Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รมช.กลาโหม มั่นใจปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ตัดท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจสีดำที่เลี้ยงดูกองทัพกัมพูชาได้

    รมช.กลาโหม มั่นใจปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ตัดท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจสีดำที่เลี้ยงดูกองทัพกัมพูชาได้

    รมช.กลาโหม มั่นใจปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ตัดท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจสีดำที่เลี้ยงดูกองทัพกัมพูชาได้

    รมช.กลาโหม มั่นใจปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ตัดท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจสีดำที่เลี้ยงดูกองทัพกัมพูชาได้แน่  สวน  ความภาคภูมิใจของทหารไม่ได้อยู่ที่การกินอาหารดี ๆ

    วันที่ 30 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ลุกขึ้นชี้แจงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ได้รับมอบหมายจากรมว.กลาโหมให้มาชี้แจงปัญหานี้ ตนจบการศึกษาและรับราชการอยู่ในพื้นที่จ.บุรีรัมย์ และปฏิบัติงานเป็นผู้บังคับหน่วยตามแนวชายแดนตลอดจนถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เคยนำกำลังเข้าปะทะกับกำลังทหารของกัมพูชาเมื่อปี 2514 ด้วยตัวเอง “ผมทราบดีว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา มีบริบทอย่างไร ขอยืนยันอีกครั้งว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยที่เป็นผู้บังคับหน่วยมากมาย” พล.ท.อดุลย์ กล่าวและว่า

    ต้องแก้ไขทุกมิติพร้อมกัน

    ยอมรับว่าปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา เกินกว่ากำลังทหาร และความมั่นคงเพียงหน่วยเดียวที่จะแก้ปัญหา เพราะยังมีมิติอื่นที่ต้องแก้ไปพร้อมกัน มิติแรกคือด้านการทูตการต่างประเทศ ซึ่งไทยจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศทำหน้าที่ได้ดีมาก มิติที่สองคือด้านการสื่อสาร ยุคโซเชียลมีเดีย ประเทศคู่ขัดแย้งใช้เครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ บ่อนทำลาย บิดเบือนข้อมูล สร้างสถานการณ์ยั่วยุ และพยายามเก็บหลักฐานต่างๆไปใช้ในเวทีโลก

    โต้ทหารไม่เรียกร้องอาหารดีดี

    “ผมยืนยันว่า หากท่านเชื่อเขา ยืนเคียงข้างเขาโดยที่ไม่รู้ตัว นั่นหมายถึงท่านกำลังทำลายชาติของเรา เพราะเป็นสิ่งที่เขาต้องการให้เป็น” พร้อมยกตัวอย่างข้อความของสื่อรายหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊กว่า “ฝากดูแล ทหารไทย ฐานรอบภูมะเขือ ยังกินแต่มาม่า ปลากระป๋อง ฝนตกหนัก เกือบทุกวัน รถเสบียงไม่ส่ง น้ำดื่มได้วันละ 3 ขวดเล็ก” ซึ่งพล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า มาม่า ปลากระป๋องในบริเวณชายแดนที่มีการสู้รบกัน ตนถือว่าดีที่สุดแล้ว ตนผ่านมาแล้ว ไม่มีใครที่จะเอารถไปส่งเสบียง น้ำเพียงแค่ขวดเดียวก็เยอะแล้ว ความภาคภูมิใจไม่ได้อยู่ที่การกินอาหารดี ๆ แต่ความภาคภูมิใจมันอยู่ที่การปกป้องอธิปไตยของชาติ ไม่มีใครไปเรียกร้องหาอาหารดี ๆ หรอกครับ ในสถานการณ์แบบนี้ “ผมยืนยัน ผมปฏิบัติเองมาตั้งแต่ร้อยตรี จนถึงพลโท”

    มั่นใจปิดด่านตัดเสบียงทหารกัมพูชา

    พล.ท.อดุลย์  กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันเรากดดันกัมพูชาด้วยการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชานั้น พล.ท.อดุลย์ระบุว่า ด่านชายแดนคือบ่อนการพนัน ทุกบ่อนในพื้นที่สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ มีบ่อนการพนันทุกที่   จ.สระแก้วก็มีบ่อนเป็นจำนวนมาก บ่อนเหล่านี้คือที่ตั้งของคอลเซ็นเตอร์ สแกรมเมอร์ เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับทหารในพื้นที่ของกัมพูชา ปัจจุบันนี้ทหารกัมพูชาได้รับการเลี้ยงดูจากบ่อนเหล่านี้ ดังนั้นถ้าไม่มีบ่อน เชื่อว่าอีกไม่นานอาหารการกินจะหมด เงินไม่มี อาหารไม่มี อยู่ลำบาก ท่านเชื่อเถอะว่าสถานการณ์จะเป็นตัวกดดันได้สำเร็จ

    ขอร้องอย่าบั่นทอนจิตใจกองทัพ

    ส่วนเรื่องการค้า ก็ขอให้คนไทยช่วยอุดหนุนสินค้าไทยด้วยกันเอง ในภาวะที่ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อน คนไทยด้วยกันเองต้องช่วยกัน  ปัจจุบันสงครามรูปแบบใหม่ทำสงครามโดยไม่ต้องรบ จะเห็นได้ว่ากัมพูชาพยายามบิดเบือน ข้อเท็จจริง ยั่วยุ ไม่มีความจริงใจ ที่สำคัญไปเล่นบทเหยื่อบนเวทีโลก ตนเข้าใจในความอึดอัดของประชาชนคนไทยดี แต่ขอให้เข้าใจว่ากองทัพเองก็มีความอดทนที่มีขีดจำกัดเหมือนกัน การรบกันไม่ใช่เรื่องยาก แต่แพ้คืออธิปไตยของชาติ ตายบาดเจ็บ ลูกเมียลำบาก จึงอยากขอร้องให้กำลังใจกันและกัน อย่ามาบั่นทอนกำลังใจกัน ขอย้ำอีกครั้งว่า ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2886077&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cdKT51Gf5i_ddOqzJPIjc

  • “คงกระพัน”นำ ปตท.มุ่งสู่พลังงานสะอาด เร่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีไฮโดรเจนในไทย

    “คงกระพัน”นำ ปตท.มุ่งสู่พลังงานสะอาด เร่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีไฮโดรเจนในไทย

    ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกกำลังมองหาทางออกที่ยั่งยืนและพลังงานไฮโดรเจนได้รับความสนใจในฐานะตัวแปรสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ครั้งใหญ่ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ไฮโดรเจนถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดคาร์บอนในอนาคตอันใกล้ ซึ่งประเทศไทยโดยกลุ่ม ปตท.ได้ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง

    ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้วางยุทธศาสตร์ให้ ปตท.มุ่งสู่พลังงานสะอาดซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกในปัจจุบัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ ซึ่งนอกจากจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นNG Hub ในภูมิภาคแล้วในฐานะที่ก๊าซ LNG เป็น Destination Fuel แล้ว ไฮโดรเจนก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานสะอาดที่ ปตท.ให้ความสำคัญ

    ไฮโดรเจนในฐานะพลังงานแห่งอนาคตมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยกลุ่มปตท.ได้มีการขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องผ่านการลงทุนและการร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ โดยในปี 2562 จัดตั้ง Hydrogen Thailand Club ร่วมกับภาครัฐและเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมและผลักดันเทคโนโลยีไฮโดรเจนในประเทศไทยปัจจุบันมีสมาชิก 54 บริษัท

    ในปี 2565ได้มีการติดตั้งสถานีนำร่อง Hydrogen Station แห่งแรกสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง PTT, OR, TOYOTA และ BIG เพื่อศึกษาการใช้ไฮโดรเจนในภาคการขนส่ง ปี 2566:ปตท.สผ. ชนะการประมูลโครงการพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียวในประเทศโอมาน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มในการพัฒนาพลังงานสะอาดในระดับโลก

    ต่อมาในปี 2567 กลุ่ม ปตท. โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และบีไอจี ได้ยกระดับ Hydrogen Thailand Club ให้เป็น สมาคมไฮโดรเจนแห่งประเทศไทย (Hydrogen Thailand Association) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีในประเทศจากนั้นในปี 2568: กลุ่ม ปตท. ลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาธุรกิจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำของกลุ่ม ปตท.เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net-Zero

    แนวทางการดำเนินงานในอนาคต (Way Forward) กลุ่ม ปตท.มีแผนการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการใช้ไฮโดรเจนอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในอนาคต โดยมุ่งเน้นใน 4 ด้านหลัก ดังนี้ 1.การสนับสนุนด้านกฎหมายและนโยบาย:ให้ข้อมูลแก่ภาครัฐเพื่อพิจารณาการกำหนดให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นส่วนหนึ่งของ พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง และให้ข้อเสนอแนะสำหรับการปรับปรุงกฎระเบียบด้าน ความปลอดภัยในการผลิตและใช้งานไฮโดรเจน

    2.การศึกษาผลกระทบเชิงเทคนิค: ศึกษาและประเมินผลกระทบของการผสมไฮโดรเจนในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจวางแผนนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐ 3.การประยุกต์ใช้ภายในกลุ่ม ปตท.: ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำไฮโดรเจนมาใช้ภายในกลุ่ม เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน 4.การถ่ายทอดองค์ความรู้:ถ่ายทอดข้อมูลเชิง
    เทคนิคและข้อเสนอแนะให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การนำเทคโนโลยีไฮโดรเจนมาใช้ในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

    ปัจจุบันไฮโดรเจน(H₂)ที่มีมากที่สุดอยู่ในรูปของน้ำ (H₂O) บนโลกนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ยังคงมีอุปสรรค โดยไฮโดรเจนมีคุณสมบัติที่น่าสนใจ คือ การเผาไหม้ที่สะอาด โดยมีเพียงไอน้ำเป็นผลลัพธ์ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ และยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม, การผลิตไฟฟ้า หรือการขนส่ง

    อย่างไรก็ตาม ไฮโดรเจนก็มีความท้าทายไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่อง ราคา ที่ไฮโดรเจนสีเขียวและสีฟ้าซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีราคาสูงกว่าเชื้อเพลิงอื่น ความยากในการจัดเก็บและขนส่ง เนื่องจากเป็นก๊าซที่มีโมเลกุลเล็กและเบา และที่สำคัญคือ ความปลอดภัยในการใช้งาน ซึ่งต้องอาศัยกฎระเบียบและมาตรฐานที่รัดกุม

    การผลิตไฮโดรเจนมีหลากหลายวิธี ซึ่งปลดปล่อยคาร์บอนไม่เท่ากัน ทำให้มีการกำหนด “สี” เพื่อบ่งบอกถึงความสะอาด โดยไฮโดรเจนสีเทา(Grey Hydrogen) ที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติและปล่อย CO₂ เป็นวิธีที่ใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน ในขณะที่ไฮโดรเจนสีเขียว(Green Hydrogen)ถือเป็นสุดยอดพลังงานสะอาด เพราะผลิตจากกระบวนการแยกน้ำโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และลม ซึ่งไม่ปล่อยคาร์บอนเลยนอกจากนี้ยังมีไฮโดรเจนสีน้ำตาล (Brown), สีฟ้า (Blue), และสีชมพู (Pink) ที่มีกระบวนการผลิตแตกต่างกันไป

    ปัจจุบันกว่า 30 ประเทศทั่วโลกได้เริ่มใช้งานเทคโนโลยีไฮโดรเจนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในยุโรป, สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง เนื่องจากมีความได้เปรียบในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว โดยเยอรมนีเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนเป็น
    ครั้งแรกของโลกเพื่อทดแทนรถไฟดีเซล ฝรั่งเศสมีการใช้เรือขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์และจักรยานที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน ญี่ปุ่นบริษัท Honda ได้ทดสอบ Data Center พลังงานไฮโดรเจน และ ISUZU ได้นำรถบรรทุกไฮโดรเจนมาทดลองใช้งานจริง ก่อนเตรียมเปิดขายในปี 2027

    สำหรับประเทศไทยเองก็มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการนำไฮโดรเจนมาใช้ใน 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นเชื้อเพลิงสะอาดในกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูง เช่น การผลิตปิโตรเคมีและซีเมนต์ ภาคการผลิตไฟฟ้า โดยใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรงหรือผสมกับก๊าซธรรมชาติและ ภาคการขนส่ง สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) และรถบรรทุกขนาดใหญ่

    รัฐบาลไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของไฮโดรเจนและได้กำหนด ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ การพัฒนาตลาด,ส่งเสริมการวิจัย,พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงกฎระเบียบ โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น (2025-2030): เน้นการเตรียมความพร้อมเช่น พัฒนาโครงการนำร่อง, จัดทำมาตรฐานความปลอดภัย และศึกษาธุรกิจใหม่ๆ

    ระยะกลาง (2031-2040): พัฒนาไฮโดรเจนในเชิงพาณิชย์ โดยจะเริ่มผสมไฮโดรเจน 5-10% ในท่อก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า และส่งเสริมการลงทุนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี ระยะยาว (2041-2050): มุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissionsโดยจะเพิ่มสัดส่วนไฮโดรเจนเป็น 10-20% และพิจารณาภาษีคาร์บอนในโครงสร้างราคา

    การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยศักยภาพของไฮโดรเจนและแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของประเทศไทย อนาคตที่ใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนอาจไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36002&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WNYSLgUx1J0IT2B4dyMGP

  • “ภคมน” ซัดรัฐบาลเข็นแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน ซ่อนเกมการเมืองภาคใต้

    “ภคมน” ซัดรัฐบาลเข็นแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน ซ่อนเกมการเมืองภาคใต้

    v.prd:0.0.141

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/th/news/list/125784&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qK_9cMCCXxVLHqH8Z5GmH

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 9 ประจำปี 2568

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 9 ประจำปี 2568

    ภาพรวมเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ในภาพรวม GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.8เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.4% ด้านอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.3% ในขณะที่อัตราว่างงานปรับลดลงอยู่ที่ระดับ 8.7การนำเข้าและการส่งออกโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้นที่ 11.4% และ 5.2% ตามลำดับโดยมีสินแร่และทองแดงเป็นสินค้าส่งออกหลัก ซึ่งระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2568 ชิลีส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึง 7.3% รวมมูลค่ากว่า 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือนกรกฎาคม 2568 ราคาทองแดงในตลาดโลกได้ปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบปี สคต.ฯ คาดว่าอาจเกิดจากความกังวลต่อมาตรการของสหรัฐอเมริกาในการเก็บภาษีนำเข้า 50กับสินค้าจากทองแดงในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ชิลีมีมูลค่าการค้ารวมกับไทยกว่า 740.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 6.3% โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ารวมมูลค่า 67.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนกรกฎาคม 2568 สคต. ณ กรุงซันติอาโก ขอสรุปรายละเอียด ดังนี้

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี)

    การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ในภาพรวม ขยายตัวขึ้น 3.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  โดยสินค้าที่มีการบริโภคเพิ่มมากขึ้นสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี (2) หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค (3) หมวดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย โดยเพิ่มขึ้น 12.4%, 7.0% และ 6.7% ตามลำดับ

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 40.8 มาอยู่ที่ 41.6 เพิ่มขึ้น 2.0%

    2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

    บรรยากาศการลงทุนในภาครัฐและเอกชนของชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ในภาพรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) จาก 6.3 แสนตารางเมตร มาอยู่ที่ 9.5 แสนตารางเมตร เพิ่มขึ้นถึง 51.1จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าโดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการก่อสร้างในภาคที่อยู่อาศัย สอดคล้องกับตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นถึง 125.1 %

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับระดับจาก 45.3 มาอยู่ที่ 45.8 เพิ่มขึ้น 1.1จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ (2) ภาคการค้า และ (3) ภาคการผลิต โดยอยู่ที่ 64.547.9 และ 43.6 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

    อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับลงมาอยู่ที่ 8.7ของจำนวนผู้ใช้แรงงานทั้งหมดในประเทศ หากพิจารณาแยกตามเขตการปกครอง แคว้นที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือ แคว้นนูเบล้ ที่ 10.8และแคว้นที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดคือแคว้นไอเซน ที่ 4.6

    อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.3% โดยสินค้า 3 หมวดแรก ที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 12 เดือนนี้ ได้แก่ (1) หมวดที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค (2) หมวดร้านอาหารและโรงแรม และ (3) หมวดการศึกษา โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นที่  9.8%, 6.5% และ 5.2ตามลำดับ  

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

    การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568  มีมูลค่ารวมที่ 60,675 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่  

    สินค้า

    ม.ค.-ก.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (67/68)

    ปี 2567

    ปี 2568

    สินแร่

    31,963

    34,301

    7.3%

    ผลไม้

    5,849

    5,729

    -2.1%

    เคมีภัณฑ์

    4,591

    4,517

    1.6%

    ปลาแซลมอน

    3,447

    3,508

    1.8%

    เยื่อกระดาษ

    2,329

    2,329

    0.0%

    เครื่องจักรและส่วนประกอบ

    1,260

    1,490

    18.3%

    ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

    1,240

    1,290

    4.0%

    การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568  มีมูลค่ารวมที่ 49,459 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-ก.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (67/68)

    ปี 2567

    ปี 2568

    สินค้าหมวดพลังงาน 

    25,887

    27,339

    5.6%

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    12,766

    14,539

    13.9%

    สินค้าทุน

    9,096

     11,311

    24.4%

     รถยนต์เชิงพาณิชย์

    1,252

    1,687

    34.7%

     เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    527

    1,186

    125.1%

        จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 11,216 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม -กรกฎาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 403.70 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 33.81% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (182.21 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 59.87%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (79.12 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.76%

    • ปลากระป๋อง (39.29 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 83.64%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (15.62 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -43.54%)

    • ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง (14.47 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.14%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 893.81 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 29.28%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 403.70 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 33.81%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 312.33 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 48.41%)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 171.91 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 45.77%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 65.80 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 14.67%)

    ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม -กรกฎาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 336.47 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -14.75% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)  ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ทองแดง (122.36 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -41.95%) 

    • แซลมอนและอาหารทะเล (70.49 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 62.74%)

    • เยื่อกระดาษ (64.84 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -7.52%)

    • สินแร่อื่น ๆ (32.01 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.52%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (13.43 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 43.00%)

    สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปยังไทย 336.47 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง14.75%)

    • ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 186.34 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 2.44%)

    • ชิลีส่งออกไปยังมาเลเซีย 169.91 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 24.58%)

    • ชิลีส่งออกไปยังฟิลิปินส์ 68.22 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง60.48%)

    • ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 52.82 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -33.21%)

    มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – เดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 740.17 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 6.29%) โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยมากกว่าส่งออกไปยังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 67.23 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qbwy0roheewb86suo8govwa2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S8QaKbBV5inkhDXTrzWwC

  • ยุโรปเผชิญวิกฤตจ้างงาน บริษัทใหญ่แห่ลดพนักงาน รับมือเศรษฐกิจซบ-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ยุโรปเผชิญวิกฤตจ้างงาน บริษัทใหญ่แห่ลดพนักงาน รับมือเศรษฐกิจซบ-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นการปลดพนักงานระลอกใหญ่ เมื่อหลายบริษัทตัดสินใจระงับการจ้างงานหรือปรับลดพนักงานจำนวนมากในปีนี้ โดยอ้างถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก และมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ที่เข้ามากดดันซ้ำเติม

    การปรับลดกำลังคนครั้งใหญ่นี้ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด นำโดยโฟล์คสวาเกน (Volkswagen) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ว่าบริษัทลดพนักงานในเยอรมนีไปแล้วราว 7,000 คน นับตั้งแต่เริ่มมาตรการลดต้นทุนเมื่อปลายปี 2566 ส่วนเดมเลอร์ ทรัค (Daimler Truck) ยืนยันเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ว่าจะปรับลดพนักงาน 2,000 ตำแหน่ง ในสหรัฐฯ และเม็กซิโก นอกเหนือจากการลด 5,000 ตำแหน่งในเยอรมนีตามที่ประกาศไปก่อนหน้า ด้านบ๊อช (Bosch) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รายใหญ่ของเยอรมนี เพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ว่าจะลดพนักงานถึง 13,000 ตำแหน่ง ด้วยเหตุผลด้านภาวะตลาดซบเซา ต้นทุนสูง และการแข่งขัน

    ขณะเดียวกัน วอลโว่ คาร์ (Volvo Cars) ของสวีเดน เปิดเผยเมื่อเดือนพ.ค. ว่าจะปลดพนักงานประจำสำนักงานจำนวน 3,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างใหญ่ และสเตลแลนทิส (Stellantis) ของเนเธอร์แลนด์ ขยายโครงการลาออกโดยสมัครใจในอิตาลี ซึ่งจะทำให้พนักงานที่ถูกปรับลดมีจำนวนอยู่ที่เกือบ 2,500 ตำแหน่งภายในปี 2568

    ด้านกลุ่มสถาบันการเงินก็เริ่มรัดเข็มขัดเช่นกัน โดยธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ (Commerzbank) ของเยอรมนี บรรลุข้อตกลงกับสภาพนักงานในการปรับลดตำแหน่งงานราว 3,900 ตำแหน่งภายในปี 2571 ขณะที่มีรายงานว่า ธนาคารลอยด์ (Lloyds Bank) ของอังกฤษ อาจพิจารณาปลดพนักงานราวครึ่งหนึ่งจากจำนวนทั้งหมด 3,000 คนเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย

    ส่วนในกลุ่มอุตสาหกรรมและวิศวกรรม ซีอีโอของบริษัทเอสทีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (STMicroelectronics) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนฝรั่งเศส-อิตาลี คาดว่าพนักงาน 5,000 คนจะออกจากบริษัทภายในสามปีข้างหน้า รวมถึงแผนปรับลดพนักงาน 2,800 ตำแหน่งในปี 2568

    กลุ่มพลังงานก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยบริษัทโอเอ็มวี (OMV) ของออสเตรีย วางแผนลดพนักงาน 2,000 ตำแหน่ง หรือราวหนึ่งใน 12 ของจำนวนพนักงานทั้งหมดทั่วโลก

    สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคแบรนด์หรูนั้น บริษัทเบอร์เบอร์รี (Burberry) จากอังกฤษ ประกาศเมื่อเดือนพ.ค. ว่าจะลดพนักงาน 1,700 ตำแหน่ง หรือประมาณหนึ่งในห้าของพนักงานทั่วโลกเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ส่วนโมเอต์ เฮนเนสซี่ (Moet Hennessy) ซึ่งอยู่ในเครือแอลวีเอ็มเอช โมเอต์ เฮนเนสซี่ หลุยส์ วิตตอง (LVMH) มีแผนลดพนักงานราว 1,200 ตำแหน่ง

    การปรับลดพนักงานยังขยายวงกว้างไปถึงธุรกิจสายการบิน โดยสายการบิน ลุฟท์ฮันซ่า (Lufthansa) ของเยอรมนี เพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ว่าจะลดตำแหน่งงานด้านบริหารจัดการ 4,000 ตำแหน่งภายในปี 2573 ด้านบริษัทเวชภัณฑ์ โนโว นอร์ดิสค์ (Novo Nordisk) ของเดนมาร์ก เปิดเผยว่าจะลดพนักงานทั่วโลกถึง 9,000 ตำแหน่ง และแม้แต่ธุรกิจจัดส่งอาหารอย่าง ลิเฟอแรนโด (Lieferando) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Just Eat Takeaway ของเยอรมนี ก็ประกาศปรับลดพนักงาน 2,000 ตำแหน่ง ตั้งแต่สิ้นปี 2568 เพื่อปรับปรุงโมเดลการให้บริการจัดส่งอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/533413&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b8GHMbXFifXvNPmoLoMfQ

  • จับตา ครม.เคาะเติมเงิน 1,700 บาท ให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

    จับตา ครม.เคาะเติมเงิน 1,700 บาท ให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมครม.นัดพิเศษ วันที่ 30 ก.ย.นี้ จะพิจารณา 2 โครงการใหญ่ เพื่อเร่งใช้งบประมาณกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 ที่เหลือ 62,000 ล้านบาท ให้ได้ทันเส้นตายเที่ยงคืน 30 ก.ย.นี้ จำนวน 2 โครงการใหญ่ วงเงินรวม 57,000 ล้านบาท ได้แก่ 

    การอนุมัติงบกลาง 22,000 ล้านบาท เข้ากองทุนสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม สำหรับใช้เติมเงิน 1,700 บาท ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน เริ่มใช้ในเดือนพ.ย.-ธ.ค.นี้

    ส่วนอีกโครงการใหญ่ที่ครม.นัดพิเศษ พิจารณา คือ การอนุมัติงบกลาง 35,000 ล้านบาท นำไปชำระหนี้ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ  ให้แก่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะการชำระหนี้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) 

    “ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้ตามมาตรา 28 อยู่กว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อลดสัดส่วนเพดานให้ต่ำกว่า 32% โดยการชำระหนี้ ธ.ก.ส. นั้น เป็นเงินที่เคยยืมมาใช้ในอดีต ทั้งโครงการไร่ละพัน ประกันรายได้พืช 5 ชนิด และจำนำข้าว เป็นต้น”

    อย่างไรก็ตาม ในการประชุม ครม.นัดพิเศษรอบนี้ ยังไม่พิจารณานโยบายคนละครึ่งพลัส  ช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งแก่ประชาชน 20 ล้านคน คนละ 2,000-2,400 ล้านบาท โดยเตรียมเสนอในการประชุม ครม.ครั้งถัดไป วันที่ 7 ต.ค.68 เพื่อใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ และงบกลางปี 69 วงเงินรวมกว่า 44,400 ล้านบาท 

    ขณะที่โครงการแก้หนี้รายย่อย แก่ผู้มีหนี้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท รวม 1-2 ล้านสิทธิ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาในรายละเอียด 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Aen6OPq6keaVP4ZYup3WJ

  • ‘ลามิน่าฟิล์ม’ รับรางวัลแบรนด์อันดับ 1 ต่อเนื่อง 10 ปีซ้อน – แนวหน้า

    ‘ลามิน่าฟิล์ม’ รับรางวัลแบรนด์อันดับ 1 ต่อเนื่อง 10 ปีซ้อน – แนวหน้า

    “ลามิน่าฟิล์ม” คว้ารางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ประจำปี 2568 Marketeer No.1 Brand Thailand 2025 ต่อเนื่อง 10 ปีซ้อน พิสูจน์ความสำเร็จของแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/917918&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17pfXqmxsuwAplb6f32IiL

  • สพฐ.แจ้งขอให้ชะลอ การดำเนินการรับสมัครสถานศึกษาพอเพียงเพื่อประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ปีการศึกษา 2568

    สพฐ.แจ้งขอให้ชะลอ การดำเนินการรับสมัครสถานศึกษาพอเพียงเพื่อประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ปีการศึกษา 2568

    ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายขับเคลื่อนหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พัฒนาสถานศึกษาพอเพียงให้มีศักยภาพพร้อมรับการประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา (ศรร.) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ รายละเอียดและปฏิทินการประเมิน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดในคู่มือการประเมินศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๕) นั้น

    เพื่อให้การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภาคการศึกษา บรรลุวัตถุประสงค์สูงสุด มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการดำเนินงานในปัจจุบัน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการขอให้ชะลอการดำเนินการรับสมัครสถานศึกษาพอเพียงเพื่อประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๖๘ และหากมีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานแล้ว จะแจ้งให้ทราบ อีกครั้งหนึ่ง

    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/92989&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-BUlBwpjiwKdYq6hGYdsM

  • “อนุทิน” จ่อยกเลิก MOU 43-44 หากไร้ประโยชน์ ทูตรัศม์เตือนเสียมากกว่าได้

    “อนุทิน” จ่อยกเลิก MOU 43-44 หากไร้ประโยชน์ ทูตรัศม์เตือนเสียมากกว่าได้

    “ทูตรัศม์” ชี้ ยกเลิก MOU 43 จะเสียมากกว่าได้ เตือนสติคอย่าหลงกลกลุ่มการเมือง

    รัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงผลได้ผลเสียและตอบทุกข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา โดยยืนยันว่าการยกเลิก MOU ในขณะนี้ จะทำให้ไทยเสียเปรียบและเข้าทางกัมพูชา 

    MOU 43/44 เป็นเพียง “กรอบเจรจา” ไม่ใช่ “สัญญาเสียดินแดน”

    เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจพื้นฐานว่า MOU ทั้งสองฉบับ ไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้ายของการเจรจา แต่เป็นเพียง “กรอบการเจรจา” (Framework for Negotiation) ที่สองประเทศตกลงร่วมกันเพื่อกำหนดกติกาในการพูดคุย โดยท้ายที่สุด ผลลัพธ์ของการเจรจาจะต้องนำเข้าสู่การเห็นชอบของรัฐสภาก่อนจึงจะมีผลทางกฏหมายแท้จริง 

    รัฐบาลหรือใครจะไปตกลงเองตามลำพังไม่ได้ 

    “MOU 43 เป็นการกำหนดกติกาว่าเราจะคุยกันเรื่องอะไรบ้าง มีวาระอะไรบ้าง โดยมีสาระสำคัญคือ 1) การแก้ปัญหาต้องเป็นการเจรจาทวิภาคีโดยสันติ 2) มีคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นกลไกหลักในการคุย และ 3) ระบุเอกสารอ้างอิงที่จะใช้ร่วมกัน” นายรัศม์กล่าว

    ในอดีตเคยมีการประชุม JBC กันมาก่อนที่จะมี MOU แต่การเจรจาเป็นไปอย่างไม่มีทิศทาง จึงได้สร้าง MOU 43 ขึ้นมาเพื่อให้การพูดคุยมีแบบแผนที่ชัดเจนขึ้น

    ยกเลิก MOU ทำไม? ท้ายสุดก็ต้องตั้งกรอบใหม่

    สำหรับข้อเสนอให้ยกเลิก MOU นายรัศม์ชี้ว่า การยกเลิกนั้นสามารถทำได้ แต่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประกาศยกเลิกแล้วจะมีผลทันที

    “สมมติว่าเรายกเลิกไป วันหนึ่งเมื่อจะกลับมาเจรจากันใหม่ สุดท้ายก็ต้องมานั่งตกลงกันเพื่อสร้างกรอบการเจรจาขึ้นมาอีกอยู่ดี ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับการทำ MOU ฉบับใหม่”

    ประเด็นสำคัญที่สุดที่นายรัศม์เน้นย้ำคือ “ปัจจุบันกัมพูชาเป็นฝ่ายที่กำลังละเมิดข้อตกลงใน MOU 43 อยู่แล้ว” ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ที่ตกลงกันว่าห้ามเปลี่ยนแปลง หรือความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเจรจาทวิภาคีตามกรอบ JBC เพื่อนำเรื่องไปสู่เวทีอื่น เช่น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ยิ่งยกเลิกก็ยิ่งเข้าทางเขา

    “พูดให้เข้าใจง่ายๆ MOU43 คือเงื่อนไขสำคัญที่ยังดึงให้กัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจากับไทย”

    รัศม์ กล่าวว่า แม้จะชื่อว่า MOU แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศมีสถานะเทียบเท่าสนธิสัญญาที่มีพันธกรณีผูกมัด ทุกวันนี้กัมพูชาพยายามจะหนีจากพันธกรณีนี้ ดังนั้น หากเราเป็นฝ่ายยกเลิก MOU ตอนนี้ ก็จะเข้าทางเขาเลย เพราะเท่ากับเราปลดปล่อยเขาออกจากพันธกรณีที่ต้องคุยกับเราในโต๊ะเจรจา การที่เรายังยืนยันใน MOU นี้ ก็เพื่อจะชี้ให้โลกเห็นว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายที่ไม่ทำตามข้อตกลง

    พรรคการเมืองไทยที่ชงให้ยกเลิก MOU43 รับงานใครหรือเปล่า?

    เมื่อข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ แปลว่าพรรคการเมืองที่เสนอให้ยกเลิกข้อตกลงนี้ รับงานใครมาหรือไม่?”

    รัศม์ กล่าวว่า แปลกใจที่เห็นบางพรรคออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ ทั้งที่พรรคดังกล่าวที่เคยอยู่ร่วมในรัฐบาลก่อนหน้าร่วมสิบปีที่แล้ว ก็ไม่เคยคัดค้านอะไรแสดงว่าย่อมเห็นด้วย แต่วันนี้มาเปลี่ยนท่าทีแบบไร้หลักการ ก็ทำให้น่าสงสัยในเจตนาและความบริสุทธิ์ใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859996&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19p02XmEnkzgcmfbQk5mom

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯ แทนพระองค์พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิตจุฬาฯ

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯ แทนพระองค์พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิตจุฬาฯ

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ แทนพระองค์พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาฯ ปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่สอง

              วันอังคารที่ 30 กันยายน 2568  เวลา 09.00 น. และเวลา 13.00 น. ณ หอประชุมจุฬาฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ แทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่สอง โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี เฝ้าฯ รับเสด็จ

    ในการนี้ มีผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย จำนวนทั้งสิ้น 2,615 คน  รอบเช้า จำนวน 1,237 คน ประกอบด้วย คณะนิติศาสตร์  473 คน คณะเภสัชศาสตร์ 204 คน วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข 52 คน วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี 26 คน วิทยาลัยประชากรศาสตร์ 13 คน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี 469 คน

    ในรอบบ่าย พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 1,368 คน ประกอบด้วย คณะวิศวกรรมศาสตร์ 846 คน คณะสหเวชศาสตร์ 236 คน สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ 75 คน คณะวิทยาศาสตร์ 211 คน

    ภายหลังพิธีพระราชทานปริญญาบัตร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานพระราโชวาทแก่บัณฑิตจุฬาฯ จากนั้นเสด็จฯ ไปยังห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย

    ทั้งนี้ ภายหลังพิธีพระราชทานปริญญาบัตร บัณฑิตจุฬาฯ ร่วมพิธีถวายสักการะสมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ณ หอประชุมจุฬาฯ 

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/263113/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WE_JcKVbHHOVmsK8dXXi-