Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • 5 เรื่องคาดว่าจะเจอกับ iPhone 17e น้องตาเดียวราคาดี ที่ต้องลุ้น

    5 เรื่องคาดว่าจะเจอกับ iPhone 17e น้องตาเดียวราคาดี ที่ต้องลุ้น

    หลังจากที่ Apple ประสบความสำเร็จกับการเปิดตัว iPhone 16e รุ่นราคาย่อมเยาที่มาแทนที่ซีรีส์ SE ไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และเมื่อ iPhone 17 Series เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เราจะได้เห็น iPhone 17e รุ่นต่อไปหรือไม่? บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลและข่าวลือทั้งหมดเกี่ยวกับ iPhone 17e มาให้แล้ว

    อะไรใหม่ใน iPhone 17e 

     iphone-17e-feature-1

    ชิปเซ็ต A19 ตัวแรงเท่ารุ่นพี่ 

    ข้อมูลจาก Mark Gurman ระบุว่า iPhone 17e จะมาพร้อมกับชิป A19 ซึ่งเป็นชิปตัวเดียวกับที่ใช้ใน iPhone 17 รุ่นมาตรฐาน นี่ถือเป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้รุ่นเล็กมีความแรงไม่แพ้รุ่นพี่ โดยชิป A19 ผลิตบนสถาปัตยกรรม 3 นาโนเมตรที่อัปเกรดขึ้น ประกอบด้วย CPU 6-core และ GPU 5-core พร้อม Neural Engine 16-core ที่ทรงพลัง รองรับการประมวลผล AI บนเครื่อง (On-device AI) และ Hardware-Accelerated Ray Tracing สำหรับการเล่นเกมคุณภาพระดับคอนโซล ทั้งยังประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    หน้าจอแสดงผล

    สื่อเกาหลี The Elec รายงานว่า Apple อาจใช้หน้าจอ OLED ตัวเดียวกับที่ใช้ใน iPhone 16e (ซึ่งเดิมทีเป็นจอของ iPhone 14) เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิต สเปคของจอดังกล่าวคือ Super Retina XDR ที่มีความละเอียด 2532 x 1170 (460 ppi) ความสว่างสูงสุดทั่วไป 800 nits และสว่างสูงสุด 1200 nits สำหรับคอนเทนต์ HDR 

    Dynamic Island หรือยังเป็น Notch?

    ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ แหล่งข่าวหลุดอย่าง “Digital Chat Station” อ้างว่า iPhone 17e จะมาพร้อม Dynamic Island และดีไซน์ใหม่ ซึ่งหากอิงตามการออกแบบของ iPhone 15 ก็มีความเป็นไปได้ แต่ข้อมูลนี้ขัดแย้งกับข่าวลือเรื่องการใช้หน้าจอเดิมของ iPhone 16e ที่เป็นแบบ Notch หรือรอยบาก ดังนั้นข้อมูลส่วนนี้จึงยังต้องรอการยืนยันต่อไป 

    มองไปข้างหน้ากับกลยุทธ์ใหม่ของ Apple

    Ming-Chi Kuo ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า Apple กำลังปรับกลยุทธ์การเปิดตัว iPhone ครั้งใหญ่ โดยอาจจะเปิดตัว iPhone 18 และ iPhone 18e ในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 หรือ 6 เดือนหลังจากเปิดตัวรุ่น Pro ซึ่งหมายความว่าในอนาคตเราอาจจะได้เห็น Apple เปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ 2 รอบต่อปีก็เป็นได้

    กำหนดการเปิดตัว 

    แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งชี้ตรงกันว่า Apple มีแผนจะเปิดตัว iPhone 17e ในปี 2026 โดย Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์ชื่อดังคาดการณ์ว่าจะเปิดตัวในช่วง “ครึ่งแรกของปี 2026” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับกลยุทธ์มาอัปเดต iPhone รุ่นเริ่มต้นเป็นรายปี ขณะที่ Mark Gurman จาก Bloomberg ก็รายงานไปในทิศทางเดียวกันว่าจะมาในช่วง “ต้นปีหน้า”

    นอกจากนี้ยังมีข่าวลืออีกกระแสที่ระบุว่า iPhone 17e ได้เข้าสู่ขั้นตอนการทดลองผลิตแล้ว และอาจเปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งแตกต่างจาก iPhone 16e ที่เปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ ทั้งหมดต้องรอลุ้นกันต่อไปว่าจะเปิดตัวจริงๆ หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1617963/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13ibXbgJODWIyxO5t_SLP6

  • ชูความยั่งยืนเป็นเสาหลักใหม่เศรษฐกิจไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ชูความยั่งยืนเป็นเสาหลักใหม่เศรษฐกิจไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109659&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28n8mZuTpMqy48uXr42bP5

  • ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ผนึกกำลัง 5 สถาบันเทคโนโลยี ลงนามความร่วมมือพัฒนาการศึกษา ตอบโจทย์อุตสาหกรรม พาชมเครื่องผลิตขนมปังล้ำสุดในภูมิภาค

    ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ผนึกกำลัง 5 สถาบันเทคโนโลยี ลงนามความร่วมมือพัฒนาการศึกษา ตอบโจทย์อุตสาหกรรม พาชมเครื่องผลิตขนมปังล้ำสุดในภูมิภาค

    วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

    บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี จํากัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมปังและเบเกอรี่ ภายใต้แบรนด์ “ฟาร์มเฮ้าส์” ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ 5 สถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเทคโนโลยี ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ,สถาบันเทค โนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กรุง เทพ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เพื่อขยายความร่วมมือในการพัฒนานักศึกษา การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร การวิจัยและพัฒนา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ณ ห้องประชุมเสรีไทย 2 อาคารบางชัน โรงงานบางชัน

    อภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อํานวยการ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี จํากัด (มหา ชน) ตระหนักถึงความสําคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะด้านการพัฒนากําลังคน งานวิจัยและพัฒนา รวมถึงการบริหารจัดการองค์ความรู้ อันจะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน

    “ด้วยความตั้งใจที่จะเป็นบริษัทผลิตอาหารชั้นนำของเมืองไทย มีการพัฒนานักศึกษา ตลอดจนทีมทำงานของบริษัทฯ นอกจากเรื่องวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ ยังมีเรื่องของคหกรรมด้วย จึงมีการให้นักศึกษาเข้ามาฝึกงาน มีความร่วมมือกับคณาจารย์มหาวิทยาลัย อัปเดตเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งเป็นความตั้งใจของเราที่ทำมาตลอด 43 ปีที่ผ่านมา”

    อภิเศรษฐ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนโครงการสหกิจศึกษา การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิต ตลอดจนการนําเทคโนโลยีทางวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัด การ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับ 5 มหาวิทยาลัยชั้นนําด้านเทคโนโลยี จึงเป็นอีกก้าวสําคัญในการพัฒนากําลังคนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับทั้งภาคการศึกษาและอุตสาหกรรมต่อไป

    รศ.ดร.สุวิทย์  แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า รู้สึกยินดีอย่างมากที่มีการลงนามความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมาก็มีการทำงานร่วมกันมานานพอสมควร โดยเฉพาะที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง วันนี้เป็นการลงคำมั่นสัญญาอย่างเป็นทางการที่บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี ได้ทำร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา 5 แห่ง เป็นความร่วมมือทั้งในแง่นักศึกษา การใช้โจทย์ของบริษัทฯ เป็นโจทย์ในการทำวิจัยร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือแบบวิน-วิน เพราะอาจารย์ได้รับประสบการณ์มากขึ้น นักศึกษาก็ได้เรียนรู้กับของจริง

    “การศึกษาจะต้องเปลี่ยนไป เราต้องดูเรื่องคนที่อยู่ในวัยทำงานด้วย ทำอย่างไรระบบจะยืดหยุ่นพอให้ได้เพิ่มเติมทักษะ ถ้าพนักงานบริษัทสา มารถมีโอกาสเข้าไปศึกษาหาความรู้ได้จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมในภาพรวมดีขึ้น ขณะเดียวกันกับนักศึกษาเอง เราจะเพิ่มคุณค่าอะไรให้กับนักศึกษาในภาพรวมของมหาวิทยาลัย เช่น การเรียนรู้จากประสบการณ์ ฉะนั้น ประสบการณ์จริงน่าจะเป็นแนวโน้มที่มหาวิทยาลัยควรจะสนับ สนุน ไม่ว่าจะประสบการณ์ในชุมชน ในโรงงาน หรือแม้กระทั่งในต่างประเทศ ผมมองว่าการศึกษาไทยจะเดินไปในทิศทางแบบนี้ รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีกับการเป็นส่วนหนึ่งในการลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการนี้”

    รศ.ดร.อนุวัฒน์ จางวนิชเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)กล่าวว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งในการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ จะเห็นว่าทั้ง 5 สถาบันเน้นในเรื่องการปฏิบัติ ในหน่วยงานของเราทั้ง 5 คงได้มาช่วยเหลือไม่ว่าในเรื่องของงานวิจัย ความร่วมมือในการต่อยอดต่างๆ ในส่วนของสถาบันฯ เองมีนักศึกษาจำนวนมากมาฝึกงาน รวมทั้งบุคลากรพอสมควรที่เข้ามาที่นี่ ถ้าทางสถาบันฯ สามารถต่อยอดในเรื่องของเครือข่าย ในเรื่องของความสัมพันธ์ ความร่วมมือไม่ว่าในเรื่องงานวิจัยหรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่จะเกิดขึ้นกับหน่วยงาน เรายินดียิ่งและสามารถพัฒนาต่อไปในอนาคตได้ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป

    ศ.ดร.เสาวณิต สุขภารังษี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กล่าวว่า การได้เป็นส่วนหนึ่งพร้อมกับเพื่อนร่วมสถาบันอีก 4 แห่ง ลงนามความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันเป็นสะพานที่จะเชื่อมโลกของวิชาการในมหาวิท ยาลัยสู่โลกของการปฏิบัติการจริงในสถานประกอบการ มหาวิทยาลัยเองอาจจะเป็นสถานบ่มเพาะความรู้ แต่ในทักษะการทำงานจริงเราต้องหาพาร์ทเนอร์ โดยเฉพาะในเรื่องการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำ อย่างบริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี ซึ่งมีความร่วมมือในหลายๆ ด้าน รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพสหกิจศึกษา ขณะเดียวกันอาจารย์นิเทศก็ได้เข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยีที่ทางบริษัทฯ ใช้ในปัจจุบันซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

    “ในมุมมองของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่ผลิตนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานบ่มเพาะความรู้ที่สามารถยกระดับไม่ว่าจะเป็นอัปสกิล รีสกิล หรือนิวสกิล ให้กับบุคลากรในบริษัทได้ เราอยากตอบสนองอุตสาหกรรม การที่เราได้มาทำงานร่วมกันทำให้รู้ว่าผู้ประกอบการต้องการให้เด็กมีทักษะ มีความรู้ด้านไหนบ้าง เพื่อเราจะนำมาปรับปรุงหลักสูตร วิธีการสอนของเรา และในเรื่องของซอฟท์สกิลซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกวันนี้หลายๆ บริษัทให้ความสำคัญ ไม่เพียงทำให้น้องๆ ได้งานทำ แต่ยังได้ตำแหน่งงานที่ดีขึ้น” 

    ผศ.นพรัตน์ ภัยวิมุติ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ (มทร.กรุงเทพ) กล่าวว่า โดยปกติทางมหาวิทยาลัยมีการจัดให้นักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการที่หลากหลาย และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการลงนามความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้

    “ทางมหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญทางด้านคหกรรมศาสตร์อยู่แล้ว มีการฝึกนักศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอาหาร อาหารและโภชนาการ เทคโนโลยีอาหาร วิทยาศาสตร์อาหาร และในเรื่องธุรกิจอาหาร มองว่าความพร้อมตรงนี้เรามีกำลังพลที่จะพัฒนาไปร่วมกันกับบริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี ไม่ว่าจะในเรื่องการออกแบบหลักสูตรร่วมกัน ตลอดจนการทำงานวิจัยร่วมกัน เราพร้อมและยินดีที่จะส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อที่จะให้เกิดความร่วมมือกัน”

    ศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยฯ ในการสร้างคนเสริมอาชีพว่า ที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยได้ส่งนักศึกษาออกไปฝึกงานเป็นจำนวนมาก ทั้งหลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโท โดยเฉพาะหลักสูตรปริญญาตรีส่งนักศึกษาออกไปฝึกงาน 100% จึงมองว่าความร่วมมือในวันนี้จะเป็นจุดสำคัญที่ไม่เพียงเปิดโอกาสให้นักศึก ษาได้ฝึกประสบการณ์การทำงานจริงกับสถานประกอบการ ยังเป็นช่องทางหนึ่งให้กับนักศึกษา ไม่ว่าจะในเชิงอาชีพด้านช่างเทคนิค วิศวกรรม โลจิสติกส์ ฯลฯ ไปจนถึงด้านการบัญชี ได้สร้างความร่วมมือในเชิงลึกในอนาคตร่วมกัน

    ทั้งนี้ หลังการลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกันระหว่างบริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี และ 5 สถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเทคโนโลยี แล้วเสร็จลง มีการพาชมเครื่องทำขนมปังเครื่องใหม่ที่ทันสมัยที่สุดและมีกำลังการผลิตมากที่สุดในภูมิภาคถึง 6,000 แถวต่อชั่วโมง หนึ่งในหัวใจของกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ “ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์” ที่สดใหม่ส่งถึงมือผู้บริโภคทุกเช้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/918651&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hPIwhexfRyd5Cj9Q0MBfr

  • ขุนคลังอินเดียมั่นใจรับมือวิกฤตโลก หวังศก.โต 8% ผงาดเป็นประเทศพัฒนาแล้ว : อินโฟเควสท์

    ขุนคลังอินเดียมั่นใจรับมือวิกฤตโลก หวังศก.โต 8% ผงาดเป็นประเทศพัฒนาแล้ว : อินโฟเควสท์

    นีรมาลา สิธารามาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินเดีย แสดงความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจอินเดียมีความยืดหยุ่นเนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจอินเดียสามารถรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้

    รมว.คลังอินเดียกล่าวในการประชุม Kautilya Economic Conclave ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงนิวเดลีในวันนี้ว่า แม้กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทั่วโลกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่เศรษฐกิจอินเดียมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะรับมือกับวิกฤตการณ์ พร้อมกับกล่าวว่า การเติบโตของอินเดียส่วนใหญ่พึ่งพาปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในต่างประเทศได้

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีคลังอินเดียกล่าวว่า อินเดียต้องการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตโดยเฉลี่ยที่ 8% เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2590 โดยการแสดงความเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังจากธนาคารกลางอินเดียได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมี.ค. สู่ระดับ 6.8% จากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 6.5% ซึ่งสอดคล้องกับที่รัฐบาลประมาณการไว้ที่ 6.3% – 6.8% สำหรับช่วงเวลาดังกล่าว

    รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากอินเดียในอัตรา 50% ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย นอกจากนี้ สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงอีกเมื่อปธน.ทรัมป์ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าประเภท H-1B ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคบริการ อันเป็นภาคส่วนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินเดียถึง 60%

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และเพื่อเป็นการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ รัฐบาลอินเดียได้ปรับลดภาษีสินค้าและบริการ (GST) สำหรับสินค้าในชีวิตประจำวันและสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.5% ในการประชุมเมื่อวันที่ 1 ต.ค. โดยระบุถึงความไม่แน่นอนทั่วโลก และความจำเป็นในการประเมินว่าการปรับลดภาษี GST จะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออย่างไร

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B7IDT__ebGEHCe3gw2B3X

  • คนที่เคยได้คนละครึ่ง เฟส 5 อาจมีถึง 7 ล้านคนที่ชวดคนละครึ่ง 2568 เพราะอะไร ?

    คนที่เคยได้คนละครึ่ง เฟส 5 อาจมีถึง 7 ล้านคนที่ชวดคนละครึ่ง 2568 เพราะอะไร ?

              คนได้คนละครึ่ง เฟส 5 จะมีถึง 7 ล้านคนที่ชวดคนละครึ่ง 2568 เนื่องจากอะไร งานนี้ต้องรีบลงทะเบียนคนละครึ่ง เอ้อระเหยไม่ได้

    คนละครึ่ง 2568

              โครงการคนละครึ่ง 2568 กำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนการลงทะเบียนวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เบื้องต้น แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มที่จะได้รับเงิน ดังนี้

              1. กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

              2. กลุ่มคนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี 9 ล้านคน ได้เงินคนละ 2,000 บาท

              3. กลุ่มคนทั่วไปที่อยู่ในระบบภาษี 11 ล้านคน ได้เงินคนละ 2,400 บาท

              ทั้งนี้ การลงทะเบียนคนละครึ่ง หากเคยเป็นคนเคยเข้าคนละครึ่ง เฟส 5 จำนวน 27 ล้านคน จะมีโอกาสยืนยันตัวตนได้เร็วกว่า เนื่องจากระบบรัฐบาลมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว

    คนละครึ่ง 2568

    7 ล้านคนที่หายไป

              วันที่ 3 ตุลาคม 2568 กระปุกดอทคอม มีการตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า คนละครึ่ง เฟส 5 มีคนเข้าร่วมโครงการถึง 27 ล้านคน (คนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าไม่ได้) แต่คนละครึ่งพลัส ที่กำลังจะเกิดขึ้น บุคคลทั่วไป รวมกันแล้วมีประมาณ 20 ล้านคน เท่ากับว่า อาจจะมีคน 7 ล้านคนที่เคยได้คนละครึ่งเฟส 5 ไม่สามารถลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสได้ เป็นส่วนต่างที่น่าสงสัยว่า หายไปไหน

              อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวอาจมีความคลาดเคลื่อนได้จากสัดส่วนจำนวนประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากคนละครึ่งเฟส 5 เป็นสถิติที่เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 ที่น่าสนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295457.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OShoCGj7nJQmbc1mPoA8d

  • กรมประมง แจงดราม่า (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน

    กรมประมง แจงดราม่า (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน

    กรมประมง แจงดราม่าสนั่นโซเชียล ย้ำ (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน ใช้บังคับกับเรือท่องเที่ยวที่มีการจับสัตว์น้ำ เท่านั้น ! “มิได้ใช้บังคับกับเรือประมงและกิจกรรมตกปลาที่ไม่ใช้เรือ”

    จากกรณีการสื่อสารบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับ (ร่าง) ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวนและประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2568 ในประเด็นข้อกำหนดให้เรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ ใช้ “เบ็ดมือ” จำนวนไม่เกิน 3 คันต่อคน และมีการตั้งข้อโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว

    นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า กรมประมงได้รับข้อเรียกร้องจากกลุ่มผู้ประกอบการเรือตกปลา จ.สงขลา ขอให้เปิดการจดทะเบียนเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำขึ้น เพื่อที่กลุ่มผู้ประกอบการจะสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง โดยการดำเนินการจดทะเบียนเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกรมประมงและกรมเจ้าท่า ซึ่งกรมประมงจะต้องออกประกาศกำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวนและประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ จากนั้นกรมเจ้าท่าจึงจะเปิดให้มีการจดทะเบียนในขั้นตอนต่อไป รวมถึงคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวได้มีการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมให้ความเห็นว่า ควรมีการส่งเสริมให้มีการจดทะเบียนเรือประเภทดังกล่าวเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและมีแนวทางการกำกับดูแลตามกฎหมายที่ชัดเจน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการพิจารณาร่วมกัน กรมประมงจึงได้จัดทำ (ร่าง) ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวนและประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำขึ้น โดยมีสาระสำคัญดังนี้

    1. ประกาศฉบับนี้บังคับใช้เฉพาะกลุ่ม “เรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ” เท่านั้น (มิได้บังคับใช้กับเรือประเภทการใช้ทำการประมงหรือการทำกิจกรรมตกปลาที่ไม่ใช้เรือ)

    2. ประกาศอาศัยอำนาจตามข้อบังคับกรมเจ้าท่า ว่าด้วยการกำหนดประเภทการใช้เรือทั่วไปที่มิใช่เรือประมง เรือขนถ่ายสัตว์น้ำหรือเรือสนับสนุนการประมง พ.ศ. 2561 ข้อ 5 กรณีเรือที่เป็นประเภทเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ซึ่งใช้เพื่อสันทนาการ การท่องเที่ยวและจับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือประมงขนาดเล็ก เช่น ใช้เบ็ดตกปลา ฯลฯ ให้กำหนดประเภทการใช้เรือเป็น “ท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ” สำหรับเครื่องมือ จำนวนและประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ รวมถึงข้อควรปฏิบัติ ให้เป็นไปตามที่กรมประมงประกาศกำหนด

    3. กำหนดเครื่องมือจับสัตว์น้ำในกิจการเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ ดังนี้

    (1) เบ็ดมือ จำนวนไม่เกิน 3 คันต่อคน

    (2) ดวงไฟที่มีขนาดไม่เกิน 500 วัตต์และมีกำลังกระแสไฟฟ้ารวมไม่เกิน 3,000 วัตต์ ไม่จำกัดจำนวน ทั้งนี้ ห้ามใช้ดวงไฟใต้น้ำเพื่อล่อสัตว์น้ำ

    (3) แหที่มีขนาดตาอวนไม่น้อยกว่า 3.2 ซม. จำนวนไม่เกิน 2 ปากต่อลำ

    (4) สวิง จำนวนไม่เกินจำนวนคันเบ็ดรวมตามข้อ 1 โดยให้ใช้ประกอบกับเครื่องมือเบ็ดมือเท่านั้น

    4. กำหนดระยะเวลาในการอนุญาตให้มีการจดทะเบียนเรือหรือเปลี่ยนประเภทการใช้เรือเป็นประเภทการใช้ท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ มีระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ประกาศกรมประมงมีผลบังคับใช้

    นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง
    นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง

    ทั้งนี้ กรมประมงได้จัดทำร่างประกาศดังกล่าวโดยพิจารณาข้อมูลวิชาการ ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและนำร่างประกาศฯ ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงนำร่างประกาศขึ้นรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (LAW.go.th) ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม ถึง 8 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการสรุปความคิดเห็นและประเด็นเพื่อพิจารณาร่างประกาศดังกล่าวอีกครั้ง และท้ายที่สุดแล้วการที่กรมประมงจะออกประกาศในเรื่องนี้ เพื่อให้มีการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีความสอดคล้องกับบริบทข้อเท็จจริงของวิถีชีวิตและไม่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพในภาพรวมอย่างแน่นอน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2886874&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IAkjP9ee32loAYQ4OYIWW

  • GEN Z ไทย วางแผนทริปยาวและไกลมากขึ้น

    GEN Z ไทย วางแผนทริปยาวและไกลมากขึ้น

    วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.25 น.

    Tag :

    นายอมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไป ประจำอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า นักเดินทาง Gen Z ไทยเป็นกลุ่มหลักที่ช่วยปลุกกระแสการท่องเที่ยวไทยช่วงปลายปีนี้ โดยเลือกที่จะเดินทางต่างประเทศและใช้เวลาเพื่อดื่มด่ำกับการท่องเที่ยวมากขึ้น ข้อมูลล่าสุดจาก Airbnb ระบุว่า Gen Z ไทยค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยนักเดินทางรุ่นใหม่หันมานิยมการเดินทางระยะไกลมากขึ้น ไม่ได้เน้นเที่ยวแบบเร่งรีบ1
     
    Gen Z ค้นหาทริปต่างประเทศเฉลี่ย 4.3 คืนต่อทริป ซึ่งนานกว่ากลุ่มมิลเลนเนียล แสดงถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาและประสบการณ์ที่มีความหมายมากขึ้น
     
    ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศยอดนิยมของ Gen Z ไทย โดยเป็นเมืองที่กำลังมาแรงมากที่สุด รวมถึงเมืองท่องเที่ยวชื่อดังในเอเชียอย่างไทเป (ไต้หวัน) และบาหลี (อินโดนีเซีย) ก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน ด้านฝั่งยุโรป เมืองหลักๆ อย่าง ปารีส โรม มิลาน และลอนดอน ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักเดินทางรุ่นใหม่มองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่คุ้มค่า อยากใช้เวลาในทริปให้ยาวขึ้น สนุกกับกิจกรรมต่างๆ และดื่มด่ำไปกับการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการเข้าพักและเข้าร่วมกิจกรรมหรือเอ็กซ์พีเรียนบน Airbnb2

    “Gen Z ไทยกำลังสร้างนิยามการเดินทางรูปแบบใหม่ จากความสนใจในความหรูหราในราคาที่เอื้อมถึงได้และต้องการการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ยาวนานขึ้น ไม่เร่งรีบและเลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางระยะไกล เช่น ญี่ปุ่น และยุโรป แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า มีความสนใจในด้านวัฒนธรรม ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ที่แท้จริง ไม่ว่าจะเดินทางในประเทศหรือต่างประเทศ”

    ข้อมูลจาก Airbnb เผยว่า ญี่ปุ่นครองอันดับจุดหมายปลายทางที่กำลังมาแรงสำหรับ Gen Z ไทย3 ไม่ว่าจะเป็นเมืองคึกคักอย่างโอซาก้า หรือย่านดังในโตเกียวอย่าง อารากาวะ และโทชิมะ รวมถึงเกาะโอกินาวะ ไปจนถึงการสัมผัสความงดงามทางธรรมชาติอย่างภูเขาไฟฟูจิในจังหวัดชิซูโอกะ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มอบประสบการณ์หลากหลายไม่เหมือนใคร ตั้งแต่การท่องเที่ยวในยามราตรี การแช่ออนเซ็นแบบดั้งเดิม การตระเวนชิมสตรีทฟู้ด ไปจนถึงการเดินป่าเส้นทางธรรมชาติ ญี่ปุ่นจึงตอบโจทย์ Gen Z ชาวไทยที่มองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งด้านวัฒนธรรมและการผจญภัย

    นอกจากเอเชียแล้ว นักเดินทาง Gen Z ไทยยังสนใจยุโรปมากขึ้น โดย ปารีส โรม มิลาน และลอนดอน ที่ได้รับความนิยมสูง ด้วยเสน่ห์จากงานศิลปะ แฟชั่น ประวัติศาสตร์ และอาหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว4

    Gen Z ไทยหันกลับมาค้นพบเสน่ห์การท่องเที่ยวในประเทศ

    แม้ว่าการท่องเที่ยวต่างประเทศจะเป็นที่นิยม แต่ Gen Z ไทยก็ยังสนใจการท่องเที่ยวในประเทศ โดยเชียงใหม่ขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางมาแรงที่สุด ด้วยเอกลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม คาเฟ่ และความคิดสร้างสรรค์ ในขณะที่กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี หัวหิน และพัทยา ก็ยังคงเป็นเมืองยอดนิยมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางรุ่นใหม่ ที่อยากสัมผัสความมีชีวิตชีวาของประเทศไทย5

    Gen Z ไทยนำเทรนด์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พิสูจน์ว่า “การท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องรีบร้อน” จากจุดหมายใกล้บ้านที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ไปจนถึงทริปต่างประเทศในฝันครั้งหนึ่งในชีวิต การเดินทางของ Gen Z ไทยสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในการท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาด ใช้เวลามากขึ้น และสัมผัสกับโลกใบนี้ในมุมที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/918522&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GWe3rPIIwwn_Imgirv1zo

  • กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกรมพลศึกษา ทำ MOU หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ

    กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกรมพลศึกษา ทำ MOU หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ

    กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ร่วมลงนาม MOU หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและสร้างเสถียรภาพราคายางวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน

    นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐ โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายเพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามความร่วมมือ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร กล่าวว่า การเข้าร่วมลงนามในครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่พร้อมสนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในมิติของการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งสามารถนำผลิตภัณฑ์จากยางพารามาประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว สนามกีฬา และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว

    “ความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางพารา และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากกับภาคการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    ทั้งนี้ ความร่วมมือของ 4 กระทรวงและการยางแห่งประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้การใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราในภาครัฐเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมให้ยางพาราไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศให้ก้าวหน้าไปพร้อมกันกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา องค์กรภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3785477/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Aftfo-KQIOJUie5ufkBpV

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ ร่วมฉลองครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจนำพาประเทศไทยก้าวสู่ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวและกีฬา

    รมว.ท่องเที่ยวฯ ร่วมฉลองครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจนำพาประเทศไทยก้าวสู่ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวและกีฬา

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากรในสังกัด และสื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงพิธีการเริ่มต้นด้วยการสักการะศาลพระภูมิเทวา ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ตามด้วยพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้บริหารและบุคลากรทุกคน โดยมีนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวง เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง แสดงถึงความสามัคคีและความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงฯ

    นายอรรถกร กล่าวในโอกาสนี้ว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนทั้งภาคการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญอุปสรรคจากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น โรคระบาด การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่บุคลากรของกระทรวงฯ ทุกคนยังคงยืนหยัด มุ่งมั่น และร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้กระทรวงฯ ก้าวผ่านทุกความท้าทายและบรรลุเป้าหมายสำเร็จ

    “การก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 ของกระทรวงฯ นับเป็นอีกก้าวสำคัญ โดยล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมจนถึงวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ทะลุ 24 ล้านคนแล้ว ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมกว่า 1.97 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันด้านกีฬา ก็ยังเป็นพลังสำคัญที่สร้างความสุขและแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชน อีกทั้งยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    ภายหลังการกล่าวแสดงความยินดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประชุมและพบปะกับคณะผู้บริหาร รวมถึงท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดจากทั่วประเทศ บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของบุคลากรในกระทรวงฯ ที่พร้อมเดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวและกีฬาไทยสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/246737&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VLlLcinAEOYFUKACWFori

  • จังหวัดพะเยา ติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    จังหวัดพะเยา ติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    จังหวัดพะเยา ติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์


    3/10/2568 | 57 |

    จังหวัดพะเยา ติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

          นายภูธนะ ชมภูมิ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์กิจกรรมซ่อมสร้างและขยายผิวจราจร ถนนทางหลวงหมายเลข 1 ตอนเดิมเข้าเมืองพะเยา ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา
         ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการตามมติคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมรองรับการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดพะเยา ผู้รับจ้างคือบริษัทภาคเหนือวัสดุจำกัด กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 240วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 14 กันยายน 2568 และมีการปรับแก้เอกสารแนบท้ายสัญญาเป็น 256 วัน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 อย่างไรก็ตาม จากรายงานผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 พบว่า ผู้รับจ้างสามารถดำเนินงานได้เพียง ร้อยละ45 ของแผนงานที่กำหนด ซึ่งล่าช้ากว่าแผนงานถึง ร้อยละ55 ทั้งที่ครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการแล้ว
         รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้รับจ้างเร่งรัดการแก้ไขปัญหาและหามาตรการดำเนินการต่อไป เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ สร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวและคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัด และถือเป็นถนนสายหลักของจังหวัดพะเยา จึงอยากจะให้แล้วเสร็จโดยเร็ว  

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/428837&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NP3vGz4k3K3gtAK1RlUFW