Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดศูนย์อาบป่า ภูผาเพ แหล่งเรียนรู้คู่ธรรมชาติสร้างอาชีพให้ชุมชน | TOPNEWS

    เปิดศูนย์อาบป่า ภูผาเพ แหล่งเรียนรู้คู่ธรรมชาติสร้างอาชีพให้ชุมชน | TOPNEWS

    เปิดศูนย์อาบป่า ภูผาเพ แหล่งเรียนรู้คู่ธรรมชาติสร้างอาชีพให้ชุมชน

    • เผยแพร่ : 30/09/2025 13:18

    ผู้ว่าฯหนองบัวลำภู เปิดศูนย์อาบป่า ภูผาเพ แหล่งเรียนรู้คู่ธรรมชาติสร้างอาชีพให้ชุมชน

    วันที่ 30 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ให้เกียรติร่วมพิธีเปิด “ศูนย์เรียนรู้อาบป่า” ซึ่งเป็นศูนย์บริการการศึกษาเครือข่ายของวัดพัชรกิติยาภาราม และสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (มหาวิทยาลัยชีวิต) ณ คุ้มใหญ่ บ้านภูพานทอง ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองหนองบัวลำภู โดยมีพระเทพวชิรวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานจำนวนมาก

    ศูนย์เรียนรู้อาบป่าแห่งนี้ จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาทักษะอาชีพให้กับประชาชนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของจังหวัดหนองบัวลำภูที่มุ่งส่งเสริม “เมืองเกษตรสีเขียว” และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยศูนย์แห่งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างวัดพัชรกิติยาภาราม ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมและเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวหนองบัวลำภู กับสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ที่มุ่งเน้นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและแก้ปัญหาความยากจน

    บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีการจัดแสดงผลงานและโครงงานที่น่าสนใจของนักศึกษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการสร้างอาชีพและรายได้ อาทิ โครงงานชีวิตเป็นต่อ นำเสนอการเลี้ยงต่อหัวเสือ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถสร้างรายได้เสริม ,แตงโมน้ำหยดเงินล้าน แสดงนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน ,ปั้นดินให้เป็นดาว การจัดแสดงผลิตภัณฑ์หัวเชื้อจุลินทรีย์ , 1 ไร่ ไม่ต้องไปตลาด นำเสนอแนวคิดการทำเกษตรแบบพอเพียงในพื้นที่จำกัด สามารถเลี้ยงชีพและลดรายจ่ายในครัวเรือน การเปิดศูนย์เรียนรู้อาบป่าในวันนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และพัฒนาทักษะอาชีพให้กับประชาชน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดหนองบัวลำภูอย่างยั่งยืน.

    ภาพ/ข่าว นายวรรธนะ ทองดี ผู้สื่อข่าว topnews ทั่วไทย จ.หนองบัวลำภู

    13

    ปก web ร่วมมือสหรัฐปราบแก๊งคอลเซนเตอร์

    “สันติ” ลาออกสมาชิกพปชร. ควงลูกชาย “พัฒนา” ย้ายซบภูมิใจไทย​

    ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัด ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน 1 ต.ค. นี้

    ชาวบ้านโจรกพร้อมอพยพ 24 ชั่วโมง หลังเคยถูกเขมรยิงจรวด BM 21 ตกใส่บ้านโดนเด็ก 8 ขวบเสียชีวิต พบบางส่วนอพยพออกนอกพื้นที่แล้ว

    พลังศรัทธาแห่ร่วมพิธี “พ่อแก่พันล้าน”

    กอดกันชื่นมื่น รักกันเหมือนเดิม!! ตัวแทนชาวบ้านฯนำพวงมาลัยดอกดาวเรืองเข้าคลองคอ ขอโทษทหารปรับความเข้าใจกันแล้ว

    หนุ่มวัย 20 ปี ขับกระบะหลุดโค้งชนเสาไฟฟ้าหักสองท่อน สายไฟขาดดูดซ้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1336621&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00f0NsfsqLg9mjKcfiy9yp

  • ออมสิน ขยายผลโปรเจกต์ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สู่ชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ออมสิน ขยายผลโปรเจกต์ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สู่ชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ออมสิน ขยายผลโปรเจกต์ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สู่ชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ออมสิน ขยายผลโปรเจกต์ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สู่ชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่ สร้าง Social Impact ให้ชุมชนแล้วกว่า 50,000 ราย

    นายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เผยความก้าวหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Area-Based Community Development) โครงการที่ 2 ภายใต้ชื่อ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ในพื้นที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง ครบรอบ 1 ปี ของการดำเนินงานมีการขยายเป้าหมายการพัฒนาจากเดิม 7 ด้าน เป็น 12 ด้าน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและรองรับความต้องการที่จำเป็นของพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของการดูแลตนเอง การดูแลชุมชน รวมไปถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและเพิ่มโอกาสทางรายได้ ทั้งนี้ โครงการลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา เป็นการต่อยอดความสำเร็จงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม โครงการที่ 1 “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” ที่การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ปี 2567 (รางวัลการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น) โดยธนาคารกำหนดใช้แนวคิดนี้ในการทำงานพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายผลการสร้าง Social Impact อย่างต่อเนื่อง

    โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ด้วยแนวคิด “ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Island) ตั้งเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งแวดล้อมน่าอยู่ และเศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกัน โดยวางแผนการพัฒนาครอบคลุม 12 ด้าน ประกอบด้วย 1) Low Carbon 2) ยกระดับการท่องเที่ยว 3) การจัดการน้ำ 4) การแพทย์และสาธารณสุข 5) ส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ 6) ส่งเสริมความรู้ทางการเงิน 7) ส่งเสริมการออมทรัพย์ 8) การสนับสนุนแหล่งเงินทุน 9) แก้ไขปัญหาหนี้สิน 10) สถานศึกษาและการเรียนรู้ 11) การทำนุบำรุงศาสนา และ 12) คุณภาพชีวิต เพื่อตอบโจทย์คนในชุมชนที่ปัจจุบันโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงวัย ให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกส่งเสริมการดูแลรักษาถิ่นเกิด ทั้งการเข้าถึงบริการสุขภาพและสวัสดิภาพที่รวดเร็วขึ้น การมีแหล่งน้ำที่มีคุณภาพและเพียงพอสำหรับใช้อุปโภคบริโภคตลอดปี ที่สำคัญคือการสร้างรายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเกาะลิบงมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวที่ยังถูกหลงลืม แต่มีศักยภาพเพียงพอสำหรับการยกระดับรายได้ให้คนในชุมชนซึ่งทั้งเกาะเป็นวิถีชีวิตชาวมุสลิม และปรับปรุงมาตรฐานผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ส่งเสริมการตลาด ขยายการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การสนับสนุนพลังงานทดแทนและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้ ธนาคารได้ส่งเสริมให้ชุมชนมีการออมรูปแบบกลุ่ม อาทิ กลุ่มประมง กลุ่มเรือข้ามฟาก และกลุ่มรถซาเล้งโดยสาร รวมถึงส่งเสริมการออมเยาวชนกับธนาคารโรงเรียน เพื่อให้ชุมชนใส่ใจการออมและการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล

    ปัจจุบัน โครงการมีความคืบหน้ามากกว่า 60% โดยการปฏิบัติงานนำโดยทีมงานของธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ร่วมกับหน่วยพัฒนาสังคมและชุมชน สังกัดธนาคารออมสินภาค 17 หน่วยงานภาคีที่เข้าร่วมบูรณาการองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญการพัฒนาแต่ละด้าน อาทิ กรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยมหิดล มทร.ศรีวิชัย เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หมู่เกาะลิบง สาธารณสุขจังหวัดตรัง OKMD และ UNICEF ผลงานความก้าวหน้าด้านที่สำคัญ เช่น การผลิตน้ำที่มีคุณภาพสำหรับอุปโภคบริโภคเปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำจืด การขุดเจาะบ่อบาดาลพร้อมถังเก็บน้ำสำหรับทั้งเกาะครอบคลุม 4 หมู่บ้าน การสนับสนุนเรือพยาบาลฉุกเฉิน “เรือออมสินชีพรักษ์” และสร้างหน่วยกู้ชีพฉุกเฉินเพื่อให้บริการทางการแพทย์ได้ทันท่วงที การติดตั้งระบบพลังงานทดแทนโซลาร์เซลล์ส่องสว่าง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 20% และผู้ประกอบการโฮมสเตย์ มีรายได้เพิ่มขึ้น 34% ตลอดจนด้านสิ่งแวดล้อมที่อยู่ระหว่างวางแผนริเริ่มให้ชุมชนมีการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยการปลูกหญ้าทะเล การปลูกป่าเพื่อขยายพื้นที่สีเขียว เป็นต้น โดยยังมีกิจกรรมการพัฒนาที่อยู่ระหว่างดำเนินการในระยะที่ 2 เพื่อขยายผลการพัฒนาสู่เป้าหมายระยะถัดไป ในการขับเคลื่อนสู่การเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ชาวเกาะลิบง จังหวัดตรัง สามารถพึ่งพาตนเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2886164&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0c7mXhGesUK0ydvrY5TIMC

  • ท่องเที่ยวไทย มรสุมรุมเร้า  จีนหนีไปเวียดนาม  โจทย์ยากสะเทือนเศรษฐกิจ : ถอนหมุดข่าว 30-09-68

    ท่องเที่ยวไทย มรสุมรุมเร้า จีนหนีไปเวียดนาม โจทย์ยากสะเทือนเศรษฐกิจ : ถอนหมุดข่าว 30-09-68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/Np2i4Wwl1oU&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PSVPLr5LwlUMBF9dHGAK6

  • แม่ทัพใหญ่ ‘ไทยเบฟ’ เชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2569 เดินหน้าลงทุน

    แม่ทัพใหญ่ ‘ไทยเบฟ’ เชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2569 เดินหน้าลงทุน

    ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความท้าทายจากการเติบโตที่ชะลอตัว รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า การปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ล้วนส่งผลให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและตั้งรับอย่างต่อเนื่อง

    ยอมรับว่าภาพรวมเศรษฐกิจไม่เอื้อ แต่ไทยเบฟยังเดินหน้าสร้างโอกาสการเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากผลประกอบการ 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 มีรายได้จากการขายรวม 258,621 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชี (EBITDA) อยู่ที่ 45,026 ล้านบาท ลดลงเพียง 4.0% จากปีก่อนหน้า

    พร้อมประเมินแนวโน้มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป จะเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น เพราะเชื่อมั่นต่อบทบาทของรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคนละครึ่ง รวมถึงการเร่งเจรจาระดับภาคีที่มีรัฐมนตรีเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น ตลอดจนการแสดงจุดยืนบนเวทีนานาชาติ ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่การเติบโตในอนาคต


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ภายใต้บริบทดังกล่าว ไทยเบฟยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ PASSION 2030 เพื่อสร้างรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยเน้น 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1. การเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาได้กระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกพื้นที่ ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั้งร้านค้า โมเดิร์นเทรด และร้านโชห่วย เพื่อขยายศักยภาพการเติบโตและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกว่า 8,000 ล้านคนทั่วโลก
    1. การใช้ดิจิทัลขับเคลื่อนธุรกิจ พัฒนาเครื่องมือและโปรแกรมติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพด้านการขายและการบริการ โดยบทเรียนจากโควิดชี้ให้เห็นว่าการละเลยผู้บริโภคและคู่ค้าจะทำให้เส้นทางการจัดจำหน่ายสะดุด ไทยเบฟจึงให้ความสำคัญกับการเข้าใจลูกค้าและพันธมิตรอย่างใกล้ชิด

    สำหรับงบลงทุนปี 2569 ไทยเบฟตั้งไว้ 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจสุรา 2,000 ล้านบาท ธุรกิจเบียร์ 2,000 ล้านบาท ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 4,000 ล้านบาท และธุรกิจอาหาร 1,000 ล้านบาท แม้จะไม่มีโครงการใหญ่ในปีหน้า แต่การลงทุนด้านซอฟต์แวร์และดิจิทัลถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพธุรกิจ ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้ายกระดับมูลค่าตลาด (Market Cap) ในเอเชียแปซิฟิก แม้ล่าสุดจะอยู่ที่อันดับ 11 จากเดิมอันดับ 10

    ฐาปน กล่าวต่อถึงผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ ธุรกิจสุรา

    ช่วง 9 เดือน ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 92,778 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน แม้ปริมาณขายรวมลดลง 0.8% และ EBITDA ลดลงเป็น 22,161 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้น กลุ่มยังคงเดินหน้าขยายแบรนด์ รวงข้าว ให้กลับมาโดดเด่น และส่งออกแบรนด์ PRAKAAN ไปยังสหราชอาณาจักรและตลาดต่างประเทศ พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาอย่างรอบคอบ

    เช่นเดียวกับ ธุรกิจเบียร์ มีรายได้จากการขาย 96,497 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.3% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากตลาดเวียดนาม แม้ปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 4.8% แต่การแข่งขันสูง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA margin) เพิ่มขึ้นจาก 12.5% เป็น 13.0% ส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้น 4.0% เป็น 12,573 ล้านบาท ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงและประสิทธิภาพการผลิต

    กลยุทธ์หลักยังคงเน้นยกระดับตราสินค้า ‘ช้าง’ และรักษาความเป็นผู้นำของ ซาเบโก้ ในเวียดนาม พร้อมทั้งลงทุนสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ในเวียดนามเพื่อพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพิ่มสัดส่วนถือหุ้น Saigon Binh Tay Beer Group JSC (Sabibeco) จาก 21.8% เป็น 65.9% เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานร่วมกัน

    ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 49,326 ล้านบาท ลดลง 0.7% แม้ปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 0.4% แต่ EBITDA ลดลง 6 3% เหลือ 8,718 ล้านบาท จากการลงทุนด้านการตลาดและตราสินค้าที่สูงขึ้น ในปี 2569 บริษัทเตรียมขยายโรงงานในกัมพูชา รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะมีสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งยอมรับว่ามีผลกระทบเล็กน้อย แต่ในบริบทของประชาชนไม่ได้รู้สึกตึงเครียดขนาดนั้น ก็ต้องประคับประคองให้เกิดความสมดุลและเหมาะสม

    นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งแบรนด์ โออิชิ กรีนที คริสตัล น้ำอัดลมเอส และยังได้ต่อยอดการผนึกกำลังจากการรวมธุรกิจและการดำเนินงานของ F&N ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นมใหม่ๆ ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึง NutriWell (นิวทริเวล) เครื่องดื่มนมถั่วเหลืองพรีเมียม ซึ่งได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันได้ขยายจุดจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ คาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยตั้งเป้าให้ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เติบโตไม่ต่ำกว่าสองหลักในปี 2569

    และธุรกิจอาหาร ในช่วง 9 เดือน ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 16,563 ล้านบาท ลดลง 1.4% และ EBITDA อยู่ที่ 1,578 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ถึงอย่างไรธุรกิจยังคงเติบโตเชิงบวก โดยเฉพาะแบรนด์ KFC ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไทยเป็นอย่างดี

    ส่วนแผนปี 2569 เตรียมขยายร้าน KFC เพิ่มอีก 40 สาขา และเตรียมปรับโฉมร้านโออิชิ บุฟเฟ่ต์ให้ทันสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น โดยยึดกลยุทธ์สร้างคุณค่าและประสบการณ์ให้ลูกค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

    ส่วนการสร้างแบรนด์ใหม่ บริษัทมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเทรนด์ธุรกิจอาหารเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากการเปิดศูนย์การค้าใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยแบรนด์อาหารหน้าใหม่จำนวนมาก ซึ่งอาจจะได้รับความนิยมในช่วงแรก แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะหายไปในเวลาอันสั้น ซึ่งไทยเบฟมองว่าการสร้างแบรนด์ จะต้องยั่งยืนและเติบโตได้ในระยะยาว

    ฐาปน ย้ำว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไทยเบฟยังสามารถปรับตัวได้เหมือนช่วงการแพร่ระบาดโควิด โดยให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายและรักษาความมั่นคงทางการเงิน และคาดว่าในปี 2569 ธุรกิจยังสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย แต่หากสถานการณ์ไม่เอื้อ บริษัทจะไม่ปรับเป้ายอดขาย แต่จะเปลี่ยนวิธีการบริหารแทน เพราะเชื่อว่าทุกๆ ธุรกิจยังคงมีศักยภาพที่จะสร้างโอกาสโต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thaibevs-top-commander-believes-the-new-government/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G1MpS77-vwvznIRKpHdMQ

  • เหล่ากาชาด อ.สองพี่น้อง มอบถุงยังชีพกลุ่มเปราะบาง ศูนย์การศึกษาพิเศษ | เดลินิวส์

    เหล่ากาชาด อ.สองพี่น้อง มอบถุงยังชีพกลุ่มเปราะบาง ศูนย์การศึกษาพิเศษ | เดลินิวส์

    เหล่ากาชาด อ.สองพี่น้อง มอบถุงยังชีพกลุ่มเปราะบาง ศูนย์การศึกษาพิเศษ

    เหล่ากาชาดอำเภอสองพี่น้อง มอบถุงยังชีพชุดธารน้ำใจเพื่อบรรเทาทุกข์ ให้กลุ่มเปราะบาง ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษาที่ 5 จังหวัดสุพรรณบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5158923/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mjll658Kw6LKCWAhWW20D

  • รมว.ศธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ จังหวัดพิจิตร – กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ จังหวัดพิจิตร – กระทรวงศึกษาธิการ

    ความตอนหนึ่งของศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ จังหวัดพิจิตร
    เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568

    “วันนี้ไม่ได้มาแค่ให้กำลังใจเสร็จแล้วจากไป แต่อยากมารับฟังปัญหาและร่วมหาทางแก้ไข จุดไหนที่ส่วนกลางเข้ามาช่วยได้ในทุกพื้นที่ก็จะทำเพื่อสนับสนุนการทำงาน ให้ตอบโจทย์และบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งเป้าไว้คือ “เรียนดี มีคุณธรรม” เราจะช่วยกันพาคุณครูให้พ้นจากภาระค่าครองชีพ และภาระจากการทำงาน มีรายได้เพิ่มจากวิทยฐานะที่สมควรจะได้ขอให้ความมั่นใจกับทุกคน”

    พบพร ผดุงพล / เรียบเรียง
    ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / กราฟิก
    สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / บรรณาธิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-phichit-flood/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZwrZWASKbc48XpabqjQvq

  • อัฟกานิสถานไร้อินเทอร์เน็ต หลังตาลีบันตัดสัญญาณโทรคมนาคมทั่วประเทศ

    อัฟกานิสถานไร้อินเทอร์เน็ต หลังตาลีบันตัดสัญญาณโทรคมนาคมทั่วประเทศ

    รัฐบาลตาลีบันในอัฟกานิสถานได้ประกาศใช้มาตรการ ระงับบริการโทรคมนาคมทั่วประเทศ อย่างสมบูรณ์ หลังจากที่ได้เริ่มตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสง หรือไฟเบอร์ออปติก มาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ส่งผลกระทบวงกว้างต่อธุรกิจ การศึกษา และการเดินทางทางอากาศ

    Netblocks องค์กรเฝ้าระวังอินเทอร์เน็ต รายงานว่า ขณะนี้อัฟกานิสถานกำลังประสบกับ “อินเทอร์เน็ตดับสนิทโดยสมบูรณ์” (total internet blackout) สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งแจ้งว่าได้ขาดการติดต่อกับสำนักงานในกรุงคาบูล ขณะที่อินเทอร์เน็ตมือถือและโทรทัศน์ดาวเทียมก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักทั่วประเทศ

    ทางการตาลีบันยังไม่ได้ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการสำหรับการปิดระบบครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ตาลีบันกล่าวเพียงว่า การปิดระบบโทรคมนาคมจะมีผลไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อและข้อมูลข่าวสาร โดยช่องข่าว Tolo News ของอัฟกานิสถาน ได้ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารผ่านหน้าโซเชียลมีเดีย เนื่องจากคาดว่าจะเกิดความไม่สะดวกต่อเครือข่ายโทรทัศน์และวิทยุของตน

    ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า เที่ยวบินจากสนามบินคาบูลถูกยกเลิกไปแล้วอย่างน้อย 8 เที่ยวบิน ส่วนเจ้าหน้าที่ทางการทูตระบุว่า การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตอาจส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารและอีคอมเมิร์ซทั่วประเทศ

    ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตหลายรายในกรุงคาบูลระบุว่า สายเคเบิลใยแก้วนำแสงหยุดทำงานในช่วงเย็นวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบอย่างแท้จริงในเช้าวันอังคาร เมื่อบริการธนาคารและธุรกิจอื่น ๆ เปิดทำการ

    Netblocks โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า “อัฟกานิสถานอยู่ท่ามกลางภาวะอินเทอร์เน็ตดับสนิท เนื่องจากทางการตาลีบันดำเนินการเพื่อบังคับใช้มาตรการด้านศีลธรรม โดยเครือข่ายหลายแห่งถูกตัดการเชื่อมต่อในช่วงเช้าทีละขั้นตอน และบริการโทรศัพท์ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน”

    ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนในหลายจังหวัดของอัฟกานิสถานได้ร้องเรียนเรื่องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ช้าหรือขาดหายไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการดำเนินชีวิตอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาออนไลน์ ที่เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงที่ถูกตาลีบันสั่งห้ามการศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

    มาเรียม โซเลมันคิล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอัฟกานิสถาน แสดงความเห็นบน X ว่า “ความเงียบทางออนไลน์โดยปราศจากเสียงของชาวอัฟกานิสถานจากภายในประเทศนั้นช่างบาดลึก”

    การปิดระบบในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการจำกัดเสรีภาพชุดล่าสุดที่ตาลีบันประกาศใช้นับตั้งแต่กลับมามีอำนาจในปี 2021 โดยก่อนหน้านี้ได้สั่งห้ามการศึกษาสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงที่มีอายุเกิน 12 ปี และสั่งถอดหนังสือที่เขียนโดยผู้หญิงออกจากหลักสูตรมหาวิทยาลัยอีกด้วย.

    ที่มา BBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2886072&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2500r2O9Km_U6CwrVWiHhN

  • เบรก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์  หนุนใช้โซลาร์ – แบตเตอรี่ ดันพลังงานหมุนเวียน

    เบรก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์  หนุนใช้โซลาร์ – แบตเตอรี่ ดันพลังงานหมุนเวียน

    เบรก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์  หนุนใช้โซลาร์ - แบตเตอรี่ ดันพลังงานหมุนเวียน

    สภาผู้บริโภคเสนอ กฟผ. ชะลอสร้าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ขนาดเล็ก แนะผลักดันพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพ ก่อนพิจารณานิวเคลียร์ขนาดเล็ก

    กรณีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกาศเดินหน้าศึกษาและผลักดันการใช้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) เพื่อทำให้ระบบไฟฟ้ามีความเสถียรมากขึ้นนั้น สำหรับประเทศไทยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีความจำเป็นหรือไม่ ยังเป็นคำถามสำคัญ

    เบรก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์  หนุนใช้โซลาร์ - แบตเตอรี่ ดันพลังงานหมุนเวียน : รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์

    รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่จำเป็นต้องเร่งลงทุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอาร์ (SMR) ในเวลานี้ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังมีศักยภาพพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) พลังงานลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และเขื่อนขนาดเล็ก ที่สามารถพัฒนาให้ผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอและมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์สามารถเสริมความเสถียรและประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) ซึ่งมีแนวโน้มราคาลดลงต่อเนื่อง ดังนั้น กฟผ. จึงควรมุ่งเน้นการดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งระบบให้เต็มศักยภาพก่อน

    ทั้งนี้ หากพิจารณาภายใต้กรอบความสมดุลด้านพลังงาน 3 ด้าน (Energy trilemma) ในมิติด้านความมั่นคง ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และราคา จะพบว่า SMR มีจุดเด่นด้านความมั่นคง เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลา โดยไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ ต่างจากโซลาร์ที่มีปัญหาเรื่องการผลิตไม่สม่ำเสมอ (Intermittency) แต่หากติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานร่วมด้วย ระบบโซลาร์เซลล์ก็สามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญโซลาร์ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง ในขณะที่ SMR ต้องนำเข้ายูเรเนียมตลอดอายุโครงการ

    ในมิติด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าโซลาร์และ SMR ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำใกล้เคียงศูนย์ แต่ SMR มีปัญหาสำคัญคือกากกัมมันตรังสี ซึ่งยังเป็นประเด็นที่สังคมไทยไม่ยอมรับและต้องมีมาตรการกำจัดที่ปลอดภัย รวมถึงความเสี่ยงด้านการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ เนื่องจาก SMR ใช้น้ำปริมาณมากในกระบวนการผลิตไฟฟ้า คือประมาณ 2,000 ลิตรต่อปริมาณไฟฟ้า 1,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าการใช้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติถึงสองเท่า

    ในมิติด้านต้นทุน  SMR เป็นเทคโนโลยีใหม่ มีต้นทุนก่อสร้างสูงและยังไม่แน่นอน นอกจากนี้ข้อมูลจากต่างประเทศยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น บริษัท นิวสเกล พาวเวอร์ (NuScale Power) ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในสหรัฐฯ เคยตั้งเป้าหมายต้นทุนพลังงานเฉลี่ย (LCOE) ของโครงการ Carbon Free Power Project (CFPP) ไว้เพียง 58 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง ก่อนที่จะปรับเพิ่มเป็น 89 ดอลลาร์สหรัฐต่อ เมกะวัตต์-ชั่วโมง (ราว 2.85 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) ทำให้โครงการต้องถูกยกเลิกในปี 2023 ขณะที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ชื่อว่าโรลสรอยส์ (Rolls-Royce SMR) ในสหราชอาณาจักร ตั้งเป้าหมาย LCOE ไว้ที่ 80-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง (ประมาณ 2.55-2.71 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) แต่ยังไม่มีการผลิตไฟฟ้าจริง

    เบรก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หนุนใช้โซลาร์ - แบตเตอรี่  พัฒนาพลังงานหมุนเวียน

    สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากรายงานของบลูมเบิร์ก* (BNEF: BloombergNEF) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยและให้ข้อมูลชั้นนำของโลกที่เชี่ยวชาญด้าน พลังงานสะอาด การขนส่ง อุตสาหกรรมดิจิทัล และตลาดคาร์บอน คาดการณ์ว่าต้นทุนเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (LCOE) ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ในประเทศไทยสูงถึง 372 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง คิดเป็นประมาณ 11.90 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง สูงกว่าพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์หรือกังหันลมที่มีต้นทุนเพียง 30-70 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 0.95 – 2.20 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง เท่านั้น จึงมีความคุ้มค่าในระยะสั้นและกลางมากกว่า

    “ประเทศไทยควรใช้เวลาช่วง 10 – 15 ปีข้างหน้า พัฒนาและใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มศักยภาพ ก่อนที่จะพิจารณาการใช้ SMR ในอนาคต หลังปี 2040 ซึ่งอาจเป็นช่วงที่ต้นทุนลดลงและสังคมมีการยอมรับมากขึ้น” รศ.ดร.ชาลี กล่าวทิ้งท้าย

    *อ่านรายงานของบลูมเบิร์ก (BNEF: BloombergNEF)  ได้ที่ : Thailand Turning point for a Net-Zero power grid


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    กฟผ. ชูโรงไฟฟ้า SMR สร้างเสถียรภาพระบบผลิตไฟฟ้า เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

    แผน PDP 2025 “เข็มทิศพลังงาน” ส่อเค้ากีดกัน ประชาชนมีส่วนร่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/30092568_renewable-energy_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NyqkwhqkIy83d2mjsrxxr

  • หมู่เกาะช้างติด TOP 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    หมู่เกาะช้างติด TOP 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    ภูมิภาค

    หมู่เกาะช้างติด TOP 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.32 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    จ.ตราด / นายเนรมิต สงแสง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่เมืองมงเปลิเยร์ ประเทศฝรั่งเศส ตนและคณะได้เดินทางไปร่วมงาน Green Destination 2025 TOP 100 Stories เพื่อรับรางวัล “มาตรฐานและรางวัลของแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก” โดยอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างเป็น 1 ใน 10 แหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลนี้
    การเดินทางครั้งนี้ยังมี นางสาวจารุวรรณ จินตกานนท์ นายกสมาคมเวลเนสจังหวัดตราด และ นาวาโทสมบัติ บุญเกิดพานิชย์ อดีตนายกสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดตราด ร่วมเดินทางไปด้วย พร้อมถ่ายภาพหลังรับรางวัลจากเวทีดังกล่าว

    หัวหน้าอุทยานฯ กล่าวก่อนเดินทางว่า ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ พืช และสัตว์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เกาะช้างได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ยั่งยืนระดับโลก TOP 100 และหลังได้รับรางวัล จะช่วยยกระดับความนิยมของอุทยานในระดับนานาชาติ

    ทั้งนี้ หลังพิธีมอบรางวัล นายเนรมิต ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “29 Sep 2025 Green Destination 2025 TOP 100 Stories เป็นมาตรฐานและรางวัลแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก จัดโดย Green Destinations Foundation ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปีนี้จัดงานที่เมืองมงเปลิเยร์ ฝรั่งเศส ระหว่าง 28 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 เตรียมงานมาเกือบ 2 ปี #อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ได้รางวัลระดับโลกในปี 2025 นี้ ดีใจที่สุดครับ ขอบคุณทุกคนที่เกี่ยวข้อง เป้าหมายต่อไป Green Destination Gold Award”

    ด้านว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด เปิดเผยว่า การที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างได้รับรางวัล Green Destination Top 100 Stories จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวตราดให้เป็นที่ยอมรับระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จด้านการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล และยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448602&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KZHZXqQD5yyz8RIpdnqW7

  • เปิดท่าเทียบเรือท่องเที่ยวใหม่ “ปากน้ำชุมพร” ประตูสู่เกาะสมุย-เกาะเต่า | TOPNEWS

    เปิดท่าเทียบเรือท่องเที่ยวใหม่ “ปากน้ำชุมพร” ประตูสู่เกาะสมุย-เกาะเต่า | TOPNEWS

    วันที่ 29 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรานงานว่า  จ.ชุมพรได้เปิดตัวอาคารและท่าเทียบเรือเพื่อการท่องเที่ยวเทศบาลตำบลปากน้ำชุมพรอย่างเป็นทางการ  โดยมีนายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธี ณ ท่าเทียบเรือโดยสารชุมพร อำเภอเมืองชุมพร การเปิดใช้งานครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวทางทะเลของจังหวัด โดยมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และเชื่อมโยงเส้นทางการเดินเรือสู่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในจังหวัดสุราษฎร์ธานี อาทิ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    นายเธียรชัยกล่าวว่า โครงการนี้เน้นการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ท่าเทียบเรือมีความมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย และครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมย้ำว่าท่าเทียบเรือแห่งนี้จะกลายเป็น “ประตูสู่การท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทย” ที่ไม่เพียงแต่ส่งเสริมด้านความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น เพิ่มโอกาสในการลงทุน และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคตอีกด้วย ทั้งยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยให้มีความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาค

    ด้านนายอธิวัส ทรรปณะวิภาส นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำชุมพร เปิดเผยว่า โครงการได้รับงบประมาณสนับสนุนกว่า 50 ล้านบาทจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เพื่อปรับปรุงท่าเทียบเรือซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ห่างจากตัวเมืองเพียง 15 กิโลเมตร และเป็นจุดจอดเรือหลายประเภท ทั้งเรือประมง เรือรีสอร์ท และเรือนำเที่ยว โดยเฉพาะในเส้นทางหลักสู่เกาะเต่า ท่าเรือแห่งนี้ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายการท่องเที่ยว “อ่าวไทย–อันดามัน (SEC)” ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของชุมพรในฐานะศูนย์กลางการเดินทางทางทะเลในภาคใต้ พร้อมแนะนำให้นักท่องเที่ยวตรวจสอบตารางเวลาและผู้ให้บริการล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว เพื่อความสะดวกและปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางทางเรือจากท่าเรือแห่งใหม่นี้.

    เอกชนะ นวนละมัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชุมพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1336681&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zZu97vfIB5CU2JUwWmu4g