Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เทศกาลไหว้พระจันทร์หาดใหญ่ 2568 สืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน | TOPNEWS

    เทศกาลไหว้พระจันทร์หาดใหญ่ 2568 สืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน | TOPNEWS

    วันที่ 3 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ โรงเรียนศรีนครมูลนิธิ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีพิธีเปิดงาน “สืบสานประเพณีไหว้พระจันทร์ ประจำปี 2568” โดยได้รับเกียรติจาก นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ร่วมกับกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมเปิดกิจกรรมสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยเชื้อสายจีนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

    นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม กล่าวว่า งานนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการอนุรักษ์ประเพณีอันทรงคุณค่า แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ที่ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคใต้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาในการพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

    กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 ตุลาคม 2568 ภายในงานมีการประดับโคมไฟเต็งลั้งกว่าพันดวง โต๊ะไหว้พระจันทร์ขนาดใหญ่ พิธีไหว้พระจันทร์ตามประเพณีดั้งเดิม การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน พร้อมแสง สี เสียง ฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง การออกร้านจำหน่ายอาหาร ขนมไหว้พระจันทร์ และกิจกรรมอีกมากมาย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้สัมผัสบรรยากาศวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาใจกลางเมืองหาดใหญ่

    อนุกูล บุญมี ผู้สื่อข่าว ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1342665&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kL-pu3GxGBhDAqwCs0G4A

  • “อนุทิน” หนุนกลุ่มทุนแต่ห้ามชี้นํา ผลักดันเศรษฐกิจยั่งยืน ยุติธรรมรอผลตรวจฎีกาทักษิณ

    “อนุทิน” หนุนกลุ่มทุนแต่ห้ามชี้นํา ผลักดันเศรษฐกิจยั่งยืน ยุติธรรมรอผลตรวจฎีกาทักษิณ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    “อนุทิน” หนุนกลุ่มทุนแต่ห้ามชี้นํา ผลักดันเศรษฐกิจยั่งยืน ยุติธรรมรอผลตรวจฎีกาทักษิณ

    4 ต.ค. 2568 08:17 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2886146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1maVwsZHKtJr5HZcSsIQ1V

  • นักวิเคราะห์คาดการณ์เศรษฐกิจเม็กซิโกปี 2568 ยังขยายตัวได้จากแรงหนุนนโยบายทางการเงิน

    นักวิเคราะห์คาดการณ์เศรษฐกิจเม็กซิโกปี 2568 ยังขยายตัวได้จากแรงหนุนนโยบายทางการเงิน

    ผลสำรวจของธนาคารกลางเม็กซิโก (Bank of Mexico) ประจำเดือนกันยายน 2568 จากกลุ่มนักวิเคราะห์และบริษัทที่ปรึกษา จำนวน 45 แห่ง พบว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์เศรษฐกิจเม็กซิโกในปีนี้จะอยู่ที่ร้อยละ 0.53 สูงกว่าที่ประเมินไว้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา (ร้อยละ 0.46) อย่างไรก็ดี สำหรับแนวโน้มปี 2569 นักวิเคราะห์คาดว่าเศรษฐกิจเม็กซิโกจะเติบโตได้ร้อยละ 1.33 ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อช่วงต้นปีซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 1.75 โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า ธนาคารกลางเม็กซิโกมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ในด้านอัตราเงินเฟ้อ ผลการสำรวจระบุว่า อัตราเงินเฟ้อสิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 3.85 ต่ำกว่าที่ธนาคารกลางคาดไว้ที่ร้อยละ 4 โดยธนาคารกลางตั้งเป้าหมายในการลดอัตราเงินเฟ้อให้ได้ร้อยละ 3 ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ที่ต่างออกไปโดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 3.80 และปี 2570 อยู่ที่ร้อยละ 3.71 ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ El Economista รายงานเพิ่มเติมว่าแนวโน้มสถานการณ์เงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวน่าจะทำให้ธนาคารกลางดำเนินนโยบายในการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ผลจากการประชุมคณะกรรมการบริหารของธนาคารกลาง เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ธนาคารกลางได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารข้ามคืนลงเหลือร้อยละ 7.5 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565

    มุมมองของนักวิเคราะห์ต่อสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน กลุ่มนักวิเคราะห์ร้อยละ 81 เห็นว่าเศรษฐกิจในปีนี้ไม่ดีขึ้นกว่าปีก่อน ทั้งนี้ ร้อยละ 16 มองว่าสภาพธุรกิจอาจแย่ลง ร้อยละ 25 คาดว่าจะดีขึ้น ขณะที่ร้อยละ 59 เห็นว่าจะทรงตัว ผลสำรวจดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของภาคเอกชนต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเม็กซิโกในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ดี ยังมีสัญญาณของความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนสำหรับผู้ประกอบการ นักลงทุน และภาคธุรกิจ ตลอดจนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคด้วย


    สคต. ณ กรุงเม็กซิโก

    แหล่งที่มา

    -Mexico News Daily https://mexiconewsdaily.com/business/interest-rate-cuts-inflation-expectations-mexico/

    -El Economista https://www.eleconomista.com.mx/economia/especialistas-suben-expectativa-pib-mexico-moderan-inflacion-encuesta-banxico-20251001-779555.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hig0j6z69ug5alhc0pn5knwo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h1XKJJ5_Ce3BSQ99w_ZTh

  • กลุ่มธุรกิจเตือนทรัมป์ ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่อาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    กลุ่มธุรกิจเตือนทรัมป์ ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่อาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    กลุ่มสมาคมธุรกิจหลายแห่งเตือนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ว่า ค่าธรรมเนียมใหม่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการยื่นขอวีซ่า H-1B อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงโครงการแรงงานมีฝีมือที่จะเพิ่มภาระแก่บริษัทต่าง ๆ

    ในจดหมายที่ส่งถึงทรัมป์เมื่อวันศุกร์ (3 ต.ค.) องค์กรอุตสาหกรรมราวสิบแห่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ผลิตชิป บริษัทซอฟต์แวร์ และร้านค้าปลีก ระบุว่า ค่าธรรมเนียมใหม่นี้อาจทำให้การดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือสำคัญเป็นไปได้ยาก และอาจทำให้ตำแหน่งงานสำคัญบางตำแหน่งขาดผู้ทำงาน

    กลุ่มธุรกิจยังเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อปฏิรูประบบวีซ่า H-1B อย่างจำเป็นโดยไม่เพิ่มความท้าทายสำคัญที่นายจ้างสหรัฐฯ ต้องเผชิญ ทั้งในด้านการสรรหา ฝึกอบรม และรักษาแรงงานฝีมือชั้นนำ

    จดหมายฉบับนี้ถูกส่งใน 2 สัปดาห์หลังจากทรัมป์ประกาศเกี่ยวกับวีซ่า H-1B แม้กลุ่มธุรกิจเตือนถึงผลกระทบของค่าธรรมเนียมวีซ่าดังกล่าว แต่พวกเขาก็ยังคงชื่นชมความพยายามของทรัมป์ในการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่สหรัฐฯ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MkF8-zVnE3mZnzPoyH1Jy

  • SCB EIC ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ หนุนคนละครึ่ง : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 3 ต.ค.68

    SCB EIC ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ หนุนคนละครึ่ง : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 3 ต.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/KeiXpG8chAQ&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VqunTr9wt4dUt91OujlTJ

  • คนละครึ่ง 2568 แลกเป็นเงินสดเอาไปซื้อของก้อนใหญ่ได้ไหม ไฟเขียวให้กลุ่มหนึ่งทำได้

    คนละครึ่ง 2568 แลกเป็นเงินสดเอาไปซื้อของก้อนใหญ่ได้ไหม ไฟเขียวให้กลุ่มหนึ่งทำได้

              คนละครึ่ง 2568 แลกเป็นเงินสดเอาไปซื้อของก้อนใหญ่ได้ไหม เพราะจำกัดแค่วันละ 200 บาท มีกลุ่มหนึ่งที่กดได้ 13 ล้านคน

    คนละครึ่ง 2568 แลกเป็นเงินสดได้ไหม

              โครงการคนละครึ่ง 2568 กำลังจะเริ่มต้นในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ซึ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังเตรียมพร้อมการลงทะเบียนโครงการ เพื่อให้เกิดความราบรื่นมากที่สุด โดยจะให้งบประมาณรวมทั้งสิ้นคนละ 2,000 – 2,400 บาท และสามารถใช้ได้วันละ 200 บาท ส่วนกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้เงินเพิ่ม 1,700 บาทเข้าระบบ

              วันที่ 4 ตุลาคม 2568 มีหลายคนที่สงสัยว่า คนละครึ่งพลัส สามารถแลกเป็นเงินสดเพื่อเอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นได้หรือไม่ กระปุกดอทคอมตรวจสอบหาคำตอบให้แล้วว่า กลุ่มคน 2 กลุ่มมีใครบ้างแลกเป็นเงินสดได้หรือไม่ได้

    1. กลุ่มถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

              เงินที่เติมเพิ่มเข้าไป 1,700 บาท สามารถถอนออกมาเป็นเงินสดได้

    2. กลุ่มคนทั่วไป 20 ล้านคน

              ไม่สามารถนำเงินจากคนละครึ่ง 2568 ไปแลกเป็นเงินสดได้ ซึ่งในโครงการคนละครึ่งรอบก่อน หากพบว่าใครทำผิด มีบทลงโทษทั้งในร้านค้าและผู้ใช้งานด้วย

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 ที่น่าสนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295486.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3r6F34Aa9XmCRSqkoQ8Tsi

  • รฟท. เปิดเส้นทาง ‘ปาดังเบซาร์ – สุราษฎร์ธานี’ เริ่มให้บริการ ธ.ค.

    รฟท. เปิดเส้นทาง ‘ปาดังเบซาร์ – สุราษฎร์ธานี’ เริ่มให้บริการ ธ.ค.

    รฟท. เปิดเส้นทาง ‘ปาดังเบซาร์ – สุราษฎร์ธานี’ เริ่มให้บริการ ธ.ค.

    นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า การรถไฟฯ ประสบความสำเร็จในการทดสอบเดินขบวนรถไฟ “MySawasdee” ร่วมกับการรถไฟมาเลเซีย (KTMB: Keretapi Tanah Melayu Berhad) ระหว่างสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ – สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 21 – 23 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยการทดสอบเป็นไปอย่างราบรื่น ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับการท่องเที่ยวทางราง เชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และมิตรภาพระหว่างสองประเทศ

    ความร่วมมือดังกล่าว สืบเนื่องจากการประชุมระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย และการรถไฟมาเลเซีย ครั้งที่ 42 (42nd KTMB – SRT Joint Conference) เมื่อปี 2567 ที่มีมติขยายเส้นทางขบวนรถไฟท่องเที่ยว “MySawasdee” จากเดิมสิ้นสุดที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ ให้ขยายถึงสถานีสุราษฎร์ธานี เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวมาเลเซียและไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเชื่อมโยงสู่ภาคใต้ของประเทศไทย ขณะที่ในการประชุม KTMB – SRT Joint Conference ครั้งที่ 43 เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ได้กำหนดกรอบการให้บริการเบื้องต้นว่า จะเริ่มเดินรถได้ประมาณเดือนธันวาคม 2568
     

    รฟท. เปิดเส้นทาง 'ปาดังเบซาร์ - สุราษฎร์ธานี' เริ่มให้บริการ ธ.ค. รฟท. เปิดเส้นทาง 'ปาดังเบซาร์ - สุราษฎร์ธานี' เริ่มให้บริการ ธ.ค.

    สำหรับการทดสอบครั้งนี้ ขบวนรถไฟ “MySawasdee” ลากจูงด้วยรถจักร QSY ของการรถไฟฯ เส้นทางปาดังเบซาร์ – สุราษฎร์ธานี และเดินทางกลับเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 เพื่อทดสอบด้านเทคนิคที่สำคัญ อาทิ การวัดขนาดความห่างของตัวรถและชานชาลา ระยะห่างล้อ ความสูงของรถที่พ่วง รวมถึงระบบการเบรกของขบวนรถ เพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย ก่อนเปิดให้บริการจริง

    ส่วนขบวนรถประกอบด้วย

    •รถ PGC จำนวน 1 คัน (รถ Power Car)

    •รถ Café จำนวน 1 คัน (รถขายอาหารปรับอากาศ)

    •รถ ASC มี 60 ที่นั่ง จำนวน 3 คัน (รถนั่งปรับอากาศ ชั้น 2)

    •รถ ADNS มี 20 เตียงบน 20 เตียงล่าง จำนวน 3 คัน (รถนอนปรับอากาศ ชั้น 2)

    •รถ AFC มี 36 ที่นั่ง จำนวน 3 คัน (รถนั่งปรับอากาศ ชั้น 1)

    • รถ Event 1 คัน มี 36 ที่นั่ง (รถนั่งปรับอากาศพร้อมพื้นที่ทำกิจกรรมสังสรรค์)

    •รถ Chillax จำนวน 1 คัน (รถปรับอากาศพร้อมพื้นที่ทำกิจกรรมสังสรรค์)
     

    รฟท. เปิดเส้นทาง 'ปาดังเบซาร์ - สุราษฎร์ธานี' เริ่มให้บริการ ธ.ค.

    นอกจากนี้ ยังมีแผนทดสอบเดินรถเส้นทาง กรุงเทพอภิวัฒน์ – บัตเตอร์เวิร์ท โดยการรถไฟมาเลเซีย จะนำขบวนรถทดสอบ 3 คัน (ประกอบด้วย 1 Power car และ 2 Passenger coaches) เดินทดสอบร่วมในเส้นทางกรุงเทพ – ปาดังเบซาร์ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเดินรถจริงด้วย

    การขยายเส้นทางขบวนรถไฟ “MySawasdee” สู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่เพียงมอบประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967642&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw086OTnU5BqJNG_IXbbExvA

  • ผู้ว่าการ กกท.นำทีมผู้บริหารร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี ก.การท่องเที่ยวและกีฬา

    ผู้ว่าการ กกท.นำทีมผู้บริหารร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี ก.การท่องเที่ยวและกีฬา

    ดร.ก้องศักด ผู้ว่าการ กกท.นำทีมผู้บริหาร ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประธาน

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายมีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายบริหาร, นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายส่งเสริมกีฬา, นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนทั้งภาคการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญอุปสรรคจากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น โรคระบาด การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่บุคลากรของกระทรวงฯ ทุกคนยังคงยืนหยัด มุ่งมั่น และร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้กระทรวงฯ ก้าวผ่านทุกความท้าทายและบรรลุเป้าหมายสำเร็จ การก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 ของกระทรวงฯ นับเป็นอีกก้าวสำคัญ

    โดยล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมจนถึงวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา ทะลุ 24 ล้านคนแล้ว ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมกว่า 1.97 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ด้านกีฬา ก็ยังเป็นพลังสำคัญที่สร้างความสุขและแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชน อีกทั้งยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3786525/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OY6oXs4FKqupMzcoW4R-R

  • ททท. ตอกย้ำจุดแข็งอาหารไทย สู่ระดับโลก

    ททท. ตอกย้ำจุดแข็งอาหารไทย สู่ระดับโลก

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. เดินหน้าส่งเสริมวัฒนธรรมอาหารไทย ผ่านกิจกรรม “Thai Serve” ภายใต้โครงการ Year Of Culinary Journeys ซึ่งเป็นการนำเสนอ “เสน่ห์ไทย” ผ่าน 5 MUST DO ชูอาหารไทยซึ่งเป็นจุดแข็งและจุดเด่นที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มาเป็นเครื่องมือ ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอาหารไทย เครื่องดื่มแบรนด์ไทย และแบรนด์ชุมชนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ลิ้มลองรสชาติอาหารไทยและเครื่องดื่ม CRAFT HUB ไทยจาก 5 ภูมิภาค อาทิ เชียงใหม่ นครปฐม อุบลราชธานี ชลบุรี ภูเก็ต ซึ่งใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในพื้นที่เป็นส่วนผสม พร้อมนำเสนอแนวคิด 5 Must Do ผ่านการโชว์ทำอาหารและเครื่องดื่มจากเชฟและบาร์เทนเดอร์ระดับแนวหน้าของไทย ทั้งนี้ ททท. เชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างกระแสการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ดึงดูดนักท่องเที่ยว รุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ด้านอาหาร วัฒนธรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่น อันนำไปสู่การสร้างรายได้ อย่างเป็นรูปธรรมแก่ชุมชนท้องถิ่น พร้อมทั้งเชื่อมโยงมูลค่าเพิ่มสู่ระดับประเทศ เพื่อเสริมบทบาทให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างยั่งยืน ตอกย้ำจุดแข็ง “อาหารไทย” สู่ระดับโลก นำเสนอเสน่ห์ของอาหารไทยในมิติใหม่ที่ทั้งอร่อย มีคุณค่า น่าจดจำ และเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ ตามนโยบาย “Big Impact Act Fast” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร“ ผ่านกิจกรรม “Thai Serve” ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการเปิดประตูสู่โลกแห่งรสชาติและวัฒนธรรมไทย

    สำหรับกิจกรรม Thai Serve ภายในงานได้รวบรวมกิจกรรมที่สะท้อนความโดดเด่นของอาหารและวัฒนธรรมไทยไว้อย่างครบถ้วน ได้แก่ 

    1. Food & Drink Booth คัดสรรเมนูเด็ดจากทุกภูมิภาค สตรีทฟู้ดระดับตำนาน รวมความอร่อยทุกภาค และเครื่องดื่มจากผู้ประกอบการท้องถิ่น โรงกลั่นทุกซอย มาอยู่ในงานเดียวกว่า 100 ร้านค้า อาทิ MANIT SELECTED หอมหมี่บะหมี่ไข่ดอง ขาหมูบ้านไร่ ขนมครก HOMMKOK นอกจากนี้ยังมี CRAFT HUB ไทยจาก 5 ภูมิภาค อาทิ ภาคเหนือ : แม่โถ ดิสทิลเลอรี่ จังหวัดเชียงใหม่, แป้ จังหวัดแพร่, สะเอียบ จังหวัดแพร่, เครื่องดื่มพื้นบ้านและโรงกลั่นชุมชนหงส์ทอง จังหวัดน่าน ภาคกลาง : พิพิธภัณฑ์สุราไทย จังหวัดนครปฐม, โรงเหล้าบางยี่ขัน กรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : อุบลไวน์ จังหวัดอุบลราชธานี, ภูคานอง จังหวัดหนองคาย ภาคตะวันออก : โรงกลั่นบูรพา เบฟเวอเรจ จังหวัดชลบุรี และ ภาคใต้ : ฉลองเบย์ จังหวัดภูเก็ต, โรงกลั่นเหล้าขาวชุมชน จังหวัดพังงา, โรงกลั่นเหล้าเสน่ห์จันทน์ 110 จังหวัดนครศรีธรรมราช

    2. ฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง วันที่ 3 ตุลาคม 2568 พบกับ PROXIE และ Purpeech วันที่ 4 ตุลาคม 2568 พบกับ getsunova และ Yokee Playboy และ วันที่ 5 ตุลาคม 2568 พบกับ MEAN Band และ Palmy พร้อมจัดเต็ม DJ STAGE ให้ชมฟรีตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน

    3. กิจกรรม 5 Must Do การสาธิตทำอาหารและเครื่องดื่ม โดยเชฟและบาร์เทนเดอร์ชั้นนำระดับแถวหน้าของเมืองไทย เวลา 17.30 – 18.00 น. ตลอด 3 วัน วันที่ 3 ตุลาคม 2568 พบกับ แบงค์ – วัชรพงษ์ สุริยพันธุ์ บาร์เทนเดอร์ระดับแนวหน้าของเมืองไทย เจ้าของร้าน Midlife Crisis BKK และยังเป็นนักเขียนหนังสือ Tales of the Spirits วันที่ 4 ตุลาคม 2568 พบกับ เชฟภู ภูรินท์ พัฒนวิริยะวาณิช ผู้เข้าแข่งขันรายการ Master Chef Thailand Season 4 วันที่ 5 ตุลาคม 2568 พบกับ เชฟอิน ณรงค์ฤทธิ์ แซ่ขอ หรืออิน กำลังอิน Food Influencer เจ้าของร้านอาหารครัวบ้านอิน 

    4. ร่วมกิจกรรมเวิร์กชอปทำค็อกเทล โดย แบงค์ – วัชรพงษ์ สุริยพันธุ์ บาร์เทนเดอร์ระดับแนวหน้าของเมืองไทย เจ้าของร้าน Midlife Crisis BKK จำกัด 10 รอบ/วัน รอบละไม่เกิน 10 คน

    5. นิทรรศการ (Exhibition) รสนิยมแห่งสยามจิบประวัติศาสตร์ สัมผัสวัฒนธรรมไทย ถ่ายทอดเรื่องราววิวัฒนาการสุราไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่คราฟท์ยุคใหม่ พร้อมสนุกสนานกับ Photo Booth สำหรับบันทึกภาพความประทับใจภายในงาน

    6.  Photo Booth บันทึกภาพความประทับใจ กิจกรรม “Thai Serve” 

    ทั้งนี้ ททท. คาดการณ์ว่ากิจกรรมนี้จะสามารถประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ประการณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศในวงกว้างกว่า 62 ล้านคน ซึ่งจะสร้างกระแสให้มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 80,000 คน ก่อให้เกิดการกระจายรายได้และสร้างมูลค่าทางการท่องเที่ยวมากกว่า 135,000,000 บาท โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรม “Thai Serve” ในวันที่ 3 – 5 ตุลาคม 2568 ณ ลานกิจกรรม One Bangkok Park ตั้งแต่เวลา 16:00 – 22:00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/entertainment/NFI7AQwIN&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kby2JVcf0D0joy4QC0sYd

  • อิหร่านรัสเซียย้ำ: การไร้ความชอบธรรมของสามประเทศยุโรปในการรื้อฟื้นมติคว่ำบาตร

    อิหร่านรัสเซียย้ำ: การไร้ความชอบธรรมของสามประเทศยุโรปในการรื้อฟื้นมติคว่ำบาตร

    อิหร่านรัสเซียย้ำ: การไร้ความชอบธรรมของสามประเทศยุโรปในการรื้อฟื้นมติคว่ำบาตร

    🔹กาซิม ญาลาลี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำรัสเซีย ได้พบปะหารือกับเซอร์เกย์ ริยาบคอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งดูแลด้านความสัมพันธ์กับประเทศในอเมริกาเหนือและใต้ ความร่วมมือกับกลุ่ม BRICS และความมั่นคงระหว่างประเทศ

    ในการพบปะครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหพันธรัฐรัสเซียในเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงภายในกรอบของกลุ่ม BRICS

    🔹ญาลาลีได้กล่าวว่า การกระทำที่ผิดกฎหมายของสามประเทศยุโรปซึ่งใช้กลไกระหว่างประเทศในทางที่ผิดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ พร้อมชี้ว่า การไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) ของยุโรปเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงพหุภาคีนี้ และเมื่อพวกเขาเปลี่ยนกลไกสแน็ปแบ็ก ให้กลายเป็นเครื่องมือในการให้รางวัลแก่ผู้ละเมิดข้อตกลงรายแรกคือสหรัฐอเมริกา ก็ยิ่งตอกย้ำถึงการผิดสัญญาต่อประชาชนอิหร่านและเผยให้เห็นถึงความอ่อนแอของสถานะยุโรปในเวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน