Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เร่งเครื่องเศรษฐกิจปลายปี 6 มาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลหนุนธุรกิจ SME และการท่องเที่ยว

    เร่งเครื่องเศรษฐกิจปลายปี 6 มาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลหนุนธุรกิจ SME และการท่องเที่ยว

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า รัฐบาลชุดนี้มีการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเกินคาดโดยเฉพาะการทำงานของ คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับฟังเสียงของประชาชน

    จากการพูดคุยได้เสนอ7 ข้อสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะเน้นไปที่การกระตุ้นการใช้จ่ายและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการดำเนินการ แต่ได้รับการตอบมา 6 ข้อ มีดังนี้

    ข้อที่ 1.โครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเสนอให้เร่งดำเนินการในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เพราะเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศและเพิ่มการใช้จ่ายของประชาชนอย่างเห็นผลในช่วงท้ายปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตของ GDP

    ข้อที่ 2. มาตรการที่เกี่ยวข้องกับร้านอาหารทั่วไป (ร้านนิติบุคคล) ร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีควรจะได้รับการดูแลมากกว่าร้านที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี

    อย่างไรก็ตาม การจะนำร้านอาหารเข้าสู่ระบบภาษีอาจต้องใช้เวลา เนื่องจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนภาษีและการตรวจสอบอย่างละเอียด คาดหวังว่าเมื่อร้านอาหารสามารถเข้าสู่ระบบภาษีได้แล้ว อาจได้รับการสนับสนุนมากขึ้น แต่ก็ต้องมีการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดและโปร่งใส

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

    จากนโนบายที่ออกมาล่าสุด ร้านนิติบุคคได้เข้ารวมโครงการคนละครึ่งแต่เป็นร้าน “ไซส์ S” เท่านั้น ซึ่งร้านจะต้องมีได้1.8 ล้านบาท ถึง 30 ล้านบาทต่อปี จะตกอยู่ในช่วงประมาณ 2.5 ล้านบาทต่อเดือน ถือเป็นขนาดที่ไม่ใหญ่มาก แต่ก็ยังถือเป็นร้านที่มีการเติบโตและมีการหมุนเวียนทางการเงินที่พอสมควร

    ข้อที่ 3. การสนับสนุนด้านการเกษตรและร้านอาหาร ปัญหาของเกษตรกรในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำมาก โดยเฉพาะสินค้าที่ขายในตลาดเกษตร เช่น ข้าว, ยางพารา และผลไม้ มองว่า ร้านอาหาร ก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงราคาผลผลิตนี้เช่นกัน เนื่องจากร้านอาหารต้องจ่ายราคาสูงขึ้นสำหรับวัตถุดิบที่มีราคาผันผวน

    โดยได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการเพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคง และช่วยร้านอาหารในการปรับราคาหรือหาแหล่งวัตถุดิบที่มีราคาสมเหตุสมผลเพื่อลดต้นทุน

    ข้อที่ 4 Soft Loan (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) สำหรับธุรกิจ SME และร้านอาหาร การใช้สินเชื่อ แบบ Soft Loan จะเป็นการช่วยให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด-19 ได้ และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากธุรกิจ SME ถือเป็นกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น

    กระทรวงพาณิชย์ จะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการเงินกู้ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิจารณาและอนุมัติ แต่ต้องมีการทำงานที่รวดเร็วเพื่อช่วยเหลือธุรกิจในทันที

    ข้อที่ 5 ให้การสนับสนุน SME โดยการช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่าง การขอสินเชื่อ ซึ่งบางครั้งการขอสินเชื่อจากธนาคารหรือหน่วยงานต่างๆ จะต้องใช้การ ค้ำประกัน หลักทรัพย์ ซึ่งการจัดการสินเชื่อแบบไม่ใช้หลักทรัพย์ อาจทำให้การกู้ยืมเงินง่ายขึ้น

    การเข้าไปขอสินเชื่อ SME โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่สามารถนำทรัพย์สินมาค้ำประกันได้

    ข้อที่ 6 การขยายสิทธิพิเศษให้กับธุรกิจ SME โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่ยังไม่สามารถเข้าถึงโครงการต่างๆ ของรัฐได้ แนะนำว่า การขยายสิทธิพิเศษ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือ การค้ำประกันจากรัฐ จะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถได้รับการสนับสนุนที่จำเป็น และลดปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนที่จำกัด

    นอกจากนี้การ ขยายขนาดธุรกิจให้เป็นไปในลักษณะที่ใช้เงินทุนจากรัฐ ให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ที่เป็นของธุรกิจเอง

    ทิศทางธุรกิจร้านอาหาร และ ผู้ประกอบการควรรับมืออย่างไร

    ภาคธุรกิจร้านอาหารในช่วงสิ้นปี 2568 และการคาดการณ์เกี่ยวกับมาตรการที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยต่อไป

    มาตรการที่รัฐบาลนำเสนอในช่วงที่ผ่านมาเป็นมาตรการระยะสั้นที่สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง โดยเฉพาะโครงการที่เชื่อมโยงกับร้านอาหารและการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน อย่างไรก็ตาม มองว่าในระยะยาวจำเป็นต้องมีการวางแผนที่เข้มงวดมากขึ้นและนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจร้านอาหาร รวมถึงการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ในด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจในอนาคต คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะเติบโตได้ประมาณ 1.8-2.5% หากมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเข้ามาช่วย ขณะที่ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก เช่น การให้ Soft Loans เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับร้านอาหารและธุรกิจ SMEs ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ

    ความสำคัญของการให้โอกาสร้านอาหารขนาดเล็กเข้าร่วมในโครงการของรัฐบาล โดยมีการกำหนดมาตรการให้ร้านอาหารที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี สามารถสมัครเข้าร่วมในโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งการช่วยเสริมกำลังให้ธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็กเติบโตและยั่งยืนในระยะยาว

    การดำเนินมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับภาคธุรกิจและในภาพรวมของประเทศ รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายและต้องเปิดโอกาสให้ทุกธุรกิจได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคต

    จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจร้านอาหารต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตในปีต่อๆ ไป โดยต้องใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/640446&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38CjEZUcmzxhfniQ5j7WO0

  • “อนุทิน” ปาฐกถา SX2025 ย้ำ “ความยั่งยืนคือทางรอด” รัฐบาลใช้ “โอกาส” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ

    “อนุทิน” ปาฐกถา SX2025 ย้ำ “ความยั่งยืนคือทางรอด” รัฐบาลใช้ “โอกาส” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ


    “อนุทิน” ปาฐกถาพิเศษ A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ย้ำ “ความยั่งยืนเป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก” และรัฐบาลมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนด้วยคำว่า “โอกาส” ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม

    เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025)  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เขตคลองเตย กรุงเทพฯ โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่นกรุ๊ป นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม 
     
    นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในยุคที่ได้ยินคำว่า Sustanability (ความยั่งยืนบ่อยครั้ง) และองค์การสหประชาชาติ ก็ใช้คำว่า SDGs เป็นตัวผลักดันกติกาใหม่ของโลก ซึ่งแท้จริงแล้ว Sustanability เป็นคำที่จะอยู่ในอุดมคติของเราที่ต้องมอง คิด และทำให้เกิดความยั่งยืน เฉกเช่นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่มีทั้ง Quick Wins เร่งด่วนในช่วง 4 เดือน และนโยบายในระยะยาวที่ต้องวางรากฐานเพื่อให้เกิด Sustainable ให้รัฐบาลต่อไปสามารถนำไปต่อยอดและดำเนินการต่อไป เฉกเช่นงาน SX2025 ที่ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจและความร่วมแรงร่วมใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในเรื่องการค้าและอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยของเรากำลังยืนอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากภัยสงคราม ภัยการค้า การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 
     
    สิ่งสำคัญ คือ เราจะต้องพัฒนาประเทศไทยของเราอย่างยั่งยืน ในลักษณะที่ “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด” เพราะคำว่ายั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่เรามาทำโลกสีเขียว ทำแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม มันยังไม่ครบทุกมิติ คำว่า “ความยั่งยืน” คือการทำให้ 3 สิ่งนี้ก้าวไปด้วยกันอย่างมั่นคง มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) ทั้งเศรษฐกิจมั่นคง สังคมมั่นคง และสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรและมีความมั่นคง ด้วยการหาโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ดี มีสุข มีรายได้ มีเงินใช้ มีเงินออม และรักษาสังคม รักษาโลกให้ลูกหลานของเราอยู่ได้อย่างมีสุขภาวะที่ดีต่อไป ทำให้คนเรียนรู้ที่จะดูแลตนเองโดยลดการพึ่งพาผู้อื่น
     
    ทุกวันนี้มีหลากหลายมิติที่ทำให้สังคมไทยเราต้อง Adaptation หรือ “ปรับเปลี่ยน” เพื่อให้เรามีความอยู่รอดอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เพราะถ้าเรามีอายุขัยที่เพิ่มมากขึ้นถึง 90 ปี ก็ต้องมีระบบหรือแนวทางในการรองรับ อาทิ การขยายเวลาเกษียณอายุราชการมากกว่า 60 ปี และขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เตรียมการดูแลด้านสุขภาพและสุขภาวะของพี่น้องประชาชน ตามหลัก Health Sercurity ด้วยการมีเงินทุนเพื่อดูแลสุขภาพคนไทยจากการส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนได้ประกอบธุรกิจอย่างสะดวก ส่งเสริมทุกวิถีทางให้มีรายได้เข้าประเทศให้มากที่สุด ทั้งภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต
     
    สิ่งเหล่านี้เป็นทางรอดไม่ใช่ทางเลือก จึงเป็นเหตุที่เราจะต้องมีการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและสภาพประเทศของเรา ทั้งนี้ เราต้องมองไม่มองแค่ในประเทศ แต่เราต้องมองในระดับภูมิภาค คืออาเซียน ซึ่งเราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่เป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง จุดที่สามารถเดินทางไปภาคภูมิต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และเราเป็นประเทศที่มีภูเขา ทะเล มีทางออกทั้งทางบก ทางน้ำ เชื่อมถนนสายเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก หรือ EWEC (East-West Economic Corridor)  ดังนั้นเราต้องทำให้ประเทศไทยของเราไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เราต้องเป็นประเทศที่ผู้ที่ผ่านไปมาต้องแวะ ต้องพัก ต้องจับจ่ายใช้สอย ด้วยต้นทุนทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคสินค้าและบริการ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนภาคเอกชนและกำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกในด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นเสือนอนกินที่ไม่มีการพัฒนา เราจะต้องปรับตัวให้มีความเป็นสากล ความเป็นธรรมาภิบาลเพิ่มมากขึ้นด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสังคมภายในและภายนอกประเทศ อาทิ ด้านสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ผลกระทบจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ Geopolitics ต่าง ๆ
     
    เราจึงต้อง Adaptation คือ การปรับเปลี่ยนโลก สร้างโอกาสทั้งหลายเพื่อเศรษฐกิจ เพื่อโอกาส เพื่ออุตสาหกรรม เพื่อปากท้องของประชาชน และขณะเดียวกัน ในด้านการปรับตัว เรามีการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนตลอดจนถึงทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญของ “สังคมสีเขียว” พลังงานสะอาด การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลมุ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้ง Solar ชุมชน Solar มวลชน เช่น การรวมกลุ่มเป็นเศรษฐกิจชุมชนจากการขายขยะ ขายคาร์บอนเครดิต ขายปุ๋ยหมัก แปลงผัก โคก หนอง นา ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจชุมชน 
     
    นอกจากนี้ เราจะใช้โอกาสนี้ก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ด้วยอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ Health Rehabilitation (การฟื้นฟูสุขภาพ) ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเป็น Choice เดียวของคนต่างชาติที่จะเข้ามาฟื้นฟูสุขภาพและรักษาพยาบาลในประเทศไทย เฉกเช่นโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่มีลักษณะพรีเมี่ยมคลินิก สำหรับผู้ที่ประสงค์จะได้รับการดูแลแบบพรีเมี่ยม ซึ่งเงินทองเหล่านั้นถูกใช้เป็นเงินกองทุนและเงินบำรุงไปยังโรงพยาบาลศิริราชที่เป็นโรงพยาบาลดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วไป ซึ่งเป็นโมเดลที่ดีมาก และโรงพยาบาลของรัฐอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ อันจะทำให้แม้เป็นป่วยก็ยังมีความสุข เพราะเงินที่เราจ่ายให้โรงพยาบาลพรีเมี่ยมได้ทำบุญด้วย ส่วนที่เป็นกำไรก็จะถูกนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลคู่ขนานที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชน แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าการที่เราต้องดูแลรักษาสุขภาพของเราให้ดีที่สุด
     
    ท้ายสุดนี้ หากประเทศไทยแข็งแรง สังคมดี เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น ในตอนนี้เราอาจจะกำลังชะงักงันในเรื่องการเมือง แต่ถ้าเราดูกันจริง ๆ ความสามัคคีของคนในชาติจะทำให้ภาคการเมืองมีความสามัคคีไม่ขัดแย้งกัน ด้วยเพราะเราจะเป็นผู้นำนักการเมือง ไม่ใช่การเมืองมานำเรา และรัฐบาลมุ่งมั่นในการส่งเสริมทั้งภาคการค้าและอุตสาหกรรมในทุกมิติ โดยผู้ประกอบการไทยต้องเชื่อว่า ความยั่งยืนจะเป็นโอกาส ทั้งโอกาสที่จะเปิดตลาดใหม่ โอกาสที่จะเพิ่มรายได้ และเป็นการสร้างโอกาสให้เรามีสิ่งแวดล้อม มีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติของเราให้จงได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rFBm-b60JmBCAX6rFLJo1

  • G

    G

    บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่าทองคำยังคงเคลื่อนไหวตามข่าวการเมือง-เศรษฐกิจสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ภาวะ Government Shutdown ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) อาจถูกเลื่อนประกาศหรือระงับ หากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถเปิดทำการได้ ด้านนักวิเคราะห์แนะกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้น รอย่อซื้อ $3,835 – $3,815

    GCAP GOLD ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ จุดเปลี่ยนราคาทองคำ

    นางสาว อารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวตามกระแสการเมืองและเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยการเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลกลางครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง แต่ยังสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง นักลงทุนกังวลว่าหากการปิดทำการยืดเยื้อ ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างตัวเลขการจ้างงาน (Nonfarm Payrolls) หรือดัชนีอื่น ๆ อาจล่าช้า ซึ่งจะทำให้ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดยิ่งคลุมเครือ ความไม่แน่นอนดังกล่าวเป็นปัจจัยที่หนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้ในระยะสั้น ขณะเดียวกัน หากสามารถตกลงเรื่องงบประมาณกันได้ ต้องระวังแรงขายทำกำไรที่จะตามมาเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม หากสภาวะชัตดาวน์เกิดขึ้นเพียงในระยะเวลาสั้น ๆ และการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานยังเป็นไปตามกำหนดเดิมในคืนวันศุกร์ คาดว่าตลาดจะยังจับตาข้อมูลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตัวเลขนี้ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟด โดยมีการคาดการณ์ว่าการจ้างงานเดือนล่าสุดจะเพิ่มขึ้นเพียง 50,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานน่าจะทรงตัวที่ 4.3%

    หากตัวเลขจ้างงานออกมาต่ำกว่าคาด จะสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดแรงงาน และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนตุลาคม แต่หากตัวเลขจ้างงานฟื้นตัวดีกว่าคาด ความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยอาจค่อย ๆ ลดลง ดังนั้นควรจับตาการตีความของตลาดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเชื่อมั่นและทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ

    ขณะเดียวกัน ตลาดยังเฝ้าติดตามการให้สัมภาษณ์และการกล่าวสุนทรพจน์ของเจ้าหน้าที่เฟดหลายราย เช่น Philip Jefferson, Susan Collins, Austan Goolsbee, Lorie Logan และ John Williams เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินต่อไป โดยคำแถลงเหล่านี้จะส่งผลต่อกระแสคาดการณ์การลดดอกเบี้ยและทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ

    อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ GCAP GOLD แนะนำกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้น รอย่อซื้อ $3,835 – $3,815 รับปัจจัยหนุนเชิงบวกจากภาวะ US Government Shutdown ในระยะนี้มองว่าเหมาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นซื้อเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น โดยมีแนวรับที่ $3,835 – $3,815 (ราคาทองคำไทย ประมาณ 58,700 -58,500 บาท) และมีแนวต้านทำกำไรที่ $3,885-$3,900 (ราคาทองคำไทยประมาณ 59,600-59,800 บาท) พร้อมย้ำว่าการเข้าซื้อรอบนี้ควรเคร่งครัดในการกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ $3,790 (ราคาทองคำไทยประมาณ 58,000) หากหลุดระดับดังกล่าวควรชะลอการเข้าซื้อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0muywap8l8f9jbq0eadagrkstkbqpx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JaAsU4lFmrX_neshCuUz1

  • “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน “Quick Big Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน วางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง

    “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน “Quick Big Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน วางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง

    “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน “Quick Big Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน วางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง


    3/10/2568 | 231 |

    บทสรุป
    นโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เป็น 1 ใน 5 ด้าน ของนโยบายหลักที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เร่งขับเคลื่อนประเทศในช่วง 4 เดือน ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำนโยบาย “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” หรือ “Quick Big Win” มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะติดหล่ม โดยกำหนดการดำเนินงานเป็น 5 เสาหลัก ประกอบด้วย 1. กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 2. แก้หนี้ประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL) 3. การช่วยเหลือธุรกิจ SME 4. เพิ่มการออมภาคประชาชน และ 5. การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มุ่งปลดล็อกการลงทุนที่ค้างท่อ ภายใต้ 1 ฐานรากโดยทุกโครงการต้องอยู่ภายใต้กรอบรากฐานวินัยการคลัง คือ ไม่กู้เพิ่ม ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจจนเสียวินัยการคลัง มีผลระยะยาวมากกว่าเป็นการแจกเงินธรรมดา สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่อยู่ภายใต้เสากระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวนั้นจะมีการเพิ่มวงเงินสนับสนุนเป็น 200 บาทต่อวัน จากโครงการเดิมที่สนับสนุน 150 บาทต่อวัน ซึ่งจะเปิดให้ร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ประชาชน 20 ล้านสิทธิ์สามารถลงทะเบียนหรือยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 20–26 ตุลาคม 2568 และสามารถเริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 โดยวงเงินที่เหลือจากแต่ละวันสามารถสะสมใช้ได้จนกว่าจะสิ้นสุดโครงการ พร้อมเพิ่มสิทธิ์ให้ผู้เสียภาษีและพัฒนาทักษะผู้ค้ารายย่อย เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนและวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาว

    รายละเอียด
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงนโยบายคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 30 กันยายน 2568 และได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ว่า ไตรมาสที่ 4 ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงติดหล่ม เนื่องจากการขยายตัวต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นหากไม่ทำอะไรเลยจะไม่เป็นเพียงแค่ “การติดหล่ม” แต่อาจจะถึงขั้น “ตกเหวได้” จึงได้เปิดยุทธศาสตร์ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” หรือ “Quick Big Win” กระตุ้นสั้น (Quick) คือ ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและเห็นผลทันทีภายใน 4 เดือน มีขนาดใหญ่ (Big) พอที่จะสามารถดันเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะติดหล่มได้ และที่สำคัญต้องกระจายตัว (Win) ต้องเกิดประโยชน์กับประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง ประกอบด้วย 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ได้แก่

    เสาที่ 1 กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 
    •    ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นการต่อยอดโครงการเดิม เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่าย โครงการนี้จะเน้นให้ประโยชน์กับร้านค้ารายเล็ก หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ 
    •    เหตุผลที่เป็นโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เนื่องจาก “พลัส” คือ การจูงใจเข้าระบบภาษี โดยผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับวงเงินมากกว่าคนนอกระบบ 
    •    ต่อยอดโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ซึ่งเคยมีอยู่เดิม สำหรับช่วยเหลือประชาชนฐานราก ที่ไม่มีต้นทุนเพียงพอร่วมจ่ายคนละครึ่ง เน้น Reskill ให้กับผู้ค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ เพิ่มทักษะดิจิทัล โดยเฉพาะการจัดอบรมทักษะการ ขายของออนไลน์ (E-commerce) บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งมีการร่วมมือกับภาครัฐ และพัฒนาทักษะการทำบัญชีดิจิทัล ซึ่งมีระบบคำนวณและจัดทำบัญชีให้อยู่แล้ว บัญชีเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดสู่การขอสินเชื่อจากธนาคารในอนาคตได้ 
    •    การกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง จะมีมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า สำหรับโรงแรมในเมืองรองที่ปรับปรุงและพัฒนาสถานประกอบการ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้และใช้เม็ดเงินภาษีไม่มาก

    เสาที่ 2 แก้หนี้ประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL)
    •    รัฐบาลจะนำเงินคงเหลือจากกองทุนฟื้นฟูและสถาบันการเงิน ประมาณ 26,000 ล้านบาท มาจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) ร่วมกับธนาคาร เพื่อซื้อหนี้เสียของประชาชนออกมาบริหาร 
    •    จากนั้นจะทำการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ยืดระยะเวลาผ่อน ลดดอกเบี้ย เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมาหายใจได้อีกครั้ง 
    •    ไม่ได้มีแค่สินเชื่อสำหรับคนที่เป็นหนี้เสีย แต่ยังมีสินเชื่อสำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไปตามความเสี่ยง เพื่อลดความต้องการกู้นอกระบบ

    เสาที่ 3 การช่วยเหลือธุรกิจ SME สำหรับมาตรการช่วยเหลือธุรกิจ SME ประกอบด้วย
    •    การค้ำประกันสินเชื่อ โดยใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อในวงเงินขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท 
    •    การคืนภาษีเร่งด่วน โดยให้กรมสรรพากรเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งมีเงินที่สามารถคืนได้ทันทีกว่า 160,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ 
    •    โครงการพี่ช่วยน้อง ที่เป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน 

    เสาที่ 4 เพิ่มการออมภาคประชาชน 
    •    “เสี่ยงโชคเพื่อออม” ผ่านสลากออมทรัพย์ออนไลน์ โดยจะปรับปรุงระบบการซื้อสลากออนไลน์ และจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากการซื้อทุกครั้งเข้าบัญชีเงินออมโดยอัตโนมัติ 
    •    ผู้ซื้อจะสามารถนำเงินออกมาใช้ได้เมื่อมีอายุครบ 55 ปี หรือถือครองครบ 5 ปี เพื่อเป็นหลักประกันในยามเกษียณ 
    •    จะเปิดให้ประชาชนรายย่อยสามารถเข้าถึงการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลได้ทุกเดือน เพื่อเป็นทางเลือกในการออมที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก

    เสาที่ 5 การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มุ่งปลดล็อกการลงทุนที่ค้างท่อ
    •    การลงทุนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศระยะยาว
    •    ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI แล้วแต่ยังไม่เริ่มลงทุนสูงถึง 470,000 ล้านบาท เนื่องจากติดปัญหาด้านการขออนุญาตในเรื่องต่าง ๆ 
    •    รัฐบาลจะจัดทำ “Fast Plus Pass” เป็นช่องทางด่วนเพื่อเร่งรัดการอนุมัติทั้งหมดให้เกิดขึ้นภายใน 4 เดือน 
    •    การ Reskill แรงงาน โดยจะนำเงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถของ BOI จำนวน 10,000 ล้านบาท มาจับมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เกษตรชีวภาพ และดิจิทัล 

    1 ฐานราก โดยทุกโครงการอยู่ภายใต้กรอบรากฐานวินัยการคลัง คือ “ไม่กู้เพิ่ม ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจจนเสียวินัยการคลังมีผลระยะยาวมากกว่าเป็นการแจกเงินธรรมดา” และตั้งอยู่บนความโปร่งใส สามารถอธิบายที่มาที่ไปของการใช้งบประมาณได้
     


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/428629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3umwN7jjYZS3uKqFYJnyRI

  • เปิดนโยบาย ‘พรรคไทยก้าวใหม่’  ดร.เอ้ ชู ‘ธนู 4 ดอก’ พลิกโฉมประเทศไทย

    เปิดนโยบาย ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ ดร.เอ้ ชู ‘ธนู 4 ดอก’ พลิกโฉมประเทศไทย

    วันนี้(3ต.ค.68) ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ พร้อมด้วยกัลยา โสภณพนิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมเปิดตัว “พรรคไทยก้าวใหม่”

    พร้อมประกาศวิสัยทัศน์สร้างการเมืองยุคใหม่ ขับเคลื่อนด้วย “อุดมการณ์ ความกล้าหาญ และพลังของความรู้” พร้อมชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก” เพื่อปฏิรูปประเทศให้แข็งแรง ก้าวข้ามความยากจน และสร้างอนาคตที่มั่นคง

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    นโยบายธนู 4 ดอก พลิกโฉมประเทศไทย

    ธนูดอกที่หนึ่ง “สร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษาไทย”

    เพราะเด็กไทยทุกคนเป็นเหมือนลูก การลงทุนกับเด็กไทยจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดทางเศรษฐกิจ 

    1. การศึกษาฟรีจริงๆ ถึงระดับปริญญาเงินอุดหนุนต้องถึงพ่อแม่โดยตรง เด็กจบมาไม่เป็นหนี้มีโอกาสตั้งตัวได้ทุกคน
    2. ปลดล็อกโรงเรียนให้มีอิสระ ปลดล็อกครูจากงานธุรการ ลดประกัน ลดประกวด ลดประเมิน เพิ่มทักษะเพิ่มรายได้ เพิ่มคุณภาพครู
    3. ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาที่สอง เด็กไทยได้เรียน AI Coding เป็นภาษาที่สาม เพิ่มความสามารถให้เด็กไทยแข่งขันได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก
    4. ขจัดปัญหายาเสพติดในโรงเรียนและชุมชน ที่ทำร้ายลูกหลานไทยอย่างไม่ลดละ

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    ธนูดอกที่สอง “สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ คนไทยต้องมาก่อน”

    เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ได้เอื้อให้คนสร้างฐานะ ไม่ได้เอื้อให้ธุรกิจแข่งขันได้ รัฐต้องสร้างโอกาสให้คนส่วนใหญ่ในสังคม 

    1. ลงทุนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม อย่างมีเป้าหมาย เพื่อสร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่
    2. สนับสนุนให้คนไทย จากผู้ซื้อเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สนับสนุนการสร้างตลาดทั้งในและต่างประเทศ 
    3. ปฏิรูปกฎหมาย เพื่อเอื้อต่องานสร้างสรรค์ และงานนวัตกรรมของคนไทย
    4. ผลักดันให้รัฐลงทุนในเครื่องมือทางเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อให้ SMEs และ Startup ไทยได้ใช้ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
    5. สร้างระบบนิเวศทางการลงทุน เพื่อดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง จ้างงานคนไทยในแผ่นดินไทย

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    ธนูดอกที่สาม “สร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทย ปลอดภัย สุขภาพดี มีความสุข”‘

    เพราะความปลอดภัยและสุขภาพดี คือ สิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทย และแผ่นดินไทย คือ มรดกของลูกหลานไทย 

    1. ผลักดันกฎหมายเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อมีเจ้าภาพคนกลาง หยุดปัญหาภัยพิบัติ  สะพานพัง ตึกถล่ม ถนนยุบ คนผิดต้องรับผิดชอบ เปิดเผยต้นตอสาเหตุอย่างโปร่งใส 
    2. แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง-น้ำทะเลหนุนอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการรวมศูนย์เทคโนโลยี ไม่ให้เกิดการซื้อที่ซ้ำซาก การบริหารซ้ำซ้อน
    3. รักษาแผ่นดินของชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วย AI และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิ แก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า แก้ปัญหาการอนุญาตก่อสร้างผิดกฎหมาย ตรวจสอบต้นตอปล่อยมลพิษ โดยไม่เกรงใจใคร
    4. สนับสนุนการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อการบริการประชาชน ปลดล็อกกฎหมายที่กดทับ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และการผลิตยาของไทย

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    ธนูดอกที่สี่ “สร้างค่านิยมใหม่ คนดีต้องมีที่ยืน” 

    เพราะคนดี สังคมดี เทคโนโลยี ลดโอกาสคอร์รัปชัน 

    1. ปลูกฝังค่านิยมใหม่ด้วยการศึกษา เด็กไทยมีวินัย ยึดผลประโยชน์ของชาติ ไม่โกง ไม่ทนกับการทุจริต คอร์รัปชัน ส่งเสริมคนดี ให้ทำงานเพื่อสังคม
    2. สร้าง Open Data เพื่อประชาชน ข้อมูลโครงการรัฐ เงินงบประมาณ ต้องเปิดเผย เข้าถึงง่าย แบบ Real Time 
    3. ป้องกันการคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยระบบดิจิทัล Blockchain และ AI 
    4. สร้างระบบราชการอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ทุกขั้นตอนต้องผ่านระบบออนไลน์ ปิดช่องทางทุจริตคอร์รัปชัน

    “วันนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาพสิ้นหวัง ไม่มีทิศทาง ไม่รู้อนาคต ไม่รู้จะสู้ชาติอื่นยังไง เราจึงคล้ายคนอ่อนแรงใกล้เข้าขั้นวิกฤตในทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความสามารถในการแข่งขัน สิ่งที่ประเทศต้องการไม่ใช่ยากระตุ้นชั่วคราว แต่คือ “ยารักษาที่ดีที่สุด” นั่นคือ “การศึกษา” ที่จะทำให้ประเทศก้าวออกจากหลุมดำทางเศรษฐกิจ แก้จน แก้ปัญหาปากท้องได้ เราต้องสร้างความเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนการเมืองด้วย “อุดมการณ์ ความกล้าหาญ พลังของความรู้” จะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น และกลับมาแข็งแรงสตรองได้” ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

    พรรคไทยก้าวใหม่ คืออะไร? 

    พรรคไทยก้าวใหม่ ก่อตั้งโดย ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ด้วยความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยสามารถก้าวไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ หากขับเคลื่อนด้วย “อุดมการณ์ ความกล้าหาญ พลังของความรู้”

    โดยมีนโยบายที่เปรียบเสมือน “4 ธนูดอก” ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้สตรอง ก้าวพ้นความยากจน ก้าวล้ำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ก้าวหน้าปราบทุจริตคอร์รัปชัน

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640494&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aT9iYCXamS2oC7cJbbjCD

  • ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทั่วโลก – ส่งผลเสียต่อเยอรมนี

    ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทั่วโลก – ส่งผลเสียต่อเยอรมนี

    รายงานของบริษัท BCG ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการ คาดการณ์ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าความต้องการใช้ไฟฟ้าในทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเหตุผลที่เป็นเช่นนี้แตกต่างกันออกไปตามแต่ละภูมิภาค โดยในสหภาพยุโรป (EU) ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากในภาคการขนส่ง เช่น จากจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น สำหรับในสหรัฐอเมริกานั้น ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมาจากศูนย์ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ในขณะที่เอเชีย มาจากภาคอุตสาหกรรม เหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งนับเป็นข่าวร้ายของเยอรมนี โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงในเยอรมนีเติบโตน้อยกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ค่อนข้างมาก นับตั้งแต่ปี 2004 เยอรมนีเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงเพียง 20% เท่านั้น ในขณะที่ สหรัฐฯ เพิ่มการลงทุนในช่วงเวลาเดียวกันถึง 60% และจีนเพิ่มมากถึง 275% ด้านนาย Patrick Herhold ผู้ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้ เปิดเผยว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นในยุโรป จึงทำให้บริษัทเยอรมันเสียเปรียบด้านการแข่งขันอย่างมากโดยปัจจุบันการลงทุนจำนวนมากในเยอรมนีเป็นเพียงการลงทุนเพื่อรักษาและทดแทนโรงงานเดิม แต่ไม่ได้ขยายกำลังการผลิตแต่อย่างใด ส่งผลให้การขยายตัวในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงในปัจจุบันหยุดชะงัก ซึ่งในรายงานฉบับนี้ถูกส่งออกมาในช่วงเวลาที่ประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงาน (Energiewende หมายถึง นโยบายการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในเยอรมนี ที่อธิบายถึงความพยายามที่จะเปลี่ยนระบบการใช้พลังงานฟอสซิล-นิวเคลียร์ที่มีอยู่ ให้เป็นระบบพลังงานที่ยั่งยืนผ่านพลังงานหมุนเวียน) กำลังสร้างความแตกแยกในเยอรมนีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้ นาง Katherina Reiche รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ วางแผนที่จะนำเสนอรายงานการติดตามตรวจสอบนโยบายการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในเยอรมนีที่จะเป็นกำหนดอนาคตของ Energiewende ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาของสภาหอการค้าพาณิชย์และอุตสาหกรรมเยอรมนี (DIHK – Der Deutsche Industrie- und Handelskammertag) ได้แสดงให้เห็นว่า การลงทุนของภาคเอกชนทั้งหมดในเยอรมนีจะต้องเพิ่มขึ้น 15 – 41% เพื่อที่จะสามารถบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในเยอรมนีได้ ในทางกลับกันผลการศึกษาของ Greenpeace กลับให้ข้อสรุปที่ตรงกันข้าม สำหรับนาง Sophia van Vügt ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานขององค์กรกล่าวว่า เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศและสร้างความคุ้มค่าของนโยบายพลังงานของเยอรมนี ควรจะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

    รายงาน BCG ฉบับล่าสุดเปรียบเทียบเยอรมนีกับประเทศ/ภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไว้ ดังนี้

    1. Energiewende มีปัญหาเรื่องต้นทุน – ฝ่ายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของเยอรมนีมักจะถกเถียงกันเป็นประจำว่า พลังงานหมุนเวียนทำให้ค่าไฟฟ้าในเยอรมนีถูกลง หรือแพงขึ้นกันแน่ ยกตัวอย่างเช่น ต้นทุนของแผงโซลาร์เซลล์ลดลง 86% นับตั้งแต่ปี 2010 ในช่วงเวลาเดียวกันการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมนอกชายฝั่งก็มีราคาถูกลง 49% ต้นทุนการกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ลดลง 88% เมื่อเทียบกับเมื่อ 15 ปีก่อน แต่ในทางตรงกันข้ามราคาของไฮโดรเจนสีเขียวซึ่งสามารถช่วยผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้แม้ในฤดูหนาว และราคาของระบบการจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS – Carbon Capture and Storage) ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะช่วยดักจับและกักเก็บ CO ที่สร้างขึ้นไม่ให้ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ กลับมีราคาลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือ พลังงานหมุนเวียนต้องการเครือข่ายไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่และทรงพลังกว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้ต้นทุนของโครงสร้างเครือข่ายไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นมาก รายงานระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาส่วนประกอบและชิ้นส่วนของการสร้าง/ดูแลรักษาเครือข่ายไฟฟ้ากำลังสูงเพิ่มขึ้นมากกว่า 65% สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาราคาพลังงานไม่ลดลง แม้ว่าเยอรมนีจะเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากจีนและสหรัฐฯ แต่ราคาไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ในขณะที่ ราคาไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ และเอเชียกลับลดลง

    2. เอเชียอนุมัติโครงการพลังงานเร็วกว่ายุโรป – ความเร็วในกระบวนการอนุมัติโครงการใหม่มีความแตกต่างกันอย่างมากในทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น ในจีน โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนบกและฟาร์มกังหันพลังงานลมจะได้รับใบอนุญาตภายใน 1-2 ปี และในอินเดีย 2 – 4 ปี ในขณะที่ใน EU และสหรัฐฯ ต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี ความแตกต่างนี้สะท้อนอย่างชัดเจนเมื่อดูการอนุมัติระบบโครงสร้างเครือข่ายไฟฟ้าแรงสูงในจีน การอนุมัติโครงการดังกล่าวใช้เวลาเพียง 4 ปี ในอินเดียใช้เวลา 6 ปี แต่ใน EU และสหรัฐฯ กลับต้องใช้เวลานานถึง 13 ปี

    3. การลงทุนกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก – ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลายอย่างที่เกิดขึ้นในเยอรมนีนั้น ก็สามารถพบได้ในประเทศอื่น ๆ เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เยอรมนีไม่ใช่ประเทศเดียวที่วางแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซหลายแห่ง แต่ในจีน สหรัฐอเมริกา อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย และญี่ปุ่น ต่างก็วางแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซใหม่ให้มากขึ้นเช่นกัน แม้แต่การขยายเครือข่ายไฟฟ้าก็กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก ในเยอรมนีค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าคิดเป็นประมาณ 23% ของค่าไฟฟ้าของลูกค้าแบบครัวเรือนปกติ ในปี 2023 ในฝรั่งเศสตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 28% และในสหรัฐฯ 49% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของภาษีในราคาไฟฟ้าในเยอรมนีนั้นสูงเป็นพิเศษโดยอยู่ที่ประมาณ 25% โดยรายงานของ BCG ยังแสดงให้เห็นว่า การลงทุนในภาคพลังงานมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก แม้ว่าบริษัทพลังงานจะลงทุนรวมประมาณเจ็ดล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลกระหว่างปี 2017 – 2023 แต่คาดว่า ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณสิบล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ระหว่างปี 2024 – 2030

    จาก Handelsblatt 3 ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/kbvzw9azhv6ctq1i8cupac9l&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e59em6kWUb39x3eare6Nv

  • “บิ๊ก”น้องชาย”เม”โพสต์เดือดรัวๆ หลังพี่สาวออกโหนฯ ฟาดลงพื้นที่ฉ่ำ-คนมีการศึกษาเขาทำกั | TOPNEWS

    “บิ๊ก”น้องชาย”เม”โพสต์เดือดรัวๆ หลังพี่สาวออกโหนฯ ฟาดลงพื้นที่ฉ่ำ-คนมีการศึกษาเขาทำกั | TOPNEWS

    “บิ๊ก”น้องชาย”เม”โพสต์เดือดรัวๆ หลังพี่สาวออกโหนฯ ฟาดลงพื้นที่ฉ่ำ-คนมีการศึกษาเขาทำกั

    • เผยแพร่ : 03/10/2025 00:28

    “บิ๊ก”น้องชาย”เม”โพสต์เดือดรัวๆ หลังพี่สาวออกโหนฯ ฟาดลงพื้นที่ฉ่ำ-คนมีการศึกษาเขาทำกันแบบนี้เหรอ | TOP DARA

    #กรรชัย
    #เมพรีมายา
    #แซ็ค
    #หมอกลาง
    #พี่หนุ่ม
    #น้องชาย
    #บิ๊ก
    #ทองแท้หรือกรวด
    #พรีมายา
    #io
    #InformationOperation
    #หมอต่อ
    #ยาย่า
    #แจ้งตำรวจบุกรุก
    #หนุ่ม กรรชัย
    #พริมยาคลินิก
    #อยากได้ให้ไปฟ้องเอา
    #ศัลยกรรม
    #Primaya
    #DermatigeAesthetics
    #เดอร์มาทีจเอสเธติกส์
    #แถลงเดือด
    #โหนกระแส
    #ฮุบธุรกิจ
    #คนดัง
    #วงการบันเทิง
    #บันเทิง
    #ดราม่า
    #topdara

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1340792&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oQvJoL74GBJ28h1-PCgtP

  • แอสคอทท์จัดงานวิ่งการกุศล มอบรายได้ 280,000 บ.หนุนการศึกษาให้มูลนิธิมือต่อมือ : อินโฟเควสท์

    แอสคอทท์จัดงานวิ่งการกุศล มอบรายได้ 280,000 บ.หนุนการศึกษาให้มูลนิธิมือต่อมือ : อินโฟเควสท์

    ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด ประเทศไทย (แอสคอทท์) ภายใต้เครือ CapitaLand Investment ตอกย้ำพันธกิจ #AscottCARES ด้านการพัฒนาชุมชนและความยั่งยืน โดยจัดงาน Ascott Star Rewards Charity Run 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง กิจกรรมวิ่งการกุศลนี้ตั้งชื่อตามโปรแกรมสมาชิก Ascott Star Rewards ที่มอบสิทธิประโยชน์แก่แขกผู้เข้าพักทั่วโลก โดยมีนักวิ่งกว่า 1,000 คนทั้งแขกของโรงแรม พนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งจัดขึ้นที่สวนหลวง ร.9 กรุงเทพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา

    แอสคอทท์สามารถระดมทุนเพื่อการกุศลได้รวมทั้งสิ้น 280,000 บาท เพื่อนำไปมอบให้แก่มูลนิธิมือต่อมือ องค์กรไม่แสวงหากำไรในเมืองพัทยาที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส โดยแบ่งเป็นรายได้จากกิจกรรมจำนวน 100,000 บาท และเงินสมทบเพิ่มเติมอีก 180,000 บาท จากกองทุน CapitaLand Hope Foundation (CHF) องค์กรการกุศลของกลุ่ม CapitaLand การสนับสนุนครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนเจตนารมณ์ของแอสคอทท์ในการสร้างคุณค่ากลับคืนสู่สังคม แต่ยังช่วยขยายโอกาสให้เด็ก ๆ ได้รับทุนการศึกษาและการสนับสนุนด้านการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน

    คุณคณิต แสงมุกดา ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทยและลาว แอสคอทท์ กล่าวว่า “เราภาคภูมิใจที่ได้เห็นกิจกรรม Ascott Star Rewards Charity Run เติบโตอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่สอง และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในฐานะบริษัทด้านการบริการ เราเชื่อมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายและประสบการณ์ที่เปี่ยมไปด้วยความใส่ใจ ไม่เพียงสำหรับแขกผู้มาเยือนเท่านั้น แต่รวมถึงชุมชนที่ให้การต้อนรับพวกเขาด้วย กิจกรรมนี้สะท้อนคุณค่าของ Ascott CARES ที่มุ่งสร้างความเชื่อมโยงและประสบการณ์ที่มีความหมาย ไม่เพียงสำหรับแขกผู้เข้าพัก แต่ยังรวมถึงชุมชนที่โอบรับเราไว้ กิจกรรมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการบริการสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างนักเดินทางและชุมชน เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้จริง เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิมือต่อมือในการมอบโอกาสและอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้นแก่เด็ก ๆ พร้อมทั้งขอขอบคุณแขกและสมาชิก Ascott Star Rewards ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จของกิจกรรมครั้งนี้”

    การสนับสนุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ #GivingAsOne ซึ่งเป็นแคมเปญระดับโลกของ CapitaLand เพื่อผนึกพลังจากพนักงาน ลูกค้า และสาธารณชน ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกผ่านกิจกรรมอาสาสมัครและการสนับสนุนที่มีคุณค่าในด้านการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ โดยเงินบริจาครวมทั้งสิ้น 280,000 บาท จะนำไปใช้สนับสนุนโครงการของมูลนิธิมือต่อมือ ครอบคลุมทั้งการศึกษา โภชนาการ และการดูแลด้านสวัสดิการ เพื่อเปิดโอกาสและสร้างอนาคตที่สดใสให้แก่เด็กด้อยโอกาสอย่างยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534088&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tCZcn2KKy6NAdfmDtbq3q

  • ประธานรัฐสภาในการร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบของเลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ณ เมืองกุม

    ประธานรัฐสภาในการร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบของเลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ณ เมืองกุม

    ประธานรัฐสภาในการร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบของเลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ณ เมืองกุม
    🔹 ระบอบไซออนิสต์ ได้ดำเนินแนวทางแห่งสงครามและการยึดครองมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 จนถึงปัจจุบัน
    🔹 ระบอบนี้ยังคงยึดมั่นในนโยบายของสงครามและสันติภาพที่บีบบังคับ แม้จะอยู่ในระหว่างการเจรจาสันติภาพก็ตาม และในหลายทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงในการเจรจาแคมป์เดวิด ออสโล และออสโล 2 ก็ยังคงดำเนินเป้าหมายแห่งการยึดครองและอาชญากรรมต่อไป
    🔹 แม้หลังจากการเสียชีวิตของ ยัสเซอร์ อาราฟัต ระบอบนี้ก็ยังมีการขุดหลุมศพของเขาและทำการทดสอบทางการแพทย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้มีการติดตามการลอบสังหารเขา
    🔹 ประวัติศาสตร์และการกระทำของระบอบนี้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่การเจรจาอย่างเป็นทางการก็ไม่สามารถหยุดยั้งการก่อการร้ายและอาชญากรรมของพวกเขาได้

  • นักศึกษาโลจิสติกส์ SPU เรียนรู้ผู้ประกอบการยุคใหม่ จากศิษย์เก่าสู่แรงบันดาลใจธุรกิจจริง – วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

    นักศึกษาโลจิสติกส์ SPU เรียนรู้ผู้ประกอบการยุคใหม่ จากศิษย์เก่าสู่แรงบันดาลใจธุรกิจจริง – วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

    นักศึกษาโลจิสติกส์ SPU เรียนรู้ผู้ประกอบการยุคใหม่ จากศิษย์เก่าสู่แรงบันดาลใจธุรกิจจริง

    วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม พานักศึกษาออกไปสัมผัสโลกธุรกิจจริง ผ่านการศึกษาดูงาน ณ บริษัท มีเดียไลฟ์ ครีเอชั่น โดยมีศิษย์เก่า SPU เจ้าของกิจการให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากเส้นทางการสร้างธุรกิจ

    กิจกรรมครั้งนี้เชื่อมโยงการเรียนการสอนในห้องเรียนสู่โลกการทำงานจริง

    • โลจิสติกส์ & การตลาด — เรียนรู้การบริหารจัดการซัพพลายเชนควบคู่กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล
    • ธุรกิจ Live สด — เปิดมุมมองการสร้างแบรนด์และการขายออนไลน์ที่กำลังมาแรง
    • นำเข้า–ส่งออก — เข้าใจการค้าโลกและโอกาสใหม่ ๆ บนเวทีสากล
    • แนวคิดผู้ประกอบการ — สร้างแรงบันดาลใจ “เรียนไป สร้างรายได้ไป” ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

    กิจกรรมนี้สะท้อนบทบาทของ SDG 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ (4.3.2 กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้สาธารณะ, 4.3.3 การอบรมระยะสั้น/อาชีวศึกษา, 4.4.1 การเข้าถึงของนักศึกษารุ่นแรก) ที่เน้นการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ อีกทั้งยังสนับสนุน SDG 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (8.4.1 นักศึกษาเข้าฝึกงาน, 8.5.1 การจ้างงานที่มั่นคง) เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงาน ตลอดจนส่งเสริม SDG 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน (9.3.1 ธุรกิจสปินออฟ, 9.4.1 รายได้วิจัยจากภาคอุตสาหกรรม) เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับระบบนิเวศผู้ประกอบการ

    การต้อนรับและการถ่ายทอดประสบการณ์จากศิษย์เก่า SPU ยังเป็นตัวอย่างของ SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (17.2.1 ความร่วมมือกับภาคธุรกิจ, 17.4.3 การเผยแพร่การเรียนรู้ SDGs สู่ชุมชน) ที่แสดงถึงพลังความร่วมมือระหว่างศิษย์เก่า ภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษา

    นี่ไม่ใช่แค่การศึกษาดูงาน แต่คือโอกาสสร้างแรงบันดาลใจและเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการที่พร้อมแข่งขันในระดับโลกอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/logistics/2025/10/02/spu-new-generation-entrepreneurs/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fipP9NVqUgfEh9nok-sxh