Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บิ๊กบริษัทพลังงาน หนุนเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน

    บิ๊กบริษัทพลังงาน หนุนเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน

    บิ๊กบริษัทพลังงาน หนุนเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน

    กระทรวงพลังงาน ผนึกพลังบริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศ ช่วยชุมชน ช่วยโลก หนุนเศรษฐกิจฐานราก เร่งส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน ขยายช่องทางจำหน่ายทั่วประเทศ

    กระทรวงพลังงานเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจฐานรากเต็มกำลัง จับมือบริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศ ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ 5 บริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของไทย ได้แก่ PTTOR  PTG เชลล์ คาลเท็กซ์ และซัสโก้ เร่งส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ ที่ผลิตจากพลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสู่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ตั้งเป้ายกระดับรายได้ให้ชุมชน สร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และร่วมลดภาวะโลกร้อน

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดแคมเปญ “กินพี่…แล้วหมีหนาว” โดยมีนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจาก 5 บริษัทผู้ค้าน้ำมัน ได้แก่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และบริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมงาน

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า หนึ่งในภารกิจหลักของกระทรวงพลังงานคือการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้าไปช่วยยกระดับกระบวนการผลิตของวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้สินค้ามีคุณภาพ ลดต้นทุน และลดการใช้พลังงานฟอสซิล โครงการนี้จึงไม่เพียงช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้ชุมชน แต่ยังเป็นการปักหมุดความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

    บิ๊กบริษัทพลังงาน หนุนเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน

    นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับสถานีบริการน้ำมันในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จ ด้วยการนำสินค้าคุณภาพเหล่านี้ไปสู่มือผู้บริโภคและคนรุ่นใหม่ในวงกว้าง ผ่านแคมเปญ “กินพี่…แล้วหมีหนาว” ที่ต้องการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ว่า ทุกการซื้อสินค้าชุมชนเหล่านี้ นอกจากจะได้สนับสนุนสินค้าของคนไทยแล้ว ทุกคนยังมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อนอุณหภูมิเย็นลงจนหมีขั้วโลกรู้สึกหนาว 

    สำหรับตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์ลดใช้พลังงานมีเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มข้น 4 ด้าน ได้แก่

    1) ผลิตภัณฑ์ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในประเทศ เช่น อย. OTOP หรือ GMP

    2) มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับสินค้าแต่ละชนิด 

    3) มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในช่วงที่กำหนด  

    4) มีการนำของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์นี้แล้ว 14 หมวดผลิตภัณฑ์

    บิ๊กบริษัทพลังงาน หนุนเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน

    ปัจจุบันในช่วงนำร่องโครงการ มีผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 20 รายการ อาทิ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ แคบหมู ข้าวแต๋น กล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์ ข้าวฮางงอก ผลไม้กวน และลำไยอบแห้ง เริ่มวางจำหน่ายแล้ว ในสถานีบริการน้ำมันและร้านค้าในเครือ ได้แก่ ร้านไทยเด็ดและร้าน Jiffy ในเครือ PTTOR 176 สาขา ร้าน PT Maxmart และร้านกาแฟพันธุ์ไทย ในเครือ PTG กว่า 100 สาขา ร้าน Shell Café 5 สาขาในกรุงเทพมหานคร สถานีบริการน้ำมัน CALTEX สาขาที่เข้าร่วมโครงการในจังหวัดอุดรธานี และสถานีบริการน้ำมัน SUSCO  ในจังหวัดระยองและภูเก็ต

    ความร่วมมือในวันนี้เป็นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า เราไม่ได้แค่วางสินค้าชุมชนไว้  บนชั้นหน้าปั๊ม แต่เราจะช่วยกันนำเสนอ ‘โอกาส’ ของสินค้าเศรษฐกิจฐานรากไว้ในมือผู้บริโภคทุกคน ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทุกภาคส่วน และเชื่อมั่นว่าต่อไปจะมีพันธมิตรด้านพลังงาน รายอื่นๆเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันสนับสนุนโครงการให้เติบโตไปพร้อมกัน

    ผมขอเชิญชวนคนไทยทุกคนมาร่วมกันอุดหนุนสินค้าชุมชนคุณภาพ พร้อมร่วมกันติดแฮชแท็ก #กินพี่แล้วหมีหนาว เพื่อแสดงพลังคนไทยสนับสนุนของดีผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน ลดโลกร้อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/731361&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04KsRoZS0Omg_aQYl-5_B0

  • พาณิชย์ร่วมหารือรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เตรียมลงนามความตกลงการค้าสำคัญ ต.ค.นี้

    พาณิชย์ร่วมหารือรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เตรียมลงนามความตกลงการค้าสำคัญ ต.ค.นี้

    พาณิชย์ร่วมหารือรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เตรียมลงนามความตกลงการค้าสำคัญ ต.ค.นี้

    วันนี้, 08:45น.

              นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Ministers’ Meeting: AEM) ครั้งที่ 57 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 23–26 กันยายน 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยอาเซียนมีผลงานสำคัญด้านเศรษฐกิจในปีนี้รวมกว่า 10 เรื่องที่เสริมการเป็นตลาดร่วมของภูมิภาค อาทิ การสรุปผลการเจรจาและลงนามการยกระดับความตกลงการค้าสินค้า ความร่วมมือห่วงโซ่อุปทานด้านเซมิคอนดักเตอร์ กรอบแนวทางการลงทุนอย่างยั่งยืน ระเบียบปฏิบัติการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ-เอกชน ขอบเขตการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลี ตลอดจนได้ลงนามความตกลงความร่วมมือด้านการแข่งขันของอาเซียน ซึ่งเป็นกรอบกติกาในด้านการแข่งขันทางการค้าฉบับแรกของอาเซียนที่จะยกระดับการแข่งขันทางการค้าของอาเซียนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรมและเอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

              เศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียนขยายตัวถึงร้อยละ 4.8 ในปี 2567 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องถึงร้อยละ 4.2 ในปี 2568 สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่คาดการว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.8 แต่เศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญกับแนวโน้มการกีดกันทางการค้าและมาตรการฝ่ายเดียวที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบการค้าแบบพหุภาคีและห่วงโซ่อุปทานโลก จึงต้องเร่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และสนับสนุนการค้าเสรีที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และไม่เลือกปฏิบัติ โดยจะเร่งรัดจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการรับมือกับภูมิเศรษฐศาสตร์ของอาเซียน เพื่อเสนอต่อผู้นำอาเซียนในเดือนตุลาคม 2568 ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนยังได้สนับสนุนให้เร่งรัดการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน ให้สามารถสรุปผลอย่างมีนัยสำคัญภายในปีนี้ ซึ่งขณะนี้การเจรจาก้าวหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 70 โดยมีเป้าหมายเพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่มีกติกาด้านการค้าดิจิทัลที่มีมาตรฐานสูง รองรับพลวัตของการค้ายุคใหม่ และเสริมศักยภาพของภูมิภาคในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก

              นอกจากนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนยังได้ร่วมประชุมหารือกับ 14 ประเทศคู่เจรจาของอาเซียน ได้แก่ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อาเซียนบวกสาม อาเซียนบวกแปด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แคนาดา รัสเซีย สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมีรัฐมนตรีเศรษฐกิจของคู่ค้าสำคัญเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง อาทิ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า สะท้อนถึงความสนใจต่ออาเซียนในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก อาเซียนร่วมวางแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าของภูมิภาคกับแต่ละประเทศ เพื่อรับมือกับสถานการณ์การค้าปัจจุบัน โดยมุ่งขยายตลาดการค้าใหม่ๆ และเพิ่มการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกันให้มากขึ้น ตลอดจนการยกระดับความตกลงการค้าเสรีของอาเซียน ทั้งกับจีน อินเดีย และเกาหลีใต้ โดยกำหนดจะลงนามความตกลงอาเซียน–จีน (ACFTA 3.0) ในช่วงการประชุมผู้นำอาเซียน เดือนตุลาคมนี้

    ….

    #เศรษฐกิจอาเซียน

    #กระทรวงพาณิชย์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155180&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fhfmIh74_1wN3fOlR4ly7

  • อ่างทองวิกฤต! น้ำเจ้าพระยาซึมเขื่อนหลายจุด ‘นายกเมือง’ สั่งด่วน! วางบิ๊กแบ็กอุด 2 รูรั่วประตูน้ำวัดสนามชัย ป้องศูนย์ราชการ-ย่านเศรษฐกิจ” | TOPNEWS

    อ่างทองวิกฤต! น้ำเจ้าพระยาซึมเขื่อนหลายจุด ‘นายกเมือง’ สั่งด่วน! วางบิ๊กแบ็กอุด 2 รูรั่วประตูน้ำวัดสนามชัย ป้องศูนย์ราชการ-ย่านเศรษฐกิจ” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 03/10/2025 14:06

    วันที่ 3 ต.ค. 68 สถานน้ำเจ้าพระยาไหลผ่านจังหวัดอ่างทอง มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เพิ่มการระบายน้ำในอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้แม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณหน้าศาลากลาง จังหวัดอ่างทอง ระดับน้ำสูง 8.89 เมตร จากจุดวิกฤตอยู่ที่ 8 เมตร จากระดับตลิ่งที่มีเขื่อนกั้นน้ำ 10 เมตร มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,479 ลบ.ม./วินาที ทำให้มีน้ำไหลซึมบริเวณเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาหลายจุด ตลอดแนวริมเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 2 ฝั่ง เทศบาลเมืองอ่างทอง เร่งวางกระสอบทรายตามจุดเสี่ยง เพื่อป้องกันเขตเศรษฐกิจการค้า ศูนย์ราชการอย่างเร่งด่วน ล่าสุดพบว่าประตูระบายน้ำริมเขื่อนวัดสนามชัย มีรอยรั่วน้ำลอดใต้เขื่อนเข้าด้านใน


    ด้าน นาย เตือนใจ ทรงไตร นายเทศมนตรี เทศบาลเมืองอ่างทอง เปิดเผยว่า จุดที่น่าเป็นห่วงอยู่มี่บริเวณริมเขื่อนเจ้าพระยา ที่ประตูระบายน้ำ วัดสนามชัย ซึ่งกั้นระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองลำท่าแดง ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ที่พบว่ามีน้ำรั่วซึมลอดใต้ประตูระบายน้ำ 2 จุด ตอนนี้ได้เตรียมบิ๊กแบ็กไปวางเพื่อป้องกัน และเร่งระดมกำลังชาวบ้าน เจ้าหน้าที่เทศบาล และเจ้าหน้าที่ทหาร เร่งทำการกระสอบทรายลงบิ๊กแบ็ก เพื่อจะทำการนำไปวางที่จุดน้ำลอดใต้ประตู และย้ายเครื่องสูบน้ำ โดยนำรถเครนยกกระสอบบิ๊กแบ็กวางลงในคลอง บริเวณประตูระบายน้ำเพื่อเพิ่มความแข็งแรง เพื่อป้องกันเขตเศรษฐกิจการค้าและศูนย์ราชการอย่างเร่งด่วน


    กนกศักดิ์ แสงตระการ  ผู้สื่อข่าว topnewsทั่วไทย จ. อ่างทอง

    fghnfgn

    SOCAIL 16-9 copy

    ทหาร ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ สกัดจับรถขนแรงงานเถื่อน 4 คัน คาด่านไทรโยค สารภาพจ่ายค่าหัว 2 หมื่น ลอบทำงานสมุทรสาคร

    โรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ชุบชีวิตชาวนาน่าน อนุรักษ์-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า พันธุ์ข้าวพื้นเมือง

    ผู้ว่าฯสมุทรปราการ เป็นประธานเปิดงานประเพณีรับบัว หนึ่งเดียวในโลก แห่งเดียวในประเทศไทย

    รุมกัดเละ!! คู่รักโพสต์เตือนภัย ฝากจอดรถท่าเทียบเรือพัทยา ถูกหมาแทะสายไฟเสียหายยับ

    “อนุชา” ลุยติดตามสถานการณ์น้ำชัยนาท มอบของช่วยผู้ประสบอุทกภัย

    “กอช.-GLO” ลงนาม MOU เดินหน้าออกรางวัล “สลาก กอช.-หวยเกษียณ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1341293&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-zmIgVjyn81XfrFJoyLum

  • ชูความยั่งยืนเป็นเสาหลักใหม่เศรษฐกิจไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ชูความยั่งยืนเป็นเสาหลักใหม่เศรษฐกิจไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28n8mZuTpMqy48uXr42bP5

  • นายกป่าตองติดตามงานเก็บขยะมรสุม หาดแม่ขัน สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวพักผ่อน – ข่าวภูเก็ต

    นายกป่าตองติดตามงานเก็บขยะมรสุม หาดแม่ขัน สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวพักผ่อน – ข่าวภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25A1-%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%259C%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599-13551.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gtJBzp69FmUTvbqioAhUX

  • “อรรถกร”หารือ ททท.วางแนวทางฟื้นท่องเที่ยวไทย ตั้งเป้า 4 เดือนดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับไทย 3 ล้านคน

    “อรรถกร”หารือ ททท.วางแนวทางฟื้นท่องเที่ยวไทย ตั้งเป้า 4 เดือนดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับไทย 3 ล้านคน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อวางแนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและภารกิจเร่งด่วน ว่า การท่องเที่ยวปี 2568 มีแนวโน้มซบเซา จึงต้องปรับกลยุทธ์จากการตลาดภาพรวม มาเจาะตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงเป็นรายประเทศ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน โดยยอมรับว่าไทยไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่เพียงประเทศเดียว ยังมีคู่แข่งที่พัฒนาและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ดีกว่าในบางด้าน

    ทั้งนี้ ช่วง 4 เดือนจากนี้ ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทย 2–3 ล้านคน แม้เป็นตัวเลขที่ท้าทาย แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อฟื้นฟูจำนวนนักท่องเที่ยวและสร้างการใช้จ่ายในประเทศ

    นอกจากนี้ ด้วยกรอบเวลาการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้ต้องเร่งดำเนินการในระยะสั้น โดยตั้งโจทย์ใหม่ร่วมกับ ททท. ในการดึงกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และตะวันออกกลาง พร้อมรักษาตลาดยุโรปและอเมริกา เช่น สแกนดิเนเวีย รัสเซีย และโปแลนด์ ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวในประเทศก็ยังได้รับความสำคัญควบคู่กันไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000094683&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v5O0glM8DVlNEPEkIqth0

  • กาแล็กซี รีสอร์ต ชี้โอกาสพลิกฟื้นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง | BT

    กาแล็กซี รีสอร์ต ชี้โอกาสพลิกฟื้นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง | BT

    ท่ามกลางสถานการณ์ที่ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัว กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย (Galaxy Resorts Thailand) ได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ยุคใหม่ โดยชี้ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องทบทวนกลยุทธ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ผ่านการลงทุนในแหล่งท่องเที่ยวบันเทิงระดับโลก และยกระดับประสบการณ์ลักซ์ชัวรี

    ภาพรวมท่องเที่ยวไทย ความท้าทายที่ต้องเผชิญ

    ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ได้สะท้อนภาพความท้าทายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 อาจหดตัวลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลงถึง 17.5% จากช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ในปี 2562 ซึ่งเคยมีนักท่องเที่ยวสูงถึง 40 ล้านคน

    โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมลดลง 7% โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างอาเซียนและเอเชียตะวันออกที่ลดลง 9.5% และ 25.9% ตามลำดับ แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากยุโรป อเมริกา และเอเชียใต้เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยการลดลงของตลาดหลักได้ ปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันที่สูงขึ้น ความกังวลด้านความปลอดภัย และค่าบริการที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    ในทางตรงกันข้าม ประเทศในเอเชียอย่างมาเก๊า ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ กลับมีการเติบโตและฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยหนุนจากการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง การจัดกิจกรรมระดับโลกอย่างต่อเนื่อง และการสร้างสรรค์แหล่งท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรม

    โมเดลความสำเร็จจากมาเก๊า สู่ข้อเสนอสำหรับประเทศไทย

    กาแล็กซี รีสอร์ต ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของมาเก๊าเป็นบทพิสูจน์ว่า การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับภาคการท่องเที่ยวได้ แม้ในสภาวะตลาดที่ผันผวน

    ประเทศไทยเคยเผชิญกับข้อจำกัดในการจัดอีเวนต์ระดับโลก เช่น การยกเลิกคอนเสิร์ต G-DRAGON เนื่องจากข้อจำกัดของสถานที่และสภาพอากาศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับกิจกรรมขนาดใหญ่ได้ทุกฤดูกาล การสร้างศูนย์กลางไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์และ MICE ที่ทันสมัย พร้อมด้วยโรงแรมและรีสอร์ตหรูในพื้นที่เดียวกัน คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของหลายประเทศในเอเชีย และอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

    ด้วยความเชี่ยวชาญในการพัฒนาศูนย์กลางความบันเทิงระดับโลก กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย เชื่อว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญในการเร่งการเติบโตของการท่องเที่ยว ดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวคุณภาพ และพลิกฟื้นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

    ตอกย้ำความมุ่งมั่น ผ่านคอนเสิร์ตระดับโลก “Jackson Wang”

    เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างเป็นรูปธรรม กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย ได้เป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดคอนเสิร์ต Jackson Wang “MAGICMAN 2 WORLD TOUR 2025 – 2026” ซึ่งจะประเดิมทัวร์ในเอเชียที่อิมแพ็ค อารีน่า กรุงเทพฯ เป็นแห่งแรกในเดือนตุลาคม 2568 ก่อนจะเดินทางไปจัดแสดงต่อที่ กาแล็กซี อารีน่า ในมาเก๊า

    นายเควิน เคลย์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายแบรนด์ กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือกับ Jackson Wang ใน “MAGICMAN 2 World Tour” สะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอความบันเทิงระดับโลกสู่เอเชีย และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงในประเทศไทย คอนเสิร์ตนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงสองมหานครแห่งไลฟ์สไตล์อย่างกรุงเทพฯ และมาเก๊าเข้าด้วยกัน พลังและความคิดสร้างสรรค์ของ Jackson สอดคล้องกับเป้าหมายของเราในการมอบประสบการณ์พรีเมียมที่น่าจดจำ

    วิสัยทัศน์ระยะยาวและการลงทุนในอนาคต

    นอกเหนือจากความร่วมมือด้านความบันเทิงระดับโลก กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย ยังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการลงทุนระยะยาว ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

    นายเคลย์ตัน กล่าวเสริมว่า “เรายังคงมุ่งมั่นต่อการลงทุนระยะยาวที่สะท้อนความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เราพร้อมที่จะผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำของเอเชีย ดึงดูดนักเดินทางระดับโลก พัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับโลก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/tech/1484753&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WbRG_AHCrF-OYtE4YixJR

  • หนาวแรกมาแล้ว! พะเยาเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวชม

    หนาวแรกมาแล้ว! พะเยาเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวชม

    หนาวแรกมาแล้ว! พะเยาเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวชม ‘ทะเลหมอกดอยภูลังกา’ งดงามสุดตา

    วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.41 น.

    เข้าสู่เดือนตุลาคม จังหวัดพะเยาสัมผัสอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดหมอกปกคลุมทั้งในพื้นที่ราบและแหล่งท่องเที่ยวบนภูเขา โดยเฉพาะ “ดอยภูลังกา” อ.ปง กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ที่เริ่มเดินทางขึ้นไปสัมผัสความงดงามของทะเลหมอกยามเช้าที่แผ่ปกคลุมทั่วหุบเขา

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดพะเยาเริ่มเข้าสู่บรรยากาศของอากาศที่หนาวเย็น โดยอุณหภูมิในพื้นที่ราบลุ่มอยู่ที่ 24-25 องศาเซลเซียส ทำให้มีหมอกปกคลุมตามชุมชนและถนนในหมู่บ้าน ประชาชนเริ่มนำเสื้อกันหนาวออกมาสวมใส่

    ขณะที่บนยอด ดอยภูลังกา อ.ปง อุณหภูมิได้ลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด หมอกปกคลุมอย่างสวยงาม สร้างทัศนียภาพของ ทะเลหมอกสุดสายตา ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างเดินทางขึ้นไปสัมผัสความงดงามในยามเช้า

    คาดการณ์ว่าในช่วงฤดูหนาวนี้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นไป บรรยากาศการท่องเที่ยวในพื้นที่ดอยภูลังกาจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากทะเลหมอกแห่งนี้ถือเป็น แลนด์มาร์กสำคัญ ของจังหวัดพะเยา

    สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนจะเดินทางไปเยือน ควรเตรียม เสื้อกันหนาว ให้พร้อม และตรวจสอบสภาพอากาศและเส้นทางล่วงหน้าเพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการท่องเที่ยว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/918483&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nReqwQBIK6BlfBsq7-t47

  • เปิดประตูสู่ความมหัศจรรย์ พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ณ พนมรุ้ง ปี 2568

    เปิดประตูสู่ความมหัศจรรย์ พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ณ พนมรุ้ง ปี 2568

              ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ณ ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ เดือนตุลาคมนี้ สัมผัสความงามทางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมโบราณสุดมหัศจรรย์

              ใครอยากหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทั้งงดงามและมีเอกลักษณ์ แนะนำให้มาปราสาทพนมรุ้ง บุรีรัมย์ ในเดือนตุลาคม เพราะนี่คือช่วงเวลาที่คุณจะได้ชมปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมซึมซับบรรยากาศสถาปัตยกรรมขอมโบราณที่งดงามและเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ เป็นอย่างไรมาดูกันเลย

    พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู
    ปราสาทพนมรุ้ง

    ปราสาทพนมรุ้ง

    ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง วันไหน

              จากข้อมูลเฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ Phanom Rung Historical Park แจ้งเกี่ยวกับปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง วันที่ 5-7 ตุลาคม 2568

    ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู 2568 ปราสาทพนมรุ้ง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ Phanom Rung Historical Park

    ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง การเข้าชม

              สำหรับการเข้าชมปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าจับจองพื้นที่ตั้งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป บริเวณลานหน้าปราสาท ทิศตะวันออก โดยพระอาทิตย์จะตกประมาณ 17.55 น.

    ปราสาทพนมรุ้ง

              ทั้งนี้ ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ 15 ช่องประตู เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละวัน หากมีฝนตก หมอก เมฆเยอะ หรือเมฆลงต่ำ จะไม่สามารถมองเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้

    ค่าเข้าชม

              ค่าเข้าชมปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง มีดังนี้

    • คนไทย 20 บาท

    • ต่างชาติ 200 บาท 

    *** รับเฉพาะเงินสดเท่านั้น

    ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู 2568 ค่าเข้าชม

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ Phanom Rung Historical Park

              หนึ่งปีมีไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าตรงกับ 15 ช่องประตูแห่งปราสาทพนมรุ้ง ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่ธรรมชาติกับศิลปะโบราณผสานกันอย่างลงตัว ^ ^
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวบุรีรัมย์ ปราสาทพนมรุ้ง เที่ยวอีสาน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view295456.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20VhQ-buGJG8aaBgET__xp

  • เปิดตัว “พูนพงษ์” นั่งเก้าอี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคนที่ 31 กางแผนเดินหน้า 8 ภารกิจเร่งด่วน ยกระดับภาคธุรกิจ เติมพลังเศรษฐกิจไทย

    เปิดตัว “พูนพงษ์” นั่งเก้าอี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคนที่ 31 กางแผนเดินหน้า 8 ภารกิจเร่งด่วน ยกระดับภาคธุรกิจ เติมพลังเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจ

    เปิดตัว “พูนพงษ์” นั่งเก้าอี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคนที่ 31 กางแผนเดินหน้า 8 ภารกิจเร่งด่วน ยกระดับภาคธุรกิจ เติมพลังเศรษฐกิจไทย

    วันศุกร์ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คนที่ 31 ประกาศเดินหน้าภารกิจเร่งด่วน 8 ด้าน ขับเคลื่อนองค์กรสู่กลไกหลักในการยกระดับธุรกิจไทยให้ทันสมัย เข้มแข็ง และแข่งขันได้ในระดับสากล มุ่งพัฒนาบริการดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SME ขยายตลาดออนไลน์ ดูแลผู้ทำบัญชี อำนวยความสะดวกนักลงทุนต่างชาติ ปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย และปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ 

     เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ตนรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง    ที่มารับตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคนที่ 31 ซึ่งเป็นบ้านอีกหนึ่งหลังที่มีความผูกพันมากว่า 30 ปี และได้มีส่วนสร้างบ้านหลังนี้ให้มีความเข้มแข็ง ในโอกาสที่ตนได้มารับตำแหน่งอธิบดีในครั้งนี้ได้มองเห็นโอกาสหลายด้านในการพัฒนาองค์กรให้เติบโต พร้อมที่จะให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการทุกระดับ รวมทั้งมุ่งขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นกลไกหลักในการยกระดับธุรกิจไทยให้ทันสมัย เข้มแข็ง และแข่งขันได้ในระดับสากล”

     อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “ตนได้วางภารกิจเร่งด่วน 8 ด้าน เพื่อยกระดับงานให้บริการและพัฒนาผู้ประกอบการอย่างรอบด้าน ประกอบไปด้วย 1) การยกระดับบริการดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยขณะนี้กรมฯ มีความพร้อมให้บริการจดทะเบียนและบริการข้อมูลธุรกิจในรูปแบบออนไลน์ 100% แต่เราจะยังไม่หยุดพัฒนารูปแบบการใช้งานและปรับปรุงฟังก์ชันต่างๆ ให้ใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น 2) การเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นปัจจุบัน เป็นการทำงานหลังบ้านที่จะเชื่อมต่อข้อมูลนิติบุคคลเข้ากับระบบของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจทั้งการเดินทาง ลดการใช้กระดาษ และเพิ่มความเร็วในการดำเนินธุรกิจที่สำคัญเราจะผลักดันให้มีการนำข้อมูลธุรกิจไปวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ วิเคราะห์เชิงนโยบาย และป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยภาครัฐสามารถกำหนดแนวทางการพัฒนาได้อย่างเหมาะสมและตรงจุด 3) การส่งเสริมศักยภาพ SME ให้ตรงตามความต้องการ โดยเฉพาะธุรกิจกลุ่มค้าส่ง-ค้าปลีก ร้านอาหาร สุขภาพและความงาม ธุรกิจครอบครัว และบริการผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สอดรับกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) โดยจะเร่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้ทันต่อสภาพตลาดในยุคปัจจุบันและบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปส่งเสริม   การพัฒนาระบบหลังบ้าน โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจ 4) การเพิ่มรายได้ผู้ประกอบการผ่านการค้าออนไลน์ โดยเพิ่มช่องทางและโอกาสทางการค้าผ่านอีคอมเมิร์ซทั้งไทยและต่างชาติ สร้างโอกาสให้ผู้ค้ารายเล็กได้มีช่องทางการตลาดที่หลากหลายมากขึ้น สามารถสร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเองได้อย่างน่าสนใจ ขายสินค้า/บริการผ่านโลกออนไลน์ให้เป็น รวมถึงเราจะขยายความร่วมมือไปยังแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ต่างๆ เพื่อร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการไทยด้วย

     5) ดูแลผู้ทำบัญชีเพื่อส่งเสริมธุรกิจให้มีธรรมาภิบาล เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญ เพราะผู้ทำบัญชี       ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลบัญชีให้ห้างหุ้นส่วนและบริษัท การจัดทำบัญชีที่มีมาตรฐานและถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลจะช่วย ชี้ทิศทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยเราจะดูแลและอำนวยความสะดวกให้ผู้ทำบัญชี โดยจะส่งเสริมทั้งการอบรมพัฒนามาตรฐานวิชาชีพบัญชี ไปจนถึงสร้างเครื่องมือดิจิทัลด้านบัญชีให้ธุรกิจมีผู้ช่วยออนไลน์ที่ดี 6) อำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในไทยอย่างถูกกฎหมาย การลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากการดึงเม็ดเงินให้เข้ามาลงทุนในประเทศแล้ว ยังมีการถ่ายทอดทักษะเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับธุรกิจไทยด้วย เป็นการเพิ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้ผู้ประกอบการไทย ดังนั้น การอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำด้านกฎหมาย ขั้นตอนการลงทุน ปรับปรุงกระบวนการต่างๆ เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็วในการออกใบอนุญาตฯ และยกระดับความโปร่งใสในการทำธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำควบคู่กันไป 

    7) การป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด กรมฯ จะบังคับใช้กฎหมายในความรับผิดชอบ อย่างเต็มที่ และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างระบบธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทย พร้อมเดินหน้าป้องกันและปราบปรามธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเข้มข้น โดยเอาผิดกับการใช้บุคคลต่างชาติแอบอ้างถือหุ้นแทน (นอมินี) บัญชีม้านิติบุคคล และการปลอมแปลงเอกสารนิติบุคคล เป็นต้น และ 8) การแก้ไข กฎ ระเบียบให้ทันสมัยเอื้อต่อภาคธุรกิจ เพื่อปรับปรุงงานให้บริการที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมธุรกิจยุคใหม่ ลดความซ้ำซ้อนและความยุ่งยากในการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งพัฒนากลไกสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกศักยภาพของประเทศและเพื่อให้กฎหมายธุรกิจของไทยมีความทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ”

     ภารกิจเร่งด่วนทั้ง 8 ข้อนี้ถือเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการทำงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ตอบโจทย์ตามความต้องการของผู้ประกอบการและเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและการสร้างระบบนิเวศที่เกื้อหนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมเดินหน้าภารกิจดังกล่าวทันทีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีระบบธุรกิจที่ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/448999&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZOn2NaVOpshGDWI07bwVT