Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘ผีเบล’ภาพยนตร์สยองขวัญฆาตกรรมร่วมทุนสร้างไทย-ฮ่องกง – แนวหน้า

    ‘ผีเบล’ภาพยนตร์สยองขวัญฆาตกรรมร่วมทุนสร้างไทย-ฮ่องกง – แนวหน้า

    ฟิล์มเฟรม โปรดักชั่นส์ ร่วมกับ นิวสไมล์แลนด์ โปรดักชั่นส์ ผู้ผลิตภาพยนตร์ชั้นนำของฮ่องกง เตรียมกระตุกความสยองขวัญคอหนัง ร่วมทุนสร้างภาพยนตร์ไทย-ฮ่องกง เรื่อง “ผีเบล (Bryan Bell)” …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/918709&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HAnP-U1Sc0sFRMC_FsALz

  • ‘เบน’ ปลื้ม ‘เปิดโหมดล่า คดีเดือด ซีซั่น 2’ จบสุดประทับใจขอขอบคุณแฟน ๆ – แนวหน้า

    ‘เบน’ ปลื้ม ‘เปิดโหมดล่า คดีเดือด ซีซั่น 2’ จบสุดประทับใจขอขอบคุณแฟน ๆ – แนวหน้า

    จบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับซีรีส์สืบสวน แอ็กชั่น “เปิดโหมดล่า คดีเดือด ซีซั่น 2” จากค่าย 9 บีเวอร์ ฟิล์มส์ ของผู้จัด โอริเวอร์ บีเวอร์ ที่รอบนี้ยังคงมีกระแสตอบรับดี ไม่แพ้ซีซั่นแรก …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/918074&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dTfNTgmIu-_E8nldoCESA

  • ร้องปธ.สภาฯ จี้ตั้ง กก. เร่งรัดสอบสวน 7 คดีเอี่ยว “ฟิล์ม รัฐภูมิ” – สำนักข่าวไทย

    ร้องปธ.สภาฯ จี้ตั้ง กก. เร่งรัดสอบสวน 7 คดีเอี่ยว “ฟิล์ม รัฐภูมิ” – สำนักข่าวไทย

    รัฐสภา 3 ก.พ.- “แทนคุณ” ไม่ถอย เดินหน้าร้องปธ.สภาฯ ส่งเรื่องไปยุติธรรม จี้ “ทวี” ตั้งกรรมการ เร่งรัดสอบสวน 7 คดี เกี่ยวข้อง “ฟิล์ม รัฐภูมิ” นายแทนคุณ จิตต์อิสระ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/84742&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OZpoNXW0AwVM6i8kxgrSD

  • ไทยพีบีเอสสัมภาษณ์อาจารย์และนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  

    ไทยพีบีเอสสัมภาษณ์อาจารย์และนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    ไทยพีบีเอสสัมภาษณ์อาจารย์และนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  นวัตกรรม “MICROCAP” เครื่องผลิตออกซิเจนจากจุลสาหร่าย

    ไทยพีบีเอสสัมภาษณ์อาจารย์และนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ นวัตกรรม “MICROCAP” เครื่องผลิตออกซิเจนจากจุลสาหร่าย

    ผู้สื่อข่าวรายการ ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สัมภาษณ์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชญา อินนา อาจารย์ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  และนายธนกฤต คมขำ นิสิตปริญญาเอก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม 2568 ณ ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ชั้น 17 อาคารมหามกุฎ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  เพื่อจัดทำสกู๊ปข่าวให้ความรู้เรื่องนวัตกรรมใหม่ MICROCAP” เครื่องผลิตออกซิเจนจากจุลสาหร่าย กำจัด CO₂ เติมอากาศบริสุทธิ์ในอาคาร  โดย ดร.พิชญา และนายธนกฤต อธิบายถึงกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงจากจุลสาหร่าย ดูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในเครื่องและผลิตออกซิเจนได้สูงกว่าต้นไม้ถึง 20 เท่า

    ดร.พิชญา อินนา อาจารย์ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  นายธนกฤต คมขำ นิสิตปริญญาเอก และ ผู้สื่อข่าวรายการ ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
    ดร.พิชญา อินนา อาจารย์ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  นายธนกฤต คมขำ นิสิตปริญญาเอก และ ผู้สื่อข่าวรายการ ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
    “MICROCAP” เครื่องผลิตออกซิเจนจากจุลสาหร่าย กำจัด CO₂ เติมอากาศบริสุทธิ์ในอาคาร
    “MICROCAP” เครื่องผลิตออกซิเจนจากจุลสาหร่าย กำจัด CO₂ เติมอากาศบริสุทธิ์ในอาคาร 
    ดร.พิชญา อินนา อาจารย์ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ขณะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวรายการ  ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
    ดร.พิชญา อินนา อาจารย์ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ขณะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวรายการ
    ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
    นายธนกฤต คมขำ นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ขณะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวรายการ ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
    นายธนกฤต คมขำ นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ขณะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวรายการ ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

    ติดตามความน่าสนใจของนวัตกรรมนี้ และเรื่องราวเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นนวัตกรรมจากการคิดค้นพัฒนาโดยอาจารย์และนิสิต คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ในรายการ “วันใหม่วาไรตี้” ช่วงไทยประดิษฐ์คิดเก่ง ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เร็ว ๆ นี้ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง MICROCAP ได้ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/255148/

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/263653/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g6klWt2gbbh87ep0jidcQ

  • นับถอยหลัง สิ้นสัมปทาน BTS ‘มหาดไทย’ ชี้ชะตาสายสีเขียว

    นับถอยหลัง สิ้นสัมปทาน BTS ‘มหาดไทย’ ชี้ชะตาสายสีเขียว

    โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็นขนส่งมวลชนระบบรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทย โดยกลุ่มบริษัท ธนายง จำกัด ชนะประมูล และตั้งบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด หรือ BTSC ซึ่งได้รับสัญญาสัมปทานจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการสร้าง และบริหารระบบรถไฟฟ้า ซึ่งกรุงเทพมหานคร เป็นผู้จัดหาที่ดิน และเอกชนเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด 100% โดยใช้เงินลงทุน 51,000 ล้านบาท 

    ทั้งนี้ ส่วนสัมปทานประกอบด้วย ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน เปิดให้บริการเมื่อปี 2542 มีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี ตั้งแต่ปี 2542-2572 ซึ่งเมื่อครบกำหนดผู้รับสัมปทานจะต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้กรุงเทพมหานคร

    รวมทั้งปัจจุบันโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งหมดมี 60 สถานี รวมระยะทาง 68.25 กิโลเมตร มีสถานีสยามเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายหลัก

    นอกจากนี้  BTSC ยังได้รับสัญญาจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุงระบบรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ที่ กทม.มีหนี้ค้างค่าจ้างประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งสัญญาจ้างจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2585 ดังนี้

    1.ปี 2555 ได้รับสัญญาจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ 1 สะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่ และอ่อนนุช-แบริ่ง 

    2.ปี 2556 ได้รับสัญญาจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ 1 วงเวียนใหญ่-ตลาดพลู-บางหว้า

    3.ปี 2560-2563 ได้รับสัญญาจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ 2 แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-คูคต

    นายสิทธิพร สมคิดสรรพ์ ผู้อำนวยการ สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวในงานประชุมสัมมนาเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการงานศึกษา และวิเคราะห์โครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (รถไฟฟ้าสายสีเขียว) หลังหมดสัญญาสัมปทาน 30 ปี ให้สอดคล้องตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน พ.ศ.2562 เพื่อนำข้อเสนอแนะไปประกอบการพิจารณาจัดทำเอกสารประกวดราคา

    สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็นอีกหนึ่งในภารกิจสำคัญของ กทม.ในการบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนทางรางให้เป็นระบบขนส่งมวลชนหลัก ซึ่งเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายแรกของไทยพร้อมกัน 2 สาย ได้แก่ สายสุขุมวิท และสายสีลม เมื่อปี 2542 

    รวมทั้งต่อมาได้ลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ดำเนินการก่อสร้างส่วนต่อขยายที่ 2

    ขณะที่ปี 2561 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ กทม.เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถในส่วนต่อขยายที่ 2 รวมถึงมีมติเห็นชอบให้โอนทรัพย์สินของโครงการในส่วนต่อขยายที่ 2 ให้ กทม.เพื่อประสิทธิภาพ และชาวกรุงเทพฯ ได้รับความสะดวกในการเดินทางด้วยระบบบริหารจัดการเดียวกัน

    นับถอยหลัง สิ้นสัมปทาน BTS 'มหาดไทย' ชี้ชะตาสายสีเขียว

    ศึกษาโมเดล PPP เตรียมเปิดประมูล

    กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่าสำหรับการจัดสัมมนาครั้งนี้ จะศึกษาถึงส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียวสายหลัก ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ระยะทางรวม 23.5 กิโลเมตร จำนวน 24 สถานี ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานโครงการภายใต้สัมปทานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี (2542-2572) และเมื่อครบอายุสัมปทานในปี 2572 เอกชนจะต้องส่งมอบทรัพย์สินให้กับ กทม.

    ด้วยเหตุนี้สำนักการจราจรและขนส่ง จึงต้องจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษา และวิเคราะห์โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวสายหลัก หลังหมดสัมปทาน 30 ปี เพื่อให้ต่อเนื่องในการให้บริการเป็นระบบเดียวกันกับส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 และให้สอดคล้อง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน พ.ศ.2562

    ทั้งนี้ สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร จะรวบรวมข้อมูลความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน นำมาพิจารณาประกอบการศึกษาของโครงการ พร้อมทั้งมีแผนดำเนินงานจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นการลงทุนโครงการของภาคเอกชนอีกครั้ง เดือนพ.ย.- ธ.ค.2568 เพื่อนำเสนอผลการศึกษาของโครงการให้ภาคเอกชนรับทราบ

    ปี 2569 ชงมหาดไทยเคาะก่อนเสนอ ครม.

    ตัวแทนที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า กรอบดำเนินงานศึกษาความเหมาะสมของการจัดทำโครงการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนรัฐ (พีพีพี) ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลัก ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน 

    ขณะนี้ที่ปรึกษาได้เริ่มดำเนินการรวบรวมข้อมูล และศึกษาคืบหน้าประมาณ 43% คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนม.ค.2569 หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมของรูปแบบพีพีพี

    ดังนั้น ปี 2569 จะได้เห็นความชัดเจนของรูปแบบพีพีพีที่เหมาะสม สำหรับเตรียมความพร้อมเข้าสู่ขั้นตอนเปิดประกวดราคาจัดหาเอกชนร่วมลงทุน โดยตามกระบวนการเมื่อศึกษาแล้วเสร็จจะต้องเสนอไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาเห็นชอบ 

    ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าจะเสนอได้ภายในเดือนมิ.ย.2569 หากผ่านการเห็นชอบก็จะเสนอไปยัง ครม.พิจารณาในเดือน เม.ย.2570 และคาดจะเริ่มกระบวนการจัดทำเอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์) ทันที เพื่อเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอในเดือน มี.ค.2571

    “ตามกฎหมายได้กำหนดไว้ว่าเมื่อโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนรัฐใกล้จะหมดสัญญาสัมปทาน ภายใน 5 ปีก่อนหมดสัญญาจะต้องเริ่มกระบวนการศึกษาความเหมาะสมของรูปแบบที่จะดำเนินการต่อ โดยในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลัก ตอนนี้ก็อยู่ในกระบวนการศึกษาเปรียบเทียบโมเดลที่จะบริหารโครงการหลังหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 รูปแบบใดเหมาะสมมากที่สุด”

    ทั้งนี้ จากการพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับรายได้การเดินรถ สื่อโฆษณา และทรัพย์สินของรถไฟฟ้าสายสีเขียวในปัจจุบันที่เอกชนต้องส่งมอบให้กับ กทม.นั้น อาทิ สถานีรถไฟฟ้า สื่อโฆษณาในสถานี 

    รวมไปถึงอาคารสำนักงานที่จตุจักร พบว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีทรัพย์สิน และมูลค่าค่อนข้างมาก อีกทั้งยังมีรายได้จากค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตหากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนรถไฟฟ้าเป็นขนส่งมวลชนหลัก จะสร้างโอกาสให้กับเอกชนที่เข้ามาร่วมประมูลโครงการนี้

    PPP Gross Cost เสี่ยงต่ำ–รัฐเก็บรายได้เอง

    อย่างไรก็ดี จากปัจจัยบวกดังกล่าวที่ปรึกษาจึงประเมินว่าด้วยโครงการมีมูลค่าสูง และมีความเสี่ยงน้อย ดังนั้นรูปแบบพีพีพีที่เหมาะสมในขณะนี้อาจจะเป็น PPP Gross Cost โดยภาครัฐเป็นผู้จัดเก็บรายได้จากค่าโดยสาร และรายได้เชิงพาณิชย์ ภาครัฐจะรับความเสี่ยงด้านรายได้เองทั้งหมด และจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับเอกชนในรูปแบบของเงินค่าจ้างจากการบริหารงานเดินรถ ซึ่งรูปแบบพีพีพีลักษณะนี้ ปัจจุบันก็ใช้ดำเนินการในหลายโครงการ เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง

    ที่ปรึกษาโครงการ ระบุด้วยว่า รูปแบบการร่วมลงทุนที่เหมาะสมคงต้องรอให้ผลการศึกษาเปรียบเทียบแล้วเสร็จ แต่ลักษณะของ PPP Gross Cost เป็นรูปแบบที่เหมาะสมจะใช้ในโครงการมีความเสี่ยงต่ำ แต่อย่างไรก็ดี ที่ปรึกษาจะเปรียบเทียบความเหมาะสมในทุกรูปแบบ รวมไปถึง PPP Net Cost ที่เอกชนเป็นผู้จัดเก็บรายได้ รับความเสี่ยง และจ่ายค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งให้รัฐ

    “โครงการนี้ท้ายที่สุดอาจจะเป็น กทม.บริหารเอง และจ้างเอกชนเดินรถ หรืออาจจะให้เอกชนทำทั้งหมด หรืออาจจะโอนย้ายให้กระทรวงคมนาคม นำไปบริหารจัดการก็มีโอกาสเป็นไปได้หมด และมองว่าไม่ว่าจะออกมาเป็นรูปแบบใดก็ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เพราะขณะนี้กำลังจะมี พ.ร.บ.ตั๋วร่วม” 

    ดังนั้น ในอนาคตเมื่อโครงการนี้เริ่ม และไม่ว่าใครเป็นผู้บริหารจัดการ ประชาชนก็สามารถเข้าออกระบบรถไฟฟ้าเชื่อมต่ออย่างสะดวก

    ส่วนในกรณีที่การเปิดกว้างให้เอกชนยื่นข้อเสนอร่วมประมูลครั้งนี้ ทางเอกชนผู้รับสัมปทานในปัจจุบันจะเป็นผู้มีข้อได้เปรียบหากเทียบกับเอกชนรายอื่นนั้น ก็คงต้องรอดูข้อเสนอของแต่ละหลาย หรือท้ายที่สุดแนวทางเหมาะสมอาจจะเป็นการเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิม เพื่อให้การให้บริการเกิดความต่อเนื่อง เงื่อนไขนี้ก็อยู่ในแนวทางการศึกษาความเหมาะสม

    BTSC ส่งสัญญาณสนใจร่วมวงชิงเค้ก

    ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ซึ่งสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในปี 2572 แต่ยังคงมีสัญญาจ้างเดินรถกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ระหว่างปี 2572-2585 เช่นเดียวกับส่วนต่อขยายที่ 1 และต่อขยายที่ 2 มีสัญญาสัมปทานจ้างเดินรถสิ้นสุดในปี 2585 

    ดังนั้นเอกชนที่ได้รับสัมปทานบริหารในโครงการนี้จำเป็นต้องจ่ายเงินค่าตอบแทนเดินรถให้กับ BTSC ตามสัญญากำหนด

    ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวด้วยว่า ผู้ที่ได้สิทธิในการบริหารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักหลังจากปี 2572 ยังจำเป็นต้องจ่ายค่าผลตอบแทนให้กับ BTSC ส่วนสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียว ต่อขยายที่ 1 และต่อขยายที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับสัญญาในโครงการนี้ 

    ดังนั้น จะยังคงเป็นหน้าที่ของ กทม.ในการจ่ายค่าตอบแทนจ้างเดินรถ แต่เบื้องต้นมั่นใจว่าโครงการนี้จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน เพราะโครงการมีความเสี่ยงต่ำ ผู้รับสัมปทานมีโอกาสสร้างรายได้สูง แม้จะต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถให้กับเอกชนตามสัญญาเดิมก็ตาม

    แหล่งข่าวจาก BTSC กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ ว่า บริษัทสนใจในโครงการบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักตามที่ กทม.จะดำเนินการเปิดให้ร่วมลงทุน แต่ต้องรอพิจารณาแนวทาง และผลการศึกษาที่ชัดเจนก่อนว่าเหมาะสมต่อการเข้าร่วมประมูลหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรก็ยังไม่ได้เป็นผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจากหลังปี 2572 บริษัทยังมีสัญญาจ้างเดินรถที่จะครอบคลุมไปถึงปี 2585

    แนวทางต่อสัญญาสัมปทานไม่เป็นผล

    รายงานข่าวระบุว่า การพิจารณาสัญญาต่อสัมปทานให้ BTSC มีความพยายามที่จะดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 โดยเมื่อมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2562 ให้กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการดูแลการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว 30 ปี รวมทั้งร่างสัญญาต่อสัมปทานได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ในเดือนพ.ย.2562

    ทั้งนี้ เมื่อมีการนำวาระการต่อสัญญาเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ถูกตีกลับให้หาข้อมูลเพิ่ม รวมทั้งกระทรวงมหาดไทยขอถอนวาระเองตลอดปี 2563-2564 จนกระทั่งมีการเสนอ ครม.เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2564 กระทรวงมหาดไทยขอถอนวาระหลังจากกระทรวงคมนาคมมีข้อท้วงติงเพิ่ม 4 ข้อ

    สำหรับการท้วงติงดังกล่าว นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย ขณะนั้นยืนยันว่ากระทรวงคมนาคม มีข้อทักท้วงที่ต้องการให้กรุงเทพมหานคร ตอบคำถาม

    กทม.ค้างค่าจ้างเดินรถ 3.4 หมื่นล้าน

    ขณะที่สัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุง BTSC ได้ฟ้องให้ กทม.และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด แล้ว 2 คดี โดยคดีแรกเป็นค่าจ้างส่วนต่อขยาย 1 เดินรถ พ.ค.2562 – พ.ค.2564 และส่วนต่อขยาย 2 เดินรถ เม.ย.2560 – พ.ค.2564 จำนวนเงิน 14,476 ล้านบาท ซึ่งศาลปกครองชี้ว่าเป็นสัญญาชอบด้วยกฎหมาย

    สำหรับคดีดังกล่าวสิ้นสุดแล้วโดย กทม.ชำระให้สำนักงานบังคับคดี สำนักงานศาลปกครองแล้ว เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2567 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2567

    ทั้งนี้ปัจจุบัน กทม. ยังมีหนี้ค้างชำระค่าจ้างให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวมกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท ที่สภากรุงเทพมหานคร เห็นชอบในหลักการในการตั้งงบประมาณปี 2569 เพื่อชำระให้ BTSC

    หนี้ก้อนที่ 2 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2564 ถึงวันที่ 20 พ.ย.2565 รวม 11,811 ล้านบาท ซึ่งศาลปกครองกลางตัดสินวันที่ 29 ก.ย.2568 ให้ กทม.ชำระภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

    หนี้ก้อนที่ 3 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่ พ.ย.2565 – ธ.ค.2567 รวม 17,596 ล้านบาท คิดเป็นเงินต้น 15,762 ล้านบาท และดอกเบี้ย 1,833 ล้านบาท (ยังไม่ฟ้องคดี)

    หนี้ก้อนที่ 4 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่ 1 ม.ค.2568 – พ.ค.2568 รวม 3,697 ล้านบาท คิดเป็นเงินต้น 3,650 และดอกเบี้ย 46.78 ล้านบาท (ยังไม่ฟ้องคดี)

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201502&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OzFA7DXNAC800_dnNUDjv

  • แดง – ม่วง 20 บาทตลอดสาย ไม่เป็นภาระงบรัฐ หนุนเดินหน้าระยะยาว

    แดง – ม่วง 20 บาทตลอดสาย ไม่เป็นภาระงบรัฐ หนุนเดินหน้าระยะยาว

    แดง - ม่วง 20 บาทตลอดสาย ไม่เป็นภาระงบรัฐ หนุนเดินหน้าระยะยาว

    “รถไฟฟ้าแดง–ม่วง 20 บาทตลอดสาย” เป็นกรณีศึกษาสำคัญด้านนโยบายขนส่งสาธารณะของไทย เพราะไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ยังแสดงให้เห็นว่า รัฐสามารถดำเนินนโยบายค่าโดยสารที่ “เป็นธรรม” โดยไม่สร้างภาระการคลัง และยังสอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลอันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

    หลังรัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ให้ดำเนินโครงการ 20 บาท ตลอดสายสำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดงและม่วง จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นการต่อลมหายใจ เพิ่มโอกาสให้กับคนชานเมืองได้เข้ามาทำงานในเมืองกรุง โดยไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งผลสำเร็จของโครงการ ทั้งในระยะ 1 และ 2 สะท้อนให้เห็นว่าโครงการ 20 บาทตลอดสายสำหรับสายสีแดงและสีม่วงเดินมาถูกทางและยั่งยืนได้ โดยไม่เป็นภาระด้านงบประมาณ

    สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวขอบคุณรัฐบาลที่เดินหน้าโครงการ “รถไฟฟ้าแดง-ม่วง 20 บาท ตลอดสาย” ซึ่งถือเป็นนโยบายด้านขนส่งมวลชนที่สะท้อนถึงการวางแนวทางที่ถูกต้อง ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้จริง โดยไม่เป็นภาระงบประมาณของรัฐ และยังเป็นโมเดลที่สามารถทำให้การดำเนินงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีความยั่งยืนมากขึ้น

    “การกำหนดอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายของรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบรางในไทย สามารถเชื่อมต่อการเดินทางจากชานเมืองเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ได้สะดวก และไม่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเกินจำเป็นต่อประชาชน โดยโครงการนี้ยังมีส่วนช่วยบรรเทาภาวะขาดทุนของรฟท. ด้วยการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง” สารี กล่าว

    โมเดลความสำเร็จแดง – ม่วง 20 บาทตลอดสาย

    ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคม ที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 ได้รายงานผลการดำเนินงานของโครงการ 20 บาท สำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีม่วง ในระยะแรกสิ้นสุด 30 กันยายน 2567 โดยสายสีแดงมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ย 29,279 คน-เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากก่อนมาตรการอยู่ที่ 19,335 คน-เที่ยวต่อวัน ทั้งปีมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 10.6 ล้านคน-เที่ยวต่อวัน มีรายได้รวม 210.5 ล้านบาท โดยรัฐจ่ายชดเชยค่าโดยสารที่หายไป (จากค่าเฉลี่ย30บาท) จำนวน 28.9 ล้านบาท

    ส่วนสายสีม่วง ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 66,067 คน-เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 17.54% จากช่วงก่อนมีมาตรการอยู่ที่ 56,208 คน-เที่ยวต่อวัน ขณะที่รายได้ลดลงหายไปประมาณ 250 ล้านบาท แต่ได้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมกว่า 937 ล้านบาท เช่น ประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้รถของประชาชนประมาณ 40 ล้านบาท ประหยัดเวลาในการเดินทางที่ประเมินมูลค่าเป็นเงินได้ประมาณ 25 ล้านบาท เป็นต้น ถือว่ามีมูลค่ามากกว่ารายได้ค่าโดยสารที่หายไป

    ขณะที่การขยายมาตรการออกไปถึง 30 พฤศจิกายน 2568 สายสีม่วงคาดว่าจะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 68,617 คน-เที่ยวต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 3.86% ขณะที่รายได้ค่าโดยสารจะเพิ่มเฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 3.89% ซึ่งหากเป็นไปตามคาดการณ์จะทำให้การชดเชยรายได้ลดลง แต่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.310 ล้านบาท

    สำหรับมติครม.ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ต่ออายุรถไฟฟ้าสายสีแดง – ม่วง 20 บาท ตลอดสาย จนถึง 30 พฤศจิกายน 2568 คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมประเมินผลการดำเนินมาตรการโดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปริมาณผู้โดยสารและรายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อภาระการชดเชยจากภาครัฐ และคำนึงถึงความสะดวกสบายในการเดินทางและการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน เป็นต้น เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการดำเนินมาตรการดังกล่าวต่อไป

    “การเดินหน้าคงค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการขนส่งมวลชนราคาที่เป็นธรรมสามารถเกิดขึ้นได้จริง และยังช่วยให้หน่วยงานผู้ให้บริการสามารถอยู่รอดได้โดยไม่เป็นภาระแก่รัฐ” สารีกล่าว พร้อมย้ำว่าสภาผู้บริโภคพร้อมสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินการ “ตั๋วบุฟเฟต์รถไฟฟ้า-รถเมล์ 30 บาทโดยสารทั้งวัน” และขยายโครงการขนส่งสาธารณะที่ทุกคนขึ้นได้ทุกวัน เพื่อสร้างหลักประกันด้านการเดินทางที่เท่าเทียมและยั่งยืนให้กับประชาชนทุกกลุ่มทั่วประเทศ


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    20 หรือ 40 บาทก็ได้ ขอรัฐบาลใหม่เดินหน้า รถไฟฟ้า ที่ทุกคนขึ้นได้ทุกวัน

    ข่าวดี รถไฟฟ้าสายสีแดง-ม่วง มติ ครม. ต่ออายุ 20 บาทตลอดสายออกไปอีก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/03102568_red-purplr-line_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28wo_U9vzMbzKcGHvdy9tq

  • ดื่มด่ำกับเมืองอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ผ่านแหล่งท่องเที่ยวสไตล์คนเก๋ ฉบับอัพเดตล่าสุด

    ดื่มด่ำกับเมืองอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ผ่านแหล่งท่องเที่ยวสไตล์คนเก๋ ฉบับอัพเดตล่าสุด

    ‘เมืองแห่งดอกทิวลิป’ เต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่มีให้เห็นได้จากพิพิธภัณฑ์ คูคลอง บ้านหลังคาจั่วแคบอันเป็นเอกลักษณ์ และคุณภาพชีวิตของผู้คน ทั้งการปั่นจักรยานยังเป็นอีกสัญลักษณ์สำคัญที่มอบคาแร็กเตอร์อันชัดเจนให้กับเมืองนี้ แอลจึงได้มัดรวมหลากหลายสถานที่เที่ยวสไตล์คนเก๋ ฉบับอัพเดตล่าสุด ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นสายช็อป สายชิม สายบิวตี้ หรือมองหาที่พักผ่อนหย่อนใจก็ครอบคลุม!

    TRENDY EATERY

    Trees

    นักแสดงและนักธุรกิจร้านอาหาร Géza Weisz ออกผจญภัยด้านรสชาติครั้งใหม่ด้วยการมอบประสบการณ์การกินในบรรยากาศเป็นกันเองบริเวณย่านศูนย์กลางเก่าของเมืองบนถนน Zeedijk สามารถมองเห็นกรรมวิธีการรังสรรค์เมนูอาหารรสเลิศของเชฟ Amadou Dia จากครัวแบบเปิด แต่ละจานสุดสร้างสรรค์รวมทั้งอาหารคำเล็กก่อนจานหลัก (amuse-bouche) อย่างหัวผักกาดย่างท็อปด้วยมูสปลาเทราต์ และปลาช่อนทะเลในน้ำซุปใสจากมะเขือเทศและดอกคาโมไมล์ คุณสามารถสั่งแฮมเบอร์เกอร์จากที่นี่ได้เช่นกัน!

    Zeedijk 14, treesamsterdam.nl

    LOCAL FOOD HOTSPOT

    Buurtcafé De Tros

    สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารคอมฟอร์ตฟู้ดสไตล์บิสโทรและแนเชอรัลไวน์ คาเฟ่ในบรรยากาศผ่อนคลายแห่งนี้เหมาะอย่างมากสำหรับเป็นตัวเลือกเร่งด่วน (สามารถวอล์กอินเข้าไปได้เลย) ที่นี่ทำให้คุณได้เอนจอยกับแสงแดดยามบ่ายตรงเทอร์เรซแสนกว้างขวาง หรือได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลาใต้แสงเทียนยามค่ำคืนด้านใน เมนูน่าสนใจมีทั้งเบอร์เกอร์เนื้อบด smashburger ไปจนถึงมัคเค้กราดซอสแบล็กเบอร์รี่ เติมเต็มความสุขให้กับย่านสุดชิคแถบอีสต์อัมสเตอร์ดัม

    Linneausstraat 63, detrosamsterdam.nl

    CHARMING HOTEL

    Maison ELLE

    ถือเป็นการพักผ่อนเปี่ยมสไตล์เพื่อฉลองศิลปะการใช้ชีวิตด้วยห้องพักที่ถูกนำเสนอประหนึ่งหลุดออกมาจากหน้านิตยสาร Maison ELLE ตั้งอยู่แถวย่าน Vondelpark ละแวกใกล้เคียงกับพิพิธภัณฑ์ Rijksmuseum, Stedelijk Museum และ Van Gogh Museum 

    Anna Van Den Vondelstraat 6, maisonelle.fr

    BUZZING BAR

    Lotti’s at the Hoxton

    บริเวณ Nine Streets ย่านที่เต็มไปด้วยคูคลอง Lotti’s ซ่อนตัวอยู่ ณ ใจกลางนั้น ร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งนี้เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือนหลากหลาย ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ทำงานอิสระ ผู้ใช้เวลาทั้งวันละเลียดกาแฟและต่อด้วยค็อกเทล หรือเป็นแขกผู้เข้าพักโรงแรมที่อยากหาอะไรดื่มตั้งต้นแล้วค่อยไปหาบาร์อื่นต่อ แถมโซฟานวมหลังใหญ่นั่งสบายของที่นี่ยังช่วยสร้างความผ่อนคลายให้ได้หลังความเหน็ดเหนื่อยจากช่วงวันที่ยาวนาน อาหารกินเล่นที่นี่เสิร์ฟถึงเวลา 4 ทุ่ม โดยมีทั้งกิลด้าแบบดัตช์ (Dutch Gildas) และโครแกต์ holtkamp bitterballen มีดีเจมาสร้างความเพลิดเพลินในทุกวันพฤหัสบดีถึงเสาร์ และช่วงเดือนหน้าร้อนจะมีเปิดหลังคาเพื่อรับแดดด้วย!

    Herengratch 255, thehoxton.com

    HOTTEST NIGHT OUT

    Shu Amsterdam 

    ตั้งชื่อตามหน่วยวัดระดับความเผ็ด Scoville Heat Unit เลยทำให้เป็นสถานที่ท่องราตรีสุดฮอตที่ห้ามพลาด หลังช่วงอุ่นเครื่องตอนหัวค่ำ ค็อกเทลบาร์ระดับไฮเอนด์แห่งนี้จะเป็นแหล่งปาร์ตี้ โยกย้ายร่างกายใต้แสงไฟสีอำพันไปตามเสียงเพลงแนวเฮาส์ดิสโก้ และพังก์ ภายในได้รับการตกแต่งอย่างมีระดับ ส่วนบาร์ทำจากทองเหลืองตีขึ้นรูปด้วยค้อน เพดานกระจก เฟอร์นิเจอร์สะดุดตาเพื่อสร้างซีนเปี่ยมสีสัน ที่นี่ต้อนรับแขกอายุ 25 ขึ้นไป และมีนโยบายเกสต์ลิสต์ ดังนั้น ต้องติดต่อสำรองการเข้าบริการล่วงหน้า

    Handboogstraat 15, shuamsterdam.com

    STYLE HUB

    Moise Amsterdam

    คอนเซ็ปต์สโตร์แห่งนี้ผสมผสานแฟชั่นระดับไฮเอนด์เข้ากับศิลปะและสตรีตสไตล์ได้อย่างลงตัว โดยคุณจะเจอผลงานจาก Acne Studios, Dries Van Noten, Toteme, Lemaire, Jacquemus และหลากหลายแบรนด์ดังให้เลือกซื้อหา ทั้งเสื้อผ้า แอ็กเซสเซอรี่ส์ และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ของที่นี่สะท้อนอิทธิพลจากหลากหลายที่มา ถูกจัดวางภายในสเปซเรียบเท่แบบมินิมัล นอกจากนี้ยังมีส่วนของเสื้อผ้าบุรุษวางจำหน่ายด้วยเช่นกัน

    Ceintuurbaan 111, moise-store.com

    PAMPER PLACES

    Skin project

    ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม Mesotherapy, Microneedling, Hydrafacial หรือ Peels สถาบันเสริมความงามระดับท็อปอย่าง Skin Project แห่งนี้พร้อมให้บริการเพื่อให้คุณฟื้นคืนความอ่อนเยาว์แห่งวัย พร้อมความสวยใสสุขภาพดี

    Albert Cuypstraat 233-H, skinproject.nl

    Skins

    ที่นี่เป็นบิวตี้คอนเซ็ปต์สโตร์แห่งแรกที่นำแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมายเข้ามาทำให้คนเนเธอร์แลนด์ได้รู้จัก ไม่ว่าจะเป็น Aesop, Laura Mercier หรือ Diptyque ที่นี่ยังจัดกิจกรรมสอนแต่งหน้าและเปิดคลาสด้านความงามต่างๆ อีกด้วย

    Runstraat 11, skins.nl

    Kapsalon in de Jordaan

    ซาลอนแห่งนี้ให้บริการด้านการตัดผมและทำสีผมแบบครบวงจร โดยเปิดมาตั้งแต่ปี 2018 ด้วยคู่ดูโอที่เชี่ยวชาญ พร้อมไฟสร้างสรรค์และจินตนาการเหลือล้น อย่างสไตลิสต์ Siko van Berkel และผู้เชี่ยวชาญการทำสีผม Lorin Versteeg

    Elandsgratch 51, kapsalonindejordaan.nl

    IT FASHION DESIGNER

    Duran Lantink

    ดูราน แลนทิงค์ ดีไซเนอร์ชาวดัตช์ นำเสนอคอลเล็กชั่นแนวอาวองต์การ์ดที่สะท้อนความเป็นไฮแฟชั่นและความยั่งยืน ใช้เทคนิคดีคอนสตรักชั่น รีไซเคิล และอัพไซเคิลที่ล้วนไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม นำวัสดุแบบกรีนและผืนผ้าเก่ามาแปรเปลี่ยนเป็นงานดีไซน์อันน่าประทับใจ ผสมผสานเท็กซ์เจอร์ที่สร้างความคอนทราสต์และรูปทรงแปลกตา สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

    duranlantink.com

    SECRET ESCAPE

    Akasha Spa

    ด้วยชื่อชั้นผู้ชนะรางวัล World’s Best Luxury Spa & Stay ในปี 2024 ทำให้ Akasha Spa เป็นจุดหมายปลายทางระดับท็อปสำหรับการดูแลผิวหน้า การทำ Hydrotherapy และทรีตเมนต์ต่างๆ มากมาย ปรนนิบัติร่างกายอย่างผ่อนคลายภายในอ่างจากุซซี่ เซานา สระว่ายน้ำ และฮัมมัม หรือเพลิดเพลินไปกับทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้าที่สามารถปรับตามความต้องการเฉพาะบุคคล หากยังไม่เพียงพอที่นี่ยังมีบริการฝึกสมาธิ โยคะ รวมถึงออกกำลังกายในน้ำ

    Paulus Potterstraat 50, conservatoriumhotel.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ellethailand.com/travel-guide-amsterdam-netherlands/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IVAQjbRAOeXLBcHsIg9cm

  • บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    sustainability

    03 ต.ค. 2025 เวลา 15:45 น.

    เมื่อชาวบ้านเป็นเจ้าของตลาด: บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด สะท้อนถึงการจัดการชุมชน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรม

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวยั่งยืน (Sustainable Tourism) กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะการท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมพักผ่อนหรือการสร้างรายได้ แต่ยังสะท้อนถึงการจัดการชุมชน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรม

    การท่องเที่ยวแบบ Community-Based Tourism (CBT) ไม่ใช่เรื่องใหม่ หัวใจของความสำเร็จคือการหาอัตลักษณ์ชุมชนให้ได้

    ดร.ศิวศักดิ์ ปานสุขุม อาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ว่า อัตลักษณ์ไม่ได้มาจากแค่ทรัพยากรในชุมชนอย่างเดียว แต่อาจมาจากจิตวิญญาณของคนในชุมชน ทัศนคติ หรือวิถีชีวิต นี่คือสิ่งที่ต้องดึงออกมาสื่อสารให้ได้ถ้าจะทำ CBT

    ประเทศไทย มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติวัฒนธรรม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่สิ่งที่จะทำให้การท่องเที่ยวอยู่รอดอย่างแท้จริง คือการพัฒนาในแบบที่ “ชุมชนเป็นเจ้าของ” และพึ่งพาตนเองได้

    บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    ในงาน SX2025 มีการนำเสนอ 4 กรณีศึกษาจาก พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี ซึ่งสะท้อนมิติของความยั่งยืนในมุมที่แตกต่างกัน

    พัทลุง: จากวัชพืชสู่พืชเศรษฐกิจ

    จังหวัดพัทลุงโดดเด่นด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม กรณีศึกษาจาก Varni Craft แสดงให้เห็นการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้ว-งานสานกระจูด พืชท้องถิ่นที่เคยถูกมองว่าเป็นวัชพืช

    “จากเสื่อกระจูดใบละร้อย เราพัฒนาให้กลายเป็นกระเป๋าที่ขายได้หลักพัน”

    มนัทพงศ์ เซ่งฮวด ผู้ก่อตั้ง Varni Craft กล่าวว่า เขาตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อชุบชีวิตหัตถกรรมพื้นถิ่นที่กำลังสูญหาย ด้วยการต่อยอดดีไซน์และงานปักกระเป๋ากระจูดกลายเป็นสินค้าแฟชั่นร่วมสมัยที่ส่งออกไปฝรั่งเศส สหรัฐ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ ความสำเร็จไม่ได้หยุดแค่สินค้า Varni Craft เปิดบ้านเป็นศูนย์การเรียนรู้ ให้นักท่องเที่ยวมาเรียนสานกระจูด ทำเวิร์กช็อป และซึมซับวิถีชีวิตท้องถิ่น ต่อมาขยายสู่ Varni Stay โฮมสเตย์ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากกระจูดทั้งหมด พร้อมโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น ล่องเรือชมควายน้ำในทะเลน้อย ชมบัวแดงนับล้านดอก และถอนกระจูดกับชาวบ้าน

    แต่เส้นทางไม่ราบรื่น มนัทพงศ์ ยอมรับว่า ช่วงแรกหาช่างสานที่มีฝีมือยากมาก เราต้องฟื้นฟูทักษะคนรุ่นเก่าที่เลิกสานไปนานแล้ว และสอนคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากทำงานหนัก นอกจากนี้ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าจีนราคาถูก ทำให้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยดีไซน์และการบอกเล่าเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง

    บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    ปทุมธานี: เมื่อเยาวชนเป็นตัวเชื่อม

    ชุมชนคลอง 3 จังหวัดปทุมธานี แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวชุมชนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยพลังของคนรุ่นใหม่และการศึกษาชุมชนนี้เริ่มพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2561 จากโครงการ OTOP นวัตวิถี โดยยึดหลัก เศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรอินทรีย์ นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กิจกรรมหลากหลาย เช่น การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร สิ่งที่ทำให้ชุมชนนี้แตกต่างคือบทบาทของนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่เข้ามาช่วยออกแบบ One Day Trip สร้าง Storytelling และพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ ทำให้ชุมชนปรับตัวหลังวิกฤติโควิด-19 และขยายฐานนักท่องเที่ยวได้กว้างขึ้น

    สรศักดิ์ กลับวิลา นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวในห้องเรียนเราได้เรียนแต่ทฤษฎี แต่การลงพื้นที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจน ได้คุยกับพ่อแม่ชาวบ้าน เพิ่ม soft skills คนรุ่นใหม่ก็สนใจในเรื่องท่องเที่ยวชุมชนและสินค้าหัตถกรรมมากขึ้น

    รุ่งนภา แก้วธรรม กำนันตำบลคลองสาม และประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 16 เล่าว่า ในช่วงแรกชาวบ้านยังไม่กล้าพบปะนักท่องเที่ยว แต่พอได้สัมผัสจากเด็กๆ มหาวิทยาลัยกรุงเทพเพิ่มประสบการณ์ ตอนนี้ชาวบ้านรับแขกได้เอง และพึ่งพาตนเองได้

    ความท้าทายที่เผชิญ คือการดึงคนรุ่นใหม่กลับมาอย่างต่อเนื่อง อัจฉรา ศรีลาชัย อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยวมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ชี้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องพัฒนา เช่น ทักษะภาษาอังกฤษ อาจเริ่มจากการสื่อสารง่ายๆ เพราะกำนันรุ่งนภายอมรับว่าชาวบ้านมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้อาจขายของไม่ได้

    นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องการพึ่งพามหาวิทยาลัยมากเกินไป “พอโครงการจบ นักศึกษากลับไป ชุมชนต้องดูแลตัวเองได้” ทำให้ต้องมีการถ่ายทอดความรู้และสร้างทีมงานรุ่นใหม่ในชุมชนให้แข็งแรง

    ราชบุรี: Zero Waste ที่ทำได้จริง

    ตลาดโอ๊ะป่อย ชุมชนท่ามะขาม อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่น ชื่อ “โอ๊ะป่อย” มาจากภาษากะเหรี่ยง แปลว่า “พักผ่อน” และที่นี่กลายเป็นพื้นที่พักใจของทั้งนักท่องเที่ยวและคนในชุมชน
    สิ่งที่ทำให้ตลาดแตกต่างคือการผสาน ศรัทธา–สิ่งแวดล้อม–ชุมชน เข้าด้วยกัน ไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรมตักบาตรพระบนแพล่องน้ำ ซึ่งกลายเป็นภาพจำที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศ ตลาดยังยึดแนวคิด Zero Waste Market มีการแยกขยะ รีไซเคิล และใช้ระบบกองทุนชุมชน โดยไม่พึ่งงบประมาณจากภาครัฐ “เจ้าของกิจการเป็นคนในชุมชน ไม่มีคนจากพื้นที่อื่น มีคนในพื้นที่กลับมาเปิดคาเฟ่ เปิดที่พัก”

    ผู้ใหญ่บี-ภัทรพงศ์ วงศ์กิจเกษม ประธานตลาดโอ๊ะป่อย กล่าวว่า ทุกคนในตลาดมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง ทำให้ทุกมุมกลายเป็นจุดเช็กอินได้เองโดยไม่ต้องสร้างฉากเสริม

    ภัทรพงศ์ ภูมิใจที่ได้สืบสานวัฒนธรรมกะเหรี่ยง อย่างการแต่งกายและภาษาภายในตลาด ที่สำคัญคือการจัดการที่เข้มแข็งและมีกติกากลางที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน แต่ความท้าทายก็มี โดยเฉพาะการจัดการความคาดหวังและการแข่งขันภายใน “มีคนอยากเข้ามาขายของเยอะ แต่พื้นที่จำกัด บางคนรู้สึกไม่เป็นธรรม” ภัทรพงศ์ กล่าว รวมถึงการจัดการขยะในช่วงเทศกาลที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามา

    บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    เพชรบุรี: เมื่อลูกหลานกลับบ้าน

    ตลาดจามจุรี บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี เป็นตลาดริมน้ำที่เริ่มจากความสมัครใจของชุมชน โดยใช้ที่ดินส่วนตัวทำตลาดร่วมกัน ชุมชนที่นี่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปขยะเปียกเป็นปุ๋ย การแยกขยะอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นถูกนำมาพูดคุยและแก้ไขกันทุกสัปดาห์ ทำให้เกิด “วัฒนธรรมองค์กร” ที่เข้มแข็ง รายได้จากตลาดไม่ได้ทำให้คนเพียงอยู่รอด แต่ยังดึงเยาวชนกลับบ้าน ช่วยครอบครัวดูแลร้านค้า และปลูกฝังความรักในท้องถิ่นให้รุ่นใหม่เห็นคุณค่าของชุมชน

    สุเทพ พิมพ์ศิริ ผู้บุกเบิกตลาดจามจุรี ภายใต้วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (โฮมสเตย์บ้านถ้ำเสือ) กล่าวว่า เราอยากให้คนรุ่นใหม่กลับมา เวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรหรือยังให้เขาอยากกลับบ้าน อย่างพ่อแม่ที่เปิดร้านก็ได้ลูกหลานกลับมาในวันหยุดมาช่วยพ่อแม่ที่ร้าน เราก็ได้ลูกหลานกลับมา

    อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน

    ดร.ปิรันธ์ ชิณโชติ อดีตนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี สรุปว่า ปัญหาย่อมมีเพราะยังมีช่องว่างในชุมชน และคนที่ไม่เข้าใจกฎระเบียบ คนในพื้นที่แรกๆ อาจอึดอัดกับกฎกติกา แต่เราต้องมีธรรมนูญที่ชัดเจนเพื่อความยั่งยืน เพราะการทำตลาดคือเน้นการมีส่วนร่วม ต้องสร้างการเอื้อต่อกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน

    อุปสรรคหลักที่ทั้งสี่ชุมชนเผชิญ ได้แก่

    1. การสืบทอดทักษะและคนรุ่นใหม่ – คนหนุ่มสาวมักเลือกไปทำงานในเมือง เห็นว่าได้เงินเร็วกว่า ทำให้ต้องสร้างแรงจูงใจทั้งรายได้และความภาคภูมิใจในท้องถิ่น
    2. การพึ่งพาแหล่งสนับสนุนภายนอก – หลายชุมชนพึ่งพามหาวิทยาลัยหรือภาครัฐในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเสี่ยงต่อความไม่ยั่งยืนหากแหล่งสนับสนุนถอนตัว
    3. การจัดการความคาดหวังภายในชุมชน – เมื่อเห็นความสำเร็จ คนจำนวนมากอยากเข้าร่วม ทำให้เกิดแรงกดดันในการจัดสรรพื้นที่และผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
    4. ภาระการจัดการสิ่งแวดล้อม – ความสำเร็จนำมาซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องคิดระบบจัดการขยะ จราจร และการรองรับที่ไม่ทำลายบรรยากาศดั้งเดิม

    ถอดบทเรียนจากสี่ชุมชน

    แม้พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี จะมีวิธีการพัฒนาและเสน่ห์ที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดสะท้อนหัวใจของการท่องเที่ยวยั่งยืนร่วมกัน

    1. ชุมชนเป็นเจ้าของ – คนในพื้นที่ต้องเป็นผู้ขับเคลื่อน ไม่ใช่เพียงผู้ตาม
    2. สิ่งแวดล้อมคือฐานราก – การจัดการที่คำนึงถึงธรรมชาติทำให้การท่องเที่ยวมีคุณค่าแท้จริง
    3. การส่งต่อสู่รุ่นใหม่ – เยาวชนและคนรุ่นใหม่คือตัวเชื่อมอนาคต
    4. การพึ่งพาตนเองและเครือข่ายสนับสนุน – การพึ่งพาตนเองทำให้ชุมชนเข้มแข็ง แต่เครือข่ายจากภายนอกช่วยต่อยอดได้

    ทั้ง 4 กรณีศึกษาแสดงให้เห็นว่า การท่องเที่ยวยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำสวยหรู แต่คือการทำงานจริงที่เกิดขึ้นแล้วในหลายชุมชนของไทย พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี พิสูจน์ว่าความยั่งยืนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่เกิดจากการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม ศรัทธา และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน

    ท้ายที่สุด การเดินทางที่ยั่งยืนคือการเดินทางที่ทุกฝ่าย นักท่องเที่ยว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ต่างได้รับประโยชน์และเติบโตไปพร้อมกัน

    พบกับแรงบันดาลใจเหล่านี้ได้ ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่  5 ตุลาคม 2458 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

    ติดตามข่าวสารและกิจกรรม SX ได้ทาง เฟซบุ๊ก และ เว็บไซต์ เพื่อร่วมสนุกไปกับกิจกรรมการสะสมแต้ม ลุ้นรับรางวัลมากมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/corporate-moves/environment/1201636&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NeiQGEE2FwDBdOeBidFCn

  • ‘อรรถกร’ ลุยปรับกลยุทธ์ดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย

    ‘อรรถกร’ ลุยปรับกลยุทธ์ดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย

    ‘อรรถกร’ เร่งเครื่องช่วง 4 เดือนเดินหน้าปรับกลยุทธ์เจาะตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพ ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย ล่าสุดยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 24 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.97 ล้านล้านบาท

    3 ต.ค. 2568 – นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีจัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี ของกระทรวงฯ ว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนทั้งด้าน การท่องเที่ยวและกีฬา อย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ด้วยความทุ่มเทของบุคลากรทุกคน ทำให้กระทรวงสามารถยืนหยัดและก้าวข้ามวิกฤติ จนบรรลุเป้าหมายหลายประการ

    “การก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 ของกระทรวงฯ นับเป็นก้าวสำคัญ เรามีความก้าวหน้าให้เห็นชัดเจน ล่าสุดจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 ทะลุ 24 ล้านคน แล้ว และรายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมกว่า 1.97 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันด้านกีฬา ยังคงเป็นพลังสำคัญที่สร้างทั้งความสุข แรงบันดาลใจแก่ประชาชน และยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายอรรถกร กล่าว

    สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวปี 2568 มีแนวโน้มซบเซา จึงต้องปรับกลยุทธ์จากการตลาดภาพรวม มาเจาะตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงเป็นรายประเทศ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน โดยยอมรับว่าไทยไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่เพียงประเทศเดียว ยังมีคู่แข่งที่พัฒนาและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ดีกว่าในบางด้านทั้งนี้ ช่วง 4 เดือนจากนี้ ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทย 2–3 ล้านคน แม้เป็นตัวเลขที่ท้าทาย แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อฟื้นฟูจำนวนนักท่องเที่ยวและสร้างการใช้จ่ายในประเทศ

    นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำบทบาทของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่เพียงแต่เป็น กลไกหลักสร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ยังเป็น เสาหลักในการสร้างความสุข ความสามัคคี และคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน ผ่านทั้งกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการกีฬา โดยเชื่อมั่นว่าด้วยพลังร่วมของบุคลากรทุกฝ่าย จะสามารถพัฒนาท่องเที่ยวและกีฬาของไทยให้ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/872771/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xQWTeHINHhYuibSrQWjvT

  • แอร์เอเชีย เปิดบินข้ามภาคเหนือ-อีสานเส้นทาง “เชียงใหม่-อุดรธานี” เริ่ม 1 ธ.ค.68 : อินโฟเควสท์

    แอร์เอเชีย เปิดบินข้ามภาคเหนือ-อีสานเส้นทาง “เชียงใหม่-อุดรธานี” เริ่ม 1 ธ.ค.68 : อินโฟเควสท์

    แอร์เอเชียเปิดบินตรงข้ามภาคเส้นทางใหม่ “เชียงใหม่-อุดรธานี” 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์ เชื่อมเหนือ-อีสาน และเดินทางต่อสู่เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงประเทศลาวได้ประหยัดและสะดวกยิ่งขึ้น บินคุ้มราคาเริ่มต้นเพียง 999 บาท สำรองที่นั่งราคาโปรโมชั่นได้ตั้งแต่ วันที่ 3-31 ตุลาคม 2568 เดินทางได้ตั้งแต่เที่ยวบินปฐมฤกษ์ 1 ธ.ค.68-28 มี.ค.69

    นายสุรพันธ์ หอมขจร ผู้จัดการแอร์เอเชีย ประจำท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงปลายปีเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของไทย โดยทั้งเชียงใหม่และอุดรธานี เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมทั้งสำหรับชาวไทยและต่างชาติ การเปิดเส้นทางบินข้ามภาค “เชียงใหม่-อุดรธานี” ของแอร์เอเชีย ถือเป็นเส้นทางข้ามภาคลำดับที่ 7 ของฐานปฏิบัติการบินเชียงใหม่ เชื่อมั่นว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับทุกคน โดยแอร์เอเชียให้บริการด้วยเครื่องบินในตระกูลแอร์บัส A320 จำนวน 180 ที่นั่ง และให้บริการ 4 วัน ต่อสัปดาห์ (จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์) ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกและกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวของทั้งสองจังหวัดได้อย่างดี

    “สำหรับชาวเชียงใหม่ถือเป็นโอกาสดีในการบินสะดวกง่ายขึ้นสู่อุดรธานี หรือแม้แต่การเชื่อมต่อไปที่ประเทศลาว ผ่านเมืองเวียงจันทน์ สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเดินทางใหม่ๆ ในขณะที่ชาวอุดรธานีสามารถบินตรงเยี่ยมชมเมืองเชียงใหม่ได้ในช่วงเวลาที่น่าเที่ยวที่สุดเช่นกัน” นายสุรพันธ์กล่าว

    ทั้งนี้สายการบินแอร์เอเชียมีเส้นทางบินตรงจากเชียงใหม่ สู่ 9 เส้นทาง ภายในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ (ทั้งสุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง) ขอนแก่น หัวหิน กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี และเส้นทางใหม่สู่ อุดรธานี รวมทั้งบินตรง 3 เส้นทาง ระหว่างประเทศ สู่ฮานอย ไทเป และซัปโปโร(แวะรับส่งผู้โดยสารที่ไทเป)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534517&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aK8he4PIpoVcxIh5KeGMv