Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดัชนี MPI ส.ค. หดตัว 4.19%YoY รับบาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ-พิพาทชายแดนกดดัน : อินโฟเควสท์

    ดัชนี MPI ส.ค. หดตัว 4.19%YoY รับบาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ-พิพาทชายแดนกดดัน : อินโฟเควสท์

    นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ส.ค.68 อยู่ที่ระดับ 92.13 หดตัว 4.198% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) เดือน ส.ค.68 อยู่ที่ 57.19%

    “ดัชนีฯ เดือนสิงหาคมรับแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกสูง กระทบความสามารถทางการแข่งขันด้านราคา อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงหดตัว หลังผู้ผลิตรายใหญ่หยุดการผลิตชั่วคราวเพื่อปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปติดตั้งใหม่ที่โรงงานอีกแห่งในประเทศ โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หยุดซ่อมบำรุงประจำปี และนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว” นายภาสกร กล่าว

    ปัจจัยกดดัน ได้แก่

    • เงินบาทแข็งค่าในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค.68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกของไทยสูงขึ้น กระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีราคาใกล้เคียงกัน
    • อุตสาหกรรมยานยนต์หดตัว โดยในเดือน ส.ค.68 ดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ (MPI) หดตัว 8.09% เมื่อเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สาเหตุมาจากการผลิตเพื่อการส่งออกที่ลดลงและกำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัว
    • ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ส.ค.68 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 86.4 ปรับตัวลดลงจาก 86.6 ในเดือน ก.ค.68 จากข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค ความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ
    • นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศชะลอตัว ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารแช่แข็ง ไส้กรอก กระเดินทาง รองเท้ากีฬา และเครื่องดื่มที่มีแอลกอออล์ เป็นต้น

    ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่

    • การค้าระหว่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 11.2% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) ขยายตัว 7.9%
    • การลงทนภาคเอกชนมีสัญญาณฟื้นตัวในเดือน ส.ค.68 ไทยมีทุนจดทะเบียนรวม 23,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.38% จากปีก่อน ขณะที่ BOI อนุมัติโครงการใหม่ 4 โครงการ โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยชั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล
    • มาตรการรัฐบาล คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโนบายจาก 1.75% เหลือ 1.50% เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชน

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีฯ ได้แก่

    • เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 22.74% จากเหล็กแผ่นรีดร้อน ท่อเหล็กกล้า และเหล็กเส้นข้ออ้อย เป็นหลัก จากฐานต่ำในปีก่อนของผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อนที่มีผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุง สำหรับท่อเหล็กกล้า ผู้ผลิตขยายตลาดในประเทศและหาลูกค้าใหม่ ส่วนเหล็กเส้นข้ออ้อย ตลาดขยายตัวมากกว่าปีก่อนที่คำสั่งซื้อมีอย่างจำกัด
    • คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.14% จาก Hard Disk Drive เป็นหลัก ตามการขยายตัวของระบบ AI ระบบคลาวด์ และ Data Center ส่งผลให้มีความต้องการใช้อุปกรณ์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
    • ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.42% จาก PCBA และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เป็นหลัก ตามการขยายตัวของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีฯ ได้แก่

    • ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.98% จากน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเบนซิน 91 และน้ำมันเบนซิน 95 เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่
    • ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.09% จากรถบรรทุกปิคอัพ รถยนต์ไฮบริดไม่เกิน 1,800 ซีซี รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเนื่องจากอยู่ระหว่างปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปติดตั้งใหม่ที่โรงงานอีกแห่งในประเทศ
    • เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำแร่และน้ำดื่มบรรจุขวดประเภทอื่นๆ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.58% จากเครื่องดื่มรสผลไม้ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง และเครื่องดื่มกาแฟสำเร็จรูป เป็นหลัก จากปัญหาการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และจากปัญหาเรื่องการใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตบางรายทำให้ยังไม่สามารถผลิตสินค้าได้

    แนวโน้มเดือนก.ย. ทรงตัว

    ด้านระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยเดือน ก.ย.68 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยภายในประเทศโดยรวมส่งสัญญาณปกติจากการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์

    ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนของไทย ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น

    ดัชนีปริมาณสินค้านำเข้า ส่งสัญญาณปกติ

    ดัชนีความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อและดัชนีราคาส่งออก ส่งสัญญาณขยายตัว ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศภาพรวมส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่องจากภาคการผลิตที่ยังคงซบเซา และคำสั่งซื้อใหม่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามจากการส่งออกสินค้าทุนและสินค้าเกษตรที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้ส่งสัญญาณเฝ้าระวังลดลง

    “ดัชนีฯ เดือนกันยายนมีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมยังสอดคล้องกับเดือนสิงหาค …จะพิจารณาปรับเป้าดัชนีฯ เดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากเดิม” นายภาสกร กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/533302&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R1PMzvzj_yQGTlyHHtJKP

  • รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป คว้ารางวัลใหญ่จาก Trip.com ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป คว้ารางวัลใหญ่จาก Trip.com ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป คว้ารางวัลใหญ่จาก Trip.com ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป มีความยินดีที่จะประกาศว่าโรงแรมระดับ 5 ดาวทั้ง 4 แห่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในโรงแรมชั้นนำของพัทยา ในรางวัล Trip.Best ประจำปี 2568 จาก Trip.com แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำระดับโลก การได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป ในการมอบบริการที่ยอดเยี่ยมตามมาตรฐานสากล พร้อมสร้างประสบการณ์อันน่าจดจำให้แก่ผู้เข้าพักทุกท่าน

    อันดับที่ได้รับ:

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป คว้ารางวัลใหญ่จาก Trip.com ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก

    • รอยัล วิง สวีท แอนด์ สปา – อันดับ 3 ของประเภทโรงแรมหรูในพัทยา
    • รอยัล คลิฟ แกรนด์ โฮเต็ล – อันดับ 5 ของประเภทโรงแรมวิวสวยที่สุดในพัทยา
    • รอยัล คลิฟ บีช เทอเรซ – อันดับ 7 ของประเภทโรงแรมวิวสวยที่สุดในพัทยา
    • รอยัล คลิฟ บีช โฮเต็ล – อันดับ 12 ของประเภทโรงแรมวิวสวยที่สุดในพัทยา

    “ผมและทีมงานรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการรักษามาตรฐานสูงสุดด้านการบริการ ความสะดวกสบาย คุณภาพ สไตล์ และความพึงพอใจของผู้เข้าพัก อันดับที่ได้รับยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เข้าพักในเครือรอยัล คลิฟ และสะท้อนถึงความโดดเด่นของเราในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” กล่าวโดย คุณวิทนาถ วรรธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารรอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป

    Trip.Best เป็นการจัดอันดับประจำปีโดย Trip.com โดยใช้ข้อมูลจาก AI ช่วยในการวิเคราะห์ รีวิวจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก แนวโน้มการจอง และความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่น่าเชื่อถือสำหรับนักท่องเที่ยวที่มองหาโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว และจุดหมายปลายทางชั้นนำระดับโลก

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ปมีพื้นที่ส่วนตัวท่ามกลางธรรมชาติกว่า 100 ไร่ พร้อมวิวทะเลสีครามอันงดงามของอ่าวไทยแบบพาโนรามา เพลิดเพลินไปกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ สระว่ายน้ำ 7 สระ รวมถึงสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ริมหน้าผา 2 ชั้นที่ยาวที่สุดในประเทศไทย สปอร์ตคลับสุดหรู มาพร้อมสนามเทนนิส สนามพิคเคิลบอล และห้องสควอช สปาเพื่อสุขภาพการันตีด้วยหลากหลายรางวัล ห้องอาหารนานาชาติ คิดส์คลับ และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นและแพ็คเกจที่จะทำให้ประสบการณ์ของท่านน่าจดจำ และพิเศษสุด

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.royalcliff.com, www.facebook.com/royalcliff และ www.instagram.com/royalcliff


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12751859&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JK2Y1_b1DtlQyYAOaE8tJ

  • ดัชนี MPI ส.ค. หดตัว 4.19%YoY รับบาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ-พิพาทชายแดนกดดัน : อินโฟเควสท์

    ดัชนี MPI ส.ค. หดตัว 4.19%YoY รับบาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ-พิพาทชายแดนกดดัน : อินโฟเควสท์

    นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ส.ค.68 อยู่ที่ระดับ 92.13 หดตัว 4.198% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) เดือน ส.ค.68 อยู่ที่ 57.19%

    “ดัชนีฯ เดือนสิงหาคมรับแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกสูง กระทบความสามารถทางการแข่งขันด้านราคา อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงหดตัว หลังผู้ผลิตรายใหญ่หยุดการผลิตชั่วคราวเพื่อปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปติดตั้งใหม่ที่โรงงานอีกแห่งในประเทศ โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หยุดซ่อมบำรุงประจำปี และนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว” นายภาสกร กล่าว

    ปัจจัยกดดัน ได้แก่

    • เงินบาทแข็งค่าในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค.68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกของไทยสูงขึ้น กระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีราคาใกล้เคียงกัน
    • อุตสาหกรรมยานยนต์หดตัว โดยในเดือน ส.ค.68 ดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ (MPI) หดตัว 8.09% เมื่อเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สาเหตุมาจากการผลิตเพื่อการส่งออกที่ลดลงและกำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัว
    • ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ส.ค.68 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 86.4 ปรับตัวลดลงจาก 86.6 ในเดือน ก.ค.68 จากข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค ความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ
    • นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศชะลอตัว ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารแช่แข็ง ไส้กรอก กระเดินทาง รองเท้ากีฬา และเครื่องดื่มที่มีแอลกอออล์ เป็นต้น

    ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่

    • การค้าระหว่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 11.2% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) ขยายตัว 7.9%
    • การลงทนภาคเอกชนมีสัญญาณฟื้นตัวในเดือน ส.ค.68 ไทยมีทุนจดทะเบียนรวม 23,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.38% จากปีก่อน ขณะที่ BOI อนุมัติโครงการใหม่ 4 โครงการ โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยชั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล
    • มาตรการรัฐบาล คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโนบายจาก 1.75% เหลือ 1.50% เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชน

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีฯ ได้แก่

    • เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 22.74% จากเหล็กแผ่นรีดร้อน ท่อเหล็กกล้า และเหล็กเส้นข้ออ้อย เป็นหลัก จากฐานต่ำในปีก่อนของผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อนที่มีผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุง สำหรับท่อเหล็กกล้า ผู้ผลิตขยายตลาดในประเทศและหาลูกค้าใหม่ ส่วนเหล็กเส้นข้ออ้อย ตลาดขยายตัวมากกว่าปีก่อนที่คำสั่งซื้อมีอย่างจำกัด
    • คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.14% จาก Hard Disk Drive เป็นหลัก ตามการขยายตัวของระบบ AI ระบบคลาวด์ และ Data Center ส่งผลให้มีความต้องการใช้อุปกรณ์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
    • ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.42% จาก PCBA และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เป็นหลัก ตามการขยายตัวของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีฯ ได้แก่

    • ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.98% จากน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเบนซิน 91 และน้ำมันเบนซิน 95 เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่
    • ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.09% จากรถบรรทุกปิคอัพ รถยนต์ไฮบริดไม่เกิน 1,800 ซีซี รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเนื่องจากอยู่ระหว่างปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปติดตั้งใหม่ที่โรงงานอีกแห่งในประเทศ
    • เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำแร่และน้ำดื่มบรรจุขวดประเภทอื่นๆ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.58% จากเครื่องดื่มรสผลไม้ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง และเครื่องดื่มกาแฟสำเร็จรูป เป็นหลัก จากปัญหาการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และจากปัญหาเรื่องการใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตบางรายทำให้ยังไม่สามารถผลิตสินค้าได้

    แนวโน้มเดือนก.ย. ทรงตัว

    ด้านระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยเดือน ก.ย.68 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยภายในประเทศโดยรวมส่งสัญญาณปกติจากการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์

    ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนของไทย ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น

    ดัชนีปริมาณสินค้านำเข้า ส่งสัญญาณปกติ

    ดัชนีความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อและดัชนีราคาส่งออก ส่งสัญญาณขยายตัว ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศภาพรวมส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่องจากภาคการผลิตที่ยังคงซบเซา และคำสั่งซื้อใหม่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามจากการส่งออกสินค้าทุนและสินค้าเกษตรที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้ส่งสัญญาณเฝ้าระวังลดลง

    “ดัชนีฯ เดือนกันยายนมีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมยังสอดคล้องกับเดือนสิงหาค …จะพิจารณาปรับเป้าดัชนีฯ เดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากเดิม” นายภาสกร กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8T0IQCB55XZ2GFVSF9JSGWYC67AKL8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zdz66gOwyGS3HPsA2rdR9

  • ชวนเที่ยว “เฉิงตู” ตุลาคมนี้ ร่วมฉลองวันชาติจีนและเทศกาลไหว้พระจันทร์ ท่ามกลางสีสันฤดูใบไม้ร่วง

    ชวนเที่ยว “เฉิงตู” ตุลาคมนี้ ร่วมฉลองวันชาติจีนและเทศกาลไหว้พระจันทร์ ท่ามกลางสีสันฤดูใบไม้ร่วง

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    สำนักวัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และการท่องเที่ยวเทศบาลนครเฉิงตู

    เมื่อสายลมแห่งฤดูใบไม้ร่วงเริ่มพัดพา นครเฉิงตู เมืองที่หลอมรวมเสน่ห์อันยาวนานนับพันปีเข้ากับความทันสมัยอย่างกลมกลืน ได้เตรียมเปิดม่านต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาสัมผัสประสบการณ์อันน่าประทับใจหลากหลายรูปแบบ ท่ามกลางสีสันฤดูใบไม้ร่วงอันงดงาม

    เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันชาติจีนควบคู่กับเทศกาลไหว้พระจันทร์ในเดือนตุลาคมนี้ นครเฉิงตูเตรียมจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวกว่า 300 รายการ ครอบคลุมทั้งเทศกาลศิลปะ งานเฉลิมฉลอง และการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด รวมถึงเปิดเส้นทางท่องเที่ยวตามธีมที่หลากหลาย พร้อมมอบบัตรกำนัลที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวรอบที่สอง รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านหยวน เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ในเส้นทางท่องเที่ยวที่ยากจะมีโอกาสได้สัมผัส พร้อมดื่มด่ำกับเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของนครเฉิงตู ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “เมืองแห่งอุทยาน” ที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติอันเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์

    สำนักวัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และการท่องเที่ยวเทศบาลนครเฉิงตู เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนเป็นต้นไป นครเฉิงตูจะแปรเปลี่ยนเป็นสวรรค์ของคนรักศิลปะ โดยจะมีการจัดเทศกาลระดับชาติสองงานใหญ่ ได้แก่ เทศกาลศิลปะจีน ครั้งที่ 14 และงานประกาศรางวัลระฆังทองจีน ครั้งที่ 15 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเชิดชูความสำเร็จสูงสุดในวงการศิลปะของจีน ขณะเดียวกันยังมีการจัดกิจกรรมระดับท้องถิ่นอีกหลายรายการ อาทิ เทศกาลดนตรีนานาชาติเฉิงตู “ฤดูใบไม้ร่วงในหรงเฉิง” ครั้งที่ 31, เทศกาลดนตรีคลาสสิกจีน-ฝรั่งเศส ณ เมืองไป๋ลู่ และการแสดงละครเวทีสองนคร เฉิงตู-ฉงชิ่ง เพื่อถ่ายทอดความหลากหลายของโลกศิลปะ ตั้งแต่ดนตรีคลาสสิกอันไพเราะ ไปจนถึงบทเพลงร่วมสมัยที่ได้รับความนิยม

    เทศกาลดนตรีพื้นบ้านถนนอวี่หลิน จะบรรเลงบทเพลงที่ชวนให้ผู้ฟังหวนรำลึกถึงความทรงจำอันงดงามของเมือง ขณะเดียวกัน เทศกาลเพลงประสานเสียงชนบท ประจำปี 2568 “เหนือท้องทุ่งแห่งความหวัง” จะร่วมขับขานท่วงทำนองอันไพเราะให้ก้องกังวานไปทั่วชนบท นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการศิลปะและการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์อีกกว่า 40 รายการ รวมถึงการแสดงคอนเสิร์ต ละครเวที และดนตรีอีกกว่า 60 รายการ ทำให้ทั่วทั้งเมืองอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของศิลปะและวัฒนธรรมตลอดทั้งฤดูกาล

    นครเฉิงตูจะจัดเทศกาลวัฒนธรรมหลากหลายในมุมมองใหม่ที่สร้างสรรค์ ภายใต้ธีม “เฉลิมฉลองสองเทศกาล” (วันชาติจีนและเทศกาลไหว้พระจันทร์) โดยเตรียมจัดกิจกรรมฉลองวันหยุดมากกว่า 100 รายการ อาทิ เทศกาลสื่อสร้างสรรค์และวัฒนธรรมดิจิทัลนานาชาติเฉิงตู ประจำปี 2568 ที่จะผสานทรัพย์สินทางปัญญาของเกมชื่อดัง “Honor of Kings” เข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่อาคารแฝดเทียนฝู่จะกลายเป็นผืนผ้าใบขนาดใหญ่สำหรับการแสดงแสงสี “ร้อยเรียงบทกวีบนดวงเดือน” ที่ตีความบทกวีคลาสสิกผ่านงานทัศนศิลป์ร่วมสมัย ส่วนงานสัปดาห์ มิวนิก อ็อกโทเบอร์เฟสต์ เทียนฝู่ คาร์นิวัล จะนำเสนอสีสันความสนุกสนานสไตล์เยอรมัน ขณะเดียวกัน งานคาร์นิวัลทะเลสาบตงอัน และเทศกาล “กั๋วเฉา” (China-Chic) ณ ย่านศิลปะตงเจียว เมมโมรี จะผสมผสานวัฒนธรรมพื้นบ้านดั้งเดิมเข้ากับเทรนด์ร่วมสมัยอย่างลงตัว นักท่องเที่ยวที่เดินเที่ยวไปตามย่านต่าง ๆ ของเมืองจะได้ตื่นตาตื่นใจในทุกย่างก้าว พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตแบบ “สโลว์ไลฟ์” ที่กลมกลืนไปกับความคึกคักของนครเฉิงตู

    เสน่ห์ของฤดูใบไม้ร่วงในนครเฉิงตูอยู่ที่ความงดงามของธรรมชาติที่ผสานกับภูมิทัศน์เมืองอย่างลงตัว สำหรับฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ นครเฉิงตูได้เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวจำนวน 40 เส้นทาง ภายใต้แนวคิด “แสวงหาสถานที่ท่องเที่ยวอันงดงาม” ครอบคลุมประสบการณ์หลากหลายถึง 8 รูปแบบ ตั้งแต่การชมดอกไม้ตามฤดูกาลในชนบท ชมทิวทัศน์ภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะจากระยะไกล ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงแสงสีในเมือง เดินป่าท่ามกลางธรรมชาติ เดินเล่นใต้แนวต้นแปะก๊วยสีทองอร่าม ตั้งแคมป์ใต้แสงดาว ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นสูตรต้นตำรับ ไปจนถึงสำรวจย่านกลางคืนอันคึกคัก เส้นทางเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงทรัพยากรธรรมชาติอันงดงามเข้ากับเขตเมืองที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาของนครเฉิงตู เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ค้นพบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่หลงใหลในความเงียบสงบของธรรมชาติ และผู้ที่มองหาจังหวะชีวิตอันมีสีสันในเมือง

    เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นครเฉิงตูเตรียมมอบบัตรกำนัลที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวรอบที่สอง รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านหยวน พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ อาทิ “ท่องเที่ยวเฉิงตูผ่านการแสดง นิทรรศการ และการแข่งขัน” ตลอดจนมอบชุดของขวัญส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “เฉลิมฉลองสองเทศกาล เฉิงตูส่งคำอวยพร” ทั้งนี้ นครเฉิงตูติดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติบนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวชั้นนำของจีนหลายแพลตฟอร์ม โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ออสเตรเลีย เวียดนาม แคนาดา สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติอย่างแท้จริง

    ที่มา: สำนักวัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และการท่องเที่ยวเทศบาลนครเฉิงตู

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8T0PR6QV34LIA77HYEEY44RDL8E9Q8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h9oSUSAzNBqkQaGPTb9xs

  • &

    &

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรม “GREENeration ฟัง ฟิน กรีน เจเนอเรชั่น” อีเวนต์สีเขียวที่ผสานการ เรียนรู้-ลงมือทำ-แบ่งปัน โดยเชิญ อลัน จินวุค ไทย และเน็กซ์ จากวง “BUS because of you i shine” ในฐานะศิลปินและนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ มาร่วมเล่าประสบการณ์การเดินทางและมุมมองการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ พร้อมการพูดคุยสร้างแรงบันดาลใจกับอินฟลูเอนเซอร์สายกรีน Konggreengreen และกิจกรรมเวิร์คชอปสร้างสรรค์มากมาย ณ อาคารพิพิธภัณฑ์พระราม 9 อพวช. คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า ททท. จัดกิจกรรม “GREENeration ฟัง ฟิน กรีน เจเนอเรชั่น” ขึ้น จากความเชื่อมั่นว่าการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวทุกเจนเนอเรชั่นจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จึงออกแบบงานให้อยู่ในรูปแบบกรีนอีเวนต์ เป็นพื้นที่ที่ผสานกิจกรรม “เรียนรู้-ลงมือทำ-แบ่งปัน” ไว้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้สัมผัสว่าการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบนั้นเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัวกว่าที่คิด

    ไฮไลต์สำคัญของงาน ททท. ได้เชิญศิลปิน อลัน จินวุค ไทย และเน็กซ์ จากวง “BUS because of you i shine” มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งในฐานะศิลปินและนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ที่มีประสบการณ์ท่องเที่ยวสัมผัสความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวไทย มีโอกาสทำกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเห็นคุณค่าของการรักษาทรัพยากรทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรม ทำให้สามารถแบ่งปันมุมมอง แนวคิด และแรงบันดาลใจสู่แฟนคลับและผู้เข้าร่วมงานในทุกเจนเนอเรชั่นได้

    โดยนอกจากการพูดคุยแล้ว ศิลปินฯ ยังได้ร่วมทำกิจกรรมสร้างแท่นฟื้นฟูปะการังกึ่งบ้านปลา ภายใต้การดูแลของ อาจารย์วิกรม ช่างสาน หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทางทะเล โรงเรียนพลูตาหลวงวิทยา จังหวัดชลบุรี และ อาจารย์อินทร บุณยรัตพันธุ์ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลไทยให้กลับมาสวยงามและเป็นบ้านที่ปลอดภัยของสัตว์น้ำ

    ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ทั้งความรู้และความสนุกไปพร้อมกัน อาทิ เวิร์กช็อปเพ้นต์กระถางต้นไม้ ทำพวงกุญแจจากวัสดุรีไซเคิล D.I.Y. ยาดมสมุนไพร ชมนิทรรศการเกี่ยวกับแท่นฟื้นฟูปะการังกึ่งบ้านปลาและขยะทะเล และเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมภายในพิพิธภัณฑ์พระราม 9 รวมถึงการบริจาคฝาขวดน้ำเพื่อนำไปรีไซเคิล และการส่งต่อสิ่งของสภาพดีให้ผู้อื่น อีกทั้งยังมีโซนอาหารที่คัดสรรจากชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผู้ประกอบการที่สอดคล้องแนวคิดรักษ์โลก รวมถึงเวทีเสวนาจาก คุณก้อง ชณัฐ วุฒิวิกัยการ (Konggreengreen) อินฟลูเอนเซอร์สายกรีน ที่มาแบ่งปันแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบที่ทำได้ง่ายใกล้ตัว

    ททท. เชื่อว่ากิจกรรม “GREENeration ฟัง ฟิน กรีนเจเนอเรชั่น” จะไม่เพียงสร้างรอยยิ้มและความทรงจำที่ดีแก่ผู้เข้าร่วมงาน แต่ยังเป็นพลังเล็กๆ ที่ส่งต่อแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบให้ขยายวงกว้าง เกิดแรงบันดาลใจในการรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านทุกเจนเนอเรชั่น และช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0d9qrlyj5z7k0vgoq0bj7mjzn8189h&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nss28-lE9LnN-PW6BDpvg

  • กัมพูชาเศรษฐกิจลดฮวบจาก 6.1% เหลือ 4.9% ผลจากการปะทะกับไทย

    กัมพูชาเศรษฐกิจลดฮวบจาก 6.1% เหลือ 4.9% ผลจากการปะทะกับไทย

    ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาจาก 6.1% เป็น 4.9% ในปี 2568 และจาก 6.2% เป็น 5.0% ในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กับไทย และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับตลาดส่งออกของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งจนถึงปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของภาคอุตสาหกรรมและการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    “เศรษฐกิจแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในช่วงครึ่งแรกของปี 2568” โจตสนา วาร์มา ผู้อำนวยการ ADB ประจำประเทศกัมพูชา กล่าว “ราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้และต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลงช่วยบรรเทาภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่กิจกรรมทางอุตสาหกรรมยังคงแข็งแกร่ง มองไปข้างหน้า มีโอกาสฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในภาคการก่อสร้างและการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการเติบโตที่มั่นคงของภาคเกษตรกรรม ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวที่สมดุลและยั่งยืนมากขึ้น”

    รายงานแนวโน้มการพัฒนาเอเชีย (ADO) ฉบับเดือนกันยายน 2568 ซึ่งเป็นรายงานเศรษฐกิจสำคัญของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อลดลงอย่างรวดเร็วจาก 6.0% ในเดือนมกราคม เหลือ 1.6% ในเดือนมิถุนายน คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.0% ในปี 2568 และ 2569

    อุตสาหกรรมยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตหลัก การส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 22.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผู้ซื้อจากสหรัฐฯ กักตุนสินค้าเพื่อรอรับภาษีนำเข้าจากกัมพูชาที่สูงขึ้น แม้ว่าผู้นำเข้าจะมีความเชื่อมั่นในสินค้าที่ระมัดระวังมากขึ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า แต่คาดว่าภาคการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปและสินค้าที่ไม่ใช่เสื้อผ้าสำเร็จรูปจะยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ 19% ซึ่งค่อนข้างดี

    คาดการณ์ว่าการเติบโตของภาคบริการจะชะลอตัวลงเหลือ 2.8% ในปี 2568 และ 2.6% ในปี 2569 การท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดบริเวณชายแดนกับประเทศไทยที่ยังคงดำเนินอยู่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและส่งผลกระทบต่อกิจกรรมภาคบริการโดยรวมในช่วงครึ่งหลังของปีและในอนาคต

    คาดการณ์ว่าภาคเกษตรกรรมจะขยายตัว 1.1% ในปี 2568 และ 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ส่งออกที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและการคาดการณ์ว่าแรงงานภาคเกษตรจากประเทศไทยจะกลับมาทำงานอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี การส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 14.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกเม็ดมะม่วงหิมพานต์และข้าวสารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยการลดลงของการส่งออกมันสำปะหลังและยางพารา

    ADB เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีชั้นนำที่สนับสนุนการเติบโตอย่างครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืนทั่วภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ADB ทำงานร่วมกับสมาชิกและพันธมิตรเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน โดยนำเครื่องมือทางการเงินที่เป็นนวัตกรรมและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์มาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิต สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ และปกป้องโลกของเรา ADB ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2509 ปัจจุบันมีสมาชิก 69 ราย โดย 50 รายมาจากภูมิภาค

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – พระสงฆ์ชาวกัมพูชาร่วมเดินขบวนเพื่อสันติภาพ ณ อนุสาวรีย์เอกราชในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568 หลังจากเกิดความขัดแย้งทางชายแดนกับประเทศไทย (ภาพโดย TANG CHHIN Sothy / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/36001&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21BtpjTEGjjFQn8vWn3Fay

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนสิงหาคม 2568

    แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนสิงหาคม 2568

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคมชะลอลงจากเดือนก่อน จากผลผลิตเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต อาทิ การค้าและการขนส่งสินค้า โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายสินค้า โดยเฉพาะรถยนต์และอาหารและเครื่องดื่มจากอุปสงค์ที่ชะลอลง สินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยชั่วคราวจากการหยุดผลิตรถยนต์ของบางโรงงานเพื่อปรับกระบวนการผลิต และการปิดซ่อมบำรุงโรงงานบางโรงในหมวดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการส่งออกสินค้าทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชะลอลงบ้างหลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากรายรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวจากรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นเล็กน้อย จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดที่ติดลบมากขึ้นตามราคาผักและเนื้อสัตว์จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานติดลบน้อยลงจากราคาน้ำมันขายปลีกที่ทรงตัวมากขึ้น และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลตามดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ขาดดุลตามการส่งกลับกำไรของบริษัทต่างชาติตามฤดูกาล ประกอบกับดุลการค้าเกินดุลลดลง ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn

    rn

    30 กันยายน 2568

    rn

     

    rn”}}” id=”text-08032da762″>

    เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคมชะลอลงจากเดือนก่อน จากผลผลิตเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต อาทิ การค้าและการขนส่งสินค้า โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายสินค้า โดยเฉพาะรถยนต์และอาหารและเครื่องดื่มจากอุปสงค์ที่ชะลอลง สินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยชั่วคราวจากการหยุดผลิตรถยนต์ของบางโรงงานเพื่อปรับกระบวนการผลิต และการปิดซ่อมบำรุงโรงงานบางโรงในหมวดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการส่งออกสินค้าทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชะลอลงบ้างหลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากรายรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวจากรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นเล็กน้อย จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดที่ติดลบมากขึ้นตามราคาผักและเนื้อสัตว์จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานติดลบน้อยลงจากราคาน้ำมันขายปลีกที่ทรงตัวมากขึ้น และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลตามดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ขาดดุลตามการส่งกลับกำไรของบริษัทต่างชาติตามฤดูกาล ประกอบกับดุลการค้าเกินดุลลดลง ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    30 กันยายน 2568

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20250930-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JTaAFLE8-diOBj5G4v-HE

  • ถกนัดแรก ครม.​อนุทิน ดันงบค้างท่อ​ปี 68 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ถกนัดแรก ครม.​อนุทิน ดันงบค้างท่อ​ปี 68 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันนี้ (30 ก.ย.2568) นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​ รมว.​มหาดไทย​ เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งแรก​ หลังจากมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น เนื่องจากต้องการผลักดันงบประมา​ณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ​ 2568​ ที่ยังคงค้าง​ เพื่อให้ทันการพิจารณาใน​วันที่ 30 ก.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในปีงบประมาณ

    วาระการประชุม ครม. ต้องจับตาการขออนุมัติงบประมาณคงค้าง ประจำปีงบประมาณ 2568 กว่า 60,000 ล้านบาท​ ซึ่งจะนำมาใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งที่จะใช้ในช่วงเดือน ต.ค.นี้​

    ส่วนอื่น ๆ เป็นงบของหน่วยงานที่ขอเข้ามา อาทิ หน่วยงานทหารในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 500-700 ล้านบาท, งบประมาณรายจ่ายประจำที่ตั้งไว้อย่างเงินเดือนข้าราชการ ประมาณ 3,000 ล้านบาท​

    งบเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีในส่วนที่ค้างท่ออยู่ประมาณ 1,580 ล้านบาท และในส่วนใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่รัฐบาลเก่าก่อหนี้ไว้ รวมถึงโครงการพักหนี้เกษตรกร เป็นต้น

    นอกจากนี้จะมีการเสนอแต่งตั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ​ ขณะเดียวกันจะมีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำของกระทรวงคมนาคมที่คงค้างอยู่

    อ่านข่าว

    “อนุทิน” จ่อใช้สภาประชุม ครม.นัดพิเศษ หลังแถลงนโยบาย

    “เอกนิติ” เผย ครม.ยังไม่พิจารณา “โครงการคนละครึ่ง” วันนี้

    “บวรศักดิ์” เชื่อคนไทยฉลาด ทำ “ประชามติ” พร้อม “เลือกตั้ง” ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jenMNhOiIW1yTAANNNgD7

  • ยกย่อง 6 ชุมชนต้นแบบ สร้างรายได้-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ยกย่อง 6 ชุมชนต้นแบบ สร้างรายได้-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2568 ยกย่อง 6 วิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ พร้อมมุ่งผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศยกระดับศักยภาพการประกอบการ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน

    สำหรับผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2568 มีดังนี้  รางวัลชนะเลิศ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มยางก้อนถ้วย กยท.ตำบลนางหลง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดดเด่นด้านการผลิตและรวบรวมยางพารา ได้รับรองมาตรฐาน EUDR (European Union Deforestation Regulation) และพัฒนาระบบการจำหน่ายผ่านการประมูล สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรสมาชิกและกระจายผลประโยชน์สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม

    รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านวังร่อง จังหวัดเพชรบูรณ์ ปัจจุบันผลิตผักอินทรีย์ตามมาตรฐาน PGS (Participatory Guarantee System) เชื่อมโยงการตลาดกับห้างสมัยใหม่ (Modern Trade)วางระบบการจำหน่ายที่ชัดเจน ทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง จังหวัดเพชรบุรี มุ่งเน้นการผลิตผักปลอดภัย จัดการวางแผนการตลาดโดยเชื่อมโยงจากภายในชุมชนออกสู่ตลาดภายนอกอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดรายได้มั่นคงแก่สมาชิก

    รางวัลชมเชย 3 แห่ง ได้แก่ 1. กลุ่มแม่บ้านพิกุลทองสามัคคี จังหวัดสิงห์บุรี – เสริมสร้างอาชีพและรายได้แก่ครัวเรือนด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน  2. วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด – พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีชุมชน เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงเกษตรกับการท่องเที่ยว 3. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคขุนหนองแหน จังหวัดยโสธร – บริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนอย่างเป็นระบบ สร้างตลาดเนื้อโคคุณภาพในท้องถิ่น

    ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรจำนวน 68,916 แห่ง มีสมาชิกกว่า 1,231,257ราย และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน 576 เครือข่าย สมาชิกกว่า 14,597 ราย โดยกรมฯมุ่งพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งการเข้าถึงแหล่งทุน การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การเพิ่มช่องทางการตลาดรวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับประเทศและนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5158960/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A1RF-m2zA3d_5Q_LQMCjv

  • เชียงใหม่จับมือเกาหลี ตั้งเป้าเชียงใหม่เป็น ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ อีกครั้ง!

    เชียงใหม่จับมือเกาหลี ตั้งเป้าเชียงใหม่เป็น ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ อีกครั้ง!

    เชียงใหม่จับมือเกาหลี ตั้งเป้าเชียงใหม่เป็น ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ อีกครั้ง! ภาคเอกชนนำร่อง เปิดตัวเทคโนโลยีท่องเที่ยวครบวงจร ปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานรับนักลงทุน Social Impact จากทั่วโลก

    เชียงใหม่, ประเทศไทย – (วันที่ 26 กันยายน 2568) – จังหวัดเชียงใหม่ประกาศภารกิจระดับชาติในการปรับทิศเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อทวงคืนสถานะ ‘เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย’ ผ่านการยกระดับภาคการท่องเที่ยว โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้นำ และภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ ในงาน “Chiang Mai Alive: Become The New Economic Tiger of Asia”

    การพลิกเกมสู้ความท้าทายด้วยกลยุทธ์เชิงรุก

    งานนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐจากไทยและเกาหลีใต้โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาที่ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญหน้า:

    • เป้าหมายหลัก คือการดึงดูด นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ที่ต้องการมาสัมผัสจิตวิญญาณของเชียงใหม่อย่างแท้จริง และกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวลงสู่รากหญ้า
    • ภารกิจสำคัญ คือการนำความสำเร็จของ Soft Power และ เทคโนโลยี ของเกาหลีใต้มาเป็นบทเรียน เพื่อ “ปฏิวัติ” โครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ในทุกมิติ

    ความน่าตื่นเต้น

    Chiang Mai Alive ในครั้งนี้ มิได้มาเพียงเพื่อตั้งเป้าหมายเพียงเพื่อมีอยู่ในกระดาษ แต่มาเพื่อจุดฉนวนความตื่นตัวของผู้คนทั่วเชียงใหม่ ให้มีแรงบัลดาลใจในการร่วมกับพัฒนาเมืองนี้อีกครั้ง ในงานจึงมีผู้เข้าร่วมกว่า 250 ราย ที่มีครบทุกรูปแบบทั้งภาครัฐทุกระดับ ภาคเอกชนขนาดใหญ่ขนาดเล็ก กลุ่มการเมือง ภาคประชาสังคม และบุคคลทั่วไป มาร่วมจับมือกันภายใต้แนวคิดเดียวกันกับการทำให้เชียงใหม่กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แม้ต้องใช้เวลาอีกหลายปีก็ตาม

    โดยมี คุณวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นเกียรติมาร่วมในงานครั้งนี้ พร้อมทั้งแขกสำคัญ คุณ พรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือ , คุณ ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ , คุณ วัชรายุธ์ กัววงศ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ , คุณ อี กวัง-ซู (Lee Kwang-soo) ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) ประจำประเทศไทย , คุณจองแท คิม (Jeongtae KIM) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทกองทุนสร้างผลกระทบทางสังคม Merry Year Social Company Korea (เข้าร่วมรูปแบบออนไลน์) , คุณเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ และ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Canvas Ventures International Thailand รวมทั้งองค์กรหน่วยงานต่างๆอีกมากมาย


    ดึงดูด ‘ทุนแห่งความรับผิดชอบ’: วาง Impact Investment เป็นรากฐาน

    ใน Session สำคัญช่วงบ่าย ผู้เชี่ยวชาญได้เน้นย้ำว่า การเป็นเสือเศรษฐกิจในยุคใหม่ต้องใช้ Impact Investment (การลงทุนเพื่อสังคม) เป็น DNA หลัก ในการสร้างธุรกิจที่สามารถทำกำไรและสร้างคุณค่าได้พร้อมกัน โดยเฉพาะในเชียงใหม่ ซึ่งถูกเรียกว่า “เมืองปราบเซียน” เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการเติบโตที่ไม่สมดุลในอดีต

    • ปฏิวัติทุนสู่การ “สร้างความดี” อย่างจริงใจ: Impact Investment แตกต่างจากการลงทุนที่แค่มองข้ามความรับผิดชอบ (ESG/SRI) โดยต้องมี ความตั้งใจ (Intentionality) ในการสร้างผลกระทบ และมี การวัดผล (Measurability) ที่เข้มงวด เพื่อให้ธุรกิจสร้างผลตอบแทนทางการเงินที่คุ้มค่าไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาสังคม
    • สนามรบที่รอ Impact Tech: เชียงใหม่คือสนามรบที่สมบูรณ์แบบที่ต้องเผชิญกับ PM 2.5 และ Over Tourism/Low Value ดังนั้น Impact Fund จะพุ่งเป้าไปที่ Travel Tech Startup เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงดูดกลุ่ม FIT ที่ต้องการประสบการณ์ที่มีความหมายและรับผิดชอบ
    • ยกระดับสู่ Regenerative Tourism: การลงทุนจะสนับสนุนโมเดล Regenerative Tourism ที่เน้นการ คืนกำไรสู่ชุมชนโดยตรง เพื่อเปลี่ยนการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าต่ำ (Low Value) สู่มูลค่าสูง (High Value)

    เปิดตัวเทคโนโลยีและแบรนด์ครบวงจร: โอกาสท้องถิ่นในโลกใหม่

    ใน Session 2: Chiang Mai Launch Solution ได้มีการเปิดตัวเครื่องมือและแพลตฟอร์มสำคัญ ที่จะช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนสามารถเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน:

    • Launch City Branding: เปิดตัวแบรนด์เมืองใหม่ “Chiang Mai Alive, The Destination of Life” เป็นหัวใจหลักในการทำการตลาด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัสชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเชียงใหม่
    • Launch Eiiga OTA: เปิดตัวแอปพลิเคชันท่องเที่ยวประจำจังหวัด ที่เน้นการมอบ ประสบการณ์จริงในราคาที่เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ธุรกิจ ชุมชน และประชาชนท้องถิ่นได้เติบโตผ่านฟีเจอร์ต่างๆ ได้แก่
      • Eiiga OTA Phase 1 (25 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2025)
        • “Eiiga Reserve” Reserve your seat, savor the moment จองง่าย ได้ชัวร์
          • ระบบจองโต๊ะร้านอาหาร ทั้งร้านดังยอดฮิตและร้านที่มีดีที่หลบซ่อนอยู่ โดยคิดค่าโต๊ะแบบเป็นธรรม รวมถึงพร้อมขายเซ็ทอาหารที่ทำให้นักเดินทางทั่วโลกไม่ต้องรอนานในราคาที่ดีกว่าใครๆ
        • “Eiiga Experience with Thai Price” Fair price, priceless in experience ราคาที่จริงใจ พร้อมประสบการณ์ถึงใจจริง
          • ระบบจองกิจกรรมประสบการณ์ทุกรูปแบบ สปา นวด เวิร์คชอป ตั๋วแหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย ที่มาพร้อมราคาที่เป็นธรรมกับนักท่องเที่ยว เพราะทางอี้ก่ะต้องการสู้สงครามราคากับ OTA ระดับโลก โดยจะบวกค่าคอมมิชั่นเพื่อเพียงพอสำหรับจ่ายค่าภาษีและค่าดำเนินการบางส่วนเท่านั้น เพื่อให้เงินส่วนต่างทำสำคัญต้องอยู่ในระบบไทย
        • “Eiiga Original Experience” Discover the local secrets…exclusive to Eiiga ประสบการณ์โลคอลเหนือชั้น…ที่มีแค่เรา
          • ชูจุดเด่นความเป็นแพลตฟอร์มท้องถิ่นด้วยกิจกรรมที่ขายเฉพาะอี้ก่ะเท่านั้น โดยมีเป้าหมายจับมือเครือข่ายภาควัฒนธรรมล้านนา เพื่อสร้างอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุและเครือข่ายวัฒนธรรมทุกรุ่น และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในไลฟ์สไตล์ต่างๆเช่นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ ด้านการทำอาหาร เพื่อให้วัฒนธรรมทั้งแบบดั้งเดิมและสมัย ได้เติบโตไปพร้อมๆกัน และสร้างความแตกต่างให้อี้ก่ะในเวทีโลกอีกด้วย
    • Eiiga OTA Phase 2 (1 ธันวาคม 2025 – มีนาคม 2026)
      • “Eiiga Pass” 1 Pass Around Chiang Mai บัตรเดียวเที่ยวทั้งเชียงใหม่
        • บัตรรับสิทธิประโยชน์จากพาทเนอร์ธุรกิจท้องถิ่นในเชียงใหม่ ราคาประหยัด เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเก็บเงิน เพื่อกระจายไปเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆในจำนวนที่มากขึ้น มาพร้อมกับดีไซน์น่าสะสมและมีเอกลักษณ์
      • “Eiiga Stamp Pass” “Sawasdee Jao Passport”
        • พาสปอร์ตแสตมป์ที่มาคู่กับ Eiiga Pass ออกแบบมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ไปตามเก็บแสตมป์อักษรล้านนาสุดเอกลักษณ์ ณ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญและมีเรื่องราวทั่วเชียงใหม่ รวมถึงตามแหล่งพาทเนอร์ธุรกิจของอี้ก่ะเช่นกัน
      • “Eiiga Transport” Gateway to move around
        • ช่องทางซื้อบัตรโดยสารการเดินทางกับทุกพาหนะ เช่น ตั๋วรถบัสประจำทางในตัวเมือง (City Bus) และรถเช่าพร้อมคนขับ
    • Eiiga Friend: Linking People, Scaling Impact
      • อี้ก่ะมาพร้อมระบบพาทเนอร์กับเหล่าอินฟูลและครีเอเตอร์จากทุกมุมโลก ที่พร้อมทำ affliate marketing ร่วมกัน เพื่อให้เหล่าครีเอเตอร์มาเป็นเพื่อนร่วมนำเสนอของดีท้องถิ่น ที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร
    • Eiiga For Business
      • หัวใจสำคัญของอี้ก่ะคือพาทเนอร์ธุรกิจท้องถิ่น โดยอี้ก่ะตั้งใจสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการผ่านระบบ Eiiga For Business เพื่อมอบเครื่องมือและบริการที่มีคุณภาพ มาช่วยยกระดับธุรกิจทุกรูปแบบ มีบริการทั้งแบบฟรีและเสียเงิน เพื่อสร้างมาตรฐานการทำธุรกิจแบบไม่เอารัดเอาเปรียบใคร
    • Launch RIKAride Thailand: เปิดตัวแอปพลิเคชันเดินทางด้วยเทคโนโลยีระดับโลก จากพาทเนอร์เกาหลีใต้ บริษัท Stuido Galilei ที่มีเทคโนโลยีด้าน DLT ติดอันดับ 2 ของเอเชีย เริ่มเปิดตัวพฤศจิกายนนี้ กับเป้าหมายที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง ตอบโจทย์คำว่า SMART CITY ด้วยบริการเรียกรถพร้อมคนขับ ในราคาที่คุ้มค่า มีมาตรฐาน เพื่อกระจายการท่องเที่ยวสู่พื้นที่อำเภออื่นๆรอบเชียงใหม่ เช่น แม่ริม ดอยสะเก็ต สันกำแพง หางดง เชียงดาว และอื่นๆ
    • Launch iChiangmai: 1 ตุลาคมนี้ อี้ก่ะช่วยต่อยอดสื่อ iChiangmai ที่ครบรอบ 5 ปี มาเป็น Official Tourist Information Center สื่อและแพลตฟอร์มที่เป็น ประตูบานเดียว ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ พร้อมชูเสน่ห์ท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมือง โดยได้เปิดสื่อโซเชียลมีเดียถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ เกาหลี จีน และ ญี่ปุ่น ผู้ติดตามรวมกันกว่า 130,000 ราย พร้อมเว็บไซต์ www.ichiangmai.co.th ที่สามารถเข้าถึงได้จากทั่วโลก และที่สำคัญ ยังพร้อมเปิดลิสต์ “iChiangmai Selected” ตราสัญลักษณ์ที่พร้อมเปิดตัว 100 ธุรกิจแรกในเชียงใหม่ ที่ได้รับเลือกจากทีมงาน iChiangmai โดยมีเป้าหมายให้ธุรกิจท้องถิ่นที่มีคุณภาพ มีเรื่องราว มีมาตรฐานสากล ได้เข้าถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมากขึ้น เพื่อเป็นแรงบัลดาลใจให้ร้านค้าอีกมากมาย ได้ตั้งใจพัฒนาธุรกิจไปอีกขั้น

    ดึงดูดการลงทุน Social Impact และการเรียกร้องให้ร่วมมือ

    งานยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดึงดูดการลงทุนเพื่อสังคม (Social Impact Investment) ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่สามารถสร้างทั้งผลกำไรและความยั่งยืน โดยเชิญชวนนักลงทุนทั่วโลกให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเริ่มต้นธุรกิจในเชียงใหม่

    ผู้จัดงานและผู้บริหารทุกภาคส่วนเน้นย้ำว่า:

    “ภารกิจพลิกฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่นี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออันแข็งแกร่ง และจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนเชียงใหม่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ทำเพื่อบ้านเมืองของเราเอง เราขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกท่านเข้าร่วมเครือข่ายธุรกิจที่พร้อมเติบโตและสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”


    ติดตามการเป็นเสือเศรษฐกิจของเอเชียของเชียงใหม่ผ่านทาง

    Facebook: Chiang Mai Alive
    Facebook: iChiangmai
    Facebook: Eiiga อี้ก่ะ
    Facebook: Eiiga for Business


    #ChiangMaiAlive2025 #NewEconomicTiger #ChiangMaiLiveLifeYourWay #SocialImpactInvestment

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3782742/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a7d1HPGNdn6Bpmv5jEzYt