Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • Tiktok จัดงาน “Tiktok Tech Fest” 2025 ครั้งแรกในประเทศไทย!สร้างปรากฏการณ์เทศกาลเทคโนโลยี 3C ครั้งยิ่งใหญ่ของคนรุ่นใหม่ 

    Tiktok จัดงาน “Tiktok Tech Fest” 2025 ครั้งแรกในประเทศไทย!สร้างปรากฏการณ์เทศกาลเทคโนโลยี 3C ครั้งยิ่งใหญ่ของคนรุ่นใหม่ 

    ไอที

    Tiktok จัดงาน “Tiktok Tech Fest” 2025 ครั้งแรกในประเทศไทย!สร้างปรากฏการณ์เทศกาลเทคโนโลยี 3C ครั้งยิ่งใหญ่ของคนรุ่นใหม่ 

    วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.45 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    Tiktok จัดงาน “Tiktok Tech Fest” 2025 ครั้งแรกในประเทศไทย!สร้างปรากฏการณ์เทศกาลเทคโนโลยี 3C ครั้งยิ่งใหญ่ของคนรุ่นใหม่ 

    Tiktok สร้างก้าวสำคัญครั้งแรกในประเทศไทย จัดงาน “Tiktok Tech Fest” 2025 เทศกาลเทคโนโลยี 3C สุดยิ่งใหญ่ของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ไม่ใช่เพียงแพลตฟอร์มบันเทิง แต่เป็นพื้นที่ขับเคลื่อนการผสมผสานระหว่าง ‘เทคโนโลยี ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์’ ไว้ในที่เดียว รวบรวมครีเอเตอร์ตัวท็อป และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของเมืองไทย อาทิ ‘ใหม่ – ดาวิกา โฮร์เน่’, ‘ยูโร – ยศวรรธน์ ทะวาปี’ และนักไลฟ์สตรีมชื่อดังอย่าง ‘วิน วิลเลียม’ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรม สร้างเทรนด์เทคโนโลยีใหม่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่จากหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น GOOJODOQ, TNW, และ ENCHEN

    Tiktok Tech Fest เป็นงานที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภค – นักพัฒนา – แบรนด์ ได้พบปะกัน โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างระบบนิเวศ หรือ Ecosystem เทคโนโลยี พร้อมยกระดับบทบาทไทยในเวทีเทคโนโลยีโลก โดยเทรนด์ ‘3C Tech’ (Computer, Communication, Consumer Electronics) เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปีนี้ มีทิศทางมุ่งไปที่ AI – Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์), IoT – Internet of Things , Wearable (อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ) รวมไปถึงการเชื่อมต่อระหว่างโลกจริงและโลกดิจิทัล รวมไปถึงอุปกรณ์ที่ชาญฉลาด และตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากขึ้น นอกจากนี้เทรนด์ ‘3C’ (Creativity, Commerce, Community) ก็ยังคงเป็นหัวใจหลักของงานนี้ ไม่เป็นเพียงแค่เทรนด์หรือกระแส แต่คือการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ โดย Creativity จุดประกายให้เกิด Community และเมื่อ Community แข็งแกร่ง ก็จะช่วยขับเคลื่อน Commerce ให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

    ภายในงาน Tiktok Tech Fest ยังได้สัมผัสกับความตื่นตาด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย สินค้านวัตกรรมใหม่ๆ จากแบรนด์คุณภาพที่ผสานกับเทรนด์แห่งยุคได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น ‘GOOJODOQ’ แบรนด์ที่มุ่งมั่นในการมอบโซลูชันที่เป็นมากกว่าอุปกรณ์เสริม คือเป็นเพื่อนคู่ใจในชีวิตประจำวันสำหรับคนที่มีสไตล์ ตั้งแต่พัดลมพกพา หูฟัง พาวเวอร์แบงก์ ปากกาอัจฉริยะ ไปจนถึงโปรเจกเตอร์ ทุกผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น สนุกขึ้นและเป็นตัวเองในแบบที่ไม่เหมือนใคร ‘TNW’ แบรนด์ที่แข็งแกร่งในวงการ 3C ช่วยให้ทุกคนใช้งานด้วยอุปกรณ์เสริมที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เช่น     ไมค์ไร้สาย   

    ขาตั้งกล้องแบบพกพา ไม้เซลฟี่ไร้สาย ไฟถ่ายภาพ เป็นต้น และ ‘ENCHEN’ คือแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง ซึ่งโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สวยงาม การใช้งานที่ตอบโจทย์ และราคาที่คุ้มค่า โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรม สร้างชุมชนของผู้ใช้งานที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและราคาที่เข้าถึงได้ และขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านช่องทางดิจิทัล

    ในอีก 1-3 ปีข้างหน้า เทรนด์ ‘3C Tech’ (Computer, Communication, Consumer Electronics) จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวันแบบ Digital-First การที่อุปกรณ์ทุกอย่างสามารถเชื่อมต่อกันได้ และการที่คนไทยเปิดรับเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเปิดประตูสู่โอกาสให้ธุรกิจไทยก้าวสู่ตลาดโลก

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/448578&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oB_oXTMUROx-GtTLY3hjv

  • การจ้างงานในเคนยาเติบโตสูงสุดในรอบ 15 เดือน สะท้อนเศรษฐกิจปี 2025 ที่จะขยายตัวกว่า 5.3%

    การจ้างงานในเคนยาเติบโตสูงสุดในรอบ 15 เดือน สะท้อนเศรษฐกิจปี 2025 ที่จะขยายตัวกว่า 5.3%

    1) ภาพรวมสถิติสำคัญ 

    1.1. ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของภาคเอกชนเคนยาในเดือนล่าสุด แสดงว่า “การจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่ 7 ติดต่อกัน” และอัตราการเพิ่มงานในเดือนล่าสุดเป็นระดับที่เร็วที่สุดในรอบ 15 เดือน — สัญญาณว่าภาคเอกชนเริ่มเพิ่มกำลังคนรองรับความต้องการที่ฟื้นตัว

    1.2. เศรษฐกิจเคนยาขยายตัวในไตรมาส 1/2025 ราว +4.9% (y/y) โดยภาคเกษตรและการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต

    1.3. อัตราเงินเฟ้อ (CPI) ปรับขึ้นเป็น 4.5% ในเดือนสิงหาคม 2025 (y/y) โดยแรงกดดันมาจากราคาอาหารและการขนส่ง แม้อยู่ในกรอบเป้าของธนาคารกลาง (4-7.5%) แต่เป็นปัจจัยที่ผู้ส่งออกและนักลงทุนต้องติดตามต่อไป

    1.4. สถาบันการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกประเมินแนวโน้มว่าเศรษฐกิจเคนยากำลังฟื้นและมีโอกาสกลับสู่การขยายตัว >5% หากปัจจัยภายใน-ภายนอกเอื้ออำนวย แต่ต้องจับตาการไหลของ FDI และสภาพแวดล้อมภาษี/กฎระเบียบ

    2) ความหมายเชิงเศรษฐกิจ — ทำไมการจ้างงานเพิ่มสำคัญ

    การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้ อุปสงค์สินค้า/บริการภายในเริ่มฟื้น (ความต้องการบริโภคและบริการสูงขึ้น) — ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการนำเข้า (imports) สินค้าผู้บริโภค เครื่องจักร และบริการด้านโลจิสติกส์ และการที่บริษัทต่างๆ ขยายกำลังการผลิตและเพิ่มสินค้าคงคลัง ทำให้งานค้าง (backlogs) ลดลง และการส่งมอบสินค้าหรือบริการได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานไหลลื่นขึ้น (ประโยชน์ต่อผู้ส่งออกไทยที่ส่งสินค้าตามคำสั่ง)

    3) ผลกระทบเชิงบวก (โอกาสสำหรับไทย) (เน้นสินค้าที่ไทยมีความแข็งแกร่ง)

    3.1. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) & อาหารแปรรูป

    เมื่อกำลังซื้อครัวเรือนเพิ่ม จะทำให้มีความต้องการอาหารสำเร็จรูป, เครื่องดื่ม, สินค้าอุปโภครายวันสูงขึ้น

    สินค้าไทยที่มีโอกาสสูง เช่น กะทิกระป๋อง เครื่องดื่มสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส ปลากระป๋อง เป็นต้น

    3.2. กลุ่มยานยนต์มือสอง และอะไหล่

    ภาคขนส่งและภาครัฐมีการขยายรอบการขนส่งมากขึ้น ทำให้เกิดความต้อง รถตู้ รถกระบะ รถบัส ในการขนส่งมากขึ้น และจะต้องใช้อะไหล่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เคนยาเป็นตลาดที่ไทยส่งออกรถยนต์มือสอง และอะไหล่ตลอดจนผลิตภัณฑ์ยางได้ดี  ทำให้มีโอกาสขยายตลาด แต่อาจต้องพิจารณาจัดตั้งศูนย์บริการหรือบริการหลังการขายให้ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน

    3.3. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง

    หากการจ้างงานขยาย จะนำมาพร้อมกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างที่จะเพิ่มขึ้น ทำให้จะเพิ่มการนำเข้าวัสดุก่อสร้าง เครื่องมือ เครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม สินค้ามีราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เช่น จีน อินเดีย อียิปต์และตุรกี ทำให้อาจต้องปรับราคาให้แข่งขันได้มากขึ้น และเน้นการขายสินค้าคุณภาพ

    3.4. กลุ่มสินค้าและบริการด้านสุขภาพ (รวมอุปกรณ์/รถพยาบาล)

    เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น จะมีการใช้งบประมาณจากภาครัฐ (กระทรวงสาธารณสุข) มากขึ้นในการจัดหาอุปกรณ์ การบำรุงรักษา ยา รถพยาบาล และเครื่องมือทางการแพทย์มากขึ้น 

    3.5. กลุ่มเครื่องจักรการเกษตร

    เครื่องจักรการเกษตรจากไทยมีโอกาสสูงในตลาดเคนยา ด้วยภาคการเกษตรที่ใหญ่ขึ้นมาก และนโยบายรัฐที่ผลักดันการกลไกต่างๆ ดังนั้น การเริ่มต้นความร่วมมือในระดับ pilot โดยใช้เครื่องจักรขนาดเล็กที่เหมาะกับระบบเกษตรกรรายย่อยน่าจะเป็นแนวทางที่ผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้ นำมาใช้ในการทำตลาดในเคนยา

    4) โอกาสเชิงการลงทุนโดยตรง (สำหรับนักธุรกิจไทย)

    4.1. ตั้งโรงงาน/การประกอบ (assembly/CKD) สำหรับสินค้าที่ต้องการชิ้นส่วนส่งซ่อม หรือเพื่อลดภาษีนำเข้า แนวทางนี้เหมาะกับสินค้าที่มีปริมาณความต้องการของตลาดในระดับกลางจนถึงสูง เช่น การแปรรูปอาหารหรือประกอบชิ้นส่วนยานยนต์

    4.2. ร่วมทุนกับตัวแทนท้องถิ่น เพื่อเข้าใจตลาดและระบบจัดซื้อภาครัฐ (procurement)  โดยเฉพาะการประมูลจัดซื้อภาครัฐของกระทรวงต่างๆ แนวทางนี้เหมาะกับสินค้าที่มีผู้จัดชื้อเป็นภาครัฐหรือใช้เงินที่รัฐเป็นผู้กู้หรือได้รับทุนจากต่างประเทศ เช่น ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น

    4.3. ศูนย์บริการหลังการขาย (parts & service hubs) เพื่อรับประกันการจัดส่งอะไหล่และการซ่อมบำรุงอย่างรวดเร็ว แนวทางนี้เหมาะกับสินค้าที่ต้องการบริการหลังการขายและไทยยังมีจุดอ่อนด้านนี้ เช่น เครื่องจักรทางการเกษตร เป็นต้น

    5) ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา 

    5.1. เงินเฟ้อที่ปรับขึ้น (4.5% ใน ส.ค. 2568) อาจกดดันต้นทุน การนำเข้าสูงขึ้นส่งผลให้มีการชื้อน้อยลง 

    5.2. ความผันผวนค่าเงิน (KES) อันนี้ในปี 2568 นี้ น่าจะมีความเสี่ยงน้อยเพราะค่าเงินของเคนยามีเสถียรภาพที่ดีและสถานะการเงินของรัฐก็อยู่ระดับดีกว่าปีก่อน ทำให้ความเสี่ยงนี้มีน้อย 

    5.3. ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจมีผลต่อราคาพลังงานที่เคนยาต้องนำเข้าน้ำมัน และการปล่อยเงินกู้จากต่างประเทศที่อาจลดลงได้ หากความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆของโลกมีความรุนแรงขึ้น 

    5.4. ตัวเลขที่ควรจับตาดู 

    – ดัชนีความเชื่อมั่น PMI (รายเดือน) ดูแนวโน้มการจ้างงานและ new orders จัดทำโดย Stanbic Bank Kenya 

    – อัตราเงินเฟ้อ CPI / Inflation (KNBS) — ติดตามต้นทุนและกำลังซื้อผู้บริโภค จัดทำโดย Kenya National Bureau of Statistics

    – GDP growth เพื่อตรวจความยั่งยืนของการฟื้นตัวด้านเศรษฐกิจในภาพรวม จัดทำโดย (KNBS / Reuters / World Bank) รายไตรมาส  

    – อัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อควบคุมความเสี่ยงต้นทุนและการตั้งราคา จัดทำโดย ธนาคารกลางเคนยา (CBK)

    ความเห็นของ สคต.

    การที่การจ้างงานของเคนยามีแนวโน้มที่ดีนั้น น่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกระหว่างไทยกับเคนยาให้มีโอกาสขยายตัวตามไปด้วย อย่างไรก็ดี สคต. เห็นว่า แม้จะมีแนวโน้มที่ดีตามรายงานดังกล่าว และโอกาสของสินค้าไทย แต่ปัจจัยสำคัญ ก็คือราคาของสินค้าต้องมีความเหมาะสมกับตลาด เช่น ไม่แพงเกินไป เนื่องจากกำลังชื้อของคนเคนยายังมีไม่มากนัก อาจจะกล่าวได้ว่า ควรเป็นสินค้าที่มีราคาไม่แพงแต่มีคุณภาพที่ดี จึงจะมีโอกาสทางการตลาด 

    นอกจากนั้น การที่ผู้ประกอบต้องมีความเข้าใจในเรื่องของ บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมเช่น มีขนาดเล็ก และมีราคาที่คนเคนยาสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นก็เป็นสิ่งที่ท่านควรคำนึง ตลอดจนความยืดหยุ่นทั้งในเรื่องของปริมาณ minimium order หรือการคละสินค้าหลายๆชนิดได้ หรือการส่งออกแบบรวมตู้ (Consolidate container) ผ่านตัวกลาง หรือ Trader ก็จะทำให้ท่านมีโอกาสส่งออกสินค้ามาได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้น ความเข้าใจในเรื่องการตลาดของเคนยาและแอฟริกาตะวันออกดังกล่าว อาจเป็นข้อจำกัดที่ผู้ส่งออกไทยยังไม่เข้าใจหรือยังกลัวที่จะเข้ามาที่ตลาดนี้ ซึ่ง สคต. ยินดีจะให้คำปรึกษาและหาแนวทางที่เหมาะสม หากท่านสนใจต่อไป

    ผู้ส่งออกหรือนักธูรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศเคนยา และประเทศในแอฟริกาตะวันออก ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ info@ocanairobi.co.ke 

    ที่มา : www.businessdailyafrica.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hpv7n5xs4sd59q6lj0s6rns7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xFR6FshZ4rgl9ehjeTZ_K

  • ธปท.รายงานเศรษฐกิจ ส.ค.68 ชะลอตัว ตามภาคผลิตอุตฯ-เกษตร

    ธปท.รายงานเศรษฐกิจ ส.ค.68 ชะลอตัว ตามภาคผลิตอุตฯ-เกษตร

    เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับหลายปัจจัยที่เข้ามากดดัน ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) โตต่ำกว่าในอดีต เหลือเพียงไม่ถึง 3% ในปีนี้ จากในอดีตที่ GDP เติบโตอย่างน้อย 3%  

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค.2568 ชะลอลงจากเดือนก่อน จากผลผลิตเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต อาทิ การค้าและการขนส่งสินค้า 

    โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายสินค้า โดยเฉพาะรถยนต์และอาหารและเครื่องดื่มจากอุปสงค์ที่ชะลอลง สินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยชั่วคราวจากการหยุดผลิตรถยนต์ของบางโรงงานเพื่อปรับกระบวนการผลิต และการปิดซ่อมบำรุงโรงงานบางโรงในหมวดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 

    ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการส่งออกสินค้าทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลงเป็นเดือนแรกนับตั้งแต่เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ รวมทั้งการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ลดลงบ้างหลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า

    อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากรายรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวจากรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ

    ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นเล็กน้อย จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดที่ติดลบมากขึ้นตามราคาผักและเนื้อสัตว์จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานติดลบน้อยลงจากราคาน้ำมันขายปลีกที่ทรงตัวมากขึ้น และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน 

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลตามดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ขาดดุลตามการส่งกลับกำไรของบริษัทต่างชาติตามฤดูกาล ประกอบกับดุลการค้าเกินดุลลดลง ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป มีแนวโน้มชะลอลงจากการส่งออกสินค้า เนื่องจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่สร้างแรงกดดันเพิ่มเติม ต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรม และภาคท่องเที่ยวที่เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการหลายธุรกิจอยู่ระหว่างการปรับตัว อาทิ ยานยนต์ และร้านอาหาร

    ทั้งนี้ ระยะต่อไปมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1. การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม 2.ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ 3.พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว และ 4. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/731199&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21apwMBYVT1tvGcZBn4nd0

  • การผลิตโรงงานอุตสาหกรรมจีนลดลงต่อเนื่องในเดือนก.ย.

    การผลิตโรงงานอุตสาหกรรมจีนลดลงต่อเนื่องในเดือนก.ย.

    การผลิตโรงงานอุตสาหกรรมจีนลดลงต่อเนื่องในเดือนก.ย.

    วันนี้, 14:00น.

               สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดผลสำรวจทางการในวันนี้ (30 ก.ย.) มุ่งเน้นสำรวจยอดขายของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กของจีน พบว่า การผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมของจีนลดลงเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันในเดือนก.ย.บ่งชี้ว่า ผู้ผลิตอุตสาหกรรมของจีนอยู่ระหว่างรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากภาครัฐ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และรอดูความชัดเจนเรื่องการเจรจาทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ รวมรายละเอียดการขายแอปพลิเคชั่น คลิปวิดีโอสั้น TikTok ให้กับสหรัฐฯ

              ทั้งนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(PMI)ของจีน ซึ่งเป็นดัชนีทางเศรษฐกิจที่สะท้อนภาวะการขยายตัวหรือหดตัวของภาคการผลิตและบริการ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 49.8 ในเดือนก.ย.เป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 6 เดือน เทียบกับ 49.4 ในเดือนส.ค.แต่ยังต่ำกว่า 50 ซึ่งแบ่งแยกระหว่างการเติบโตกับการหดตัวทางเศรษฐกิจ แต่ยังสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ตามการสำรวจจากรอยเตอร์คือ 49.6

              นักวิเคราะห์มองว่า การหดตัวที่ยืดเยื้อเกิดจากผลกระทบหลักๆ 2 ข้อ ที่กระทบต่อเศรษฐกิจจีน ข้อแรกคือ การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศไม่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา นับยุคการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปลายปี 2562 ข้อที่ 2 คือ ผลจากมาตรการตอบโต้ทางภาษีของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมของจีนปรับลดกำลังการผลิตของโรงงานมาอย่างต่อเนื่อง ตามการสั่งซื้อที่ลดลงจากต่างแดน

              ด้านนายซู เทียนเฉิน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากบริษัทวิจัยตลาด Economist Intelligence Unit กล่าวว่า ผู้ประกอบการของจีนส่วนใหญ่รอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพิ่มจากรัฐบาลจีนในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และจับตาการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเดือนต.ค.นี้ ซึ่งรัฐบาลจีนจะกำหนดแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในระยะ 5 ปีข้างหน้า

    #เศรษฐกิจจีน

    ที่มา: รอยเตอร์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155070&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B-Wf_eJzRdrNcUuUA6utZ

  • อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    ทั้งนี้ประชากรกลุ่มดังกล่าวได้ถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง จากเรื่องของหนี้ครัวเรือน ประกอบกับภาระค่าใช้จ่ายที่โตเร็วกว่ารายได้ กลายเป็นกำแพงสำคัญที่ขวางกั้นความต้องการซื้อ และในตอนนี้ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เมื่อผลกระทบเริ่มลุกลามมาถึงกลุ่มรายได้สูงกว่า 50,000 บาท ที่เริ่มชะลอการตัดสินใจซื้อเพราะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ในส่วนของกลุ่มผู้มีรายได้สูงซึ่งเคยเป็นตลาดที่แข็งแกร่งก็เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ประกอบการที่หันมารุมเจาะตลาดกลุ่มนี้ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดเล็กลง

    ต่อมาคือ ถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอน เช่น นโยบายภาษีของสหรัฐ แม้ตอนนี้จะมีความชัดเจนในเบื้องต้น แต่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในรายละเอียด ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักลงทุนและกำลังซื้อจากต่างชาติโดยตรง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากำลังซื้อต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน เคยเป็นส่วนสำคัญในการพยุงตลาด แต่ในตอนนี้ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากสัดส่วนเกือบ 60% เหลือเพียง 30% แม้จะมีกำลังซื้อจากชาติอื่นเข้ามาทดแทนบ้าง แต่ก็ไม่สามารถชดเชยส่วนที่หายไปได้ทั้งหมด

    อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    แรงกดดันต่อมา คือ การปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงิน เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ซื้อระดับล่าง โดยผู้บริโภคมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอยู่ แต่ซื้อไม่ได้เพราะธนาคารไม่ปล่อยกู้ ส่วนปัจจัยสุดท้าย คือ ราคาอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งมีราคาสูงจนเอื้อมไม่ถึง อย่างไรก็ตามปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ภาพรวมมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศในปีนี้มีแนวโน้มติดลบเป็นตัวเลขสองหลัก หรือประมาณ 10-20% ซึ่งรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

    ด้าน คุณอิสระ มีการประเมินว่ามูลค่าตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งปกติอยู่ที่ราว 900,000 – 1 ล้านล้านบาทต่อปี ในปีนี้อาจลดลงเหลือประมาณ 700,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงที่หนักที่สุดนับตั้งแต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง นอกจากนี้ยังมีการเผยผลสำรวจตลาดพบว่า ขณะนี้อุปทานลดต่ำที่สุดในรอบ 20 กว่าปี  โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมใหม่ในกรุงเทพฯ ที่ต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี แต่คุณอิสระมองว่าการลดลงของอุปทานใหม่นี้ถือเป็นปัจจัยบวก เพราะเป็นการปรับตัวที่ดีของผู้ประกอบการเพื่อรักษาสมดุลของตลาด

    สำหรับผลกระทบของภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้พัฒนาโครงการ แต่ส่งผลในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างมีสัดส่วนใน GDP ราว 5-6% และมีการจ้างงานจำนวนมาก สำหรับโอกาสบนความท้ายทายแบบนี้ นั่นก็คือ ตลาดที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการและสถาบันการเงินอาจมองว่ามีความเสี่ยงสูง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีความต้องซื้ออยู่อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ดังนั้นหากสามารถหาทางออกทางการเงินใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่แค่การกู้ยืมจากธนาคาร เช่น รูปแบบการเช่าซื้อ หรือการเช่าเพื่อออม ก็จะสามารถปลดล็อกกำลังซื้อขนาดมหึมาของคนกลุ่มนี้ได้

    นอกจากนี้ยังได้แนะนำผู้ประกอบการว่าในภาวะเศรษฐกิจถดถอย การกระจายความเสี่ยงไปยังธุรกิจที่ไม่เชี่ยวชาญอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด พร้อมยกวิจัยต่างประเทศที่ระบุว่า ควรรักษาธุรกิจหลักให้แข็งแกร่ง และใช้โอกาสในภาวะวิกฤติเพื่อซื้อกิจการหรือสินทรัพย์ในราคาที่เหมาะสมอาจเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดกว่า ส่วนเทรนด์ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ซื้อในอีก 5 ปีข้างหน้าคือ ความคุ้มค่า ซึ่งไม่ได้หมายถึงราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความคุ้มค่าในมิติอื่น ๆ เช่น การประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้คอนโดมิเนียมยังคงได้รับความนิยม

    นอกจากนี้ เทรนด์เรื่องความยั่งยืน (Sustainability) และอาคารสีเขียว (Green Building) ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ต้องเป็นสิ่งที่ “จับต้องได้” และเชื่อมโยงกับความคุ้มค่า เช่น การออกแบบที่ช่วยประหยัดค่าไฟ หรือการใช้วัสดุที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี

    อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    สุดท้าย คือ นายศิรศักดิ์ จันเทรมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EnCo กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Good City Living for a Sustainable Future เมืองที่ดี สร้างคุณภาพชีวิต และอนาคตที่ยั่งยืน” ว่า รกิจอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยหัวใจสำคัญดั้งเดิมคือการเลือกทำเล (Location) แต่ในโลกปัจจุบันเพียงทำเลที่ดีอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องคิดต่อคือการสร้าง “เมืองที่มีคุณค่าในตัวเอง” เป็นเมืองที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย พร้อมสร้างความสุข ความปลอดภัย และผนวกความสัมพันธ์กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเป็นอีโคซิสเต็มของเมืองที่ยั่งยืนและจับต้องได้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-business/property/860004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05hwIK9WEZ7__T6xnkKnN8

  • พิษเศรษฐกิจดันชาวบ้านพึ่งพิง! แห่ขอพรเจ้าแม่ตะเคียนพันปี หวังเสริมโชคลาภสู้ชีวิต

    พิษเศรษฐกิจดันชาวบ้านพึ่งพิง! แห่ขอพรเจ้าแม่ตะเคียนพันปี หวังเสริมโชคลาภสู้ชีวิต

    พิษเศรษฐกิจดันชาวบ้านพึ่งพิง! แห่ขอพรเจ้าแม่ตะเคียนพันปี หวังเสริมโชคลาภสู้ชีวิต

    วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.07 น.

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา ชาวบ้านในหลายพื้นที่ของบุรีรัมย์ พากันหลั่งไหลไปขอพรและ เลขนำโชค จาก ต้นตะเคียนพันปี ที่วัดสำโรง ด้วยความเชื่อที่ว่าผู้ที่มาขอโชคลาภมักจะได้รับความสมหวังเป็นประจำทุกงวด บ้างก็มาขอให้บุตรหลานสอบเข้าทำงานได้สำเร็จ เผยไม่ได้งมงายแต่มาแล้วรู้สึกสบายใจและมีกำลังใจในการสู้ชีวิต

    วันที่ 30 ก.ย.68 ชาวบ้านสำโรง ต.ถลุงเหล็กและหมู่บ้านใกล้เคียง เดินทางมาที่ วัดสำโรง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อขอพรและโชคลาภจาก ต้นตะเคียนพันปี ที่เก็บรักษาไว้ในวัดอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่จะมีการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล จะมีผู้คนเดินทางมากราบไหว้และใช้วิธี ลูบหรือสัมผัส บริเวณลำต้นเพื่อมองหา ตัวเลขนำโชค เป็นจำนวนมาก

    นางบุญศรี โขงรัมย์ อายุ 76 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้ที่มาขอโชคลาภจากต้นตะเคียนมักจะได้รับความสมหวังและถูกรางวัลกันอยู่เป็นประจำ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะสามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ “เจ้าแม่ตะเคียน” ประทานให้

    ชาวบ้านในแถบนี้เชื่อว่า ต้นตะเคียนนี้มีอายุมากกว่าพันปี โดยถูกขุดขึ้นมาจากลำห้วยยางเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว และได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่วัด มีการสร้างหลังคาคลุมเพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากจะมาขอโชคเรื่องตัวเลขแล้ว หลายคนยังมาขอพรในเรื่องการประสบความสำเร็จในชีวิต เช่น ขอให้บุตรหลานสามารถสอบเข้าเรียนหรือเข้าทำงานได้

    แม้จะเป็นเรื่องที่บางคนอาจมองว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ชาวบ้านยืนยันว่า การเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจ มีกำลังใจ และช่วยให้มีแรงสู้ชีวิตต่อไปในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/917738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Oe-Km9SttvbXsdCPexSGy

  • “Quick Big Win” แก้ “หนี้-คอขวดลงทุน-กระตุ้นเศรษฐกิจ”

    “Quick Big Win” แก้ “หนี้-คอขวดลงทุน-กระตุ้นเศรษฐกิจ”

    กรุงเทพฯ 30 ก.ย. – “เอกนิติ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เดินหน้า “Quick Big Win” 5 เสาหลัก แก้ “หนี้-คอขวดลงทุน-กระตุ้นเศรษฐกิจ” ดึงเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยไม่ให้ลงเหว จีดีพีไตรมาส 4 จะโตกว่า 0.3% ตั้งเป้าดึงเครดิตไทยดีขึ้น

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า การพิจารณาอนุมัติโครงการ “คนละครึ่ง” จะเข้าสู่การพิจารณา ครม.ในสัปดาห์หน้า โดยจะใช้ได้ทันในเดือนตุลาคมแน่นอน และชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ต่อรัฐสภาว่า 4 เดือนนี้จะเร่งดำเนินการ ภายใต้วางแผนนโยบายเพื่อแก้ไขสถานการณ์ทางเศรษฐกินไทยที่เปรียบเสมือน “รถยนต์” ที่กำลัง “วิ่งลงเหว” หรือกำลัง “ใกล้จะติดหล่ม” หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ สถานการณ์อาจ ดิ่งเหว จึงเดินหน้านโยบาย “Quick Big Win”กู้เศรษฐกิจ 5 เสาหลัก เดินหน้าเครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ เพื่อทำให้กำหนดเป้าหมาย เศรษฐกิจไตรมาส 4/68 ขยายตัวมากกว่า 0.3% ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยจะลดต่ำกว่า 87.4% ต่อจีดีพี

    “นโยบายเศรษฐกิจ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวและกระจายประโยชน์ไปยังทุกพื้นที่ ดูแลผู้ประกอบการรายย่อย ปากท้องประชาชน เรียกว่า “Quick Big Win” ซึ่งต้องทำ “สั้น” (Quick) “ใหญ่” (Big) พอที่จะดันเศรษฐกิจ และให้ประชาชนได้รับ “ประโยชน์” (Win) 5 เสาหลักจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีฐานรากที่เข้มแข็ง คือ การรักษาเสถียรภาพการคลัง จะเน้นจัดทำกรอบวินัยทางการคลังระยะปานกลางในเดือนพฤศจิกายน, โปร่งใส โดยจะเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น, และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความมั่นใจต่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency)” นายเอกนิติ กล่าว

    สำหรับการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจแบ่งออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว คนละครึ่งพลัส นโยบายนี้ใช้หลักการกระตุ้นสั้น ได้ยาว และกระจายตัว เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งในสัปดาห์หน้าหน้าจะเสนอครม. ให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ 200 บาท/วัน จากเดิมวันละ150 บาท ใช้ทันต.ค.นี้แน่นอน บาท และโครงการนี้จะเน้นให้ความช่วยเหลือแก่พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก รายย่อย หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ เพื่อให้เกิดการกระจายตัว

    นอกจากนี้ ในคำว่า พลัส เพื่อผลยาว โดยผู้เสียภาษีที่อยู่ในระบบจะได้รับเงิน 2,400 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าระบบภาษี หวังว่าระยะต่อไป ประชาชนจะเข้าระบบมากขึ้น ขณะเดียวกัน จะมีการเพิ่มทักษะ (Skill) ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในการขายของออนไลน์ (E-commerce) รวมถึงการทำบัญชีดิจิทัล ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการพิจารณาปล่อยสินเชื่อจากธนาคาร

    ทั้งนี้ ในการเดินหน้าโครงการดังกล่าว รัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง ซึ่งไม่ได้มีการใช้เม็ดเงินใหม่ แต่ใช้กรอบงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลชุดที่แล้ว งบกระตุ้น 25,000 ล้านบาท และงบกลาง 19,000 ล้านบาท รวม 44,000 ล้านบาท โดยไม่ได้มีการกู้เพิ่ม ขณะที่ในภาคการท่องเที่ยว จะกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สำหรับการพัฒนาปรับปรุงโรงแรมในเมืองรอง ซึ่งนโยบายนี้สูญเสียรายได้ภาษีเพียง 300 ล้านบาท

    1. การแก้ไขหนี้ภาคประชาชน แก้หนี้ NPL จะนำเงินในกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน โดยมีวงเงินเหลือประมาณ 26,000 ล้านบาท มาตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อซื้อหนี้ NPLมาปรับโครงสร้าง จะเป็นการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย และลดภาระการผ่อนต่อเดือนลง เพื่อให้ประชาชนมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น และจะมีสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย ผ่านอารีย์สกอร์ ให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ไม่ต้องพึ่งพานอกระบบ
    2. การดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสภาพคล่อง จะใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ โดยเตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท และมีห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain Financing ส่งเสริมโครงการ “พี่ช่วยน้อง” โดยให้รายใหญ่ช่วยรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน และสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ ธนาคารจะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เอสเอ็มอี ที่มีกำหนดได้รับเงินจากโครงการภาครัฐ ซึ่งลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ,และ เร่งรัดการคืนภาษีของกรมสรรพากรทันที ซึ่งมีเม็ดเงินอยู่ในมือถึง 160,000 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและเอสเอ็มอี อย่างรวดเร็ว

    4.เพิ่มการออมภาคประชาชน จะมีการสลากออมทรัพย์ เป็นคนละส่วนกับหวยเกษียณ ส่งเสริมการออมโดยเชื่อมโยงกับการซื้อสลาก ทางบัญชีทางออนไลน์ โดยแบ่งสัดส่วนเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินออมที่ต้องถือไว้ 5 ปี หรือจนถึงอายุ 55 ปี ซึ่งจะใช้เงินจากค่าการตลาดของสำนักงานสลากฯมาดำเนินการ และ จะสนับสนุนให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลได้ทุกเดือน เพื่อให้ประชาชนได้รับดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินทั่วไป โดยปัจจุบันพันธบัตร 10 ปี มีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 1.4%

    5.เพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เพิ่มทักษะ (Skill) และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (เกษตรชีวภาพ, Smart Farming, ดิจิทัล, AI, Data Center, รถยนต์ EV และได้จับมือกับสถาบันการศึกษา เช่น สถาบันเทคนิคไทย-เยอรมัน เพื่อฝึกอบรมแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดย BOI มีเงินสำหรับเพิ่มขีดความสามารถอยู่ 10,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้จะปลดล็อกเงินลงทุนผ่าน BOI ด้วย “Fast Pass” เร่งรัดการอนุมัติโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติจาก BOI ไปแล้วปี66-67 แต่ยังไม่ได้เริ่มลงทุนจริงมูลค่าสูงถึง 470,000 ล้านบาท ระบบนี้ก็เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องอนุมัติภายในเวลาที่กำหนด เพื่อดึงเม็ดเงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน โดยไม่ต้องใช้เงินใหม่

    สำหรับรถยนต์เศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย เครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ ได้แก่ การส่งออก (ลูกสูบที่ 1) ,การบริโภคภาคเอกชน,การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งเครื่องยนต์นี้ “เตรียมดับ” เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานทั่วประเทศยังไม่ถึง 60% ,เครื่องยนต์การใช้จ่ายรัฐบาล จะเร่งช่วยผลักดันเศรษฐกิจ แม้ว่าน้ำหนักตัวจะเล็ก แต่ก็เป็นความหวังเดียวที่จะช่วยให้เศรษฐกิจพ้นจากหล่มได้. -511-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/business-1592307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wYm1HUxs3b4er8dE5_vx7

  • แม่ทัพใหญ่ ‘ไทยเบฟ’ เชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2569 เดินหน้าลงทุน

    แม่ทัพใหญ่ ‘ไทยเบฟ’ เชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2569 เดินหน้าลงทุน

    ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความท้าทายจากการเติบโตที่ชะลอตัว รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า การปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ล้วนส่งผลให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและตั้งรับอย่างต่อเนื่อง

    ยอมรับว่าภาพรวมเศรษฐกิจไม่เอื้อ แต่ไทยเบฟยังเดินหน้าสร้างโอกาสการเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากผลประกอบการ 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 มีรายได้จากการขายรวม 258,621 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชี (EBITDA) อยู่ที่ 45,026 ล้านบาท ลดลงเพียง 4.0% จากปีก่อนหน้า

    พร้อมประเมินแนวโน้มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป จะเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น เพราะเชื่อมั่นต่อบทบาทของรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคนละครึ่ง รวมถึงการเร่งเจรจาระดับภาคีที่มีรัฐมนตรีเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น ตลอดจนการแสดงจุดยืนบนเวทีนานาชาติ ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่การเติบโตในอนาคต


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ภายใต้บริบทดังกล่าว ไทยเบฟยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ PASSION 2030 เพื่อสร้างรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยเน้น 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1. การเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาได้กระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกพื้นที่ ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั้งร้านค้า โมเดิร์นเทรด และร้านโชห่วย เพื่อขยายศักยภาพการเติบโตและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกว่า 8,000 ล้านคนทั่วโลก
    1. การใช้ดิจิทัลขับเคลื่อนธุรกิจ พัฒนาเครื่องมือและโปรแกรมติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพด้านการขายและการบริการ โดยบทเรียนจากโควิดชี้ให้เห็นว่าการละเลยผู้บริโภคและคู่ค้าจะทำให้เส้นทางการจัดจำหน่ายสะดุด ไทยเบฟจึงให้ความสำคัญกับการเข้าใจลูกค้าและพันธมิตรอย่างใกล้ชิด

    สำหรับงบลงทุนปี 2569 ไทยเบฟตั้งไว้ 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจสุรา 2,000 ล้านบาท ธุรกิจเบียร์ 2,000 ล้านบาท ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 4,000 ล้านบาท และธุรกิจอาหาร 1,000 ล้านบาท แม้จะไม่มีโครงการใหญ่ในปีหน้า แต่การลงทุนด้านซอฟต์แวร์และดิจิทัลถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพธุรกิจ ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้ายกระดับมูลค่าตลาด (Market Cap) ในเอเชียแปซิฟิก แม้ล่าสุดจะอยู่ที่อันดับ 11 จากเดิมอันดับ 10

    ฐาปน กล่าวต่อถึงผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ ธุรกิจสุรา

    ช่วง 9 เดือน ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 92,778 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน แม้ปริมาณขายรวมลดลง 0.8% และ EBITDA ลดลงเป็น 22,161 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้น กลุ่มยังคงเดินหน้าขยายแบรนด์ รวงข้าว ให้กลับมาโดดเด่น และส่งออกแบรนด์ PRAKAAN ไปยังสหราชอาณาจักรและตลาดต่างประเทศ พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาอย่างรอบคอบ

    เช่นเดียวกับ ธุรกิจเบียร์ มีรายได้จากการขาย 96,497 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.3% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากตลาดเวียดนาม แม้ปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 4.8% แต่การแข่งขันสูง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA margin) เพิ่มขึ้นจาก 12.5% เป็น 13.0% ส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้น 4.0% เป็น 12,573 ล้านบาท ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงและประสิทธิภาพการผลิต

    กลยุทธ์หลักยังคงเน้นยกระดับตราสินค้า ‘ช้าง’ และรักษาความเป็นผู้นำของ ซาเบโก้ ในเวียดนาม พร้อมทั้งลงทุนสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ในเวียดนามเพื่อพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพิ่มสัดส่วนถือหุ้น Saigon Binh Tay Beer Group JSC (Sabibeco) จาก 21.8% เป็น 65.9% เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานร่วมกัน

    ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 49,326 ล้านบาท ลดลง 0.7% แม้ปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 0.4% แต่ EBITDA ลดลง 6 3% เหลือ 8,718 ล้านบาท จากการลงทุนด้านการตลาดและตราสินค้าที่สูงขึ้น ในปี 2569 บริษัทเตรียมขยายโรงงานในกัมพูชา รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะมีสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งยอมรับว่ามีผลกระทบเล็กน้อย แต่ในบริบทของประชาชนไม่ได้รู้สึกตึงเครียดขนาดนั้น ก็ต้องประคับประคองให้เกิดความสมดุลและเหมาะสม

    นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งแบรนด์ โออิชิ กรีนที คริสตัล น้ำอัดลมเอส และยังได้ต่อยอดการผนึกกำลังจากการรวมธุรกิจและการดำเนินงานของ F&N ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นมใหม่ๆ ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึง NutriWell (นิวทริเวล) เครื่องดื่มนมถั่วเหลืองพรีเมียม ซึ่งได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันได้ขยายจุดจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ คาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยตั้งเป้าให้ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เติบโตไม่ต่ำกว่าสองหลักในปี 2569

    และธุรกิจอาหาร ในช่วง 9 เดือน ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 16,563 ล้านบาท ลดลง 1.4% และ EBITDA อยู่ที่ 1,578 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ถึงอย่างไรธุรกิจยังคงเติบโตเชิงบวก โดยเฉพาะแบรนด์ KFC ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไทยเป็นอย่างดี

    ส่วนแผนปี 2569 เตรียมขยายร้าน KFC เพิ่มอีก 40 สาขา และเตรียมปรับโฉมร้านโออิชิ บุฟเฟ่ต์ให้ทันสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น โดยยึดกลยุทธ์สร้างคุณค่าและประสบการณ์ให้ลูกค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

    ส่วนการสร้างแบรนด์ใหม่ บริษัทมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเทรนด์ธุรกิจอาหารเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากการเปิดศูนย์การค้าใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยแบรนด์อาหารหน้าใหม่จำนวนมาก ซึ่งอาจจะได้รับความนิยมในช่วงแรก แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะหายไปในเวลาอันสั้น ซึ่งไทยเบฟมองว่าการสร้างแบรนด์ จะต้องยั่งยืนและเติบโตได้ในระยะยาว

    ฐาปน ย้ำว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไทยเบฟยังสามารถปรับตัวได้เหมือนช่วงการแพร่ระบาดโควิด โดยให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายและรักษาความมั่นคงทางการเงิน และคาดว่าในปี 2569 ธุรกิจยังสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย แต่หากสถานการณ์ไม่เอื้อ บริษัทจะไม่ปรับเป้ายอดขาย แต่จะเปลี่ยนวิธีการบริหารแทน เพราะเชื่อว่าทุกๆ ธุรกิจยังคงมีศักยภาพที่จะสร้างโอกาสโต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thaibevs-top-commander-believes-the-new-government/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G1MpS77-vwvznIRKpHdMQ

  • สพม.เชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามโรงเรียนนำร่อง พัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น

    สพม.เชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามโรงเรียนนำร่อง พัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น

    สพม.เชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามโรงเรียนนำร่อง พัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น ลดอัตราการออกกลางคันของผู้เรียน

    วันที่ 30 กันยายน 2568 นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ มอบหมายให้ นางนพมาศ ทองวิทยาพร รองผู้อำนวยการสำนักงานฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากร ได้แก่ นางธัญสุตา อุดมศิลปทรัพย์ ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา นางสาวเณติมา สิทธิสงคราม ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา ดร.เกษราภรณ์ สิงคะมณี และดร.ปิยะณัฐ กันทา ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ นายภูริวัจน์ วงค์เลย นักวิชาการการศึกษาชำนาญการ นางสาวภัทรวดี เสาแดน นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ และนายอภิรักษ์ สารสมุทร นักจิตวิทยาประจำสำนักงานฯ ลงพื้นที่ติดตามโรงเรียนนำร่องพัฒนารูปแบบนวัตกรรมการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น สำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่อลดอัตราการออกกลางคัน (Dropout) ของผู้เรียน

    ในการนี้ คณะได้ติดตามการดำเนินงานของโรงเรียนเชียงดาววิทยาคม อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายณัฏฐยศ ป่าหลวง ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะผู้บริหาร ครู และบุคลากร ร่วมรายงานผลการดำเนินงาน ตลอดจนได้ลงพื้นที่สถานประกอบการในพื้นที่ที่มีส่วนร่วมสนับสนุนการเรียนรู้เชิงอาชีพ

    ทั้งนี้ การดำเนินงานโรงเรียนนำร่องมุ่งเน้นการเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนที่มีความหลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และบริบทครอบครัว เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของตนเอง อันจะช่วยป้องกันและลดปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม
    การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาเชิงนวัตกรรม ที่ตอบสนองต่อความแตกต่างของผู้เรียน และเป็นต้นแบบการขยายผลสู่สถานศึกษาอื่น ๆ ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3782605/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1POLh_xaOHxj7NRwmk7JXD

  • ชง ครม.ทบทวนมติรถไฟฟ้า 20 บาท “สีแดง-สีม่วง” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ชง ครม.ทบทวนมติรถไฟฟ้า 20 บาท “สีแดง-สีม่วง” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109577&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D6Onm50gBaKmdO7RC-F0d