Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เชียงรายผงาด! ค้าปลีกโตสวนเศรษฐกิจภาคเหนือ ด้วยพลังโลจิสติกส์ชายแดน

    เชียงรายผงาด! ค้าปลีกโตสวนเศรษฐกิจภาคเหนือ ด้วยพลังโลจิสติกส์ชายแดน

    ค้าปลีกเชียงรายโตสวนกระแสเศรษฐกิจเหนือ เบื้องหลังตัวเลข “+1.7% QoQ” ในไตรมาส 2/2568 จากแรงอัดฉีดรัฐ–พลังการค้าชายแดน และบททดสอบครึ่งปีหลัง

    เชียงราย, 3 ตุลาคม 2568 — กลางบรรยากาศค้าขายคึกคักบริเวณด่านพรมแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก รถบรรทุกผลไม้และสินค้าอุปโภคบริโภคทยอยผ่านเข้าออกอย่างต่อเนื่อง ร้านค้าปลีก–ค้าส่งตลอดแนวชายแดนชูโปรโมชันรับลูกค้าชาวไทย–เมียนมา–ลาว ในช่วงเวลาที่หลายจังหวัดภาคเหนือยังจับจ่ายระมัดระวังมากขึ้น ตัวเลข “ขายดีผิดคาด” ของเชียงรายถูกยืนยันด้วยรายงานผลสำรวจเบื้องต้นของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ว่าใน ไตรมาส 2 ปี 2568 ธุรกิจการขายปลีกสินค้าและงานบริการของจังหวัด ขยายตัวเมื่อเทียบไตรมาสก่อน (+1.7% QoQ)

    ตัวเลขดังกล่าวโดดเด่นด้วยสองเหตุผลสำคัญ หนึ่ง—มันสวนทางกับ “สัญญาณชะลอ” ของการบริโภคในภาคเหนือโดยรวมที่เริ่มอ่อนแรงลง และสอง—มันเผยให้เห็น “โครงสร้างแรงขับ” ที่ไม่ได้มาจากกำลังซื้อครัวเรือนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก การเร่งตัวของการใช้จ่ายภาครัฐ และ ความแข็งแกร่งของการค้าชายแดน ซึ่งทั้งสองปัจจัยสะท้อนบทบาทของเชียงรายในฐานะ “หัวสะพานเศรษฐกิจ” ของล้านนาตะวันออกเฉียงเหนือที่เชื่อมลาว–เมียนมา–จีนตอนใต้

    เลนส์ตัวเลข โตจาก “รายรับรวม” ขณะ “สต็อก” ประเทศลดลง

    ข้อมูลภาพรวมจาก “การสำรวจยอดขายรายไตรมาส พ.ศ. 2568 ไตรมาส 1–2” ของ สสช. ระบุว่ามูลค่ายอดขาย/รายรับรวมของธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศ เพิ่มขึ้น 1.7% QoQ ในไตรมาส 2/2568 ขณะเดียวกัน มูลค่าสินค้าคงเหลือของธุรกิจค้าปลีกโดยรวมลดลง 2.8% QoQ สะท้อนการระบายสต็อกที่ดีขึ้นในหลายหมวด โดยเฉพาะหมวดที่ก่อนหน้าเผชิญต้นทุนและภาวะระบายสินค้าช้าจากเศรษฐกิจอ่อนแรง

    หาก “ซูม” มาที่เชียงราย รายได้ค้าปลีก/บริการที่ทยอยดีขึ้นสอดรับกับกิจกรรมเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะ กิจกรรมโลจิสติกส์–เชื้อเพลิง–วัสดุก่อสร้าง–ที่พัก–อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็น “ห่วงโซ่ตามน้ำ” ของโครงการลงทุนสาธารณะและการค้าข้ามแดน ยิ่งเมื่อประกอบกับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวไตรมาส 2 ยิ่งช่วยประคองกิจกรรมบริการให้เป็นบวก

    เบื้องหลังการเติบโต ไม่ใช่ “ฟื้นกำลังซื้อ” แต่คือ “อุปสงค์นำโดยรายจ่าย”

    เมื่อเทียบกับจังหวะเศรษฐกิจภาคเหนือที่โดยรวมยังระวังการใช้จ่าย ตัวเลขของเชียงรายจึงชวนถามว่า “พลังอะไร” ขับเคลื่อน? คำตอบอยู่ที่ แรงอัดฉีดภาครัฐ และ แรงส่งจากการค้าชายแดน ที่เด่นชัดกว่าจังหวัดอื่น

    • ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายลงทุน ข้อมูลเศรษฐกิจภูมิภาคระบุว่า รายจ่ายภาครัฐของเชียงรายพุ่งขึ้นถึง +86.9% YoY ในช่วงไตรมาส 2 โดยมาจากงานลงทุนทางชลประทาน ทางหลวงชนบท และหน่วยงานท้องถิ่นจำนวนมาก เงินลงทุนเหล่านี้ไหลเข้าระบบผ่านค่าแรง–ค่าวัสดุ–ค่าน้ำมัน–ค่าขนส่ง จนเกิด “แรงคูณ” ไปยังค้าปลีกและบริการในพื้นที่
    • การค้าชายแดนยังแข็งแรง มูลค่าการค้าชายแดน/ผ่านแดนของเชียงราย ขยายตัวราว +15.0% ในไตรมาสเดียวกัน สินค้าเด่นคือ ผลไม้สด (ทุเรียน–มังคุด) ไปจีน, น้ำมันเชื้อเพลิง ไป สปป.ลาว, รวมถึง รถยนต์–ปูนซีเมนต์ ตัวเลขดังกล่าวย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะโหนดโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ร้านค้าปลีก–ปั๊มน้ำมัน–ศูนย์บริการยานยนต์–โกดังสินค้า รับอานิสงส์ตรง

    กล่าวอีกทางหนึ่ง การเติบโตของเชียงรายในไตรมาส 2/2568 เป็นการโตแบบ “Expenditure-led” คือขับโดยรายจ่ายลงทุนและการค้า ไม่ใช่ “Income-led” ที่เกิดจากรายได้ครัวเรือนขยายฐาน กรอบคิดนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดเชียงรายจึง “ตัดขาด” จากภาพรวมภาคเหนือบางส่วน และทำไมตัวเลข +1.7% QoQ จึงยืนได้แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในภูมิภาคไม่ฟื้นชัด

    ภาพภาคบริการ โรงแรม–อาหาร–เดินทาง ช่วยพยุงโมเมนตัม

    ฝั่งบริการ ที่พัก–อาหารและเครื่องดื่ม ขยับดีขึ้นตามฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาส 2 และกิจกรรมประชุม–สัมมนา–งานอีเวนต์ของหน่วยงานรัฐ–เอกชนที่มากขึ้น โรงแรมในเมือง–ใกล้สนามบินแม่ฟ้าหลวง–บริเวณแม่สาย–เชียงแสน รายงานอัตราเข้าพักคงที่ถึงดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบไตรมาสก่อน ขณะที่ธุรกิจเดินทางและซ่อมบำรุงยานยนต์ได้ “แรงเสริม” จากปริมาณรถบรรทุก–รถตู้รับส่งตามแนวชายแดน

    อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวเชียงรายยังต้องจับตา “ฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ” โดยเฉพาะตลาดจีนที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศที่อาจกดดันการตัดสินใจเดินทาง หากฐานต่างชาติไม่ฟื้นแรง รายได้ฝั่งบริการอาจต้องพึ่งพาตลาดในประเทศและกลุ่มอาเซียน–เกาหลีใต้มากขึ้น

    มองลึกพฤติกรรมค้าปลีก ใครได้ประโยชน์มากสุด?

    เมื่อลอง “แยกชั้น” ภูมิทัศน์ค้าปลีกในเชียงราย จะพบสัญญาณสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

    1. ค้าปลีกเชิงพาณิชย์–โครงสร้างพื้นฐาน ได้อานิสงส์ตรงจากงานรัฐและการค้า ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์โลจิสติกส์ อะไหล่–บริการยานยนต์ หมวดเหล่านี้หมุนเงินไว กำไรต่อหน่วยไม่สูง แต่ยอดรวมขับดันรายรับทั้งจังหวัด
    2. ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป โตแบบค่อยเป็นค่อยไปและแข่งขันสูง การขยายสาขาของผู้เล่นรายใหญ่ในจังหวัดยิ่งกระตุ้น “การแข่งขันด้านราคา–ต้นทุน” ผู้ค้ารายย่อยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเรื่องบริหารสต็อก–ช่องทางดิจิทัล–ความเชี่ยวชาญเฉพาะ (niche) เพื่อรักษาฐานลูกค้าในย่านชุมชน

    ในภาพรวมจึงเห็น “แนวโน้มควบรวมตลาดเงียบ ๆ” (market consolidation) ที่ยอดขายรวมขยับขึ้น แต่สัดส่วนกลับไหลไปหาผู้ประกอบการที่บริหารต้นทุนและซัพพลายเชนได้มีประสิทธิภาพกว่า

    สัญญาณเตือนครึ่งปีหลัง แรงส่งงบลงทุนเริ่มบาง กำลังซื้อพื้นฐานชะลอ

    แม้ Q2 จะ “สวย” แต่ H2/2568 ของเชียงรายมีโจทย์ยากอยู่ 3 ประการ

    1. แรงอัดฉีดภาครัฐมีแนวโน้มกลับสู่ระดับปกติ — การเบิกจ่ายระดับ +86.9% YoY เป็นจังหวะเร่งพิเศษ หากเข้าสู่ช่วงปรับสมดุล ไตรมาสถัดไปกิจกรรมตามน้ำ (เชื้อเพลิง–วัสดุก่อสร้าง–ขนส่ง) อาจชะลอตัวตาม
    2. กำลังซื้อพื้นฐานอ่อนแรง — ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนในภาคเหนือชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนการระวังใช้จ่ายของครัวเรือนและรายได้ภาคเกษตรที่ไม่สดใส หากไม่มีมาตรการกระตุ้นใหม่ รายจ่ายครัวเรือนด้านสินค้าฟุ่มเฟือยอาจถูกเลื่อนออก
    3. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์–ท่องเที่ยวต่างชาติ — ข่าวเชิงลบด้านความปลอดภัย/เสถียรภาพส่งผลต่อการรับรู้ต่างชาติ หากตลาดจีนชะลอยืดเยื้อ รายได้ฝั่งบริการจะถูกท้าทายมากขึ้น

    เมื่อตัวเลขยอดขายรวมเติบโตจาก “อุปสงค์ภายนอก” มากกว่า “รายได้ครัวเรือน” จึงต้องระวัง ความเสี่ยงสต็อกล้น ในหมวดอุปโภคบริโภค หากผู้ค้า “สั่งของตามความรู้สึกว่าขายดี” แต่ฐานลูกค้าจริงยังย่อส่วน

    เมื่อข้อมูลประเทศชี้ “ลดลง 2.8%” ธุรกิจเชียงรายควรอ่านอย่างไร

    ข้อมูล สสช. ระบุว่า มูลค่าสินค้าคงเหลือค้าปลีกทั้งประเทศลดลง 2.8% QoQ หมายถึงหลายธุรกิจเลือก “เบาเหมาะ–เร็วพอ” ในการตุนสินค้า กระแสนี้ควรถูกนำมาใช้ที่เชียงรายด้วยหลัก 3 ข้อ

    1. อ่านจังหวะโครงการรัฐ/งานชายแดนให้ขาด — สินค้าตามน้ำ เช่น วัสดุก่อสร้าง–เชื้อเพลิง–อุปกรณ์โลจิสติกส์ ควร “รีสต็อกแบบหมุนไว” ผูกโยงกับแผนงานภาครัฐ–เทศบาล–รัฐวิสาหกิจ และตารางส่งออกผลไม้ผ่านแดน เพื่อหลีกเลี่ยงการตุนเกินจำเป็น
    2. แยกหมวดฟุ่มเฟือย–จำเป็น — หมวดจำเป็น (อาหาร–ยา–ของใช้ประจำ) ปรับสต็อกแบบปลอดภัย แต่หมวดฟุ่มเฟือย (ไฟฟ้าบางชนิด–ของใช้เพื่อไลฟ์สไตล์) ควร “รอคำสั่งซื้อ” มากกว่า “สั่งตุน” เพื่อรักษาเงินสด
    3. ใช้ข้อมูลดิจิทัลบริหารสต็อก — เชื่อมข้อมูล POS/ออนไลน์–ออฟไลน์ ให้เห็นรอบหมุนสินค้า (inventory turns) รายวัน/สัปดาห์ ลดดีมานด์ฟอร์แคสต์แบบเดาใจลูกค้า

    เพื่อให้การเติบโต 1.7% “ต่อยอด” ไม่ใช่ “ชั่วคราว”

    สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีก–บริการ

    • บริหารสภาพคล่อง–สต็อกแบบอนุรักษ์นิยม ใน Q3–Q4/2568 โฟกัสหมวดที่ขายเร็ว เกี่ยวข้องโครงการรัฐ–ชายแดน พร้อมแผนระบายสต็อก (promotion playbook) หากกำลังซื้อสะดุด
    • เสริมช่องทางดิจิทัล–ข้ามแดน ปรับสัดส่วนยอดขายไปยังอีคอมเมิร์ซ B2B/B2C และพาร์ตเนอร์โลจิสติกส์ชายแดน ขายยกลัง/สัญญาระยะสั้นแทนหน้าร้านอย่างเดียว
    • ลงทุน “ความต่าง” สินค้าเฉพาะถิ่น–สุขภาพ–เกษตรปลอดภัย–ของฝากคุณภาพ ช่วยกันแรงกดดันด้านราคา และจับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่พักค้าง
    • บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เจรจาซัพพลายเออร์–รวมคำสั่งซื้อ–ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดแรงบีบกำไรขั้นต้นในช่วงแข่งขันราคา

    สำหรับหน่วยงานรัฐในจังหวัด

    • คงความต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐาน–จุดผ่านแดน ดูแลความคล่องตัวด่านแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ เพิ่มประสิทธิภาพพิธีการศุลกากร–โลจิสติกส์
    • สื่อสารความปลอดภัย–ความสงบ บริหารความเชื่อมั่นเชิงรุก โดยจับมือ ททท.–หอการค้า–ผู้ประกอบการท่องเที่ยว สร้างแคมเปญเจาะตลาดที่ยืดหยุ่น เช่น เกาหลีใต้–มาเลเซีย พร้อมฟื้นภาพลักษณ์ตลาดจีนอย่างมีแผน
    • ข้อมูล–อินไซท์เข้าถึงได้ สนับสนุนแดชบอร์ดข้อมูลค้าปลีก–ชายแดน–นักท่องเที่ยวรายเดือน เพื่อให้เอกชนวางสต็อก–โปรโมชันตรงจังหวะ
    • ยกระดับทักษะดิจิทัล–โลจิสติกส์ สำหรับ SMEs ท้องถิ่น เช่น โปรแกรมย่อส่วน “E-commerce Export Readiness” และการเงินหมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยเป็นธรรม

    เสียงจากพื้นที่ ภาคเอกชนมอง “ชัด–เฉียบ–เชื่อม”

    ผู้ประกอบการค้าปลีกย่านแม่สายสะท้อนคล้ายกันว่า “ลูกค้าดีขึ้นจากรถสินค้าข้ามแดน–แรงงานงานก่อสร้างในพื้นที่ แต่รายจ่ายครัวเรือนทั่วไปยังบีบ” ขณะที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในเชียงของมองการค้าผ่านแดนไปจีนตอนใต้ “ทรงตัวถึงขยายเล็กน้อย” หากด่านลื่นไหล–เอกสารดิจิทัลเชื่อมกันได้มากขึ้น “รอบหมุน” จะดีต่อเนื่องและส่งผ่านมายังค้าปลีกปลายทาง

     “หัวสะพานเศรษฐกิจ” ที่ต้องรักษาสมดุล

    ตัวเลข +1.7% QoQ ของเชียงรายคือ “การพิสูจน์ศักยภาพของเมืองชายแดน” ว่าเมื่อรัฐเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานและด่านการค้าทำงานคล่อง เศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถ “ต้านแรงเฉื่อย” ของวัฏจักรบริโภคภูมิภาคได้ อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนของโมเมนตัมนี้ขึ้นอยู่กับ สามสมดุล ที่ต้องรักษาให้ได้พร้อมกัน

    1. สมดุลรายได้–รายจ่าย จากโตด้วยรายจ่ายรัฐ สู่โตด้วยรายได้ครัวเรือน—ต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ–ทักษะ–งานบริการคุณภาพ เพื่อให้กำลังซื้อฐานรากฟื้นจริง
    2. สมดุลค้าปลีก–ชุมชน การขยายของผู้เล่นรายใหญ่ควรเดินคู่การยกระดับร้านชุมชน ให้มีดิจิทัล–โลจิสติกส์–สินค้าคุณภาพ สร้างระบบนิเวศที่อยู่ร่วมกันได้
    3. สมดุลชายแดน–ภาพลักษณ์ ความคล่องตัวด่านและความปลอดภัยท่องเที่ยวคือ “สองคานงัด” ที่ต้องแข็งพร้อมกัน เพื่อให้เชียงรายรักษาฐานค้าชายแดนและดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    หากทุกฟันเฟืองหมุนสอดประสาน เชียงราย จะไม่เพียง “โตสวนทาง” ชั่วคราว แต่สามารถยืนระยะในฐานะ ศูนย์กลางค้าปลีก–บริการชายแดน ของภาคเหนือ ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอให้ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ยั่งยืน

    ไฮไลต์ตัวเลขที่ต้องจำ

    • ค้าปลีก/บริการเชียงราย Q2/2568 +1.7% QoQ (รายรับรวม)
    • สินค้าคงเหลือค้าปลีกทั้งประเทศ Q2/2568 –2.8% QoQ
    • รายจ่ายภาครัฐเชียงราย เร่งตัว +86.9% YoY (หนุนกิจกรรมตามน้ำ)
    • มูลค่าการค้าชายแดน/ผ่านแดนเชียงราย ขยาย ประมาณ +15.0%
    • ความท้าทาย H2/2568 แรงส่งงบลงทุน “จาง”; การบริโภคพื้นฐาน “อ่อน”; ความเสี่ยงภาพลักษณ์ท่องเที่ยว “ยังมี”

    ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ (Actionable)

    ผู้ประกอบการ

    • ปรับสต็อกให้ “หมุนไว–เสี่ยงต่ำ” โฟกัสสินค้าตามน้ำโครงการรัฐ–ชายแดน
    • เร่ง “อีคอมเมิร์ซ–B2B ชายแดน” และสร้างสินค้าเฉพาะถิ่นเพิ่มมูลค่า
    • ทำ “ต้นทุนแจ่ม–ข้อมูลชัด” ใช้แดชบอร์ดขายรายสัปดาห์ตัดสินใจโปรโมชัน

    ภาครัฐจังหวัด

    • คงความลื่นไหลด่านแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ และระบบเอกสารดิจิทัล
    • สื่อสารความปลอดภัยเชิงรุก ร่วม ททท.–ผู้ประกอบการ
    • เปิดข้อมูลเชิงลึกค้าปลีก–ท่องเที่ยวรายเดือน ให้เอกชนใช้วางแผนสต็อก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-retail-growth-border-trade/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EHinXd0aj6K13d4F7qHCl

  • ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    sustainability

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    “เจน กูดดอลล์” นักวานรวิทยาและนักอนุรักษ์ ผู้สร้างแรงบันดาลใจและความหวังให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจในการปกป้องธรรมชาติและสัตว์ป่า

    • เจน กูดดอลล์ เป็นนักวานรวิทยาผู้บุกเบิกการศึกษาพฤติกรรมลิงชิมแปนซีในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ ค้นพบว่าพวกมันมีอารมณ์ความรู้สึกและสามารถสร้างเครื่องมือได้
    • การค้นพบและวิธีการศึกษาของเธอได้ปฏิวัติความเข้าใจของมนุษย์ที่มีต่ออาณาจักรสัตว์ และเปลี่ยนแนวทางการศึกษาสัตว์ของนักวิทยาศาสตร์
    • เธอผันตัวจากนักวิทยาศาสตร์มาเป็นนักเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อตั้งสถาบันเจน กูดดอลล์ และเดินทางทั่วโลกเพื่อสร้างความตระหนักรู้
    • มรดกของเธอยังคงสร้างแรงบันดาลใจและความหวังให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจในการปกป้องธรรมชาติและสัตว์ป่า

    “เจน กูดดอลล์” นักวานรวิทยาและนักอนุรักษ์ผู้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมและอารมณ์ของสัตว์ให้เป็นที่รับรู้ทั่วโลกได้เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 91 ปี ตามการแถลงจากสถาบันเจน กูดดอลล์

    กูดดอลล์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน “ลิงชิมแปนซี” ผลงานของเธอไม่เพียงแต่เป็นการบุกเบิกเส้นทางอาชีพของผู้หญิงในสายงานนี้เท่านั้น แต่ยังช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาสัตว์ ด้วยการบันทึกอารมณ์และลักษณะบุคลิกภาพภายในลิงเหล่านี้ ช่วยทำลายกำแพงเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์และอาณาจักรสัตว์ลง

    “การค้นพบของกูดดอลล์ในฐานะนักพฤติกรรมวิทยาได้ปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์ และเธอเป็นผู้สนับสนุนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการปกป้องและฟื้นฟูโลกธรรมชาติของเรา” สถาบันกล่าวในแถลงการณ์บนโซเชียลมีเดีย

    กูดดอลล์ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิอังกฤษ ชั้นทุติยาภรณ์ ในปี 2004 และได้รับเหรียญอิสรภาพแห่งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2025 นอกจากนี้ เธอยังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ส่งสารสันติภาพจากสหประชาชาติในปี 2002

    “ดร.กูดดอลล์ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อโลกของเราและผู้อยู่อาศัยทุกคน ทิ้งมรดกอันล้ำค่าไว้ให้กับมนุษยชาติและธรรมชาติ” สหประชาชาติกล่าวใน X เพื่อเป็นการทรีบิวต์ให้แก่เธอ

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    ค้นพบพฤติกรรมชิมแปนซี

    กูดดอลล์ในวัย 26 ปี เดินทางมาถึงเขตอนุรักษ์ชิมแปนซีกอมเบสตรีม ประเทศแทนซาเนียในปี 1960  ตามคำร้องขอของดร. หลุยส์ ลีคกีย์ นักมานุษยวิทยาและนักบรรพชีวินวิทยา หัวหน้าของเธอ และเป็นที่นี่เองที่เธอได้เริ่มทำการสังเกตและศึกษาเหล่าไพรเมตที่ชาญฉลาดเหล่านี้ในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ

    กูดดอลล์เป็นหนึ่งในสามผู้หญิงที่ลีคกีย์เลือกให้ศึกษาไพรเมตในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการทำความเข้าใจวิวัฒนาการของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น โดยแต่ละคนศึกษาลิงแต่ละชนิด กูดดอลล์มุ่งเน้นไปที่ชิมแปนซี ในขณะที่ไดแอน ฟอสซีย์ ศึกษากอริลลา ส่วนบิรุเต กัลดิคัส ศึกษาอุรังอุตัง บางครั้งทั้ง 3 คนถูกเรียกว่า “Leakey’s Angels” ซึ่งล้อมาจากซีรีส์โทรทัศน์ยอดฮิตในยุค 1970 เรื่อง “Charlie’s Angels”

    ตอนแรก ชิมแปนซีวิ่งหนีเธอ เพราะพวกมันไม่เคยเจอกับคนขาวมาก่อน แต่แล้วทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเธอได้พบกับชิมแปนซีตัวโตที่เธอตั้งชื่อว่า “เดวิด เกรย์เบียร์ด” หลังจากเดินตามเดวิดทั่วป่า เธอยื่นเมล็ดปาล์มให้เขา

    “มันรับเมล็ดปาล์มมา และปล่อยลงพื้น แต่มาบีบนิ้วมือฉันเบา ๆ นั่นคือวิธีที่ชิมแปนซีสร้างความมั่นใจให้กันและกัน” กูดดอลล์กล่าว

    กูดดอลล์อาศัยอยู่ท่ามกลางชิมแปนซีในกอมเบ จนค้นพบว่าชิมแปนซีสามารถกินเนื้อสัตว์ได้ และสามารถสร้างเครื่องมือใช้เองได้ โดยเธอกล่าวในสารคดีเรื่อง “Jane” (2017) ว่าชิมแปนซีเด็ดกิ่งไม้เล็ก ๆ จากต้น แล้วเด็ดใบทิ้ง เมื่อได้แต่กิ่งไม้เปล่า ๆ แล้ว มันจึงจิ้มกิ่งไม้ที่เด็ดออกมาลงไปในจอมปลวกและรวบรวมปลวกมากินได้อย่างง่ายดาย

    “นั่นคือการดัดแปลงวัตถุ จุดเริ่มต้นสร้างเครื่องมือง่าย ๆ ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน” กูดดอลล์กล่าว

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    หญิงสาวชาวอังกฤษผู้นี้ ได้ใช้เวลาหลายเดือนสร้างความประทับใจให้กับลิงชิมแปนซีในท้องถิ่น แทนที่จะศึกษาพวกมันแบบใกล้ชิด เธอกลับตั้งชื่อและเรียนรู้ที่จะอ่านอารมณ์ของพวกมัน

    “ตอนที่ฉันเริ่มศึกษาลิงชิมแปนซีครั้งแรก ไม่มีใครบอกฉันว่าต้องทำอย่างไร ในปี 1960 โลกยังไม่รู้จักลิงชิมแปนซีในป่าเลยด้วยซ้ำ” กูดดอลล์เล่า

    การค้นพบของกูดดอลล์และวิธีการของเธอสร้างความฮือฮาอย่างมากในแวดวงวิชาการและวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการคลานผ่านป่าเพื่อศึกษาชิมแปนซีที่เธอตั้งชื่อแทนการนับเลข การบันทึกลักษณะนิสัยและความรู้สึกของพวกมัน ซึ่งทำให้เพื่อนนักพฤติกรรมวิทยาของเธอตกตะลึง ในตอนนั้นผู้คนกล่าวว่าวิธีการของกูดดอลล์นั้นผิด และไม่ให้ความสำคัญกับเธอ เนื่องจากเธอยังเรียนไม่จบปริญญา แต่กูดดอลล์ยังคงยึดมั่นในความเชื่อของเธอ

    “มีบางคนพยายามทำลายความน่าเชื่อถือในวิธีการศึกษาของฉัน เพียงเพราะฉันเป็นเด็กสาวที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สนใจฉัน”

    การสังเกตการณ์ส่วนใหญ่ของกูดดอลล์มุ่งเน้นไปที่ลิงชิมแปนซีหลายรุ่นจากฝูงลิง 30-40 ตัว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด จนเธอสนิทกับลิงแต่ละตัว กูดดอลล์ให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับการเกี้ยวพาราสี พิธีกรรมการผสมพันธุ์ การเกิด และการเลี้ยงดูลูกของลิงชิมแปนซี

    โลกได้รู้จักกูดดอลล์และผลงานของเธอในปี 1963 หลังจากบทความแรกของเธอตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ชื่อ “ชีวิตของฉันท่ามกลางชิมแปนซีป่า” (My Life Among Wild Chimpanzees)

    ลีกคีย์ได้รับทุนจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ให้กูดดอลล์ทำงานของเธอต่อไป และในปี 1962 เนชั่นแนล จีโอกราฟิกได้ส่งบารอน ฮูโก แวน ลาวิค ผู้สร้างภาพยนตร์ไปยังกอมเบเพื่อบันทึกผลงานของเจนเกี่ยวกับชิมแปนซี ทั้งสองตกหลุมรักกัน แต่งงานกันในปี 1964 และมีลูกชายด้วยกันในอีกสามปีต่อมา

    กูดดอลล์ เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่อธิบายให้โลกรู้ว่าแม่ลิงชิมแปนซีสามารถให้กำเนิดลูกได้เพียงครั้งเดียวในทุกสี่ปีครึ่งถึงหกปี และมีการให้กำเนิดลูกเพียงหนึ่งหรือสองตัวในแต่ละครั้ง โดยแม่ลิงชิมแปนซีมือใหม่มักจะซ่อนลูกของตนจากลิงตัวผู้ที่โตเต็มวัย ซึ่งทำให้ลิงตัวผู้แสดงท่าทางตื่นตระหนก โดยการกระโดดโลดเต้นและร้องโหยหวนนานถึง 5 นาที อย่างไรก็ตาม เธอได้ค้นพบว่าแม่ลิงชิมแปนซีที่มีประสบการณ์ได้อนุญาตให้ลิงตัวผู้และตัวเมียตัวอื่น ๆ มองเห็นลูกของเธออย่างอิสระ เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของพวกมัน 

    ด้วยคุณูปการที่กูดดอลล์ได้สร้างให้กับวงการวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จึงรับเธอเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกสาขาพฤติกรรมวิทยา การศึกษาพฤติกรรมสัตว์ ปี 1961 โดยที่เธอไม่ได้จบปริญญาตรี และสำเร็จการศึกษาในปี 1965

    ในปีเดียวกันนั้น เธอและแวน ลาวิค ได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยกอมเบสตรีม ในป่าเล็ก ๆ ของกอมเบริมฝั่งทะเลสาบแทนกันยิกายังคง จนถึงปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ก็ยังคงถูกใช้ทำการศึกษาสัตว์ในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติที่เปิดมานานและละเอียดถี่ถ้วนที่สุดในโลก

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    ไม่ย่อแท้ต่อความฝัน

    กูดดอลล์เกิดที่ลอนดอน เธอเล่าว่าความหลงใหลในพฤติกรรมสัตว์ของเธอเริ่มต้นขึ้นเมื่อแม่พาเธอไปเยี่ยมชมฟาร์มในชนบทเมื่อตอนอายุสี่ขวบครึ่ง

    “มันน่าตื่นเต้นมาก ฉันยังจำได้ว่าได้เจอวัว หมู และแกะแบบตัวต่อตัว” กูดดอลล์เล่าในปี 2019 ในพอดแคสต์ Infinite Potential 

    ที่ฟาร์ม เธอเดินไปยังเล้าไก่ที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่ง และเฝ้ารอแม่ไก่ออกไข่อย่างใจจดจ่อ

    “แม่ตามหาฉันอย่างสิ้นหวัง ไม่มีใครรู้ว่าฉันอยู่ที่ไหน พวกเขาโทรแจ้งตำรวจ แต่เมื่อแม่เห็นดวงตาที่เปล่งประกายของฉัน แม่ก็นั่งลงฟังฉันเล่าเรื่องแม่ไก่ออกไข่อันแสนวิเศษของฉัน ถ้าเป็นแม่คนอื่นอาจจะไม่สนับสนุนในความอยากรู้อยากเห็นของฉัน และฉันอาจไม่ได้ทำตามความฝัน” กูดดอลล์กล่าว

    กูดดอลล์ใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กของเธออยู่นอกบ้าน อ่านหนังสือบนยอดต้นไม้ที่เธอรัก กูดดอลล์เล่าว่านั่นคือ โลกส่วนตัวของเธอ และมักจะเพ้อฝันถึงชีวิตในป่ากับทาร์ซาน และจุดนี้เองคือตอนที่เธอตัดสินใจว่าอยากไปแอฟริกา เพื่อใช้ชีวิตกับสัตว์และเขียนเกี่ยวกับพวกมัน ซึ่งเธอยึดมั่นในความฝันนี้มาตลอด เธอตั้งใจทำงานเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ที่หาได้สำหรับเดินทางไปแอฟริกา

    “ทุกคนหัวเราะเยาะฉันเพราะฉันยังเป็นแค่เด็กผู้หญิง เราไม่มีเงิน และสงครามโลกครั้งที่สองกำลังดุเดือด” เธอเล่า แต่เธอก็ได้รับกำลังใจจากแม่เสมอ พร้อมบอกเธอให้ “ทำงานหนัก คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา และเหนือสิ่งอื่นใด อย่ายอมแพ้”

    ในที่สุด กูดดอลล์ก็ทำตามความฝัน และทำภารกิจในกอมเบได้สำเร็จ นั่นก็คือ การเรียนรู้ทุกสิ่งที่เธอสามารถทำได้เกี่ยวกับชิมแปนซี ญาติใกล้ชิดที่สุดของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยหวังว่าพฤติกรรมของพวกมันอาจช่วยให้มองเห็นอดีตของเราได้

    “ฉันประหลาดใจเสมอที่เรามีความคล้ายคลึงกับชิมแปนซี และรวมถึงสัตว์อื่น ๆ ที่มีอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความกลัว ความเจ็บปวด ความโกรธ และสิ่งต่าง ๆ เช่นนั้น” กูดดอลล์กล่าว

    “ชิมแปนซีเรียนรู้โดยการสังเกต แต่มนุษย์สามารถพูดคุยเกี่ยวกับอดีตและเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตผ่านคำพูด นอกจากนี้ชิมแปนซียังสามารถวางแผนสำหรับอนาคตอันใกล้ได้ แต่มนุษย์สามารถวางแผนสำหรับสิ่งที่เราจะทำในอีก 10 ปีข้างหน้าได้”

    นี่คือสิ่งที่มนุษย์เหนือกว่าลิงชิมแปนซี และด้วยความสามารถในการสื่อสารด้วยวาจา ทำให้มนุษย์มีความรับผิดชอบพิเศษในการอนุรักษ์โลก

    “มันแปลกไหมที่สิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลกกำลังทำลายบ้านที่มีอยู่เพียงหลังเดียว? สำหรับฉันแล้ว ดูเหมือนว่าระหว่างสติปัญญาอันล้ำเลิศกับจิตใจของมนุษย์จะมีช่องว่างที่ขาดหายไปอยู่  ซึ่งก็คือความรักและความเมตตา”

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    กูดดอลล์เริ่มอุทิศตนให้แก่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังจากเข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ในแอฟริกาในปี 1986 ซึ่งพบว่าป่าไม้ก็กำลังหายไปทั่วทั้งทวีปแอฟริกา

    “นั่นเป็นตอนที่ฉันตระหนักว่า บทบาทของฉันคือ ต้องทำให้แน่ใจว่าคนรุ่นต่อไปจะเป็นผู้ดูแลที่ดีกว่าพวกเรา และฉันจำเป็นต้องถ่ายทอดข้อความนั้นไปทั่วโลก” 

    “ในตอนแรก ฉันเข้าไปประชุมในฐานะนักวิทยาศาสตร์ และกลับออกมาในฐานะนักเคลื่อนไหว”

    สถาบันเจน กูดดอลล์ (Jane Goodall Institute) ก่อตั้งขึ้นในปี 1977 มีเป้าหมายหลักในการอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชนโดยรอบอุทยานแห่งชาติกอมเบ เพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย์และปกป้องสมบัติทางธรรมชาติ ปัจจุบันได้พัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในองค์กรวิจัยและอนุรักษ์ระดับโลกที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสำนักงานในสหรัฐและอีก 34 ประเทศ

    นอกจากนี้ กูดดอลล์ยังต่อต้านการจับลิงชิมแปนซีป่าเพื่อจัดแสดงในสวนสัตว์หรือเพื่อการวิจัยทางการแพทย์ และเธอยังได้เดินทางไปทั่วโลก ดึงดูดผู้คนจำนวนมากด้วยข้อความแห่งความหวังและความเชื่อมั่นว่าโลกจะตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

    ในปี 2017 สถาบันได้ร่วมมือกับ Google Earth โดยใช้เทคโนโลยีดาวเทียมที่ทันสมัย เพื่อติดตามดูแลอุทยานและลิงชิมแปนซีอย่างใกล้ชิด

    กูดดอลล์ในวัย 80 ปี ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดทำงาน เธอเดินทางประมาณ 300 วันต่อปีพบปะกับผู้นำโลกเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เยี่ยมชมโครงการอนุรักษ์ และสนับสนุนโครงการสิ่งแวดล้อมสำหรับเยาวชน Roots & Shoots ที่สอนเยาวชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ใน 120 ประเทศ

    อย่างไรก็ตาม การระบาดของโควิด-19 ทำให้การเดินทางของเธอต้องหยุดเดินทางในปี 2020 แต่กูดดอลล์ยังคงเผยแพร่ข้อความของเธอผ่านช่องทางออนไลน์อยู่เสมอ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

    กูดดอลล์ทำงานจนกระทั่งเสียชีวิต โดยได้ขึ้นสัมภาษณ์บนเวทีที่นิวยอร์กเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และเธอมีกำหนดขึ้นกล่าวสุนทรพจน์อีกครั้งในวันที่ 3 ตุลาคม ณ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งขายบัตรหมดแล้วเรียบร้อย

    ตลอดช่วงชีวิต กูดดอลล์เขียนหนังสือ 32 เล่ม โดย 15 เล่มเป็นหนังสือสำหรับเด็ก ในหนังสือเล่มล่าสุดของเธอ “The Book of Hope: A Survival Guide for Trying Times” (2021) ซึ่งเป็นผลงานการเขียนร่วมกับดักลาส เอบรามส์ และเกล ฮัดสัน ซึ่งเขียนถึงความหวังของเธอเกี่ยวกับอนาคตของมนุษยชาติ

    ในเดือนกรกฎาคม 2022 Mattel ได้เปิดตัวตุ๊กตาเจน กูดดอลล์ เป็นหนึ่งในคอลเล็กชันผู้หญิงสร้างแรงบันดาลใจของตุ๊กตาบาร์บี้ โดยผลิตมาจากพลาสติกรีไซเคิล สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่วาระครบรอบ 62 ปีของการเยือนเขตอนุรักษ์กอมเบเป็นครั้งแรกของกูดดอลล์

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    “มีเด็กสาวหลายคนที่อ่านเรื่องราวในชีวิตของฉัน ตั้งแต่เด็กและอาชีพการงานของฉันกับชิมแปนซี มาบอกฉันว่าพวกเธอหันมาสนใจงานอนุรักษ์หรือพฤติกรรมสัตว์ก็เพราะฉัน ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งนี้จะช่วยสร้างความสนใจและความหลงใหลในโลกธรรมชาติให้มากขึ้น”

    แม้ในตอนนี้กูดดอลล์จะจากไปแล้ว แต่ผลงาน คณูปการต่าง ๆ ที่เธอได้สร้างไว้ให้แก่วงการวิทยาศาสตร์ รวมถึงแรงบันดาลใจ ความหวัง การเสริมสร้างพลังอำนาจ การอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่ายังคงถูกส่งต่อไปให้คนรุ่นใหม่ตลอดไป

    ที่มา: BBCCNNThe New York Times

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1201642&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JsN24DSg-MwK88A20ne3K

  • อบจ.เชียงรายเร่งภารกิจกำจัดผักตบชวา 9,800 ไร่ เตรียมรับมหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025

    อบจ.เชียงรายเร่งภารกิจกำจัดผักตบชวา 9,800 ไร่ เตรียมรับมหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025

    หนองหลวงต้องกลับมาหายใจ” อบจ.เชียงรายเร่งภารกิจกำจัดผักตบชวา 9,800 ไร่ เดินเกมยุทธศาสตร์น้ำ–ท่องเที่ยว เตรียมพื้นที่รองรับ “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025”

    เชียงราย, 4 ตุลาคม 2568 — หนองหลวง อำเภอเวียงชัย หมอกบางๆ ลอยเหนือผิวน้ำที่เคยสงบเงียบ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพจำผืนน้ำกว้างกว่า 9,800 ไร่ กลับค่อยๆ ถูกกลืนด้วยผักตบชวาและวัชพืชน้ำที่แพร่กระจายรวดเร็ว จนรุกล้ำทางน้ำและทับซ้อนพื้นที่ทำกินของชุมชน ความตื้นเขินและปัญหาการจัดการน้ำยืดเยื้อทำให้หลายครอบครัวรอบหนองหลวงต้องประคองชีวิตไปตามฤดูกาลน้ำที่ไม่แน่นอน

    สัปดาห์นี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย เปิดปฏิบัติการกู้ชีพหนองหลวงอย่างจริงจัง ส่งเครื่องจักรกลหนักลงพื้นที่ พร้อมบุคลากรและน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเดินหน้า “รื้อ–แยก–ขน” ผักตบชวาออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง ภารกิจภาคสนามดังกล่าวมี นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่กำกับงานตามมอบหมายของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย โดยมี พันจ่าเอกทวีป เชี่ยวสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองป้องกัน อบจ.เชียงราย รายงานสถานการณ์เชิงปฏิบัติการและความคืบหน้าหน้างานอย่างใกล้ชิด

    แม้จะเป็นภาพ “งานหนัก” ของเครื่องจักร–คนงาน–เรือท้องแบนที่วิ่งรับส่งวัชพืชไม่หยุด แต่ในระดับยุทธศาสตร์ นี่คือการขับเคลื่อนที่โยงถึงทั้ง ความมั่นคงทางน้ำของชุมชน 3 ตำบล 2 อำเภอ, ความปลอดภัยจากอุทกภัย–ภัยแล้ง, และ การเตรียมความพร้อมพื้นที่จัดงานระดับภูมิภาค อย่าง มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 (โซนอำเภอ) ซึ่งจะดึงนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นช่วงปลายปีและต้นปีถัดไป

    ปมปัญหาที่สะสม จากวัชพืชสู่ภาวะน้ำตื้นเขิน และวงจรเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สะดุด

    หนองหลวงไม่ใช่เพียงผืนน้ำธรรมชาติ หากคือ “หัวใจน้ำ” ที่หล่อเลี้ยงไร่นา—ประมงพื้นบ้าน—ระบบนิเวศท้องถิ่น และเป็นพื้นที่นันทนาการของชุมชนมายาวนาน ปัญหาเกิดจากหลายปัจจัยซ้ำเติมกัน ได้แก่

    • การแพร่ระบาดของผักตบชวา ซึ่งขยายตัวรวดเร็วในช่วงน้ำอุ่นและน้ำหลาก ลอยอัดแน่นเป็นแพขวางทางน้ำ กระทบทั้งระบบนิเวศและการสัญจรทางเรือ
    • ตะกอนดินสะสม–การตื้นเขิน จากการชะล้างหน้าดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบหนองหลวง ทำให้ความสามารถกักเก็บน้ำลดลง
    • รูปแบบการจัดการน้ำที่ไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ยามฝนมาก น้ำระบายไม่ทัน—เสี่ยงท่วม ยามแล้ง น้ำน้อยกว่าความต้องการ—เสี่ยงขาดแคลน

    การตัดสินใจของ อบจ.เชียงราย ที่ “ลงมือเอง” ด้วยเครื่องจักรกลและกำลังคน จึงไม่ใช่เพียงการเคลียร์ผิวน้ำให้โล่งตา แต่หมายถึงการ คืนความจุน้ำ ให้แหล่งน้ำหลัก, การลดภัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อหมู่บ้านรอบหนองหลวง และการสร้าง “เวลาชนะ” ให้ทีมวิศวกรท้องถิ่นเพื่อปรับแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบต่อไป

    จุดเชื่อมยุทธศาสตร์ น้ำ–ท่องเที่ยว–เศรษฐกิจฐานราก

    โครงการนี้ชี้ให้เห็น “แนวคิดบูรณาการ” ที่จับต้องได้

    1. น้ำคือโครงสร้างพื้นฐานชีวิต — เมื่อกำจัดวัชพืชและเปิดทางน้ำ ความสามารถกักเก็บ–ผัน–ระบายของหนองหลวงจะกลับมาใกล้เคียงศักยภาพ ช่วยลดต้นทุนชาวนา–ชาวสวน ลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายจากน้ำท่วมฉับพลัน และเพิ่มความมั่นใจในฤดูกาลเพาะปลูก
    2. ท่องเที่ยวเชิงนิเวศคือโอกาส — หนองหลวงมีภูมิทัศน์น้ำกว้าง เหมาะกับกิจกรรมดูนก พายเรือ ปั่นจักรยาน และท่องเที่ยวชุมชน เมื่อผิวน้ำสะอาด–แนวทัศน์เปิด–ระบบนิเวศฟื้น การจัดโซนกิจกรรมรองรับ มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 จะทำให้หนองหลวงเป็น “หน้าต่างแรก” ที่นักท่องเที่ยวสัมผัส และกระจายรายได้สู่โฮมสเตย์–คาเฟ่–งานหัตถกรรมพื้นถิ่น
    3. ตอบนโยบายเร่งด่วนระดับชาติ — เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการเร่งกำจัดวัชพืชกีดขวางทางน้ำทั่วประเทศภายใน 1 เดือน พร้อมมาตรการความรับผิดชอบของหน่วยงานในพื้นที่ การลงมือของ อบจ.เชียงรายจึงเป็นทั้ง “คำตอบในพื้นที่” และ “ตัวอย่างความคล่องตัว” ที่สอดรับนโยบายกลางอย่างทันที

    ภาพจากพื้นที่ เครื่องจักร–คน–เวลา ทำงานเป็นทีมเดียว

    รถสะเทินน้ำสะเทินบก เป็นพระเอกของการปฏิบัติการรอบนี้ เพราะทำงานได้ทั้งบนบกและในน้ำ สามารถลาก–รวบรวม “แพผักตบ” มาขึ้นจุดคัดแยก ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุกไปกำจัดตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม บางส่วนอาจถูก “อัดก้อน–หมัก” เป็นปุ๋ยอินทรีย์สำหรับชุมชนเกษตรรอบหนองหลวง ลดภาระค่าขนทิ้งและ “ปิดวงจรของเสีย” ให้เป็นทรัพยากรใหม่

    กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย เป็นแกนกลางภาคสนาม จัดคิวเครื่องจักร, คุมความปลอดภัย, ประสานผู้นำชุมชน–อปพร.–อาสาสมัครท้องถิ่นร่วมปิดกั้นพื้นที่เสี่ยง เวลาเครื่องจักรขึ้นลงตลิ่ง และกำหนด “ทางน้ำชั่วคราว” ให้เรือชาวบ้านและเรือประมงสัญจรได้ระหว่างทำงาน เพื่อลดผลกระทบต่ออาชีพเดิมให้มากที่สุด

    ทำไมต้องทำ “ตอนนี้” หน้าฝน–หน้าท่องเที่ยว–หน้าต่างเศรษฐกิจ

    ช่วงปลายฤดูฝนต่อเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวปลายปี เป็น จังหวะดีที่สุด สำหรับการถอนทัพวัชพืชครั้งใหญ่ เหตุผลสำคัญคือ

    • แรงกระแสน้ำชะช่วยระบาย ระหว่างเคลื่อนย้าย ทำให้แพผักตบแตกออกง่าย ลดต้นทุนแรงงาน
    • ก่อนเข้าสู่ไฮซีซันท่องเที่ยว การเคลียร์พื้นที่ล่วงหน้าจะเปิดทัศนียภาพและความปลอดภัยทางน้ำรับนักท่องเที่ยว
    • ป้องกันน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะจุดคอขวดที่ผักตบขวาง “ท่อ–สะพาน–คันกั้น” ซึ่งเคยทำให้หมู่บ้านรอบหนองหลวงเจอน้ำเอ่อ

    ในมุมของการตลาดท่องเที่ยว ภาพ “ผืนน้ำโล่ง–ฟ้ากว้าง–แนวต้นไม้สีเขียว” คือสื่อทรงพลังสำหรับแคมเปญ เชียงราย–เวียงชัย เมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สามารถเชื่อมทริปเข้ากับเส้นทางวัฒนธรรม–อาหารเหนือ–โฮมสเตย์–สินค้า OTOP และ “ความงามของไม้ดอก” ในงานอาเซียนปี 2025 ได้อย่างลงตัว

    ปฏิบัติการนี้คือ “สะพาน” สู่การบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม

    การกำจัดผักตบเป็น เพียงจุดเริ่ม ของการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน ภาพใหญ่ที่ควรเดินต่อไปมีอย่างน้อย 4 มิติ

    1. ผังน้ำชุมชน (Community Water Map) — บันทึกจุดสะสมผักตบ–คอขวด–ทิศทางลม–ทางน้ำหลาก เพื่อกำหนด จุดดัก–ลาก–คัดแยก” ถาวร ลดการกลับมาของผักตบและแรงงานซ้ำซ้อน
    2. เขื่อนดิน–แก้มลิงขนาดเล็ก — เสริมความสามารถกักเก็บช่วงน้ำมากให้ชุมชนใช้ยามแล้ง โดยไม่รบกวนสมดุลนิเวศของหนองหลวง
    3. การจัดการเศษวัชพืชครบวงจร — ผลักดันกลไกชุมชน–เอกชนจิ๋วทำ “ปุ๋ยอินทรีย์–อาหารสัตว์–งานหัตถกรรม” จากวัชพืช ช่วยสร้างรายได้เสริมและลดค่าใช้จ่ายกำจัดทิ้ง
    4. ระบบเตือนภัยน้ำ–ข้อมูลเปิด — สร้างแดชบอร์ดออนไลน์ระดับอำเภอ แสดงข้อมูลระดับน้ำ–จุดเสี่ยง–สถานะงานกำจัดผักตบแบบรายสัปดาห์ เปิดให้เกษตรกร–ผู้ประกอบการเข้าถึง เพื่อวางแผนเพาะปลูกและกิจกรรมท่องเที่ยวได้แม่นยำ

    หาก 4 มิตินี้ถูกต่อเข้ากับ งบลงทุนท้องถิ่น–ภาคีเครือข่ายรัฐ–มหาวิทยาลัย–เอกชน หนองหลวงจะไม่ใช่ “งานประจำฤดูกาล” แต่เป็น ห้องเรียนธรรมชาติ–ทรัพย์สินสาธารณะ” ที่ดูแลร่วมกันอย่างมีข้อมูลและมีส่วนร่วม

    ความเกี่ยวโยงระดับประเทศ นโยบายเร่งกำจัดวัชพืชของรัฐบาลคือ “หลังพิง” ของท้องถิ่น

    เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ตรวจการบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท พร้อมสั่งการชัดเจนให้หน่วยงานชลประทานทั่วประเทศ เร่งกำจัดวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำภายใน 1 เดือน โดยเน้นผลสัมฤทธิ์หน้างานและมาตรการความรับผิดชอบผู้ดูแลพื้นที่โดยตรง นโยบายนี้เป็น หลังพิง” สำคัญให้ อบจ.–เทศบาล–อบต. ใช้อำนาจและทรัพยากรแก้ปัญหาแบบทันการณ์ ลดขั้นตอนที่เคยทำให้งานสนามล่าช้า

    สำหรับเชียงราย นโยบายดังกล่าวช่วย ปลดล็อกกำลังคน–เครื่องจักร–งบเชื้อเพลิง ให้ลงไปที่หนองหลวงได้เร็วขึ้น อีกด้านยังทำให้การประสาน กรมชลประทาน–สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ–กรมเจ้าท่า เดินบนฐานอำนาจร่วมที่ชัดเจน ทั้งหมดนี้เพิ่มโอกาสให้ “งานน้ำ” ของจังหวัดเดินต่อได้โดยไม่สะดุด

     “ทำให้เห็น” คือคำอธิบายที่ดีที่สุด

    แม้ข่าวนี้ไม่ได้มีถ้อยคำให้สัมภาษณ์ยาวจากผู้บริหาร แต่ “ข้อเท็จจริงภาคสนาม” สะท้อนเจตนารมณ์ชัดเจน—การมอบหมายของนายก อบจ.เชียงรายให้รองนายกลงตรวจงาน, รายงานความคืบหน้าโดยกองป้องกันฯ, และการจัดสรรเครื่องจักร–เชื้อเพลิง–บุคลากร ล้วนคือการ “ทำให้เห็น” มากกว่า “พูดให้ฟัง” และเป็นธรรมดาที่งานใหญ่แบบนี้จะต้องสื่อสารต่อเนื่อง ทั้งความก้าวหน้า–แผนการรื้อผักตบในจุดถัดไป–มาตรการความปลอดภัย–ช่องทางรับฟังข้อเสนอแนะจากชุมชน

    ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ตัวชี้วัดสั้น–กลาง–ยาว

    ระยะสั้น (0–3 เดือน)

    • พื้นที่ผิวน้ำหลักของหนองหลวงโล่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เส้นทางเรือประมงพื้นบ้านปลอดภัย
    • จุดคอขวดระบายน้ำรอบหมู่บ้านลดความเสี่ยงน้ำเอ่อ
    • พื้นที่นำร่องจัดกิจกรรมของ มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 พร้อมปรับภูมิทัศน์

    ระยะกลาง (3–12 เดือน)

    • ความสามารถกักเก็บน้ำของหนองหลวงเพิ่มขึ้น เกษตรกรรอบหนองหลวงมีน้ำใช้ช่วงฤดูแล้ง
    • เริ่มมีผลิตภัณฑ์ชุมชนจากวัชพืช (ปุ๋ยอินทรีย์/งานจักสาน)
    • ดัชนีความพึงพอใจของชุมชนต่อสภาพแวดล้อมน้ำดีขึ้น

    ระยะยาว (12 เดือนขึ้นไป)

    • ผังน้ำชุมชน–จุดดักวัชพืชถาวร–ระบบข้อมูลระดับน้ำทำงานเป็นวาระปกติ
    • หนองหลวงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยั่งยืน เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวเชียงรายฝั่งตะวันออก
    • ต้นทุนสาธารณะในการกำจัดวัชพืชลดลง เพราะระบบป้องกัน–คัดแยกเชิงรุกเริ่มเห็นผล

    ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย–ปฏิบัติการ (สำหรับหน่วยงานและชุมชน)

    1. ตั้งคณะทำงาน “หนองหลวงคลีนแอนด์กรีน” ระดับอำเภอ ร่วม อบจ.–อำเภอ–เทศบาล/อบต.–ผู้นำชุมชน–สถาบันการศึกษา เพื่อคุมแผนรายไตรมาส กำหนดตัวชี้วัดร่วม และรายงานความคืบหน้าสาธารณะ
    2. ออกแบบ “จุดดักวัชพืช” และลานคัดแยกเชิงวิศวกรรม ลดต้นทุนการลากยาวและเสี่ยงอุบัติเหตุ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยแรงงาน
    3. พัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนจากผักตบ จัดอบรมแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์–ของใช้จักสาน สร้างรายรับเสริมให้กลุ่มสตรี/เยาวชน และทำสัญญาซื้อคืนขั้นต่ำกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้วงจรธุรกิจเล็ก “ตั้งลำ” ได้จริง
    4. สื่อสารสาธารณะอย่างต่อเนื่อง แสดงแผนที่จุดทำงาน, ปริมาณวัชพืชที่กำจัดได้, ภาพเปรียบเทียบก่อน–หลัง, และขั้นต่อไป เพื่อให้ประชาชนเห็นความคืบหน้าและร่วมเป็นหูเป็นตา
    5. เชื่อมแผนท่องเที่ยวเชิงนิเวศกับงานไม้ดอกอาเซียน จัดเส้นทางทดลองพายเรือ/ดูนก/ค่ายสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงเรียน วางมาตรฐานการใช้พื้นที่ (carrying capacity) เพื่อปกป้องระบบนิเวศควบคู่การท่องเที่ยว

    จาก “ภารกิจเชิงรุก” สู่ “สัญญาใจต่อแหล่งน้ำของเรา”

    หนองหลวงคือทรัพย์สินสาธารณะที่สะท้อนความรุ่งเรืองของเมืองน้ำ–เมืองเกษตร–เมืองท่องเที่ยว การกำจัดผักตบชวาครั้งนี้เป็น “สัญญาใจ” ระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับประชาชนว่า เชียงรายจะไม่ปล่อยให้แหล่งน้ำใหญ่ของตนหายใจติดขัดอีก และจะใช้โอกาสจากงานระดับอาเซียนในปี 2025 เป็นเวทีประกาศว่า “เราดูแลบ้านของเราได้” ด้วยมาตรฐานงานภาคสนามที่แน่น, แผนข้อมูลที่โปร่งใส, และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง

    หากทำได้ตามแผน หนองหลวงจะกลับมาเป็น อ่างเก็บน้ำธรรมชาติ–ห้องเรียนกลางแจ้ง–ลานวัฒนธรรมของชุมชน” ในคราวเดียวกัน และเมื่อฟ้าเปิด น้ำโล่ง นักท่องเที่ยวเห็นทัศนียภาพสะท้อนท้องฟ้าเหนือเชียงราย ภาพความพยายามนับพันชั่วโมงของคนทำงานภาคสนามจะเปลี่ยนเป็น รายได้–รอยยิ้ม–ความภูมิใจ ของทั้งจังหวัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/nong-luang-water-hyacinth-removal-asean-flower/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3esGRBCQdyEI-u_f-QxZVL

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น นำ 5G เชื่อมต่อความสุข สืบสานประเพณีอีสาน

    ทรู คอร์ปอเรชั่น นำ 5G เชื่อมต่อความสุข สืบสานประเพณีอีสาน

    • งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง และแข่งขันเรือยาว จังหวัดสกลนคร ตั้งแต่วันนี้-7 ต.ค. 68
    • งานมหกรรมไหลเรือไฟโลก จังหวัดนครพนม ตั้งแต่วันนี้-8 ต.ค. 68
    • งานประเพณีออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก จังหวัดหนองคาย ชมปรากฏการณ์ 7 ต.ค. 68

    ทรู คอร์ปอเรชั่นเตรียมความพร้อมด้านเครือข่าย 5G และ 4G รองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ภาคอีสานในช่วงเทศกาลประเพณีสำคัญ 3 งานใหญ่ ได้แก่ งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและแข่งขันเรือยาว จังหวัดสกลนคร, งานมหกรรมไหลเรือไฟโลก จังหวัดนครพนม และงานประเพณีออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก จังหวัดหนองคาย

    โดยจัดเต็มโซลูชันทั้งเพิ่มรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว หรือ COW, เสาสัญญาณชั่วคราว, การปรับแต่งสัญญาณตามพฤติกรรมการใช้งาน, จัดทีมวิศวกรประจำพื้นที่งาน, เสริมสัญญาณบนเส้นทางคมนาคมและแหล่งท่องเที่ยว

    พร้อมศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ (BNIC) ที่นำ AI ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์การเชื่อมต่อดิจิทัลต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพตลอดการเข้าร่วมงานประเพณีอันทรงคุณค่าของชาวอีสาน พร้อมบูธกิจกรรมพิเศษภายในงานที่จังหวัดนครพนมและหนองคายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งลูกค้าทรูและดีแทค ด้วยความสนุกและข้อเสนอพิเศษอีกด้วย

    สำหรับการเตรียมความพร้อมของสัญญาณ 5G/4G รองรับงานประเพณีสำคัญในช่วงออกพรรษา ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ดูแลความพร้อมของสัญญาณเชื่อมต่อความสุขทั้งภาคอีสาน และมุ่งเน้น 3 จังหวัด ในช่วงออกพรรษา ต้อนรับการท่องเที่ยวศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอีสาน ดังนี้

    1) สกลนคร – งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและแข่งขันเรือยาว (วันนี้-7 ต.ค. 2568)
    นักท่องเที่ยวมาเยือนและสัมผัสศรัทธาและภูมิปัญญาช่างพื้นบ้าน ผ่าน “ปราสาทผึ้ง” วิจิตรตระการตา ขบวนแห่ยามค่ำคืน และการแข่งขันเรือยาวริมสายน้ำ บรรยากาศคึกคักด้วยตลาดของกินพื้นถิ่นและงานหัตถศิลป์ต่างๆ โดยทรู คอร์ปอเรชั่นเพิ่มสัญญาณมือถือรองรับการสื่อสารตลอดพื้นที่จัดงาน ทั้งนี้ สามารถชม “ปราสาทผึ้ง” ได้ต่อเนื่องถึง 31 ตุลาคม ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร และวัดในชุมชนที่จัดทำปราสาทผึ้ง

    2) นครพนม – งานมหกรรมไหลเรือไฟโลก (วันนี้–8 ต.ค. 2568)
    ประเพณีไหลเรือไฟในเทศกาลออกพรรษา จุดเรือไฟให้เปลวไฟลุกเป็นลวดลายงดงามริมโขง ทรู คอร์ปอเรชั่นเพิ่มความแรงสัญญาณครอบคลุมพื้นที่จัดงานหลัก ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า) ศาลากลาง ลานพญานาค วัดมหาธาตุ และหอนาฬิกา พร้อมทีมวิศวกรประจำพื้นที่

    3) หนองคาย – งานประเพณีออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก (4-10 ต.ค. 2568)
    งานสำคัญประจำปีของจังหวัดหนองคายที่รองรับนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมปรากฏการณ์ “บั้งไฟพญานาค” โดยมีไฮไลท์คือคืนวันออกพรรษา 7 ตุลาคม 2568 โดยทรู คอร์ปอเรชั่นเพิ่มสัญญาณครอบคลุมและดูแลพื้นที่ริมโขง 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโพนพิสัย อำเภอเมืองหนองคาย อำเภอท่าบ่อ อำเภอศรีเชียงใหม่ อำเภอสังคม และอำเภอรัตนวาปี

    ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดเต็มโซลูชันเสริมสัญญาณ 5G, 4G รองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติสู่ภาคอีสาน ดังนี้

    • เพิ่มรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel หรือ COW)
    • เพิ่มเสาสัญญาณเฉพาะกิจ (Temporary site)
    • ปรับพารามิเตอร์สัญญาณ (Event Parameter) ตามพฤติกรรมการใช้งาน
    • จัดทีมวิศวกรเน็ตเวิร์กประจำพื้นที่การจัดงาน
    • เพิ่มสัญญาณ 5G และ 4G รองรับเส้นทางคมนาคม และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ
    • BNIC ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ พร้อม AI พร้อมดูแลและบริหารเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมงฃ

    การเตรียมความพร้อมด้านเครือข่ายของทรู คอร์ปอเรชั่น ได้สนับสนุนการสื่อสารสำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ไทย อย่างต่อเนื่อง ลูกค้าทรูและดีแทคที่เดินทางเยือน จังหวัดสกลนคร นครพนม และหนองคาย จะได้รับประสบการณ์ใช้งานเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงตลอดช่วงเทศกาลออกพรรษาปี 2568

    นอกจากนี้ ที่จังหวัดนครพนมและหนองคาย ทรู คอร์ปอเรชั่นได้ตั้งบูธบริการพิเศษที่บริเวณด้านหน้าเซเว่น อีเลฟเว่นในพื้นที่จัดงาน เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมถึงลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ พร้อมกิจกรรมสนุกๆ และโปรโมชั่นคุ้มค่า อาทิ iPhone 17 ราคาพิเศษ (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ดีลสมาร์ทโฟนและแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตในราคาพิเศษ ตลอดจนความบันเทิงและประสบการณ์ใหม่ๆ ตลอดช่วงการจัดงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mobileocta.com/true-corporation-brings-5g-to-connect-happiness-and-continue-isan-traditions/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fUrpUb2iPYncRq0db5ERm

  • ธนาคารกลาง ปรับลดดอกเบี้ยพึ้นฐานลง 0.5% สัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจลาว

    ธนาคารกลาง ปรับลดดอกเบี้ยพึ้นฐานลง 0.5% สัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจลาว

    ลงเมื่อ

    03 ตุลาคม 2568 13:00

    สคต. ณ กรุงเวียงจันทน์ (สปป.ลาว)

              จากผลการประชุมล่าสุดของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่ง สปป.ลาว ในช่วงบ่ายของวันที่ 15 สิงหาคม 2025        โดยมีท่านนางบุนคำ วอละจิด ผู้ว่าการธนาคารแห่ง สปป.ลาว และประธานคณะกรรมการนโยบายการเงิน เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยรองประธาน กรรมการ คณะผู้ว่าการ (ทหล) คณะกอง และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงในการประชุมได้มีมติให้ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการส่งเสริมเศรษฐกิจ และ การเงินภายในประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ของการประชุม เพื่อประเมินผลการดำเนินการตามมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 2 ประจำปี 2025 รวมถึงประเมินผลการใช้เครื่องมือนโยบายการเงินต่างๆ และแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตของธนาคารแห่ง สปป.ลาว พร้อมกันนี้ ยังได้มีการประเมินสถานการณ์การบริหารหนี้ต่างประเทศ และวางแนวทางแผนการ และ มาตรการในการบริหารจัดการหนี้ต่างประเทศอย่างเหมาะสม         นับตั้งแต่การประชุมเมื่อ วันที่ 12 มิถุนายน 2025 จนถึงปัจจุบันผลการดำเนินตามมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน มีความคืบหน้าดังนี้ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2025 อยู่ที่ 10.18% เฉพาะในเดือน กรกฎาคม 2025 เงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ 5.30% จากระดับ 8.3% ในเดือนพฤษภาคม อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ (เทียบกับเดือนพฤษภาคม 2025) กีบเทียบดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง 0.11% กีบเทียบเงินบาท อ่อนค่าลง 1.19% ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างธนาคารพาณิชย์กับตลาดเสรี สำหรับกีบ/ดอลลาร์: 1.08% สำหรับกีบ/บาท: 0.90% ปริมาณเงิน M2 ขยายตัว 11.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ สามารถรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 4.91 เดือน พร้อมกันนี้ การประชุมยังได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจของ สปป.ลาว ในอนาคต โดยเห็นว่า เศรษฐกิจของ สปป.ลาว ยังจะเผชิญกับความท้าทายหลายด้านทั้งจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกความผันผวนของตลาดโลก     ซึ่งส่งผลต่อราคาทองคำและราคาน้ำมันในตลาดโลก การปรับนโยบายของประเทศต่าง ๆ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอเมริกา ประกอบกับปัจจัยภายใน โดยเฉพาะฐานการผลิตของประเทศยังไม่เข้มแข็ง และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่รายได้เงินตราต่างประเทศส่วนมากมาจากการส่งออกสินค้าเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้ตามฤดูกาลส่งผลให้บางช่วงเวลาการมีเงินตราต่างประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการ 
            นอกจากนี้ ประเทศยังเผชิญกับระดับหนี้ต่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนในอนาคต ดังนั้น ในระยะต่อไป ธนาคารแห่ง สปป.ลาว จะยังคงดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะผสมผสานโดยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งนี้ ได้มีมติสำคัญดังต่อไปนี้ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารแห่ง สปป.ลาว สำหรับระยะ 7 วัน จากระดับ 9.5% ต่อปี เหลือ 9.0% ต่อปี ดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบอิงกลไกตลาด ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐโดยคงการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนตามอ้างอิงไว้ที่ระดับ 6.5% ดำเนินนโยบายสนับสนุนด้านต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศ การรวมศูนย์บัญชีเงินฝากของรัฐบาล การพัฒนาระบบการชำระเงิน และ การบริหารจัดการหนี้สิน ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยสนับสนุนสินเชื่อแก่หน่วยธุรกิจ และศึกษาแนวทางกลยุทธ์การให้สินเชื่อในอนาคตการประชุมครั้งนี้โดยผู้เข้าร่วมได้มีการปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางส่งผลให้การประชุมประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างราบรื่น
    ที่มา : Lao economic daily
     

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/khewutf0qf67syjmfaf2e44c&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03SsQAM_LTWTYR1SN_yPSm

  • ‘ผยง ศรีวณิช’ ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่

    ‘ผยง ศรีวณิช’ ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย  และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมงานสัมมนา “ประเทศไทยต้องรอด  SAVE THAILAND: Restore • Reframe • Rise” จัดโดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า โดยนำเสนอมุมมองการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้หัวข้อ  “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” 

    นายผยงกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า เผชิญความท้าทายใน 3 ด้านคือ

    1. ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยประเทศไทยยังมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงเป็นลำดับต้นๆ ในเอเชียที่ราว 48% ของ GDP ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้จำกัดและส่งเสริมการพัฒนาได้ไม่ทั่วถึง อีกทั้งหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เมื่อรวมหนี้นอกระบบ เกิน 100% ของ GDP ขณะที่ข้อมูลหนี้ในระบบไม่สมบูรณ์ บางส่วนยังไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลเครดิตของ NCB 

     2.ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ โดยเศรษฐกิจไทยเติบโตตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เงินไทยไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน  

    3. ความท้าทายของภาครัฐ กฎระเบียบจำนวนมากถึงกว่า 100,000 ฉบับ บางส่วนล้าสมัยและซ้ำซ้อน อีกทั้ง ข้อมูลของภาครัฐยังไม่เชื่อมโยงกัน  

    'ผยง ศรีวณิช' ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่  

    ทั้งนี้ “Reinvent Thailand เน้นการมีส่วนร่วม โดยภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ภาครัฐสนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว โดยการทำงานของแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand เริ่มจากการมีการระบุปัญหาที่ชัดเจน เรียงลำดับความสำคัญโดยเน้นเรื่องที่มีผลลัพธ์สูง (High impact) พร้อมกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายมี Commitment ร่วมกัน ในการขับเคลื่อน สร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมครบทุกขั้นตอนแบบ End-to-End ใช้ Data-driven policy โดยอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเป็นหลัก ขณะเดียวกันยังต้องสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องภายใต้หลัก “ทำดี ได้ดี” เพื่อให้เกิดการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน และสุดท้ายต้องมุ่งเน้น Result Oriented โดยติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องด้วย KPI ที่ชัดเจน ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับ 5 อุตสาหกรรมที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจก่อให้เกิดการจ้างงานและยกระดับรายได้ครัวเรือน ประกอบด้วย อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกษตรและอาหาร ยานยนต์  Medical & Wellness และ Smart Electronic 

    'ผยง ศรีวณิช' ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่

    นายผยง กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยได้นำเสนอ 5 แนวทางในการเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม ต่อนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในโอกาสที่ไปแลกเปลี่ยนมุมมองกับสมาคมธนาคารไทย ประกอบด้วย
      
    1.ผันเศรษฐกิจนอกระบบเข้าในระบบ ทำให้การเข้าสู่ระบบสะดวก ลดขั้นตอน เอกสาร และกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ซึ่งระบบของภาครัฐต้องเชื่อมโยงกัน ไม่ซ้ำซ้อน พร้อมทั้งให้แรงจูงใจ ลดความกังวลภาระภาษีย้อนหลัง และเปิดโอกาสให้เข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐ 

    2.แก้ปัญหาหนี้ ผลักดันให้เจ้าหนี้ทุกรายส่งข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อสร้าง National Credit Score และแยกกลุ่มลูกหนี้ตามศักยภาพ ได้แก่ จมน้ำ ปริ่มน้ำ และพ้นน้ำ เพื่อให้การช่วยเหลือเหมาะสม รวมถึงการเพิ่มเครื่องมือ AMC ภายใต้หลักการรักษาความเป็นธรรมของข้อมูลตาม PDPA 

    3.ยกระดับรายได้ครัวเรือน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานไทยและยกระดับรายได้ผ่านการจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะ (Right Skill, Right Compensation) ควบคู่กับการปรับปรุงสวัสดิการให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม 

    'ผยง ศรีวณิช' ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่

    4.ผลักดันการลงทุนในประเทศ ดึงดูด FDI และการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ พร้อมยกระดับ Local Content  โดยมีแรงจูงใจที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจท้องถิ่นโดยเฉพาะรายเล็ก เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย 

    5.เติมเครื่องมือช่วย SMEs ผลักดันการยกระดับ Operating Model ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยไม่จำเป็นต้องสร้างองค์กรใหม่ พร้อมสนับสนุนการใช้ PromptBiz เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967623&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y4QyeJD-Knq_I4-Kt3Qq5

  • เชียงรายผงาด! ค้าปลีกโตสวนเศรษฐกิจภาคเหนือ ด้วยพลังโลจิสติกส์ชายแดน

    เชียงรายผงาด! ค้าปลีกโตสวนเศรษฐกิจภาคเหนือ ด้วยพลังโลจิสติกส์ชายแดน

    ค้าปลีกเชียงรายโตสวนกระแสเศรษฐกิจเหนือ เบื้องหลังตัวเลข “+1.7% QoQ” ในไตรมาส 2/2568 จากแรงอัดฉีดรัฐ–พลังการค้าชายแดน และบททดสอบครึ่งปีหลัง

    เชียงราย, 3 ตุลาคม 2568 — กลางบรรยากาศค้าขายคึกคักบริเวณด่านพรมแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก รถบรรทุกผลไม้และสินค้าอุปโภคบริโภคทยอยผ่านเข้าออกอย่างต่อเนื่อง ร้านค้าปลีก–ค้าส่งตลอดแนวชายแดนชูโปรโมชันรับลูกค้าชาวไทย–เมียนมา–ลาว ในช่วงเวลาที่หลายจังหวัดภาคเหนือยังจับจ่ายระมัดระวังมากขึ้น ตัวเลข “ขายดีผิดคาด” ของเชียงรายถูกยืนยันด้วยรายงานผลสำรวจเบื้องต้นของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ว่าใน ไตรมาส 2 ปี 2568 ธุรกิจการขายปลีกสินค้าและงานบริการของจังหวัด ขยายตัวเมื่อเทียบไตรมาสก่อน (+1.7% QoQ)

    ตัวเลขดังกล่าวโดดเด่นด้วยสองเหตุผลสำคัญ หนึ่ง—มันสวนทางกับ “สัญญาณชะลอ” ของการบริโภคในภาคเหนือโดยรวมที่เริ่มอ่อนแรงลง และสอง—มันเผยให้เห็น “โครงสร้างแรงขับ” ที่ไม่ได้มาจากกำลังซื้อครัวเรือนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก การเร่งตัวของการใช้จ่ายภาครัฐ และ ความแข็งแกร่งของการค้าชายแดน ซึ่งทั้งสองปัจจัยสะท้อนบทบาทของเชียงรายในฐานะ “หัวสะพานเศรษฐกิจ” ของล้านนาตะวันออกเฉียงเหนือที่เชื่อมลาว–เมียนมา–จีนตอนใต้

    เลนส์ตัวเลข โตจาก “รายรับรวม” ขณะ “สต็อก” ประเทศลดลง

    ข้อมูลภาพรวมจาก “การสำรวจยอดขายรายไตรมาส พ.ศ. 2568 ไตรมาส 1–2” ของ สสช. ระบุว่ามูลค่ายอดขาย/รายรับรวมของธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศ เพิ่มขึ้น 1.7% QoQ ในไตรมาส 2/2568 ขณะเดียวกัน มูลค่าสินค้าคงเหลือของธุรกิจค้าปลีกโดยรวมลดลง 2.8% QoQ สะท้อนการระบายสต็อกที่ดีขึ้นในหลายหมวด โดยเฉพาะหมวดที่ก่อนหน้าเผชิญต้นทุนและภาวะระบายสินค้าช้าจากเศรษฐกิจอ่อนแรง

    หาก “ซูม” มาที่เชียงราย รายได้ค้าปลีก/บริการที่ทยอยดีขึ้นสอดรับกับกิจกรรมเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะ กิจกรรมโลจิสติกส์–เชื้อเพลิง–วัสดุก่อสร้าง–ที่พัก–อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็น “ห่วงโซ่ตามน้ำ” ของโครงการลงทุนสาธารณะและการค้าข้ามแดน ยิ่งเมื่อประกอบกับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวไตรมาส 2 ยิ่งช่วยประคองกิจกรรมบริการให้เป็นบวก

    เบื้องหลังการเติบโต ไม่ใช่ “ฟื้นกำลังซื้อ” แต่คือ “อุปสงค์นำโดยรายจ่าย”

    เมื่อเทียบกับจังหวะเศรษฐกิจภาคเหนือที่โดยรวมยังระวังการใช้จ่าย ตัวเลขของเชียงรายจึงชวนถามว่า “พลังอะไร” ขับเคลื่อน? คำตอบอยู่ที่ แรงอัดฉีดภาครัฐ และ แรงส่งจากการค้าชายแดน ที่เด่นชัดกว่าจังหวัดอื่น

    • ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายลงทุน ข้อมูลเศรษฐกิจภูมิภาคระบุว่า รายจ่ายภาครัฐของเชียงรายพุ่งขึ้นถึง +86.9% YoY ในช่วงไตรมาส 2 โดยมาจากงานลงทุนทางชลประทาน ทางหลวงชนบท และหน่วยงานท้องถิ่นจำนวนมาก เงินลงทุนเหล่านี้ไหลเข้าระบบผ่านค่าแรง–ค่าวัสดุ–ค่าน้ำมัน–ค่าขนส่ง จนเกิด “แรงคูณ” ไปยังค้าปลีกและบริการในพื้นที่
    • การค้าชายแดนยังแข็งแรง มูลค่าการค้าชายแดน/ผ่านแดนของเชียงราย ขยายตัวราว +15.0% ในไตรมาสเดียวกัน สินค้าเด่นคือ ผลไม้สด (ทุเรียน–มังคุด) ไปจีน, น้ำมันเชื้อเพลิง ไป สปป.ลาว, รวมถึง รถยนต์–ปูนซีเมนต์ ตัวเลขดังกล่าวย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะโหนดโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ร้านค้าปลีก–ปั๊มน้ำมัน–ศูนย์บริการยานยนต์–โกดังสินค้า รับอานิสงส์ตรง

    กล่าวอีกทางหนึ่ง การเติบโตของเชียงรายในไตรมาส 2/2568 เป็นการโตแบบ “Expenditure-led” คือขับโดยรายจ่ายลงทุนและการค้า ไม่ใช่ “Income-led” ที่เกิดจากรายได้ครัวเรือนขยายฐาน กรอบคิดนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดเชียงรายจึง “ตัดขาด” จากภาพรวมภาคเหนือบางส่วน และทำไมตัวเลข +1.7% QoQ จึงยืนได้แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในภูมิภาคไม่ฟื้นชัด

    ภาพภาคบริการ โรงแรม–อาหาร–เดินทาง ช่วยพยุงโมเมนตัม

    ฝั่งบริการ ที่พัก–อาหารและเครื่องดื่ม ขยับดีขึ้นตามฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาส 2 และกิจกรรมประชุม–สัมมนา–งานอีเวนต์ของหน่วยงานรัฐ–เอกชนที่มากขึ้น โรงแรมในเมือง–ใกล้สนามบินแม่ฟ้าหลวง–บริเวณแม่สาย–เชียงแสน รายงานอัตราเข้าพักคงที่ถึงดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบไตรมาสก่อน ขณะที่ธุรกิจเดินทางและซ่อมบำรุงยานยนต์ได้ “แรงเสริม” จากปริมาณรถบรรทุก–รถตู้รับส่งตามแนวชายแดน

    อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวเชียงรายยังต้องจับตา “ฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ” โดยเฉพาะตลาดจีนที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศที่อาจกดดันการตัดสินใจเดินทาง หากฐานต่างชาติไม่ฟื้นแรง รายได้ฝั่งบริการอาจต้องพึ่งพาตลาดในประเทศและกลุ่มอาเซียน–เกาหลีใต้มากขึ้น

    มองลึกพฤติกรรมค้าปลีก ใครได้ประโยชน์มากสุด?

    เมื่อลอง “แยกชั้น” ภูมิทัศน์ค้าปลีกในเชียงราย จะพบสัญญาณสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

    1. ค้าปลีกเชิงพาณิชย์–โครงสร้างพื้นฐาน ได้อานิสงส์ตรงจากงานรัฐและการค้า ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์โลจิสติกส์ อะไหล่–บริการยานยนต์ หมวดเหล่านี้หมุนเงินไว กำไรต่อหน่วยไม่สูง แต่ยอดรวมขับดันรายรับทั้งจังหวัด
    2. ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป โตแบบค่อยเป็นค่อยไปและแข่งขันสูง การขยายสาขาของผู้เล่นรายใหญ่ในจังหวัดยิ่งกระตุ้น “การแข่งขันด้านราคา–ต้นทุน” ผู้ค้ารายย่อยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเรื่องบริหารสต็อก–ช่องทางดิจิทัล–ความเชี่ยวชาญเฉพาะ (niche) เพื่อรักษาฐานลูกค้าในย่านชุมชน

    ในภาพรวมจึงเห็น “แนวโน้มควบรวมตลาดเงียบ ๆ” (market consolidation) ที่ยอดขายรวมขยับขึ้น แต่สัดส่วนกลับไหลไปหาผู้ประกอบการที่บริหารต้นทุนและซัพพลายเชนได้มีประสิทธิภาพกว่า

    สัญญาณเตือนครึ่งปีหลัง แรงส่งงบลงทุนเริ่มบาง กำลังซื้อพื้นฐานชะลอ

    แม้ Q2 จะ “สวย” แต่ H2/2568 ของเชียงรายมีโจทย์ยากอยู่ 3 ประการ

    1. แรงอัดฉีดภาครัฐมีแนวโน้มกลับสู่ระดับปกติ — การเบิกจ่ายระดับ +86.9% YoY เป็นจังหวะเร่งพิเศษ หากเข้าสู่ช่วงปรับสมดุล ไตรมาสถัดไปกิจกรรมตามน้ำ (เชื้อเพลิง–วัสดุก่อสร้าง–ขนส่ง) อาจชะลอตัวตาม
    2. กำลังซื้อพื้นฐานอ่อนแรง — ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนในภาคเหนือชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนการระวังใช้จ่ายของครัวเรือนและรายได้ภาคเกษตรที่ไม่สดใส หากไม่มีมาตรการกระตุ้นใหม่ รายจ่ายครัวเรือนด้านสินค้าฟุ่มเฟือยอาจถูกเลื่อนออก
    3. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์–ท่องเที่ยวต่างชาติ — ข่าวเชิงลบด้านความปลอดภัย/เสถียรภาพส่งผลต่อการรับรู้ต่างชาติ หากตลาดจีนชะลอยืดเยื้อ รายได้ฝั่งบริการจะถูกท้าทายมากขึ้น

    เมื่อตัวเลขยอดขายรวมเติบโตจาก “อุปสงค์ภายนอก” มากกว่า “รายได้ครัวเรือน” จึงต้องระวัง ความเสี่ยงสต็อกล้น ในหมวดอุปโภคบริโภค หากผู้ค้า “สั่งของตามความรู้สึกว่าขายดี” แต่ฐานลูกค้าจริงยังย่อส่วน

    เมื่อข้อมูลประเทศชี้ “ลดลง 2.8%” ธุรกิจเชียงรายควรอ่านอย่างไร

    ข้อมูล สสช. ระบุว่า มูลค่าสินค้าคงเหลือค้าปลีกทั้งประเทศลดลง 2.8% QoQ หมายถึงหลายธุรกิจเลือก “เบาเหมาะ–เร็วพอ” ในการตุนสินค้า กระแสนี้ควรถูกนำมาใช้ที่เชียงรายด้วยหลัก 3 ข้อ

    1. อ่านจังหวะโครงการรัฐ/งานชายแดนให้ขาด — สินค้าตามน้ำ เช่น วัสดุก่อสร้าง–เชื้อเพลิง–อุปกรณ์โลจิสติกส์ ควร “รีสต็อกแบบหมุนไว” ผูกโยงกับแผนงานภาครัฐ–เทศบาล–รัฐวิสาหกิจ และตารางส่งออกผลไม้ผ่านแดน เพื่อหลีกเลี่ยงการตุนเกินจำเป็น
    2. แยกหมวดฟุ่มเฟือย–จำเป็น — หมวดจำเป็น (อาหาร–ยา–ของใช้ประจำ) ปรับสต็อกแบบปลอดภัย แต่หมวดฟุ่มเฟือย (ไฟฟ้าบางชนิด–ของใช้เพื่อไลฟ์สไตล์) ควร “รอคำสั่งซื้อ” มากกว่า “สั่งตุน” เพื่อรักษาเงินสด
    3. ใช้ข้อมูลดิจิทัลบริหารสต็อก — เชื่อมข้อมูล POS/ออนไลน์–ออฟไลน์ ให้เห็นรอบหมุนสินค้า (inventory turns) รายวัน/สัปดาห์ ลดดีมานด์ฟอร์แคสต์แบบเดาใจลูกค้า

    เพื่อให้การเติบโต 1.7% “ต่อยอด” ไม่ใช่ “ชั่วคราว”

    สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีก–บริการ

    • บริหารสภาพคล่อง–สต็อกแบบอนุรักษ์นิยม ใน Q3–Q4/2568 โฟกัสหมวดที่ขายเร็ว เกี่ยวข้องโครงการรัฐ–ชายแดน พร้อมแผนระบายสต็อก (promotion playbook) หากกำลังซื้อสะดุด
    • เสริมช่องทางดิจิทัล–ข้ามแดน ปรับสัดส่วนยอดขายไปยังอีคอมเมิร์ซ B2B/B2C และพาร์ตเนอร์โลจิสติกส์ชายแดน ขายยกลัง/สัญญาระยะสั้นแทนหน้าร้านอย่างเดียว
    • ลงทุน “ความต่าง” สินค้าเฉพาะถิ่น–สุขภาพ–เกษตรปลอดภัย–ของฝากคุณภาพ ช่วยกันแรงกดดันด้านราคา และจับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่พักค้าง
    • บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เจรจาซัพพลายเออร์–รวมคำสั่งซื้อ–ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดแรงบีบกำไรขั้นต้นในช่วงแข่งขันราคา

    สำหรับหน่วยงานรัฐในจังหวัด

    • คงความต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐาน–จุดผ่านแดน ดูแลความคล่องตัวด่านแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ เพิ่มประสิทธิภาพพิธีการศุลกากร–โลจิสติกส์
    • สื่อสารความปลอดภัย–ความสงบ บริหารความเชื่อมั่นเชิงรุก โดยจับมือ ททท.–หอการค้า–ผู้ประกอบการท่องเที่ยว สร้างแคมเปญเจาะตลาดที่ยืดหยุ่น เช่น เกาหลีใต้–มาเลเซีย พร้อมฟื้นภาพลักษณ์ตลาดจีนอย่างมีแผน
    • ข้อมูล–อินไซท์เข้าถึงได้ สนับสนุนแดชบอร์ดข้อมูลค้าปลีก–ชายแดน–นักท่องเที่ยวรายเดือน เพื่อให้เอกชนวางสต็อก–โปรโมชันตรงจังหวะ
    • ยกระดับทักษะดิจิทัล–โลจิสติกส์ สำหรับ SMEs ท้องถิ่น เช่น โปรแกรมย่อส่วน “E-commerce Export Readiness” และการเงินหมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยเป็นธรรม

    เสียงจากพื้นที่ ภาคเอกชนมอง “ชัด–เฉียบ–เชื่อม”

    ผู้ประกอบการค้าปลีกย่านแม่สายสะท้อนคล้ายกันว่า “ลูกค้าดีขึ้นจากรถสินค้าข้ามแดน–แรงงานงานก่อสร้างในพื้นที่ แต่รายจ่ายครัวเรือนทั่วไปยังบีบ” ขณะที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในเชียงของมองการค้าผ่านแดนไปจีนตอนใต้ “ทรงตัวถึงขยายเล็กน้อย” หากด่านลื่นไหล–เอกสารดิจิทัลเชื่อมกันได้มากขึ้น “รอบหมุน” จะดีต่อเนื่องและส่งผ่านมายังค้าปลีกปลายทาง

     “หัวสะพานเศรษฐกิจ” ที่ต้องรักษาสมดุล

    ตัวเลข +1.7% QoQ ของเชียงรายคือ “การพิสูจน์ศักยภาพของเมืองชายแดน” ว่าเมื่อรัฐเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานและด่านการค้าทำงานคล่อง เศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถ “ต้านแรงเฉื่อย” ของวัฏจักรบริโภคภูมิภาคได้ อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนของโมเมนตัมนี้ขึ้นอยู่กับ สามสมดุล ที่ต้องรักษาให้ได้พร้อมกัน

    1. สมดุลรายได้–รายจ่าย จากโตด้วยรายจ่ายรัฐ สู่โตด้วยรายได้ครัวเรือน—ต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ–ทักษะ–งานบริการคุณภาพ เพื่อให้กำลังซื้อฐานรากฟื้นจริง
    2. สมดุลค้าปลีก–ชุมชน การขยายของผู้เล่นรายใหญ่ควรเดินคู่การยกระดับร้านชุมชน ให้มีดิจิทัล–โลจิสติกส์–สินค้าคุณภาพ สร้างระบบนิเวศที่อยู่ร่วมกันได้
    3. สมดุลชายแดน–ภาพลักษณ์ ความคล่องตัวด่านและความปลอดภัยท่องเที่ยวคือ “สองคานงัด” ที่ต้องแข็งพร้อมกัน เพื่อให้เชียงรายรักษาฐานค้าชายแดนและดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    หากทุกฟันเฟืองหมุนสอดประสาน เชียงราย จะไม่เพียง “โตสวนทาง” ชั่วคราว แต่สามารถยืนระยะในฐานะ ศูนย์กลางค้าปลีก–บริการชายแดน ของภาคเหนือ ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอให้ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ยั่งยืน

    ไฮไลต์ตัวเลขที่ต้องจำ

    • ค้าปลีก/บริการเชียงราย Q2/2568 +1.7% QoQ (รายรับรวม)
    • สินค้าคงเหลือค้าปลีกทั้งประเทศ Q2/2568 –2.8% QoQ
    • รายจ่ายภาครัฐเชียงราย เร่งตัว +86.9% YoY (หนุนกิจกรรมตามน้ำ)
    • มูลค่าการค้าชายแดน/ผ่านแดนเชียงราย ขยาย ประมาณ +15.0%
    • ความท้าทาย H2/2568 แรงส่งงบลงทุน “จาง”; การบริโภคพื้นฐาน “อ่อน”; ความเสี่ยงภาพลักษณ์ท่องเที่ยว “ยังมี”

    ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ (Actionable)

    ผู้ประกอบการ

    • ปรับสต็อกให้ “หมุนไว–เสี่ยงต่ำ” โฟกัสสินค้าตามน้ำโครงการรัฐ–ชายแดน
    • เร่ง “อีคอมเมิร์ซ–B2B ชายแดน” และสร้างสินค้าเฉพาะถิ่นเพิ่มมูลค่า
    • ทำ “ต้นทุนแจ่ม–ข้อมูลชัด” ใช้แดชบอร์ดขายรายสัปดาห์ตัดสินใจโปรโมชัน

    ภาครัฐจังหวัด

    • คงความลื่นไหลด่านแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ และระบบเอกสารดิจิทัล
    • สื่อสารความปลอดภัยเชิงรุก ร่วม ททท.–ผู้ประกอบการ
    • เปิดข้อมูลเชิงลึกค้าปลีก–ท่องเที่ยวรายเดือน ให้เอกชนใช้วางแผนสต็อก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-retail-growth-border-trade/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EHinXd0aj6K13d4F7qHCl

  • นายกฯ อนุทิน ยืนยันเงินเยียวยาถึงมือประชาชนทุกคนอาทิตย์หน้าแน่นอน ขอให้ความมั่นใจ ความมั่นคง-เศรษฐกิจ จะดีขึ้น

    นายกฯ อนุทิน ยืนยันเงินเยียวยาถึงมือประชาชนทุกคนอาทิตย์หน้าแน่นอน ขอให้ความมั่นใจ ความมั่นคง-เศรษฐกิจ จะดีขึ้น

    นายกฯ อนุทิน ยืนยันเงินเยียวยาถึงมือประชาชนทุกคนอาทิตย์หน้าแน่นอน ขอให้ความมั่นใจ ความมั่นคง-เศรษฐกิจ จะดีขึ้น

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ โดมโรงเรียนพนมดงรักวิทยา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจติดตามการเยียวยาและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และพบปะประชาชน หัวหน้าส่วน นายอำเภอ นายกองค์การ บริหารส่วนตำบล และกำนันในพื้นที่ โดยมีพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วม

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงได้เข้าทักทายถามไถ่เหล่าทหารผ่านศึกและประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นกันเองและอบอุ่น พร้อมกล่าวว่า วันนี้ได้นำรัฐมนตรีหลายคนมา ด้วยความตั้งใจเดินทางมาเยี่ยมพี่น้องประชาชนจังหวัดสุรินทร์ ด้วยความเป็นห่วงและนำกำลังใจอย่างเปี่ยมล้นมาให้กับประชาชน รวมไปถึงทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทุกคน โดยย้ำว่ารัฐมนตรีจะมาช่วยเหลือประชาชนและทำให้เรื่องต่าง ๆ ดีขึ้น ทั้งความมั่นคง การฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    นายกรัฐมนตรียังใช้โอกาสนี้ย้ำความพร้อมที่จะมาทำงานแก้ไขปัญหา โดยยืนยันว่า เงินเยียวยาจะถึงมือประชาชนทุกคน “บ่ต้องห่วงนะ เงินเยียวยาอาทิตย์หน้าเข้ากระเป๋าประชาชนทุกคน” ทุกอย่างได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว รวมถึงการสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัย ขอไม่ต้องกังวล

    “ที่มาวันนี้ด้วยความตั้งใจ และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน วันนี้จะต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน ไม่ใช่เฉพาะคนสุรินทร์ แต่รวมถึงประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทุกจังหวัดด้วย พร้อมทำตามความต้องการของพี่น้องประชาชน แต่ขณะเดียวกันเราก็จะใช้การทูตเจรจาให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุดและไม่เสียเปรียบ ด้วยการดำเนินการผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ เพื่อให้สถานการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติให้ดีที่สุด” นายกรัฐมนตรีย้ำ

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า จะกลับไปดูเรื่องการเยียวยา เรื่องความปลอดภัย รวมถึงเรื่องหนี้สิน ราคาสินค้าเกษตร และสวัสดิการฟอกไตฟรี จะรีบดูแลให้โดยเร็ว ฝากความห่วงใย ขออวยพรให้สุขภาพแข็งแรง ปลอดภัยจากภัยอันตราย

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบชุดเครื่องแบบชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ให้แก่ 3 ตัวแทนจากอำเภอพนมดงรัก อำเภอบัวเชด และอำเภอสังขะ และได้มอบถุงยังชีพให้กับประชาชน ร่วมกับคณะรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58420&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uldtObGAJDfQkiC293mc4

  • เชียร์รัฐ คุมค่ายา กำหนดเพดานค่ารักษา – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เชียร์รัฐ คุมค่ายา กำหนดเพดานค่ารักษา – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เชียร์รัฐ คุมค่ายา กำหนดเพดานค่ารักษา

    สภาผู้บริโภคหนุนนโยบายรัฐบาล คุมค่ายา และเวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชน ชี้ เร่งกำหนดเพดานราคาค่ารักษา ปลดล็อคต้นทุนการรักษาราคาไม่เป็นธรรม

    ท่ามกลางกระแสความกังวลของประชาชนเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินจริง โดยเฉพาะจากโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงการรักษาของประชาชน ล่าสุดนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในการควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลเอกชน เพิ่มทางเลือกให้ประชาชนยอมรับค่าใช้จ่ายก่อนชำระเงิน และสามารถไปซื้อยาที่ร้านค้านอกโรงพยาบาลได้ สภาผู้บริโภคพร้อมสนับสนุนและเสนอแนวทางกำหนดเพดานราคาเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า สภาผู้บริโภคพร้อมสนับสนุนนโยบายการลดค่ารักษา ยาและเวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชน ที่ผ่านมาก็ได้ผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากการเผชิญค่ารักษาพยาบาล ยาและเวชภัณฑ์ที่สูงเกินจริง โดยที่สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนมาโดยตลอด

    เผยเรื่องร้องเรียน ราคาเวชภัณฑ์สูงเกินจริง

    ทั้งนี้ ข้อมูลการร้องเรียน ในช่วงปี 2565-2568 สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลแพงจากโรงพยาบาลเอกชนจำนวน 40 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 25 ล้านบาท

    เปรียบเทียบราคาเวชภัณฑ์ โรงพยาบาลเอกชนและท้องตลาด

    มีกรณีตัวอย่าง ที่ผู้บริโภคได้นำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลเอกชน มาร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภค โดยพบว่า มีการคิดราคาเวชภัณฑ์สูงเกินจริงหลายรายการ แม้จะเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ควรเข้าถึงได้ในราคายุติธรรม

    • น้ำเกลือ 1,000 มิลลิลิตร จากราคาท้องตลาดเพียง 45 บาท ถูกคิดในราคา 919 บาท เพิ่มขึ้นกว่า 1,900%
    • พลาสเตอร์ปิดแผลขนาด 6 เซนติเมตร ซึ่งราคาทั่วไปแผ่นละ 25 บาท กลับถูกเรียกเก็บถึง 224 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 700%
    • ถุงมือยางทางการแพทย์จากราคาท้องตลาด 2.5 บาทต่อชิ้น เพิ่มเป็น 17 บาท (580%)
    • สำลีก้อนขนาดเล็กจาก 0.10 บาท เพิ่มเป็น 7 บาทต่อก้อน (6,900%)

    กรณีเหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านราคาค่ารักษาและเวชภัณฑ์ที่ ไม่มีเพดานควบคุม และขาดความโปร่งใสอย่างรุนแรง สภาผู้บริโภคจึงย้ำข้อเสนอให้รัฐกำหนด ราคามาตรฐาน สำหรับเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของระบบที่เน้นผลกำไรเกินสมควร

    ชงข้อเสนอกำหนดเพดานราคา

    ตั้งแต่ ปี 2562 สภาผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ ถูกประกาศให้เป็น “สินค้าควบคุม” โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กระทรวงพาณิชย์ ถึงแม้มาตรการที่ออกมายังเป็นเพียงแค่การแสดงราคาในรูปแบบ QR Code ให้ผู้ป่วยทราบก่อนตัดสินใจเท่านั้น ซึ่งยังไม่ใช่การ “ควบคุมราคาอย่างแท้จริง” เพราะปัญหาการเรียกเก็บค่ารักษาในอัตราที่สูงเกินจริงยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    ดังนั้น สภาผู้บริโภคจึงได้ยื่นข้อเสนอสำคัญต่อ คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม, อนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อหามาตรการควบคุมที่เป็นรูปธรรม และให้เกิดการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ในราคาที่เป็นธรรม โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1. ขอให้ คณะกรรมการว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการตามมาตรา 25 (1)(2) และ (5) เพื่อให้ครอบคลุมถึงการกำหนดราคาซื้อหรือราคาจำหน่ายยารักษาโรค เวชภัณฑ์ หรือค่าบริการ ค่ารักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์และบริการอื่นของสถานพยาบาล หรือ กำหนดอัตรากำไรสูงสุดต่อหน่วยของยารักษาโรค เวชภัณฑ์ หรือค่าบริการ รักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลแทนการแจ้งราคาซื้อ และ ราคาจำหน่าย เพียงอย่างเดียว

    2. ขอให้มีผู้แทนจากผู้บริโภคเข้าเป็นคณะกรรมการว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.)

    “สาเหตุหลักของปัญหานี้ เป็นเพราะไม่มีการควบคุมราคาค่ารักษา โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่ต้องกำกับดูแลปล่อยปละละเลย ทำให้โรงพยาบาลเอกชนคิดราคาค่ารักษาได้โดยไม่มีเพดานกำหนด ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่า ละเมิดสิทธิผู้บริโภค” นพ.ขวัญประชาเผยถึงสาเหตุหลักของปัญหา

    นพ.ขวัญประชา กล่าวเสริมว่า การที่รัฐบาลเริ่มขับเคลื่อนนโยบายลดค่ารักษาพยาบาล ยา และเวชภัณฑ์ ในโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นสัญญาณที่ดี และสภาผู้บริโภคเองคาดหวังว่า รัฐบาลจะหยิบยกนำเอาข้อเสนอจากสภาผู้บริโภคไปร่วมพิจารณา รวมถึงผลักดันให้เรื่องนี้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อปลดล็อคต้นทุนการรักษาที่ไม่เป็นธรรม และ คืนสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เท่าเทียมให้กับประชาชนทุกคน

    นอกจากนี้ อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ กำลังศึกษาเพื่อพิจารณาเสนอแก้ไขกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ. สถานพยาบาล ภาคประชาชน ให้มีการกำหนดเพดานค่ารักษา ค่ายาและเวชภัณฑ์ คุมกำไรค่ารักษา ค่ายา และเวชภัณฑ์ต่อหน่วย เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคพบปัญหาถูกเรียกเก็บค่ารักษาแพงเกินจริง ร้องเรียนได้ที่สายด่วนสภาผู้บริโภค 1502 หรือร้องเรียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ tcc.or.th และสามารถร้องเรียนกับหน่วยงานประจำจังหวัดของสภาผู้บริโภค ทั้ง 20 จังหวัด โดยดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์  https://www.tcc.or.th/tcc-agency/

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/control-treatment-costs/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VBcr2NgjR5ys8EGc7sNxV

  • “ดร.เอ้” ขอพุ่งเป้า กทม. ปักธงพรรคไทยก้าวใหม่ เผยนั่งปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 เอง

    “ดร.เอ้” ขอพุ่งเป้า กทม. ปักธงพรรคไทยก้าวใหม่ เผยนั่งปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 เอง

    “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” เผยเป็นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ของพรรคไทยก้าวใหม่ ลั่นพร้อมร่วมงานทุกขั้วการเมือง ไม่สร้างปมขัดแย้ง มุ่งเป้าพื้นที่ กทม. ขอปักธงพรรค

    วันที่ 3 ต.ค. 2568 ที่อาคารทรูดิจิทัลพาร์ค กรุงเทพมหานคร นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ให้สัมภาษณ์หลังการแถลงข่าวเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ ในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองใหม่จะสู้ในสนามเลือกตั้งครั้งหน้าว่า ยอมรับว่า เป็นพรรคการเมืองน้องใหม่ ขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจ ที่ต้องการเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลง มาร่วมงานการเมืองกับพรรคไทยก้าวใหม่ที่ชูนโยบายด้านการศึกษาเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ และสร้างคุณภาพชีวิต พรรคไทยก้าวใหม่ตั้งใจสร้างสังคมนิยมใหม่ ในการส่งเสริมคนดีในการปราบคอร์รัปชั่น ส่วนการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถือเป็นช่วงเวลาที่เร็วมาก เพราะอีกไม่กี่เดือนจะเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว เรากำลังดูว่าเราจะส่งลงเขตไหนบ้าง ส่วนรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่า หัวหน้าพรรคการเมืองต้องพร้อมทำหน้าที่เป็นผู้นำประเทศ และตนจะเป็น สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่หนึ่งของพรรค

    ลั่นพร้อมร่วมงานทุกขั้วการเมือง ไม่สร้างปมขัดแย้ง

    เมื่อถามถึงการเมืองที่แบ่งขั้วแบ่งฝ่ายชัดเจน พรรคไทยก้าวใหม่จะวางตัวเองอยู่ในตรงไหน นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า เราตั้งใจเป็นพรรคที่ตั้งใจจะสร้างคนไปเปลี่ยนประเทศไทยจริงๆ ไม่ใช่แค่ระยะสั้น จึงมุ่งมั่นเพื่อทำงานร่วมกับทุกฝ่าย รับฟังเสียงของประชาชน เมื่อถามย้ำว่า แปลว่า ไม่มีข้อจำกัดในการร่วมกับพรรคไหนใช่หรือไม่ นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า อะไรก็ตามที่ให้พรรคเรามีโอกาสทำงานสร้างคน เราไม่ทำการเมืองที่ส่งต่อความขัดแย้ง เราขอทำงานดูแลลูกหลานพี่น้องประชาชนขอให้พวกเราได้ไปทำเรื่องรากฐานประเทศไทยจริงๆ

    มุ่งเป้าพื้นที่ กทม. ขอปักธงพรรค

    เมื่อถามถึงนโยบายธนูดอกแรกเรื่องการศึกษา เรียนฟรีจนถึงจบปริญญาตรี จะใช้งบฯที่มีเพียงพอหรือไม่ นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า สมัยนี้เด็กน้อยลงมากกว่า 3 เท่า หากเทียบกับสมัยของตน เราจึงมีงบประมาณเพิ่มขึ้นต่อหัวอยู่แล้ว ในฐานะที่ตนเป็นอดีตอธิการบดี เราเห็นอยู่แล้ว แต่การทำให้เขาได้งาน หลังจบการศึกษานั้น คือความท้าทายมากกว่า

    ส่วนจะมีบิ๊กเนมเข้ามาเปิดตัวเพิ่มเติมหรือไม่ นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า การเปิดตัวครั้งนี้ ก็เพื่อเชิญชวนคนมาทำงาน ทุกคนที่มาร่วมกัน มาด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญ และความรู้ ซึ่งแต่ละคนก็มีความเป็นมืออาชีพ ทั้งนี้ ตนยังไม่ขอประเมินว่าจะได้กี่ที่นั่ง ขอมุ่งมั่นเรื่องจุดยืน และวิสัยทัศน์ของเรา จึงขอคะแนนให้เราได้ สส.จำนวนมากพอ ในการเลือกตั้งปีหน้าที่สำคัญกับเรา โดยมุ่งเป้าพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เป้าหมายและต้องส่งลงสมัครในทุกภาคอยู่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2886840&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q5ThB7QLbW2AHhOCgPiYs