Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ปิดประมูล 2 ภาพวาดประกอบฉากในซีรีส์ “สงครามส่งด่วน”สู่การมอบทุนการศึกษา 7.6 ล้านบาท

    ปิดประมูล 2 ภาพวาดประกอบฉากในซีรีส์ “สงครามส่งด่วน”สู่การมอบทุนการศึกษา 7.6 ล้านบาท

    2 ภาพวาดจากซีรีส์ดัง “สงครามส่งด่วน” ของ Netflix ผลงานศิลปินไทย ถูกประมูลสูงสุด 7.6 ล้านบาท โดย The Art Auction Center เพื่อนำรายได้มอบเป็นทุนการศึกษาแก่คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สจล. และสาขาวิชาจิตรกรรม วิทยาลัยเพาะช่าง มทร.รัตนโกสินทร์ สะท้อนพลังของศิลปะที่สร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้วงการการศึกษาไทย

    ไม่เพียงแต่เนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจในการต่อสู้ชีวิตให้กับผู้ชมเท่านั้น ในส่วนของภาพวาดประกอบฉากซีรีส์ “สงครามส่งด่วน” จาก Netflix ผลิตโดย GDH ยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทาง สถาบันการประมูลศิลปะ The Art Auction Center ได้ขอนำภาพวาดชุด ไก่ป่า และ นกกระเรียนกลางทะเล มาเปิดประมูลในรายการ Vernissage เพื่อนำรายได้กว่า 7,600,000 บาท โดยไม่หักค่าใช้จ่ายมอบเป็นทุนการศึกษาให้กับคณะสถาปัตยกรรมศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสาขาวิชาจิตรกรรม วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

    สำหรับภาพวาดชุด “ไก่ป่า” ที่มาในคอนเซปต์ พลังแห่งการต่อสู้และความมุมานะอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ได้รับการประมูลสูงถึง 4,700,000 บาท โดยมอบเป็นทุนการศึกษาให้กับสาขาวิชาจิตรกรรม วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ซึ่งงานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณพิริยะ วัชจิตพันธ์ ผู้ก่อตั้ง The Art Auction Center พร้อมด้วย คุณณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับซีรีส์สงครามส่งด่วน , คุณทรงพล จันทรสม Line-Producer และคุณศราวุธ แก้วน้ำเย็น Production Designer ร่วมมอบเงินจากการประมูลผลงานศิลปะจากผลงานภาพวาดชุด “ไก่ป่า” ซึ่งเป็นผลงานของ คุณชลดา พรลิขิต และทีมผู้สร้างสรรค์ผลงาน ได้แก่ คุณอัญชลี ลีฬกาญจนากุล , คุณชามาวีร์ ยอดศรี และคุณเฉลิมชนม์ มาศแก้ว จากสาขาวิชาจิตรกรรม วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

    ในส่วนของภาพวาดชุด “นกกระเรียนกลางทะเล” ที่สื่อความหมายถึง การต่อสู้ฝ่าฟันและการดิ้นรนของชีวิต ปิดประมูลไปจำนวน 2,900,000 บาท ซึ่งมอบเป็นทุนการศึกษาให้แก่คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยได้รับเกียรติจาก คุณพิริยะ วัชจิตพันธ์ ผู้ก่อตั้ง The Art Auction Center , คุณณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับซีรีส์สงครามส่งด่วน, คุณภควัต สุพรรณขันธ์ ผู้อำนวยการฝ่าย Production Management Southeast Asia and Chinese Language บริษัท เน็ตฟลิกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และคุณชนม์ธนัทกรณ์ อยู่ชยันตี ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด เป็นตัวแทนมอบทุนการศึกษา

    โดยมี ผศ.ดร. อันธิกา สวัสดิ์ศรี คณบดีคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ พร้อมด้วยคุณพงศธร มณีประพันธ์ ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพวาดชุด “นกกระเรียนกลางทะเล”เป็นตัวแทนในการรับมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245885&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OUHZSNP_Db7o_7BTW6rg9

  • &

    &

    นายณัฏฐ์ ณัฐนิธิการัชต์ (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) หรือ ADVICE ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับ นายทิวา ชินธาดาพงศ์ (ที่ 2 จากซ้าย) นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย และ นายกวี ชูกิจเกษม (ที่ 3 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ภายในงาน Company Visit ณ อาคารสินธร ทาวเวอร์ ที่ผ่านมา

    แอดไวซ์ฯ เปิดเผยกระแสเชิงบวกจากการเปิดตัว iPhone 17 ช่วยผลักดันยอดขายสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เสริม อีกทั้งยังมีความต้องการต่อเนื่องในกลุ่มสินค้าไอทีประเภทอื่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของบริษัท

    ด้านกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัทฯ วางเป้าหมายขยายสาขา iStore ให้ครอบคลุม 70 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2569 ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม ควบคู่กับการรุกตลาดหัวเมืองรองและภูมิภาคเพิ่มฐานลูกค้า และเสริมความแข็งแกร่งผู้นำธุรกิจไอทีระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0d9qrlyby2fdfmj79nazy4dfocb4ty&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VLBni-hzxXSYw0ZawF2JY

  • เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Al Arabi ของกาตาร์: กลไก “Snapback” เป็นความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาติตะวันตก

    เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Al Arabi ของกาตาร์: กลไก “Snapback” เป็นความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาติตะวันตก

    เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Al Arabi ของกาตาร์: กลไก “Snapback” เป็นความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาติตะวันตก
    🔹 ข้อตกลงไคโรเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันถึงความจริงใจของอิหร่าน และความหน้าไหว้หลังหลอกของสหรัฐอเมริกาและยุโรปในประเด็นนิวเคลียร์
    🔹 ด้วยความร่วมมือและความสัมพันธ์อย่างกว้างขวางกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศมุสลิมอื่น ๆ เราจะสามารถทำลายแผนการร้ายของผู้ไม่หวังดีได้
    🔹 ประธานาธิบดีระบุว่า กลไก “Snapback” เป็นความพยายามของประเทศตะวันตกในการหาข้ออ้างให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมาย พร้อมกล่าวว่า ข้อตกลงไคโรได้แสดงให้เห็นอีกครั้งถึงความจริงใจของอิหร่าน และความหลอกลวงของสหรัฐฯ และยุโรปในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ ท่านยังเน้นย้ำว่า: ข้าพเจ้าเชื่อว่า ด้วยความร่วมมือ ความสามัคคีภายในประเทศ และการมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ เราจะสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้สำเร็จ

  • “นายกฯ อนุทิน” แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ลั่นเร่งแก้ 5 ปัญหาเร่งด่วน มุ่งสร้างความอยู่ดีมีสุขของประชาชน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “นายกฯ อนุทิน” แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ลั่นเร่งแก้ 5 ปัญหาเร่งด่วน มุ่งสร้างความอยู่ดีมีสุขของประชาชน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109488&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yMH4tLdbtrhN6VMyuGh1P

  • Golden week จีน ดันรายได้สะพัด 1 หมื่นล้านต่อวัน หนุนหุ้นท่องเที่ยวคึกคัก

    Golden week จีน ดันรายได้สะพัด 1 หมื่นล้านต่อวัน หนุนหุ้นท่องเที่ยวคึกคัก

    กลับเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวไทย เป็นที่น่าจับตาว่าในช่วงหยุดยาว “วันชาติจีน” ปี 68 นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยมากน้อยแค่ไหน ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับประเด็นด้านความปลอดภัย ค่าใช้จ่าย-เงินบาทแข็งค่า การแข่งขันในภูมิภาค และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนจีนที่เปลี่ยนแปลงไป

    นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามประเด็นที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ในช่วง Golden Week หยุดยาววันชาติจีน กว่า 13 วัน ซึ่งนับตั้งแต่ 26 ก.ย. – 8 ต.ค. จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 25,000 – 30,000 คนต่อวัน คิดเป็นรายได้สะพัดกว่า 1 หมื่นล้านบาท หนุนจากโครงการ ‘Nihao Month’ ต้อนรับเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติของจีน

    นอกจากนี้ ททท. ยังเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากสถานการณ์ที่ตลาดนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากโครงการสนับสนุนการท่องเที่ยวต่างๆ เช่น โครงการ Trusted Thailand , โครงการ Summer Blast กระตุ้นการเดินทางเข้ามาเป็นหมู่คณะของนักท่องเที่ยวชาวจีน และกิจกรรม Chinese Passport Privilege การมอบสิทธิพิเศษ Grand Privilege ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเดินทางมาไทย

    ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานของ ททท. ที่คาดว่าในช่วง Golden Week 13 วัน จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเฉลี่ย 25,000 – 30,000 คนต่อวัน ทางฝ่ายประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาไทยในเดือน ก.ย. 68 คาดหดตัวราว 2 หลัก (Double digit) เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินเข้าไทยทั้งปี 68 คาดเท่ากับ 4.23 ล้านคน ลดลง 37.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า คาดสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงวันชาติจีน (China Golden Week) วันที่ 26 ก.ย. – 8 ต.ค. 68 หยุดยาวรวม 13 วัน ปีนี้ตรงกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ คาดว่านักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยประมาณ 2 แสนคน ลดลง 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 262,000 คน

    แม้จำนวนลดลงแต่สัญญาณการเดินทางแบบรายวันเริ่มฟื้นตัว จากยอดจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น 5% เทียบกับปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจีนจองล่วงหน้าประมาณ 15 – 40 วัน นิยมเดินทางเป็นกลุ่มเล็กจำนวนไม่เกิน 9 คน

    โดยหากไทยสามารถรักษาความเชื่อมั่นในความปลอดภัย ความสะดวกในการเดินทาง และสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายได้ ก็ยังมีโอกาสเห็นการฟื้นตัวแรงในช่วงปลายปี และตรุษจีน 69 ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุดของนักท่องเที่ยวจีน

    ในมุมฝ่ายวิจัยอัตราการลดลงข้างต้นที่ 24% ถือว่ามีพัฒนาการจากช่วง 28 ก.ค. – 21 ก.ย. 68 (ลบเฉลี่ย 36% ต่อสัปดาห์) ประกอบกับตัวเลขยอดจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าสูงขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงมองว่าอัตราติดลบของนักท่องเที่ยวจีนมาไทยน่าจะทยอยติดลบในอัตราต่ำลงในช่วงไตรมาส 4/68

    ขณะเดียวกันหากเทียบจากสัปดาห์ก่อนหน้า ค่าเฉลี่ยรายวันนักท่องเที่ยวจีนมาไทย ช่วง Golden week ข้างต้นอยู่ที่ 1.5 หมื่นคนต่อวัน สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้าที่ 1.2 หมื่นคนต่อวัน

    ทั้งนี้ คาดกำไรปกติหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวงวดไตรมาส 4/68 จะเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า ตามการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวไทย เป็นบวกต่อ AOT, CENTEL, ERW และ THAI รวมถึงธุรกิจร้านอาหารอย่าง CENTEL และ MINT เนื่องจากเป็นช่วงเฉลิมฉลอง ผสานมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศภาครัฐ

    โดยเลือก CENTEL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มฯ จากแนวโน้มกำไรปกติปี 69 ที่เติบโตเด่นกว่ากลุ่มฯ ตามด้วย MINT (สลับขึ้นมาแทน ERW) เพราะ Upside และ PER ที่ 15 เท่า น่าสนใจในมุม Valuation เมื่อเทียบกับโรงแรมอื่น

    นอกจากนี้ ยังมองว่า THAI หลังราคาปรับฐานจน PER อยู่ที่ 12 เท่า ใกล้เคียงสายการบินในภูมิภาค Asia Pacific แล้ว เป็นอีกตัวที่น่าสนใจในช่วงเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวไทย

    3 หุ้นเด่น รับท่องเที่ยวฟื้น

    ด้าน บริษัท หลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เผยมุมมองต่อการท่องเที่ยวไทยว่า ภาพรวมภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในช่วง 6 เดือนแรกปี 68 โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนก.ค. – ส.ค. กลับมาเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อน

    ขณะที่ยอดจองล่วงหน้านั้น มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ปี 68 จะยังเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน แต่สัญญาณเชิงนโยบายและการเน้นตลาดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงทำให้แนวโน้มปี 69 – 70 ดีขึ้น ตามลำดับ หากไม่มีปัจจัยลบใหม่ๆ เข้ามากระทบเพิ่มเติม

    มุมมองนโยบายจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยุทธศาสตร์ The New Thailand 2026 จะเน้นการสร้างคุณค่า (value-driven) มากกว่าปริมาณ โดยโฟกัสตลาดกำลังซื้อสูง เช่น ตะวันออกกลางและยุโรป ผ่านการเพิ่มเที่ยวบินตรง รวมถึง Wellness, Medical และ Sport tourism

    จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยมองว่าจะเป็นอานิสงส์เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม บริการด้านสุขภาพ และสายการบิน เป็นต้น

    • CENTEL : เห็นการฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด โดย Maldives มี occupancy ดีขึ้นจาก 20% ในไตรมาส 2/68 เป็น 39% ในไตรมาส 3/68 และคาด 40 – 50% ในไตรมาส 4/68 ขณะที่โรงแรมในไทย RevPar ขยายตัว 5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ในไตรมาส 3/68 หนุนจากสมุย หาดใหญ่ และพัทยาที่เพิ่งรีโนเวต และร้านอาหารคง outperform ด้วยยอดขายต่อสาขา (SSSG) ขยายตัวประมาณ 2 – 3% ในเดือน ก.ค. – ส.ค. ที่ผ่านมา
    • SPA : เดินหน้าสู่ S-curve ใหม่ด้วย Wellness destination ที่หาดนาจอมเทียน เปิดปี 70 ตั้งเป้าผู้ใช้บริการ 200 คน/วัน อีกทั้งยังขยายสาขาใหม่อีก 10 แห่งในปี 68 รองรับ Wellness tourism
    • AAV : ในระยะสั้นยังเผชิญความเสี่ยง โดยลดเป้าหมายฝูงบินปีนี้เหลือ 60 ลำ (จาก 62 ลำ แม้ไตรมาส 4/68 จะได้แรงหนุนจากไฮซีซันแต่การแข่งขันสูงและดีมานด์อ่อนยังเป็นข้อจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/640168&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VFsvKgtzmvtW5TKHvMT0-

  • ’อนุทิน‘ อัด 6 หมื่นล้านฟื้นเศรษฐกิจ ชง ‘ครม.’ เคาะโอนงบฯ ทำคนละครึ่ง-พักหนี้

    ’อนุทิน‘ อัด 6 หมื่นล้านฟื้นเศรษฐกิจ ชง ‘ครม.’ เคาะโอนงบฯ ทำคนละครึ่ง-พักหนี้

    รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 29-30 ก.ย.2568 โดยนายอนุทิน แถลงถึงการทำงานของรัฐบาลที่มีเวลาจำกัดและไม่ได้จัดทำงบประมาณปี 2569 รวมถึงเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยทำให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาประเทศ ประกอบด้วย

    1.ด้านเศรษฐกิจ โดยจะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าโดยสารและค่าผ่านทาง รวมถึงแก้หนี้ภาคประชาชนรายบุคคลในระบบรายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพิ่มสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนผ่านสลากเพื่อการออม รวมถึงจะฟื้นความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว และเร่งแก้ปัญหาผลกระทบสงครามการค้า

    2.ด้านความมั่นคง โดยเร่งแก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชาด้วยแนวทางสันติวิธีและรักษาอธิปไตยและเขตแดน รวมถึงทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจต่อการยกเลิก MOU ระหว่างไทย-กัมพูชา และเร่งแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ

    3.ด้านสังคมรัฐบาล จะไม่สนับสนุนเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีธุรกิจพนัน โดยจะแก้ไข พ.ร.บ.การพนันและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขจัดการทุจริตประพฤติมมิชอบ

    4.ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายเตือนภัยพิบัติในพื้นที่ความเสี่ยงสูง ส่งเสริมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต

    5.ด้านการปฏิรูปกฎหมายการบริหาภาครัฐ โดยร่างกฎหมายเพื่อยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย เร่งปฏิรูปและยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและสร้างภาะไม่จำเป็นให้ประชาชน

    ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดประชุมทันทีหลังแถลงนโยบายเสร็จในวันที่ 30 ก.ย.2568 เวลา 18.00 น.โดยถือเป็นรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่อนุมัติงบประมาณและแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการได้ 

    สำหรับวาระ ครม.จะพิจารณาการบริหารจัดการงบประมาณที่เหลือในงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2568 ประมาณ 62,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายภารดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.นัดพิเศษ จะเตรียมความพร้อมงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบประมาณรายจ่ายปี 2568 ที่เหลือ 62,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ 2 ส่วน คือ

    1.นโยบายคนละครึ่งพลัส จะจัดสรรงบส่วนแรก 22,000 ล้านบาท เพื่อโอนเงินเข้ากองทุนสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำหรับโครงการคนละครึ่งให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

    2.ชำระหนี้รัฐบาลให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 35,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลชำระหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) จากโครงการในอดีต เช่น จำนำข้าวและชดเชยมันสำปะหลัง รวมทั้งใช้หนี้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแห่งอื่น 

    ทั้งนี้ การชำระหนี้ดังกล่าวเพื่อลดภาระหนี้ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดเพดานหนี้ไม่เกิน 30% เพื่อเพิ่มช่องว่างทำโครงการใหม่ในปี 2569 ผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลพักชำระหนี้ให้ประชาชนตามนโยบายที่กำหนด

    นอกจากนี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เตรียมนโยบายแก้หนี้รายย่อย โดยมุ่งเป้าผู้มีหนี้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท รวม 1-2 ล้านสิทธิ์ 

    สำหรับรูปแบบจะพักชำระหนี้และรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ ซึ่งผู้ร่วมโครงการจะครอบคลุมผู้เป็นหนี้ธนาคารรัฐ เช่น ธ.ก.ส. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยจะพักชำระหนี้และรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ รวมทั้งจะมีแนวทางการแก้หนี้เสีย (NPL) เพิ่มเติม

    ’อนุทิน‘ อัด 6 หมื่นล้านฟื้นเศรษฐกิจ ชง ‘ครม.’ เคาะโอนงบฯ ทำคนละครึ่ง-พักหนี้

    เปิดที่มาวงเงินคนละครึ่ง 6 หมื่นล้าน

    นายภารดร กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัสจะใช้งบประมาณรวม 60,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

    1.กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน จะได้รับการสนับสนุนเพิ่ม 1,700 บาทต่อเดือน รวมกับเงินเดิม 300 บาท ทำให้ได้รับรวม 2,000 บาทต่อเดือน ในงวดเดียว โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ส่วนนี้ใช้งบประมาณ 22,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากเงินเหลือจ่ายของงบประมาณปี 2568 ที่จะโอนเข้ากองทุนสวัสดิการแห่งรัฐ

    2.กลุ่มผู้อยู่ในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 11 ล้านคน ที่ยื่นแบบภาษีจะได้รับสิทธิเพิ่มจากเดิม 50:50 เป็น 60:40 โดยจะสมทบ 2,400 บาท และประชาชนเติมเงินอีก 2,000 บาท ใช้จ่ายวันละไม่เกิน 200 บาท โดยเป็นกลุ่มได้วงเงินใช้จ่ายสูงสุดเพื่อเป็นแรงจูงใจ

    3.กลุ่มผู้อยู่นอกระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 9 ล้านคน ได้รับการเติมเงิน 2,000 บาท 

    สำหรับงบประมาณที่ใช้ของกลุ่มที่ 2-3 รวมประมาณ 40,000 ล้านบาท และจะใช้เงินงบประมาณในปีงบประมาณ 2569

    ทั้งนี้รัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ต้นเดือน ต.ค.แต่ผู้เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ขณะที่ผู้ที่อยู่ในเฟสก่อนหน้าหรือไม่เคยเข้าร่วมต้องลงทะเบียนใหม่ โดยเริ่มใช้เงินได้ปลายเดือน ต.ค.นี้ ใช้แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เช่นเดิม

    หวั่นเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ,ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวว่า ล่าสุด EIC ยังประเมินภาพเศรษฐกิจไทยที่คงเดิม 1.8% และปีหน้าที่ 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำหากเทียบอดีต โดยเฉพาะครึ่งปีหลังที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ถึง 1% และไตรมาส 3 มีโอกาสจะติดลบหากเทียบไตรมาสก่อนหน้า 

    ดังนั้นมีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) จากแรงส่งของการส่งออกหายไป ทำให้เศรษฐกิจชะลอลงชัดเจนตั้งแต่ครึ่งปีหลังถึงปี 2569

    “เศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าถือว่าต่ำค่อนข้างมากหากเปรียบเทียบอดีตที่เคยโต 3% หรือ 2% ปลายๆ แต่ช่วง 4-5 ปีหลังโควิดนี้ การเติบโตเฉลี่ย 2.0-2.1% สถานการณ์ปัจจุบันอาจเป็น new reality และกำลังเข้าสู่ another reality ที่การเติบโตอาจไม่ถึง 2% ทั้งสองปีต่อเนื่อง”

    ห่วงบาทแข็งฉุดไทยเสียเปรียบภูมิภาค

    นอกจากนี้ปัจจัยที่น่าห่วง คือ สถานการณ์เงินบาทแข็งค่ามากขึ้น โดยเดือน ก.ย.เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 4 ปี หรือเกือบ 8% และเทียบคู่ค้าคู่แข่ง หรือ ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) พบว่าดัชนีค่าเงินบาทแข็งขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับแข็งค่าใกล้เคียงปี 1997 ทำให้แต้มต่อค่าเงินบาทที่เคยอ่อนมาตั้งแต่ปี 1997 หายไปแล้ว

    ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่าสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว เนื่องจากหากเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาค เช่น เวียดนามเงินอ่อนค่าลง 3% ทำให้ปัจจุบันไทยเสียเปรียบคู่แข่ง 10-11%

    ขณะที่ภาคท่องเที่ยว เงินบาทที่แข็งค่ายังกระทบต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ และปัจจุบันเริ่มเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มติดลบ หรือ bottom out แล้ว

    “วันนี้ที่น่าห่วงคือ การแข็งค่าของเงินบาท ที่เร่งตัวมากขึ้น ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี เงินบาทต้องอ่อนค่า แต่ตอนนี้ตรงกันข้ามเศรษฐกิจไม่ดี เงินยิ่งแข็งค่า ส่งออกก็แย่ ท่องเที่ยวก็ลำบาก สิ่งเหล่านี้ท้ายที่สุดอาจทำให้เราเผชิญกับช็อค หรือ Shock amplifier ที่รุนแรงมากขึ้น”

    นอกจากนี้ หากแข็งค่าของเงินบาทยังส่งผลให้เห็นผ่านทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงขึ้น ซึ่งอาจมาจากหลายสาเหตุทั้งการเข้าไปดูแลเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อชะลอการแข็งค่า และมาจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ในทุนสำรองเพิ่มขึ้น 

    สำหรับสิ่งที่น่าห่วง คือ ไทยอาจถูกจับตาจากสหรัฐเกี่ยวกับ FX Manipulation หากดูจาก 3 เงื่อนไขวันนี้ไทยเข้าแล้ว 2 เงื่อนไข คือ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกิน 3% และเกินดุลการค้ากับสหรัฐเกิน 15,000 ล้านดอลลาร์ และตัวที่ 3 ที่ต้องจับตา คือ การเข้าซื้อ Reserve ในทิศทางเดียวเกิน 2% ของจีดีพี ดังนั้นต้องติดตามใกล้ชิด

    หวั่นไทยติดกับดักเงินฝืดจาก “หนี้”

    นอกจากนี้ปัจจัยที่น่าห่วงถัดมาคือ เงินเฟ้อที่ติดลบ และต่ำต่อเนื่อง 5 เดือนติดต่อกัน ทั้งปีคาดการณ์อยู่ที่ 0.1% ซึ่งต่ำกว่าขอบล่างของเป้าหมายแบงก์ชาติ 1-3% ซึ่งน่าห่วงเพราะหากเงินเฟ้อต่ำเกินไปหรือติดลบไม่ใช่เรื่องดีต่อเศรษฐกิจ เพราะไม่เอื้อลงทุนและการจ้างงาน 

    รวมทั้งหากเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องจะนำไปสู่วงจรที่ไม่ดี เช่น ค่าจ้างไม่ขึ้น การจ้างงานน้อย สะท้อนธุรกิจกำไรลดลง สุดท้ายเราอาจเข้าสู่ Debt Deflation ภาวะเงินฝืดที่มาจากหนี้ได้ ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อลดลง ธุรกิจกำไรน้อยลง ที่ถือเป็นวงจรที่ต้องระวัง

    อีกปัจจัยที่เครดิตเรตติ้งห่วงคือ ข้อจำกัดทางการคลังและหนี้สาธารณะ ปัจจุบันมีข้อจำกัดอยู่ที่ไม่เกิน 70% แต่ EIC มองว่า ภายในปี 2570 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเกินระดับ 70% ได้ หากไม่เร่งไม่ปฏิรูปรายจ่าย โดยลดประชานิยม ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ใช้จ่ายเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมากขึ้นฯลฯ

    “แม้รัฐบาลเข้ามาเพียง 4 เดือน แต่ควรเริ่มพูดถึงการปฏิรูปภาคการคลัง ควรพูดต่อสาธารณชนและเครดิตเรตติ้งมากขึ้นว่าหนี้สาธารณะทะลุ 70% แน่ๆ แต่จะเป็นการทะลุชั่วคราว และสุดท้ายเส้นหนี้จะ Stabilize ลงมาได้ เพราะสิ่งที่เครดิตเรตติ้ง ต้องการ คือ แผนที่ชัดเจนที่ไทยยังไม่มีการสื่อสาร สุดท้ายหากไทยถูกดาวน์เกรดประเทศจริงผลที่ตามมา คือ ต้นทุนการเงินสูงขึ้น 20-40 Basic Point โดยเฉพาะภาคเอกชนรายใหญ่ที่กู้ต่างประเทศ”

    เอสเอ็มอีเปราะบาง-รายใหญ่เริ่มน่าห่วง

    สำหรับปัจจัยที่น่าห่วงยังมาจากเศรษฐกิจในประเทศและหนี้ครัวเรือน และความเปราะบางของภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ปัจจุบันการฟื้นตัวยังคงเป็น K-Shape ตั้งแต่โควิดเป็นต้นมา สะท้อนรายได้หรือกำไรของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังอยู่ระดับต่ำกว่าก่อนโควิด

    อีกทั้งปัจจุบันยังพบว่า สัดส่วนของ Zombie Firms คือธุรกิจที่กำไรไม่เพียงพอต่อการจ่ายดอกเบี้ย โดยเฉพาะในกลุ่ม SME ปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ความสามารถในการทำกำไรลดลงต่อเนื่อง หากเทียบกับก่อนโควิด เหล่านี้จึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมตลาดหุ้นไทยจึงค่อนข้างตามหลังมาก เพราะวันนี้ปัญหาอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงธุรกิจขนาดเล็กอีกต่อไป

    ส่วนภาคแรงงาน อัตราการว่างงานเริ่มขยับสูงขึ้น แม้ตัวเลขรวมอาจจะยังอยู่ใกล้ 1% แต่หากดูอัตราการว่างงานของกลุ่มประกันสังคมจะเริ่มสูงกว่า 2% แล้ว และมีแนวโน้มสูงขึ้น ที่น่ากังวลที่สุดคือ อัตราการว่างงานเด็กจบใหม่ระดับปริญญาตรี ตัวเลขขึ้นไปสูงถึงเกือบ 17-18% หากคนรุ่นใหม่ไม่มีงานทำอาจนำไปสู่การสูญเสียทักษะและประสบการณ์ และอาจทำให้เด็กเหล่านี้เข้าสู่ Informal Economy มากขึ้น 

    สำหรับภาพเศรษฐกิจที่ชะลอ มองว่าอาจเป็นปัจจัยเอื้อให้เห็น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ 1 ครั้งปีนี้ในเดือน ธ.ค.นี้ ที่ 0.25% 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1200979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tqlAlHQffKzNXe4kDtXQS

  • กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ปี 2568 ยกย่อง 6 ชุมชนต้นแบบ สร้างรายได้-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ปี 2568 ยกย่อง 6 ชุมชนต้นแบบ สร้างรายได้-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    29 กันยายน 2568 กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2568 ยกย่อง 6 วิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ พร้อมมุ่งผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศยกระดับศักยภาพการประกอบการ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน

    นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การประกวดครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรและชุมชน เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง มีการบริหารจัดการที่ดี และสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยกรมฯ จัดการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นเป็นประจำทุกปี สำหรับปีนี้ ได้มีพิธีมอบโล่และใบประกาศเกียรติบัตรให้แก่วิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2568 เพื่อยกย่องเกียรติคุณ กระตุ้นให้วิสาหกิจชุมชนพัฒนาศักยภาพต่อเนื่อง และเป็นแรงบันดาลใจแก่ชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

    สำหรับผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2568 มีดังนี้

    รางวัลชนะเลิศ: วิสาหกิจชุมชนกลุ่มยางก้อนถ้วย กยท.ตำบลนางหลง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดดเด่นด้านการผลิตและรวบรวมยางพารา ได้รับรองมาตรฐาน EUDR (European Union Deforestation Regulation) และพัฒนาระบบการจำหน่ายผ่านการประมูล สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรสมาชิกและกระจายผลประโยชน์สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม

    รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1: วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านวังร่อง จังหวัดเพชรบูรณ์ ปัจจุบันผลิตผักอินทรีย์ตามมาตรฐาน PGS (Participatory Guarantee System) เชื่อมโยงการตลาดกับห้างสมัยใหม่ (Modern Trade) วางระบบการจำหน่ายที่ชัดเจน ทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น

    รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2: วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง จังหวัดเพชรบุรี มุ่งเน้นการผลิตผักปลอดภัย จัดการวางแผนการตลาดโดยเชื่อมโยงจากภายในชุมชนออกสู่ตลาดภายนอกอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดรายได้มั่นคงแก่สมาชิก

    รางวัลชมเชย 3 แห่ง ได้แก่

    1. กลุ่มแม่บ้านพิกุลทองสามัคคี จังหวัดสิงห์บุรี – เสริมสร้างอาชีพและรายได้แก่ครัวเรือนด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน

    2. วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด – พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีชุมชน เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงเกษตรกับการท่องเที่ยว

    3. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคขุนหนองแหน จังหวัดยโสธร – บริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนอย่างเป็นระบบ สร้างตลาดเนื้อโคคุณภาพในท้องถิ่น

    รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า “การยกย่อง 6 วิสาหกิจชุมชนต้นแบบในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของชุมชนไทยในการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับและการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของชุมชน กรมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสำเร็จเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้วิสาหกิจชุมชนอื่นๆ นำไปปรับใช้และพัฒนา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้ก้าวหน้าและมั่นคงยิ่งขึ้น”

    ทั้งนี้ ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรจำนวน 68,916 แห่ง มีสมาชิกกว่า 1,231,257 ราย และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน 576 เครือข่าย สมาชิกกว่า 14,597 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568) โดยกรมฯ มุ่งพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งการเข้าถึงแหล่งทุน การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การเพิ่มช่องทางการตลาด รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับประเทศและนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/960773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QJZAdptdA3c25HjZRZ-4K

  • ‘ออกแบบอนาคตประเทศ’ เปลี่ยนวิกฤต ‘การศึกษา’ เป็นโอกาส

    ‘ออกแบบอนาคตประเทศ’ เปลี่ยนวิกฤต ‘การศึกษา’ เป็นโอกาส

    การศึกษา

    ‘ออกแบบอนาคตประเทศ’ เปลี่ยนวิกฤต ‘การศึกษา’ เป็นโอกาส

    30 ก.ย. 2025 เวลา 8:24 น.

    เด็กเกิดใหม่ปี 68 ลดลงราว 400,000 กว่าคน สะท้อนสังคมไทย “เด็กเกิดน้อย แก่เยอะ” นักวิชาการ ชี้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส มุ่งพัฒนาคุณภาพเด็ก ทบทวนขนาดห้องเรียน

    • วิกฤตเด็กเกิดใหม่น้อย กระทบระบบการศึกษา ควรเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส มุ่งพัฒนาคุณภาพเด็ก ทบทวนขนาดห้องเรียน ไม่ใช้วิธีการแก้ปัญหาเดิมๆ
    • ปัญหาความล้มเหลวในการปฏิรูปการศึกษามาจากการขาดเสถียรภาพทางการเมืองและระบบราชการการ ควรปรับลดขนาดองค์กร
    • ต้องผลักดันร่างพ.ร.บ.การศึกษาให้ชัดเจน ทำความเข้าใจหลักสูตรใหม่ เตรียมพร้อมทักษะสูงวัย และแรงงาน 

    ข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน ระบุว่า ในครึ่งปีแรกของ 2568 มีเด็กเกิดใหม่ 201,175 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มี 221,933 คน หรือประมาณ 9.4 % ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตในช่วงเดียวกันของปีนี้อยู่ที่ 282,582 คน ลดลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย (4%) ดังนั้น ถึงการตายจะลดลง แต่การเกิดลดลงเร็วและแรงกว่ามาก

    จำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2568 ทั้งปี คาดการณ์ว่า อาจลดลงมาอยู่ที่ราว 400,000 กว่าคน และประชากรรวมของประเทศจะยังคงลดลงจากจำนวนการตายที่มากกว่าการเกิด ซึ่งนับเป็นปีที่ 5 ที่มีคนตายมากกว่าเกิด อัตราการเพิ่มตามธรรมชาติของประชากรติดลบสูงเป็นประวัติการณ์

    ปี 2568  ไทยเผชิญวิกฤต “เกิดน้อย ตายมาก” เป็นภาพสะท้อนของระบบการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ต้องปฏิรูปใหม่ตั้งแต่รากฐาน โดยเฉพาะการศึกษาไทย ที่ต่อให้ผ่านมาหลายทศวรรษแต่ยังคงเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ซับซ้อนและเรื้อรังมาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์และศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

    ความท้าทายเหล่านี้เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาเชิงระบบของกระทรวงศึกษาธิการ ความไม่มั่นคงทางการเมือง และทัศนคติของสังคม หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง สังคมไทยจะถดถอยลง และคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถอาจมองไม่เห็นอนาคตในประเทศ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    Decoding Gen Z ถอดรหัส ‘เรียนให้ใช่’ เพื่อไม่หลุดเทรนด์

    ‘เกิดน้อย’ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ คนไทยวิกฤติ ‘ตายมากกว่าเกิด’ 4 ปีซ้อน

    “เด็กเกิดน้อย” เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

    ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าภาวะเด็กเกิดน้อย เป็นอีกหนึ่งปัญหาหลักในระบบการศึกษาไทย เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งหมายความว่าโรงเรียนจะมีจำนวนเด็กต่อโรงเรียนน้อยลง ดังนั้น  เมื่อไม่สามารถเพิ่มจำนวนเด็กเกิดใหม่ได้ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการลงทุนกับทรัพยากรบุคคลรุ่นใหม่ให้คุ้มค่ามากขึ้น และพัฒนามาตรฐานคุณภาพห้องเรียนให้ดีขึ้น

    “จังหวะที่เด็กน้อยลงเรื่อย ๆ อาจต้องมีการทบทวนเกี่ยวกับขนาดที่เหมาะสมของโรงเรียนและขนาดชั้นเรียน (จำนวนเด็กต่อห้อง) ซึ่งห้องเรียนที่ดีไม่ควรมีนักเรียนเกิน 30 คน แทนที่จะปล่อยให้โรงเรียนขนาดใหญ่มีนักเรียน 40 คนต่อห้อง หรือถึง 17 ห้องเรียนต่อระดับชั้น แต่นั่นเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะการที่โรงเรียนขนาดใหญ่มากเกินไปส่งผลให้ครูไม่สามารถดูแลเด็กได้อย่างใกล้ชิด”

    'ออกแบบอนาคตประเทศ' เปลี่ยนวิกฤต 'การศึกษา' เป็นโอกาส

    ล้มเหลวเตรียมพร้อมการศึกษาที่ดี

    ผศ.อรรถพล กล่าวต่อว่าการแก้ปัญหาโดยการยุบโรงเรียนขนาดเล็กและปล่อยให้โรงเรียนขนาดใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่และอาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกัน จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลง แต่คนแก่เพิ่มมากขึ้น

    ฉะนั้น ควรเตรียมความพร้อมสำหรับสังคมสูงวัยและตลาดแรงงาน โดยพัฒนาทักษะระดับสูง การศึกษาต้องออกแบบหลักสูตรและการเรียนการสอนที่พัฒนาคนให้มี ศักยภาพสูงกว่าเดิม รวมถึงควรลดการพึ่งพาแรงงานต่างชาติ เนื่องจากสังคมไทยจะหลีกเลี่ยงการพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานระดับล่างไม่ได้ ดังนั้น เด็กไทยจะต้องเป็นเด็กที่มีความสามารถสูง

    'ออกแบบอนาคตประเทศ' เปลี่ยนวิกฤต 'การศึกษา' เป็นโอกาส

    “ระบบการศึกษาไทย ยังล้มเหลวในการให้เตรียมพร้อมการศึกษาที่ดีพอ เด็กส่วนใหญ่ของสังคมที่ต้องออกไปเผชิญกับโลกของการทำงานยังไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ทำให้ตลาดแรงงานยุคใหม่ที่ต้องการกำลังพลอีกแบบหนึ่งจึงไม่ได้รับการตอบสนอง และสังคมจะถดถอยลง รวมถึงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กต่างวัฒนธรรม หรือเด็กต่างชาติ ที่พ่อแม่เข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเด็กไทยเกิดน้อยต้องเปิดรับเด็กต่างชาติมากขึ้น ควรมีการทบทวนมาตรการในการดูแลเด็กเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและเป็นธรรม ทั้งกับเด็กไทยและเด็กที่จะมาร่วมเรียนในโรงเรียน”

    นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของอคติทางสังคม แม้ว่าทางกฎหมายจะมีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองเด็กเพื่อให้เด็กต่างชาติที่ติดตามพ่อแม่มาต้องได้เรียนแล้ว แต่ค่านิยมและ ความเกลียดชังเพื่อนบ้าน ในสังคมไทยอาจเป็นอุปสรรคสำคัญ

    'ออกแบบอนาคตประเทศ' เปลี่ยนวิกฤต 'การศึกษา' เป็นโอกาส

    ลดขนาดกระทรวงฯ ท้องถิ่นเข้มแข็ง

    ผศ.อรรถพล  กล่าวอีกว่าการที่เด็กเกิดน้อยลงถือเป็นโอกาสสำคัญที่การศึกษาไทยจะต้องปรับโครงสร้างและหลักสูตรเพื่อยกระดับคุณภาพ เตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต และต้องปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง ซึ่งประเด็นนี้พูดกันมานาน ทั้งการดาวน์ไซซิ่ง (ลดขนาด) กระทรวงศึกษาธิการ และทำให้ท้องถิ่นแข็งแกร่งขึ้น

    “ปัญหาความล้มเหลวในการปฏิรูปการศึกษามาจากการขาดเสถียรภาพทางการเมืองและระบบราชการการ ซึ่งการปรับลดโครงสร้างในกระทรวง หรือการลดขนาดองค์กร จะไม่เกิดขึ้นหากปล่อยให้ข้าราชการรับผิดชอบตัวเอง แต่ต้องอาศัยเสียงของสังคม ผู้แทนราษฎร และพรรคการเมือง ขณะเดียวกัน หลักสูตรใหม่ควรถูกออกแบบโดยมีเป้าหมายเพื่ออนาคตของประเทศ โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้สูงกว่าเดิม และตอบโจทย์สังคมสูงอายุและตลาดแรงงาน  เน้นการผลิตพลเมืองที่มีความสามารถสูง”

    หลายคนอาจมองว่ากระทรวงศึกษาธิการต้องแยกออกจากการเมือง ซึ่งในความเป็นจริงควรเป็นแบบนั้น แต่หากทำไม่ได้จะต้องปรับโดยอาศัยความมุ่งมั่นทางการเมืองร่วมกัน และใช้ความรู้จากงานวิจัย ประสบการณ์ต่างประเทศ และความรู้ภายในองค์กรที่เกี่ยวข้องมาขับเคลื่อนนโยบาย แทนที่จะใช้เพียงประสบการณ์เดิม ๆ หรือวิธีการแก้ปัญหาแบบเดิม

    'ออกแบบอนาคตประเทศ' เปลี่ยนวิกฤต 'การศึกษา' เป็นโอกาส

    ดันพ.ร.บ.การศึกษา หลักสูตรฉบับใหม่

    ผศ.อรรถพล  กล่าวด้วยว่าการศึกษาไม่สามารถเดินหน้าด้วยนโยบายระยะสั้นได้ และที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าขาดความมุ่งมั่นทางการเมืองในการร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษา อยากให้รมว.ศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. การศึกษา ที่ค้างคามานานมาก และกำหนดทิศทางที่ชัดเจนสำหรับหลักสูตรฉบับใหม่ ที่ถูกประกาศใช้ไปโดยที่ไม่มีความชัดเจนและสังคมไม่ได้รับรู้

    นอกจากนั้น การแก้ปัญหาหนี้สินครูต้องจัดการกับ หนี้ครูและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจของครู เพราะนี่มีผลกระทบต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอน และควรใช้ความรู้ งานวิจัยขับเคลื่อนนโยบาย มากกว่าการใช้ประสบการณ์เดิมๆ

    “ใน 1 ปี รมว.ศธ.เปลี่ยนไปแล้ว 3 คน และเมื่อนักการเมืองมาแล้วก็ไป ทำให้ข้าราชการเรียนรู้ที่จะ อยู่เฉย ๆ และไม่เคลื่อนไหว ซึ่งเป็นมายเซ็ทที่ไม่ดี ข้าราชการจึงต้องถูกผลักดันให้รับผิดชอบและทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้ในยามที่ไม่มีรัฐมนตรี และรมว.ศธ.ควรมีประสบการณ์ในการทำงานด้านการศึกษาเป็นเรื่องดีที่สุด แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องมีทีมที่ปรึกษาที่ดีและเข้าใจปัญหาจริง ๆ ที่สำคัญต้องพร้อมใช้ความรู้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาไม่เป็นเพียงการเคาะตามที่ข้าราชการเสนอ”

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงต้องไม่แสดงความเป็นเจ้าของ แต่ต้องพยายามให้ สังคมได้เข้ามามีส่วนร่วม ส่วนประชาชนและผู้ปกครอง ต้อง ไม่หยุดในการเคลื่อนไหว และใช้ทุกช่องทางในการส่งเสียง (Voice) เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูป ต้องผลักดันให้การศึกษาเป็นวาระทางสังคมและมีพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม

    'ออกแบบอนาคตประเทศ' เปลี่ยนวิกฤต 'การศึกษา' เป็นโอกาส

    'ออกแบบอนาคตประเทศ' เปลี่ยนวิกฤต 'การศึกษา' เป็นโอกาส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/education/1200963&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z1d9oZlvxCqnen9raCDVp

  • ละครแอ็กชั่นสุดมัน ‘ภูเขาเงาพยัคฆ์’ คืนจอ เตรียมบู๊ รัก สนุกครบรสอีกครั้ง – แนวหน้า

    ละครแอ็กชั่นสุดมัน ‘ภูเขาเงาพยัคฆ์’ คืนจอ เตรียมบู๊ รัก สนุกครบรสอีกครั้ง – แนวหน้า

    เตรียมระเบิดความมันสนั่นจออีกครั้ง กับ “ภูเขาเงาพยัคฆ์” ละครแอ็กชั่นดราม่า การันตีความสนุกโดยค่าย 9 บีเวอร์ ฟิล์มส์ ของผู้จัด โอริเวอร์ บีเวอร์ นำแสดงโดย ภูมิ เกียรติภูมิ, พระพาย รมิดา, …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/917138&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OVY2rK6DiBC4aYvDckFFQ

  • ส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศ ช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยส.ค.68ขยายตัว

    ส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศ ช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยส.ค.68ขยายตัว

    วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่  ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ -1.8% และ -0.3% ตามลำดับ และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ -3.0% และ -4.8% ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ -10.8%

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1 จากระดับ 51.7  ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 23.6% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 0.1%

    มูลค่าการส่งออกในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ 5.8% หากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ ยุทธปัจจัย พบว่าขยายตัว 5.4% การส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ

    เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัว โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ -12.8% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ -1.0% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศ มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 6.4% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 2.4%

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 0.6% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ -5.7% สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ -0.79% อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.81% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 64.5% ต่อ GDP ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ส่งออกช่วยพยุงศก.หลังการท่องเที่ยวชะลอตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/917533&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw118K_NBV8UDCSJzsNbxVob