Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ปักธง ‘คนละครึ่ง พลัส’ ดีลใหญ่ฟื้นเศรษฐกิจ รัฐเดิมพันปลุกกำลัง เดินเกมเข็นจีดีพีQ4/68โตพ้นหล่ม

    ปักธง ‘คนละครึ่ง พลัส’ ดีลใหญ่ฟื้นเศรษฐกิจ รัฐเดิมพันปลุกกำลัง เดินเกมเข็นจีดีพีQ4/68โตพ้นหล่ม

    ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบางจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยได้เร่งดำเนินนโยบายเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน และกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยหนึ่งในนโยบายเด่นที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา คือ โครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งเดิมที่เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้กลับมามีรายได้อย่างต่อเนื่อง

    โครงการคนละครึ่ง พลัส ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น ในลักษณะ ‘มาตรการร่วมจ่าย (Co-Pay)’ โดยรัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายของประชาชนในอัตรา 50% ต่อรายการ ภายใต้เงื่อนไขและวงเงินที่กำหนด ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวแล้ว ยังช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เกิดการกระจายรายได้ในระดับรากหญ้า และกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    นับตั้งแต่เปิดตัว โครงการคนละครึ่ง พลัส ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยและร้านอาหารที่มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ต่างรู้สึกว่าโครงการนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง ทั้งยังมองว่า รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจในระดับฐานราก ไม่ใช่เพียงการออกนโยบายเชิงมหภาคเพียงอย่างเดียว

    ดังนั้น การดำเนิน โครงการคนละครึ่ง พลัส จึงไม่เพียงเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังถือเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ว่า รัฐบาลมีความตั้งใจและพร้อมจะเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

    กางนโยบายทำงาน4เดือน

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กางนโยบายในการทำงานช่วง 4 เดือนของรัฐบาลอย่างชัดเจน โดยปักหมุดเร่งดำเนินการในด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าโดยสารและค่าผ่านทาง รวมถึงการแก้หนี้ภาคประชาชน รายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพิ่มสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนผ่านสลากเพื่อการออม รวมถึงจะฟื้นความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว และเร่งแก้ปัญหาผลกระทบสงครามการค้า

    2. ด้านความมั่นคง โดยเร่งแก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ด้วยแนวทางสันติวิธี รักษาอธิปไตยและเขตแดน รวมถึงทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจต่อการยกเลิก MOU ระหว่างไทย-กัมพูชา และเร่งแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ 3.ด้านสังคมรัฐบาล จะไม่สนับสนุน Entertainment Complex ที่มีธุรกิจพนัน โดยจะแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพนัน และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบ

    4. ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัย และพัฒนาเครือข่ายเตือนภัยพิบัติในพื้นที่ความเสี่ยงสูง ส่งเสริมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต และ 5. ด้านการปฏิรูปกฎหมายการบริหารภาครัฐ โดยร่างกฎหมายเพื่อยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย เร่งปฏิรูป และยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค สร้างภาระไม่จำเป็นให้กับประชาชน

    สำหรับ โครงการคนละครึ่ง พลัส นั้น เตรียมจะถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 ต.ค. 2568 ภายใต้วงเงินดำเนินการรวม 6.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น การดำเนินการผ่านการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.4 ล้านราย วงเงิน 2.2 หมื่นล้านบาท และอีกส่วนสำหรับประชาชนทั่วไป 20 ล้านคน ซึ่งมีวงเงินในการดำเนินการอีก 4.4 หมื่นล้านบาท โดยในส่วนนี้จะใช้เม็ดเงินจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาท และงบกลางอีก 1.9 หมื่นล้านบาท

    เศรษฐกิจไทยกำลังติดหล่ม

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุถึงเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างเร่งด่วนในช่วง 4 เดือนนี้ ว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้เปรียบเสมือน ‘รถติดหล่ม’ เครื่องยนต์แรก คือ ‘การส่งออก’ กำลังแผ่วและจะค่อย ๆ ดับ ขณะที่ตัวชี้วัดการบริโภคภาคเอกชนได้ส่งสัญญาณติดลบครั้งแรกในเดือน ก.ค. 2568 ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังชะลอ อีกทั้งปัจจุบันอัตราส่วนการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังไม่ถึง 60% ดังนั้นขณะนี้เศรษฐกิจไทยจึงเหลือเครื่องยนเพียงตัวเดียว นั่นคือ การใช้จ่ายรัฐบาล

    ทั้งนี้ ตัวเลขล่าสุดที่หน่วยงานเศรษฐกิจคาดการณ์ พบว่า ตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 3/2568 ขยายตัวเพียง 1.7% ขณะที่ไตรมาส 4/2568 มีการประเมินว่า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจจะเหลืออยู่เพียง 0.3% เท่านั้น นั่นเป็นคำถามว่า รัฐบาลจะทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ ที่ยังมีข้อห่วงใยถึงเรื่องวินัยทางการคลังอีกด้วย

    รัฐบาลต้องเร่งเดินหน้าเพื่อผลักดันให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม ไม่ตกเหว โดยยืนยันว่าทุกฝ่ายเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในเรื่องนี้ และจะร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันดำเนินการอย่างเต็มที่ ภายใต้การรักษาเสถียรภาพทางการคลังอย่างเข้มข้น โดยยืนยันว่าหลังจากนี้รัฐบาลจะมีแผนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศออกมาอย่างต่อเนื่องทุกอาทิตย์ ทุกเดือน และภายในเดือน ธ.ค. 2568 แผนทั้งหมดจะต้องออกมา ขณะที่ภายในเดือน ม.ค. 2569 จะต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตจากแผนที่ได้วางเอาไว้

    ทั้งนี้ นอกจาก โครงการคนละครึ่ง พลัส แล้ว กระทรวงการคลังยังเตรียมที่จะเสนอ ครม. ในวันที่ 14 ต.ค. นี้ เพื่อพิจารณาเห็นชองโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยเฉพาะเมืองรอง โดยจะให้สามารถนำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเมืองรองมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา อีกทั้งจะเร่งกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ เร่งเบิกจ่ายงบประมาณผ่านการประชุม สัมมนา เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง เนื่องจากพบว่าส่วนราชการมีงบในส่วนนี้ราว 3-4 พันล้านบาท ขณะที่รัฐวิสาหกิจอีก 3-4 พันล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าหากสามารถผลักดันในส่วนนี้ได้ก็จะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้

    เอกนิติ ประเมินว่า จากการเร่งผลักดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการกระตุ้นการบริโภค โดยเฉพาะ โครงการคนละครึ่ง พลัส และการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4/2568 ขยายตัวเป็นบวกเพิ่มอีก 0.2-0.4% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.3% ขณะเดียวกันยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษณฐกิจอื่น ๆ ทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง การเร่งรัดเบิกจ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และท้องถิ่น เชื่อว่าจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ใกล้เคียงอีก 0.7% ดังนั้น จึงมั่นใจว่าเมื่อรวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 จะเติบโตได้เกิน 1% แน่นอน

    เปิดไทม์ไลน์ ‘คนละครึ่ง พลัส’

    สำหรับกำหนดระยะเวลาการลงทะเบียนและเริ่มใช้สิทธิ์ใน โครงการคนละครึ่ง พลัส เริ่มจาก วันที่ 15 ต.ค. 2568 เปิดลงทะเบียนร้านค้าที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะมีการเพิ่มกลุ่มร้านค้านิติบุคคลที่เป็น Micro เอสเอ็มอี ที่อยู่ในระบบของกรมสรรพากร กว่า 5 พันร้านค้า โดยสามารถลงทะเบียนได้จนกว่าจะสิ้นสุดโครงการ

    และวันที่ 20-26 ต.ค. 2568 จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปราว 20 ล้านคน โดยแบ่งเป็น ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี 9 ล้านคน และผู้ที่อยู่ในระบบภาษี 11 ล้านคน ลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ โดยในส่วนนี้จะมีระบบในการตรวจสอบผู้ที่อยู่และไม่ได้อยู่ในระบบภาษี และในวันที่ 29 ต.ค. 2568 เป็นวันแรกที่จะเริ่มใช้จ่ายเงินตามสิทธิ์ โดยมีระยะเวลา 2 เดือน จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค. 2568

    สำหรับสิทธิ์ใน โครงการคนละครึ่ง พลัส ในส่วนของผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะได้วงเงิน 2,400 บาท โดยรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% (60:40) กำหนดให้ใช้จ่ายได้วันละไม่เกิน 200 บาท ส่วนผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี จะได้วงเงิน 2,000 บาท โดยรัฐช่วยจ่าย 50% และประชาชนจ่าย 50% (50:50) กำหนดให้ใช้จ่ายได้วันละไม่เกิน 200 บาท

    หนุน ‘คนละครึ่ง พลัส’ เต็มสูบ

    ต้องยอมรับว่าโครงการนี้เรียกความเชื่อมั่นจากทั้งภาคประชาชน และเอกชนได้เป็นอย่างดี โดย ณัฐ วงศ์พาณิชย์ ประธานสมาคมค้าปลีกไทย ระบุว่า เชื่อมั่นว่ารัฐบาลและทีมงานมีศักยภาพ มีความพร้อมกำหนดแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง และเห็นว่ามาตรการที่จะเกิดผลจริงต้องครอบคลุม ตรงเป้า และเห็นผลชัดเจน ไม่เพียงช่วยผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุนเอสเอ็มอี เกษตรกร แรงงานและธุรกิจทุกระดับ เพื่อสร้างงาน เพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบ

    สำหรับ โครงการคนละครึ่ง พลัส นั้น เชื่อว่าจะเป็น ‘ยาแรง’ ที่ช่วยอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง และเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างยาวนาน โดยสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน และกระจายรายได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งยังสนับสนุนให้เดินหน้า โครงการ Easy e-Receipt เฟส2 ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไฮซีซั่น สำหรับการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ โดยจำกัดวงเงินสูงสุดที่ 100,000 บาทต่อคน และมีระยะเวลาโครงการ 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.) และปรับเงื่อนไขให้เข้าร่วมสะดวกขึ้น ครอบคลุมหมวดสินค้าทั่วไป สินค้า OTOP และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวนี้จะช่วยสร้างเม็ดเงินให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้ร้านค้า และส่งเสริมให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษีและระบบดิจิทัล ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทยในภาพรวมด้วย

    ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้มุมมองเกี่ยวกับ โครงการคนละครึ่ง พลัส ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส และการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีเม็ดเงินรวมกันกว่า 6.6 หมื่นล้านบาทนั้น ในแง่เม็ดเงินคาดว่าจะมีผลประมาณ 0.4% ของจีดีพี แต่อาจจะมีผลต่อเศรษฐกิจไม่มากนัก หรือมีผลไม่เกิน 0.2% ของจีดีพี

    ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธปท. ระบุว่า ทั้ง 2 มาตรการไม่ได้เป็นมาตรการกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน แต่เป็นการกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งอาจจะมีเรื่องของสินค้าต่างประเทศรวมด้วย อย่างไรก็ดี หากสามารถกระตุ้นผู้ที่มีรายได้ระดับสูง อาจจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากขึ้น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

    ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์ ภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล เมื่อวันที่ 29-30 ก.ย. 2568 โดยมาตรการระยะสั้น Quick Win จะช่วยประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยคาดว่าจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นและประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4/2568 สำหรับ โครงการคนละครึ่ง พลัส ที่จะเริ่มในช่วงเดือน พ.ย.- ธ.ค. 2568 ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ได้บ้าง

    โดยในเบื้องต้นหากวงเงินอยู่ที่ราว 6 หมื่นล้านบาท (รวมการให้เงินประชาชนทั่วไปในโครงการคนละครึ่ง 20 ล้านคน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน) คาดว่าจะมีเม็ดเงินใช้จ่ายเพิ่มเติม คิดเป็นราว 0.15% ของจีดีพี ท่ามกลาง Marginal Propensity to Consume (MPC) ที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ จากกำลังซื้อที่อ่อนแรง อย่างไรก็ดี ยังคงต้องรอความชัดเจนเรื่องงบประมาณ เงื่อนไขการใช้จ่าย และสิทธิประโยชน์ที่กำหนด ขณะที่แรงหนุนเพิ่มเติมต่อจีดีพีในปีนี้อาจมีไม่มากนัก เนื่องจากวงเงินดังกล่าวถูกจัดสรรไว้ในงบประมาณเดิมอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ดี ในระยะถัดไป ด้วยข้อจำกัดของ พื้นที่การคลัง (Fiscal Space) รวมถึงข้อกังวลสถานะการคลังจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) การดำเนินนโยบายทางการคลังต้องเน้นประสิทธิภาพทั้งฝั่งรายได้และรายจ่าย อีกทั้ง ต้องเข้มงวดกับกรอบวินัยทางการคลังมากขึ้น โดยต้องมีแผนเพิ่มศักยภาพทางการคลัง (Fiscal Consolidation Plan) ที่ชัดเจนในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มฐานการจัดเก็บรายได้ภาษี และการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลยังมีความท้าทายจากกรอบเวลาบริหารราชการในระยะสั้น ๆ ที่ต้องให้ยุบสภาภายใน 4 เดือนนับจากวันที่ 1 ต.ค. 2568 อีกทั้ง การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจส่งผลต่อการผลักดันนโยบายหลัก และการเบิกจ่ายงบประมาณตลอดช่วงการดำรงตำแหน่งรัฐบาลและช่วงรัฐบาลรักษาการซึ่งคาดว่าจะมีระยะเวลาทั้งสิ้นราว 8 เดือน

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้กรอบเวลาสั้นๆ รัฐบาลมีอีกเครื่องมือในการประคองเศรษฐกิจโดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉพาะงบลงทุน โดยการเบิกจ่ายในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 (มิ.ย. – ก.ย.) ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเกิดจากช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ส่งผลให้ ณ วันที่ 26 ก.ย. 2568 การเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ 60% ต่ำกว่าปีงบประมาณ 2567 ซึ่งอยู่ที่ 65% ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 มีแนวโน้มจะต่ำกว่าปีก่อนจากปัจจัยฐานสูงจากความต่อเนื่องของการเร่งรัดการเบิกจ่ายหลังงบประมาณปี 2567 อนุมัติล่าช้า

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/873119/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xfTpyiuQeu9Bf2JZCrlOa

  • พาณิชย์เดินเครื่องลดค่ายากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท/ปี ด้วย 7 นโยบาย Quick Big Win

    พาณิชย์เดินเครื่องลดค่ายากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท/ปี ด้วย 7 นโยบาย Quick Big Win

    ศุภจี” คลายปมเศรษฐกิจด้วย 7 นโยบายพาณิชย์ เดินเครื่อง “Quick Big Win” ลดภาระประชาชน–หนุนส่งออก–อุดช่องโหว่การค้า ดึงเอกชนสุขภาพร่วมลดค่ายากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท/ปี

    กรุงเทพฯ, 2 ตุลาคม 2568 — ใเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการจากส่วนกลาง พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์จากกว่า 50 แห่งทั่วโลก “เสียงสัญญาณ” ของการเปลี่ยนเกียร์เศรษฐกิจดังชัด เมื่อ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประกาศ 7 นโยบายสำคัญ ที่จะเดินหน้าแบบ “Quick Big Win”—ทำสั้น ให้ได้ผล และกระจายประโยชน์เร็ว—โดยไม่ละทิ้งเป้าหมายการวาง “รากฐานยั่งยืน” สำหรับเศรษฐกิจไทยระยะยาว

    สารตั้งต้นของนโยบายชุดนี้มีสองชั้นความหมายที่ขนานกันเดิน ชั้นแรกคือ การคลี่คลายปมเร่งด่วน—ภาษี การค้าชายแดน ค่าครองชีพ เกษตร—เพื่อบรรเทาความเปราะบางของครัวเรือนและผู้ประกอบการ หลังเผชิญความผันผวนต่อเนื่องหลายปี ชั้นที่สองคือ การวางรางวิ่งใหม่ ผ่าน FTA ดิจิทัลเทรด และการใช้ AI กับกฎระเบียบ เพื่อให้เศรษฐกิจไทย ก้าวจากการตามให้ทัน ไปสู่การนำบางสมรภูมิ

    1) ภาษีสหรัฐฯ–ข้อตกลงภาษีต่างตอบแทน (ART) และ “ดิจิทัล C/O” ปิดช่องทุจริต–เร่ง AD ด้วย AI

    กระทรวงพาณิชย์วางหมุดวันที่ ธันวาคม 2568 สำหรับการสรุป Agreement of Reciprocal Tax (ART) กับสหรัฐฯ เดินคู่กับการยกระดับ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และ หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (C/O) สู่ ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ซึ่งผลลัพธ์เริ่มชัด—จาก “หลักร้อยกรณี/ปี” ของเอกสารปลอม เหลือ 5 กรณีในปี 2567 และ ไม่พบในปี 2568

    อีกด้านหนึ่ง กระบวนการ ตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping AD) ที่เคยกินเวลายาว 12–18 เดือน จะถูก บีบเหลือ 9 เดือน ด้วยการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล และพิสูจน์หลักฐาน เพื่อ คุ้มครองผู้ประกอบการไทยเร็วขึ้น ลดความเสียหายจากการแข่งขันไม่เป็นธรรมในตลาดโลก

    สัญญาณต่อผู้ส่งออก ชัดเจนว่าไทยกำลัง “ปัดฝุ่นเครื่องมือ” ให้เข้ายุค—โปร่งใส คล่องตัว และเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานได้จริง ซึ่งจะสะท้อนเป็นความเชื่อมั่นจากคู่ค้า และลดความเสี่ยงจากปัญหาสินค้าสวมสิทธิที่บั่นทอนเครดิตประเทศ

    2) การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ช่วยคน–ช่วยร้านเล็ก–เร่งหาตลาดทดแทน

    ภายใต้สถานการณ์ชายแดนที่ผู้ค้าหลายพื้นที่ รายได้สะดุด กระทรวงพาณิชย์จัดชุดมาตรการตรงจุด—ตั้งแต่ มหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ, สนับสนุนค่าขนส่งฟรี 100 บาท/ชิ้น ร่วมกับ ไปรษณีย์ไทย เพื่อพยุง ผู้ประกอบการรายย่อย, จัดช่องทางตลาดใหม่ทดแทน พร้อมสั่งการ พาณิชย์จังหวัด ใน 7 จังหวัดชายแดน ให้ อยู่หน้างาน ประสานงานใกล้ชิดประชาชนและผู้ค้า

    มาตรการชุดนี้มี จุดเน้นเชิงคุณภาพ คือรักษา “ชีพจรกิจกรรมเศรษฐกิจ” ไม่ให้สะดุด—เมื่อชายแดนฝั่งหนึ่งชะลอ ก็ เลี้ยวหาตลาดใหม่ ให้ร้านเล็กอยู่รอดได้ระหว่างรอการฟื้นตัว

    3) FTA และบุกตลาดใหม่ จับชีพจรโลก–ต่อท่อโอกาส

    บนเข็มนาฬิกาการค้าโลก ไทยพุ่งเป้าหลายแนวรบพร้อมกัน

    • FTA ไทย–เอฟตา (EFTA) ตั้งใจให้ มีผลบังคับใช้ในครึ่งแรกปี 2569
    • FTA ไทย–อียู พยายาม ได้ข้อสรุปสำคัญภายในไตรมาส 1/2569
    • FTA ไทย–เกาหลีใต้ ตั้งใจ ปิดดีลภายในปี 2568

    ควบคู่กันคือการใช้เครือข่าย ทูตพาณิชย์กว่า 50 แห่ง “บุกตลาดใหม่” ที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ ตะวันออกกลาง (ซาอุดีอาระเบีย–ยูเออี), แอฟริกาใต้, เอเชียใต้ (อินเดีย) และ อาเซียน (เวียดนาม) โดยใช้รูปแบบ จับคู่ผู้ซื้อ–ผู้ขาย (B2B Matching) และกิจกรรมเจรจา เชิงรุก–เฉพาะสินค้า เพื่อดึงดีมานด์ที่สอดคล้องกับ โครงสร้างการผลิตไทย มากกว่าเกมปริมาณ

    ตัวเลขคาดการณ์ กระทรวงพาณิชย์ตั้งความหวังต่อภาพรวมการส่งออก ปีนี้โต 6–7% สูงกว่าเป้าเดิม—ตัวเลขที่สะท้อนความเชื่อว่าการเปิดตลาดใหม่และเครื่องมือ FTA จะกลบแรงต้านจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เต็มแรง

    4) ดูแลค่าครองชีพ ธงฟ้า 1,300 ครั้ง/ปี + จับมือโรงพยาบาลเอกชน เปิดราคายาเปิดทางเลือกซื้อยานอก รพ.

    ด้าน ค่าครองชีพ—หัวใจของเศรษฐกิจครัวเรือน—กระทรวงพาณิชย์ประกาศเดินหน้า มหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้ง/ปี เป้าหมาย ลดภาระประชาชนกว่า 5,000 ล้านบาท/ปี พร้อม “ดีลใหญ่” ในภาคสุขภาพ MOU กับ โรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่ง ให้ เปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน และ เปิดทางเลือกให้ซื้อยาภายนอกโรงพยาบาล ซึ่ง คาดลดรายจ่ายประชาชนได้ราว 32,400 ล้านบาท/ปี ทั้งยังช่วย ลดความแออัดโรงพยาบาลรัฐ และเสริมให้โรงพยาบาลเอกชนมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นด้วยความเชื่อมั่นใน ความโปร่งใสของราคา

    เสียงสะท้อนจากเอกชนสุขภาพ นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ระบุสมาคมฯ ยินดีร่วมมือ ชี้หลายโรงพยาบาลประกาศราคาและส่งข้อมูลดิจิทัลให้กระทรวงอยู่แล้ว และพร้อมยกระดับให้ “เห็นชัด ประกอบการตัดสินใจได้จริง” โดยในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 จะมีการประชุมหารือรายละเอียดร่วมกับกระทรวงพาณิชย์

    ภาพใหญ่ของมาตรการนี้สอดคล้องกับบริบทตลาด ttb analytics ที่ประเมินว่า รายได้รวมภาคโรงพยาบาลเอกชนปี 2567 แตะ 3.22 แสนล้านบาท โตต่อเนื่องจากโครงสร้างประชากรและความต้องการบริการสุขภาพ—จังหวะนโยบายจึงมุ่ง เพิ่มทางเลือกและความโปร่งใส เพื่อลดภาระประชาชน โดยไม่บั่นทอนมาตรฐานการให้บริการของเอกชน

    5) รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โฟกัส “ข้าว” และการเชื่อมส่งออก

    สำหรับภาคเกษตร—กระดูกสันหลังของเศรษฐกิจฐานราก—กระทรวงวาง แพ็กเกจเสถียรภาพราคา โดยเฉพาะ ข้าว ที่คาดผลผลิตปีนี้ 21.8 ล้านตัน และมี สต๊อก 3.5 ล้านตัน มาตรการประกอบด้วย สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อชะลอการขาย, บทบาทสหกรณ์รับสต๊อก, ช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ครอบคลุมกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน ขณะเดียวกัน เครื่องยนต์ส่งออก จะเร่งการขายทั้ง จีทูจีกับจีน (ขึ้นจาก 280,000 ตัน 500,000 ตัน) และการทำ MOU กับญี่ปุ่น–สิงคโปร์ เพื่อรักษาโควตา

    เหนือมาตรการเชิงปริมาณ กระทรวงยังผลักดัน การปรับตัวสู่พืชคุณภาพสูง—เช่นสินค้าที่มี GI หรือพืชที่ตลาดเฉพาะต้องการ—เพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันราคาต่ำและความผันผวนสภาพอากาศ ซึ่งจะยกระดับ รายได้ต่อไร่ มากกว่าการยึดติดแต่ปริมาณผลผลิต

    6) เสริมแกร่ง SMEs เปิดตลาดยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีการค้า

    SMEs ไทยเป็นทั้ง ผู้จ้างงานหลัก และ ต้นทางนวัตกรรมท้องถิ่น นโยบายจึงมุ่งสามแนว

    1. เข้าถึงตลาดใหม่—เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา—ผ่านเครื่องมือทูตพาณิชย์และโครงการเจรจาเฉพาะภูมิภาค
    2. ยกระดับคุณภาพความน่าเชื่อถือ ด้วยตรารับรองอย่าง Thailand Trust Mark และ Thai SELECT เพื่อให้ “แบรนด์ไทย” ข้ามพรมแดนได้ง่าย
    3. เครื่องมือดิจิทัลของรัฐ ผ่านแพลตฟอร์ม “MOC+” เป็น One-Stop ให้ SMEs เข้าถึงข้อมูลสิทธิประโยชน์คำปรึกษาสินเชื่อได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุนเวลาในการทำธุรกรรมกับรัฐ

    7) ปรับกฎระเบียบและใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์อุปสงค์อุปทาน และดัน e-Commerce ท้องถิ่นสู่สากล

    บนสนามกฎระเบียบ กระทรวงตั้งเป้า ไล่เคลียร์อุปสรรค ที่ขัดการทำธุรกิจ และนำ AI มาช่วย เก็บวิเคราะห์ข้อมูลอุปสงค์–อุปทาน เพื่อออกมาตรการเท่าทันสถานการณ์อย่าง แม่นเร็วตรงจุด ควบคู่กับการขยาย ช่องทาง e-Commerce ให้ สินค้าท้องถิ่น เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ—จาก OTOP สู่ “Global Niche Brand” ที่ขายเรื่องราวและมาตรฐานมากกว่าราคาต่อชิ้น

    “Quick Big Win” ที่ไม่ใช่แค่คำ จากตัวชี้วัดสู่ผลลัพธ์ครัวเรือน

    คำว่า Quick Big Win จะเป็นแค่วาทกรรมไม่ได้—กระทรวงจึงชูตัวชี้วัดที่ เห็นผลในชีวิตจริง

    • ยาและเวชภัณฑ์  หาก MOU กับเอกชนเดินเต็มรูปแบบ การเปิดเผยราคาและทางเลือกซื้อยานอก จะ ลดรายจ่ายได้กว่า 3.2–3.4 หมื่นล้านบาท/ปี ตามกรอบที่ประกาศ พร้อมช่วย ลดแออัด รพ.รัฐ
    • ทุจริตเอกสารการค้า  ดิจิทัล C/O ทำให้คดียุบจาก หลักร้อย 5 → 0 ในสองปี—คือการฟื้น เครดิตการค้าไทย ด้วยข้อมูลจริง
    • AD เร็วขึ้น  จาก 12–18 เดือน เหลือ 9 เดือน—คือการลด ความเสียหาย ผู้ประกอบการในโลกการแข่งขันกดดันสูง
    • ธงฟ้า 1,300 ครั้ง ลด ภาระค่าครองชีพ 5,000 ล้านบาท/ปี—ตัวเลขที่สะท้อนการส่งแรงช่วยตรงถึงกระเป๋าประชาชน

    หากย้อนมองจาก “เชียงราย” เมืองชายแดนเกษตรท่องเที่ยว

    สำหรับ เชียงราย และกลุ่มจังหวัด ล้านนาตะวันออก นโยบายชุดนี้มีผลที่จับต้องได้หลายมิติ

    1. การค้าชายแดน การรักษาช่องทางค้าข้ามแดน—ทั้งทดแทนและเพิ่มเติม—สำคัญต่อเศรษฐกิจชายแดนอย่างเชียงของ–แม่สาย การบุกตลาดตะวันออกกลางเอเชียใต้ เชื่อมกับ โลจิสติกส์ระบบราง ที่กำลังเปิดหน้าใหม่ จะต่อท่อโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมากขึ้น
    2. เกษตร เชียงรายเป็น “ฐานข้าว–พืชคุณภาพ–กาแฟ–ชา” มาตรการชะลอขาย–สหกรณ์–ผลักดัน GI/พรีเมียม จะช่วยให้ ราคาหน้าฟาร์มมีเสถียรภาพ และยก มูลค่าเพิ่ม ในสินค้าที่มีเรื่องเล่าและแหล่งกำเนิดชัด
    3. SMEs–ท่องเที่ยว ตรารับรองแพลตฟอร์ม MOC+ และ e-Commerce จะช่วยให้แบรนด์ท้องถิ่นเข้าถึงลูกค้าไกลกว่าตลาดเดิม ขณะที่แพ็กเกจ FTA/ตลาดใหม่ สามารถกลายเป็น “รันเวย์สู่ต่างประเทศ” ของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ในเมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงราย
    4. ค่าครองชีพ–สุขภาพ ทางเลือกซื้อยานอกโรงพยาบาลเอกชน—เมื่อขยายครอบคลุมจังหวัดท่องเที่ยว–ชายแดน—จะช่วย ลดค่าใช้จ่ายฉับพลัน ให้ครัวเรือน โดยไม่ต้องรอคิวในระบบรัฐในกรณีโรคทั่วไป

    เสียงสะท้อนและโจทย์ต่อไป

    แม้สมาคมโรงพยาบาลเอกชนจะ ยินดีร่วมมือ แต่ก็สะท้อนความจริงว่า ต้นทุนโรงพยาบาลเอกชนต่างจากร้านยาภายนอก (เภสัชกร มาตรฐานเก็บรักษา ระบบควบคุมคุณภาพ) จึงต้องออกแบบมาตรการให้ สมดุล—โปร่งใส—แข่งขันเป็นธรรม เพื่อให้คุณภาพการรักษาไม่ถดถอย ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐจำเป็นต้อง สื่อสารข้อมูลราคา ให้ประชาชนเข้าใจบริบทต้นทุน เพื่อการตัดสินใจที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

    ด้าน FTA แม้เป็น รันเวย์ระยะยาว แต่ความสำเร็จขึ้นกับ ศักยภาพแข่งขัน ภายในประเทศ—ตั้งแต่ กฎระเบียบอำนวยความสะดวก, โลจิสติกส์–ดิจิทัล, ไปจนถึง ทักษะแรงงาน ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ถ้าการเปิดตลาดเร็วกว่า ยกระดับขีดความสามารถ ไทยอาจเจอ “การบ้านในบ้าน” ที่หนักหน่วงพอกัน

    เมื่อ Quick Win ต้องวางคู่กับ “ฐานยั่งยืน”

    ท้ายที่สุด ศุภจี สรุปทิศทางว่า “สิ่งที่ขับเคลื่อนวันนี้ ไม่ใช่แค่ Quick Win แต่คือการ วางรากฐาน ที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน”—คำกล่าวที่วางกรอบการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ในบทบาท ตัวเชื่อม” ระหว่างครัวเรือนไทย–ผู้ประกอบการ–ตลาดโลก

    ในห้วงเวลาที่ครัวเรือนเผชิญค่าครองชีพสูง—ตั้งแต่ตะกร้าสินค้าจนถึงค่ายา—นโยบายที่ ลดรายจ่ายทันที ควบคู่กับการ ต่อท่อรายได้ใหม่ จาก FTA และตลาดเกิดใหม่ คือสูตรที่ รักษาลมหายใจระยะสั้น และ บ่มเพาะความแข็งแรงระยะยาว ไปพร้อมกัน

    หาก ตัวเลขคดี C/O ปลอมเหลือศูนย์, AD เร็วขึ้นเป็น 9 เดือน, ธงฟ้าลดค่าใช้จ่ายได้ตามเป้า, และ MOU ด้านยาสุขภาพ ขยายครอบคลุมจนประชาชนรู้สึกได้จริง—“Quick Big Win” จะกลายเป็นมากกว่าวลีในสไลด์ แต่เป็น การเปลี่ยนสมการชีวิตของผู้คน ที่ปลายทางของนโยบาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/commerce-minister-7-policies-quick-win-drug-cost/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ciTRcV468RuJRLh1FGQV2

  • “พิษณุโลก” เร่งระบายน้ำมุดท่อเข้าเขตเศรษฐกิจ- 2 เขื่อนใหญ่ระบายน้ำเพิ่ม

    “พิษณุโลก” เร่งระบายน้ำมุดท่อเข้าเขตเศรษฐกิจ- 2 เขื่อนใหญ่ระบายน้ำเพิ่ม

    ระดับน้ำแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้นเกินจุดวิกฤต เมื่อคืนที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ระดับน้ำเริ่มลดลง แต่น้ำแม่น้ำน่านมุดท่อระบายน้ำ เข้าท่วมบ้านเรือนริมตลิ่ง ถนนในศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก

    วันนี้ (4 ต.ค.2568) ในช่วงเช้า สถานการณ์แม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น ช่วงที่ไหลผ่านตัวเมืองพิษณุโลก จากรายงานของสถานีวัดน้ำ เชิงสะพานเอกาทศรถ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ระดับน้ำเพิ่มสูงสุด เวลาประมาณ 06.00 น. อยู่ที่ 10.42 เมตร ต่อมาเวลา 09.00 น.ระดับน้ำเริ่มลดลงเหลือ 10.39 เมตร ซึ่งสูงกว่าจุดวิกฤต 10.37 เมตร 2 เซนติเมตร

    อย่างไรก็ตาม เวลา 20.00 น.คืนที่ผ่านมา น้ำในแม่น้ำน่าน เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนในบางจุด เช่นที่ชุมชนเลียบแม่น้ำน่าน ถ.พุทธบูชา น้ำจากแม่น้ำน่าน เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนของชาวบ้านหลายหลัง

    เจ้าของบ้านที่ถูกน้ำท่วมบอกว่า ปีนี้น้ำท่วมขึ้นสูงภายในวันเดียว เบื้องต้นได้ขนย้ายเฉพาะทรัพย์สินมีค่าบางส่วน ที่สามารถขนย้ายได้ขึ้นที่สูง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนระดับน้ำท่วมบ้านในปีนี้ หากเทียบกับปี พ.ศ.2554 ยังสูงไม่เท่ากัน แต่ระดับน้ำเริ่มลดระดับลงบ้านแล้ว

    ล่าสุดเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน และประชาชน ช่วยกันนำเอากระสอบทราย มาวางป้องกันน้ำเอ่อล้นตลิ่ง และน้ำมุดท่อ เนื่องจากช่วงเช้าที่ผ่านมา พบว่า มีน้ำมุดท่อเข้าท่วม ถ.บรมไตรโลกนารถ ถ.สังฆบูชา และ ถ.โดยรอบ ที่ว่าการอำเภอเมืองพิษณุโลก และศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก รวมถึงเขตโบราณสถานพระราชวังจันทน์

    ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังเดินเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่กว่า 20 เครื่อง เร่งสูบน้ำออกจากตัวเมืองลงสู่แม่น้ำน่าน จนกว่าจะลดต่ำลง และเข้าสู่สภาวะปกติ เนื่องจากมีการเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จึงต้องเร่งวางแนวกระสอบทราย

    ถนนเลียบแม่น้ำขาด ทะลักเข้าท่วมพื้นที่ อ.สวรรคโลก

    วันนี้ (4 ต.ค.2568) เวลาประมาณ 07.00 น. สถานการณ์น้ำในแม่น้ำยมที่กัดเซาะคันดินริมถนนเลียบแม่น้ำยม ในพื้นที่หมู่ 7 ต.ท่าทอง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ล่าสุดน้ำยังไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนของประชาชนและสวนผลไม้ อย่างต่อเนื่อง จนชาวบ้านต้องอาศัยอยู่บนเตียงภายในบ้าน เนื่องจากกระแสน้ำยังไหลแรงและท่วมภายในบ้าน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่บริเวณดังกล่าว

    นางจำปี เขียวฤทธิ์ อายุ 68 ปี ชาวบ้านหมู่ 7 ต.ท่าทอง เปิดเผยว่า ปีนี้น้ำในแม่น้ำยมได้ไหลแรง จนกัดเซาะคันดินริมถนนเลียบแม่น้ำยม ซึ่งกำลังก่อสร้างผิวถนนใหม่ ทำให้น้ำไหลหลากจากจุดที่ถนนขาดเข้าท่วมบ้านซึ่งอยู่ในสวนละมุด ชาวบ้านต้องอาศัยอยู่แต่ในบ้านไม่สามารถออกไปด้านนอกได้ เนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลเข้าท่วม ไหลแรงมากเกรงว่าจะเกิดอันตรายได้

    อ่านข่าว : กองทัพภาค 2 เชิญคณะ IOT ดูจุดทหารเขมรวางทุ่นระเบิดทหารไทยบาดเจ็บ

    สั่งทุบแล้ว! “อาคาร สน.สามเสน” หวั่นทรุดตัว เสี่ยงถล่ม

    รฟม.เร่งเคลียร์จุดถนนทรุด คาดคืนผิวจราจร ถ.สามเสน ได้ 9 ต.ค.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V3hJiZ1dHZvxtFlUJqtV6

  • กระทรวงอุตฯรุกกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือกว่า 200 ล้านบาท

    กระทรวงอุตฯรุกกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือกว่า 200 ล้านบาท

    นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท โดยเป็นการดำเนินงานผ่านกิจกรรมอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง

    โดยเป็นการดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ สมาคมยานยนต์แห่งประเทศไทยศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ ซึ่งจะมีมหกรรมสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัด ลดค่าครองชีพ และสินค้าอื่น ๆ จากเครือสหพัฒน์และผู้ประกอบการ SME ไทยทั่วประเทศ 

    รวมถึง Mind Motorshow รถที่ใช่ดีลที่ชอบ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 คน และสามารถเพิ่มยอดจองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ภายในงานกว่า 100 คัน ระหว่างวันที่ 2 – 6 ต.ค. 2568

    นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นการรวมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพและยกระดับจาก ดีพร้อม ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการตามนโยบายดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้ผ่านกลยุทธ์ 4 ให้ 1 ปฏิรูป 

    กระทรวงอุตฯรุกกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือกว่า 200 ล้านบาท

    โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ไทยคุณภาพ นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือในการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

    และเป็นสร้างโอกาสทางการค้า ทั้งในรูปแบบของยอดขายภายในงาน ข้อตกลงทางธุรกิจ และการต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งเน้นการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมเป้าหมาย และปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาทักษะคนและชุมชน ให้พร้อมสู่อนาคต และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ให้กับ SME ไทย 

    “เป้าหมายสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ 200 ล้านบาทนั้น จะเป็นการเชื่อมโยงจากการจัดงานดังกล่าวไปยังการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดลำปางและกลุ่มภาคเหนือ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย และ อุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น รวมไปถึงการสนับสนุนการท่องเที่ยว ภาคบริการ ร้านค้า โรงแรม”

    กระทรวงอุตฯรุกกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือกว่า 200 ล้านบาท

    นางสาวณัฏฐิญา กล่างอีกว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสในการทดสอบตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชน อีกทั้งผู้ประกอบการโรงงานยังได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรม เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม 

    “เชื่อมั่นว่าการจัดงานในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับให้ไทย เป็นศูนย์กลางพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nRD5pc8r5z7G4nh1aqlWJ

  • ผลศึกษาชี้ แนวโน้มการเกิด “ไฟป่ารุนแรง” พุ่งสูงทั่วโลก | เดลินิวส์

    ผลศึกษาชี้ แนวโน้มการเกิด “ไฟป่ารุนแรง” พุ่งสูงทั่วโลก | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ว่า ผลการศึกษาระบุว่าภัยพิบัติทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า ส่วนภัยพิบัติที่คร่าชีวิตผู้คนตั้งแต่ 10 รายขึ้นไป เพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อนับตั้งแต่ปี 2523 ซึ่งเพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีมานี้

    ความเสียหายพุ่งสูงสุดในปี 2561 รวมอยู่ที่ 28,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 917,000 ล้านบาท) ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย 44 ปีถึง 5 เท่า และครึ่งหนึ่งของเหตุไฟป่าขั้นรุนแรงสร้างความเสียหายเกิน 43,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.39 ล้านล้านบาท) นับตั้งแต่ปี 2523 เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

    นายคาลัม คันนิงแฮม นักวิจัยจากศูนย์ไฟไหม้ของมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย และผู้เขียนหลักของผลการศึกษา กล่าวว่า นี่ไม่ใช่แค่ไฟป่าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่เป็นไฟป่าที่เกิดขึ้น ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายสุดโต่งมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้มองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นของผลกระทบจากไฟป่าต่อสังคม

    คณะนักวิจัยพบว่า ป่าประเภทเมดิเตอร์เรเนียนในยุโรปตอนใต้ แคลิฟอร์เนีย ออสเตรเลียตอนใต้ และชิลี รวมถึงป่าสนเขตอบอุ่นในฝั่งตะวันตกของแถบอเมริกาเหนือ เผชิญภัยพิบัติไฟป่าในอัตราที่สูงเกินกว่าพื้นที่ดิน

    นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบว่าครึ่งหนึ่งของภัยพิบัติทั้งหมด เกิดขึ้นภายใต้สภาพอากาศเลวร้ายสุดขั้วเท่าที่เคยบันทึกไว้ และสภาพอากาศลักษณะนี้เกิดบ่อยขึ้นมาก โดยสภาพอากาศไฟป่ารุนแรงเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ความแห้งในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า และภัยแล้งรุนแรงเพิ่มขึ้นถึง 3.4 เท่า เมื่อนับตั้งแต่ปี 2523

    ทั้งนี้ การศึกษาฉบับดังกล่าวเรียกร้องให้จัดทำยุทธศาสตร์การปรับตัวอย่างเร่งด่วนและรอบด้าน ซึ่งผสมผสานการจัดการไฟป่าแบบดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองเข้ากับแนวทางสมัยใหม่ เช่น ลดเชื้อเพลิงไฟป่า ยกระดับมาตรฐานสิ่งปลูกสร้าง และวางแผนการอพยพ โดยออสเตรเลียเป็นผู้นำการศึกษาครั้งนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่เสี่ยงไฟป่าอย่างมากแห่งหนึ่งของโลก.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5172307/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zASMINBodEExInXb7yWTo

  • นฤมล สั่งตั้งกรรมการกลางสอบด่วน ปม ปั่นยอดนักเรียน มหาสารคาม

    นฤมล สั่งตั้งกรรมการกลางสอบด่วน ปม ปั่นยอดนักเรียน มหาสารคาม

    วันนี้ (4 ตุลาคม) เวลา 08.30 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศึกษาธิการ) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข้อมูลเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์กล่าวอ้างว่า โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรม ‘ปั่นยอดจำนวนนักเรียน’ โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า-ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์สำหรับการคำนวณอัตรากำลังครู ซึ่งอาจส่งผลให้มีการจัดสรรบุคลากรครูเกินจริงและบั่นทอนคุณภาพการศึกษา

    รมว.ศึกษาธิการระบุว่า ตนได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยได้ แต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกำชับว่า หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด

    สำหรับข้อสังเกตจากสังคมที่ว่า การปั่นยอดนักเรียนอาจเกี่ยวโยงกับกรณีร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วยที่ตกเป็นข่าวก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่หากผลสอบสวนพบว่ามีการทุจริตจริง จะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพราะการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

    “ดิฉันยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่ บ่อนทำลายระบบการศึกษา จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่าการศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น” รมว.ศึกษาธิการกล่าวเน้นย้ำ

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/education-student-number-scandal/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tij0KgOKSW_v8XvAR7Bz4

  • ดูดวงรายวันประจำวันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    • การงาน : สร้างผลงานได้โดดเด่น
    • การเงิน : จะได้โชคแบบทุกขลาภ
    • ความรัก : เดินทางไกลได้พบรัก

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • มอบทุนการศึกษาแก่เด็กยากไร้
    • อัญมณีมงคล : แบลคมูนสโตน
    • สีมงคล : สีดำ
    • เลขนำโชค : 0, 1, 2, 4, 6, 9

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 1 – 7 ตุลาคม 2568 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม) 

    • 09:01 – 12:01 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ 
    • 09:19 – 13:19 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่ 
    • 08:45 – 11:59 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ      
    • 08:19 – 09:29 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่     
    • 05:19 – 09:09 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/314859/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-bx11QSqoY0667cUFiIhb

  • “นฤมล”สั่งตั้ง กก.กลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม ลั่นเอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู 

    “นฤมล”สั่งตั้ง กก.กลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม ลั่นเอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู 

    การศึกษา

    “นฤมล”สั่งตั้ง กก.กลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม ลั่นเอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู 

    วันเสาร์ ที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.44 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 4 ต.ค.2568 เวลา 08.30 น.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลกล่าวอ้างว่า โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรมปั่นยอดจำนวนนักเรียน โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า–ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรครูและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน

    รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า ตนได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกำชับว่า หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด

    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมว่า อาจเกี่ยวโยงกับกรณีร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วยที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่หากผลสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดจริงจะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพราะการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

    “ดิฉันยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่บ่อนทำลายระบบการศึกษา จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่าการศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/449150&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T6D_Ys6xLjVEVymoUAkto

  • นักท่องเที่ยวเข้ากัมพูชา 8 เดือนแรกลดลง 5.6% นทท.จีนสวนทาง พุ่ง 45.7% : อินโฟเควสท์

    นักท่องเที่ยวเข้ากัมพูชา 8 เดือนแรกลดลง 5.6% นทท.จีนสวนทาง พุ่ง 45.7% : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาเปิดเผยในวันนี้ (3 ต.ค.) ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ากัมพูชาในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 4.05 ล้านคน ลดลง 5.6% จาก 4.29 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

    รายงานระบุว่า ไทยครองอันดับหนึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเยือนกัมพูชาในช่วงเดือนม.ค.-ส.ค. ด้วยจำนวน 962,462 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวร่วงลง 28.2%

    เวียดนามตามมาอันดับสองที่จำนวน 808,471 คน ลดลง 6.9% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนอยู่ที่ 784,965 คน เพิ่มขึ้น 45.7%

    ทอง เมงเดวิด อาจารย์จากสถาบันการศึกษานานาชาติและนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัย Royal University of Phnom Penh กล่าวว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงสะท้อนสองสาเหตุ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจภูมิภาค และการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    อย่างไรก็ดี เขากล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า สนามบินนานาชาติเตโชที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่นานมานี้ จะเป็นประตูหลักสู่กัมพูชา โดยจะรองรับเที่ยวบินมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศที่ดีขึ้น การรองรับเที่ยวบินตรงทั้งระยะไกลและเที่ยวบินภูมิภาคได้มากขึ้นจะทำให้การเดินทางมายังกัมพูชามีความสะดวกและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

    ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็น 1 ใน 4 เสาหลักที่สนับสนุนเศรษฐกิจของกัมพูชา นอกเหนือไปจากการส่งออกเสื้อผ้า รองเท้าและสินค้าสำหรับการเดินทาง เกษตรกรรม การก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534482&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06RTVLW9m1Qwka5HbmLKMo

  • “ซีพี” หนุน 20 คนรุ่นใหม่ไทยก้าวสู่เวที One Young World 2025 เยอรมนี [PR]

    “ซีพี” หนุน 20 คนรุ่นใหม่ไทยก้าวสู่เวที One Young World 2025 เยอรมนี [PR]

    ซีพี

    เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และบริษัทในเครือ เดินหน้าสนับสนุนคนรุ่นใหม่ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องปีที่ 10 โดยส่ง 20 พนักงานรุ่นใหม่ จากบริษัทในเครือ อาทิ ซีพีเอฟ, ซีพี ออลล์, ทรู คอร์ปอเรชั่น, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ซีพีแลนด์, Ascend Group, FIT, CPCRT และ CPLI เข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนโลก One Young World Summit 2025 ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–20 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองมิวนิก เยอรมนี ร่วมกับเยาวชนกว่า 190 ประเทศ ภายใต้แนวคิด “Brave the Future, For a Better Tomorrow – กล้าก้าวสู่อนาคต เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกันหาทางออกต่อ 5 วาระสำคัญของโลก ได้แก่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy), การต่อต้านความเกลียดชังและการแบ่งแยก (Anti-Hate), การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Tech), การศึกษาเพื่อความเสมอภาค (Education) และ สันติภาพและความมั่นคงของโลก (Peace & Security) โดยตัวแทนทั้ง 20 คนซึ่งซีพีเชื่อมั่นว่าเป็นพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ได้ผ่านการเรียนรู้และพัฒนาอย่างเข้มข้น ทั้งการศึกษาดูงานด้านนวัตกรรมในเครือ ตลอดจนเข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อม ณ สถาบันพัฒนาผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPLI) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเสริมองค์ความรู้ทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ พร้อมรับแรงบันดาลใจจากผู้เชี่ยวชาญและผู้นำทางความคิด ก่อนนำไปต่อยอดและแลกเปลี่ยนกับเพื่อนเยาวชนบนเวทีโลก

    ซีพี

    นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า “ท่ามกลางความซับซ้อนของโลกในปัจจุบัน ซีพีตระหนักดีว่าการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนต้องอาศัยพลังของคนรุ่นใหม่ เราจึงสนับสนุนให้พนักงานของเราได้มีโอกาสเข้าร่วมเวที One Young World ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และร่วมสร้างสรรค์แนวทางใหม่เพื่อขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะใน 5 ประเด็นสำคัญของโลกที่จะถูกหยิบยกขึ้นอภิปรายในครั้งนี้ ได้แก่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy), การต่อต้านความเกลียดชังและการแบ่งแยก (Anti-Hate), การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Tech), การศึกษาเพื่อความเสมอภาค (Education) และ สันติภาพและความมั่นคงของโลก (Peace & Security)ซึ่งล้วนสอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของซีพี การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้จึงไม่เพียงมอบแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนไทยและคนรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นการสร้าง “สะพาน” เชื่อมสู่เวทีโลก เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และเสียงที่ทรงพลัง อันจะก่อให้เกิดความกล้าที่จะคิด ลงมือทำ และยืนหยัดต่อความท้าทายต่าง ๆ พร้อมนำสิ่งที่ได้กลับมาสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศไทยในลำดับถัดไป”

    นางสาวศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะคณะกรรมการโครงการ One Young World เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดโครงการว่า “One Young World ถือเป็นเวทีประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรวบรวมคนรุ่นใหม่อายุ 18–30 ปีจากกว่า 190 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นเร่งด่วนที่ส่งผลต่อมนุษยชาติ โดยมีผู้นำระดับโลกเข้าร่วมเพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจและประสบการณ์ตรงให้แก่เยาวชนทั่วโลก โดยทาง ซีพี ได้ส่งพนักงานรุ่นใหม่เข้าร่วม One Young World อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพในระดับสากล”

    นายชิษณุพงศ์ ศิริธนะวุฒิชัย Specialist, Web and Ecommerce, Product and Service บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) กล่าวว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis) คือปัญหาที่ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบ และ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” คือแนวทางสำคัญในการแก้ไขอย่างยั่งยืน เพราะสามารถมุ่งลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง นำสิ่งที่เหลือกลับมาใช้ซ้ำและต่อยอดให้เกิดมูลค่าสูงสุด ควบคู่กับการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต เชื่อมั่นว่าเวที One Young World จะเปิดโอกาสให้ได้รับมุมมองจากผู้นำความคิดและเพื่อนคนรุ่นใหม่จากทั่วโลก พร้อมกันนั้นยังเป็นพื้นที่ที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองในฐานะตัวแทนประเทศไทย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนร่วมกันอย่างแท้จริง

    นางสาวภูริชญา สุวรรณศรี Business Development Officer, CPCRT ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น “การต่อต้านความเกลียดชังและการแบ่งแยก” (Anti-hate) กล่าวว่า “ตนเคยมีโอกาสใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับผู้คนในประเทศเมียนมา ซึ่งทำให้เห็นว่าความแตกต่างทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม หรือความคิด ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นรอยร้าว หากแต่สามารถเป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพและเกื้อกูล เมื่อผู้คนเรียนรู้ที่จะยอมรับและก้าวข้ามความเกลียดชัง ความหลากหลายก็จะกลายเป็นพลังสำคัญที่นำพาสังคมไปสู่สันติสุขอย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ยังเชื่อมั่นว่าเวที One Young World จะเป็นพื้นที่ที่ศูนย์รวมความหลากหลาย เพื่อให้เราได้เรียนรู้ความแตกต่างทางความคิด มุมมอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่นำพาสังคมไปสู่สันติ ลดความเกลียดชังได้”

    นางสาวจิณต์ธญา โภคาวสิทธิ์วรกุล Business Analyst, CPF Ventures กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น “การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ” (Responsible Tech) กล่าวว่า “การนำเทคโนโลยีระดับโลก โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้กับการทำงานใน CPF ถือเป็นภารกิจสำคัญ ตนมีโอกาสทำงานพัฒนาโครงการที่เชื่อมโยง AI เข้ากับภาคเกษตรกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรที่ปัจจุบันย้ายเข้าสู่เมืองมากขึ้น จึงมองว่าคำถามสำคัญคือ “เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ AI ได้อย่างแท้จริง” ซึ่งผู้พัฒนาเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบ ทั้งในการออกแบบ การประยุกต์ใช้ และการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม โดยการดึงภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมมือกัน เพื่อให้เกษตรกรไทย หรือคนไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ที่เหมาะสม ไม่ต่างจากตัวอย่างในประเทศจีนที่ประสบความสำเร็จในการทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาคเกษตรกรรมอย่างกว้างขวาง ซึ่งคาดว่าเวที One Young World จะให้โอกาสได้เรียนรู้ ต่อยอดประสบการณ์ และนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้”

    นางสาวรำไทย มาคะเซน LDP All Grocer, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น “การศึกษาเพื่อความเสมอภาค” (Education) กล่าวว่า “ตนให้ความสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน เพราะเห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งความเหลื่อมล้ำดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อโอกาสในการเรียนรู้ แต่ยังส่งผลต่อปัญหาสังคมด้านอื่น ๆ ตามมา ตนได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ และเล็งเห็นว่าร้านสาขาเหล่านี้สามารถกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ทั้งในรูปแบบการแนะแนวทางการศึกษาและการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้จริง ตนเชื่อมั่นว่าเวที One Young World จะเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้นำรุ่นใหม่จากนานาประเทศ เพื่อเก็บเกี่ยวแนวคิดและโมเดลการพัฒนาการศึกษาที่หลากหลาย และนำกลับมาปรับใช้ในประเทศไทย เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างความเสมอภาคและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง”

    นางสาวรัชพร ศิริพงษ์ Project Manager สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น สันติภาพและความมั่นคงของโลก (Peace & Security) กล่าวว่า การสร้างสันติภาพและความมั่นคง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่คือ “ความมั่นคงของมนุษย์” ที่เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยทางจิตใจของทุกคน ตนเคยมีประสบการณ์ทำงานในพื้นที่ชายแดน ซึ่งทำให้เห็นถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสของผู้คน อันนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและความไม่มั่นคงในชีวิต การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยการศึกษา การสร้างความเข้าใจเพื่อต่อต้านความเกลียดชัง และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ โดยเชื่อว่าเวที One Young World จะเปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนมุมมองจากนานาประเทศ และนำหลักการหรือแนวคิดที่ได้มาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเท่าเทียมมากขึ้น

    ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ทั้ง 20 คนได้อุ่นเครื่องและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าร่วมเวที One Young World Summit 2025 ผ่านกิจกรรมการเยี่ยมชมโรงงานข้าวนครหลวง CPI โดยข้าวตราฉัตร โรงงานข้าวขนาดใหญ่ และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บนพื้นที่กว่า 270 ไร่ งบประมาณ 3,000 ล้านบาท ที่มีโรงเก็บวัตถุดิบข้าว 8 โรง รองรับข้าวได้ถึง 240,000 ตัน และควบคุมทุกขั้นตอนการผลิตด้วยระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมกันนี้ยังได้เยี่ยมชมโรงงานซีพี-เมจิ ผู้ผลิตและจำหน่ายนมพาสเจอร์ไรส์อันดับหนึ่งของประเทศไทย พร้อมสัมผัสประสบการณ์จริงที่ Milk Museum by CP-Meiji ศูนย์การเรียนรู้กระบวนการผลิตนมและโยเกิร์ตแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย เพื่อเรียนรู้การดำเนินการธุรกิจของเครือฯ ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรม Bootcamp เพื่อเติมเต็มความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญใน 5 ด้านสอดคล้องกับหัวข้ออภิปรายในเวที One Young World Summit 2025 ได้แก่ “Circular Economy” โดย ผศ.ดร.พรพรหม สุธาทร ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการเปลี่ยนแปลง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, “Anti-Hate” โดย นางสาวสุภาณี พงษ์เรืองพันธุ์ ที่ปรึกษาด้านความเท่าเทียมทางเพศและการมีส่วนร่วมทางสังคม โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), “Responsible Tech” โดย นายนพปฎล ประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ แผนกพัฒนาบริการใหม่ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น, “Education” โดย ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และ “Peace & Security” โดย ผศ.ดร.ไพลิน กิตติเสรีชัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนการอบรมธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business) โดยมร. คัลลัม แมคเคนซี่ ผู้ร่วมก่อตั้ง และกรรมการผู้จัดการ Yunus Thailand Foundation และการอบรมคิดวิเคราะห์เพื่อการแก้ปัญหา และการสื่อสารสาธารณะ (Critical Thinking for Problem Solving and Public Global Communication) โดยนายวิศรุต เคหะสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Critical Thinking ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้ช่วยให้ตัวแทนเยาวชนได้เรียนรู้ทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจและแนวคิดที่จะนำไปต่อยอดในการประชุม One Young World Summit 2025 อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.brandbuffet.in.th/2025/10/cp-group-one-young-world-2025/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bsJssqOo7YyPmlDLBtI9h