพร้อมรองรับการลงทุน

    ภาครัฐสามารถมีบทบาทสนับสนุน ลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกธุรกิจเพื่อดึงดูดเงินลงทุน ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค การลดขั้นตอนที่ล้าช้า สร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการเข้ามาลงทุน ตลอดจนการเร่งเจรจาการค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายของรัฐบาลไทยเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนไป

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/917572&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-FrzCpFeyM6Nx_JBNMAQd

  • อนุทินแถลงสภาฯ เดินหน้าแก้เศรษฐกิจ-ชายแดน-รธน. : News Hour 29-09-68

    อนุทินแถลงสภาฯ เดินหน้าแก้เศรษฐกิจ-ชายแดน-รธน. : News Hour 29-09-68

    เผยแพร่:

    อนุทินแถลงสภาฯ เดินหน้าแก้เศรษฐกิจ-ชายแดน-รธน. : News Hour 29-09-68 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/playlist03/watch/onwAQKP75U4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HyEzfTyiP5AFOKpq6oQgv