Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • งานหนักรัฐบาล 4 เดือน: ภาษีทรัมป์ออกฤทธิ์ ฉุดเศรษฐกิจไทย

    งานหนักรัฐบาล 4 เดือน: ภาษีทรัมป์ออกฤทธิ์ ฉุดเศรษฐกิจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-91&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CIjKs37WlL0CAmswmvTUa

  • ตร.ท่องเที่ยวสนธิกำลังตรวจสารเสพติดพนง.ขับเรือสร้างความเชื่อมั่นแก่นทท.

    ตร.ท่องเที่ยวสนธิกำลังตรวจสารเสพติดพนง.ขับเรือสร้างความเชื่อมั่นแก่นทท.

    ภูมิภาค

    ตร.ท่องเที่ยวสนธิกำลังตรวจสารเสพติดพนง.ขับเรือสร้างความเชื่อมั่นแก่นทท.

    วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 30 ก.ย. 68 เวลา 10.00 น. ที่ท่าเทียบเรือหาดปากเมง อ.สิเกา จ.ตรัง พ.ต.อ.ธีรภัทร ปิยะถาวร ผกก.สภ.สิเกา ,พ.ต.ท.สิทธิพงศ์ ทองพรหม สว.ส.ทท.2 กก.3 บก.ทท.3 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำตรัง,เจ้าท่าภูมิภาค สาขาตรัง ,ศรชล.จังหวัดตรัง,เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม,สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง บูรณาการร่วมกันเพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวของจังหวัดตรัง
         
    ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการดูแลนักท่องเที่ยว โดยเป็นการเตรียมความพร้อมดูแลนักท่องเที่ยวก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ ตำรวจท่องเที่ยว ,สภ.สิเกา, เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำจังหวัดตรัง,เจ้าท่าภูมิภาค สาขาตรัง ,ศรชล.จังหวัดตรัง,เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมและสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง โดยได้ดำเนินการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะของพนักงานขับเรือและพนักงานประจำเรือ จำนวน 25 ราย ซึ่งผลการตรวจเบื้องต้นไม่พบสารเสพติด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวจังหวัดตรังช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448571&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31zHZAPW5eIuudhhQgyPGi

  • เอกนิติ รมว.คลัง ระบุ เศรษฐกิจไทย “กำลังจะติดหล่ม”

    เอกนิติ รมว.คลัง ระบุ เศรษฐกิจไทย “กำลังจะติดหล่ม”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงแนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้เปรียบเสมือนรถยนต์กำลัง “วิ่งลงเหว” เพราะรถยนต์เศรษฐกิจไทยมีเครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ ประกอบด้วย

    1.การส่งออก ซึ่งก่อนที่จะมีการจัดเก็บภาษีทรัมป์ ได้มีการเร่งส่งออกก่อนขึ้นภาษี พบว่าครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดี เฉลี่ยอยู่ที่ 3 % แต่พอเร่งส่งออกช่วงแรก ในช่วงหลังการส่งออกกำลังแผ่วและค่อๆดับลง เพราะโดนเก็บภาษีไปแล้ว

    2.การบริโภคภาคเอกชน ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย การบริโภคภาคเอกชนเดือน ก.ค.ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบปี เป็นผลมาจากความเชื่อมั่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สะสมมานาน คนไม่มีรายได้ ถือเป็นเครื่องยนต์ที่เริ่มแผ่วและกำลังจะดับลงเช่นกัน

    3.การลงทุนภาคเอกชน ทุกวันนี้อัตราการใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ซึ่งเครื่องยนต์นี้ก็เตรียมดับเช่นเดียวกัน 

    และ 4.การใช้จ่ายรัฐบาล ซึ่งเครื่องยนต์นี้น้ำหนักตัวเล็ก แต่เป็นเครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่ 

    นายเอกนิติ กล่าาว่า จากการคาดการณ์ของ 3 หน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะโตที่ 1.7% แต่ไตรมาสที่ 4 จะเหลือแค่ 0.3% แสดงว่า ใกล้ติดลบมาก 

    เครื่องยนต์วันนี้เราเห็นอยู่แล้ว ว่ากำลังจะติดหล่ม…เราจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจจนเสียวินัยการคลังหรือ จะใช้เงินทั้งหมดหรือไม่ ผมพยายามคำนึงเรื่องนี้ตลอด แต่วันนี้คือ เครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่ช่วยให้เราพ้นจากหล่มเศรษฐกิจ ถ้าเราไม่ใช้เครื่องยนต์นี้ อยู่เฉยๆ วันไม่แค่ติดหล่ม มันจะดิ่งเหว ความเสียหายจะเกิดขึ้นมากมาย เราจะแก้ยากขึ้นไปอีก

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า โจทย์เศรษฐกิจของรัฐบาล มีทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาที่สะสมมานาน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อลดลง สภาพคล่องลดลง หนี้ครัวเรือนสูง ผลิตภาพการผลิตลดลง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเกือบทุกวัน เพื่อวางแผนแนวนโยบายเศรษฐกิจ และได้ข้อสรุปว่าจะทำด้วยแนวทาง “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” 

    การ “กระตุ้นสั้น” คือ รัฐบาลมีเวลาจำกัดแค่ 4 เดือน ต้องกระตุ้นให้ได้ผล “ได้ยาว” คือ ถ้าทำได้อย่าแค่แจกเงิน เราต้องคิดถึงศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว ส่วน “กระจายตัว” เราต้องให้นโยบายเศรษฐกิจของเรากระจายไปทุกพื้นที่สู่ประชาชน ดูแลผู้ประกอบการSME 

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยมันไม่ใช่แค่จะดับ แต่ปรากฏว่า มันเป็นรถยนต์ที่เก่าอีก คนขับรถขับไม่ค่อยเป็น เพราะทักษะที่เราใช้เป็นเทคโนโลยีเก่า เราต้องคำนึงระยะยาวในการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ…และน้ำมันยังใกล้หมด เพราะสภาพคล่องหายไป เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสมมานาน SME ไม่มีสภาพคล่อง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า จากปัญหาที่กล่าวว่า แนวนโยบายของรัฐบาล จึงเน้น เรื่อง “Quick Big Win”  Quick คือ ทำสั้น ทำเร็ว ทำทันที Big คือ ต้องใหญ่พอที่ดันเครื่องยนต์ที่กำลังติดหล่มให้พ้นเหวได้ และ Win คือ ให้ประชาชน ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ให้กระจายตัวไปทุกพื้นที่ให้ได้ประโยชน์

    นายเอกนิติ กล่าว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจะแบ่งเป็น 5 เสาหลัก และ 1 ฐานราก ประกอบด้วย 1.กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้วยโครงการคนละครึ่ง พลัส เพื่อช่วยค่าครองชีพของประชาชน โดยเรื่องนี้เข้าครม.ในสัปดาห์หน้า โดยรัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนสมทบ 200 บาท สามารถสะสมได้ และได้เริ่มใช้ในเดืือนต.ค.แน่นอน ส่วนพ่อค้าแม่ค้าให้เฉพาะรายเล็ก รายย่อย หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ โดยกรอบงบประมาณไม่ได้มีการกู้เพิ่ม ไม่ได้ใช้เงินใหม่ ใช้กรอบงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐาลที่ผ่านมา แต่ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท บวกกับ งบกลาง 19,000 ล้านบาทโดยไม่ได้เสียวินัยการเงินการคลัง 

    นอกจากนี้ยังมีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการท่องเที่ยวเมืองรอง ให้มีการลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ในการพัฒนาปรับปรุงตกแต่งโรงแรมในเมืองรองให้น่าอยู่ขึ้น

    2.ลดภาระหนี้ประชาชน เรามีงบประมาณที่ธนาคารพาณิชย์ส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูและสถาบันการเงิน ซึ่งเคยนำไปใช้ในโครงการคุณสู้เราช่วย จากเม็ดเงิน 36,000 ล้านบาท ตอนนี้เหลืออยู่ 26,000 ล้านบาท โดยจะนำส่วนนี้มาตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมกับธนาคารในการซื้อหนี้ประชาชนที่เป็นหนี้เสีย NPL ออกมา แล้วนำมาหนี้ตรงนี้มาปรับโครงสร้างหนี้ มีการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย เพื่อให้สภาพคล่องดีขึ้น และมีสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก เป็นการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยง ให้สามารถกู้เงินในระบบได้

    3.เพิ่มสภาพคล่องให้ SME โดยให้บสย.มาค้ำประกัน ตอนนี้ได้เตรียมวงเงินไว้แล้วขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท และมีโครงการพี่ช่วยน้อง สามารถลดหย่อยภาษีได้ และให้ธนาคารมาช่วยสนับสนุนSME ผ่านโครงการสินเชื่อ Supply Chain รวมถึงได้เตรียมคืนภาษีให้กับSME ซึ่งมีการเตรียมเงินไว้แล้ว 1.6 แสนล้านบาท และเงินจะเข้าสู่ระบบSME ทันที

    4.เพิ่มการออมภาคประชาชน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มีการซื้อสลากอยู่แล้ว และเป็นคนละส่วนกับหวยเกษียณ โดยทำเรื่องสลากเพื่อการออม และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม 

    5.การลงทุนเพื่ออนาคต ด้วยการreskill เพิ่มทักษะสูง จับมือกับภาคเอกชน ที่ได้การส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ และร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการ และจะมีโครงการ Fast Pass ของบีโอไอ เพื่อเป็นการปลดล็อกระเบียบกติกา ทำให้เกิดการลงทุนใหม่ รวมถึง การส่งเสริมพลังงานสะอาด

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ ยืนยันว่า กระทรวงจะรักษาวินัยเสถียรภาพการคลัง โดยในเดือนพ.ย.จะมีการกรอบวินัยทางการคลังระยะปานกลาง เพื่อสร้างความมั่นใจให้เรทติ้งเอเจนซี่ ว่า เรามีแผนชัดเจน  โปร่งใส เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น และมีธรรมาภิบาลของระบบการคลัง 

    และมีเป้าหมายที่ชัด คือ ทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงต่ำกว่า 87.4% ของจีดีพี และมีสภาพคล่อง SME เพิ่มขึ้น ประชาชนมีช่องทางการออมระยะยาวมากขึ้น รวมถึง เงินลงทุนเพื่ออนาคตเข้ามากขึ้น

    เป้าหมายเราชัด จะต้องเอารถยนต์ของเราขึ้นจากหล่มให้ได้ ไม่ให้ตกเหว จีดีพีไตรมาส 4 ที่คาดการณ์ไว้ 0.3%  เราต้องทำให้ดีกว่า 0.3% นี้คือ เป้าหมายที่ชัด

    นายเอกนิติ ย้ำว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่งแต่ทุกคนต้องช่วยกันทำให้รถยนต์เศรษฐกิจฟื้นจากหล่ม ไม่ตกเหว อย่างน้อยใน 4 เดือน ฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ ไม่ให้ติดหล่ม ช่วยประชาชนและSMEที่เดือดร้อนได้ และเพิ่มขีดความสามารถในระยะยาวได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/258181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zq_GXwwEzLU9DGYZ_2lAr

  • รัฐมนตรีคลังเปิดนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ด้วยหลักการ Big Quick Win เป้าหมายพา GDP โตเกิน 0.3% ในไตรมาส 4

    รัฐมนตรีคลังเปิดนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ด้วยหลักการ Big Quick Win เป้าหมายพา GDP โตเกิน 0.3% ในไตรมาส 4

    วันนี้ (30 กันยายน 2568) ณ อาคารรัฐสภา เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล

    เอกนิติระบุว่า รัฐสภาให้ข้อคิดเห็นมากมาย โดยชื่นชมคำเปรียบเปรยของฝ่ายค้านที่มองว่า เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนรถยนต์ที่เติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ก็มองในทิศทางเดียวกัน และเห็นว่าประเทศไทยเหมือนรถยนต์ที่กำลังวิ่งลงเหว

    โดยชี้ว่า การส่งออก การบริโภค และการลงทุนจากภาคเอกชน เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่กำลังจะดับหรือดับไปแล้ว เนื่องจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้มีการคาดการณ์ว่า จะโตร้อยละ 1.7 ในไตรมาส 3 อาจจะโตเพียงร้อยละ 0.3 ในไตรมาส 4 ฉะนั้นจึงเหลือเพียงการใช้จ่ายของภาครัฐที่เป็นเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายที่ยังคงทำงานอยู่

    สำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว เอกนิติระบุว่า จะใช้หลักคิด ‘กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว’ ผ่านนโยบาย Big Quick Win ซึ่งเป็นการลงมือทำอย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และให้ประชาชนกับผู้ประกอบการได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ประกอบด้วย 5 เสาหลัก และ 1 ฐานรากที่แข็งแกร่ง

    เสาหลักที่ 1 คือการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว นำร่องด้วยโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่รัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าครองชีพให้ประชาชนครึ่งหนึ่ง โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนทั่วไป สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับวงเงิน 2,400 บาท ขณะที่ผู้ที่ยังไม่อยู่ในระบบจะได้รับ 2,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองรองสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและปรับปรุงโรงแรมมาหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า

    เสาหลักที่ 2 คือลดภาระหนี้สินภาคประชาชน จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรับซื้อหนี้ของประชาชนมาปรับปรุงโครงสร้าง ลดภาระดอกเบี้ย เพื่อให้ประชาชนหายใจได้คล่องขึ้น พร้อมทั้งช่วยเหลือประชาชนกลุ่มอื่นๆ เพื่อป้องกันการเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบ

    เสาหลักที่ 3 คือเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ใช้กลไกของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ โดยเตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 5 หมื่นล้านบาท พร้อมดำเนินโครงการ ‘พี่ช่วยน้อง’ ที่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถนำค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือรายย่อยมาหักลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้กรมสรรพากรจะเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs วงเงินรวม 1.6 แสนล้านบาท เพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุด

    เสาหลักที่ 4 คือเพิ่มการออมของประชาชน จะมีการปรับรูปแบบการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยเงินส่วนหนึ่งจากการซื้อสลากในแต่ละงวดจะจัดสรรเข้าบัญชีเงินออมของประชาชนโดยอัตโนมัติ ซึ่งต้องถือครองไว้เป็นเวลา 5 ปี จึงจะสามารถนำออกมาใช้ได้ นอกจากนี้จะเพิ่มโอกาสให้รายย่อยสามารถเข้าถึงการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ และผู้สูงอายุที่ออมเงินจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

    เสาหลักที่ 5 คือการลงทุนเพื่ออนาคตและเพิ่มทักษะแรงงาน โดยร่วมมือกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนกับสถาบันการศึกษา ในการผลิตแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาด พร้อมกันนี้จะปลดล็อกโครงการที่ได้รับอนุมัติ BOI ไปแล้วในช่วงปี 2566-2567 แต่ยังติดขัดเรื่องสาธารณูปโภคและแรงงาน ซึ่งมีเม็ดเงินคงค้างอยู่ 4.7 แสนล้านบาท ผ่านนโยบาย Fast Pass เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติต่างๆ ให้เงินลงทุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน

    เอกนิติเน้นย้ำว่า เสาทั้ง 5 หลักจะตั้งอยู่ไม่ได้หากไม่มีฐานรากที่เข้มแข็ง นั่นคือ การรักษาวินัยและเสถียรภาพทางการคลัง โดยในเดือนพฤศจิกายนนี้ กระทรวงการคลังจะจัดทำกรอบวินัยการคลังระยะปานกลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ว่ารัฐบาลมีแผนการคลังที่ชัดเจน โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล

    “ผมไม่ได้ใช้เงินใหม่ แต่ใช้กรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติโดยรัฐบาลที่แล้ว ไม่ได้กู้เพิ่ม แต่ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาท บวกกับ 9,000 ล้านบาทจากงบกลาง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกรอบงบประมาณที่รัฐสภาอนุมัติแล้ว” เอกนิติกล่าว

    รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทิ้งท้ายว่า เป้าหมายที่ชัดเจนคือการทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่ติดหล่ม โดยอัตราการเติบโตของ GDP จะต้องสูงกว่าร้อยละ 0.3 ที่คาดการณ์ไว้ พร้อมกับลดระดับหนี้ครัวเรือน และเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น

    Tags: , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-ministry-of-finance-policy-statement/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw263skLp0DHdWlgmfnzlF7F

  • สหรัฐจ่อ ‘หยุดเผยแพร่’ ข้อมูลศก. หาก ‘ชัตดาวน์รัฐบาล’ เกิดขึ้น

    สหรัฐจ่อ ‘หยุดเผยแพร่’ ข้อมูลศก. หาก ‘ชัตดาวน์รัฐบาล’ เกิดขึ้น

    ต่างประเทศ

    สหรัฐจ่อ ‘หยุดเผยแพร่’ ข้อมูลศก. หาก ‘ชัตดาวน์รัฐบาล’ เกิดขึ้น

    สหรัฐเตรียม ‘หยุดเผยแพร่’ ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ หากเกิด ‘ชัตดาวน์รัฐบาล’ จากข้อขัดแย้งงบประมาณ กระทบรายงานการจ้างงาน ข้อมูลการก่อสร้าง การค้า ไปจนถึงบทวิเคราะห์เศรษฐกิจ

    สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า จากความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐจะปิดทำการบางส่วน (Government Shutdown) อันเนื่องจากความขัดแย้งด้านงบประมาณ กระทรวงแรงงานและกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐระบุว่า หากเกิดขึ้นจริง หน่วยงานสถิติของตนจะ “หยุดเผยแพร่” ข้อมูลเศรษฐกิจ รวมไปถึงรายงานการจ้างงานประจำเดือนกันยายนที่ทั่วโลกจับตา การใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง และอาจรวมถึงข้อมูลการค้าระหว่างประเทศประจำเดือนสิงหาคมด้วย

    ทั้งนี้ รายงานการจ้างงาน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภาคธุรกิจ นักลงทุน และครัวเรือน ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันศุกร์ 

    ขณะที่งบประมาณของรัฐบาลจะหมดอายุในเวลาเที่ยงคืนของวันอังคาร (30 ก.ย.) หากพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตไม่สามารถตกลงกันได้ในงบประมาณนาทีสุดท้าย

    กระทรวงแรงงานของสหรัฐระบุว่า สำนักงานสถิติแรงงานจะต้องหยุดดำเนินการ หากงบประมาณสะดุดลง 

    ในทำนองเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ตัวชี้วัดเศรษฐกิจรายเดือนจากสำนักสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐจะไม่ถูกเผยแพร่ หากรัฐบาลต้องปิดทำการ 

    ส่วนสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ (Bureau of Economic Analysis) ของกระทรวง จะต้องหยุดให้บริการเกือบทั้งหมด

    สำนักสำมะโนประชากรสหรัฐมีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างประจำเดือนสิงหาคมในวันพุธ และข้อมูลการจัดส่ง สินค้าคงคลัง และคำสั่งซื้อของภาคการผลิตประจำเดือนสิงหาคมในวันพฤหัสบดี

    ทั้งสองหน่วยงานยังมีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศด้านสินค้าและบริการประจำเดือนสิงหาคมในวันที่ 7 ตุลาคม โดยการปิดทำการของรัฐบาลที่ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อการประเมินครั้งแรกของสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ซึ่งจะออกในวันที่ 30 ตุลาคม

    สำนักงานสถิติแรงงานยังระบุด้วยว่า หากการปิดทำการยืดเยื้อ อาจทำให้การเผยแพร่ข้อมูลอื่น ๆ ล่าช้าออกไป

    นอกจากนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแรงงานต้องเผชิญกับ “ปัญหาการขาดงบประมาณ” ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การบริหารของพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตก็ตาม สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงจากการปลดพนักงานจำนวนมาก การลาออกโดยสมัครใจ การเกษียณก่อนกำหนด และการแช่แข็งการจ้างงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่ไม่เคยมีมาก่อนของรัฐบาลทรัมป์ ที่มุ่งลดขนาดหน่วยงานของรัฐลงอย่างรุนแรง

    สำนักงานสถิติแรงงานเตือนว่า “การลดคุณภาพของข้อมูลที่เก็บรวบรวม อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการประมาณการในอนาคต”

    ไม่เพียงเท่านั้น อัตราการตอบแบบสอบถามสำหรับรายงานการจ้างงานก็ลดลง และหน่วยงานยังได้ระงับการเก็บข้อมูลบางส่วนที่ใช้จัดทำดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในบางพื้นที่ทั่วประเทศ

    หากรายงาน CPI ประจำเดือนกันยายนล่าช้า อาจทำให้สำนักงานประกันสังคม ไม่สามารถประกาศการปรับค่าครองชีพประจำปีได้ ซึ่งผู้เกษียณอายุจำเป็นต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวในการวางแผนงบประมาณชีวิต

    อ้างอิง: reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1201005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw044GV3tRGIok8VNk9GHS-L

  • งานหนักรัฐบาล 4 เดือน: ภาษีทรัมป์ออกฤทธิ์ ฉุดเศรษฐกิจไทย

    งานหนักรัฐบาล 4 เดือน: ภาษีทรัมป์ออกฤทธิ์ ฉุดเศรษฐกิจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-91&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CIjKs37WlL0CAmswmvTUa

  • “รมว.คลัง” เปิดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชื่อ 4 เดือนเศรษฐกิจระยะสั้นฟื้น

    “รมว.คลัง” เปิดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชื่อ 4 เดือนเศรษฐกิจระยะสั้นฟื้น

    30 กันยายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาในระหว่างการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นว่า ในระยะ 4 เดือนต่อจากนี้ รัฐบาลได้วางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแต่ได้ผลระยะยาว และกระจายตัว ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สนับสนุนท่องเที่ยวเมืองรองให้ผู้ประกอบการโรงแรม นำค่าตกแต่งโรงแรม มาลดหย่อนภาษีได้ ไปพร้อม ๆ กับการขยายตลาดส่งออก,

    มุ่งลดภาระหนี้ให้กับประชาชน ด้วยการแก้หนี้รายละไม่เกิน 100,000 บาท พร้อมกับโครงการสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก, การเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายย่อยด้วยการเสริมสภาพคล่อง รายละไม่เกิน 1,000,000 บาท ให้สินเชื่อ Supply Chin พร้อมลดหย่อยภาษีประชาชน รวมทั้งการคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการ,

    โครงการเพิ่มการออมของประชาชนผ่านการจำหน่ายสลากเพื่อการออม และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม  และมาตรการสุดท้ายเป็นการลงทุน เพื่ออนาคต ผ่านการเสริมสร้างทักษะระดับสูง ปลดล็อกลงทุนไฟฟ้า Fast Pass และโครงการต่าง ๆ ของ BOI ซึ่งจะลดกระบวนการ ระเบียบ และกติกาต่าง ๆ และที่สำคัญจะมีการส่งเสริมพลังงานสะอาด 

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คาดหวังว่า มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว หนี้ครัวเรือนลดลง ดึงดูดการลงทุนและที่สำคัญ สามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลังได้ โดยตัวชี้วัดในมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ ขอให้รอดู GDP ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ที่จะขยายตัวได้มากกว่า 0.3% ส่วนหนี้ครัวเรือนลดลงต่ำกว่า 87.4% ของ GDP และธุรกิจ SMEs มีสภาพคล่องทางการเงิน ประชาชนมีเงินออมมากขึ้น ควบคู่ไปกับเงินลงทุนเพื่ออนาคต เข้ามาเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย   

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ใช้ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง ในการช่วยกัน พาเศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่มที่ติดอยู่ มั่นใจว่า หากร่วมแรงร่วมใจกันอย่างน้อย 4 เดือน จะฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ ซึ่งแม้จะทำได้ไม่มาก แต่ก็ต้องเริ่มทำทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378967465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34aeV-zKGcTBTujtFZXAL9

  • “อนุทิน” มองควรยกเลิก MOU กัมพูชา หากไทยไม่ได้ประโยชน์

    “อนุทิน” มองควรยกเลิก MOU กัมพูชา หากไทยไม่ได้ประโยชน์

    กรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมทำประชามติในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า โดยใช้บัตร 4 ใบคือ บัตรเลือก สส.เขต, สส.บัญชีรายชื่อ, ประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ และประชามติยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา

    วันนี้ (30 ก.ย.2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ระบุว่า เรื่องนี้ต้องเร่งทำความเข้าใจให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการทำประชามติหลายครั้ง โดยรัฐบาลจะประสานงานและหาความร่วมมือกับทุกฝ่าย เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง และกระทรวงมหาดไทย ที่จะเร่งทำความเข้าใจและความคุ้นเคยให้กับประชาชน เพื่อใช้สิทธิให้ถูกต้องตามบัตรลงคะแนน

    ส่วนที่มีความกังวลว่าประชาชนจะสับสนเนื่องจากมีบัตรเลือกตั้งหลายใบในคราวเดียว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นการคาดการณ์ของนายบวรศักดิ์ เพราะการลงคะแนนต้องใช้งบประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาทต่อครั้ง ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณจึงทำในคราวเดียว และที่สำคัญต้องไม่ดูถูกประชาชนที่จะสามารถทำความเข้าใจได้จากการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ว่าจะต้องลงคะแนนอย่างไร

    “อนุทิน” ยันให้เกียรติ ปชช.ทำประชามติ MOU ไม่ใช่โยนภาระ

    นายอนุทิน ยังระบุถึงการพิจารณาทบทวนยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา MOU 2543-2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร ต้องรอผลการศึกษาก่อน และหากผลออกมามีความชัดเจนว่าไม่ต้องศึกษา ก็อาจจะยกเลิก MOU ได้โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.)

    การทำประชามติเรื่องนี้ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่เป็นการให้เกียรติประชาชน เพราะเรื่องนี้อาจมีความแตกต่างทางความคิดและความสนใจที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทอดยาวมานาน จึงอยากสอบถามประชาชน

    นายกฯ ย้ำว่า หากผลการศึกษาออกมาแล้วว่า MOU ไม่ได้ประโยชน์กับประเทศไทย ทำให้ประเทศไม่ได้เปรียบ ก็ต้องเลือกประเทศก่อน ซึ่งคณะรัฐมนตรีสามารถเลิกได้ ซึ่งส่วนตัวมองว่าควรจะเลิก แต่ทั้งนี้ต้องดูบริบทของ MOU 43-44 ว่ามีข้อกำหนดอย่างไร เพราะ MOU ทั้ง 2 ฉบับผ่านมานานแล้ว หากประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่ควรจะเก็บไว้ และตามปกติ MOU ไม่ได้มีความผูกพันเท่ากับ MOA หรือสัญญา

    “MOU เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ หากไม่เข้าใจกันเมื่อไหร่ก็สามารถเลิกได้ จึงต้องรับฟังผู้รู้ในการพิจารณา พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ครม.สามารถ ตัดสินใจได้ ไม่ต้องรอถามความเห็นฝ่ายความมั่นคง” นายอนุทิน กล่าว

    อ่านข่าว

    วันที่ 2 แถลงนโยบาย “อนุทิน” ฝ่ายค้านเหลือเวลาเกือบ 4 ชม.

    ทร.ยันรื้อฐานทหารกัมพูชาแล้ว กดดันรื้อเพิ่มกาสิโนล้ำที่บ้านท่าเส้น

    กัมพูชายันไม่มีคอลเซนเตอร์ แต่หลักฐานไทยชี้ 59 จุดยังลอยนวล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357075&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OJVmIItKYCsVNVxS0lHsV

  • “วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ”ยกระดับความยั่งยืนสู่ชุมชน | เดลินิวส์

    “วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ”ยกระดับความยั่งยืนสู่ชุมชน | เดลินิวส์

    นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1) จากการลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ เพื่อศึกษารูปแบบและจัดทำแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ของนางณัฎฐ์จรรษ์ ไชยราษฎร์ ประธานวิสาหกิจฯ พบว่า บ้านม่วงคำเป็นชุมชนเก่าแก่กว่า 200 ปี มีรากฐานการทำเกษตรแบบดั้งเดิมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยในปี 2550 ได้เริ่มต้นทำฟาร์มวนเกษตรและก่อตั้งโป่งแยงฟาร์ม และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรร่วมกับชุมชน ก่อนจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นทางการในปี 2562 ปัจจุบันวิสาหกิจฯ มีสมาชิก 30 ราย พื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานรวมกว่า 30 ไร่ผลิตพืชผักและไม้ผล เช่น คะน้า เคล มะเขือเทศ แมคคาเดเมีย และอะโวคาโด ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS)

    ด้านสถานการณ์ผลิตและตลาดสินค้าอินทรีย์ของวิสาหกิจฯ พบว่า เกษตรกรจะปลูกไม้ผลและพืชผักอินทรีย์สับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดปี ทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดทุกเดือนประมาณ 2,000 กิโลกรัม/เดือน ราคาจำหน่ายอยู่ระหว่าง 50 – 100 บาท/กิโลกรัม สำหรับช่องทางการจำหน่ายสินค้า แบ่งเป็น ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารในพื้นที่ ร้อยละ 30 , ลูกค้าประจำทั้งขายปลีกขายส่ง ร้อยละ 40 , การออกบูธ ร้อยละ 15 และนำไปประกอบอาหารให้กับนักท่องเที่ยว ร้อยละ 15 ซึ่งจากการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ทำให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เฉลี่ย 13,000 บาท/เดือน

    วิสาหกิจฯ ดำเนินกิจกรรมตามแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยพัฒนาพื้นที่เป็นโฮมสเตย์ที่ได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน (ASEAN Homestay Standard) โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วม สร้างรายได้ให้คนในชุมชนผ่านการถ่ายทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรม และองค์ความรู้ด้านการเกษตร การท่องเที่ยวในพื้นที่ดำเนินตามแนวคิด “การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Travel)  และ Zero Waste” โดยเน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและขยะให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็นศูนย์ เช่น การท่องเที่ยวโดยใช้รถโดยสารของชุมชน การรับประทานอาหารจากผลผลิตอินทรีย์ การใช้พลังงานสะอาดในที่พัก และการแปรรูปของเสียจากอาหารเป็นปุ๋ยหมัก โดยมีโป่งแยงฟาร์มเป็นศูนย์กลางกิจกรรมและแหล่งเรียนรู้ด้านวนเกษตรอินทรีย์

    สำหรับโปรแกรมการท่องเที่ยวมี 2 รูปแบบ ได้แก่ โปรแกรมครึ่งวัน ราคา 750 บาท/ราย และโปรแกรม 2 วัน 1 คืน ราคา 1,800 บาท/ราย นักท่องเที่ยวจะได้ร่วมกิจกรรม Workshop และการถ่ายทอดความรู้ อาทิ ชมแปลงผักอินทรีย์ ชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ร่วมทำอาหารจากผลผลิตอินทรีย์ ร้อยสร้อยจากลูกแมคคาเดเมีย จักสาน และทำเทียนไหว้พระจากขี้ผึ้งธรรมชาติ ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวประมาณ 2,000 คน เข้าร่วมกิจกรรม เรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ แวะเที่ยวคาเฟ่ หรือ แวะพักที่โฮมสเตย์ในช่วงที่มีการจัดงานคอนเสิร์ต ทั้งนี้ รายได้รวมจากการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยววิถีเกษตร รวมถึงการจ้างงานในชุมชน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในชุมชนไม่ต่ำกว่า 6.1 ล้านบาท/ปี

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควรมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ Soft Power และ Storytelling ถ่ายทอดอัตลักษณ์ชุมชนผ่านช่องทางต่าง ๆ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. ที่มุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและความยั่งยืน แนวทางดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน พร้อมทั้งรักษาสมดุลของธรรมชาติและวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างยั่งยืนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นางณัฎฐ์จรรษ์ ไชยราษฎร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ โทร 09 5691 0707 Facebook : Muang Kham Zero Waste และ Pong Yang Farm หรือ สอบถามข้อมูลผลการศึกษา ได้ที่ สศท.1 โทร 053 121 318 หรืออีเมล [email protected]     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5159360/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1McOP1kbfnfrCeSUPf7yvh

  • “จีน” เปิดแลนด์มาร์คใหม่ในกุ้ยโจว “สะพานหุบเขาฮัวเจียง”

    “จีน” เปิดแลนด์มาร์คใหม่ในกุ้ยโจว “สะพานหุบเขาฮัวเจียง”

    “จีน” เปิดแลนด์มาร์คใหม่ในกุ้ยโจว “สะพานหุบเขาฮัวเจียง”

    ถ้าซานฟานซิสโกของสหรัฐอเมริกามี “โกลเดนเกต” (Golden Gate Bridge)

    ใน “กุ้ยโจว” ของจีน ก็กำลังจะมี “สะพานหุบเขาฮัวเจียง” (Hua Jiang Xia Gu Da Qiao)

    และนี่กำลังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใน “มณฑลกุ้ยโจว” สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เปิดให้บริการแล้ว เมื่อ 28 กันยายนที่ผ่านมา และจะเป็นสะพานภูเขาที่ยาวที่สุด และเป็นสะพานภูเขาที่สูงที่สุดในโลกด้วย นับได้ว่า จะเป็นสะพานอันดับหนึ่งของโลก ทั้งแนวนอน และแนวตั้ง ด้วยความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 625 เมตร และช่วงสะพานข้ามสองฝั่ง 1,420 เมตร จึงถือเป็นช่วงสะพานข้ามภูเขาที่ยาวที่สุดในโลก และถือเป็นสะพานที่สูงและความกว้างอันดับหนึ่ง

    โดยสะพานแห่งนี้ ได้ใช้เวลาในการสร้างเพียง 3 ปีเท่านั้น และยังประสบความสำเร็จทางเทคโนโลยีหลายประการ ทั้งการออกแบบเพื่อต้านลมแรง และการก่อสร้างในที่สูง ที่เป็นต้นแบบการก่อสร้างสะพานในภูเขาในทั่วโลก โดยได้รับสิทธิบัตรเทคโนโลยีหลายด้านในมาตรฐานการก่อสร้างสะพานระดับชาติ

    “สะพานหุบเขาฮัวเจียง” อยู่ในมณฑลกุ้ยโจว เมืองอันชุ่น (AnShun) ซึ่งในกุ้ยโจว ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่จะเป็นภูเขา ดังนั้น สะพานในหลาย ๆ แห่ง จะเชื่อมระหว่างภูเขา กับภูเขา และเน้นไปในการคมนาคม แต่สะพาน “สะพานหุบเขาฮัวเจียง” แห่งนี้จะเป็น “สะพานครบวงจรแห่งแรกของจีน” ที่นอกจาก จะใช้ประโยชน์เพื่อการคมนาคมแล้ว ยังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย

    ด้วยภูมิประเทศรอบ ๆ สะพานฮัวเจียง ที่มีภูเขาล้อมรอบมีความสวยงาม ดังนั้น บนสะพานแห่งนี้ จึงได้จัดชุดโปรแกรมการท่องเที่ยวที่ผสมผสาน ทั้งการเดินสะพานชมทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม, ชมวิวทิวทัศน์มุมสูงจากคาเฟ่ที่ตั้งอยู่บนยอดสะพาน Clound top Cafe แบบ 360 องศา, มีกิจกรรมการกระโดดบันจี้จั้มพ์, การปีนผา, การชมม่านน้ำขนาดยักษ์ความยาว 300 เมตรที่ตั้งกลางสะพาน ติดตั้งด้วยระบบเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง รวมถึงวัฒนธรรมที่มีความเชื่อมโยงทางด้านธรณีวิทยา ที่มีการค้นพบฟอสซิวในยุคไทรแอสซิก และยังจะมีโรงแรมสำหรับบริการนักท่องเที่ยวกว่า 80 ห้องด้วย ซึ่งในโรงแรมก็จะมีสระว่ายน้ำ ฟิตเนส ห้องประชุม ร้านอาคารแบรนด์ต่าง ๆ

    จึงนับได้ว่า “สะพานหุบเขาฮัวเจียง” แห่งนี้ จะเป็นสะพานครบวงจร ที่ผสมผสานระหว่างสะพานเพื่อชมวิวทิวทัศน์ ทัศนียภาพที่สวยงาม และสะพานเพื่อการท่องเที่ยว และการกีฬาในประเทศจีน และจะเป็นสะพานที่เปิดประตูสู่การท่องเที่ยวทางตอนใต้ของกุ้ยโจวอันดับ 1 และจะเป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวแบบบูรณาการอันดับ 1 ของประเทศจีนด้วย

    คัชฑาพงศ์ ลีลาพงศ์ฤทธิ์ :: รายงานจากมณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378967438&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h2DH5BZqtZogv7BoqyY6s