Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กากัน มาลิค พูดแล้วอยู่ข้างใคร หลังรับบท โปรโมเตอร์การท่องเที่ยวให้กัมพูชา

    กากัน มาลิค พูดแล้วอยู่ข้างใคร หลังรับบท โปรโมเตอร์การท่องเที่ยวให้กัมพูชา

    หลังจากที่ กากัน มาลิค (Gagan Malik) นักแสดงชื่อดังชาวอินเดีย ผู้เคยรับบท เจ้าชายสิทธัตถะ ในภาพยนตร์ Sri Siddhartha Gautama ได้เดินทางมารับบทบาทเป็นโปรโมเตอร์ด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศกัมพูชา ตามคำเชิญของรัฐบาล ก็มีกิจกรรมโปรโมตท่องเที่ยวอย่างคึกคัก โดยในการให้สัมภาษณ์ กากัน มาลิค ได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวให้บินตรงมาท่องเที่ยวกัมพูชา พร้อมเผยว่าสนามบินแห่งใหม่ของกัมพูชาเปิดให้บริการแล้ว และสามารถรองรับเครื่องบินทุกประเภทให้ลงจอดได้แล้ว

    ต่อมา เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวได้เผยเเพร่ออกไปทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำเอาเเฟน ๆ ชาวไทย ผิดหวัง เเละเกิดกระเเสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา กากัน มาลิค ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อประเด็นร้อนดังกล่าว ผ่านการโพสต์เฟซบุ๊ก Gagan Malik โดยระบุว่า นะโม พุทธายะ ผมต้องขออภัยอย่างจริงใจต่อแฟน ๆ ชาวไทยทุกคน หากการเดินทางเยือนกัมพูชาของผมเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้สร้างความเจ็บปวดใด ๆ ประเทศไทยคือบ้านหลังที่ 2 ของผม และผมมีความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อประเทศนี้

    การเดินทางไปยังกัมพูชาก่อนหน้านี้ เป็นการนำกลุ่มทัวร์ไปเยือนเป็นครั้งแรก โดยมีกำหนดการเดินทางไปกัมพูชา 3 วัน และประเทศไทย 5 วัน ยืนยันว่าไม่เคยมีเจตนาที่จะสร้างความไม่สบายใจใด ๆ

    เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชาโดยไม่มีค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุด และเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อประเทศไทย ผมได้ลาออกจากตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการ และได้ก้าวออกมาจากความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว การตัดสินใจของผมถือเป็นที่สิ้นสุด และเกิดขึ้นด้วยความชัดเจนอย่างที่สุด

    ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้ทำงานในหลายโครงการที่ประเทศไทยเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยใจที่บริสุทธิ์ทั้งหมดของผม อีกทั้งผมยังได้สร้างวัดที่ประเทศอินเดีย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทย เพื่อเป็นการแสดงถึงความรัก และความเคารพที่ผมมีต่อประเทศไทย

    ประเทศไทยจะเป็นสถานที่พิเศษในใจของผมเสมอ ผมขออภัยอีกครั้งอย่างสุดซึ้ง หากได้สร้างความไม่สบายใจ และผมสัญญาว่าจะระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในอนาคต ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประชาชนชาวไทยจะเข้าใจผมมากขึ้น และผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศที่งดงามแห่งนี้

    เรียบเรียงโดยทีมข่าวสยามนิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/social/28616&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RVD-gkf-H0OIEmUF0NRLe

  • ส่งออก-ท่องเที่ยว หนุน เศรษฐกิจเดือนสิงหาคม ขยายตัว

    ส่งออก-ท่องเที่ยว หนุน เศรษฐกิจเดือนสิงหาคม ขยายตัว

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.56 น.

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำ เดือนสิงหาคม 2568 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภค

    ในหมวดสินค้าคงทน: โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -1.8%  และ -0.3% ตามลำดับ และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -3%  และ -4.8% ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ – 10.8% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1% จากระดับ 51.7%  ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    อย่างไรก็ดี เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจาก ช่วงเดียวกันปีก่อนที่  23.6%  และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  0.1%  

    ขณะที่ปริมาณรถยนต์ เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ –10.5%  และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -8.5% สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -8%  และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ –1%

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ร้อยละ 5.8 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 5.4 การส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ดี ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ  โดยขยายตัว 44.1%  37%  และ 10.2% ตามลำดับ

    นอกจากนี้ การส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ กุ้งสด แช่เย็น  แช่แข็ง และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัว  26.1%  7%  และ 1.3% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 14.3%  12.8%  และ 5.9 %

    อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ลดลง  -11.6%  และ -5.3%  เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนสิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -12.8 และลดลง เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -1%  ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย

    ในเดือนสิงหาคม 2568 จำนวน 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 6.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.4 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.6 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -5.7% ตามการเพิ่มขึ้น

    ในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และหมวดไม้ผล ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และ

    ความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.7 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี  สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่  -0.79%  ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่  0.81%  ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่  64.5%  ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด และดัชนี

    อยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางขยายตัวเร่งขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.9 จุด จากระดับ 49.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า จากปริมาณการผลิต ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่กละการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ  ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 53.5 จุด

    ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวดีในหลายประเทศ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความตึงตัวในตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มมีทิศทางที่ผ่อนคลายลง ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับ แรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ โดยในเดือนกันยายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 23 กันยายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิรวม 9,678.50 ล้านบาท จากในเดือนสิงหาคมซื้อสุทธิสูงถึง 18,370.97 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี  อยู่ในระดับสูงที่ 116,613.37 ล้านบาท

    ทั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่กลุ่มสถาบันในประเทศ กลับมาซื้อสุทธิในเดือนกันยายน 5,144.26 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ซื้อสุทธิ 3,851.32 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ยังคงมียอดขายสุทธิในเดือนกันยายน –5,739.65 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ –19,873.55 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติ แม้ยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย –9,083.11 ล้านบาท ในเดือนกันยายน แต่แรงขายเริ่มลดลง

    เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่สูงถึง –21,736.88 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังเป็นผู้ขายสุทธิในระดับสูงที่ –93,370.44 ล้านบาท สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 8,212.25 ล้านบาท ในเดือนกันยายน หลังจากที่เดือนสิงหาคมขายสุทธิ –6,445.73 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับสูงที่ 28,977.56 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนและแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/917480&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RbYsUa7d5Wm3tS-hHTEBD

  • “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง”มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ประพฤติดี

    “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง”มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ประพฤติดี

    “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง”มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ประพฤติดี

    วันที่ 29 กันยายน 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2568 

                              “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง”มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ประพฤติดี

    โดยมอบให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 156 สถาบัน จำนวน 910 ทุน รวมเป็นจำนวนเงิน 12,615,000 บาท โดยมี เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2  อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ 

    นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม  

                “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง”มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ประพฤติดี   “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง”มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ประพฤติดี   

    โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน  และในวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568  มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาในภาคเหนือ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน รวม 53 สถาบัน 265 ทุน เป็นลำดับต่อไป 

                              “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง”มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ประพฤติดี

    รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/640155&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yq2ZGGp9RfSbb01s4ZA4e

  • ส่อง Insight โซเชียล “คนละครึ่ง..รีบูต” แบบไหนโดนใจคนไทย

    ส่อง Insight โซเชียล “คนละครึ่ง..รีบูต” แบบไหนโดนใจคนไทย

    นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกโครงการคนละครึ่ง ได้กลายเป็นหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมและอยู่ในความทรงจำของคนไทย ด้วยรูปแบบที่เข้าใจง่ายและตอบโจทย์การลดภาระค่าครองชีพรายวัน พร้อมๆ กับการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากผ่านร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ

    ล่าสุดกระแสของโครงการ “คนละครึ่ง ได้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากที่ “รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล” ได้ประกาศนำนโยบายนี้กลับมาปัดฝุ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากยิ่งขึ้น
    บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ dxt:360 เพื่อฟังเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Listening) ในช่วงวันที่ 4 กันยายน – 21 กันยายน 2568 เพื่อถอดรหัสว่า ประชาชนอยากเห็นโครงการ “คนละครึ่ง” ในรูปแบบใดเมื่อมีการนำกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งจะเผยให้เห็น Insight ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการพูดคุยในสังคมออนไลน์ครั้งนี้

    เสียงโซเชียลสะท้อน “คนละครึ่ง” ในมุมมองประชาชน

    จากการรวบรวมข้อมูลบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย พบว่าเสียงส่วนใหญ่แสดงความต้องการให้โครงการกลับมาอย่างชัดเจน โดยมีข้อเสนอและความคาดหวังที่น่าสนใจใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
    1. วงเงินและระยะเวลา (50%)
    * ประชาชนจำนวนมากคาดหวังว่าโครงการจะกลับมาพร้อมวงเงินที่เหมาะสม ไม่น้อยไปกว่าเฟสก่อนๆ และมีการปรับเพิ่มวงเงินการใช้จ่ายในแต่ละวัน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน
    * นอกจากจำนวนเงินแล้ว ประเด็นเรื่อง ระยะเวลาและความต่อเนื่อง ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยมีเสียงเรียกร้องให้โครงการมีระยะยาวนานขึ้นหรือแบ่งเป็นหลายเฟสย่อย เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างต่อเนื่อง
    2. เงื่อนไขและการลงทะเบียน (40%)
    * ไม่ควรให้สิทธิ์ซ้ำกับผู้ที่เคยได้รับเงินหมื่นดิจิทัลมีเสียงเสนอว่า ผู้ที่เคยได้รับสิทธิโครงการ “เงินหมื่นดิจิทัล” ไปแล้วไม่ควรได้รับสิทธิคนละครึ่งซ้ำอีก โดยให้เหตุผลว่า ควรกระจายความช่วยเหลือให้กับผู้ที่ยังไม่เคยได้รับโอกาส เพื่อไม่ให้งบประมาณของประเทศไปกระจุกตัวอยู่ที่คนกลุ่มเดิม
    * ไม่ควรตัดสิทธิ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เนื่องจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการ “แบ่งแยกประชาชน” และ “ซ้ำเติมกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด” ในสังคม กลุ่มที่มีความเห็นนี้จึงเสนอให้คนไทยทุกคนได้รับสิทธิ์อย่างเท่าเทียมกัน
    * ควรใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังที่มีอยู่แล้ว เป็นข้อเสนอที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นการประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องเสียเงินไปกับการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ที่ซ้ำซ้อน และประชาชนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับระบบเดิมอยู่แล้ว 
    3. ร้านค้าและผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วม (10%)
    * ประชาชนส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับการจำกัดการใช้จ่ายเฉพาะร้านค้าขนาดเล็ก หรือร้านหาบเร่แผงลอยที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้เม็ดเงินกระจายไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง และไม่กระจุกตัวอยู่กับร้านสะดวกซื้อหรือนายทุนรายใหญ่
    * มีเสียงเสนอให้เพิ่มเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการซื้อสินค้าที่ผลิตโดยคนไทย (Made in Thailand) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นน้ำและช่วยเหลือเกษตรกรหรือผู้ผลิตในประเทศโดยตรง

    ศึกนโยบายเรือธง: คนละครึ่ง vs เงินหมื่น แบบไหนโดนใจโซเชียล

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อพูดถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ชื่อของ คนละครึ่ง มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับ เงินหมื่นดิจิทัล อยู่เสมอ จากการวิเคราะห์บทสนทนาพบว่า สามารถแบ่งกลุ่มประชาชนออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งเผยให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่า นโยบายไหนครองใจคนไทยมากกว่ากัน
    1. ทีมคนละครึ่ง” (60%)
    ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมออนไลน์เห็นว่าโครงการ คนละครึ่ง มีความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพมากกว่าโครงการเงินหมื่นดิจิทัล โดยอิงจากประสบการณ์ตรงที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ มุมมองของคนกลุ่มนี้เชื่อว่าคนละครึ่งเป็นโครงการที่จับต้องได้และเห็นผลชัดเจน โดยเสียงสะท้อนส่วนใหญ่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “คนละครึ่ง” สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และทำให้เงินหมุนเวียนไปยังร้านค้ารายย่อยได้จริง
    2. ทีมเงินหมื่นดิจิทัล” (22%)
    เป็นกลุ่มประชาชนส่วนหนึ่งที่ยังคงชื่นชอบและต้องการโครงการในรูปแบบ “เงินหมื่นดิจิทัล” มากกว่า “คนละครึ่ง” ความเห็นที่ปรากฏในกลุ่มนี้ยังคงเชื่อว่าการได้รับเงินก้อนจำนวนหนึ่งหมื่นบาทตรงกับความต้องการมากกว่า เพราะสามารถนำไปใช้กับภาระหนี้สินหรือซื้อของชิ้นใหญ่ที่จำเป็น หรือสามารถใช้เป็นทุนหมุนเวียนได้ในยามจำเป็น ขณะที่โครงการคนละครึ่งมีข้อจำกัดในการใช้จ่ายแต่ละครั้ง
    ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวสะท้อนความต้องการของประชาชนจำนวนหนึ่งในสังคมออนไลน์ที่มองว่ารูปแบบการได้รับเงินสดจำนวนมากตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ดีกว่า
    3. ทีมไม่เชื่อมั่นนโยบายรัฐ (18%)
    จากการวิเคราะห์บทสนทนาออนไลน์ พบว่ามีกลุ่มประชาชนส่วนหนึ่งที่แสดงความไม่เชื่อมั่นต่อนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งหรือเงินหมื่นดิจิทัล
    ความเห็นในกลุ่มนี้สะท้อนถึงความผิดหวังและสูญเสียความไว้วางใจต่อนโยบายภาครัฐ โดยอ้างอิงถึงนโยบายหลายอย่างที่เคยประกาศไว้แต่ยังไม่เป็นจริงหรือประสบปัญหาในการดำเนินการ เช่น โครงการเงินหมื่นดิจิทัล โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นต้น กลุ่มนี้จึงมองว่าไม่ว่าจะเป็นโครงการใดก็ตาม โอกาสที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์จริงยังคงไม่แน่นอน ซึ่งเป็นการแสดงความรู้สึกจากประสบการณ์เกี่ยวกับนโยบายที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

    เสียงแตก! ประเด็นสัดส่วนร่วมจ่าย ใครควรได้สิทธิพิเศษ?

    จากการติดตามบทสนทนาออนไลน์ พบว่าหนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างร้อนแรง คือแนวคิดการปรับสัดส่วนการร่วมจ่าย โดยมีข้อเสนอให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา รัฐ 60 : ประชาชน 40 เทียบกับประชาชนทั่วไปที่เป็น 50:50 ซึ่งความคิดเห็นแบ่งออกเป็นสองฝั่ง
    ฝั่งสนับสนุน: การวิเคราะห์บทสนทนาออนไลน์ พบว่ามีกลุ่มหนึ่งที่แสดงความเข้าใจและยอมรับแนวคิดการให้สิทธิพิเศษแก่ผู้เสียภาษี กลุ่มนี้มองว่าการปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายนั้น มีความสมเหตุสมผล เป็นการตอบแทนพลเมืองที่ปฏิบัติหน้าที่เสียภาษีอย่างครบถ้วน และอาจเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น
    ฝั่งคัดค้าน: ในการทางกลับกัน มีกลุ่มหนึ่งที่แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน โดยมองว่า หลักการสำคัญของโครงการคนละครึ่งคือ “ความเท่าเทียม” และสิทธิประโยชน์ควรเป็น 50:50 เหมือนเดิมสำหรับทุกคน กลุ่มนี้เห็นว่าการสร้างเงื่อนไขใหม่ที่ให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกันนั้นไม่ต่างอะไรกับการ “แบ่งแยกชนชั้น” และสร้างความซับซ้อนโดยไม่จำเป็น
    อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์เสียงสะท้อนบนสื่อสังคมออนไลน์ จะเห็นได้ว่า “คนละครึ่ง” ยังคงเป็นโครงการที่อยู่ในใจและมีความคาดหวังจากประชาชนต่อการกลับมาในปี 2568 โดยบทสนทนาในโลกออนไลน์สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการให้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมและเหมาะสมกับทุกกลุ่ม

    Post Views: 130

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/09/29/50-50-policy-reboot/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZOfgiTFg1e2s48kSmuZhi

  • สนข.เร่งศึกษาสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

    สนข.เร่งศึกษาสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

    เศรษฐกิจ

    สนข.เร่งศึกษาสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.06 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สนข.เร่งศึกษาสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

    นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นประธานการสัมมนาแนะนำโครงการศึกษาพัฒนาระบบการคมนาคมเพื่อเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง กรุงเทพมหานคร ว่าสนข.ได้ดำเนินการศึกษาพัฒนาระบบการคมนาคมเพื่อเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ต่อเนื่อง กรุงเทพมหานคร มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

    ตามเป้าหมายของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและปัจจุบันการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 18.4 คิดเป็น 5.29 ล้านคน – เที่ยว/วัน โดยแบ่งออกเป็นรถไฟฟ้า 5.4% หรือ 1.55 ล้านคน – เที่ยว/วัน รถโดยสารประจำทาง 6.4% หรือ 1.84 ล้านคน – เที่ยว/วัน 

    และอื่น ๆ อีก 6.6% หรือ 1.89 ล้านคน – เที่ยว/วัน ซึ่งโครงการจะดำเนินภายใต้กรอบแนวคิด 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ความครอบคลุม ลดความทับซ้อนของรถโดยสารสาธารณะ และเพิ่มความครอบคลุมของโครงข่าย 2)การให้บริการและความเพียงพอ โดยเพิ่มความถี่ของรถโดยสาร เพิ่มจำนวนตู้ขบวนโดยสาร จัดบริหารรถโดยสารด่วน (Express service) 3) การเข้าถึงการจัดบริการรถโดยสารประจำทางระบบเสริม (Feeder) มีอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม และ 4) การปรับปรุงทางเท้า การเชื่อมต่อ – มีจุดเชื่อมต่อและสิ่งอำนวยการเชื่อมต่อการเดินทาง (ITF) ลดเวลาในระบบเปลี่ยนถ่ายระบบเก็บค่าโดยสารที่ใช้ร่วมกันได้หรือระบบตั๋วร่วม

    นายปัญญา กล่าวว่า การศึกษาพัฒนาระบบการคมนาคมเพื่อเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันการใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นทางเลือกหลักของประชาชน เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หากสามารถลดจำนวนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลได้จะช่วยบรรเทาปัญหาที่หลากหลายในปัจจุบันลงได้ เช่น ช่วยบรรเทาปัญหา

    เรื่องการจราจรหนาแน่นและติดขัดโดยเฉพาะช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของยานพาหนะและสามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับประชาชนในเขตเมือง สำหรับการสัมมนาฯ ที่ สนข. จัดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อแนะนำโครงการศึกษาพัฒนาระบบการคมนาคมเพื่อเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง และเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนเพื่อให้โครงการบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น จากการเดินทางแบบไร้รอยต่อให้สามารถเชื่อมโยงสถานที่ต่าง ๆ ด้วยระบบขนส่งสาธารณะหลายรูปแบบ เพิ่มความสะดวก รวดเร็วและลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้ ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเพื่อให้โครงการดำเนินไปอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/448403&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_6TVbiKZz1Mg00j2jDQ4S

  • ปลดล็อค 8 Green Skills ที่ 3 อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย

    ปลดล็อค 8 Green Skills ที่ 3 อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย

    จากรายงาน Global Green Skills Report 2024 ระบุว่า แนวโน้มความต้องการในตลาดแรงงานที่เกี่ยวข้องกับทักษะความยั่งยืนและความสำคัญของทักษะสีเขียว ซึ่งจัดทำโดย Linkedin Economy Graph พบว่าระหว่างปี 2023 – 2024 ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะสีเขียว (Green Talent Demand) ทั่วโลก เพิ่มขึ้นถึง 11.6% ซึ่งเร็วกว่าการเติบโตของจำนวนบุคลากรทักษะสีเขียว (Green Talent Supply) ที่เพิ่มขึ้นเพียง 5.6%


    นอกจากนี้อัตราการจ้างงาน (Hiring rate) บุคลากรในด้านนี้ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของแรงงานทั่วไปถึง 54.6% โดยตัวเลขนี้สูงขึ้นไปอีกในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา 80.3% และไอร์แลนด์ 79.8% สะท้อนถึงความต้องการบุคลากรที่มีทักษะสีเขียว ซึ่งยังมีปริมาณไม่เพียงพอ อีกทั้ง การพัฒนาหลักสูตรจากสถาบันอุดมศึกษาเพียงอย่างเดียวอาจล่าช้าเกินไป จำเป็นจะต้องมีการเสริมทักษะและพัฒนาทักษะด้านนี้อย่างเป็นรูปธรรมให้กับบุคลากรวัยทำงานในปัจจุบันควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้างงานสีเขียวที่เป็นงานใหม่และงามเดิมที่เพิ่มเติมทักษะสีเขียว
    ด้วยความจำเป็นเร่งด่วนนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้จัดทำข้อมูลศึกษาทักษะและองค์ความรู้ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวที่พึงประสงค์ในบริบทของอุตสาหกรรมไทย เพื่อวางยุทธศาสตร์และนโยบายด้าน อววน. ตอบเป้าหมายประเทศและสามารถปรับตัวประเทศไทยกับแนวโน้มในอนาคตได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งวางกรอบแนวทางให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในหลายมิติ

    หนึ่งในผลการศึกษาที่น่าสนใจ คือ 8 ความรู้และทักษะที่มีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน ประกอบด้วย
    1. การคิดเชิงระบบ : ความสามารถในการเข้าใจว่าปัญหาหรือโอกาสที่เกิดขึ้นมักจะเป็นส่วนหนึ่งขององค์รวมที่ใหญ่กว่า ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหาใด ๆ จำเป็นจะต้องเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างแต่ละชิ้นส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นระบบใหญ่
    2. การคิดเชิงอนาคต : ความสามารถในการคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากการดำเนินการในปัจจุบัน แม้จะไม่สามารถคาดได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็ทำให้มีความพร้อมและสามารถวางแผนการจัดการได้ดีขึ้น
    3. การคิดแบบเชิงหมุนเวียน : เห็นว่าของเสียและมลภาวะ ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่เกิดในกระบวนการผลิต แต่สามารถนำกลับมาผลิตเป็นวัสดุหรือสร้างทรัพยากรขึ้นมาใหม่ได้
    4. การคิดเชิงออกแบบ : ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานและแก้ปัญหาโดยมองผู้ใช้เป็นจุดศูนย์กลาง เปิดใจและพร้อมเรียนรู้ หาโอกาสจากความคลุมเครือของปัญหา
    5. ศาสตร์แห่งความยั่งยืน : เข้าใจระบบของโลก สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์และสังคม เข้าใจการเปลี่ยนแปลงและการพยากรณ์สภาพอากาศ อุทกวิทยา สิ่งแวดล้อม บัญชีและระบบนิเวศ
    6. ทักษะดิจิทัล : สามารถใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศในการสื่อสาร เข้าถึงและจัดการข้อมูล
    7. สหสาขาวิชา : ความสามารถในการทำงาน สื่อสารกับบุคลากรหรือหน่วยงานที่ทำงานต่างสาขากัน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อนำไปใช้ออกแบบและหาทางออกร่วมกัน
    8. การจัดการความเปลี่ยนแปลง : ทักษะที่ใช้ในการสร้างและชี้นำความเปลี่ยนแปลงให้เกิดในองค์กร รวมถึงการเตรียมพร้อมต่อเหตุสุดวิสัย ความไม่ย่อท้อ รู้จักสร้างชัยชนะในระยะสั้น และสร้างพันธมิตรเพื่อช่วยในการเปลี่ยนแปลง
    โดยทักษะ 8 ข้อข้างต้น เป็นส่วนของ Green Skills หรือทักษะที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ต้องมีความเข้าใจเนื้องานควบคู่ไปด้วย
    ECOXPERT
    และตัวอย่างทักษะที่ต้องการเร่งด่วนและสำคัญต่อการลดคาร์บอนในระยะสั้นเฉพาะภาคส่วน (Top 3 Sector-specific) เช่น
    1. อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า : ต้องการทักษะเกี่ยวกับมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motors) เชื้อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuels) และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency)
    2. อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต : ต้องการทักษะเกี่ยวกับเกษตรอัจฉริยะเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Agriculture) กลยุทธ์การลดขยะอาหาร (Food Waste Reduction Strategies) และระบบพลังงานอาหารแบบบูรณาการ (Integrated Food-energy Systems)
    3. อุตสาหกรรมดิจิทัล : ต้องการทักษะเกี่ยวกับการประมวลผลแบบสีเขียว (Green Computing) ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grids Systems) และการติดตามการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Monitors)
    การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน และการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) จำเป็นต้องอาศัยทักษะและองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Skills and Knowledge Concepts) เพื่อก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ ลดการปลดปล่อยคาร์บอน การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน และการปกป้องธรรมชาติรวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนแล้ว ยังตอบโจทย์แนวโน้มอาชีพและทักษะสีเขียวที่เป็นที่ต้องการในอนาคตด้วย

    ที่มา บทความเรื่อง “8 Green Skills” ทักษะและองค์ความรู้สำคัญในยุคเศรษฐกิจสีเขียว” จาก Facebook : สอวช.

    การพัฒนาทักษะกำลังคนในด้านต่างๆ

    AIS อัปเดตผล Thailand Cyber Wellness Index 2025 ชี้เด็ก-ผู้สูงอายุ คือ กลุ่มเสี่ยง ต้องเร่งพัฒนาทักษะ Digital Rights และ AI Literacy เร่งด่วน

    สำรวจอินเนอร์ คนทำงาน ปี 2025 บริษัทไหนที่คนรุ่นใหม่อยากทำงาน vs. ไม่อยากทำงานมากที่สุด พร้อมอัปเดตทักษะสำคัญที่ควรมีในยุคนี้

    WEF เผยรายงาน Future of Jobs 2025 ชี้ทักษะแห่งอนาคต พร้อมแนะกลยุทธ์สร้าง Future Human สำหรับประเทศไทย

    Post Views: 73

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/09/29/8-green-skills-needed-for-industry/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WCOFc5Il403lDfWI8iPFX

  • แจกพิกัดสวนสาธารณะย่านจัตุจักร ที่พักใจสำหรับคนเมืองกรุง

    แจกพิกัดสวนสาธารณะย่านจัตุจักร ที่พักใจสำหรับคนเมืองกรุง

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/8o70qQA7Qy9X&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tomWaxo-NEOrJsCeXZ5ht

  • ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว ส่งออก-ท่องเที่ยวในปท.หนุน จับตาภาษีสหรัฐฯ-นโยบายรบ.

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว ส่งออก-ท่องเที่ยวในปท.หนุน จับตาภาษีสหรัฐฯ-นโยบายรบ.

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว อานิสงส์ ‘ส่งออก’-‘ท่องเที่ยวในประเทศ’ หนุน ส่วนบริโภคภาคเอกชน-นักท่องเที่ยวต่างชาติสัญญาณแผ่ว พร้อมจับตาใกล้ชิดผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ-ทิศทางค่าเงินบาท-นโยบายรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน หวั่นกระทบเศรษฐกิจไทย

    29 ก.ย. 2568 – นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ส.ค. 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ 5.8% โดยการส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ แต่ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โดยตลาดคู่ค้าหลักของไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 6.4% ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -12.8% ส่วนภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.6% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน สะท้อนจากปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -1.8% และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -0.3 ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -10.8% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ส.ค. 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    อย่างไรก็ดี เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ส.ค. 2568 อยู่ที่ -0.79% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.81% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2568 อยู่ที่ 64.5% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป” นายพรชัย ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/870021/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k78fLgBcjeEfznG6RsJH7

  • ควบรวมมือถือกระทบกลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนรายได้น้อยเดือดร้อนมากสุด – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ควบรวมมือถือกระทบกลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนรายได้น้อยเดือดร้อนมากสุด – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ควบรวมมือถือกระทบกลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนรายได้น้อยเดือดร้อนมากสุด

    ชี้ผลกระทบ ควบรวมมือถือกระทบกลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนรายได้น้อยมากสุด เผชิญค่าครองชีพสุดแพง ต้องใช้ชีวิตที่ยากลำบากมากขึ้น

    เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ศาลปกครองได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่สภาผู้บริโภค ยื่นให้มีการยื่นให้เพิกถอนมติที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้มีมติรับทราบในการควบรวม ระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทรู (TRUE) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค (DTAC)  ทำให้การรวมธุรกิจนี้ยังคงมีผลตามมติ กสทช. แต่ทั้งนี้ในการพิจารณาคดียังไม่ถึงที่สุด โดยสภาผู้บริโภคเตรียมพิจารณาหารือในการยื่นอุทธรณ์ต่อ ศาลปกครองสูงสุด เพื่อปกป้องคนไทยไม่ให้ต้องใช้มือถือและอินเทอร์เน็ตในราคาแพงต่อไป

    ทั้งนี้เมื่อประเมินผลกระทบต่อผู้บริโภค จากมติของ กสทช. ในครั้งนี้ ทำให้เกิดควบรวมกิจการของค่ายโทรศัพท์มือถือใหญ่ในประเทศไทยในปี 2565 ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงธุรกิจ แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย กลุ่มคนที่เปราะบางต้องเผชิญกับค่าบริการที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า จากมติของ กสทช. ที่ทำให้เกิดการควบรวมทรู-ดีแทค โดยในปัจจุบันเกือบเป็นระยะเวลา 3 ปีแล้ว แต่จากข้อมูลการติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้น พบว่าภาคประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากแพ็กเกจราคาประหยัดถูกปรับค่าบริการสูงขึ้น

    ทั้งนี้จากการติดตามผลกระทบสะท้อนได้อย่างชัดเจนว่าภาคประชาชนได้แบกรับทั้งปัญหาค่าบริการที่สูงขึ้นและคุณภาพบริการที่ต่ำลง โดยภายหลังการควบรวมค่ายมือถือ ยังไม่พบว่ามีผู้บริโภครายใดที่แจ้งว่าตนจ่ายค่าบริการลดลง ทั้งที่ กสทช. กำหนดเงื่อนไขให้ค่าบริการลดลงเฉลี่ย 12% ภายใน 90 วัน ตรงกันข้าม มีข้อมูลว่าผู้ประกอบการเลือกใช้วิธีเพิ่มอินเทอร์เน็ตฟรีให้ชั่วคราว เช่น 5-7 วันแทน ซึ่งสะท้อนชัดว่าไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขเดิมของ กสทช. และหากประชาชนไม่ได้สนใจเลือกกดรับบริการอินเทอร์เน็ตฟรีก็จะไม่ได้รับสิทธินี้ด้วย

    ซิมเทพราคาพุ่ง 100%

    รวมถึงยังมีกรณี “ซิมเทพ” หรือซิมเน็ตรายปีซึ่งไม่มีวางขายทั่วไปต้องซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ช้อปปี้ หรือลาซาด้า แต่เดิมสามารถหาซื้อได้ที่ราคาประมาณ 1,000 บาทต่อปี เมื่อสำรวจราคาในปัจจุบันกลับมีราคาสูงกว่า 2,000 บาท หรือเพิ่มขึ้น 100% หลังการควบรวม ส่งผลกระทบหนักต่อผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการแพ็กเกจราคาประหยัด          

    อีกทั้งกลุ่มลูกค้าเปราะบางที่ กสทช. กำหนดให้ต้องมีแพ็กเกจราคาต่ำเป็นพิเศษ ก็ยังเข้าไม่ถึงแพ็กเกจแบบนี้ เพราะขาดการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง ไปสอบถามที่ศูนย์บริการบางแห่งก็ไม่มีข้อมูล ขณะที่แรงงานต่างด้าวสามารถซื้อแพ็กเกจราคาต่ำกว่าได้ แต่คนไทยรายได้น้อยกลับเข้าถึงได้ลำบาก กลายเป็นภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม

    โปรโมชันรายเดือนปรับขึ้นอัตโนมัติ

    ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการแพ็กเกจราคาประหยัดระบบรายเดือนยังเผชิญกับปัญหาเมื่อโปรโมชั่นสิ้นสุดลง ผู้ให้บริการกลับเสนอแพ็กเกจใหม่ที่แพงขึ้นประมาณ 100 บาท/เดือนทันที โดยไม่ต่อแพ็กเกจเดิมให้อัตโนมัติหากไม่แจ้งค่ายมือถือ ทั้งที่เป็นกติกาที่ กสทช. กำหนดให้ต่อแพ็กเกจเดิมที่เคยใช้งานอยู่ก่อน ไม่สามารถเปลี่ยนแพ็กเกจโดยผู้บริโภคไม่ยินยอม ดังนั้นหากมีผู้ใช้บริการต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 2 ล้านคน ผู้ให้บริการจะมีรายรับเพิ่มปีละ 2,400 ล้านบาท ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนถึงการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    การแข่งขันหายไป ผู้บริโภคไร้อำนาจต่อรอง

    ผลจากการเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 ราย ทำให้การแข่งขันในตลาดแทบไม่เหลืออีกต่อไป เช่น กรณีการย้ายค่าย ที่จากเดิมผู้ประกอบการจะเสนอโปรโมชันลด 50% นาน 12 เดือนเพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคให้ใช้บริการต่อ แต่หลังการควบรวม สิทธิประโยชน์เหล่านี้ก็หายไป สุดท้ายผู้บริโภคจึงไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ เหลืออยู่

    สัญญาณอินเทอร์เน็ตคุณภาพลดลง

    นอกจากนี้ยังพบปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่แย่ลงอย่าง จากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น และจากความสนใจดูโทรทัศน์หรือวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการไม่มีการลงทุนขยายโครงข่ายให้ทันกับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลจึงควรตรวจสอบอย่างจริงจังว่าผู้ประกอบการได้ลงทุนขยายโครงข่ายตามแผนที่กำหนดหรือไม่

    อีกทั้งโปรโมชันอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่โฆษณาไว้ แต่เมื่อตรวจสอบการใช้งานจริงกลับไม่เป็นไปตามที่ระบุ สะท้อนถึงการโฆษณาและสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและสร้างภาระให้ผู้บริโภคอีกชั้นหนึ่ง

    กลุ่มเปราะบาง-กลุ่มรายได้น้อยรับผลหนักที่สุด

    นพ.ประวิทย์ กล่าวต่อว่า เมื่อประเมินจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยโดยรวมในปีนี้อยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตปรับเพิ่มสวนทางกับรายรับ ส่งผลให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ต้องเผชิญปัญหาค่าใช้จ่ายซึ่งรวมถึงรายจ่ายด้านมือถือและอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง กสทช. จำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบและบังคับใช้มาตรการอย่างจริงจัง เพื่อทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้ปัญหาการผูกขาดในตลาดมือถือร่วมตอกย้ำความเหลื่อมล้ำให้แก่ประชาชนในประเทศไทย ทำให้กลุ่มรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางได้รับความเดือดมากยิ่งขึ้น จนเหมือนถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งจะยิ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมให้เปราะบางมากขึ้น

    “ในปีนี้เศรษฐกิจไม่ดีทำให้กลุ่มรายได้น้อยและกลุ่มรายได้ปานกลางได้รับผลกระทบมากสุด เห็นได้ชัดเจน การปิดร้านอาหารต่าง ๆ สำหรับกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยและกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางมีมากสุด เพราะคนที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางต่างประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการทานอาหารนอกบ้าน และเลือกที่จะปรุงอาหารที่บ้านแทน” นพ.ประวิทย์ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/telco-merger-hits-vulnerable/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15rtQNVgcqs-4KEpe6hIte

  • ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ที่ห้องประชุมสภาสถาบัน ชั้น 4 อาคาร 60 พรรษา ราชสุดาสมภพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา รศ.นพ.กําจร ตติยกวี ทําหน้าที่ประธานจัดการประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งเป็นการดําเนินการตามนโยบายสภาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา โดยมี ศ.คลินิกเกียรติคุณ ทพ.พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ กรรมการที่ปรึกษา ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล กรรมการที่ปรึกษา ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร กรรมการ รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม กรรมการ และผศ.นพ.ไชยวิทย์ ธนไพศาล เลขานุการ พร้อมด้วย นางสาวกรรณิกา ไตรภาดา ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการฯ ร่วมการพิจารณาในการประชุมครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญ
    อาทิ คณะกรรมการได้ติดตามความคืบหน้าวิธีประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าส่วนงาน รวมทั้งการจัดกลุ่มสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การประชุมคณะกรรมการฯ เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันฯ เพื่อประโยชน์ให้สอดคล้องกับนโยบายสภาสถาบันฯ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมวิชาการวิชาชีพชั้นสูง และทักษะเทคโนโลยีบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ รวมทั้งวิชาการ อื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 — 29 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 — 29 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 — 29 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 — 29 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115580/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ou-4HrBZV2kGXlQFtC8De