Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จีนเที่ยวไทย ‘วันชาติ 2568’ พุ่ง 3 เท่าสัญญาณฟื้นตัวแรง แตะ 2 หมื่นคนต่อวัน

    จีนเที่ยวไทย ‘วันชาติ 2568’ พุ่ง 3 เท่าสัญญาณฟื้นตัวแรง แตะ 2 หมื่นคนต่อวัน

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า
    การท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วง เทศกาลวันหยุดยาววันชาติจีน 2568 โกลเด้นวีคของจีน (26 ก.ย.–6 ต.ค. 2568) ซึ่งถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของปี สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน ทั้งในด้าน เที่ยวบินที่เต็มเกือบ 100% และ ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องทุกวัน

    เที่ยวบินเต็มทุกเส้นทาง สะท้อนดีมานด์แรง

    ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายนเป็นต้นมา ตั๋วเครื่องบินจากเมืองต่าง ๆ ของจีนมายังประเทศไทยถูกจองจนหมดแทบทุกที่นั่ง อัตราผู้โดยสารเฉลี่ยพุ่งแตะ 99% สูงกว่าช่วงเวลาปกติถึง 3 เท่า  ซึ่งสะท้อนความต้องการเดินทางที่แรงเกินคาด และตอกย้ำว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวจีน

    “เที่ยวบินเต็ม 99% ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนแตะเกิน 20,000 คนต่อวัน และแนวโน้มยังคงขยับขึ้นต่อเนื่อง ทั้งหมดคือสัญญาณเชิงบวกที่ยืนยันว่า ประเทศไทยยังครองใจนักท่องเที่ยวจีนอย่างเหนียวแน่น หากต่อยอดด้วยมาตรการสร้างความสะดวก ความปลอดภัย และการบริการที่อบอุ่น ก็จะช่วยผลักดันให้ตลาดจีนกลับมาเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างมั่นคง”

    จีนเที่ยวไทย 'วันชาติ 2568' พุ่ง 3 เท่าสัญญาณฟื้นตัวแรง แตะ 2 หมื่นคนต่อวัน

    นโยบายรัฐ–สายการบิน เดินเกมรุก

    ในช่วง Golden Week นี้  ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้อัดฉีดมาตรการสนับสนุนด้านการบิน    โดยมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากเมืองต่างๆของจีน เช่น Xi’an   Chengdu  Hefei  Xining  Huangshan   Shanxi และ Changsha   เข้ามายังกรุงเทพฯ  และบางส่วนกระจายไปยังสมุย และเชียงใหม่     

    จีนเที่ยวไทย 'วันชาติ 2568' พุ่ง 3 เท่าสัญญาณฟื้นตัวแรง แตะ 2 หมื่นคนต่อวัน

    อีกทั้งในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้  ยังจะมีเที่ยวบินใหม่และเที่ยวบินเช่าเหมาลำทั้งของจีนและไทยที่จะเริ่มทำการบิน อาทิ เสิ่นหยาง–กรุงเทพฯ, ฉงชิ่ง–กรุงเทพฯ, เจิ้งโจว–กรุงเทพฯ, หางโจว–ภูเก็ต และเฉิงตู–เชียงใหม่  โดยการเชื่อมต่อเมืองรองเหล่านี้จะช่วยขยายฐานนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

    ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนพุ่งต่อเนื่อง

    ข้อมูลระหว่าง 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 ยืนยันกระแสการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

    นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 586,942 คน นักท่องเที่ยวจีนรวม 123,752 คน คิดเป็น กว่า 1 ใน 5 ของตลาดรวม ที่สำคัญ ตัวเลขจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกวัน จาก 11,649 คนในวันที่ 26 ก.ย. ขยับขึ้นเป็น 17,018 คนในวันที่ 29 ก.ย. และทะลุ 23,902 คนในวันที่ 1 ต.ค. ก่อนจะทรงตัวสูงต่อเนื่องกว่า 22,000 คนในวันที่ 2 ต.ค.

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    นี่คือสัญญาณว่า “ตลาดจีนกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง”

    ปัจจัยเสริมความเชื่อมั่น

    เสถียรภาพทางการเมืองของไทย ช่วยสร้างความมั่นใจในการเดินทาง

    • มาตรการเข้มงวดของอาเซียนในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลดความกังวลของสังคมจีน
    • กระแสสื่อจีนที่เปลี่ยนเป็นเชิงบวก นำเสนอภาพประเทศไทยปลอดภัย มีคุณภาพ และอบอุ่น

    การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจีนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว รถโดยสาร ไปจนถึงสายการบินในประเทศ เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ได้รับอานิสงส์ทันที ขณะเดียวกัน เมืองรองอย่างขอนแก่น สุโขทัย หรือกระบี่ ก็มีโอกาสดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น ผ่านเส้นทางบินใหม่และการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640595&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VD-Eq73mX1Sllg8ndT79K

  • เปิดสถิติ ‘ต่างชาติเที่ยวไทย’ 9 เดือนแรกปี 68 จำนวนสะสม 24.11 ล้านคน ติดลบ 7.5%

    เปิดสถิติ ‘ต่างชาติเที่ยวไทย’ 9 เดือนแรกปี 68 จำนวนสะสม 24.11 ล้านคน ติดลบ 7.5%

    กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เปิดสถิติ ‘นักท่องเที่ยวต่างชาติ’ เดินทางเข้าไทย ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 ตั้งแต่ 1 ม.ค.-30 ก.ย. สะสม 24.11 ล้านคน ติดลบ 7.5% สร้างรายได้ 1.11 ล้านล้านบาท ส่วนตลาด ‘นักท่องเที่ยวไทย’ มีจำนวนการเดินทาง 148.7 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.89% สร้างรายได้ 8.54 แสนล้านบาท รวมรายได้ตลาดในและต่างประเทศอยู่ที่ 1.97 ล้านล้านบาท

    รายงานข่าวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 ก.ย. พบว่ามีจำนวนสะสม 24,115,328 คน ลดลง 7.56% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1,113,755 ล้านบาท ลดลง 5.85%

    10 อันดับแรกของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสูงสุดในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568

    1. มาเลเซีย                 3.47 ล้านคน     ลดลง 7.05%

    2. จีน                          3.41 ล้านคน     ลดลง 34.97%

    3. อินเดีย                    1.77 ล้านคน      เพิ่มขึ้น 15.28%

    4. รัสเซีย                    1.27 ล้านคน      เพิ่มขึ้น 9.71%

    5. เกาหลีใต้                1.13 ล้านคน      ลดลง 17.70%

    6. ญี่ปุ่น                           8 แสนคน      เพิ่มขึ้น 5.39%

    7. สหราชอาณาจักร          7.5 แสนคน   เพิ่มขึ้น 13.66%

    8. สหรัฐ                          7.4 แสนคน   เพิ่มขึ้น 5.59%

    9. ไต้หวัน                        7.3 แสนคน   ลดลง 9.14%

    10. สิงคโปร์                     6.8 แสนคน   ลดลง 1.65%

    แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลง แต่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปมีการใช้จ่ายมากขึ้น โดยในปี 2568 มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 46,000 บาท/คน/ทริป เพิ่มขึ้น 1.74%

    ทั้งนี้ นอกจากการเติบโตตามฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาส 4 ที่เป็นการเข้าสู่ไฮซีซัน ยังมีปัจจัยสนับสนุนต่างๆ อาทิ การจัดกิจกรรมอีเวนต์ที่จะเกิดขึ้นในปลายปี การอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว (Ease of Traveling) และการเพิ่มของตารางการบินในช่วงฤดูหนาวและการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ด้านตลาด “ไทยเที่ยวไทย” รายงานข่าวจากกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางในประเทศ จำนวนสะสม 148.7 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.89% สร้างรายได้ 854,351 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.33%

    เมื่อรวมรายได้จากทั้งตลาดในและต่างประเทศช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 พบว่ามีรายได้รวมสะสม 1.97 ล้านล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1201472&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z9zk6ndfidSnJ1-I95PEU

  • “รมว.นฤมล” ตั้ง กรรมการกลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม

    “รมว.นฤมล” ตั้ง กรรมการกลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม

    “รมว.นฤมล” ตั้ง กรรมการกลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม

    “รมว.นฤมล”สั่งตั้ง กรมมการกลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม ลั่น เอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู หวั่น บั่นทอนคุณภาพศึกษา

    จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลกล่าวอ้างว่า โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรมปั่นยอดจำนวนนักเรียน โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า–ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรครูและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน นั้น 

    เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกำชับว่า หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด
     

    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมว่า อาจเกี่ยวโยงกับกรณีร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วยที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่หากผลสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดจริงจะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพราะการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

    ดิฉันยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่บ่อนทำลายระบบการศึกษา จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่าการศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731388&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jK_IzfW9xtRV0V0_B2mM0

  • “น้องพิม พิมพ์พิศา” หลานสาว “กรณ์ ณรงค์เดช” สวยเรียนเก่งมาก เข้ามหาวิทยาลัยระดับโลกได้สำเร็จ

    “น้องพิม พิมพ์พิศา” หลานสาว “กรณ์ ณรงค์เดช” สวยเรียนเก่งมาก เข้ามหาวิทยาลัยระดับโลกได้สำเร็จ

    น้องพิม-พิมพ์พิศา ณรงค์เดช สวยและเก่งมาก ล่าสุดเรียนต่อที่ King’s College London  

    หลายคนอาจรู้จักเธอในฐานะหลานสาวของ กรณ์ ณรงค์เดช แต่ตอนนี้ น้องพิม–พิมพ์พิศา ณรงค์เดช กำลังจะก้าวขึ้นเป็นชื่อที่พูดถึงในแวดวงบันเทิงและแฟชั่นในเวลาเดียวกัน

    น้องพิม เพิ่งจบการศึกษาในระดับ High School จากโรงเรียนประจำในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หนึ่งในโรงเรียนประจำที่มีค่าเล่าเรียนแพงที่สุดในโลก เผยให้เห็นทั้งความมุ่งมั่นและพื้นฐานการศึกษาที่เข้มข้น

    เดินทางส่งถึงลอนดอน คุณน้ากรณ์ เดินทางส่งถึงมหาวิทยาลัย

    ไม่เพียงแค่จบการศึกษา น้องพิม ยังเดินหน้าต่อทันที ล่าสุดคุณน้าสุดหล่อ กรณ์ ณรงค์เดช เดินทางไปส่งหลานสาวถึงมหาวิทยาลัย King’s College London สถาบันระดับโลกที่ขึ้นชื่อในด้านวิชาการ วิจัย และเครือข่ายระดับนานาชาติ (King’s College London เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงลอนดอน  

    อินฟลูเอนเซอร์สายแฟชั่น: เส้นทางใหม่ของน้องพิม

    นอกจากบทบาทนักศึกษาแล้ว น้องพิม ได้เริ่มเดินเข้าสู่วงการแฟชั่นในฐานะอินฟลูเอนเซอร์สาว ดึงดูดความสนใจในงาน GANNI Exclusive Styling Session” ที่ Central Embassy โดยเธอรับบทเป็นผู้แชร์เคล็ดลับมิกซ์แอนด์แมตช์ลุคแฟชั่นสุดเท่ในคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025 

    ในงานนั้น น้องพิม เผยความเป็นตัวเอง ในฐานะแฟชั่นไอคอนรุ่นใหม่ที่ไม่ยึดติดแต่ยังคงสง่างาม เป็นสไตล์ที่ตอบโจทย์ผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าแสดงออก

    ท้าทายตั้งแต่ต้น มุมมองอนาคตและแรงบันดาลใจ

    การเรียนที่โรงเรียนประจำในสวิตเซอร์แลนด์ และก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ น้องพิม ไม่ใช่แค่มีชื่อเสียงแต่มีวิสัยทัศน์ของชีวิตที่ใหญ่กว่านั้น แม้ข้อมูลบางส่วนยังไม่เปิดเผย เช่น คณะหรือแผนการศึกษาเฉพาะ แต่การได้เห็นเธอก้าวเข้าสู่โลกแฟชั่นควบคู่กับบทบาทนักเรียน ทำให้หลายคนจับตามองว่าอนาคตของน้องพิมจะเป็นอย่างไรในเส้นทางสายบันเทิงและไลฟ์สไตล์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9849102/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eqniMI4zPacyJrUFoHQDj

  • รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมฉลองครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจนำพาประเทศไทยก้าวสู่ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวและกีฬา

    รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมฉลองครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจนำพาประเทศไทยก้าวสู่ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวและกีฬา

    รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมฉลองครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจนำพาประเทศไทยก้าวสู่ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวและกีฬา


    3/10/2568 | 37 |

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากรในสังกัด และสื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    พิธีการเริ่มต้นด้วยการสักการะศาลพระภูมิเทวา ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ตามด้วยพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้บริหารและบุคลากรทุกคน โดยมีนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวง เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง แสดงถึงความสามัคคีและความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงฯ

    นายอรรถกร กล่าวในโอกาสนี้ว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนทั้งภาคการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญอุปสรรคจากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น โรคระบาด การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่บุคลากรของกระทรวงฯ ทุกคนยังคงยืนหยัด มุ่งมั่น และร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้กระทรวงฯ ก้าวผ่านทุกความท้าทายและบรรลุเป้าหมายสำเร็จ

    “การก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 ของกระทรวงฯ นับเป็นอีกก้าวสำคัญ โดยล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมจนถึงวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ทะลุ 24 ล้านคนแล้ว ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมกว่า 1.97 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันด้านกีฬา ก็ยังเป็นพลังสำคัญที่สร้างความสุขและแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชน อีกทั้งยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    ภายหลังการกล่าวแสดงความยินดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประชุมและพบปะกับคณะผู้บริหาร รวมถึงท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดจากทั่วประเทศ บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของบุคลากรในกระทรวงฯ ที่พร้อมเดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวและกีฬาไทยสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/428940&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UxLuZ4lzpnhGYglcnBPED

  • เลย เที่ยวภู ดูหมอก อาทิตย์สวย สุดฟิน ธรรมชาติแรกแย้ม เราคือผู้พิชิตภูกระดึง

    เลย เที่ยวภู ดูหมอก อาทิตย์สวย สุดฟิน ธรรมชาติแรกแย้ม เราคือผู้พิชิตภูกระดึง

    ภูมิภาค

    เลย เที่ยวภู ดูหมอก อาทิตย์สวย สุดฟิน ธรรมชาติแรกแย้ม เราคือผู้พิชิตภูกระดึง

    วันศุกร์ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.49 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันนี้ไปชมความงดงาม ความสดใหม่ ของธรรมชาติที่สวยงาม บนยอดภูกระดึง จังหวัดเลย ที่ตอนนี้  1 ตุลาคม 2568 นี้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางไปท่องเที่ยวกันแล้ว เราคือผู้พิชิตภูกระดึง 

    นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เผยว่า หลังจากที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ได้ปิดการท่องเที่ยวเป็นเวลา 4 เดือน คือตั้งแต่เดือน มิถุนายน-กันยายน ทำให้ธรรมชาติได้พักฟื้นตัวและกลับมาสวยงามสมบูรณ์อีกครั้งแล้ว พร้อมคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นที่พัก ทั้งบ้านพัก และลานกางเต็นท์ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ร้านอาหาร ลูกหาบ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่างๆ ซึ่งบนยอดภูกระดึงมีจุดไฮไลท์ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของภูกระดึงที่ผาหล่มสัก ได้ขึ้นชื่อในเรื่องของการชมพระอาทิตย์ตก ที่มีเอกลักษณ์และสวยงามมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย และ “ผานกแอ่น” ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกอันงดงามบนยอดภูกระดึงในช่วงเช้า และในช่วงนี้เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว บนยอดภูกระดึงยังมีเส้นทางสายน้ำตก อาทิ น้ำตกโผนพบ น้ำตกวังกวาง น้ำตกเพ็ญพบใหม่ น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกถ้ำสอเหนือ ซึ่งสภาพอากาศในช่วงนี้ บนยอดภูกระดึงอุณหภูมิ 15-18 องศาเซลเซียส

    สำหรับในปีนี้ทางอุทยานฯภูกระดึง ได้ปรับเวลาขึ้น-ลงเขาใหม่ เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงเจอสัตว์ป่า โดยเฉพาะ ช้างป่า ซึ่งได้กำหนดเวลาขึ้นเขา  06.00 – 12.00 น. (ย้ำ) และลงเขาต้องไม่เกิน 13.00 น.ใครมาหลัง 12.00 น. ทางอุทยานฯจะห้ามขึ้นเด็ดขาด เพราะเส้นทางขึ้นยาว 5.5 กม. ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง หากขึ้นช้า อาจเสี่ยงพลบค่ำ เจอช้างป่า ซึ่งปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวโดนช้างทำร้ายจนเสียชีวิต อุทยานฯ เลยต้องเพิ่มมาตรการ ก่อนขึ้นจะมีการ อบรมก่อนขึ้น พร้อมกับคู่มือเอาตัวรอดจากช้าง ฤดูกาลใหม่นี้ เตรียมตัวดี ๆ อย่ามาสายเดินให้ทันเวลา ปลอดภัยที่สุด

    การท่องเที่ยวภูกระดึงควรใช้เวลาอย่างน้อย 2 คืน 3 วัน โดย วันแรกเดินขึ้นสู่ลานกางเต็นท์ วันที่สองเที่ยวชมเส้นทางน้ำตก เช่น น้ำตกวังกวาง, น้ำตกเพ็ญพบ, น้ำตกถ้ำใหญ่ และในวันที่สามเที่ยวชมเส้นทางหน้าผา เช่น ผานกแอ่น (ชมพระอาทิตย์ขึ้น) ห่างออกจากที่ทำการวังกวาง 2 กิโลเมตร และปิดท้าย ชมพระอาทิตย์ตก) เดินตามเส้นทางเลาะริมผาหรือเส้นทางผ่านน้ำตก (ประมาณ 9 กิโลเมตร ไปกลับ 18 กิโลเมตร ) เพื่อไปยังผาหล่มสัก. 

    ช่วงนี้แนะนำ มีจักรยานเอกชน ให้บริการตามเส้นทางกำหนด มี  2 แบบ ล้อเล็ก ล้อใหญ่  ราคา โปรโมชั่น  300 บาท จากราคาปกติ 360 ล้อเล็ก 410  ล้อใหญ่  เปิด เวลา 08.30 -18.00  น. ยามค่ำ 

    นายภูวนัย  ให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมในเรื่องของ การเตรียมตัว:ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการเดินป่าระยะไกล หมั่นออกกำลังกาย คนที่เป็นโรคหัวใจห้ามเด็ดขาด

    ส่วนด้านบนภูกระดึงนั้นมี บริการต่างๆ:บนภูกระดึงมีร้านอาหาร ร้านค้า และบริการเช่าอุปกรณ์ต่างๆ.มีบริการเช่าชาร์ตแบตมือถือ และทางอุทยานฯ ปีนี้เราจะเน้นในเรื่องให้นักท่องเที่ยวช่วยรักษาความสะอาด และให้นักท่องเที่ยวได้เข้าโครงการอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติภูกระดึง และการนำถุงพลาสติกเข้ามา เราก็จะมีถุงผ้าให้เปลี่ยน เราก็ยังมีนำขยะลงมาจากยอดภูและมีใบประกาศให้เช่นเดิมเหมือนทุกปี การจัดตั้งโครงการของหายได้คืน lost and found โดยในปีที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจอุทยานแห่งชาติภูกระดึง – Phu Kradueng National Park หรือ โทร. 042-810833, 042-810834

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449067&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw357xAc3MFazaDq5_t3mMkX

  • ตุลาคม 3, 2025

    ตุลาคม 3, 2025

    © 2017-2025 Online Newstime. All Rights Reserved

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/2025/10/03/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QQoQOisXksn_GO90ExlrD

  • U

    U

    เนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (UnionPay International) ผนึกความร่วมมือกับ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด (NITMX) ประกาศให้บริการชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ด้วย UnionPay เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ให้นักท่องเที่ยวจีนสามารถสแกนจ่ายกับร้านค้าที่รองรับการชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยผู้ใช้งานสามารถสแกน QR Code พร้อมเพย์ผ่านแอปพลิเคชัน UnionPay (YunShanFu) หรือแอปพลิเคชันธนาคารที่รองรับฟังก์ชันชำระเงินของ UnionPay มอบประสบการณ์การชำระเงินดิจิทัลที่สะดวกและลื่นไหล เหมือนการใช้งานในประเทจีน

    UnionPay ผนึก NITMX เปิดให้บริการชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ด้วย UnionPay รองรับการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวจีน หนุนเศรษฐกิจโตผ่านการท่องเที่ยว

    นายเจี้ยน เจียงเทา ประธานภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า “การชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ได้รับความนิยมสูงจากสถาบันการเงินและร้านค้าทั่วประเทศไทย โดยรายงานในปี 2567 พบว่าการชำระเงินดิจิทัลในไทยมีมูลค่ารวมราว 141 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.15 ล้านล้านบาท) เติบโต 5% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าระหว่างปี 2568-2572 มูลค่าตลาดจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ย 21.47% ต่อปี จากความแพร่หลายของการชำระเงินดังกล่าว UnionPay ได้ร่วมมือกับ NITMX ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินแนวหน้าของประเทศไทย เพื่อผนวกบริการชำระเงิน QR Code ของ UnionPay เข้ากับระบบพร้อมเพย์ ทำให้ผู้ถือบัตรที่มีแอปพลิเคชัน UnionPay หรือแอปพลิเคชันธนาคารที่รองรับฟังก์ชันชำระเงินของ UnionPay สามารถสแกน QR พร้อมเพย์ได้อย่างสะดวกและปลอดภัยกับร้านค้าที่รองรับการชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ ทั้งนี้ การขยายเครือข่ายการชำระเงินผ่าน QR ในระดับโลกถือเป็นปณิธานสำคัญของ UnionPay และความร่วมมือในครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การชำระเงินที่สะดวกและไร้รอยต่อสำหรับลูกค้าทั่วโลก”

    นายฉัตรชัย ดุษฎีโหนด กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด กล่าวว่า “NITMX มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการชำระเงินระดับโลกอย่าง UnionPay ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่งของจีน และมีประสบการณ์ให้บริการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิตอย่างยาวนานทั้งในประเทศและระดับสากล จากบทบาทของการชำระเงินผ่าน QR Code ต่อเศรษฐกิจประเทศจีนและไทย ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถชำระเงินแบบไร้เงินสดกับร้านค้าที่รองรับพร้อมเพย์นับล้านแห่งทั่วประเทศ รวมถึงเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาการชำระเงินในอนาคต เราพร้อมสานต่อความร่วมมือกับ UnionPay เพื่อพัฒนา ยกระดับ และขยายบริการชำระเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป”

    สำหรับแผนการดำเนินงานในเฟสถัดไป UnionPay และ NITMX อยู่ระหว่างการพัฒนาการชำระเงินผ่าน QR Code สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปประเทศจีน โดยจะมีการประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมเร็ว ๆ นี้

    ติดตามข่าวสารและข้อมูลของ UnionPay ได้ทาง https://www.unionpayintl.com/th/ และติดตามข้อมูลของ NITMX ได้ทาง https://www.itmx.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0muywndsq5d186wsb0ea0u9pztq9jk&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s7F1XkmkUwLLRonQKaTmG

  • ‘คลัง’ ย้ำเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ ชูธงวินัยการคลัง เร่งฟื้นเชื่อมั่น

    ‘คลัง’ ย้ำเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ ชูธงวินัยการคลัง เร่งฟื้นเชื่อมั่น

    เศรษฐกิจ

    ‘คลัง’ ย้ำเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ ชูธงวินัยการคลัง เร่งฟื้นเชื่อมั่น

    04 ต.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    กระทรวงการคลังจะเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเตรียมทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ในเดือนพ.ย.นี้

    • กระทรวงการคลังจะเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเตรียมทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ในเดือนพ.ย.นี้
    • การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างเสถียรภาพระยะยาว
    • คลังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีในส่วนที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย เช่น การพิจารณาปรับปรุงพิกัดสินค้าบางรายการ

    สิ่งแรกที่รัฐบาลใหม่มุ่งเน้นคือนโยบายที่ช่วยประชาชนอย่างทันท่วงที แต่ “กติกาใหญ่” ที่กำหนดขอบเขตการใช้จ่ายของรัฐและมักถูกมองข้ามไป คือ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญในฐานะรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ คือ การเตรียมทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ในช่วงเดือนพ.ย.นี้ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

    นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า การดำเนินนโยบายของรัฐบาลจะตั้งอยู่บนหลักการของการมีธรรมาภิบาลและวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ด้วยการเปิดเผยข้อมูลทุกนโยบายที่ดำเนินการอย่างชัดเจน โดยระบุถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับและต้นทุนทางการคลังที่ประเทศต้องจ่าย

    ด้านการบริหารงบประมาณ นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลจะเริ่มใช้งบประมาณภายใต้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ที่ได้ผ่านการพิจารณาของสภาฯ ไปแล้ว โดยมีการวางรากฐานและกำหนดทิศทางด้านรายจ่ายให้สอดคล้องกับกรอบวินัยการคลัง

    ขณะเดียวกัน ในมิติของการจัดการรายได้ แม้ในระหว่างการทำงานของรัฐบาลจะยังไม่สามารถแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติได้ แต่ก็จะมีการดำเนินการในส่วนที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย ซึ่งเบื้องต้น กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมธนารักษ์ ได้เตรียมการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ทั้งหมดแล้ว อาทิ การพิจารณาดำเนินการกับแนวคิดที่เคยมีการศึกษาไว้ เช่น การจัดการ พิกัดสินค้าบางตัว ที่ยังไม่เต็มเพดาน หรือการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีต่างๆ

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ถือเป็นเข็มทิศสำคัญที่กำกับให้การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ป้องกันไม่ให้นโยบายประชานิยมระยะสั้นเข้ามาทำลายเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาว ซึ่งการวางกรอบการคลังที่ชัดเจนนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจโดยรวม

    นายวรภัค เน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ โดยมีหัวใจสำคัญดังนี้

    “การคลังของประเทศจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ต้องไม่หลุดกรอบไปตามแรงกดดันทางการเมือง” 

    นายวรภัค กล่าวต่อว่า ครม. เศรษฐกิจให้ความสำคัญ การดำเนินนโยบายภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ได้แก่

    1.แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Plan) ถือเป็นแผนแม่บทที่ทุกหน่วยงานต้องยึดเป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณ การทบทวนแผนดังกล่าวจึงเป็นภารกิจแรกๆ เพื่อให้ทิศทางการคลังของประเทศมีความต่อเนื่องและไม่บิดเบือน

    2.การตั้งงบประมาณ สำหรับการเตรียมการงบประมาณปี 2569 จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เช่น งบลงทุน ต้องไม่ต่ำกว่า 20% ของงบประมาณทั้งหมดและต้องไม่ต่ำกว่าวงเงินขาดดุลงบประมาณ ขณะที่ งบกลาง จะต้องตั้งไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินและจำเป็นจริงๆ ไม่ใช่เพื่อเป็นงบสำรองตามความสะดวก

    3.โครงการผูกพันงบประมาณ ทุกโครงการที่สร้างภาระผูกพันต่องบประมาณในอนาคต จะต้องมีการคำนวณภาระหนี้ รายจ่าย และชี้แจงแหล่งเงินทุนอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้กลายเป็น “ระเบิดเวลา” ทางการคลังในภายภาคหน้า

    4.การบริหารหนี้สาธารณะ ต้องบริหารจัดการหนี้ให้อยู่ภายใต้กรอบที่กำหนด เช่น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP หากมีแนวโน้มจะทะลุกรอบ จะต้องมีการรายงานและเสนอแนวทางแก้ไขต่อคณะรัฐมนตรีโดยทันที

    นายวรภัค กล่าวว่า การเมืองมักถูกท้าทายด้วยความเร่งด่วน ต้องเร่งแก้ปัญหาปากท้อง ต้องเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ดังนั้นการตัดสินใจด้านงบประมาณเปรียบเสมือนการเดินบนสะพานเชือกที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเร่งด่วนของประชาชน กับความเชื่อมั่นของตลาดการเงินและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว 

    ทั้งนี้ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง จึงไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นราวจับที่ช่วยให้รัฐบาลก้าวเดินได้อย่างมั่นคง และเป็น “กรอบป้องกัน” ที่ทำให้การบริหารการคลังอยู่บนเส้นทางที่ยั่งยืน เพื่อให้ทุกนโยบายสามารถตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นในการช่วยเหลือประชาชน และระยะยาวในการรักษาเสถียรภาพของประเทศไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oQwYXCm5pIjw5OrHuPzNf

  • ลดค่าครองชีพ-กระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสสร้างศรัทธา‘รัฐบาลอนุทิน’

    ลดค่าครองชีพ-กระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสสร้างศรัทธา‘รัฐบาลอนุทิน’

    ลดค่าครองชีพ-กระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสสร้างศรัทธา‘รัฐบาลอนุทิน’

    วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นับหนึ่ง 120 วัน หรือ 4 เดือนภายใต้กรอบการทำงานที่จำกัดของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนนำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ที่ล่าสุดเตรียมลุยฟื้นเศรษฐกิจ ตอบโจทย์นโยบาย “Quick Big Win” เน้นรวดเร็ว-สร้างผลกระทบสูง พร้อมตั้งเป้า ลดขาดดุลระยะยาวกลับสู่ 3% โดยการบูรณาการร่วมกัน ระหว่าง รัฐบาล หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชน พร้อมยกระดับธรรมาภิบาลการคลัง รักษาวินัยการคลัง ที่ยั่งยืน   

    แม้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและอำนาจการบริหาร แต่โจทย์ใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้าของรัฐบาลอนุทิน คือการ “แก้ปัญหาปากท้อง” อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับการวางหมุดหมายทางเศรษฐกิจ เพื่อปูทางสู่ความมั่นคงในระยะยาว

    ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวอย่างเปราะบางจากผลกระทบของเงินเฟ้อ ค่าแรงไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และการบริโภคภาคครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น อาทิ โครงการ “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ การลดค่าผ่านทางด่วน รถเมล์ รถไฟฟ้า  จึงกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยอย่างมีความหวัง รวมถึง รถไฟฟ้า 20 บาท สายสีแดงและสายสีม่วง ที่ได้ใจอย่างแรงจากการขยายอายุให้ประชาชนลดค่าครองชีพต่อไปได้อีก 2 เดือน  

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องไม่ละเลยการเร่งรัด โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) เช่น รถไฟฟ้าสายใหม่ ทางด่วนเชื่อมเมือง และ การลงทุนใน EEC ที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างการจ้างงาน และเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ  

    หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณที่จำกัดอย่างรัดกุม โปร่งใส และ ทำให้ประชาชนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ในระยะสั้น สิ่งนี้จะไม่เพียงแต่บรรเทาปัญหาในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการวางรากฐานความไว้วางใจ ซึ่งมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อ “สมรภูมิการเลือกตั้ง” ที่จะมาถึงในไม่ช้า 

    อย่างไรก็ดี ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในอนาคตไม่ได้จำกัดแค่ปากท้อง หากยังรวมถึงการปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนเร็ว เช่น ความผันผวนของราคาพลังงาน, เทคโนโลยี AI ที่กระทบแรงงานดั้งเดิม, และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน รัฐบาลเฉพาะกิจต้องเตรียมวางแนวนโยบายเบื้องต้นเพื่อส่งต่อให้รัฐบาลถาวรอย่างไม่สะดุด 

    บทพิสูจน์ของรัฐบาลอนุทินในช่วงเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่การ “ประคองสถานการณ์” แต่คือ การส่งสัญญาณความพร้อม ความจริงใจ และ ประสิทธิภาพ ที่จะเป็นปัจจัยชี้วัดความเชื่อมั่นจากประชาชน ในวันที่ต้องหวนกลับสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง

    บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,137 วันที่ 5 – 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/editorial/640558&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d7oRHrRcIkspv3lv_g5Gs