Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • &

    &

    ในฐานะนักแสดงไม่ว่าจะรับบทดีหรือร้าย “เดี่ยว – สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล” ก็พาผู้ชมอินกับทุกบทบาทที่แสดง ในฐานะพิธีกรงานอีเว้นท์ ก็ต้องมีชื่อของเขาติดท็อปลิสต์ เพราะเก่ง ฉลาด ไหวพริบดีเยี่ยม สนุกสนาน พาทุกคนจอยๆ กับทุกงาน และในอนาคตเราอาจได้เห็นผู้ชายคนนี้ ในบทบาทนักกีฬาก็เป็นได้ เพราะ เดี่ยว – สุริยนต์ ยอมรับว่า การออกกำลังกาย คือ ความสุขในทุกๆ วัน

    ล่าสุดหนุ่มเดี่ยว มาร่วมงานวิ่งระดมทุนประจำปี “2025 UOB Heartbeat Run” ในฐานะกองเชียร์เป็นฝ่ายให้กำลังใจนักวิ่ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวระหว่างทาง เพื่อก้าวสู่เส้นทางนักวิ่งเต็มตัว

    “ครั้งนี้มาในฐานะกองเชียร์ มาเป็นกำลังใจให้นักวิ่งทุกคน มาเติมพลัง มาเติมเต็มประสบการณ์งานวิ่งให้กับตัวผมด้วย ส่วนครั้งหน้าถ้ามีโอกาสจะมาร่วมวิ่งไปกับทุกๆ คน นักวิ่งทุกคนเต็มที่มากๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงานของธนาคารที่พาครอบครัวมาร่วมด้วย มากันจากทั่วประเทศ ลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมวิ่งเพื่อสุขภาวะที่ดีและการให้คืนสู่สังคมกันกว่า 2,500 คน รายได้จากการระดมทุนจะนำไปสนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลในโครงการ UOB My Digital Space (MDS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้น้องๆ ในพื้นที่ห่างไกล ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงสนับสนุนให้ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย สานต่อกิจกรรม UOB Heartbeat Run ทุกๆ ปีอย่างต่อเนื่องต่อไปนะครับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0muywkxbdq6legufjfu1tlwzu9pzi6&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TJ-OLWZ85rOnRu5TbgznT

  • ป้องกันเต็มที่! อยุธยาสร้างแนวคันกั้นน้ำ 900 ม. ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ โบราณสถาน | เดลินิวส์

    ป้องกันเต็มที่! อยุธยาสร้างแนวคันกั้นน้ำ 900 ม. ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ โบราณสถาน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หลังเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเป็น 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มที่จะเพิ่มการระบายน้ำอีก ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่าน จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงแม่น้ำน้อยและคลองสาขาต่างๆ ที่รับน้ำจากแม่น้ำแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

    สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานสถานการณ์พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำท่วมแล้ว 11 อำเภอ 139 ตำบล 795 หมู่บ้านประชาชนได้รับความเดือดร้อน 41,551 ครัวเรือน วัด ถูกน้ำท่วม 38 วัด มัสยิด 2 แห่ง โรงเรียน 33 แห่ง สถานที่ราชการ 8 แห่ง และถนนในหมู่บ้านอีก 34 สาย มีผู้เสียชีวิต 3 ราย

    ที่ถนนอู่ทองบริเวณพระเจดีย์สุริโยทัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของพื้นที่เกาะเมือง พื้นที่เศรษฐกิจ ที่ตั้งสถานที่ราชการ โรงพยาบาลศูนย์พระนครศรีอยุธยา พื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ เจ้าหน้าที่ของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา นักศึกษาวิชาทหารเร่งติดตั้งแบริเออร์สร้างแนวป้องกันน้ำล้นตลิ่ง พร้อมวางแนวกระสอบทรายเพื่อความแข็งแรงคลุมทับด้วยผ้าใบอีกชั้น ระยะทางกว่า 900 เมตร สูงจากแนวตลิ่ง 2 เมตร

    ดาบตำรวจสุรินทร์ ผดุงเพียร รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จุดดังกล่าวถือเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงสุดของเกาะเมือง หากน้ำล้นตลิ่ง แนวคันสามารถเสริมความแข็งแรงได้อีกด้วยการเพิ่มกระสอบทราย โดยมีการสั่งการจากว่าที่ร้อยตรี ดร.สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา ให้รองนายกแต่ละคนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมประสานจังหวัดใกล้เคียงติดตามปริมาณน้ำ เพื่อเตรียมรับมืออย่างทันท่วงที

    ที่ชุมชนเกาะลอย หมู่ 12 ต.บ้านเลน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีบ้านเรือนกว่า 100 หลังคาเรือน ถูกน้ำเอ่อล้นตลิ่งท่วมสูงเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร ติดต่อกันนานกว่า 1 เดือน ถนนในชุมชนถูกน้ำท่วม ต้องใช้เรือสัญจรเข้าออกและต้องพายเรือฝ่ากระแสน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ออกมาจากเกาะ

    นางนงเยาว์ อายุ 70 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า ปีนี้น้ำท่วมสูงกว่าปีที่ผ่านมา และมากกว่าปี 2554 ทำให้การใช้ชีวิตลำบาก โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ต้องสวมเสื้อชูชีพพายเรือไปโรงเรียน บางคนไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือก็ต้องเสี่ยงอันตราย ชาวบ้านยอมรับว่าแม้จะคุ้นชินกับการใช้เรือเพราะเป็นเกาะ แต่ทุกครั้งที่น้ำท่วมก็ได้รับผลกระทบ จึงอยากให้หน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ และหาทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5169326/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gzepFgk9C0U3cAw3AbQxQ

  • “

    “อนุทิน” ปาฐกถาพิเศษ A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ย้ำ “ความยั่งยืนเป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก” และรัฐบาลมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนด้วยคำว่า “โอกาส” ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ เพื่อประโยชน์ที่ยั่งยืนของประชาชน


    3/10/2568 | 80 |

    วันนี้ (3 ต.ค. 68) เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เขตคลองเตย กรุงเทพฯ โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่นกรุ๊ป นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม

    นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในยุคที่ได้ยินคำว่า Sustanability (ความยั่งยืน) บ่อยครั้ง และองค์การสหประชาชาติ ก็ใช้คำว่า SDGs เป็นตัวผลักดันกติกาใหม่ของโลก ซึ่งแท้จริงแล้ว Sustanability เป็นคำที่จะอยู่ในอุดมคติของเราที่ต้องมอง คิด และทำให้เกิดความยั่งยืน เฉกเช่นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่มีทั้ง Quick Wins เร่งด่วนในช่วง 4 เดือน และนโยบายในระยะยาวที่ต้องวางรากฐานเพื่อให้เกิด Sustainable ให้รัฐบาลต่อไปสามารถนำไปต่อยอดและดำเนินการต่อไป เฉกเช่นงาน SX2025 ที่ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจและความร่วมแรงร่วมใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในเรื่องการค้าและอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยของเรากำลังยืนอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากภัยสงคราม ภัยการค้า การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    สิ่งสำคัญ คือ เราจะต้องพัฒนาประเทศไทยของเราอย่างยั่งยืน ในลักษณะที่ “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด” เพราะคำว่ายั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่เรามาทำโลกสีเขียว ทำแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม มันยังไม่ครบทุกมิติ คำว่า “ความยั่งยืน” คือการทำให้ 3 สิ่งนี้ก้าวไปด้วยกันอย่างมั่นคง มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) ทั้งเศรษฐกิจมั่นคง สังคมมั่นคง และสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรและมีความมั่นคง ด้วยการหาโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ดี มีสุข มีรายได้ มีเงินใช้ มีเงินออม และรักษาสังคม รักษาโลกให้ลูกหลานของเราอยู่ได้อย่างมีสุขภาวะที่ดีต่อไป ทำให้คนเรียนรู้ที่จะดูแลตนเองโดยลดการพึ่งพาผู้อื่น

    ทุกวันนี้มีหลากหลายมิติที่ทำให้สังคมไทยเราต้อง Adaptation หรือ “ปรับเปลี่ยน” เพื่อให้เรามีความอยู่รอดอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เพราะถ้าเรามีอายุขัยที่เพิ่มมากขึ้นถึง 90 ปี ก็ต้องมีระบบหรือแนวทางในการรองรับ อาทิ การขยายเวลาเกษียณอายุราชการมากกว่า 60 ปี และขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เตรียมการดูแลด้านสุขภาพและสุขภาวะของพี่น้องประชาชน ตามหลัก Health Sercurity ด้วยการมีเงินทุนเพื่อดูแลสุขภาพคนไทยจากการส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนได้ประกอบธุรกิจอย่างสะดวก ส่งเสริมทุกวิถีทางให้มีรายได้เข้าประเทศให้มากที่สุด ทั้งภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต

    สิ่งเหล่านี้เป็นทางรอดไม่ใช่ทางเลือก จึงเป็นเหตุที่เราจะต้องมีการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและสภาพประเทศของเรา ทั้งนี้ เราต้องไม่มองแค่ในประเทศ แต่เราต้องมองในระดับภูมิภาค คืออาเซียน ซึ่งเราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่เป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง จุดที่สามารถเดินทางไปภาคภูมิต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และเราเป็นประเทศที่มีภูเขา ทะเล มีทางออกทั้งทางบก ทางน้ำ เชื่อมถนนสายเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก หรือ EWEC (East-West Economic Corridor) ดังนั้นเราต้องทำให้ประเทศไทยของเราไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เราต้องเป็นประเทศที่ผู้ที่ผ่านไปมาต้องแวะ ต้องพัก ต้องจับจ่ายใช้สอย ด้วยต้นทุนทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคสินค้าและบริการ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนภาคเอกชนและกำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกในด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นเสือนอนกินที่ไม่มีการพัฒนา เราจะต้องปรับตัวให้มีความเป็นสากล ความเป็นธรรมาภิบาลเพิ่มมากขึ้นด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสังคมภายในและภายนอกประเทศ อาทิ ด้านสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ผลกระทบจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ Geopolitics ต่าง ๆ

    เราจึงต้อง Adaptation คือ การปรับเปลี่ยนโลก สร้างโอกาสทั้งหลายเพื่อเศรษฐกิจ เพื่อโอกาส เพื่ออุตสาหกรรม เพื่อปากท้องของประชาชน และขณะเดียวกัน ในด้านการปรับตัว เรามีการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนตลอดจนถึงทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญของ “สังคมสีเขียว” พลังงานสะอาด การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลมุ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้ง Solar ชุมชน Solar มวลชน เช่น การรวมกลุ่มเป็นเศรษฐกิจชุมชนจากการขายขยะ ขายคาร์บอนเครดิต ขายปุ๋ยหมัก แปลงผัก โคก หนอง นา ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจชุมชน

    นอกจากนี้ เราจะใช้โอกาสนี้ก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ด้วยอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ Health Rehabilitation (การฟื้นฟูสุขภาพ) ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเป็น Choice เดียวของคนต่างชาติที่จะเข้ามาฟื้นฟูสุขภาพและรักษาพยาบาลในประเทศไทย เฉกเช่นโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่มีลักษณะพรีเมี่ยมคลินิก สำหรับผู้ที่ประสงค์จะได้รับการดูแลแบบพรีเมี่ยม ซึ่งเงินทองเหล่านั้นถูกใช้เป็นเงินกองทุนและเงินบำรุงไปยังโรงพยาบาลศิริราชที่เป็นโรงพยาบาลดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วไป ซึ่งเป็นโมเดลที่ดีมาก และโรงพยาบาลของรัฐอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ อันจะทำให้แม้เป็นผู้ป่วยก็ยังมีความสุข เพราะเงินที่เราจ่ายให้โรงพยาบาลพรีเมี่ยมได้ทำบุญด้วย ส่วนที่เป็นกำไรก็จะถูกนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลคู่ขนานที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชน แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าการที่เราต้องดูแลรักษาสุขภาพของเราให้ดีที่สุด

    ท้ายสุดนี้ หากประเทศไทยแข็งแรง สังคมดี เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น ในตอนนี้เราอาจจะกำลังชะงักงันในเรื่องการเมือง แต่ถ้าเราดูกันจริง ๆ ความสามัคคีของคนในชาติจะทำให้ภาคการเมืองมีความสามัคคี ไม่ขัดแย้งกัน ด้วยเพราะเราจะเป็นผู้นำนักการเมือง ไม่ใช่การเมืองมานำเรา และรัฐบาลมุ่งมั่นในการส่งเสริมทั้งภาคการค้าและอุตสาหกรรมในทุกมิติ โดยผู้ประกอบการไทยต้องเชื่อว่า ความยั่งยืนจะเป็นโอกาส ทั้งโอกาสที่จะเปิดตลาดใหม่ โอกาสที่จะเพิ่มรายได้ และเป็นการสร้างโอกาสให้เรามีสิ่งแวดล้อม มีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติของเราให้จงได้

    กองสารนิเทศ สป.มท.

    ครั้งที่ 726/2568

    วันที่ 3 ต.ค. 2568


    image รูปภาพ

    image


    image วิดีโอ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/428899&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lVEuihMrho-cj2JWVMYRa

  • ไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 ลงทะเบียนเมื่อไหร่ เริ่มใช้สิทธิวันไหน ใครได้บ้าง

    ไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 ลงทะเบียนเมื่อไหร่ เริ่มใช้สิทธิวันไหน ใครได้บ้าง

    เปิดไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 อัปเดตเงื่อนไขล่าสุด เช็กชัดๆ ลงทะเบียนเมื่อไหร่ เริ่มใช้สิทธิวันไหน ใครได้บ้าง

    โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568

    ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เผยถึง “โครงการคนละครึ่งพลัส” ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไป และอุดหนุนงบในบัตรสวัสดิการ คาดว่าโครงการนี้จะใช้เม็ดเงินรวมกันกว่า 44,000 ล้านบาท โดยงบประมาณจะมาจาก 2 ส่วน คือ งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 25,000 ล้านบาท และงบกลางปี 2569 จำนวน 19,000 ล้านบาท

    “คนละครึ่ง” สู่ “คนละครึ่งพลัส”

    คนละครึ่งหลักการคล้ายเดิม คือ ประชาชนไปซื้อของ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง เดิมวันละ 150 บาท แต่ด้วยวันนี้เศรษฐกิจแย่มากมันต้องบิ๊กพอที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจว่าจะใช้ 200 บาท คือ รัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนมี 200 บาท บิ๊กพอและเร็วด้วย เพราะเราใช้งบประมาณที่มีอยู่แล้ว คืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท บวกกับงบกลางอีก 19,000 ล้านบาท รวมเป็น 44,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่มีอยู่แล้วจึงไม่ได้เพิ่มภาระทางการคลัง

    ส่วนเรื่องของ Win คือ สิทธิประชาชน 20 ล้านคน จะได้ประโยชน์ในการลดค่าครองชีพ เพราะครึ่งหนึ่งรัฐบาลสมทบให้ ขณะที่ร้านค้าจะเกิดการหมุนเวียน พร้อมเน้นย้ำว่าให้เฉพาะร้านค้าขนาดเล็ก ไม่ได้ให้ร้านใหญ่ๆ ที่เป็นของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะต้องการให้เงินไปตกกับประชาชนจริงๆ รวมถึงนิติบุคคลเล็กๆ ที่อยู่ในระบบภาษีก็เข้าร่วมได้ด้วย สำหรับสิทธิที่ต่างจากเดิม ช่วงอายุผู้เข้าร่วมโครงการเริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปี (เดิม 18 ปี) โดยให้ร้านค้าเล็กๆ SME เล็กๆ เข้าร่วมได้ด้วย

    “คนละครึ่งพลัส” อัปเดตคุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิ

    นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า คนละครึ่งหลักการคล้ายเดิม คือ ประชาชนไปซื้อของ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง เดิมวันละ 150 บาท แต่ด้วยวันนี้เศรษฐกิจแย่มากมันต้องบิ๊กพอที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจว่าจะใช้ 200 บาท คือ รัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนมี 200 บาท สำหรับสิทธิที่ต่างจากเดิม ช่วงอายุผู้เข้าร่วมโครงการเริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปี (เดิม 18 ปี) โดยให้ร้านค้าเล็กๆ SME เล็กๆ เข้าร่วมได้ด้วย

    สรุปเงื่อนไข “คนละครึ่ง 2568” ดังนี้

    • อายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (จากเดิมอายุ 18 ปี)
    • มีสัญชาติไทย
    • ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ไทม์ไลน์ล่าสุด “คนละครึ่งพลัส” ลงทะเบียนวันไหน

    15 ตุลาคม 2568 : เปิดลงทะเบียนร้านค้า

    • โดยเอาระบบเดิมมาใช้ ส่วนร้านที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบก็เปิดให้เข้าด้วย ประกอบด้วย

    1. ร้านอาหาร-เครื่องดื่มทั่วไป

    2. ผู้ประกอบการบริการ นวดสปา ทำผม ทำเล็บ

    3. บริการขนส่งสาธารณะ อาทิ แท็กซี่ รถรับจ้าง ที่มีใบขับขี่รถสาธารณะ ผู้ประกอบการบริการขนส่งมวลชนสาธารณะ

    20-26 ตุลาคม 2568 : เปิดลงทะเบียนสำหรับประชาชนทั่วไป

    • ประชาชน 20 ล้านสิทธิ ลงทะเบียนผ่าน “เป๋าตัง”
    • เป็นระบบมีอยู่แล้ว โดยต้องทำเร็ว ทำทันที ใครเคยลงทะเบียนแล้วก็มายืนยันสิทธิเพราะมีข้อมูลอยู่แล้ว ใครยังไม่มีก็มาลงทะเบียน

    29 ตุลาคม 2568 : เริ่มใช้จ่าย “คนละครึ่งพลัส”

    • เริ่มใช้จ่าย “คนละครึ่งพลัส” ได้ทันที จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
    • หากใช้ไม่ถึง 200 บาท สามารถสะสมได้

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งพลัส หรือ คนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมหลังจากการประชุม ครม. หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2886801&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fm55yZsixRMTAzaCuUAxp

  • เมื่อ “แพ็กเกจเสริม” ต้องจ่ายเพิ่ม ทั้งที่ไม่ได้ขอ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เมื่อ “แพ็กเกจเสริม” ต้องจ่ายเพิ่ม ทั้งที่ไม่ได้ขอ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เมื่อ “แพ็กเกจเสริม” ต้องจ่ายเพิ่ม ทั้งที่ไม่ได้ขอ

    แค่รับสายไม่ตอบรับ แต่ระวัง! ถูกเรียกเก็บค่า “แพ็กเกจเสริม” อินเตอร์เน็ตบ้านไม่รู้ตัว สภาผู้บริโภค แนะ แม้จะปฏิเสธไปแล้ว แต่ควรตรวจสอบใบแจ้งค่าบริการทุกครั้ง ป้องกันการถูกละเมิดสิทธิ

    ในยุคที่บริการอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ เช่น การถูกเรียกเก็บค่าบริการที่ตนไม่เคยสมัครหนึ่งในกรณีล่าสุดที่สะท้อนปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน คือกรณีของคุณเอ ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านรายหนึ่ง ที่พบว่าตนเองถูกเรียกเก็บเงินค่า “แพ็กเกจเสริม” โดยไม่รู้ตัวเป็นเวลา 12 เดือน

    คุณเอสมัครใช้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตบ้านรายเดือนในราคา 599 บาท กับบริษัทผู้ให้บริการแห่งหนึ่งมาเป็นเวลานาน โดยไม่มีปัญหาใด ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอตรวจสอบใบเสร็จค่าบริการรายเดือน และพบยอดเรียกเก็บเป็น 768.26 บาท เธอจึงสอบถามไปยังคอลเซ็นเตอร์ และพบว่าตัวเองถูกเรียกเก็บ แพ็กเกจเสริมเพิ่มสปีด แรงสูงสุด 1Gbps/1Gbps เพิ่มอีกเดือนละ 119 บาท โดยที่เธอไม่เคยสมัคร และเมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จึงเป็นค่าบริการทั้งหมด 768.26 บาท

    ค่าบริการนี้ถูกเรียกเก็บอย่างต่อเนื่องมานานถึง 12 เดือน โดยที่คุณเอไม่เคยตอบรับแพ็กเกจดังกล่าวเลย เธอเพียงแค่เคยได้รับโทรศัพท์จากคอลเซ็นเตอร์ที่โทรมาเสนอแพ็กเกจ แม้ตัวเธอเองจะยอมรับในข้อผิดพลาดที่ไม่ได้ตรวจสอบรอบบิลทุกครั้ง แต่การเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมโดยไม่มีความยินยอมชัดเจนจากผู้บริโภค ถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม

    เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม เธอจึงร้องเรียนไปยังบริษัทเพื่อขอให้คืนเงินในส่วนที่ไม่ได้สมัคร แต่ทางบริษัทปฏิเสธ โดยเสนอแนวทางเยียวยาด้วยการลดค่าบริการ 20% / เดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน เธอมองว่าการลดค่าบริการ 20 % ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เธอต้องจ่ายเพิ่มโดยไม่ได้รับความยินยอม จึงต่อรองกับบริษัทและสุดท้ายบริษัทเสนอลดค่าบริการให้ 30% / เดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้บริโภคต้องใช้บริการกับบริษัทต่อเนื่องอีก 12 เดือน

    แม้ว่าเธอจะตกลงกับข้อเสนอ แต่เธอมองว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เป็นธรรมและเข้าข่ายผูกมัดผู้บริโภคโดยไม่สมัครใจ เธอจึงยืนยันต่อบริษัทไปว่า “ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะยกเลิกบริการได้ทุกเมื่อ หากไม่พึงพอใจในการให้บริการ เพราะเป็นสิทธิของผู้บริโภคที่จะเลือกใช้บริการได้อย่างอิสระ” และสุดท้ายบริษัทได้ยอมรับข้อเสนอของเธอ

    อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการถูกละเมิดสิทธิ สภาผู้บริโภคขอแนะนำให้ผู้บริโภคตรวจสอบใบแจ้งค่าบริการเป็นประจำ หากพบว่าถูกเรียกเก็บค่าแพ็กเกจเสริมโดยไม่สมัครใจ เบื้องต้นให้เจรจากับบริษัทก่อนเพื่อขอให้ชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น หากไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โทรสายด่วน 1200 หรือร้องเรียนมาที่สภาผู้บริโภค โทร 1502 หรือช่องทางออนไลน์ tcc.or.th

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/documents/package-internet/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37SBQzHuruwgFTzCmeHXz3

  • “ม.นครพนม” ร่วมจัดไหลเรือไฟโชว์ กระตุ้นท่องเที่ยว สืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น

    “ม.นครพนม” ร่วมจัดไหลเรือไฟโชว์ กระตุ้นท่องเที่ยว สืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น

    “มหาวิทยาลัยนครพนม” ร่วมจัดไหลเรือไฟโชว์จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว พร้อมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับเป็นอีกสถาบันการศึกษาของนครพนม ที่เห็นความสำคัญของการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น สำหรับ “มหาวิทยาลัยนครพนม” ทุกปีจะมีส่วนร่วมในการนำนักศึกษา ได้เรียนรู้สืบสานอาชีพศิลปินเรือไฟจากรุ่นสู่รุ่น ในการลงมือ ออกแบบสร้างสรรค์ ต่อเติมสร้างเรือไฟจากไม้ไผ่

    สำหรับปีนี้ ได้ร่วมจัดเรือไฟโชว์ ขนาดความยาวถึง 52 เมตร และมีความสูง 15 เมตร ตกแต่งด้วยตะเกียงไฟกว่า 5,999 ดวง เพื่อไหลโชว์กระตุ้นเชิญชวนประชาชนนักท่องเที่ยว มาเที่ยวชมงานมหกรรมไหลเรือไฟโลกปีแรก ก่อนที่จะถึงวันประกวดไหลเรือไฟ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 8 ตุลาคม 2568 ส่วนวันไฮไลท์ของงานคือ คืนวันที่ 7 ตุลาคม 2568 จะมีการประกวดไหลเรือจากทั้ง 12 อำเภอ รวม 12 ลำ

    ขณะที่เรือไฟนครพนม ถือเป็นงานประเพณีอันทรงคุณค่า สืบทอดมาแต่โบราณตามประเพณีความเชื่อ ความศรัทธา ถ่ายทอดกันมาเป็นเรือไฟขนาดใหญ่ ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ต่อเติมเรือไฟสร้างความสวยงามอลังการกลางแม่น้ำโขง ถวายเป็นพุทธบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามประเพณีความเชื่อ โดยปีนี้ได้รับการยกระดับสู่ไหลเรือไฟโลก กระตุ้นเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว หนุนนครพนมจากเมืองรองเป็นเมืองหลัก

    ศ.เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยว่า เรือไฟโชว์ มหาวิทยาลัยนครพนม จะเน้นให้นักศึกษา ที่มีความสนใจได้เรียนรู้ลงมือทำต่อเติมเรือไฟ แบบต้นตำรับศิลปินเรือไฟ ตั้งแต่การออกแบบลวดลาย การต่อเติมโครงสร้าง จนถึงขั้นตอนการติดตะเกียงดวงไฟ และจุดเรือไฟไหลโชว์ กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกฝนลงมือปฏิบัติ และซึมซับภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

    ส่วนการออกแบบลวดลาย ถูกออกแบบเป็นรูปเรือสุพรรณหงส์ ตรงกลางเป็นพระธาตุพนม หัวเรือประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ท้ายเรือเป็นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้านล่างเป็นหอประชุมวชิรบพิตร ซึ่งเป็นหอประชุมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อให้ และสัญลักษณ์แห่งการครบรอบ 20 ปี มหาวิทยาลัยนครพนม

    นอกจากความยิ่งใหญ่ของเรือไฟแล้ว ภายในซุ้มเรือไฟมหาวิทยาลัยนครพนม ยังจัดให้มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมโดยนักศึกษา ร่วมกับเทศบาลเมืองนครพนม ถ่ายทอดผ่านบทเพลง การฟ้อนรำ และกิจกรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ลุ่มน้ำโขง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสรากเหง้าแห่งความงดงามที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

    นายอดิเทพ ไชยฮด นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เปิดเผยถึงประสบการณ์การเข้าร่วมครั้งแรกว่า เขาทำหน้าที่เป็นคนส่งตะเกียงขึ้นไปแขวนบนเรือไฟ ได้เรียนรู้ทั้งการกรอกน้ำมันและการขึ้นนั่งร้าน ทุกขั้นตอนมีความท้าทาย แต่ถือว่าคุ้มค่า เพราะนี่คือประเพณีที่สะท้อนความเป็นนครพนมอย่างแท้จริง

    ทางด้าน น.ส.นฤมล เนืองไชยศ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 กล่าวว่า แม้จะเป็นคนนครพนม แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจ เพราะงานไหลเรือไฟไม่ใช่เพียงงานประเพณี แต่เป็นวัฒนธรรมที่ผูกพันกับชุมชนมาอย่างช้านาน ใครที่นึกถึงงานไหลเรือไฟก็ย่อมนึกถึงจังหวัดนครพนมเป็นอันดับแรก ทุกขั้นตอนคือความศรัทธา ทั้งต่อพระธาตุพนม ต่อสถาบัน และต่อบ้านเกิด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2886889&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jwKPhucd_UN7zEKRl4HVe

  • ฐานเกษตรกรหดตัว 4.35% เชียงรายเร่งวางทางรอดโคเนื้อ-ไก่พื้นเมืองชุมชน

    ฐานเกษตรกรหดตัว 4.35% เชียงรายเร่งวางทางรอดโคเนื้อ-ไก่พื้นเมืองชุมชน

    • ฐานเกษตรกรหดตัว 4.35% เชียงรายเร่งวางทางรอดโคเนื้อ-ไก่พื้นเมืองชุมชน

    เชียงรายรับแรงสั่นสะเทือน “ปศุสัตว์ไทยหดตัว 4.35%” อย่างไร? ถอดบทเรียนจากหนังสือข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ ในประเทศไทย ปี 2568 โครงสร้างใหม่ของเกษตรกรรายย่อย–รายใหญ่ และทางรอดที่ต้องเร่งวาง

    เชียงราย, 2 ตุลาคม 2568 – เบื้องหลังทิวทัศน์อันคุ้นตา ข้อมูลชุดใหม่ของกรมปศุสัตว์ (ข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ ในประเทศไทย ปี 2568 ของกลุ่มสารสนเทศและข้อมูลสถิติศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกรมปศุสัตว์) กำลังส่งสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม—จำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศลดลง 153,729 ราย หรือ 4.35% ภายในปีเดียว ขณะที่โครงสร้างการผลิตหลายชนิดสัตว์กำลัง “รวมศูนย์” หนักขึ้นกว่าที่เคยภาพใหญ่ของประเทศ เข้าสู่ภูมิภาคเหนือ และซูมให้ลึกลงที่จังหวัดเชียงราย—เพื่อดูให้ชัดว่า เมื่อฐานเกษตรกรหดตัว เศรษฐกิจชุมชนและความมั่นคงทางอาหาร “พื้นที่ปลายทางของแม่น้ำโขง” แห่งนี้จะยืนให้มั่นได้ด้วยวิธีใด

    สาระสำคัญที่ต้องรู้

    • ฐานเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งประเทศลดลง 4.35% เหลือ 3,378,986 ราย โดย “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” คือฐานใหญ่ที่สุด แต่ก็เผชิญการลดลงมากที่สุดเช่นกัน สะท้อนแรงกดดันต้นทุนและรายได้ในชนบทที่ยังไม่คลี่คลาย
    • ปศุสัตว์หลักบางชนิดถดถอย โดยเฉพาะ “โคเนื้อ” ที่จำนวนรวมทั้งประเทศลดลงจากปีก่อน ราว 3.66% ขณะที่ “สุกรและไก่” ยังพึ่งพาพื้นที่ศูนย์กลางการผลิตไม่กี่เขตอย่างชัดเจน (เขต 7 และเขต 1) ทำให้ความเสี่ยงกระจุกตัวสูงขึ้นหากเกิดโรคระบาดหรือช็อกด้านตลาด
    • ภาคเหนือ—เขตปศุสัตว์ที่ 5 ยังคงเป็นฐานการผลิตที่ “หลากหลายชนิดสัตว์” โดยเฉพาะโคเนื้อที่สวนทางหลายพื้นที่ และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารครัวเรือน
    • เชียงราย แสดง “ความยืดหยุ่น” ผ่านโครงสร้างแบบผสม: เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากเลี้ยงโคพื้นเมือง–ไก่พื้นเมืองเพื่อยังชีพและเสริมรายได้ ขณะเดียวกันมีคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสำหรับไก่ไข่และสุกรอยู่ร่วมในจังหวัดเดียวกัน—ภาพนี้คือ “ทางสองแพร่ง” ของยุทธศาสตร์ปศุสัตว์จังหวัดที่ต้องตัดสินใจเร็วและตรงเป้า

    ประเทศไทย เส้นกราฟฐานเกษตรกรชี้ลง โครงสร้างกำลังเปลี่ยน

    หนังสือข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ ในประเทศไทย ปี 2568 ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทุกประเภท 3,378,986 ราย ลดลงจากปี 2567 จำนวน 153,729 ราย (-4.35%) โดย “เขตปศุสัตว์ที่ 3” ซึ่งเป็นฐานใหญ่มากที่สุดยังคงมากสุดที่ 986,434 ราย แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ จำนวนเกษตรกรหายไปมากสุด เช่นกันเมื่อเทียบปีก่อน สะท้อนภาพความเปราะบางที่ไม่ได้จำกัดเพียงพื้นที่ชายขอบ แต่เกิดใน “หัวใจการผลิต” ของประเทศด้วย

    ในแง่ชนิดสัตว์ โคเนื้อ ซึ่งเป็น “บัญชีสะสมทรัพย์บนเท้าทั้งสี่” ของชนบทไทย มีจำนวนรวม 9.54 ล้านตัว แต่กระจุกตัวที่เขต 3 และเขต 4 เป็นหลัก ขณะเดียวกัน สุกร จำนวนรวม 12.21 ล้านตัว ยึดฐานหลักที่เขต 7 (ภาคตะวันตก–ภาคกลางบางส่วน) ส่วน ไก่ มีจำนวนรวมมากถึง 516.98 ล้านตัว และมีเขต 1 เป็นฐานไก่เนื้อสำคัญ—ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นภาพ “การพึ่งพื้นที่ศูนย์กลางไม่กี่จุด” ที่ทวีความเข้มขึ้น หากเกิดโรคระบาดสัตว์ปีกหรือสุกรในฐานผลิตใหญ่ ความเสี่ยงของห่วงโซ่อาหารและราคาผู้บริโภคจะขยายวงทันที

    ฐานการผลิตหลากหลาย–พึ่งพาชุมชนสูง

    ภาคเหนือมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ 681,023 ราย (คิดเป็นราว 20% ของประเทศ) และมีจำนวนโคเนื้อ 1.49 ล้านตัว, สุกร 2.30 ล้านตัว, ไก่ 68.75 ล้านตัว สะท้อน “โครงสร้างการผลิตแบบผสม” ที่อาศัย รายย่อยจำนวนมาก และการกระจายตัวในหลายจังหวัดมากกว่าภาคอื่น ๆ ความหลากหลายนี้มีข้อดีคือ “ลดความเสี่ยงจากการพึ่งชนิดสัตว์เดียว” และเชื่อมโยงวัฒนธรรมอาหาร–เศรษฐกิจท้องถิ่นได้ลึกกว่าฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงไม่กี่จุด

    ในบรรดาจังหวัดเหนือทั้งหมด เชียงใหม่–ลำพูน–ลำปาง–แพร่–น่าน–พะเยา–เชียงราย–แม่ฮ่องสอน คือเสาหลักของเขตปศุสัตว์ที่ 5 ซึ่งภาพรวมแสดงสัญญาณ โคเนื้อทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ไก่พื้นเมืองยังคงเป็น “บัญชีอาหารฉุกเฉิน” ของครัวเรือนชนบท—ประเด็นหลังนี้จะเห็นเด่นชัดขึ้นเมื่อมอง “เชียงราย” อย่างละเอียด

    ทางสองแพร่งระหว่าง “ชุมชนพึ่งพาตนเอง” กับ “คลัสเตอร์อุตสาหกรรม”

    1) ฐานข้อมูลสำคัญของจังหวัด

    • จำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์รวม: 76,095 ราย
    • โคเนื้อ: 69,973 ตัว (เกษตรกร 7,646 ราย)
    • กระบือ: 20,463 ตัว (เกษตรกร 2,399 ราย)
    • สุกร: 95,098 ตัว (เกษตรกร 3,803 ราย)
    • ไก่รวม: 5,684,855 ตัว (เกษตรกร 72,519 ราย)
    • เป็ดรวม: 145,935 ตัว (เกษตรกร 4,769 ราย)
    • แพะ–แกะ: แพะ 6,050 ตัว/แกะ 638 ตัว (เกษตรกรรวม 354 ราย)

    ตัวเลขชุดนี้บอกอะไร? หนึ่ง—เชียงรายคือจังหวัดที่ “ไก่พื้นเมืองมีบทบาทสูงมากในระดับครัวเรือน” เพราะจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่สูงถึง กว่า 72,000 ราย ขณะที่จำนวนไก่รวมเกิน 5.68 ล้านตัว สอง—โคเนื้อและกระบือ ยังฝังรากในวิถีเกษตรดั้งเดิม โดยมีผู้เลี้ยงจำนวนมากในสเกลเล็ก กระจายตามอำเภอรอบนอก สาม—มิติอุตสาหกรรมเริ่มเข้ามาชัดใน “สุกร–ไก่ไข่เชิงพาณิชย์” ที่ต้องการเงินทุนและการจัดการสูงกว่า

    2) “รายย่อยเข้มแข็ง” ในโคเนื้อ–ไก่พื้นเมือง

    โครงสร้างโคเนื้อเชียงรายสะท้อน “ฐานรายย่อย” อย่างเด่นชัด เกษตรกรส่วนใหญ่เลี้ยง ไม่เกิน 20 ตัว ทั้งในรูปแบบโคพื้นเมืองและลูกผสมที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศบนพื้นที่สูง—เป็นสินทรัพย์ที่แปรรูปได้ทั้ง “รายได้” และ “ความมั่นคงทางอาหาร” ของครัวเรือน ส่วน ไก่พื้นเมือง ก็ทำหน้าที่เดียวกันกับบทบาท “บัญชีเงินฝากมีชีวิต” ที่ถอนใช้ได้เร็วในยามจำเป็น สองชนิดสัตว์นี้จึงเป็น “ตาข่ายนิรภัย” ของชุมชนในช่วงที่ราคาพืชผลหรือค่าจ้างผันผวน

    3) “อุตสาหกรรมเข้มข้น” ในสุกร–ไก่ไข่

    ขณะเดียวกัน เชียงรายมี สุกร 95,098 ตัว กระจายอยู่ในผู้เลี้ยง 3,803 ราย โดยมีทั้งรายย่อยและรายใหญ่ร่วมพื้นที่เดียวกัน ส่วน ไก่ไข่ (รวมอยู่ในจำนวนไก่ทั้งหมด) เป็นเซ็กเมนต์ที่ต้องใช้ความชำนาญและมาตรฐานสูง—สะท้อนการขยายตัวของฟาร์มขนาดกลาง–ใหญ่ที่เข้ามาเติมเต็มดีมานด์ของตลาดเมือง–โรงงานอาหาร และตลาดนักท่องเที่ยวในพื้นที่เหนือบน

    ภาพรวมจึงกลายเป็น “ทางสองแพร่ง” ที่เชียงรายต้องตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์: จะเดินหน้าหนุน ฐานรายย่อย ให้แข็งแรงเชื่อมเศรษฐกิจชุมชน และค่อย ๆ ยกระดับมาตรฐาน–เพิ่มมูลค่า หรือจะวางตำแหน่ง คลัสเตอร์อุตสาหกรรม เฉพาะชนิดสัตว์ให้ชัดเพื่อสร้างงาน–สร้างภาษี—หรือทำ “ทั้งสองขา” อย่างสมดุลโดยไม่ทิ้งใครข้างหลัง

    4) ความมั่นคงทางอาหารกับ “ความเสี่ยงใหม่”

    แม้โครงสร้างแบบผสมจะเสริมภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ “ความเสี่ยงใหม่” ก็เพิ่มขึ้นตาม—ทั้งต้นทุนอาหารสัตว์ที่ผันผวน ภัยแล้งบนพื้นที่สูงที่ยาวนานขึ้น และโรคอุบัติใหม่ในสัตว์ปีก–สุกร หากเกิดการระบาดในฟาร์มขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งที่เป็นแหล่งไข่หรือหมูของจังหวัด ผลกระทบด้านราคาอาจ “ส่งผ่าน” ไปยังผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านอาหาร–ท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว

    ดังนั้น การทำ ระบบเฝ้าระวังโรคและข้อมูลสาธารณะ ระดับจังหวัด–อำเภอที่ละเอียดถึงคลัสเตอร์การผลิต และการรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยเพื่อเข้าถึงวัคซีน–อาหารสัตว์–สินเชื่อ–ตลาด จึงเป็น “เครื่องมือเร่งด่วน” ที่ควรขับเคลื่อนภายในปีงบประมาณถัดไป

    เชื่อมไปทั้งเขตเหนือจุดแข็งและโอกาส 

    เมื่อเทียบกับจังหวัดเหนืออื่น ๆ เชียงใหม่–ลำพูน–ลำปาง–พะเยา–แพร่–น่าน–แม่ฮ่องสอน ต่างมีสัดส่วนโคเนื้อ–กระบือ–ไก่พื้นเมืองที่สูงเช่นกัน แต่แต่ละจังหวัดมี “บทบาทเฉพาะ” ของตน เช่น ลำพูนเด่นด้านโคนมขนาดกลาง เชียงใหม่และลำปางมีฐานผู้ประกอบการอาหารสัตว์–โรงชำแหละที่เข้มแข็ง พะเยาและน่านเป็นแนวกันชนวัตถุดิบอาหารสัตว์จากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์—ห่วงโซ่เหล่านี้ชี้ว่า ถ้าเชียงรายจะ “โตไปกับทั้งภูมิภาค” ยุทธศาสตร์ระดับกลุ่มจังหวัดควรเชื่อม 3 แกนดังนี้

    1. ห่วงโซ่โค–กระบือคุณภาพ: วิจัยพันธุ์ทนแล้ง–ทนโรค ปรับปรุงทุ่งหญ้า และยกระดับโรงเชือด–มาตรฐานฮาลาล–การแปรรูป (เนื้อสไลซ์ สเต๊ก ซุปกระดูก) เพื่อเข้าโมเดิร์นเทรด–ท่องเที่ยวสุขภาพ
    2. คลัสเตอร์ไก่พื้นเมือง–ไก่ไข่: พัฒนาแบรนด์ “ไข่เหนือบน–ไก่พื้นเมืองเชียงราย” พร้อมมาตรฐานสินค้าชุมชน (GI/ฮาลาล/เกษตรอินทรีย์) เพื่อบุกตลาดกรุงเทพฯ และชายแดนพม่า–ลาว
    3. เกษตรทางเลือกสร้างมูลค่า: หนุน “ผึ้ง–ผึ้งชันโรง–แพะ–แกะ” เป็นรายได้เสริม โดยบูรณาการกับท่องเที่ยวชุมชน (ฟาร์ม–สเตย์ เวิร์กช็อปน้ำผึ้งดิบ/ชีสนมแพะ) เพื่อยืดหยุ่นต่อรอบราคาสินค้าโภคภัณฑ์

    แนวทางทั้งสามต้องการ “ข้อมูลฐาน” รายหมู่บ้าน–ตำบล ซึ่ง หนังสือข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ ในประเทศไทย ปี 2568 มีจุดเริ่มต้นให้ต่อยอดได้—ข้อได้เปรียบของภาคเหนือคือเครือข่ายเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็ง จึงสามารถนำข้อมูลไปสู่การจัดการร่วม (collective action) ได้เร็วกว่าหลายภูมิภาค

    ทำอย่างไรไม่ให้รายย่อยหลุดขบวน

    เมื่อนำข้อมูลระดับประเทศมาประกอบ จะเห็น ภาพใหญ่ 3 ประการ ที่ควรเร่งดำเนินการเชิงนโยบาย

    รักษาฐานรายย่อยด้วย “ต้นทุน–ตลาด–ความรู้” ที่ทันสมัย เกษตรกรรายย่อยเป็น กว่า 96% ของผู้เลี้ยงโคเนื้อทั้งประเทศ (ส่วนใหญ่เลี้ยงไม่เกิน 20 ตัว) การหายไปของกลุ่มนี้หมายถึงรากฐานความมั่นคงทางอาหารที่สั่นคลอน ทางออกคือ “รวมกลุ่ม–ซื้อรวม–ขายรวม–คุ้มครองความเสี่ยงร่วม” พร้อมแพลตฟอร์มข้อมูลต้นทุนอาหารสัตว์–ราคาตลาดแบบเรียลไทม์ที่เข้าถึงได้จริง—from district livestock office ไปถึงมือถือเกษตรกร  

    การบริหารความเสี่ยงจาก “การรวมศูนย์” ในสุกร–ไก่เชิงอุตสาหกรรม

    เมื่อฐานการผลิตกระจุกอยู่ไม่กี่เขต/ไม่กี่จังหวัด ยุทธศาสตร์ความมั่นคงอาหารควรรองรับ “แผนเฝ้าระวังโรค–สำรองผลผลิต–กระจายเส้นทางขนส่ง–สื่อสารราคา” แบบทันเหตุการณ์ เพื่อกันช็อกที่อาจกระทบราคาผู้บริโภคกว้างขวาง ต่อท่อมูลค่าเพิ่มสู่เมือง–ท่องเที่ยว–ชายแดน สินค้าปศุสัตว์คุณภาพ (GI/ฮาลาล/อินทรีย์) และผลิตภัณฑ์เฉพาะถิ่น เช่น น้ำผึ้งป่าเหนือบน ชีสนมแพะ เนื้อโคพื้นเมืองแปรรูป มีศักยภาพเจาะตลาดเมือง–นักท่องเที่ยว และตลาดชายแดน—เชียงรายเป็น “ประตูการค้า” ตามธรรมชาติ หากเชื่อมระบบโลจิสติกส์เย็นและจุดกระจายสินค้าระดับตำบล–อำเภอ จะยกระดับรายได้ให้ฐานรายย่อยได้จริง

    แผนปฏิบัติการ 6 ข้อสำหรับเชียงราย (และภาคเหนือ)

    1. ทำแผนที่การผลิต (production map) รายตำบล – รู้ว่า “อะไรอยู่ที่ไหน–ใครเลี้ยงอะไร–ขนาดเท่าไร–เชื่อมตลาดใด” แล้วสื่อสารสาธารณะเพื่อลดปัญหาคนกลาง
    2. สหกรณ์อาหารสัตว์ตำบล – ต่อรองซื้อวัตถุดิบรวม ลดต้นทุน และล็อกสัญญาขายบางส่วนเพื่อลดความผันผวน
    3. ยกระดับมาตรฐานรายย่อยเป็น “รายย่อยพรีเมียม” – โคพื้นเมืองเลี้ยงทุ่ง/ไก่พื้นเมืองปล่อยอิสระ พร้อมการตรวจย้อนกลับง่าย ใช้สตอรี่ “ดอย–ป่า–ไร่ชา” เป็นจุดขาย
    4. กันชนโรคระบาดผ่านคลินิกปศุสัตว์เคลื่อนที่ – บริการวัคซีน/สุขภาพสัตว์ถึงหมู่บ้าน และตั้งกองทุนฉุกเฉินโรคสัตว์ระดับอำเภอ
    5. นวัตกรรมการตลาด – เปิด “ตลาดออนไลน์จังหวัด” ให้ผู้บริโภคในเมือง–ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสั่งสินค้าฟาร์มโดยตรง ส่งผ่านระบบเย็นเดียวกัน
    6. เกษตรทางเลือกเชื่อมท่องเที่ยว – ผึ้งชันโรง–แพะ–แกะ เป็นกิจกรรมเสริมรายได้ ควบคู่เวิร์กช็อปและฟาร์ม–สเตย์สำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ทำไม “เชียงราย” จึงยังยืนได้

    เมื่อฐานเกษตรกรของประเทศหดตัวลง 4.35% เชียงรายยังยืนได้เพราะ “ไม่พึ่งชนิดสัตว์เดียว” และ “ยังมีแขนขารายย่อยให้ชุมชนพึ่งตนเอง” ขณะเดียวกันก็เริ่มมี “กล้ามเนื้ออุตสาหกรรม” ในสุกร–ไก่ไข่รองรับตลาดสมัยใหม่ นี่คือโครงสร้างที่คนทำงานนโยบายต้องช่วย “จัดสมดุล” ระหว่าง ความมั่นคงอาหารชุมชน กับ ขีดความสามารถแข่งขันเชิงอุตสาหกรรม ให้ไปด้วยกัน

    หากวางแผนถูกจุด—ยกระดับข้อมูล, ลดต้นทุน, เพิ่มมาตรฐาน, เชื่อมตลาด—เชียงรายไม่เพียง “รับมือวิกฤต” ได้ แต่ยังสามารถ “ปลดล็อกโอกาส” เป็น ฮับสินค้าปศุสัตว์คุณภาพของล้านนา ที่ส่งออกไปสู่เมืองใหญ่และชายแดน สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรรายย่อยนับหมื่นครัวเรือน

    เพื่อช่วยให้ผู้นำท้องถิ่น นักวางแผนจังหวัด ผู้ประกอบการ และสถาบันเกษตรกรใช้เป็นฐานประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายและธุรกิจ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ ปศุสัตว์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน สู่โครงสร้างใหม่

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: หนังสือ ข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ในประเทศไทย ปี 2568” จัดทำโดยกลุ่มสารสนเทศและข้อมูลสถิติ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    MOST POPULAR

    FOLLOW ME

    NEWS UPDATE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/thai-livestock-contraction-chiang-rai-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kiNpSquDiDf9fdNcxq9Fu

  • ปม. สยบดราม่าสนั่นโซเชียล ย้ำ (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน ใช้บังคับกับเรือท่องเที่ยวที่จับสัตว์น้ำ เท่านั้น ไม่เกี่ยวกรณีอื่น       

    ปม. สยบดราม่าสนั่นโซเชียล ย้ำ (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน ใช้บังคับกับเรือท่องเที่ยวที่จับสัตว์น้ำ เท่านั้น ไม่เกี่ยวกรณีอื่น       

    จากกรณีการสื่อสารบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับ (ร่าง) ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวน และประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2568 ในประเด็นข้อกำหนดให้เรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ ใช้ “เบ็ดมือ” จำนวนไม่เกิน 3 คันต่อคน และมีการตั้งข้อโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว 

    นายสุวัฐน์  วงศ์สุวัฒน์  รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า กรมประมงได้รับข้อเรียกร้องจากกลุ่มผู้ประกอบการเรือตกปลา จ.สงขลา ขอให้เปิดการจดทะเบียนเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำขึ้น เพื่อที่กลุ่มผู้ประกอบการจะสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง โดยการดำเนินการจดทะเบียนเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกรมประมงและกรมเจ้าท่า ซึ่งกรมประมงจะต้องออกประกาศกำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวน และประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ จากนั้นกรมเจ้าท่าจึงจะเปิดให้มีการจดทะเบียนในขั้นตอนต่อไป รวมถึงคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว ได้มีการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมให้ความเห็นว่า ควรมีการส่งเสริมให้มีการจดทะเบียนเรือประเภทดังกล่าวเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และมีแนวทางการกำกับดูแลตามกฎหมายที่ชัดเจน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการพิจารณาร่วมกัน กรมประมงจึงได้จัดทำ (ร่าง) ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวน และประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำขึ้น โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

    1. ประกาศฉบับนี้บังคับใช้เฉพาะกลุ่ม “เรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ” เท่านั้น (มิได้บังคับใช้กับเรือประเภทการใช้ทำการประมง หรือการทำกิจกรรมตกปลาที่ไม่ใช้เรือ)
    2. ประกาศอาศัยอำนาจตามข้อบังคับกรมเจ้าท่า ว่าด้วยการกำหนดประเภทการใช้เรือทั่วไปที่มิใช่เรือประมง เรือขนถ่ายสัตว์น้ำ หรือเรือสนับสนุนการประมง พ.ศ. 2561 ข้อ 5 กรณีเรือที่เป็นประเภทเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ซึ่งใช้เพื่อสันทนาการ การท่องเที่ยว และจับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือประมงขนาดเล็ก เช่น ใช้เบ็ดตกปลา ฯลฯ ให้กำหนดประเภทการใช้เรือเป็น “ท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ” สำหรับเครื่องมือ จำนวน และประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ รวมถึงข้อควรปฏิบัติ ให้เป็นไปตามที่กรมประมงประกาศกำหนด
    3. กำหนดเครื่องมือจับสัตว์น้ำในกิจการเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ ดังนี้ (1) เบ็ดมือ จำนวนไม่เกิน 3 คัน ต่อ คน (2) ดวงไฟที่มีขนาดไม่เกิน 500 วัตต์ และมีกำลังกระแสไฟฟ้ารวมไม่เกิน 3,000 วัตต์ไม่จำกัดจำนวน ทั้งนี้ ห้ามใช้ดวงไฟใต้น้ำเพื่อล่อสัตว์น้ำ (3) แหที่มีขนาดตาอวนไม่น้อยกว่า 3.2 ซม. จำนวนไม่เกิน 2 ปาก ต่อ ลำ (4) สวิง จำนวนไม่เกินจำนวนคันเบ็ดรวมตามข้อ 1 โดยให้ใช้ประกอบกับเครื่องมือเบ็ดมือเท่านั้น
    4. กำหนดระยะเวลาในการอนุญาตให้มีการจดทะเบียนเรือหรือเปลี่ยนประเภทการใช้เรือเป็นประเภทการใช้ ท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ มีระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ประกาศกรมประมงมีผลบังคับใช้

    ทั้งนี้ กรมประมงได้จัดทำร่างประกาศดังกล่าวโดยพิจารณาข้อมูลวิชาการ ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และนำร่างประกาศฯ ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงนำร่างประกาศขึ้นรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (LAW.go.th) ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม ถึง 8 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการสรุปความคิดเห็นและประเด็นเพื่อพิจารณาร่างประกาศดังกล่าวอีกครั้ง และท้ายที่สุดแล้วการที่กรมประมงจะออกประกาศในเรื่องนี้ เพื่อให้มีการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีความสอดคล้องกับบริบทข้อเท็จจริงของวิถีชีวิต และไม่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพในภาพรวมอย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/246728&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jEEK7m3PEdAjf4ul-FjyS

  • WISESIGHT ชี้ข้อมูลคืออาวุธใหม่ที่ชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในตลาดโลก 

    WISESIGHT ชี้ข้อมูลคืออาวุธใหม่ที่ชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในตลาดโลก 

    วันศุกร์ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.02 น.

    WISESIGHT ชี้ข้อมูลคืออาวุธใหม่ที่ชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในตลาดโลก 

    นายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “The Data Game: Winning Global Markets with Smart Insights” ในงานสัมมนา Future Forum 2025: The Great Transformation ที่จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ว่า “ข้อมูล” กำลังกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ชี้ขาดความสำเร็จของธุรกิจในการแข่งขันระดับโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวในอัตราต่ำ แต่ภาคธุรกิจต้องการการเติบโตในระดับสองหลัก การนำข้อมูลเชิงลึกและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง”

    “ข้อมูลคืออาวุธใหม่ที่ชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในตลาดโลก”

    การใช้ข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเก็บสถิติ แต่คือการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจทางธุรกิจที่แม่นยำและการคาดการณ์อนาคตที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด โดยไวซ์ไซท์ได้พัฒนากรอบการวิเคราะห์ผ่าน “โซเชียล ลิสเทนนิ่ง” (Social Listening) ครอบคลุมข้อมูล 4 มิติ ได้แก่ ข้อมูลผู้บริโภคที่สะท้อนพฤติกรรมและความคิดเห็น ข้อมูลองค์กรและแบรนด์ที่เผยให้เห็นเสียงสะท้อนและท่าทีของคู่แข่ง ข้อมูลจากอินฟลูเอนเซอร์ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทสำคัญมากกว่าการสื่อสารของแบรนด์โดยตรง และข้อมูลด้านอีคอมเมิร์ซที่ช่วยให้เข้าใจกลไกราคา คู่แข่ง และพฤติกรรมการซื้อในเชิงลึก โดยได้ฉายภาพรวมการใช้ข้อมูลในปัจจุบัน (Current Data Usage Trends) แนวโน้มทั่วโลกและในเอเชียแปซิฟิกว่า การใช้ข้อมูลเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด (exponential) แต่สมองมนุษย์มีข้อจำกัดในการประมวลผล ทำให้ต้องการ AI มาช่วย โดยจะเห็นว่า ปัจจุบันทั้งที่จีนและเกาหลีใต้ ใช้ AI มากขึ้น โดยจีนให้ความสำคัญกับการประมวลผล (Data Processing) และความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) ขณะที่เกาหลีใต้ใช้ “ข้อมูลสาธารณะ” (Public Data) เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ทั้งการศึกษา การเงิน ค้าปลีก ไปจนถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ ปรากฏการณ์เหล่านี้ตอกย้ำว่า AI กำลังเข้ามาเติมเต็มข้อจำกัดของมนุษย์ในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และเป็นเครื่องมือสำคัญของการแข่งขันยุคใหม่

    มนุษย์มีข้อจำกัดในการประมวลผลข้อมูล แต่ AI จะทำให้เราเห็นอนาคตได้ชัดเจนขึ้

    สำหรับประเทศไทย พบว่าปริมาณคอนเทนต์และการมีส่วนร่วม (Engagement) ของผู้บริโภคและแบรนด์ มาจาก TikTok มากที่สุด ซึ่งปัจจุบันสูงถึง 88% แม้จะมาจากคอนเทนต์เพียง 11% เท่านั้น เทียบกับอดีตที่ Facebook ครองความเป็นผู้นำ โดยในแต่ละอุตสาหกรรมยังพบความแตกต่างของแพลตฟอร์มที่สร้างประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ธุรกิจการเงินที่ได้รับ Engagement มากจาก YouTube ในขณะที่ธุรกิจความงามเติบโตสูงบน TikTok การเข้าใจพลวัตเหล่านี้จะช่วยให้แบรนด์วางกลยุทธ์ การลงทุนด้านคอนเทนต์ และการสื่อสารได้ตรงเป้าหมายยิ่งขึ้น

    อนาคตของ Data และ AI จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว

    ปัจจุบัน AI มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตัวอย่างชัดเจนคือ ChatGPT ซึ่งเปิดตัวในปลายปี 2565 และเพียงสามปีต่อมามีผู้ใช้งานรายสัปดาห์กว่า 500 ล้านคน พร้อมกันนี้ยังมีการลงทุนมูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกเพื่อพัฒนา Data Center รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจข้อมูล ขณะเดียวกัน AI ยังเริ่มเข้ามามีบทบาทในด้านการเขียนโปรแกรมหรือ “AI Coding” ที่สามารถลดเวลาและความผิดพลาดในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งคาดว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า

    AI จะไม่เพียงช่วยวิเคราะห์ แต่จะลงมือสร้างสรรค์งานแทนมนุษย์ได้จริง

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “Data Game” ไม่ใช่เพียงแนวโน้ม แต่คือสนามแข่งขันใหม่ที่ทุกองค์กรต้องเข้ามาเป็นผู้เล่น การบริหารจัดการข้อมูลและการนำ AI มาใช้อย่างมีกลยุทธ์ จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะเป็นผู้ครองตลาดโลก และธุรกิจไทยเองก็สามารถใช้โอกาสนี้พลิกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจให้กลายเป็นจุดแข็งได้ หากรู้จักใช้ “ข้อมูล” เป็นอาวุธหลักในเกมเศรษฐกิจยุคใหม่

    เกษตรกรใช้เทคโนโลยีลดเหลื่อมล้ำ–ภัตตาคารมัดใจลูกค้าด้วยดาต้า

    การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สองกระแสสำคัญพร้อมกัน หนึ่งคือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำของเกษตรกร สองคือการขับเคลื่อนธุรกิจบริการโดยใช้ “ประสบการณ์” เป็นหัวใจดึงดูดลูกค้า สะท้อนให้เห็นว่าอนาคตการแข่งขันของไทยจะอยู่บนฐานข้อมูล ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างคุณค่าเกินกว่าตัวสินค้า

    AI เสริมศักยภาพภาคเกษตร รับมือมาตรฐานโลก

    นายอุกฤษ อุณหเลขกะ ผู้ก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม Startup ชื่อ Ricult (รีคัลท์) ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกในการนำ เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่ง และภาพถ่ายดาวเทียมมาช่วยเพิ่มและพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้เกษตรกรไทย ชี้ว่า “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย และการใช้ AI เพื่อแก้ไขปัญหาและความท้าทายที่สําคัญในภาคเกษตรกรรม เพื่อยกระดับความยั่งยืน การบริหารจัดการที่ดิน และรายได้ของเกษตรกร โดยมุ่งประเด็นสําคัญ ที่ปัญหาด้านกฎระเบียบสากลและความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกําหนดที่เพิ่มขึ้นจากต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป ที่ต้องการพิสูจน์แหล่งที่มา (traceability) และความยั่งยืน (sustainability) ของสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก เช่น การไม่ทําลายป่า การไม่ใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย และการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (emission)
    AI ถูกนำมาใช้ตรวจสอบพื้นที่เกษตรนับร้อยล้านไร่ได้แม่นยำกว่า 90% เร็วกว่าการใช้แรงงานมนุษย์อย่างมาก เกษตรกร 1 คนสามารถดูแลพื้นที่ได้มากถึง 1,000 ไร่ ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต พร้อมขยายการทำงานได้ถึงเกษตรกรกว่า 1 ล้านคน ด้วยทีมงานไม่ถึง 10 คน ดังนั้นการแก้ไขด้วย AI จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพการขยายขนาดของ AI ในการบริการภาคเกษตรกรรม ที่ช่วยลดต้นทุนการดําเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลที่ดินได้อย่างมหาศาล

    กรณีศึกษาการปลูกทุเรียนสะท้อนศักยภาพของ Generative AI ที่ช่วยพยากรณ์อากาศเชิงพื้นที่ (hyper-local) รายวัน ลดอัตราการตายของต้นทุเรียน และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสวน ขณะที่ AI ยังช่วยเกษตรกรจัดการเอกสารและมาตรฐานส่งออกที่ซับซ้อน เช่น การค้ากับจีน”

    นอกจากนี้ Ricult ยังได้พัฒนาแอป Digital MRV ช่วยวางแผนเพาะปลูก และจัดการห่วงโซ่อุปทานในสินค้าเกษตรสำคัญอย่างยางพารา พร้อมตอกย้ำว่า AI ไม่เพียงช่วยด้านการผลิต แต่ยังยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลกอีกด้วย

    MK Group พลิกเกมด้วย Experience Economy

    เมื่อธุรกิจบริการและร้านอาหารก็กำลังเปลี่ยนสมรภูมิจาก “การขายสินค้า” ไปสู่ “การขายประสบการณ์”นางสาวมยุรี จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปรัชญาธุรกิจยุค Experience Economy คือการสร้าง “ความทรงจำที่น่าจดจำ” (remarkable experiences) ให้กับลูกค้า ซึ่งเหนือกว่ารสชาติหรือบริการในร้านอาหาร MK Group ซึ่งมีแบรนด์ในเครือทั้ง MK, ยาโยอิ และร้านใหม่จากญี่ปุ่น

    กลยุทธ์การตลาดร้านอาหาร MK Group จะมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของยอดขาย (ROI) กับการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ (Emotional Connection) กับลูกค้า ผ่านความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า ข้อมูลเชิงลึก และความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ โดยอาศัย 4 แกนหลัก ได้แก่ ข้อมูล ความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์ และการสื่อสาร หัวใจวัฒนธรรมองค์กรยังยึดแนวคิด “ครอบครัว” พนักงานนับหมื่นคนถูกปลูกฝังให้ดูแลลูกค้าเหมือนคนในบ้าน ภายใต้หลักการ “สิ่งที่เราทานที่บ้าน คือต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า”

    มยุรีทิ้งท้ายว่า “การทำแบรนด์ไม่ใช่กิจกรรมชั่วคราว แต่ต้องสร้าง “โมเมนตัมต่อเนื่อง” เพื่อสะสมความผูกพันระหว่างลูกค้าและแบรนด์ให้ยั่งยืน”
    เทรนด์คู่ขนาน : เทคโนโลยี–ประสบการณ์

    ทั้ง Ricult (รีคัลท์) และ MK Group สะท้อนภาพเดียวกันว่า การแข่งขันในเศรษฐกิจใหม่ ไม่ได้อยู่เพียงแค่ “สินค้า” หรือ “บริการ” แต่คือความสามารถในการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการความลดเหลื่อมล้ำของเกษตรกรไทย หรือการสร้างความประทับใจให้ผู้บริโภคในเมืองใหญ่

    Future Forum 2025: The Great Transformation จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) และได้รับการสนับสนุนจาก เอไอเอส อะคาเดมี บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส โกลบอล เซอร์วิสเซส จำกัด เอสซีจี บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/449102&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_jAtLOe7FuTDkTHf9xUUu

  • “อาตี๋ รีวิว” เผยถึงความสำเร็จของยอดขายหลักสิบล้าน  ผ่านโปรแกรมแอฟฟิลิเอตบน YouTube Shopping ที่กำลังเติบโตในไทย

    “อาตี๋ รีวิว” เผยถึงความสำเร็จของยอดขายหลักสิบล้าน ผ่านโปรแกรมแอฟฟิลิเอตบน YouTube Shopping ที่กำลังเติบโตในไทย

    ไอที

    “อาตี๋ รีวิว” เผยถึงความสำเร็จของยอดขายหลักสิบล้าน ผ่านโปรแกรมแอฟฟิลิเอตบน YouTube Shopping ที่กำลังเติบโตในไทย

    วันศุกร์ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.35 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่


    ช่อง “
    อาตี๋ รีวิว” ของคุณตี๋โอ วุฒิพงษ์ ลิขิตชีวัน มีผู้ติดตามกว่า 6 แสนคน ซึ่งได้เริ่มทำช่อง YouTube ตั้งแต่ปี 2019 โดยคอนเทนต์หลักของช่องคือ การรีวิวและให้ความรู้เกี่ยวกับแอปพลิเคชัน, ฟีเจอร์ และแกดเจ็ตต่างๆ อย่างมืออาชีพและตรงไปตรงมา ทำให้ได้รับความเชื่อถือและมีกลุ่มแฟนๆ ที่เหนียวแน่น

    อาตี๋ รีวิว  เป็นอีกหนึ่งช่อง YouTube ที่เข้าร่วมโปรแกรมแอฟฟิลิเอตกับ YouTube Shopping ตั้งแต่ในช่วงเปิดตัวแรกๆ โดยสามารถทำยอดขายได้ถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 32.3 ล้านบาท ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี

    คุณตี๋โอ วุฒิพงษ์ ลิขิตชีวัน กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้ช่อง อาตี๋ รีวิว ประสบความสำเร็จกับการทำแอฟฟิลิเอตบน YouTube คือความน่าเชื่อถือและความจริงใจต่อผู้ชม เมื่อเรามีการสะสมความน่าเชื่อถือจากฐานที่เราเลือกว่าเราจะเป็นใครในสายตาคนดู เมื่อช่อง เลือกสื่อสารกับผู้ชมเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญในเรื่องของเทคโนโลยีและแกดเจ็ตต่างๆ เมื่อได้ขึ้นไลฟ์และติดแท็กสินค้าทำให้เกิดความเชื่อถือและตัดสินใจกดซื้อสินค้าอย่างรวดเร็ว

    ซึ่งก่อนหน้านี้คุณตี๋โอมีความคาดหวังเพียงการทำยอดขายให้ได้หลักล้านบาท แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับได้มากกว่านั้น เพราะในตอนแรกไม่คิดว่าผู้ซื้อใน YouTube Shopping คงไม่ได้เยอะมาก เพราะพึ่งเปิดได้ไม่นาน แต่กลับกลายว่ามีผู้ใช้เยอะ และมีศักยภาพในการซื้อสินค้ามาก เพราะตลอดเวลาที่มีการไลฟ์ จะมีผู้ชมอยู่ประมาณ 30 – 100 คน แต่สามารถสร้างยอดขายได้ในปริมาณมหาศาล ซึ่ง YouTube Shopping ช่วยลบความคิดไปเลยว่าถ้าต้องการยอดขายหลักล้านต้องมีคนดูเป็นหมื่นคน ทำให้คุณตี๋โอเข้าใจได้ว่าจำนวนคนที่ดูไลฟ์ไม่สำคัญเท่ากับศักยภาพของผู้ซื้อ นอกจากนี้ เครื่องมือของ YouTube ก็มีความพร้อมสำหรับให้ครีเอเตอร์ได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย และโดยส่วนมากผู้ชมบน Youtube มักจะค้นหาสิ่งที่ต้องการมาแล้ว และเมื่อเจอไลฟ์สินค้าที่ตรงประเด็นและน่าเชื่อถือ ก็ทำให้เกิดการซื้อสินค้าที่รวดเร็ว

    อีกเทคนิคที่สำคัญในการทำยอดขายระหว่างไลฟ์ของ ช่อง “อาตี๋ รีวิว” คือ การใส่คีย์เวิร์ดเพื่อให้ผู้ชมค้นหาสินค้าเจอและมุ่งตรงมาที่ช่อง และโครงสร้างของคอนเทนต์ก็ควรมีองค์ประกอบให้ครบถ้วน มีความน่าสนใจ น่าเชื่อถือ และติดเเท็กสินค้าไว้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการซื้อสินค้านั้นๆ แม้ไม่ได้ดูไลฟ์จนจบ

    “แพลนของผมในการทำ YouTube Shopping ต่อจากนี้คือ อยากทำให้ผู้ติดตามของเราเจอสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่คุ้มค่าที่สุด ตอนนี้ก็เตรียมรีเสิร์ชและวางแผนมากขึ้น ทั้งในเรื่องของคำค้นหาหรือคอนเทนต์ไหนที่จะทำให้ผู้ชมเข้ามาเพิ่มขึ้น การเพิ่มกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ รวมไปถึงการทำคลิปให้ตรงประเด็น เช่น โทรศัพท์รุ่นไหนดีกว่า A หรือ B ประกอบกับรีวิวสินค้าด้วยความจริงใจ แล้วไม่ว่าผู้ชมจะชอบหรือเลือกรุ่นไหน เราก็จะมีตะกร้าสินค้าให้ซื้อได้ทันที” คุณตี๋โอ วุฒิพงษ์ ลิขิตชีวัน กล่าวสรุป

    และนอกจากการไลฟ์แล้ว คุณตี๋โอยังสามารถทำรายได้โดยเฉลี่ยทุกเดือนจากคลิปต่างๆ ที่ทำไว้ในช่อง YouTube ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณตี๋โอมีรายได้จากยอดเข้าชมคลิปวิดีโอเหล่านั้นอีกด้วย

    นี่คือสิ่งที่ YouTube เชื่อมั่นมาโดยตลอดและพยายามสื่อสารกับครีเอเตอร์ว่าที่สามารถเข้าร่วมโปรแกรมแอฟฟิลิเอต YouTube Shopping ผ่านการสร้างคอนเทนต์จากเรื่องใกล้ตัวได้ โดยเน้นที่การเลือกผลิตภัณฑ์และผสานแอฟฟิลิเอตอย่างกลมกลืนโดยไม่ละทิ้งเอกลักษณ์ของช่อง ทำให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชมได้อย่างเหนียวแน่นยิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายในเวลาเดียวกัน ในมุมของผู้ชมเองก็ได้รับประสบการณ์ที่ดี  เพราะสามารถค้นหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ผ่านครีเอเตอร์ที่เขาชอบ ซึ่งช่วยเชื่อมโยงเส้นทางของผู้บริโภค ตั้งแต่การค้นหาไปจนถึงการตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็ว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/448986&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b2Oc-A6eKUL5jqwPgROLF